กลับหน้าแรก

วันที่ 31 มกราคม

            มนุษย์เป็นผู้ที่ถูกควบคุมจากอารมณ์ ดังนั้น ขอให้ใช้คำพูดด้วยความระมัดระวัง เพราะจากวิธีในการพูดจา จะทำให้คนจำนวนมากรู้สึกแสวงหาธรรม หรือตรงกันข้าม ทำให้ผู้คนถอยศรัทธาไป

 

อธิบาย

            เรื่องคำพูดคำจาสามารถมีผลกระทบกระเทือนอย่างมากมาย เช่น เราคิดว่า พูดเล่น จึงไม่ได้พูดให้ไพเราะ แต่ปรากฏว่า อารมณ์ของผู้ฟังไม่รู้สึกตามนั้นด้วย ก็อาจจะรู้สึกโมโห น้อยใจ หรือบางครั้งกลายเป็นความเกลียดชังกัน และเกิดอคติจิตได้ง่าย ๆ ดังนั้น ถ้าพูดจาโดยไม่ระมัดระวังแล้ว ก็จะสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  

            ปัญหาของความโมโห ไม่พอใจ เกลียดชัง น้อยใจ อิจฉา ต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการใช้คำพูดเป็นสาเหตุหลัก เช่น บางคนพูดมากเกินไป ทำให้กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา หรือบางคนพูดหรืออธิบายน้อยเกินไป ทำให้ผู้ฟังเข้าใจ รับรู้ และรู้สึกไปกันคนละทางก็มี บางคนนำเรื่องที่ไม่ควรจะพูด เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องพูด เรื่องที่เป็นความลับ เรื่องส่วนตัวของผู้อื่นไปพูด หรือนินทาลับหลังผู้อื่น ก็ทำให้เป็นปัญหาได้ หรือบางคนพูดจาโอ้อวด ทะนงตัว มีลักษณะและการพูดจาที่วางก้าม ออกคำสั่ง บังคับให้ผู้อื่นทำตาม  ก็สร้างปัญหาขึ้นมา หรือบางคนมีนิสัยขี้เกรงใจ ขี้อาย กว่าจะพูดออกมาสักคำก็ต้องคิดไปคิดมา และลังเลไม่กล้าพูดออกมา ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดเรื่องได้เหมือนกัน

พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ความหายนะออกจากปาก และทำร้ายต่อร่างกาย”  ดังนั้น แม้จะเป็นเพื่อนที่คบค้ากันมานานจนรู้สึกสนิทสนมเพียงใด หรือในการคบค้ากับเพื่อนสมาชิกก็ดี สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีกิริยามารยาทดี พูดจาสุภาพ ซึ่งเป็นการให้เกียรติและยกย่องต่อกัน  เพราะบางครั้งบางคราว ในเวลาที่เหตุการณ์ปกติธรรมดา การพูดคุยแบบกันเอง ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นช่วงที่อีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดี พอฟังคำพูดที่กันเองจนไม่มีความสุภาพ ก็อาจรู้สึกว่ากำลังถูกดูถูก ต่อว่า วิจารณ์ หรือเข้มงวด ต่าง ๆ นานา แล้วก็กลายเป็นสาเหตุให้เกิดความโมโห หรือถอยศรัทธาไปได้ง่าย ซึ่งผู้พูดอาจจะบอกว่า ก็ใช้คำพูดธรรมดา ๆ แบบที่เคยพูดกัน ทำไมจึงต้องโมโหด้วย ซึ่งเป็นการกล่าวโทษเขา โดยลืมไปว่า อีกฝ่ายกำลังอารมณ์ไม่ดี อารมณ์ไม่ปกติ และเราพูดจาไม่ระมัดระวังคำพูด พูดจาไม่สุภาพ หรือไม่มีมารยาทที่ดีต่อเขา ทำให้เกิดความหมางใจได้

ซึ่งในระหว่างเพื่อนที่คบหามานานก็ยังสามารถเป็นปัญหาได้เช่นนี้  ดังนั้น ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสไม่ระมัดระวังคำพูด พูดจาไม่สุภาพ ไม่ให้เกียรติยกย่องแล้ว สมาชิกก็จะรู้สึกโมโห ไม่พอใจ และคิดสงสัยว่า ทำไมเป็นหัวหน้าแล้วพูดจาเช่นนี้ ทำไมหัวหน้าจึงเป็นคนอวดดีใหญ่โตเช่นนี้  ก็จะเกิดความรู้สึกไม่ชอบหัวหน้าคนนี้ และมีอคติจิตต่อหัวหน้าคนนี้ได้ จึงถอยศรัทธา จนกลายเป็นไม่ชอบสมาคมได้ง่าย  ซึ่งการพูดจาของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสย่อมมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ดังนั้น ความระมัดระวังในการพูดจาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า ความรู้สึกของจิตใจจะแสดงปรากฏออกมาที่เสียง หมายความว่า ถ้าสภาพชีวิตอยู่ในโลกนรก โลกเปรต ซึ่งเป็นโลกในอบายภูมิแล้ว เสียงหรือคำพูดก็จะมีลักษณะที่ไม่สุภาพ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีแต่คำพูดอวดดีใหญ่โต พูดเอาแต่ได้ พูดจาดูถูกผู้อื่น วิจารณ์ผู้อื่นได้ง่าย  ซึ่งผิดกับสภาพชีวิตที่มีโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธเป็นพื้นฐาน เสียงที่พูดจะมีความเห็นอกเห็นใจ สงสาร เมตตารักใคร่ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ฯลฯ ซึ่งเป็นการพูดจาด้วยน้ำใสใจจริง มีมารยาทที่ดี ยกย่องผู้อื่น

ฉะนั้น แม้จะพยายามระมัดระวังการพูดจา แต่ถ้าไม่ปฏิวัติชีวิต ไม่เปลี่ยนแปลงสภาพชีวิต และพยายามตกแต่งด้วยคำพูดที่ฟังดูดี หรือใช้คำพูดไพเราะขนาดไหน แต่ถ้าสภาพชีวิตของเราไม่สามารถมีกระแสจิตติดต่อถึงชีวิตของเขา ทำให้เขาสัมผัสรับรู้สภาพชีวิตนั้นได้ ก็ไม่เกิดประโยชน์ หรือสร้างคุณค่าต่ออีกฝ่ายได้สำเร็จ  ดังนั้น ขอให้ยึดถือการพูดจาด้วยคำพูดที่สุภาพเป็นรากฐานในการปฏิบัติของเรา และที่ยิ่งสำคัญกว่า ก็คือ จะต้องปฏิวัติชีวิตของเราให้มีสภาพชีวิตที่สูงขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้จะเป็นคำพูดที่ไพเราะเพียงไร ก็เป็นคำพูดที่เย็นชา ขาดความเมตตารักใคร่ หรือเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังไม่รู้สึกประทับใจอย่างแน่นอน  แต่ถ้ามีความเมตตาเป็นพื้นฐานแล้ว แม้จะเป็นคำพูดสั้น ๆ เพียงแค่การทักทายว่า สบายดีหรือ พยายามหน่อยนะ อย่ายอมพ่ายแพ้ต่อชะตากรรมนะ พยายามต่อสู้ไปด้วยกันนะ ก็สามารถส่งเสริมกำลังใจและสร้างความประทับใจต่อผู้ฟังได้ตลอดไป ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวในธรรมนิพนธ์ว่า “ความสุขเกิดจากใจ และเป็นอาภรณ์ประดับตกแต่งร่างกาย” P

 

 

วันที่ 30 มกราคม

            อย่างไรก็ตาม ขอให้ปรึกษาหารือกันอย่างแน่นแฟ้น พลางให้การโอบอุ้มสมาชิกคนหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นการยึดถือเจตนารมณ์ของสมาคมที่มีความเชื่อมั่นอันยิ่งใหญ่พร้อมด้วยการมีพลังในการโอบอุ้มด้วย

 

อธิบาย

            ศาสนาที่แท้จริง หรือพุทธธรรมที่แท้จริงนั้น กล่าวได้ว่า เป็นธรรมของมนุษย์ ธรรมเพื่อมนุษย์ และธรรมโดยมนุษย์ กล่าวคือ ถ้าห่างออกจากมนุษย์ หรือหลีกหนีจากสามัญชนแล้ว ก็ไม่ใช่ศาสนาที่แท้จริง ไม่มีสิทธิเรียกว่าคำสอนของพระพุทธ

            ถ้าอธิบายเรื่องนี้ในแง่หัวหน้าหรือผู้นำของสมาคมแล้ว เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการเป็นผู้นำหรือหัวหน้าหรือผู้อาวุโส ก็คือ เป็นผู้นำของสมาชิก เพื่อสมาชิก และโดยสมาชิก ก็หมายความว่า  ถึงแม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงนายกสมาคมก็ตาม ก็เป็นตำแหน่งที่มีเพื่อสมาชิกทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งหัวหน้าทั้งหมดก็เช่นกัน ล้วนมีอยู่เพื่อให้สมาชิกทั้งหลายมีความสุข นี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องมีหัวหน้า ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นหัวหน้าเพื่อจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ให้สมาชิกมาติดตามหัวหน้า ซึ่งเป็นเรื่องกลับตาลปัตร 

จะเห็นได้ว่า หน้าที่ที่แท้จริงของหัวหน้าหรือผู้นำของสมาคม คือ นำพาสมาชิกไปสู่โงะฮนซนด้วยกัน ถ้ามีเรื่องที่หัวหน้าไม่สามารถให้คำชี้นำแก่สมาชิก ก็พาไปขอคำชี้นำจากหัวหน้าขั้นสูงกว่า หรือผู้อาวุโสกว่า พร้อมกับศึกษาและเรียนรู้วิธีการชี้นำ โดยไม่มีลักษณะอวดดี ทะนงตัว หรือเห็นแก่ตัว   ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็พาไปขอคำชี้นำจากหัวหน้าอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้สมาชิกสามารถแก้ไขปัญหาให้ได้  จึงมีผู้อาวุโสท่านหนึ่งได้รับฉายาว่า รถพยาบาล เพราะทุกครั้งที่เขาได้ยินว่าสมาชิกมีความทุกข์หรือมีความลำบาก ไม่ว่าสมาชิกคนนั้นจะอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหน ก็จะรีบไปเยี่ยมเยียนทันที และให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ จนกว่าสมาชิกสามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงได้รับฉายาว่ารถพยาบาลโดยมีความตั้งใจที่จะกระทำเช่นนี้ต่อสมาชิกแต่ละคน ๆ อยู่เสมอ 

อนึ่ง ถ้าไม่มีพลังโอบอุ้มแล้ว ก็จะเมินเฉยต่อสมาชิก เพราะคิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่ความรับผิดชอบของตัวเอง  แต่หัวหน้าคนดังกล่าวเมื่อได้ยินปัญหาแล้ว จิตใจก็จะทนไม่ไหว จะต้องรีบไปเยี่ยมเยียนและส่งเสริมกำลังใจอย่างเต็มที่ ด้วยความรู้สึกว่า ความทุกข์ของสมาชิกก็คือความทุกข์ของตัวเอง ความดีอกดีใจของสมาชิกก็คือความดีอกดีใจของตัวเอง กล่าวได้ว่า ความคิดเช่นนี้คือเจตนารมณ์ของสมาคม ที่มีความสามัคคีอันแน่นแฟ้น และมีความเมตตารักใคร่อย่างสมบูรณ์  ซึ่งเป็นครอบครัวของโพธิสัตว์จากพื้นโลก

ครั้งหนึ่ง เมื่อโรงเรียนโซคาจัดพิธีมอบประกาศนียบัตร หลังจากนั้น ก็มีศิษย์เก่าโรงเรียนโซคาเป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณคณะครูบาอาจารย์ พร้อมกับผู้ก่อตั้งโรงเรียน ซึ่งในวันนั้น อาจารย์อิเคดะก็เข้าร่วมพิธีด้วย ขณะที่ศิษย์เก่ากล่าวขอบคุณและโค้งคำนับต่อคณะครูอาจารย์ และผู้ก่อตั้งโรงเรียน  อาจารย์อิเคดะก็ได้ลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับตอบ  เมื่อเสร็จพิธี ก็มีคนถามอาจารย์อิเคดะว่า ทำไมอาจารย์จึงต้องลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับนักเรียนด้วย  อาจารย์ตอบว่า ผมจะต้องตอบสนองน้ำใสใจจริงของผู้ที่แสดงน้ำใสใจจริงออกมาด้วยน้ำใสใจจริงดุจเดียวกัน ก็หมายความว่า อาจารย์อิเคดะก็มีความโอบอุ้มต่อนักเรียนทั้งหลายอย่างเต็มที่ แม้ว่านักเรียนคนนั้นจะอายุน้อยกว่า หรือเด็กกว่าก็ตาม แต่ในความรู้สึกของอาจารย์ ไม่คิดว่าเขาเป็นเด็ก แต่ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ที่แสดงน้ำใสใจจริง ท่านจึงตอบสนองน้ำใสใจจริงของเขาด้วยการโค้งคำนับตอบ นี่คือน้ำใสใจจริงของอาจารย์

ดังนั้น ไม่ว่าสมาชิกจะเป็นคนประเภทใด เป็นสมาชิกใหม่หรือเก่า มีความรู้หรือไม่มีความรู้ หัวหน้าก็จะต้องพยายามให้คำปรึกษาหรือให้คำชี้นำอย่างแน่นแฟ้น ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้  สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องดูแลรับผิดชอบจนกว่าปัญหาของสมาชิกสามารถแก้ไขได้สำเร็จ โดยบางคนอาจใช้เวลา 3 ปี 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี   อย่าคิดว่าให้คำชี้นำไป 1 ครั้ง ก็ถือว่าจบหน้าที่แล้ว  แต่จำเป็นจะต้องคอยติดตามว่าปัญหาของเขาดีขึ้นหรือไม่ ถ้ายังไม่ดีขึ้น ก็ให้กำลังใจหรือให้คำชี้นำอีกครั้ง เอาใจช่วยให้เขาต่อสู้ต่อไป  นี่คือสิ่งสำคัญของผู้ชี้นำ  ซึ่งสมาคมได้ถือเอาคำชี้นำสั่งสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ว่า ให้ความสำคัญต่อสมาชิกคนหนึ่ง ๆ มาเป็นเจตนารมณ์ของสมาคม P

 

 

วันที่ 29 มกราคม

            จงทำหน้าที่ของวันนี้ให้สำเร็จ เพื่อเป็นเส้นทางมุ่งสู่ชัยชนะของท่าน

อธิบาย

สิ่งสำคัญสำหรับชัยชนะในชีวิตมนุษย์ก็คือ จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดชีวิตจิตใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกรับผิดชอบที่แน่วแน่มั่นคงในหน้าที่ของตน หากเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใหญ่หรือการเล็ก ก็ย่อมจะบรรลุผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน  ซึ่งไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งทางด้านอาชีพการงานที่ทำอยู่นั้นจะสูงหรือต่ำ ใหญ่หรือเล็ก ก็จะต้องไม่เมินเฉย หรือดูถูกเป็นขาด  เพราะถ้าไม่เอาใจใส่อย่างเต็มที่แล้ว ก็แสดงว่า ถ้าได้รับตำแหน่งหน้าที่มากมายหรือสูงขึ้นเพียงไร ก็ย่อมจะทำไม่สำเร็จเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น มีทหารนายหนึ่ง มีหน้าที่รักษารองเท้าของเจ้านาย ซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่ชั้นต่ำของทหาร แต่ทหารคนนี้ก็ทำหน้าที่โดยพยายามทำเต็มที่อย่างสุดชีวิตจิตใจ เช่น ในฤดูหนาวที่มีหิมะตก เมื่อเจ้านายจะออกไปขี่ม้าในตอนเช้า ทหารนายนี้จะนำรองเท้ามาให้เจ้านาย เมื่อเจ้านายสวมใส่แล้วก็โมโหที่รองเท้าอุ่น จึงต่อว่าทหารว่า “แกคงนั่งรอข้าฯ บนรองเท้าของข้าฯ ใช่หรือไม่ รองเท้าของข้า ฯ จึงได้อุ่นถึงขนาดนี้ ช่างไร้มารยาทเสียจริง”  ทหารผู้นี้จึงตอบว่า “มิได้ขอรับ กระผมคิดว่า วันนี้อากาศหนาวมาก หากท่านลงมาโดยไม่ได้สวมถุงเท้าแล้ว ก็จะหนาวเย็นเกินไป กระผมจึงนำรองเท้าของท่านใส่ไว้ในอกเสื้อ เพื่อให้เกิดความอุ่น เท้าของท่านจะได้ไม่เย็นขอรับ”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจ้านายก็รู้สึกพึงพอใจ จึงเปลี่ยนให้ทหารนายนี้ไปดูแลม้า  ตั้งแต่วันนั้น ทหารนายนี้ก็ใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงอยู่กับม้า กินนอนบริเวณคอกม้า ถ้าม้าวิ่งก็ออกวิ่งด้วย ถ้าม้าไม่สบาย ก็จะนอนอยู่ข้าง ๆ ม้า ซึ่งให้การดูแลเอาใจใส่ม้าอย่างเต็มที่ จนกระทั่งสามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า เวลานี้ม้ารู้สึกอย่างไร ต้องการอะไร ฯลฯ  ดังนั้น เมื่อเจ้านายมีคำสั่ง เขาก็สามารถทำให้เรียบร้อยได้ทุกประการ จนกระทั่งในที่สุด นายทหารผู้นี้ก็ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าพยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงแล้ว ก็จะเป็นการสร้างเหตุแห่งชัยชนะในอนาคต  ตรงกันข้าม ถ้าเมินเฉย และไม่ทำหน้าที่ของวันนี้ให้สำเร็จแล้ว ก็จะเป็นการสร้างเหตุแห่งความพ่ายแพ้ในอนาคต 

เรื่องนี้ถ้าอธิบายทางด้านของพวกเราแล้ว แม้ว่าบางคนจะมีอาชีพการงานที่ไม่เป็นที่พอใจนัก จึงคิดหวังอยู่เสมอว่า อยากจะมองหาอาชีพการงานอื่น หรือทำงานกับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานที่นิสัยไม่ดี จึงไม่อยากจะอยู่ที่ทำงานนี้อีกต่อไป หรือเงินเดือนไม่ค่อยมาก ทำให้การใช้จ่ายค่อนข้างลำบาก ต่าง ๆ นานา  ขอให้ยอมรับว่า นี่คือลักษณะที่เป็นจริงในปัจจุบันของเรา แต่ถ้ามีแต่หวังว่าจะทำงานที่อื่นที่เงินเดือนดีกว่า งานสบายกว่า ซึ่งหวังแต่หนทางอื่น ๆ หรือที่ทางอื่น ๆ อยู่เสมอแล้ว ก็จะกลายเป็นเอาแต่บ่นว่า เจ้านายไม่ดี เพื่อนร่วมงานไม่ดี อาชีพไม่ดี ตำแหน่งไม่ดี ที่เป็นการบ่นวิจารณ์ต่อว่าผู้อื่นเท่านั้น โดยไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จลุล่วง มีแต่ความเกียจคร้าน ไม่เอาใจใส่ หรือทำส่งเดชแล้ว ต่อให้มีความหวังมากแค่ไหน หาวิธีการต่าง ๆ นานา และเปลี่ยนงานบ่อย ๆ ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ทั้งนี้ก็เพราะว่า สาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจของตนเอง ถ้าไม่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเองแล้ว แม้จะมองหาวิธีการหรือสถานที่อื่น ก็ไม่เกิดประโยชน์แม้แต่น้อย

ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ กล่าวคือ จะต้องรู้ตัวเสียก่อนว่า สภาพความเป็นจริงในขณะนี้ของเรา ไม่ใช่เป็นเพราะผู้อื่น แต่เป็นเรื่องของเราเองที่เราสร้างมาเอง หรือเราต้องการเช่นนี้เอง  ดังนั้น อย่าหลีกหนีจากความเป็นจริงในปัจจุบัน  และสวดไดโมขุอย่างเต็มที่ พลางก็ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง นี่คือการต่อสู้ที่สำคัญของปัจจุบัน  หากมีคนวิจารณ์ ดูถูก หัวเราะเยาะ ใส่ร้ายป้ายสี ก็ยังคงพยายามปฏิบัติเช่นนี้ต่อไปด้วยความอดทน และยึดถือความเชื่อมั่นของตัวเองที่ว่า คอยดูสิ ผมจะไม่ยอมอยู่ในสภาพเช่นนี้ ขณะนี้ ผมจะพยายามต่อสู้เพื่อเอาชนะชะตากรรม และจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ชีวิตของผมจะต้องมีชัยชนะให้ได้ ตอนนี้ เพียงแค่จะต้องรอให้ถึงเวลาแห่งความสำเร็จ  ซึ่งเป็นความเชื่อมั่นที่มีความศรัทธาอย่างเข้มแข็ง และพยายามเอาใจใส่หน้าที่ในปัจจุบันให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เรื่องนี้จะเป็นการสร้างบุญวาสนาเพื่อจะสามารถได้รับชัยชนะในอนาคต

เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเรานั้น จะต้องลองปฏิบัติดูอย่างน้อย 10-20 ปี จึงจะสามารถเห็นชัดขึ้นมาได้  ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงชี้นำว่า “จงทำหน้าที่ของวันนี้ให้สำเร็จ”  P

 

วันที่ 28 มกราคม

 

วันที่ 27 มกราคม

            ขอให้รู้ว่า ความเจริญก้าวหน้าที่ขยายกว้างอยู่ในหลายวงการ หลายสาขาอย่างเงียบๆ ลึกซึ้ง และกว้างขวางในขณะนี้ คือโอกาสของการก่อสร้างนั่นเอง

 

อธิบาย

            จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของศาสนาก็ดี พุทธธรรมก็ดี คือเพื่อความสุขของประชาชนหรือมวลมนุษยชาติ จึงไม่อาจหนีห่างจากประชาชน  คำสอนของศาสนาจะต้องดำรงอยู่ในสังคมจึงจะเกิดประโยชน์และบรรลุจุดมุ่งหมายได้ ด้วยเหตุนี้ พระศากยมุนีพุทธจึงเทศนาธรรมอยู่ท่ามกลางประชาชนตลอดชั่วพระชนม์ชีพ พระนิชิเร็นไดโชนินเผยแผ่ธรรมเพื่อประชาชนทั่วประเทศญี่ปุ่น และมุ่งหวังต่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก นี่ก็คือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพุทธธรรมและของพระพุทธ  แต่ถ้าศาสนาหรือพุทธธรรมเก็บตัวอยู่ภายในอาณาเขตของนิกายเท่านั้นแล้ว แม้ว่าธรรมจะสูงส่งเพียงไร ก็ไม่สามารถช่วยเหลือและทำให้ประชาชนมีความสุขได้  เพราะฉะนั้น ธรรมจึงต้องอยู่ในท่ามกลางประชาชนอยู่เสมอ  นี่คือข้อแม้ที่จำเป็นประการหนึ่งของศาสนาหรือพุทธธรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อบุคคลยึดถือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว ก็จะต้องแสดงข้อพิสูจน์ถึงอานุภาพของธรรมให้ประจักษ์ชัดในสังคม ถ้าทุกคนสามารถทำเช่นนี้แล้ว ก็จะเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม และสามารถชักชวนแนะนำธรรมแก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักธรรมที่แท้จริง ให้พวกเขาเข้าสู่เส้นทางที่แท้จริงของพุทธธรรมได้

            ผู้นับถือศาสนาต่างดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมด้วยหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น พ่อค้า แม่ค้า นักเรียน นักศึกษา นักธนาคาร นักวิทยาศาสตร์ คนขับรถ ดาราภาพยนตร์  นักกีฬา ฯลฯ ซึ่งการเผยแผ่ธรรม ไม่ใช่เพียงแค่เผยแผ่การสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเท่านี้เอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ การยอมเสียเงินค่าใช้จ่ายโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ใบปลิว ฯลฯ ก็จะเผยแผ่ไปกว้างไกลถึงทั่วโลกได้ เมื่อมีผู้สนใจ ก็สามารถรับโงะฮนซน และเข้ามาปฏิบัติศรัทธาได้ง่าย ๆ

            แต่ในความเป็นจริง การเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์ไม่ใช่แค่เรื่องที่ทำง่าย ๆ ดังกล่าวข้างต้น หากแต่ว่า จะต้องพากเพียรชักชวนแนะนำธรรมไปทีละคน ๆ ให้เข้าใจถึงหลักพื้นฐานของความศรัทธา และเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระพุทธ  ทำให้พวกเขามีความศรัทธาเข้มแข็ง การทำให้ประชาชนทั้งหลายมีความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นนี้ก็คือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั่นเอง  ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเราจึงไม่จำเป็นต้องมีการตกแต่งให้สวยหรู  หากแต่ว่า ให้ค่อย ๆ ขยายกว้างในหลายวงการ หลายสาขาอย่างเงียบ ๆ ลึกซึ้งและกว้างขวางในขณะนี้นั่นเอง ซึ่งความเจริญก้าวหน้าที่สม่ำเสมอมั่นคงนั้นคือสิ่งสำคัญในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเรา  นอกจากนี้ ก็คือ ไม่ใช่อยู่ที่จำนวนหรือปริมาณ แม้ในระยะแรกเริ่ม อาจจะมีการชักชวนแนะนำธรรมให้มีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นอย่างมากมายเป็นหลัก แต่ขณะนี้ สิ่งสำคัญก็คือ ให้มีความก้าวหน้าทางด้านคุณภาพของสมาชิกเป็นหลัก   ด้วยเหตุนี้ การเผยแผ่ธรรมภายในสังคมอย่างมีคุณภาพจึงเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญในขณะปัจจุบันนี้ 

อนึ่ง ผู้นับถือศรัทธาในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินดำเนินชีวิตอยู่ในหลายวงการ หลายสาขา อาชีพ  ดังนั้น การเสริมสร้างอบรมผู้นำในแขนงต่าง ๆ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการก่อสร้างระบบการใหม่  จึงให้ถือว่า ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ตาม ทั้งหมดให้ยอมรับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการก่อสร้างระบบการของเรา โดยไม่มองข้าม ไม่เมินเฉยรายละเอียดต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ และพยายามต่อสู้ปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ เมื่อสมาชิกทั้งหลายได้รับความเอาใจใส่ และพยายามปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมั่นคงแล้ว การเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่น ในประเทศ และในทั่วโลกก็จะสามารถสำเร็จได้แน่นอน O

 

 

วันที่ 26 มกราคม

            ถ้ามีเรื่องชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ความดีงามที่ยิ่งใหญ่ก็จะต้องติดตามมา   ดังนั้น หัวหน้าที่บัญชาการด้วยความศรัทธาอย่างสง่าผ่าเผย ร่าเริง จะไม่ถูกทำร้ายจากสิ่งใดเด็ดขาด

 

อธิบาย

            ผู้ที่ปฏิบัติศรัทธาเป็นเวลานานบางคนจะมีความคิดหรือคำพูดที่ว่า ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้น มีความกลุ้มใจ หรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องรายงานให้หัวหน้าทราบก็ได้ เพราะถ้ารายงานแล้ว หัวหน้าก็จะต้องชี้นำว่าให้สวดมนต์มากขึ้น เรื่องนี้เป็นชะตากรรมของคุณ ขอให้ศรัทธาให้เข้มแข็งขึ้น ฯลฯ  ซึ่งเป็นคำพูดเดิม ๆ อย่างนี้แน่นอน จึงไม่ต้องรายงานหรือรับคำชี้นำจากหัวหน้าก็ได้  เพราะผมก็รู้อยู่แล้ว

            แต่ความจริง ก็คือ ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาดมาก เพราะว่า จริงอยู่ แม้คำชี้นำของหัวหน้าจะสรุปตรงที่ว่า จะต้องพยายามศรัทธาให้เข้มแข็ง และสวดไดโมขุมากมาย ชะตากรรมจึงจะหมดไปได้ก็ตาม  แต่เรื่องนี้เป็นหลักพื้นฐานของการชี้นำทางด้านธรรมอย่างแท้จริง  ถ้าไม่พูดเช่นนี้ ก็ไม่ใช่วิธีการชี้นำที่ถูกต้อง  แต่นอกเหนือ จากนี้แล้ว สิ่งสำคัญก็คือ ขณะที่เราพยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน เรามีความปรารถนาอะไร หรืออธิษฐานอะไร ให้บรรลุผลสำเร็จได้หรือไม่  เพราะแม้จะสวดมนต์มากมาย แต่ถ้าความนึกคิดผิด พยายามอธิษฐานอย่างไรก็ย่อมไม่บรรลุผล 

จึงสรุปได้ว่า วิธีชี้นำของผู้อาวุโสหรือหัวหน้า ก็คือ จะนำพาบุคคลผู้มีปัญหาความทุกข์ให้เข้าหาโงะฮนซน ในขณะเดียวกัน ก็สอนให้เขาเข้าใจเหตุผลของธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า ทำไมจึงมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ลักษณะความศรัทธาถูกต้องอยู่หรือไม่ ให้สำรวจความนึกคิดและสภาพชีวิตว่าตกอยู่ในอบายภูมิ 3 อบายภูมิ 4 หรือ 6 โลกแรก ซึ่งยังเป็นสภาพชีวิตที่ต่ำ พร้อมกับทำให้เกิดความภาคภูมิใจในชีวิตที่สูงส่ง ซึ่งเป็นทัศนะที่สร้างสรรค์ 

การให้คำชี้นำจึงเป็นการเปลี่ยนความนึกคิดของเขาให้ดีขึ้น สร้างคุณค่ามากขึ้น ซึ่งความแตกต่างระหว่างการสวดมนต์อธิษฐานโดยตระหนักในสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา กับการสวดมนต์โดยไม่เข้าใจธาตุแท้ของปัญหา ย่อมจะได้รับผลไม่เหมือนกัน  

ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ถ้ามีเรื่องชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ความดีงามที่ยิ่งใหญ่ก็จะต้องติดตามมา” หมายความว่า การที่บางคนพบกับอุบัติเหตุ บางคนบ้านถูกไฟไหม้ บางคนประสบอุบัติเหตุและบาดเจ็บ บางคนป่วยหนัก บางคนธุรกิจล้มละลาย บางคนตกงาน บางคนถูกขโมยงัดบ้าน เมื่อมองดูผิวเผินแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไม่ดี  ทีนี้ เวลาที่เกิดขึ้นแล้ว สำหรับคนที่คิดว่าเป็นความโชคร้าย หรือเกิดเรื่องไม่ดี ตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็จะหยุดความศรัทธา หรือท้อถอยไป ซึ่งเป็นการสงสัยต่อโงะฮนซน และพ่ายแพ้ต่อการกระทำของมาร  พ่ายแพ้อุปสรรค 3 มาร 4

ในทางกลับกัน ถ้าเราเชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องไม่ดี เราปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างสม่ำเสมอ จะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างแน่นอน  เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เราสามารถผ่อนกรรมหนักให้ได้รับโดยเบา และในที่สุด ล้างกรรมให้หมดในชาตินี้  ปัจจุบันจึงมีเรื่องนี้เกิดขึ้นมา และแม้ว่าตอนนี้จะมีความทุกข์หรือกลุ้มใจ แต่ก็จะไม่ยอมแพ้ จะพยายามอดทนอย่างเข้มแข็ง ด้วยความศรัทธาที่เชื่อมั่นต่อโงะฮนซน ภายหลังจะต้องเปลี่ยนพิษเป็นยา และมีความสุขที่แท้จริงได้อย่างแน่นอน    นี่คือสิ่งที่พระนิชิเร็นไดโชนินสอนต่อพวกเรา ขอให้เปลี่ยนเป็นความนึกคิดที่มีประโยชน์หรือสร้างคุณค่า และเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องทางด้านธรรมนั่นเอง

ถ้าเราตระหนักถึงหลักเหตุผลของธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงได้แล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมากมายเพียงใด ความศรัทธาของเราก็จะไม่ถูกทำลายไปเป็นอันขาด ในที่สุด จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ หมายถึง สามารถปฏิวัติชีวิตได้  เพราะฉะนั้น แม้ว่าบางทีหัวหน้าหรือผู้อาวุโส อาจจะต้องส่งเสริมกำลังใจให้คำชี้นำต่อปัญหาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน  แต่เนื่องจากเข้าใจหลักเหตุผลของธรรม ซึ่งเป็นการชี้นำที่ถูกต้องแล้ว ก็จะสามารถบัญชาการด้วยความศรัทธาอย่างสง่าผ่าเผย ร่าเริง และส่งเสริมกำลังใจสมาชิกทั้งหลายด้วยการนำพาไปสู่โงะฮนซน เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องทางด้านธรรม ให้มีความศรัทธาที่สืบทอดสายเลือดจากธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงนั่นเอง  ดังนั้น จึงไม่ถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งแวดล้อม หรืออุบัติเหตุ หรืออุปสรรค 3 มาร 4 โดยมีความเชื่อมั่นในคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน และพยายามก้าวไปสู่การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก  นี่คือสิ่งสำคัญสำหรับหัวหน้าหรือผู้อาวุโสนั่นเอง O

 

 

วันที่ 25 มกราคม

            อย่าใส่ใจในคำวิจารณ์หรือการใส่ร้ายต่าง  ๆ ขอให้บุกเบิกไปบนมรรคของเราอย่างองอาจผึ่งผาย ด้วยความเชื่อมั่นในความสามัคคีที่แข็งแกร่ง และความเข้มงวดของพุทธธรรม

 

อธิบาย

            ทำไมอาจารย์จึงบอกว่า อย่าใส่ใจในคำวิจารณ์หรือการใส่ร้ายต่าง ๆ ขอให้บุกเบิกไปบนมรรคของเราอย่างองอาจ เพราะว่ามีเหตุผลหลายประการด้วยกัน เช่น

1.         ธรรมที่พวกเรายึดถือ คือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์หรือการใส่ร้ายป้ายสีเกิดขึ้น ก็หมายความว่า เรื่องนี้ถ้ามองดูจากประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ในโลกของเรา จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นหรือมีขึ้นเป็นครั้งแรก ย่อมจะขัดกับความนึกคิดหรือประเพณีดั้งเดิม ประชาชนหรือผู้มีอำนาจในสมัยนั้น จึงไม่ยอมรับ ไม่ยอมเชื่อ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นหลักความจริงหรือสัจจธรรม หรือกฎของสรรพสิ่งทั้งปวงก็ตาม  ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ประกาศเปิดเผยเป็นคนแรกยังจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกใส่ร้าย ถูกทำร้าย หรือบางคนถูกประหารชีวิตก็มี  นี่คือความเป็นจริงที่เราสามารถพบเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของโลกมนุษย์  จนกระทั่งวันเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปยาวนาน เมื่อวิทยาศาสตร์ หรือวัฒนธรรมเจริญพัฒนามากขึ้น จึงค่อย ๆ มีการยอมรับสิ่งที่เคยประกาศไว้

อย่างเช่น น้ำมันปิโตรเลียม ทุกคนเข้าใจว่าเป็นน้ำที่ทำให้ไฟติดได้แค่นั้นเอง แต่ปัจจุบัน เสื้อผ้า พลาสติก หนังเทียม รองเท้า เส้นด้ายขนาดเล็กแต่ทนทานที่มีความยาวจากอุดรธานีถึงกรุงเทพฯ โดยมีน้ำหนักเพียงแค่ 1 กรัม เหล่านี้ ก็ผลิตขึ้นมาจากน้ำมันปิโตรเลียม แต่คนสมัยก่อนไม่เข้าใจและไม่ยอมรับ ดังนั้น ผู้ที่คิดค้นและประกาศออกมาจึงต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเสียสติแน่นอน เป็นต้น

ดังนั้น กล่าวได้ว่า คำสอนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ใส่ร้าย หรือทำร้ายนั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นั่นคือคำสอนที่ถูกถ้วนแท้จริง  ด้วยเหตุนี้ ปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน แม้ว่าปัจจุบันอาจจะยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก จึงอาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือใส่ร้ายต่อเราก็ตาม  สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราจะต้องพยายามเผยแผ่ธรรมต่อไป

2.         พระศากยมุนีพุทธได้ทรงพยากรณ์อยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า จะต้องมีอุปสรรค 3 มาร 4 และการบีฑาธรรมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  ก็หมายความว่า สัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นธรรมที่สูงส่งที่สุดนั้น ไม่เคยมีการเทศนามาก่อนในโลกนี้ และเป็นธรรมเพื่อการบรรลุพุทธภาวะของมนุษยชาติทั้งมวล ดังนั้น เมื่อพวกเราบุกเบิกเผยแผ่ธรรมนี้ในสมัยปัจจุบัน ซึ่งเป็นสมัยธรรมปลาย ก็ย่อมจะต้องมีอุปสรรค 3 มาร 4 หรือศัตรูที่เข้มแข็ง 3 ชนิดเกิดขึ้น เพื่อทำร้ายผู้เผยแผ่ธรรมอย่างแน่นอน ดังที่พระศากยมุนีพุทธได้พยากรณ์ไว้ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า ในสมัยธรรมปลาย ถ้ามีบุคคลที่เผยแผ่ธรรมนี้แล้ว จะต้องพบกับอุปสรรค 3 มาร 4 อย่างแน่นอน โดยทรงเปรียบเทียบเป็น (การปฏิบัติ) ยาก 6 อย่าง ง่าย 9 อย่าง 

 (การปฏิบัติที่) ยาก 6 อย่าง ได้แก่ (1) การเทศนาสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างกว้างขวางในสมัยชั่วภายหลังการเสด็จปรินิพพานนั้นยาก (2) การที่ตัวเองจะคัดลอกสัทธรรมปุณฑริกสูตร และให้ผู้อื่นคัดลอก ภายหลังการเสด็จปรินิพพานนั้นยาก (3) การอ่าน (สวด) สัทธรรมปุณฑริกสูตรแม้เพียงแค่เวลาสั้น ๆ ภายหลังการเสด็จปรินิพพานนั้นยาก (4) การเทศนาสัทธรรมปุณฑริกสูตรเพียงคนเดียวภายหลังการเสด็จปรินิพพานนั้นยาก   (5) การรับฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตรและตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายภายหลังการเสด็จปรินิพพานนั้นยาก (6) การรับและยึดถือสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นอย่างดีภายหลังการเสด็จปรินิพพานนั้นยาก  

ส่วน (การปฏิบัติที่) ง่าย 9 อย่าง ได้แก่ (1) การเทศนาพระสูตรจำนวนนับไม่ถ้วนนอกเหนือจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้นง่าย (2) การหยิบเขาพระสุเมรุขว้างไปให้วางตั้งบนดินแดนพระพุทธ ณ สถานที่อื่น ๆ นับไม่ถ้วนนั้นง่าย   (3) การขยับตรีสหัสสะมหาสหัสสะด้วยนิ้วเท้าและดีดไปยังประเทศอื่นที่อยู่ห่างไกลนั้นง่าย  (4) การยืนที่พรหมโลกชั้นอกนิษฐ์และเทศนาพระสูตรอื่นจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นง่าย (5) การเอามือจับห้วงอวกาศและเดินทางอย่างสนุกสนานนั้นง่าย (6) การเอาพื้นดินวางไว้ที่หลังเท้าและขึ้นไปที่สวรรค์ชั้นพรหมนั้นง่าย (7) การแบกหญ้าแห้งและเข้าไปในกองไฟใหญ่โดยไม่ลุกไหม้นั้นง่าย (8) การบรรยายธรรม 84,000 ธรรมขันธ์และผู้ฟังสามารถได้รับอภิญญา 6 นั้นง่าย (9) การที่ประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วนสามารถได้รับขั้นอรหันต์และมีพร้อมอภิญญา 6 นั้นง่าย 

ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราควรจะตระหนักไว้ว่า การเผยแผ่ธรรมในสมัยธรรมปลายจะต้องพบกับอุปสรรค 3 มาร 4 อย่างแน่นอน และพากเพียรในการปฏิบัติศรัทธาและเผยแผ่ธรรมธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง

3.         ธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงเป็นธรรมที่เข้มงวด เพราะสอนเรื่องของเหตุกับผล  ดังนั้น ผู้ที่เป็นศัตรูหรือทำร้ายธรรม จึงต้องได้รับบาปอย่างแน่นอน พวกเราจึงไม่ต้องไปใส่ใจ ก็หมายความว่า ผู้ที่ดูหมิ่นธรรม ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม การกระทำของเขาย่อมจะเป็นการทำร้ายชีวิตของเขาเอง เป็นการขัดกับกฎของสรรพสิ่งทั้งปวงและกฎของสกลจักรวาล จึงย่อมจะต้องได้รับบาป เช่น เกิดมายากจน เกิดมาร่างกายพิกลพิการ หรือมีความทุกข์ต่าง ๆ นานามากมาย  ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า ภายใน 1 ปี 3 ปี 5 ปี 7 ปี จะต้องมีข้อพิสูจน์ปรากฏออกมา  แต่ก็มีคนถามพระนิชิเร็นไดโชนินว่า ผู้ที่ทำร้ายพระนิชิเร็นไดโชนิน เมื่อเวลาล่วงผ่านไปเกิน 7 ปี ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น   พระนิชิเร็นไดโชนินตอบว่า ก็เปรียบเหมือนนักโทษประหารในคุก ต่อให้ทำความผิดอะไรมากมายขนาดไหน ก็ไม่มีโทษอะไรจะหนักหนากว่าโทษประหารอีกแล้ว จึงดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่ในที่สุด จะต้องตายสถานเดียวอย่างแน่นอน  ส่วนนักโทษที่ทำผิดเล็กน้อย อาจจะต้องโทษสัก 1 ปี หรือ 2 ปี ถ้าในระหว่างนี้ทำความผิดอีก ก็จะต้องได้รับโทษเพิ่มขึ้น จึงเห็นชัดนั่นเอง  ดังนั้น ผู้ที่ดูหมิ่นธรรมอันยิ่งใหญ่นั้น โทษของเขาก็คือนรกอเวจีอยู่แล้ว จึงดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเขาในขณะนี้นั่นเอง  ซึ่งธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงได้สอนถึงหลักพื้นฐานแห่งเหตุกับผลที่แท้จริงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าจะมีชื่อเสียง มีอำนาจ เป็นเศรษฐี เป็นมหาบุรุษ หรือสามัญชน ก็ไม่สามารถหลีกหนีจากกฎของสกลจักรวาลที่เข้มงวดเด็ดขาด

ดังนั้น พวกเราซึ่งยึดถือโงะฮนซน ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แต่จะต้องมีความสามัคคีที่แข็งแกร่ง และบุกเบิกไปบนมรรคที่เราได้เลือกไว้อย่างองอาจผึ่งผายตลอดไป ถ้าถูกกระทบกระเทือนจากคำวิจารณ์หรือการใส่ร้ายจากภายนอกแล้ว ก็จะต้องนึกถึงความเข้มงวดของพุทธธรรมที่มีประสบการณ์ให้พบเห็นได้มากมาย  และอุทิศชีวิตอย่างเต็มที่เพื่อจะได้รับความสุขที่แท้จริงพร้อมกับครอบครัวของเรา จึงจะไม่ต้องเสียใจในภายหลังอย่างแน่นอน O

 

 

วันที่ 24 มกราคม

            ขอให้สวดไดโมขุโดยมีความหวังอย่างสูง และขอให้ดำเนินชีวิตมนุษย์ที่มีก้าวย่างยาว ๆ เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะเหนือกว่าไดโมขุเป็นอันขาด

 

อธิบาย

ในระหว่างชั่วชีวิตของมนุษย์เรานั้น แม้จะมีเรื่องราว อุบัติเหตุ หรือสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายก็ตาม แต่ผู้ที่สามารถสวดไดโมขุได้ จะไม่มีวันพ่ายแพ้ เพราะผู้ที่สวดไดโมขุจะมีพลังชีวิตเข้มแข็ง มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ จึงมีความหวังในอนาคตได้อย่างสูงที่สุด 

สำหรับคนในสังคมที่ได้รับการขนานนามว่ามหาบุรุษ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกนั้น จะต้องมีพลังใจที่เข้มแข็ง เช่น พลาโต้ นักปราชญ์ของกรีก มีอยู่วันหนึ่ง เมื่อเขาออกจากบ้าน ขณะนั้นมีเรื่องที่คิดอยู่ในใจ แต่แล้วก็เกิดคิดไม่ออก เขาจึงยืนคิดไปเช่นนั้นจนกระทั่งเที่ยง จนกระทั่งบ่าย ทำให้ผู้คนข้างบ้านสนใจ และเฝ้าดูว่าเขาจะอยู่ตรงนั้นได้นานแค่ไหน  แต่พอตกกลางคืน ก็ไม่สามารถเฝ้าดูต่อไป จึงให้ทหารมาเฝ้าดูแทน จนกระทั่งรุ่งเช้า เขาจึงสามารถนึกคิดขึ้นมาได้  ซึ่งตลอดเวลา 24 ชั่วโมงนี้ เขายืนคิดอยู่ข้างถนนตลอด

หรือบีโธเฟ่น นักดนตรีผู้เรืองนาม เวลาที่เขาจะเขียนโน้ตบรรทัดหนึ่งออกมาได้ ต้องเขียนแล้วเขียนใหม่ อย่างน้อย 12 ครั้ง  วันหนึ่ง เพื่อนของเขาจึงมาเฝ้าสังเกตดูว่า เขาเขียนและแก้ไขอะไรบ้าง  จึงได้เห็นตั้งแต่แผ่นแรก จนถึงแผ่นที่ 13 ซึ่งเป็นแผ่นสุดท้าย ปรากฏว่า  แผ่นแรกกับแผ่นสุดท้ายเหมือนกัน 

แสดงว่า คนที่มีชื่อเสียงในโลก คือผู้ที่ต้องพยายามทำงานอยู่ตลอดเวลา จึงสามารถประสบความสำเร็จ  นับประสาอะไรกับพวกเรา ผู้สวดไดโมขุ จะไม่ได้รับผลสำเร็จได้อย่างไร พวกเราย่อมจะสามารถดำเนินชีวิตมนุษย์ที่มีก้าวย่างยาว ๆ ได้อย่างแน่นอน 

ดังนั้น เวลาที่ดีใจก็จะต้องสวดไดโมขุ เวลาที่กลุ้มใจก็ต้องสวดไดโมขุ ซึ่งผู้ที่ดำเนินชีวิตให้สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยการสวดไดโมขุ ก็คือผู้มีชัยชนะในชีวิตมนุษย์นั่นเอง  P

 

 

วันที่ 23 มกราคม

            สถานที่ที่เราไป จะต้องให้เห็นชัดเจนว่า ได้รับผลสำเร็จเป็นอันดับ 1 เสมอ เพื่อสิ่งนี้แล้ว  การวางแผนงานที่รอบคอบละเอียดถี่ถ้วน พลังปฏิบัติอย่างเข้มงวด และการชี้นำโดยมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับบุคคลอื่น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

 

อธิบาย

เรื่องนี้สามารถใช้ได้ทั้งในแง่การปฏิบัติธรรม กับ ในแง่การดำเนินชีวิตในสังคม

ในแง่การปฏิบัติศรัทธา ก็คือ บางครั้งเราจัดประชุมสนทนาธรรม บางครั้งเราไปสอนธรรม บางครั้งเราไปเยี่ยมสมาชิกต่างจังหวัด บางครั้งเราจัดงานใหญ่ ซึ่งมีหลายรูปแบบ  ในแง่การดำเนินชีวิตในสังคม ก็คือ บางคนทำงานบริษัท บางคนเป็นเจ้าของกิจการ บางคนเป็นนักเรียน บางคนดูแลครอบครัว  ซึ่งการเคลื่อนไหวของเรา ในสังคม หรือในสมาคมก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้ามีเราอยู่ตรงนั้นแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้ตั้งใจว่า เราจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ว่า เราสามารถทำประโยชน์หรือสร้างคุณค่าได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ การกระทำหรือการเคลื่อนไหวของมนุษย์นั้น จะต้องมีจุดมุ่งหมาย ถ้าไม่มีความหวัง ไม่มีจุดมุ่งหมายแล้ว ก็จะไม่กระทำหรือไม่เคลื่อนไหว แสดงว่า  ถ้ามนุษย์จะทำอะไร  ก็เพราะต้องการสร้างคุณค่า สร้างความก้าวหน้า สร้างความรุ่งเรือง ที่สร้างประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น 

ทีนี้ ในการกระทำหรือการเคลื่อนไหวนั้น แน่นอนทีเดียวว่า ไม่ใช่มีแต่ตัวเราคนเดียวเท่านั้น แต่คนอื่นก็มีการกระทำเหมือนกัน  สิ่งสำคัญก็คือ ในการกระทำหรือการเคลื่อนไหวเดียวกัน จะต้องทำให้เห็นชัดว่า ใครสามารถทำได้ดี ทำได้เรียบร้อย เก่ง หรือสร้างคุณค่าได้มากกว่า เพราะการแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่นี้ จะเป็นการแสดงพลานุภาพของโงะฮนซน  พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้อื่นได้

แต่ถ้าไม่มีความหวัง ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีการต่อสู้ที่จะต้องทำให้ได้รับผลสำเร็จเป็นอันดับหนึ่ง ทำเท่าที่ทำได้ ทำโดยไม่เอาใจใส่ ซึ่งเป็นจิตใจที่ไม่ต้องการทำให้พลังสามารถปรากฏออกมาอย่างเต็มที่ ก็ไม่ใช่ลักษณะของลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์อิเคดะ

การคิดว่า ได้ที่ 2 หรือ 3 หรือ 5 ยังไงก็ได้ ไม่ต่อสู้ท้าทายโดยตั้งเป้าหมายอยู่ที่อันดับ 1 แล้ว เมื่อไร ๆ ก็ไม่สามารถทำสำเร็จเป็นอันดับ 1  เพราะเรายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นต่อสู้ ต่อสู้แบบไม่มีกำลังใจ ขาดความเชื่อมั่น ไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ โดยโอนอ่อนตามใจตัวเอง  ถ้าเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางได้รับผลสำเร็จเป็นอันดับ 1 อย่างแน่นอน

ในการปฏิบัติต่อสู้ ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน ก็ขอให้รู้ว่า ไม่ใช่เราเท่านั้นที่มีความยากลำบาก คนอื่นก็มีความยากลำบากเหมือนกัน  ดังนั้น ถ้าจะให้ได้รับผลสำเร็จเป็นอันดับ 1 แล้ว การวางแผนงานที่รอบคอบละเอียดถี่ถ้วน  พลังปฏิบัติที่เข้มงวด และการชี้นำโดยมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับบุคคลอื่น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

หมายความว่า ถ้าในระหว่างที่ปฏิบัติงานหรือต่อสู้นั้น ไม่มีแผนงานที่รอบคอบละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็จะเกิดข้อผิดพลาด หรือเกิดความเสียหายได้ พยายามมากเพียงไรก็ไม่ได้รับผลสำเร็จ กลายเป็นการกระทำที่สูญเปล่า  ดังนั้น ก่อนอื่น จึงต้องวางแผนให้รอบคอบและละเอียดถี่ถ้วน  สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องวางแผนและเตรียมการล่วงหน้าว่า ถ้าพบกับกรณีที่หนักหนาสาหัส  เลวร้ายที่สุด จะต้องคิดวางแผนรับมืออย่างไร แก้ไขอย่างไร แต่ถ้าคิดแค่แผนงานที่ว่าจะไปได้อย่างราบรื่นเรียบร้อยดีหมดแล้ว พอเจอเรื่องที่ไม่คาดคิด ก็จะเสียหายหมดได้  ซึ่งการวางแผนสำหรับสถานการณ์ที่คิดว่าราบรื่นนั้น ใครก็สามารถทำได้ทั้งนั้น แต่สำหรับผู้นำแล้ว จะต้องเตรียมการณ์ถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน นี่คือเรื่องที่สำคัญมาก

ส่วนพลังปฏิบัติอย่างเข้มงวด ก็คือ แม้จะมีแผนงานดีเพียงใด รอบคอบละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด  แต่แผนงานนั้นก็เป็นเพียงทฤษฎี   ถ้าไม่มีพลังปฏิบัติอย่างเข้มงวด ย่อมไม่สามารถได้รับผลสำเร็จเป็นอันดับ 1 อย่างแน่นอน ในที่นี้ จะต้องมีความแข็งแกร่ง กล่าวคือ ถ้าคนอื่นทำ 2 ชั่วโมง เราก็จะทำอย่างเต็มที่ 3 ชั่วโมง ถ้าคนอื่นทำ 5 ชั่วโมง เราก็จะทำ 7 ชั่วโมง  ถ้าคนอื่นทำสุดกำลังได้ 6 ส่วน เราก็จะทำให้ได้เต็มที่ 10 ส่วน  คือพยายามต่อสู้ให้มากกว่า เหนือกว่า และดีกว่า จึงจะสามารถได้รับผลสำเร็จดีกว่า  ถ้าทำเท่า ๆ กับคนอื่นแล้ว ย่อมไม่มีหวังว่าจะเป็นอันดับ 1  ซึ่งเราจะต้องท้าทายขีดความสามารถของตนเอง  ให้ขยายกว้างออกไป แม้จะเพียงแค่ 1 มิลลิเมตร หรือ 2 มิลลิเมตรก็ยังดี จะต้องขยายความศรัทธาให้มากขึ้น นี่คือเรื่องที่สำคัญ  ถ้าหัวหน้าพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว ก็จะสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีของสมาชิก ทุกคนก็จะติดตามหัวหน้า   แต่ถ้าหัวหน้าเองไม่ปฏิบัติ ไม่ต่อสู้ มีแต่ออกคำสั่งให้คนอื่นทำ ก็ไม่มีทางได้รับผลสำเร็จเป็นอันดับ 1   ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ หัวหน้าหรือผู้นำจึงต้องปฏิบัติก่อน จึงจะนำให้สมาชิกมีการเคลื่อนไหวตามมา

ส่วนการชี้นำโดยมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับบุคคลอื่น ก็หมายถึง ผู้นำหรือหัวหน้าควรจะต้องรู้จักและเข้าใจ ความเป็นอยู่ เรื่องราวปัญหาในครอบครัว สุขภาพร่างกายนิสัยใจคอ ปมเด่น ปมด้อย พื้นฐานชีวิต ความสามารถ คุณสมบัติพิเศษ ประวัติ ขนบธรรมเนียมประเพณี ฯลฯ ของสมาชิกในความดูแล จึงจะสามารถให้การสนับสนุน ส่งเสริม  และชี้นำให้เกิดประโยชน์แก่เขาได้  แต่ถ้าหัวหน้าหรือผู้นำไม่รู้เรื่องราวละเอียดแล้ว แม้จะพยายามชี้นำดีเพียงใด แต่จิตใจของหัวหน้าที่ไม่รู้จิตใจของสมาชิก ก็ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงชีวิตจิตใจของเขาได้ เป็นการชี้นำเพียงแค่ผิวเผิน เมื่อนั้น เจ้าหน้าที่หรือสมาชิกผู้ปฏิบัติงาน ย่อมไม่สามารถทำสุดกำลังความสามารถ อีกทั้งไม่รู้สึกไว้วางใจหัวหน้า จึงอ้างว่า หัวหน้าไม่เข้าใจเรา ทำแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องทำเต็มที่ก็ได้  ถ้าต่างคนต่างคิดเช่นนี้แล้ว จิตใจย่อมไม่มีความสามัคคีที่แน่นแฟ้น   ดังนั้น สิ่งสำคัญในการชี้นำก็คือ หัวหน้าจะต้องมีจิตใจที่สอดคล้องกับสมาชิกเสียก่อน และรับฟังเรื่องราว ต่างๆ ให้เข้าใจ แล้วจึงชี้นำ หรือแนะนำ ก็จะสามารถเข้าถึงจิตใจของเขา  เขาก็จะมีความสบายใจ และมีกำลังใจมากขึ้นได้

เพราะฉะนั้น ถ้าพยายามปฏิบัติ 3 ข้อนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะทำการใด ๆ ก็ย่อมจะต้องได้รับผลสำเร็จเป็นอับดับ 1 อยู่เสมอนั้นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว  P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณชาญชัย  ฮันโจ,  คุณเชียงน้ำ  แซ่โง้ว  บูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 22 มกราคม

            อย่าประเดี๋ยวดีใจ ประเดี๋ยวเสียใจ ไม่ว่าเรื่องอะไร ก็อย่าได้หวั่นใจ ขอให้ก้าวหน้าไปด้วยท่าทีที่สง่าผ่าเผย

 

อธิบาย

ในการต่อสู้ของการปฏิบัติศรัทธา บางครั้งก็มีชัยชนะ บางครั้งก็พ่ายแพ้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพราะในการต่อสู้ จะมีแต่ชัยชนะอย่างเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ เช่น ในการจัดงานวัฒนธรรม บางครั้งก็มีฝนตก บางครั้งอากาศก็แจ่มใส บางครั้งแผนงานที่วางไว้ทำสำเร็จก็มี ไม่สำเร็จก็มี เพราะการเคลื่อนไหวต่าง ๆ นั้น เป็นการกระทำของมนุษย์ จึงอาจมีการคิดถูกบ้าง ผิดบ้าง จึงมีชนะบ้าง แพ้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สิ่งสำคัญก็คือ เวลาที่พบกับความพ่ายแพ้ เวลาที่ไม่ได้รับความสำเร็จ เราจะสามารถสร้างเหตุแห่งชัยชนะในอนาคตได้หรือไม่นั่นเอง กล่าวคือ ถ้าเราหมดหวัง หมดกำลังใจ สงสัยอานุภาพของโงะฮนซน แสดงว่า ความพ่ายแพ้หรือความไม่สำเร็จนั้นได้กลายเป็นการสร้างเหตุชั่วสำหรับอนาคต ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าจะมีเรื่องดีหรือไม่ดี ก็ต้องไม่ถูกกระทบกระเทือนจากเรื่องนั้น ๆ  จะต้องต่อสู้และก้าวหน้าไปด้วยท่าทีที่สง่าผ่าเผย อาจารย์จึงกล่าวว่า “อย่าประเดี๋ยวดีใจ ประเดี๋ยวเสียใจ”

ถ้าอธิบายในแง่การปฏิบัติกิจกรรมของเราแล้ว บางครั้ง คนเราก็มีโอกาสที่จะคิดผิด พูดผิด พูดมากเกินไป พูดน้อยเกินไป ฯลฯ จึงทำให้เกิดความเสียหาย หรือบางครั้งมีความอิจฉาริษยากัน บางครั้ง ก็จำเป็นจะต้องได้รับคำชี้นำที่เข้มงวดจากหัวหน้าหรือผู้อาวุโส บางครั้งก็ได้รับการส่งเสริมกำลังใจ ต่าง ๆ นานา    

อันที่จริง การที่หัวหน้าชี้นำ ก็เพื่อให้ความศรัทธาของเราก้าวหน้าขึ้น ให้เรารู้ธรรมมากขึ้น ให้เราพยายามสวดมนต์มากขึ้น ให้เรารู้ถึงสาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น  ซึ่งมีเจตนาให้มีความศรัทธาเข้มแข็งมากขึ้น  หัวหน้าหรือผู้อาวุโสไม่ใช่ผู้พิพากษาในศาล    ที่ตัดสินชี้ขาดว่าใครดี ใครไม่ดี ใครถูก ใครผิด โดยจะชี้นำใคร ก็มีเจตนาเดียวกันนี้อย่างยุติธรรมอยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าเวลาที่ได้รับคำชี้นำแล้ว เราคิดว่า เรื่องแค่นี้ ทำไมถึงต้องชี้นำผมอย่างเข้มงวดถึงเพียงนี้  จึงรู้สึกหมดกำลังใจสวดมนต์ หมดกำลังใจต่อสู้  ความคิดเช่นนี้เป็นความเข้าใจผิด เป็นการคิดผิด เพราะกล่าวได้ว่า หัวหน้าหรือผู้อาวุโสอาศัยเรื่องนี้เป็นเหตุที่จะทำให้เราเข้าใจธรรมให้ถูกต้อง ไม่ได้ชี้นำเพราะโมโห หรือเกลียดชัง แต่ชี้นำด้วยจิตใจที่เมตตากรุณา อยากให้เราได้รู้จักความโน้มเอียงของชีวิตของเรา อยากให้สภาพชีวิตของเราสูงขึ้น อยากให้เราเข้าใจธรรมได้ลึกซึ้งขึ้น อยากให้เราปฏิวัติชีวิตได้สำเร็จ จึงอาจจะชี้นำอย่างเข้มงวด 

ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าเราจะทำผิด และได้รับคำชี้นำอย่างเข้มงวด หรือทำดีและได้รับคำชม ก็อย่าประเดี๋ยวดีใจ ประเดี๋ยวเสียใจ ไม่ว่าเรื่องอะไร ก็อย่าได้หวั่นใจ ขอให้ก้าวหน้าไปด้วยท่าทีที่สง่าผ่าเผย ถ้าได้รับคำชมก็อย่าดีใจจนตัวลอย เพราะจะประมาทและกลายเป็นอวดดีได้ง่าย แล้วก็จะกลายเป็นการสร้างเหตุที่พ่ายแพ้ได้ง่าย จนไม่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกทั้งหลาย  ดังนั้น ท่าทีที่สำคัญก็คือ  เรื่องดีหรือไม่ดี ก็ขอให้ยอมรับคำชี้นำอย่างถูกต้อง และประพฤติปฏิบัติต่อไป อย่ารู้สึกห่อเหี่ยว ท้อแท้ หมดหวัง รู้สึกอับอายขายหน้า   ขอให้ยึดมั่นอย่างแน่วแน่ว่า ผมมีโงะฮนซน ไม่ว่าขณะนี้จะเป็นอย่างไร ก็จะต้องดีขึ้นได้อย่างแน่นอน  ซึ่งมีความศรัทธาที่เชื่อมั่นต่อโงะฮนซนเป็นฐานรากของการปฏิบัติศรัทธา   แต่ถ้าดีใจง่าย เสียใจง่าย ในที่สุด ก็จะต้องพ่ายแพ้ตัวเองอย่างแน่นอน P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณสมชาย  กรุ๊ปโจ,  คุณเทียนชัย  บูโจ,  คุณเจี่ยชิว  แซ่ฉั่ว  บูโจ,

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 21 มกราคม

            อย่าดีใจสุดขีดเป็นอันขาด อย่าทะนงตัว เพราะความเจริญก้าวหน้าจะหยุดลงตั้งแต่ตอนนั้น ดังนั้น ขอให้ก้าวหน้าอย่างกระชุ่มกระชวยอยู่เสมอในฐานะผู้ที่มีจิตใจแสวงหาธรรม

 

อธิบาย

ความดีใจสุดขีดคือสภาพชีวิตโลกเทวะ เช่น ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ได้เงินล้านมาก็ดีใจ ตั้งแต่นั้น ก็จะคิดว่า เรารวยแล้ว ไม่จำเป็นต้องขยันทำงานก็ได้ แล้วก็เอาแต่จับจ่ายใช้เงิน เช่น ซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อเพชรนิลจินดา ท่องเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งเป็นลักษณะที่ลืมตัวได้ง่าย ในที่สุด ก็ถูกเงินควบคุมจิตใจ ไม่มีกะจิตกะใจที่จะยึดถือการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ขาดความเอาใจใส่อย่างจริงจัง ขาดความรับผิดชอบ สนใจและพึ่งพาต่อเงินเพียงอย่างเดียว เพราะตกอยู่ภายใต้อำนาจเงิน  สำหรับบางคนแล้ว เรื่องนี้ก็อาจกลายเป็นสาเหตุให้ละเลยต่อครอบครัว เช่น ลูกไม่สนใจเรียนหนังสือ ภรรยาไม่สนใจดูแลครอบครัว สามีไม่สนใจอาชีพการงาน ต่างคนต่างแสวงหาความสุขใส่ตัว ทำตามที่ใจปรารถนา เที่ยวเตร่มากมายจนไม่กลับบ้าน ในที่สุด ครอบครัวก็พังทลายลง เป็นต้น

ทางด้านธรรมได้สอนไว้ว่า มารที่ทำลายมนุษย์นั้นจะอาศัยอยู่ในโลกเทวะ ดังนั้น ถ้าสภาพชีวิตของเราอยู่ในโลกเทวะ จิตใจหลงใหลอยู่ในความดีอกดีใจ หลงลืมตัวได้ง่าย ขาดความระมัดระวัง มารก็จะเข้าสู่ชีวิตของเราได้อย่างง่ายดาย แล้วเราก็จะต้องพ่ายแพ้มาร

มีภาษิตกล่าวไว้ว่า “ถ้าได้รับชัยชนะ ก็จะต้องเข้มงวดต่อตัวเอง” หมายความว่า เวลาที่ได้รับชัยชนะ จิตใจก็จะดีใจสุดขีด  และเกิดความประมาท จึงกลายเป็นการสร้างเหตุแห่งความพ่ายแพ้ในอนาคต ดังนั้น ไม่ว่าจะได้รับชัยชนะในเรื่องใด หรือประสบความสำเร็จมากเพียงไร ก็อย่าดีใจจนสุดขีด เพราะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก  สิ่งสำคัญก็คือ ควรจะมีลักษณะท่าทีที่ว่า พอสำเร็จเรียบร้อยดี ได้รับชัยชนะ หรือประสบความสำเร็จ ตอนนั้น ให้คิดว่า เรื่องดังกล่าวนี้ได้ผ่านพ้นไป และจบลงแล้ว ตอนนี้ จะต่อสู้ท้าทายเรื่องใหม่ต่อไป จึงจะเป็นการสร้างเหตุแห่งชัยชนะในอนาคตได้ 

สำหรับความทะนงตัว หมายความว่า อันที่จริงแล้ว เราก็แค่มีความสามารถธรรมดา ๆ จริงอยู่เมื่อเทียบกับคนอื่น เราก็อาจจะเก่งกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่น  แต่ถ้าเทียบกับผู้ฉลาด อริยบุคคล หรือพระพุทธแล้ว ย่อมไม่อาจเทียบได้เลย  ทีนี้ ถ้าจิตใจมีความทะนงตัวอวดดี ก็คือสภาพชีวิตของโลกอสูร ที่ทะนงตัวว่าตัวเองทำได้ถึงขนาดนี้ จึงกลายเป็นความอวดดี ใหญ่โต  แล้วก็จะดูถูกคนอื่น ในใจคิดแต่ว่าตัวเราคือคนที่เก่งที่สุด สูงส่งที่สุด  เช่น พระเทวทัต ผู้เป็นลูกศิษย์ของพระศากยมุนีพุทธ ทะนงว่าตัวเองรู้ธรรมมากมาย สามารถท่องจำพระสูตรได้ถึง 60,000 ธรรมขันธ์ สามารถเทศนาธรรมได้เก่งที่สุด  ส่วนพระพุทธองค์นั้นชรามากแล้ว จึงกราบทูลว่า จะขอเป็นอาจารย์แทนพระพุทธองค์ เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการ แต่เมื่อถูกพระพุทธองค์ปฏิเสธ พร้อมกับถูกชี้นำอย่างเข้มงวดว่า เป็นคนอวดดี ทะนงตัว เหมือนคนที่กลืนกินน้ำลายของคนอื่น   เหตุการณ์นั้นทำให้พระเทวทัตบังเกิดความโมโหสุดขีดจนถึงขนาดแยกตัวออกไปตั้งนิกายของตัวเอง จนในที่สุด ต้องตกนรกอเวจี  สาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ก็มาจากความทะนงตัวนั่นเอง

สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องตระหนักไว้ว่า ความดีใจสุดขีด ความทะนงตัว จะทำให้คิดว่าพอใจแค่นี้ เท่านี้ก็ดีที่สุด เก่งที่สุดแล้ว ก็จะไม่มีความถ่อมตัว ไม่มีจิตใจแสวงหาธรรมต่อไป ไม่ใฝ่หาความเจริญก้าวหน้าอีกต่อไป มีจิตใจเฉื่อยชา

ดังนั้น ในการต่อสู้ของพวกเรานั้น เรื่องดีที่เกิดขึ้นก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับเราได้ เพราะทำให้จิตใจหรือความศรัทธาของเราเฉื่อยชาได้ง่าย ตรงกันข้าม ความทุกข์ ความยากลำบาก อุปสรรค การบีฑา กลับจะทำให้เราสามารถสร้างเหตุที่ดีในอนาคตได้   ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีอายุมากขึ้นเท่าไรก็อย่าหยุดเจริญก้าวหน้า จะต้องตัดทิ้งความเฉื่อยชา  ขอให้เป็นผู้ที่มีจิตใจแสวงหาธรรมอย่างกระชุ่มกระชวยไปตลอดชั่วชีวิต ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะพ่ายแพ้ตัวเอง พ่ายแพ้มารได้ง่าย ในที่สุด ก็ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณสุรศักดิ์  บูโจ,คุณกำพล  กรุ๊ปโจ,  คุณสันทัด  เจริญศิลป์  บูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 20 มกราคม

            เป้าหมายของวันนี้ จะต้องทำให้สำเร็จภายในวันนี้ให้จงได้ เพราะสิ่งนี้จะเป็นเหตุของชัยชนะที่สนุกสนานเพื่อมุ่งสู่การต่อสู้ของวันพรุ่งนี้อีก

 

อธิบาย

            ในระหว่างการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้น ไม่ว่าใครก็ตาม ล้วนจะต้องมีเป้าหมาย หรือรายการของแต่ละวันอยู่แล้วแน่นอน เช่น นักเรียนก็จะต้องไปโรงเรียน กลับมาบ้านก็จะต้องทำการบ้านให้เสร็จ ไม่เช่นนั้นแล้ว  ถ้าเป็นคนทำงานบริษัท ก็มีเรื่องงานการต่าง ๆ เช่น ออกไปติดต่องานภายนอก ทำเอกสาร พิมพ์งาน ส่งของ ซ่อมแซมเครื่อง โดยเป็นไปตามอาชีพการงานของตนเอง หรือสำหรับแม่บ้าน ก็มีงานทำความสะอาด ซักผ้า จับจ่ายอาหาร ทำอาหาร เลี้ยงดูลูก ต่าง ๆ นานา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว  ทั้งนี้ แต่ละคนต่างก็จะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อย นี่คือเงื่อนไขสำคัญของการทำงานของพวกเรา  ถ้าเป็นสมาชิกของสมาคม ก็จะมีกิจกรรมเพิ่มอีก เช่น สวดมนต์เช้า-เย็น ทำงานพระ เลิกประชุมก็จะต้องไปร่วมประชุม เยี่ยมสมาชิก หรือเรียนธรรม ฯลฯ เพื่อสร้างบุญวาสนาให้แก่ตัวเอง และเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล

            จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติหรือการเคลื่อนไหวนั้น เริ่มต้นขึ้นในตอนเช้าและจบลงในตอนกลางคืน เรียกว่าปิดบัญชีของหนึ่งวัน  การเคลื่อนไหวของแต่ละวันจะสะสมเป็น 1 อาทิตย์ 1 เดือน 1 ปี และตลอดชั่วชีวิตของเรา  ดังนั้น ถ้าเมินเฉยต่อ 1 วัน ก็จะมีผลต่อไปให้เมินเฉยต่อ  1 อาทิตย์ เมินเฉยต่อไปเป็น 1 เดือน ต่อไปเป็น 1 ปี และตลอดชั่วชีวิตก็ได้

            ด้วยเหตุนี้ ความเอาใจใส่ที่พยายามต่อสู้ในแต่ละวัน ๆ อย่างจริงจัง จะสามารถสร้างประโยชน์หรือสร้างคุณค่าแก่ชีวิตของเราได้ ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนิน ได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “หนึ่งชั่วชีวิตนั้นเปรียบเสมือนความฝัน จึงไม่อาจคาดการณ์ต่อวันพรุ่งนี้ได้”  กล่าวคือ แท้จริงแล้ว ตั้งแต่เราเกิดมาและดำเนินชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน พวกเราไม่อาจรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอีกยาวนานแค่ไหน ไม่มีใครสามารถตัดสินตัวเองได้ว่า จะมีชีวิตอยู่ได้ถึงอายุเท่าไหร่  จึงมีภาษิตยุโรปกล่าวว่า ตั้งแต่มนุษย์เกิดมาก็มีสภาพเป็นนักโทษประหารอยู่แล้ว  ซึ่งความหมายของข้อความธรรมนิพนธ์ที่ยกมานี้ พระนิชิเร็นไดโชนินสอนพวกเราว่า จะต้องดำเนินชีวิตในหนึ่งวันให้เต็มที่และมีความแน่นแฟ้น โดยไม่มีอะไรที่เราจะต้องรู้สึกหวนเสียใจในภายหลัง  นี่คือสิ่งสำคัญของการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเรา  ไม่เช่นนั้นแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราก็จะต้องรู้สึกเสียใจและเจ็บใจว่า เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ทำ เรื่องนั้นก็ยังไม่เสร็จเรียบร้อย  ในที่สุดก็ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต

            เพราะฉะนั้น อาจารย์อิเคดะจึงชี้นำว่า “เป้าหมายของวันนี้ จะต้องทำให้สำเร็จภายในวันนี้ให้จงได้”   แต่ถ้าเราคิดว่า ยังมีวันพรุ่งนี้ วันนี้ทำไม่ทัน ทำไม่เสร็จ ก็ไม่เป็นไร รอไว้พรุ่งนี้ก็ได้ แสดงว่า จิตใจของเรามีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองที่ ไม่มีความรับผิดชอบที่แน่วแน่มั่นคง จิตใจอ่อนแอ ยอมพ่ายแพ้ตัวเองได้ง่าย มีแต่ฝากความหวังไว้กับอนาคต หวังพึ่งพาผู้อื่นหรือสิ่งอื่น  ซึ่งเปรียบเหมือนคนที่ได้ฝากความหวังไว้กับภาพลวงตาในทะเลทราย โดยคิดว่า ถ้าไปทางโน้น ก็จะมีน้ำ มีบ้าน  แต่พอไปถึงแล้ว ปรากฏว่าไม่มี ยังต้องไปอีกไกล ก็พยายามต่อไป แต่ก็ไม่มีน้ำ และไกลออกไปเรื่อย ๆ  เป็นการดำเนินชีวิตที่ทุกวินาที ทุกนาที ทุกวัน ได้แต่ฝันถึงอนาคต ที่ยังไม่มีตัวตน ไม่มีความจริง ไม่มีจิตใจที่อยากจะอยู่กับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน จึงเป็นผู้ที่วันนี้ไม่มีชัยชนะ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พรุ่งนี้ก็จะไม่มีชัยชนะเช่นกัน   แต่ถ้าจิตใจเข้มแข็ง รับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง พยายามทำจนเสร็จ ก็จะสามารถต่อสู้ให้เป้าหมายของพรุ่งนี้ และอนาคต สำเร็จได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์  ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “เพราะสิ่งนี้จะเป็นเหตุของชัยชนะที่สนุกสนานเพื่อมุ่งสู่การต่อสู้ของวันพรุ่งนี้อีก” P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณองอาจ  คูมิโจ,คุณสมหวัง  กรุ๊ปโจ,  คุณวีระชัย  บูโจ

                        คุณสมบูรณ์  กรุ๊ปโจ  คุณสมไชย  กรุ๊ปโจ  คุณสมบัติ  แซ่เตียว  กรุ๊ปโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 19 มกราคม

            เอาล่ะ เพื่อการก่อสร้างในหนึ่งปีนี้ ขอให้เร่งเครื่องเต็มที่ นั่นก็คือจะต้องสวดไดโมขุด้วยจิตใจที่อุดมสมบูรณ์ และวันนี้ ก็ขอให้โล่งใจ และแข็งแกร่งด้วย

 

อธิบาย

            เวลาเครื่องบินจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จะต้องวิ่งบนรันเวย์ให้เครื่องยนต์หมุนเต็มกำลัง จึงจะสามารถบินขึ้นไปได้  และเมื่อบินอยู่บนท้องฟ้าแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหมุนเต็มกำลัง กล่าวคือ ในตอนเริ่มต้น จะต้องเร่งเครื่องเต็มที่ จึงจะบินขึ้นไปได้   ในทำนองเดียวกัน การต่อสู้ในระหว่างหนึ่งปีนี้ จะสามารถสร้างสำเร็จได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นเดือนต้นปีนั่นเอง  ถ้าเดือนมกราคมไม่มีการเตรียมใจให้พร้อม หรือไม่ต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว ก็จะเป็นการสร้างเหตุเช่นนั้น แล้วปลายปีก็จะต้องได้รับผลตามนั้น ที่เรียกว่าความพ่ายแพ้ ไม่บรรลุเป้าหมาย ไม่มีการก่อสร้างระบบการใหม่ จุดมุ่งหมายหรือนโยบายของปีนี้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

            ถ้าเปรียบเทียบกับเครื่องบินแล้ว เมื่อทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินลำใหญ่หรือลำเล็ก ก็จะต้องมีจุดหมายที่จะลงจอดที่แน่ชัด  ไม่มีทางที่บินขึ้นแล้วก็อยู่บินวนอยู่บนท้องฟ้าไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องลงจอด  ก็หมายความว่า ในหนึ่งปีนี้ ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มีเป้าหมายหรือไม่มีเป้าหมายก็ตาม แต่วันเวลาก็จะต้องล่วงเลยผ่านไป  จนในที่สุด เดือนธันวาคมก็มาถึง ตอนนั้น ก็จะได้รู้ว่า ระหว่างหนึ่งปีนี้มีความเจริญเติบโต ความก้าวหน้าพัฒนา การสร้างครอบครัว การค้าขาย การดำเนินชีวิต ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงการคิดบัญชีเด็ดขาด 

            ดังนั้น กล่าวได้ว่า ในระหว่างหนึ่งปีนี้ ถ้าดำเนินชีวิตด้วยการบ่นนั่นบ่นนี่ ก็เป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยการบ่น  ถ้าดำเนินชีวิตด้วยความร่าเริง สบายอกสบายใจทุกวัน ก็เป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความร่าเริงเบิกบาน  ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ การมีเป้าหมายที่จะดำเนินชีวิตประจำวันในตลอดหนึ่งปีนี้อย่างไร และการที่จะสามารถสำเร็จตามเป้าหมายได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความศรัทธาเป็นหลัก การสวดมนต์เช้า-เย็น และการสวดไดโมขุด้วยจิตใจที่อุดมสมบูรณ์เป็นหลัก 

แม้ว่าบางครั้งอาจจะมีความทุกข์ มีอดีตกรรมชั่วปรากฏออกมา แต่เมื่อพยายามสวดไดโมขุด้วยหนึ่งขณะจิตที่แน่วแน่อย่างเต็มที่แล้ว ก็จะไม่พ่ายแพ้แก่อุปสรรค ความยากลำบาก หรืออดีตกรรม ดังเช่น ตัวไหมกับแมงมุมที่ต่างก็สร้างใยออกมาได้ สำหรับตัวไหมนั้น เมื่อปล่อยใยไหมออกมา ใยนั้นห่อหุ้มตัวไหมเอาไว้ และปิดกั้นตัวไหมให้อยู่แต่ในรังไหม ส่วนแมงมุม เมื่อปล่อยใยออกมา ใยแมงมุมไม่เพียงแต่จะไม่ห่อหุ้มมันไว้ แต่ยังกลายเป็นเส้นใยที่มันใช้เดินไปไหนมาได้อย่างอิสรเสรี  ในทำนองเดียวกัน ปัญหาหรือความทุกข์ยากลำบาก แม้จะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม ถ้าไม่มีพลังชีวิต ไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีความศรัทธาที่มั่นคงแน่วแน่ ก็จะเป็นเหมือนกับตัวไหม ซึ่งพ่ายแพ้ต่อเรื่องราวต่าง ๆ ในที่สุด ก็ได้แต่บ่นนั่นบ่นนี่ กลุ้มใจ ทุกข์ใจเรื่อยไป  แต่ถ้ามีการสวดไดโมขุอย่างเต็มที่ ก็จะมีชีวิตชีวามากขึ้น มีพลังชีวิตที่สามารถท้าทายต่อสู้กับเรื่องราวต่าง ๆ ได้ โดยไม่ยอมพ่ายแพ้  ก็จะสามารถมีชัยชนะได้ 

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีความทุกข์ หรือมีความยากลำบากอย่างไรก็ตาม ขอให้เป็นดังแมงมุม ที่ไปไหนมาไหนได้อย่างอิสรเสรี  นี่คือความหมายที่อาจารย์อิเคดะกล่าวว่า “วันนี้ก็ขอให้โล่งใจและแข็งแกร่งด้วย” กล่าวคือ อย่าได้ยอมแพ้ต่อชะตากรรม อุบัติเหตุ อุปสรรค มาร ความทุกข์ และความยากลำบาก ฯลฯ นั่นเอง O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณสุรศักดิ์  บูโจ,คุณสมชาย  กรุ๊ปโจ,  คุณสมพงศ์  กรุ๊ปโจ

                        คุณสมบูรณ์  กรุ๊ปโจ  คุณสมไชย  กรุ๊ปโจ  คุณสมบัติ  แซ่เตียว  กรุ๊ปโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 18 มกราคม

            ขอให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าให้เหนื่อยเป็นอันขาด และควรจะมีความก้าวหน้าในการต่อสู้ที่สร้างคุณค่าที่ดำเนินไปด้วยดี

 

อธิบาย

            มีภาษิตกล่าวไว้ว่า “ชีวิตมนุษย์ที่แน่นแฟ้นจะสามารถนอนหลับได้อย่างสงบ” ก็หมายความว่า ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอาชีพการงาน หรือการทำงานพระ ถ้าได้ทำอย่างเต็มที่สุดกำลัง โดยไม่รู้สึกหวนเสียใจในภายหลังแล้ว การที่เราได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดในการดำเนินชีวิตให้เต็มที่แล้ว ก็จะทำให้เรานอนหลับสนิทได้ในตอนกลางคืน เพราะเราได้เผาไหม้พลังชีวิตไปจนหมดเกลี้ยงในตอนกลางวัน จึงหลับสนิทได้  แต่ถ้าในหนึ่งวันยังมีอะไรค้างคาใจ ไม่พึงพอใจ รู้สึกหวนเสียใจภายหลังแล้ว คืนนั้นย่อมหลับไม่สนิทอย่างแน่นอน 

            สิ่งสำคัญต่อการดำเนินชีวิตที่ดีและมีสุขภาพดีจึงอยู่ที่ว่าเราสามารถมีชีวิตมนุษย์ที่แน่นแฟ้นเต็มที่หรือไม่ การต่อสู้หรือการเคลื่อนไหวของเราทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์และไม่ต้องหวนเสียใจภายหลังหรือไม่ ซึ่งหมายถึง เราสามารถสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ได้หรือไม่นั่นเอง เพราะแม้ว่าเราจะพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ถ้าไม่สร้างคุณค่า หรือไม่เกิดประโยชน์แล้ว ก็เหมือนกับการหมุนโดยว่างเปล่า ที่รังแต่ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า จิตใจเป็นกังวล กลุ้มใจ เสียใจ ไม่สบายใจแล้ว คืนนั้นก็คงนอนหลับไม่สนิท รุ่งเช้าก็ตื่นสาย ความนึกคิดหรืออารมณ์ก็ค้างมาจากเมื่อวาน  ถ้าเช่นนั้น การกระทำในวันรุ่งขึ้นก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าได้อีก โดยวนเวียนอยู่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            ถ้าเช่นนั้น ทำอย่างไรการปฏิบัติหรือการต่อสู้จึงจะสามารถสร้างคุณค่าได้   สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องทำให้ความศรัทธาของเราเข้มแข็งและมั่นคงแน่วแน่เสียก่อน  เพราะความศรัทธาเปรียบเหมือนร่างกาย การดำเนินชีวิต การค้า การต่อสู้เปรียบเหมือนเงา  ถ้าเรารู้สึกได้ว่า การดำเนินชีวิต อาชีพการงาน การทำงานพระของเราไม่มีจังหวะที่ถูกต้อง หรือขาดจังหวะที่ดีแล้ว ก็สามารถรู้ได้เองว่า ความศรัทธาของเราคงจะมีสิ่งที่คิดผิดหรือทำผิด ให้พยายามสำรวจตัวเองว่า ได้ทำอะไรผิด ผิดตอนไหน และพยายามอธิษฐานต่อโงะฮนซน ขอขมาต่อโงะฮนซน และรีบแก้ไขความผิดพลาดเพื่อให้มีความศรัทธาที่ถูกต้องเสียก่อน  การดำเนินชีวิต อาชีพการงาน ก็จะดำเนินไปด้วยดี คือสร้างคุณค่าได้นั่นเอง

            ดังนั้น แม้ว่าจะมีการต่อสู้อย่างมากมายก็ตาม แต่สิ่งสำคัญก็คือสาระของการต่อสู้ สาระของการกระทำ  สาระของความเคลื่อนไหว ที่สร้างคุณค่าได้มากน้อยเพียงใดนั่นเอง ถ้าสามารถดำเนินไปด้วยดีแล้ว ก็จะสามารถหาเวลา หรือสร้างเวลาให้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ  แต่ถ้าดำเนินชีวิตไม่เต็มที่ ก็จะใช้เวลานาน ในที่สุด ก็ไม่มีเวลาเหลือให้ได้นอนหลับพักผ่อน   ด้วยเหตุนี้ ในการสวดมนต์เช้าต่อโงะฮนซน จึงควรจะคิดวางแผนรายการของวันนี้ และพยายามดำเนินไปตามแผนงานให้ดี การดำเนินงานต่าง ๆ ของวันนั้นก็จะมีประสิทธิภาพเต็มที่ มีประโยชน์ และไม่เหนื่อยล้า จิตใจก็มีความร่าเริงเบิกบานใจได้ทุกวัน  ถ้านอนไม่พอ การสวดมนต์เช้าก็ไม่เต็มที่  ถ้าสวดมนต์เช้า-เย็นไม่เต็มที่ ปัญญาที่ดีก็ไม่ปรากฏออกมา  ถ้าไม่มีปัญญาที่ดี การงานก็ผิดพลาด จึงไม่เกิดประโยชน์ หรือไม่สามารถสร้างคุณค่าได้นั่นเอง

            บางคนบอกว่า การตื่นเช้าเป็นเรื่องยากเย็น คุณพ่อคุณแม่ปลุกแล้วก็ยังไม่ตื่น ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วก็ยังไม่ตื่น  อันที่จริง ถ้าพรุ่งนี้จะได้ไปเที่ยวบางแสน พัทยา หรือ ฮ่องกง เช้าแค่ไหนก็ลุกไหว  นี่คือธรรมชาติของมนุษย์เรา  หมายความว่า ยกเว้นเวลาที่เจ็บป่วยแล้ว ธรรมดา ถ้าก่อนนอนสัก 5 นาที เราพยายามคิดไว้ว่า พรุ่งนี้มีเรื่องอะไรบ้าง มีงานอะไรบ้าง ต้องใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ จะพูดเรื่องอะไร มีเรื่องอะไรต้องเตรียม ซึ่งมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็จะรู้ได้ว่า พรุ่งนี้ควรจะต้องตื่นกี่โมง จึงจะทำได้สำเร็จตามแผนงาน  ถ้ามีจิตใจที่เข้มแข็ง และมั่นคงแน่วแน่ในงานที่เตรียมไว้สำหรับพรุ่งนี้แล้ว ก็จะสามารถตื่นได้เองโดยไม่ต้องให้ใครปลุก แม้จะหลับตอนกี่โมง พอถึงเวลาก็จะลืมตาตื่นขึ้นมาได้เอง  ในทางกลับกัน ถ้าไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร มีอะไร มีแต่รู้สึกว่าเหนื่อย แล้วก็นอนหลับ แสดงว่าจิตใจไม่มั่นคงแน่วแน่ ไม่รู้สึกต่ออะไรแม้แต่น้อย ได้แต่ทำตามร่างกายที่เหนื่อยหรือง่วงนอน ก็คือพ่ายแพ้ต่อตัวเอง  ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่พยายามปลุก หรือนาฬิกาปลุกเสียงดังขนาดไหน ก็ตื่นไม่ไหว

            เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือจิตใจของเราเองที่มีเป้าหมายของการต่อสู้ในวันรุ่งขึ้น หรือมีความเต็มที่ในแต่ละวันหรือไม่ ซึ่งหมายถึงความศรัทธาของจิตใจที่เข้มแข็งนั่นเอง หากไม่สามารถปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ก็จะต้องพ่ายแพ้ต่อตัวเองไปตลอดชั่วชีวิต O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณวิรัตน์  กรุ๊ปโจ,คุณสมศักดิ์  กรุ๊ปโจ,  คุณสมภพ คูมิโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 17 มกราคม

            ขอให้ทำงานให้เสร็จโดยเร็วและเรียบร้อย และเวลาที่เหลือ ขอให้ใช้วางแผนงานคราวหน้าให้ดี เพื่อให้การเคลื่อนไหวในคราวหน้ามีความถูกต้องและฮึกเหิม

 

อธิบาย

            เรื่องการทำงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านอาชีพการงาน หรือการทำงานพระ สิ่งสำคัญก็คือ เรื่องที่เรารับผิดชอบอยู่นั้น จะต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว พร้อมกับมีความครบถ้วนสมบูรณ์ด้วย  เพราะถ้างานหรือหน้าที่ที่เราทำเสร็จเรียบร้อยได้เร็ว ไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว เราก็จะสามารถเอาเวลาที่เหลือมาเตรียมงานล่วงหน้าต่อไปได้  ซึ่งถ้าเรามีเวลาเหลืออย่างเพียงพอแล้ว การเคลื่อนไหวของเราก็จะสามารถกระทำได้ด้วยความรอบคอบ และเป็นประโยชน์ต่อคราวหน้าได้เป็นอย่างดีด้วย พร้อมกับมีจิตใจที่ฮึกเหิมได้

            ในทางกลับกัน  ถ้าทำงานชักช้า เสร็จไม่ทันเวลา เวลาทำงาน จิตใจก็จะตื่นเต้น วิตกกังวล ไม่ละเอียดถี่ถ้วน ไม่รอบคอบ ซึ่งไม่สามารถสมบูรณ์เรียบร้อยได้  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น   ยิ่งกว่านั้น ตัวเราก็จะคอยกลุ้มใจ เจ็บใจ ไม่สบายใจ ไม่มีความร่าเริงเบิกบานที่จะทำงานหรือเรื่องที่รับผิดชอบให้สำเร็จ  ซึ่งแน่นอนทีเดียวว่า ก็ไม่มีจิตใจที่จะเผื่อไปถึงการเคลื่อนไหวในคราวหน้า แล้วก็จะผิดพลาดซ้ำอีก

            ดังนั้น ก่อนอื่น จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบว่า งานนี้ ความรับผิดชอบในเรื่องนี้ควรจะต้องทำอะไร อย่างไร วิธีใด จึงจะสร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย  ซึ่งการเตรียมล่วงหน้าอย่างเต็มที่เช่นนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำงานนั่นเอง  ดังภาษิตที่ว่า “ถ้าได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแม้แต่น้อย”  หมายความว่า ก่อนที่จะทำงาน ให้คิดหรือหาวิธีด้วยความละเอียดรอบคอบ เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย จิตใจก็ไม่ต้องเป็นห่วงกังวล จึงสามารถดำเนินการเคลื่อนไหวต่อไปอย่างถูกต้องและฮึกเหิม  ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว การงานทุกอย่างก็จะทำได้รวดเร็วและเสร็จเรียบร้อยดีได้อย่างแน่นอน  แล้วก็จะมีจิตใจว่างพอ มีเวลาว่างพอให้ตระเตรียมเผื่อคราวหน้าได้อย่างรอบคอบ ซึ่งหมุนเวียนซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไปเช่นนี้แล้ว ก็จะทำให้การงานครบถ้วนสมบูรณ์ได้โดยธรรมชาติ

            ดังนั้น ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการทำงาน ในการค้าขายแต่ละวัน ๆ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องคิดหาวิธีที่ดี ซึ่งวางแผนงานของหนึ่งวันให้ได้รับผลดีเต็มที่ เช่น คืนนี้ จะมีรายการประชุมตอน 19.30 น.  ดังนั้น ตอนที่สวดมนต์เช้า ก็พยายามอธิษฐานต่อโงะฮนซน และคิดวางแผนว่า วันนี้จะต้องทำงานอย่างไรจึงจะสามารถทำงานให้เสร็จโดยเร็วและเรียบร้อยดี  ไม่ทำงานล่าช้า   พอไปถึงที่ทำงาน ก็รีดปัญญาที่ดีออกมา และตั้งอกตั้งใจทำงานให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็ว เพื่อจะสามารถไปเรียนธรรมหรือทำงานพระที่เป็นกิจกรรมสำคัญของการปฏิบัติศรัทธาได้  แต่ถ้าตอนเช้าไม่ได้คิดวางแผนของวันนี้ไว้ ก็ไปทำงานอย่างเรื่อยเฉื่อย พอใกล้เลิกงาน ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีประชุม  แต่งานก็ยังไม่เสร็จ จึงอาจจะไปสาย หรือขาดประชุม กลายเป็นพ่ายแพ้ต่อตัวเองไป

            เพราะฉะนั้น การคิดล่วงหน้าทุกวัน ทุกชั่วโมง และพยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็วเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมก็ดี อาชีพการงานก็ดี การทำงานพระก็ดีได้รับชัยชนะจึงเป็นสิ่งสำคัญ   มิฉะนั้นแล้ว แม้จะนับถือโงะฮนซนอย่างมากมาย ขยันสวดมนต์ ขยันทำงานพระมากเพียงไรก็ตาม  แต่ไม่สามารถมีการเคลื่อนไหวที่สร้างคุณค่าต่อเราได้อย่างเต็มที่

            สรุปว่า การปฏิวัติเวลาของเรา ให้สามารถมีการดำเนินชีวิตที่สร้างคุณค่าต่ออาชีพการงาน การปฏิบัติศรัทธา หรือครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้เราสามารถมีความสุขที่แท้จริงได้ O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณวิเชียร  บูโจ,คุณสมบูรณ์  กรุ๊ปโจ,  คุณสมบูรณ์  คูมิโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 16 มกราคม

            ตอนเช้า ขอให้สุขกายสบายใจ เพราะเป็นการเริ่มต้นของหนึ่งวัน

 

อธิบาย

            มีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า “ถ้าเริ่มต้นดี ก็จะจบลงดีด้วย” หมายความว่า ตอนเช้าคือตอนเริ่มต้นของหนึ่งวัน  ถ้าสุขกายสบายใจแล้ว ตลอดทั้งวัน ก็จะดำเนินไปด้วยดี แล้วพอจบลงตอนกลางคืน ก็จะรู้สึกได้ว่าหนึ่งวันนี้เป็นวันที่เต็มที่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์โทดะจึงชี้นำว่า “แม้ว่าในครอบครัวจะมีเรื่องทะเลาะกันเมื่อคืน  แต่ตอนเช้า ภรรยาก็จะต้องยิ้มส่งสามีไปทำงาน นี่คือหน้าที่ของภรรยา และนี่คือภรรยาที่ดี” เพราะว่า ถ้าเวลาที่สามีจะออกจากบ้านไปทำงาน ภรรยายังมีสีหน้าบึ้งตึง ไม่พูดกับสามี ส่งสามีไปทำงานด้วยอาการโมโห ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว  สามีก็ไปทำงานด้วยความไม่สบายใจ เวลาทำงานยังกังวลถึงเรื่องครอบครัว  ก็ย่อมมีผลกระทบต่อการงานอาชีพในวันนั้น เช่น ทำงานผิดพลาด หงุดหงิด อารมณ์เสีย แล้วผลของความผิดพลาดในการงานอาชีพก็จะย้อนกลับคืนมาสู่ครอบครัว อาทิ ไม่ได้ขึ้นเงินเดือน ขาดทุนย่อยยับ ไม่ได้รับความไว้วางใจในที่ทำงาน ในแวดวงการค้า เป็นต้น

            ดังนั้น ตอนเช้า ซึ่งเป็นตอนเริ่มต้นของหนึ่งวันจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง

            ทำอย่างไรจึงจะสามารถมีความสุขกายสบายใจได้ในตอนเช้า กล่าวคือ ให้ตื่นแต่เช้า เพราะเมื่อตื่นเช้าแล้ว ก็จะรู้สึกว่า วันนี้มีเวลายาวกว่าวันที่ตื่นสาย แม้ว่าใน 1 วันจะมี 24 ชั่วโมงเหมือนกันก็ตาม  และเมื่อสามารถตื่นเช้าก็จะมีจิตใจปลอดโปร่ง เวลาสวดมนต์เช้าก็สามารถปฏิบัติได้อย่างเอาจริงเอาจัง ระหว่างที่สวดมนต์ก็สามารถวางแผนงานของวันนี้ให้มีคุณค่าและสร้างประโยชน์เต็มที่ สามารถคิดได้อย่างรอบคอบ ซึ่งถ้ามีการเตรียมล่วงหน้าอย่างดีแล้ว เมื่อออกจากบ้านไปทำงาน จิตใจก็ไม่พะวักพะวง จะสามารถทำงานได้อย่างสุดกำลังความสามารถ ไม่เกิดเรื่องผิดพลาด และสำเร็จสมบูรณ์ จึงสร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย ในที่สุด การค้าหรือบริษัทก็สามารถทำกำไรและได้รับความไว้วางใจ หลังจากนั้น เมื่อเลิกงานแล้วไปทำงานพระก็ทำอย่างเอาจริงเอาจังได้ จึงกล่าวได้ว่า ถ้าตอนเช้ามีชัยชนะ ตอนกลางวัน และตอนกลางคืนก็จะมีชัยชนะด้วย

            ตรงกันข้าม ถ้าตื่นสาย การสวดมนต์เช้าก็เร่งรีบ จิตใจก็ว้าวุ่น กังวลใจว่าจะไปเข้างานได้ทันเวลาหรือไม่ จะถูกหัวหน้างานด่าหรือไม่ ซึ่งเป็นลักษณะที่พ่ายแพ้ต่อตัวเองในตอนเช้า หรือจังหวะชีวิตไม่ถูกต้องแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทำในวันนั้นก็จะผิดจังหวะไปหมด ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว การดำเนินชีวิตในวันนี้ก็ไม่มีความเต็มที่  ได้แต่ปล่อยให้ดำเนินไปตามเวลาที่เดินไปเรื่อย ๆ หรือถูกสิ่งแวดล้อมควบคุมหรือบีบรัด ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของผู้กระทำ แต่เป็นผู้ถูกกระทำตลอดทั้งวัน   ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ จะต้องมีชัยชนะในตอนเช้า

            แต่ตอนเช้าจะได้รับชัยชนะหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการสวดมนต์เย็นในตอนกลางคืน เพราะตอนกลางคืนเป็นการสร้างเหตุที่ดีสำหรับเช้าวันรุ่งขึ้นให้ได้รับผลดี  ฉะนั้น ถ้าสามารถสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างดีและเต็มที่แล้ว การดำเนินชีวิตประจำวันก็จะมีจังหวะที่ถูกต้อง และสร้างคุณค่าได้อย่างเต็มที่แก่ชีวิตมนุษย์ของเราในแต่ละวัน O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณพรชัย  ฮันโจ,คุณวิชัย  กรุ๊ปโจ,  คุณสมชัย  กรุ๊ปโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 15 มกราคม

            ลูกราชสีห์จะต้องดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่ด้วยความภาคภูมิใจสูงสุด ขอให้ตระหนักไว้ว่า การได้รับคำชมจากคนโง่เป็นเรื่องน่าอับอาย  การได้รับคำชมจากอริยบุคคลคือเกียรติยศชั่วชีวิต

 

อธิบาย

            ราชสีห์คือจ้าวแห่งสัตว์ทั้งหลาย ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า “นิกายของอาตมาเปรียบได้กับราชสีห์ ซึ่งเป็นราชาของสัตว์ที่โลดแล่นอยู่บนพื้นดิน หรือนกอินทรีซึ่งเป็นราชาของสัตว์ที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้า”  ก็หมายความว่า ธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นธรรมที่สูงส่งที่สุด เป็นราชาของสรรพสิ่งทั้งปวง  ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติศรัทธาในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นลูกราชสีห์ นี่คือความภาคภูมิใจที่สูงสุด

            นอกจากราชสีห์จะไม่เกรงกลัวต่อสัตว์ใดแล้ว ยังสามารถต่อสู้จนได้รับชัยชนะด้วย นี่คือเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้น พวกเราซึ่งเป็นลูกราชสีห์ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะต้องไม่ตกใจ ไม่มีจิตใจอ่อนแอ ไม่มีความกลัว ไม่มีการท้อถอยเป็นอันขาด มิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นลูกราชสีห์

            อาจารย์โทดะเคยกล่าวไว้ว่า “ราชสีห์จะไม่พึ่งพาผู้อื่น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็เดินไปโดยลำพังและต่อสู้โดยลำพัง ไม่รู้สึกเหงา ไม่หวังพึ่งผู้อื่น”  ก็หมายความว่า จิตวิญญาณของผู้นำที่แท้จริงนั้น จะต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง จะต่อสู้เองโดยลำพัง ไม่หวังพึ่งพลังหรือความช่วยเหลือจากผู้อื่นเด็ดขาด  นี่คือลักษณะและพฤติกรรมของผู้นำที่แท้จริง

            เมื่อพระนิชิเร็นไดโชนินประกาศก่อตั้งคำสอนแล้ว ท่านได้พยายามต่อสู้เผยแผ่ธรรม หักล้างคำสอนที่ผิดของนิกายอื่น ๆ   ตักเตือนรัฐบาลอยู่เสมอ โดยไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และมากมาย จนในที่สุด จารึกไดโงะฮนซน อันเป็นความปรารถนาที่มีมานานของการเกิดมาในชาตินี้ของท่านได้สำเร็จ 

            กล่าวได้ว่า นับตั้งแต่พระนิชิเร็นไดโชนินประกาศก่อตั้งคำสอน เมื่ออายุ 32 ปี จนกระทั่งท่านจารึกไดโงะฮนซนเมื่ออายุ 59 ปี ในระหว่าง 27 ปีนี้ เป็นการต่อสู้ของท่านแต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่ารัฐบาล ทหาร ตำรวจ หรือนิกายอื่น ๆ จะทำร้าย พยายามฆ่า และเนรเทศท่านไปเกาะซาโดะก็ตาม  แต่ท่านก็ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อการบีฑาธรรมเหล่านี้ ซึ่งเป็นบุคลิกลักษณะของราชสีห์ผู้เป็นมหาอริยบุคคลที่แท้จริงในสมัยธรรมปลาย หรือบางครั้ง รัฐบาลได้เสนอต่อท่านว่า ขอให้ท่านลดความเข้มงวดลง และยอมรับนิกายอื่น ก็จะยอมให้ท่านเผยแผ่ธรรมได้อย่างเสรี  แต่ท่านก็ปฏิเสธไม่รับข้อเสนอของรัฐบาล แสดงว่า พระนิชิเร็นไดโชนินไม่จำเป็นต้องอาศัยการช่วยเหลือของรัฐบาลจึงจะเผยแผ่ธรรมได้ และแม้ว่าทั้งหมดจะเป็นปฏิปักษ์ต่อท่าน ท่านก็ไม่พ่ายแพ้ต่อพวกเขา แต่กลับดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่ด้วยความภาคภูมิใจสูงสุด

            พวกเราผู้เป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินและลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะ ซึ่งได้พากเพียรศึกษาธรรม ค้นคว้าปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ยึดมั่นในเจตนารมณ์ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ฉลาดในยุคปัจจุบัน  ถ้าไม่ทำความดีอย่างมากมาย หรือทำความดีทางด้านสังคม โดยขัดต่อธรรมของเรา และได้รับคำชมจากคนในสังคมหรือนิกายอื่นที่ไม่รู้จักธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงที่เรียกว่าคนโง่แล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับผู้ฉลาด   ในทางกลับกัน แม้ว่าฐานะความเป็นอยู่ของเราจะยังไม่ดี ไม่มีชื่อเสียงเกียรติยศทางสังคม ไม่มีความรอบรู้อย่างมากมายในเรื่องของสังคม   แต่พากเพียรต่อสู้เพื่อธรรม พยายามศึกษาธรรมเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น  อุทิศชีวิตต่อโงะฮนซน และดำเนินชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลอยู่เสมอแล้ว แน่นอนทีเดียวว่า จะต้องได้รับการชมเชยจากพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งถือเป็นเกียรติยศชั่วชีวิต และเป็นการมีชื่อเสียงทางด้านธรรมที่ยิ่งใหญ่

            ดังนั้น แม้ฐานะความเป็นอยู่ในชาตินี้ของเราจะเป็นเช่นไรก็ตาม ไม่ได้มีชื่อเสียงเกียรติยศในสังคมก็ตาม แต่ถ้าพยายามต่อสู้ทางด้านธรรม มีความศรัทธาที่สะอาดบริสุทธิ์ เข้มแข็ง มั่นคงแน่วแน่ และอุทิศชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรมแล้ว ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะสามารถได้รับคำชมเชยจากพระนิชิเร็นไดโชนิน สะสมบุญวาสนาได้มากมาย  และในอนาคตสามารถมีความสุขที่แท้จริงอย่างแน่นอน  จนลูกหลานผู้สืบทอดของเรารู้สึกภาคภูมิใจในการต่อสู้ของเรา  

อนึ่ง คนเราเกิดมาแล้วก็ไม่อาจหลีกหนีจากความตายได้อยู่แล้ว  ดังนั้น ขอให้ตัดสินใจว่า จะใช้ชีวิตเพื่อธรรม เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตที่มีค่าสูงส่ง และมีเกียรติยศมากมายนั่นเอง O

 

ปฏิทินเหตุการณ์

            วันที่ 15 มกราคม ค.ศ.1965 วันก่อตั้งแผนกมัธยม

            วันที่ 15 มกราคม ค.ศ.1971 วันก่อตั้งคณะผู้บรรยายธรรมของฝ่ายการศึกษาธรรม พร้อมกับจัดประชุมรวมฝ่ายการศึกษาธรรม ครั้งที่ 1

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณโรมรัน  ฉิมอำพันธ์ บูโจ,  คุณภัทรัตน์ อุดมอิทธิเสถียร กรุ๊ปโจ,  คุณสมชัย  ฮันโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 14 มกราคม

            ก่อนอื่น ขอให้บังเกิดจิตใจที่อยากเข้าร่วมประชุมสนทนาธรรมเอง และหมั่นพาคนอื่นมาร่วมประชุมด้วยอย่างสม่ำเสมอ  ก็จะมีหนึ่งก้าวที่ชัดเจนของการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธ

 

อธิบาย

            พระพุทธเจ้ากล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า ในเวลาที่พระองค์เทศนาธรรมแก่ลูกศิษย์ทั้งหลาย ถ้าผู้ที่นั่งอยู่ก่อนขยับแบ่งที่นั่งครึ่งหนึ่งให้แก่ผู้มาทีหลัง บุญกุศลจากการแบ่งที่นั่งครึ่งหนึ่งจะมีมากมาย ซึ่งการขยับแบ่งที่นั่งเพียงครึ่งหนึ่งก็สามารถได้รับบุญกุศลอย่างมากมายแล้ว นับประสาอะไรกับการที่ตัวเองตั้งใจมาเองเพื่อมารับฟังธรรม ย่อมจะได้รับบุญกุศลมากกว่าการขยับแบ่งที่นั่งครึ่งหนึ่งให้อย่างแน่นอน  ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ไม่เพียงตัวเองตั้งใจมาเท่านั้น หากแต่ยังพาผู้อื่นให้มาฟังธรรม หรือชักชวนแนะนำธรรมและพามาเข้าร่วมประชุม ก็ยิ่งจะต้องได้รับบุญกุศลมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน

            กล่าวได้ว่า ขณะนี้พวกเรานับถือโงะฮนซน พยายามสวดมนต์ทุกเช้า-เย็น พยายามขยันขันแข็งทำงานพระ ก็เพราะอยากจะสะสมบุญวาสนาให้มากมายและชีวิตมีความสุข  แต่การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติเพื่อให้ตัวเองมีความสุขเท่านั้น แต่จะต้องทำให้ผู้อื่นมีความสุขด้วย นี่คือการปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธได้สอนไว้ในพระสูตร 

ดังนั้น จึงเริ่มจากตัวเราเองก่อน คือ อยากจะมาร่วมประชุม แล้วก็ลองปฏิบัติดู จนได้รับประสบการณ์ของการศรัทธา มีความรู้สึกประทับใจในคำบรรยายของหัวหน้า มีความซาบซึ้งใจในประสบการณ์ที่เล่าในที่ประชุม รู้สึกว่าบรรยากาศในที่ประชุมดีมาก จนคิดต่อไปว่า การประชุมที่ดีมากขนาดนี้ ถ้าผมมาคนเดียวแล้วก็รู้สึกว่าน่าเสียดาย จะต้องพาเพื่อน ๆ หรือญาติพี่น้องมาด้วย จึงจะเกิดประโยชน์ได้มากกว่า 

กล่าวได้ว่า ความคิดเช่นนี้มีลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้อง มีชีวิตจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ มีความเมตตารักใคร่ต่อผู้อื่น มีลักษณะของโพธิสัตว์จากพื้นโลก ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ปฏิบัติได้ไม่ยาก ไม่มีความเข้มงวด ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เป็นการปฏิบัติที่ใคร ๆ ก็มีโอกาสและสามารถทำได้ จึงกล่าวได้ว่า เป็นหนึ่งก้าวที่ชัดเจนของการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธ

ตั้งแต่พวกเราเกิดมาจนถึงขณะนี้ พวกเราทุกคนล้วนมีสังคมของตนเอง เช่น ไปโรงเรียนก็มีคุณครูและเพื่อนนักเรียนมากมาย พอทำงาน ก็มีเพื่อนร่วมงานมากมาย ในครอบครัวก็มีญาติพี่น้องมากมาย  คนบ้านใกล้เรือนเคียงที่เป็นเพื่อนบ้านกันก็มีมากมาย บุคคลเหล่านี้ มีทั้งคนที่เรารู้จัก คุ้นเคย หรือสนิทสนม ถ้ามีโอกาสก็ควรจะได้พาไปที่ประชุมสนทนาธรรม ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อเขา และแม้ว่าเขาไปร่วมประชุมแล้ว แต่ก็ไม่สนใจที่จะเข้ามาปฏิบัติศรัทธา หรือเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมก็ตาม  แต่การมาร่วมสักครั้งก็เป็นการสร้างปัจจัยสัมพันธ์กับธรรมหรือโงะฮนซน ชีวิตของเขาก็ได้รับการเพาะเมล็ดพุทธแล้ว วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเมล็ดพุทธในชีวิตของเขาได้พบกับปัจจัยต่าง ๆ ก็จะสามารถงอกงามออกมาได้  นี่คือการปฏิบัติของโพธิสัตว์หรือลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระพุทธนั่นเอง 

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติที่สม่ำเสมอมั่นคง ซึ่งค่อย ๆ พาผู้อื่นมาร่วมประชุม จึงเป็นโอกาสที่ตัวเราจะสามารถสะสมบุญวาสนาได้อย่างมากมาย แล้วในที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้เผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้  ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงกล่าวว่า   “ก่อนอื่น ขอให้บังเกิดจิตใจที่อยากเข้าร่วมประชุมสนทนาธรรมเอง และหมั่นพาคนอื่นมาร่วมประชุมด้วยอย่างสม่ำเสมอ  ก็จะมีหนึ่งก้าวที่ชัดเจนของการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธ” O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณวีรยุทธ กรุ๊ปโจ,  คุณประยุทธ  บูโจ,คุณสมชัย  กรุ๊ปโจ

                        คุณสมบูรณ์  แซ่เตียว  กรุ๊ปโจ,คุณสมบัติ  แซ่เตียว กรุ๊ปโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 13 มกราคม

            ไม่ว่าใครก็ตาม ขอให้คบค้ากันอย่างดีที่สุดและเต็มที่ที่สุด ไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไรก็ตาม ก็ควรจะส่งเสริมกำลังใจ และโอบอุ้มด้วยความอารี เพราะว่า ในความเป็นจริงแล้ว พวกเราก็คือพี่น้องกันมาตั้งแต่อนาทิกาล

 

อธิบาย 

ในโรงเรียน มีคุณครูอยู่ 3 คน คุณครูในห้องเรียนที่ 1 สอนหนังสือแก่นักเรียนอย่างเข้มงวด เช่น ถ้าตั้งคำถาม แล้วนักเรียนตอบผิด ก็ตี ถ้านักเรียนไม่เข้าใจ ก็ด่าว่านักเรียนอยู่เสมอ   คุณครูในห้องเรียนที่ 2 เป็นคุณครูที่เฉย ๆ กล่าวคือ นักเรียนจะทำได้หรือไม่ได้ จำได้หรือไม่ได้ ก็ปล่อยปละละเลยไม่สนใจ มีหน้าที่สอนก็สอนอย่างเดียว ถือว่าสอนให้แล้ว จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ปล่อยไป ถ้านักเรียนทำไม่ดีก็ไม่ดุว่า ไม่ตี  ถ้านักเรียนทำดี ก็ไม่เคยชมเชย  ส่วนคุณครูในห้องเรียนที่ 3 โอบอุ้มนักเรียนด้วยการชมเชยด้วยความอารีอยู่เสมอ  ถ้านักเรียนคิดหรือทำผิด ก็ไม่ด่าว่า แต่จะสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่านักเรียนจะเข้าใจ ถ้าทำได้แล้ว ก็ชมเชยให้กำลังใจแก่นักเรียน   แน่นอนทีเดียวว่า ครูทั้ง 3 คนนี้ย่อมมีอิทธิพลต่อนักเรียนของตนเอง  และปรากฏว่า นักเรียนที่สอบได้คะแนนดีที่สุด ก็คือนักเรียนจากคุณครูของห้องเรียนที่ 3  ส่วนผลสอบของนักเรียนห้องที่ 1 กับ ห้องที่ 2 นั้นไม่ดีเลย

หมายความว่า สันดานนิสัยของมนุษย์เรานั้น ถ้าได้รับการชมเชยแล้ว ก็จะพยายามทำอย่างเต็มที่   ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษาเล่าเรียนก็ดี การค้าก็ดี การฝึกซ้อมต่าง ๆ เป็นต้น  ดังนั้น ถ้าหากได้รับการชมเชยหรือได้รับการส่งเสริมกำลังใจแล้ว ในการทำงานพระ ในกิจกรรมการเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแผ่ธรรม ในการเรียนธรรม ต่าง ๆ เหล่านี้  ก็จะพยายามเอาใจใส่อย่างเต็มที่ หรือกล้าที่จะลงมือกระทำจนสามารถสร้างคุณค่า หรือทำได้สำเร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในแบบของผู้กระทำ มีความกล้าหาญที่จะลงมือกระทำ  ปฏิบัติด้วยความดีอกดีใจ  กระทำด้วยความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบของตนเองได้

ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้น ถ้าได้รับการชมเชยจากผู้อื่นแล้ว แม้ว่าตัวเองจะต้องบาดเจ็บ หรือเสียหาย ก็ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งเหล่านั้น และกล้าที่จะทำให้ได้  ซึ่งก็หมายความว่า  สมาชิกของสมาคมที่ปฏิบัติศรัทธาในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น แม้ว่ามองดูโดยผิวเผินแล้ว เข้ามานับถือโงะฮนซนด้วยสาเหตุจากไม่สบายบ้าง เศรษฐกิจไม่ดีบ้าง ครอบครัวระหองระแหงบ้าง  หรืออยากจะศึกษาค้นคว้าพุทธธรรมบ้าง และเมื่อเข้ามาปฏิบัติศรัทธาแล้ว จึงได้รู้จักกับเพื่อน ๆ สมาชิกคนอื่น ๆ   แต่ถ้ามองดูจากปรัชญาชีวิตที่ลึกซึ้งแล้ว อันที่จริง การที่สมาชิกทุกคน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเพียงเฉพาะชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น  หากแต่ว่ามีสัมพันธ์กันมาตั้งแต่อนาทิกาล กล่าวคือ เป็นพี่น้องกัน เป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยกันมาก่อน แล้วต่างคนต่างก็ให้คำมั่นสัญญาต่อพระนิชิเร็นไดโชนิน หรือมีความตั้งใจว่า ผมจะไปเกิดในสมัยธรรมปลาย โดยบางคนก็จะไปเกิดเป็นคนจน บางคนก็จะไปเกิดเป็นคนป่วย บางคนก็จะไปเกิดเป็นคนตาบอด บางคนก็จะไปเกิดในครอบครัวที่ไม่ปรองดองกัน ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ และเมื่อได้พบกับโงะฮนซนและปฏิบัติศรัทธาแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนแปลงให้แสดงปรากฏข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของโงะฮนซน โดยมีสภาพชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น เพื่อเผยแผ่ธรรมด้วยพฤติกรรมของตนเอง หรือปฏิวัติชีวิตมนุษย์ หรือปฏิวัติครอบครัวได้สำเร็จ 

ดังนั้น เมื่อมองด้วยหลักเหตุผลของธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว จึงไม่มีใครมีสิทธิ์แสดงความอวดดี อวดเก่ง หรือแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อสมาชิก  แต่จะต้องคบค้าด้วยท่าทีที่ถ่อมตัว ให้ความเคารพยกย่อง เห็นอกเห็นใจและร่วมทุกข์กับสมาชิก คอยส่งเสริมกำลังใจ และโอบอุ้มด้วยความอารี ห่วงใยเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดต่อสมาชิกดุจพี่น้องกัน  นี่คือลักษณะที่แท้จริงระหว่างลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยกัน

เพราะฉะนั้น หน้าที่ของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสก็คือ ทุกเวลา ทุกโอกาส จะต้องคิดเสมอว่า ทำอย่างไรสมาชิกจึงจะดีอกดีใจ ทำอย่างไรสมาชิกจึงจะรู้สึกสนุกสนาน ทำอย่างไรสมาชิกจึงจะไม่มีความกังวลใจ  และคบค้ากับพวกเขาอย่างดีที่สุดและเต็มที่ที่สุด  นี่คือเจตนารมณ์ของการเป็นผู้นำ  แต่ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโส ซึ่งเป็นผู้นำ ลืมการกระทำหรือการเคลื่อนไหวเพื่อผู้อื่นแล้ว ก็แสดงว่า ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน และไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์อิเคดะนั่นเอง O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณปิติพงษ์ นำศรีนิรันดร์ โซบูโจ,คุณสินมั่น คูมิโจ,  คุณศรายุทธ จงวัฒนาไพศาล คูมิโจ

                        คุณสมบูรณ์  คุณสมบัติ  แซ่เตียว

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 12 มกราคม

ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม พวกเราจะต้องชักนำคนรุ่นหลังด้วยการปราศรัยที่ดีที่สุด คำชี้นำที่ดีที่สุด การบรรยายธรรมที่ดีที่สุด วางโครงการที่ดีที่สุด และบทความที่ดีที่สุด

 

อธิบาย

            มีภาษิตกล่าวว่า “มนุษย์นั้นมีอยู่มากมาย แต่ว่ามนุษย์นั้นมีอยู่น้อยมาก” ก็หมายความว่า ในโลกนี้มีคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปอยู่มากมาย แต่ว่าคนที่เป็นผู้นำที่ดีนั้นมีน้อย  ซึ่งในการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั้น ถ้าไม่มีผู้นำที่ดีแล้ว ก็ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ เพราะว่า แม้ธรรมจะดีแค่ไหน สูงส่งแค่ไหน หรือมีทฤษฎีธรรมดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีผู้นำที่ดี ซึ่งเป็นผู้สืบทอดธรรมต่อไปในอนาคตแล้ว ธรรมก็ไม่สามารถเผยแผ่ออกไปได้เอง  ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงเคยชี้นำไว้ว่า “ผู้นำเท่ากับการเผยแผ่ธรรม”

สำหรับคุณสมบัติของผู้นำนั้น จริงอยู่ว่า หลักสำคัญก็คือ มีความศรัทธาเข้มแข็ง มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ว่านอนสอนง่าย ถ่อมตัว มีจิตใจแสวงหาธรรมอย่างมากมาย มีจิตใจที่จะปกป้องสมาคม ปกป้องโงะฮนซน ปกป้องพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินอย่างเข้มแข็ง และอุทิศชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรม สิ่งเหล่านี้คือข้อแม้ที่สำคัญของผู้นำ  แต่ถ้ามีเพียงทางด้านความตั้งใจ มีจิตใจ มีเจตนารมณ์ มีความศรัทธาดังที่กล่าวมาทั้งหมด ซึ่งเป็นเพียงแค่จิตใจหรือคำพูดเท่านั้นแล้ว ก็เป็นคุณสมบัติที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องทางด้านการศรัทธาของตัวเองเพียงคนเดียว จึงเรียกว่า ความศรัทธาที่ตัวเองเท่านั้นดีและเก่ง  ซึ่งถ้าตัวเองเท่านั้นดีและเก่ง โดยไม่สามารถชักนำผู้อื่น ไม่ชักชวนแนะนำธรรมแก่ผู้อื่น หรือไม่ส่งเสริมกำลังใจต่อผู้อื่น ไม่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเกิดความกระตือรือร้นเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่น ในประเทศ หรือในทั่วโลกแล้ว แสดงว่ายังไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริงเพราะคุณสมบัติที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แท้จริงแล้ว

สิ่งสำคัญก็คือ ผู้นำจะต้องพยายามศึกษา เรียนรู้ ฝึกฝน เพียรพยายามในการเขียน ในการพูด ในการปราศรัย  ในการชี้นำ ในการบรรยายธรรม ในการสร้างโครงการต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อการเผยแผ่ธรรม  เพราะสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจะสามารถส่งผลหรือเป็นแรงขับเคลื่อนต่อการเผยแผ่ธรรมที่ยิ่งใหญ่ได้   ดังนั้น ในตอนเริ่มแรกศรัทธา อาจจะยังอ่านไม่เก่ง พูดไม่เก่ง เขียนไม่เก่ง  แต่ถ้าติดตามหัวหน้าไปเรื่อย ๆ ก็จะได้รับการฝึกฝนอบรมวิธีการต่าง ๆ ทางด้านการปฏิบัติธรรม พร้อมกันนี้ ตัวเราเองก็พยายามต่อสู้ท้าทายกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่ายากหรือไม่อยากจะทำ โดยค่อย ๆ มีการแก้ไข ปรับปรุง ปฏิรูป จนสามารถกลายเป็นบุคคลที่มีความเก่งกาจ ทั้งทางด้านการพูด การปราศรัย การชี้นำ การบรรยายธรรม การวางโครงการ การเขียนบทความ ฯลฯ  ซึ่งสามารถทำได้ดีที่สุดและเก่งที่สุดนั่นเอง   ทั้งนี้ การต่อสู้ท้าทายกับตัวเองที่กล่าวมาแล้ว จึงเป็นการต่อสู้ท้าทายเพื่อพัฒนาให้ตัวเองเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ แม้ในตอนแรก อาจจะยังไม่สามารถทำได้มากมาย แต่เมื่อมีจิตใจกล้าหาญ มีการปฏิบัติและทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวอย่างเอาจริงเอาจัง มีลักษณะที่ว่านอนสอนง่าย จิตใจอ่อนน้อมถ่อมตน ในการติดตามผู้อาวุโสแล้ว ก็จะสามารถกลายเป็นผู้นำที่ดีได้ โดยตัวเราเองไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถมีสภาพชีวิต หรือมีความสามารถดีมากถึงเพียงนี้ได้ นี่ก็คือที่เรียกว่าการปฏิวัติชีวิตมนุษย์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่สามารถเก่งทั้งหมดทุกด้านดังที่กล่าวมา โดยอาจจะชำนาญหรือเก่งเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น บางคนปราศรัยเก่ง บางคนชี้นำเก่ง บางคนบรรยายธรรมเก่ง บางคนวางโครงการเก่ง บางคนเขียนบทความเก่ง  แต่ความสามารถดังกล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่ธรรม ต่อการชักชวนแนะนำธรรม ต่อการอธิบายธรรมให้แก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อผู้อื่น  ดังนั้น จะต้องยึดถือความสามารถที่เราชำนาญไว้เป็นแนวทางสำคัญในการปฏิบัติศรัทธาของตัวเราเอง  แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า จะต้องมีความศรัทธาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติ เพราะถ้าขาดความศรัทธาที่สืบทอดสายเลือดธรรมจากพระนิชิเร็นไดโชนิน หรือขาดจิตใจที่มีเจตนารมณ์เดียวกับอาจารย์อิเคดะแล้ว คุณสมบัติความเก่งกาจที่กล่าวมาทั้งหมด ก็จะกลับกลายเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบกระเทือนทางด้านที่ไม่ดี จึงเป็นการทำลายธรรม ทำลายชื่อเสียงของธรรม หรือชื่อเสียงของสมาคมไป  ด้วยเหตุนี้ ยุวชน นิสิตนักศึกษา ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสามารถดีมาก มีความเฉลียวฉลาด  มีลักษณะของสาวกปัจเจก  แม้ว่าจะเก่งหรือดีมากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าความศรัทธาไม่เข้มแข็ง ผิดพลาด อวดดี หรือเห็นแก่ตัวแล้ว ก็ไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดี    เพราะฉะนั้น หลักสำคัญ ก็คือ ผู้นำที่ดีจะต้องมีการศรัทธา ปฏิบัติ ศึกษา ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งสามประการ O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณสันทัด เจริญศิลป์ บูโจ(เสียชีวิต),  คุณมนต์ชัย ฮันโจ

                        คุณสมบูรณ์  คุณสมไชย  แซ่เตียว

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 11 มกราคม

            ขอให้ให้ความสำคัญที่สุดต่อผู้นำ เพราะนี่ก็คือการชี้นำที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง

 

อธิบาย

            เรื่องการให้ความสำคัญต่อผู้นำเท่ากับการชี้นำที่ยิ่งใหญ่ ก็หมายความว่า เมื่อพวกเราสามารถค้นพบผู้นำจากระบบการของเราแล้ว ขอให้พยายามอบรมสั่งสอน เอาใจใส่ ฝึกอบรม หรือพยายามสอนธรรมให้แก่เขา ไม่ว่าบุคคลคนนี้จะเป็นบุคคลประเภทใด มีความเป็นอยู่ที่ดีหรือไม่ก็ตาม แต่ขอให้ยกย่องเขาจากใจจริง และเอาใจใส่เขาอย่างเต็มที่ จนสามารถกล่าวได้ว่า เป็นการกระทำที่เสมือนหนึ่งชี้นำต่อบุคคลคนนี้ ให้สามารถพัฒนาเป็นผู้นำในอนาคตให้ได้นั่นเอง โดยให้เขาสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของสมาคม ซึ่งไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าเขาจะมีอาชีพ ตำแหน่งหน้าที่ ความเป็นอยู่ของครอบครัว ความรู้ ชื่อเสียง ฯลฯ อะไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ เขามีความต้องการธรรมอย่างจริงจัง มีความศรัทธาที่ว่านอนสอนง่าย มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ มีพลังศรัทธาพลังปฏิบัติเข้มแข็ง มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความเมตตารักใคร่ผู้อื่น พยายามอุทิศตนเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้ามีคุณสมบัติและจิตใจดังเช่นที่กล่าวมานี้ ก็จะสามารถเป็นผู้นำได้  ดังนั้น หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจึงมีหน้าที่ที่จะต้องค้นหาบุคคลเช่นนี้ให้พบ และพยายามเสริมสร้างอบรมให้เป็นผู้นำในอนาคต จนอาจจะมีหน้าที่สูงกว่าตัวเรา ก็ยินดีที่เขาจะได้เป็นผู้นำของสมาคม  และเมื่อสมาชิกคนนี้เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสมาคมแล้ว ในภายภาคหน้า ตัวเขาก็จะปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำชี้นำที่ตัวเขาเองเคยได้รับประสบการณ์มาก่อน และถ่ายทอดต่อผู้อื่นต่อไปได้ เมื่อนั้นแล้ว ผู้นำในระบบการก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่มีการขาดผู้นำในระบบการนั่นเอง

            ขณะเดียวกัน เมื่อหัวหน้าหรือผู้อาวุโสพยายามพัฒนาบุคคลให้เป็นผู้นำในอนาคตอยู่นั้น สมาชิกทั้งหลายก็จะสังเกตเห็นการกระทำหรือพฤติกรรมของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสได้ จึงเท่ากับเป็นการสอนวิธีการสร้างอบรมผู้นำให้สมาชิกทั่วไปได้เรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นการชี้นำที่ไม่ได้ใช้คำพูด แต่ให้มองเห็นจากพฤติกรรมหรือวิธีปฏิบัติของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสนั่นเอง

สรุปว่า สิ่งสำคัญก็คือ หนึ่งขณะจิตของหัวหน้าหรือผู้อาวุโส จะต้องมีความตั้งใจว่า ทำอย่างไรสมาชิกทั้งหลายจึงจะเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต ต้องมีความเชื่อมั่นว่า สมาชิกทั้งหมดในความดูแล ล้วนมีสิทธิ์เป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้ พยายามอธิษฐาน และมีจิตใจยกย่องสมาชิก ซึ่งเป็นจิตใจที่เมตตารักใคร่ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีความอวดดี ใหญ่โต และไม่ลืมการเผยแผ่ธรรมอยู่เสมอ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว การค้นพบและสร้างอบรมผู้นำก็จะบรรลุผลสำเร็จได้ 

เพราะฉะนั้น กล่าวได้ว่า หัวหน้าหรือผู้อาวุโสที่ดี คือผู้ที่สามารถฝึกอบรมคนรุ่นหลังให้กลายเป็นผู้นำที่ดีได้ และภายในระบบการของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสคนนี้ ก็จะมีผู้นำเกิดขึ้น และเจริญเติบโตอย่างมากมายได้นั่นเองO

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณวิชัย กรุ๊ปโจ,  คุณวีรชัย กรุ๊ปโจ, คุณประเสริฐ หาญธงทัศน์ บูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 10 มกราคม

            ก่อนอื่น ขอให้สวดไดโมขุด้วยจังหวะที่ถูกต้อง กังวานแจ่มใส ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ พร้อมกันนี้ ขอให้พูดคุยกับคนรุ่นหลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตั้งใจรับฟังเรื่องต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย

 

อธิบาย

            การสวดไดโมขุ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องสวดด้วยน้ำเสียงที่กังวานแจ่มใส จังหวะมีชีวิตชีวา ซึ่งเป็นเสียงสวดที่ไม่ว่าใครเมื่อได้ยินแล้ว จิตใจก็รู้สึกสดชื่น ร่าเริง  น้ำเสียงและจังหวะเช่นนี้เป็นการสวดที่ดีมากในการปฏิบัติของเรา เพราะการสวดไดโมขุเป็นการปฏิบัติที่ทำให้โลกพุทธที่ซ่อนอยู่ในชีวิตของเราปรากฏออกมาได้  ดังนั้น ถ้าสวดด้วยน้ำเสียงที่ไม่กังวานแจ่มใส ไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีพลังชีวิต จังหวะไม่ถูกต้องแล้ว ชีวิตของเราก็ไม่สามารถมีกระแสจิตติดต่อกับชีวิตของโงะฮนซน  โลกพุทธที่ซ่อนอยู่ในชีวิตก็ปรากฏออกมาได้ยาก ในขณะเดียวกัน ถ้าระหว่างที่สวดไดโมขุ หรือหลังจากสวดเสร็จแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้น ไม่รู้สึกสดชื่นร่าเริงขึ้น แสดงว่า โลกพุทธในชีวิตของบุคคลผู้นี้ไม่สามารถปรากฏออกมา เพราะฉะนั้น เมื่อหันหน้าสวดไดโมขุต่อโงะฮนซน อธิษฐานอุทิศชีวิตและความปรารถนาต่อโงะฮนซนอย่างเอาจริงเอาจัง จึงเป็นลักษณะที่สำคัญมาก

            พร้อมกันนี้ เมื่อเรามีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราปรารถนาหรือสิ่งที่เราอธิษฐานจะต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอนแล้ว แม้จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ตกใจ ไม่คิดสงสัย ไม่ท้อถอยหรือหมดหวัง ก่อนอื่น จะต้องไปนั่งต่อหน้าโงะฮนซน ตั้งใจสวดไดโมขุอย่างเต็มที่ด้วยความเชื่อมั่น ซึ่งแสดงถึงลักษณะที่แท้จริงของการปฏิบัติของเรา   ตรงกันข้าม ถ้ามีเรื่อง มีปัญหา มีอุบัติเหตุ หรือชะตากรรมชั่วเกิดขึ้น ก็ตกอกตกใจ ไม่มีความเชื่อมั่น คิดว่าสิ่งที่อธิษฐานต่อโงะฮนซนคงจะแก้ไขไม่ได้ เสียงสวดไดโมขุจึงไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีพลังชีวิต จังหวะไม่ถูกต้อง น้ำเสียงไม่กังวานแจ่มใส สภาพชีวิตอ่อนแอ หมดหวัง วิตกกังวล    สองจิตสองใจ ไม่สามารถตัดสินใจ ซึ่งเป็นเสียงที่มีความสงสัย ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แม้โงะฮนซนจะมีพลังหรืออานุภาพมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจปรากฏออกมาได้อย่างเต็มที่  เพราะพลังของผู้ปฏิบัติหรือผู้อธิษฐานไม่เข้มแข็ง ไม่มีความแน่วแน่มั่นคง  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะแสดงปรากฏออกมาที่น้ำเสียงของการสวดไดโมขุ 

กล่าวได้ว่า  ผู้ที่เชื่อมั่นว่า สิ่งที่ปรารถนาจะสามารถสำเร็จได้ เสียงสวดไดโมขุก็จะมีจังหวะที่ถูกต้อง น้ำเสียงกังวานแจ่มใส ส่วนผู้ที่ไม่มีความเชื่อมั่น หรือไม่มั่นใจนั้น การสวดไดโมขุจะไม่เป็นจังหวะ เสียงสวดก็ไม่มีชีวิตชีวา   เพราะฉะนั้น น้ำเสียงในการสวดไดโมขุ จึงเป็นลักษณะหรือท่าทีที่สำคัญในการปฏิบัติสวดมนต์นั่นเอง  ซึ่งขณะปัจจุบัน จะสามารถกำหนดได้ว่า ภายหลังจะได้รับชัยชนะ หรือพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคมาร จากเสียงในการสวดไดโมขุในขณะนี้นั่นเอง

เมื่อสมาชิกมีปัญหาหรือชะตากรรมชั่วปรากฏออกมา และขอคำชี้นำจากหัวหน้าหรือผู้อาวุโส ตอนนั้นหัวหน้าหรือผู้อาวุโสจะต้องรับฟังปัญหาทุกข์ใจ ความลำบากใจของเขาทั้งหมด พูดคุยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป นี่คือวิธีที่สำคัญในการชี้นำ พร้อมกันนี้ แม้ปัญหาที่ขอคำปรึกษา อาจจะเป็นเรื่องราวที่หัวหน้าหรือผู้อาวุโสเองไม่เคยมีประสบการณ์ ไม่เคยพบเห็นมาก่อนก็ตาม ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกด้วยจิตใจเชื่อมั่นในความศรัทธา ชี้นำให้เขายึดถือโงะฮนซน และปฏิบัติตามธรรมแล้ว ไม่ว่าปัญหาอะไร ล้วนสามารถแก้ไขได้เรียบร้อยหมดทุกอย่าง โดยรับฟังเรื่องราวทั้งหมด แล้วค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ อธิบายแก่เขา

อย่างเช่น บางคนเคยปฏิบัติศรัทธาอย่างขยันขันแข็ง พยายามชักชวนแนะนำธรรมให้แก่ผู้อื่นอย่างมากมาย ทำงานพระทุกวัน  แต่ปัจจุบัน เลิกสวดมนต์ เลิกทำงานพระ ซึ่งถอยศรัทธาไปแล้วก็มี  ถ้ามองดูโดยผิวเผินก็จะบอกว่า ความศรัทธาของเขาใช้ไม่ได้ อ่อนแอ  อันที่จริง ไม่ว่าใคร ทุกคนล้วนจะต้องมีเหตุผลของเขา ที่ทำให้ปัจจุบันเลิกปฏิบัติ แต่เขาไม่เล่าให้ใครฟัง เก็บเอาไว้ในใจ อ้างเพียงแค่ว่า ไม่มีเวลา จึงไม่ได้ปฏิบัติศรัทธา แต่ถ้าหัวหน้าอธิษฐานต่อโงะฮนซน ขอให้เขาเริ่มกลับเข้ามาต่อสู้ใหม่ ฟื้นความศรัทธาขึ้นมาใหม่ให้ได้ ขยันไปเยี่ยมเยียน แม้ครั้งแรกเขาอาจจะไม่ค่อยชอบใจ  ก็ยังคงอธิษฐานและไปเยี่ยมเยียนด้วยความอดทน โดยมีจุดมุ่งหมายให้เขาฟื้นความศรัทธาขึ้นมาใหม่ให้ได้ มีการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสรับฟังเรื่องราวของเขาเรื่อย ๆ รับทราบถึงสาเหตุที่เขาศรัทธาอ่อนแอลงหรือท้อถอยไป ซึ่งค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งในที่สุด เขากลับมาเริ่มศรัทธาใหม่อีกครั้งได้สำเร็จ

แต่ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสใจไม่กว้าง อดรนทนไม่ไหว จะไม่สามารถค่อย ๆ พูดคุยกับเขา ไม่รับฟังความกลุ้มใจทั้งหมดของเขา เอาแต่บังคับ หรือให้คำชี้นำที่เข้มงวดแก่เขา ว่ากล่าวที่เขาไม่ปฏิบัติตาม ไม่ยอมรับฟังสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาศรัทธาอ่อนแอหรือถอยศรัทธา ถ้าทำเช่นนี้แล้ว ก็ไม่มีหวังที่จะทำให้เขาฟื้นความศรัทธากลับมาใหม่ได้สำเร็จ ถึงแม้ว่า เมื่อมองดูจากหัวหน้าหรือผู้อาวุโสแล้ว เหตุผลที่ทำให้เขาศรัทธาอ่อนแอหรือท้อถอยไปจะดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ของเขาก็ได้  เช่น บางครั้งเป็นเรื่องที่เกิดจากอคติจิต ความอิจฉา ความไม่พอใจ หรือความเกลียดชัง ต่อสมาชิกหรือหัวหน้า  หากได้รับฟังแล้ว ก็มีโอกาสอธิบายให้เขาเข้าใจ เมื่อเขามีความเข้าใจได้อย่างถูกต้องแล้ว ก็สามารถฟื้นความศรัทธาขึ้นมาใหม่    ดังนั้น หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจะต้องมีความเมตตารักใคร่ ซึ่งเป็นจิตใจที่โอบอุ้มจึงเป็นสิ่งสำคัญ  ถ้าเรื่องนี้สามารถทำได้แล้ว ปัญหาทั้งหมดจึงจะสามารถแก้ไขได้อย่างแท้จริง  เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่ชี้นำเก่งเท่ากับผู้ที่รับฟังเก่งด้วย O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ คุณอนุชา พฤกษานนทชัย กรุ๊ปโจ,  คุณภัทรัตน์ อุดมอิทธิเสถียร กรุ๊ปโจ, คุณประสิทธิ์ กรุ๊ปโจ

                        คุณสมไชย  คุณสมบัติ  แซ่เตียว

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 9 มกราคม

            หัวหน้าจะต้องไม่วางท่าเป็นอันขาด ขอให้พูดคุยกันและให้การโอบอุ้มต่อผู้คนทั้งหลาย

 

อธิบาย

            ความศรัทธาหรือความเชื่อมีอยู่หลายแบบด้วยกัน เช่น ความศรัทธาหรือความเชื่อที่ถูกต้อง ความศรัทธาหรือความเชื่อที่หลงผิด ความศรัทธาหรือความเชื่อแบบงมงาย ความศรัทธาหรือความเชื่อแบบผิด ๆ  เป็นต้น  ถ้าหัวหน้าไม่มีความศรัทธาหรือความเชื่อที่ถูกต้องแล้ว ก็จะกลายเป็นความอวดดี เห็นแก่ตัว หรือมีความเชื่อแบบผิด ๆ ทำให้กลายเป็นคนวางท่าได้ง่าย

อย่างเช่น ความศรัทธาที่หลงผิด จะทำให้ใช้ความคิดของตนเองเป็นหลัก แล้วนำความคิดของตนมาผสมปนเปกับหลักธรรมที่ถูกต้อง จากนั้นก็นำไปสั่งสอนหรือชี้นำ โดยมีจุดประสงค์อยู่ที่การสร้างชื่อเสียงของตัวเอง 

ความศรัทธาที่งมงาย ก็คือ ไม่มีการประพฤติปฏิบัติตามสามัญสำนึก เป็นผู้ที่ไม่มีสามัญสำนึก ไม่ศึกษาธรรมอย่างแท้จริง  ทำให้การกระทำหรือการเคลื่อนไหวดำเนินไปในลักษณะที่ขาดสามัญสำนึก อาทิเช่น อ้างว่า เรายึดถือโงะฮนซนแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำงานก็ได้ ถ้านั่งสวดมนต์ต่อโงะฮนซนได้ทั้งวันก็สามารถมีความสุขได้ หรือเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ต้องไปพบแพทย์ ก็หายได้เอง จึงไม่ต้องรับประทานยา ซึ่งแนะนำหรือชี้นำเช่นนี้ต่อสมาชิก  หรืออ้างว่า ได้ข่าวมา หรือได้ยินคนอื่นบอกว่า ศาสนานั้นดี ศาสนานี้ดี ก็เชื่อไปหมด โดยไม่ใช้เหตุผลในการไตร่ตรอง บางครั้งจึงเชื่อเรื่องผีสางได้ง่าย 

ความศรัทธาที่ผิด ก็คือมีความคิดว่า การนับถือศาสนาคือการพึ่งพาเพื่อให้ตนเองได้รับกำไรหรือผลประโยชน์ เช่น เวลาทำการค้า ก็จะพึ่งพาอาศัยระบบการ อาศัยตำแหน่งหน้าที่ของหัวหน้าบังคับให้สมาชิกต้องซื้อสินค้าของตน หยิบยืมเงินจากสมาชิก ชักชวนให้ร่วมเล่นแชร์ ซึ่งเป็นความศรัทธาแบบพึ่งพานั่นเอง

ลักษณะความศรัทธาต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างมานี้ ไม่ใช่สภาพชีวิตของโลกโพธิสัตว์หรือโลกพุทธเป็นพื้นฐาน แต่เป็นการกระทำหรือการเคลื่อนไหวที่มีสภาพชีวิตของ 4 โลกชั่วหรือ 6 โลกแรกเป็นพื้นฐาน ซึ่งสภาพชีวิตเช่นนี้มักจะพ่ายแพ้มารได้ง่าย พ่ายแพ้ต่อชีวิตที่สกปรกของตนเอง เป็นพฤติกรรมและลักษณะของผู้ที่ไม่ได้ยึดถือธรรมเป็นหลัก แต่ยึดถือความนึกคิดของตัวเองเป็นหลัก จึงเกิดการวางท่าต่อสมาชิกได้ง่าย

หัวหน้าที่มีความศรัทธาที่ถูกต้องจะมีความเข้าใจว่า สมาชิกทั้งหลายเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินและลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะเหมือนกันหมด ดังนั้น แม้ว่าจะมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าขั้นสูงเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิ์วางท่าต่อสมาชิก  จะต้องโอบอุ้มสมาชิกทั้งหลาย และส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกอย่างสม่ำเสมอ 

จึงสามารถกล่าวได้ว่า หัวหน้าที่วางท่า ไม่ใช่หัวหน้าที่แท้จริง มีแต่พึ่งพาอาศัยอำนาจหรือตำแหน่งของตัวเอง  อีกทั้ง ไม่มีความเข้าใจต่อความศรัทธาหรือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงได้แต่อวดอ้างตำแหน่งของตน เพื่อให้สมาชิกเห็นความสำคัญว่า ผมมีหน้าที่เป็นหัวหน้าขั้นนี้  คุณจะต้องฟังคำสั่งของผม ซึ่งกลายเป็นผู้บังคับบัญชาของสมาชิก ไม่มีความเมตตากรุณาที่แท้จริง จึงมักแสดงความโมโห หรือวางท่าใส่สมาชิก

แต่ในบางครั้งบางกรณี ด้วยเจตนารมณ์ที่จะสร้างอบรมผู้นำในอนาคต หัวหน้าที่มีความศรัทธาที่ถูกต้องบางครั้งก็อาจจะชี้นำเข้มงวด ลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่การวางท่าใหญ่โต เพราะต้องการสร้างอบรมให้สมาชิกเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต จึงอาจให้คำชี้นำที่เข้มงวด เพื่อชี้ให้เขาสามารถมองเห็นหรือรู้ตัวถึงข้อบกพร่องหรือปมด้อย จะได้เกิดการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเป็นการชี้นำในเรื่องที่เห็นความจำเป็นจริง ๆ จึงได้มีความเข้มงวด  ทั้งนี้ กรณีเช่นนี้ถือเป็นกรณีพิเศษ  แต่โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว มาตรฐานก็คือ ไม่ต้องเข้มงวดกับสมาชิกถึงเพียงนี้

พูดถึงการตักเตือนผู้อื่น อาจารย์อิเคดะเคยชี้นำไว้ว่า ถ้าเขารู้ตัวว่าทำผิด หัวหน้าก็ไม่ต้องตักเตือนเขาอีก แต่ถ้าเขาไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรผิด หัวหน้าก็จะต้องตักเตือน นี่คือลักษณะที่สำคัญของหัวหน้า หมายความว่า สมมติว่า เจ้าหน้าที่หรือสมาชิกพูดหรือทำผิด และเขาก็รู้ตัวด้วยว่า ทำผิดหรือพูดผิดไป แสดงว่า เขาได้ตัดสินใจว่า ต่อไปเขาจะไม่พูดหรือทำเช่นนี้อีก ดังนั้น ที่พูดหรือทำไปแล้วก็ไม่เป็นไร     แต่หัวหน้าที่ไม่มีความเมตตา ก็จะยังด่าว่าหรือตำหนิทั้ง ๆ ที่เขารู้ตัวแล้ว โดยอ้างว่า ที่เขารู้ตัวนั้น รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ และชี้นำตักเตือนหรือดุว่าอย่างเข้มงวดซ้ำอีก ถ้าทำเช่นนี้แล้ว เขาก็อาจจะเกิดความน้อยใจ โมโห หรือเกิดอคติจิตต่อหัวหน้าได้ง่าย โดยคิดในใจว่า ก็ผมรู้แล้ว ทำไมหัวหน้ายังต้องมาตักเตือนอย่างเข้มงวดอีก  และทำให้ผู้นำที่ดีในอนาคตหายไป หรือศรัทธาอ่อนแอลง หรือถอยศรัทธาไปเลยก็มี  ตรงกันข้าม เมื่อเขาทำหรือพูดผิดไป และก็รู้สึกตัวแล้ว แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า หัวหน้าคงจะดุว่าหรือตักเตือนผม ซึ่งเตรียมใจยอมรับไว้แล้ว แต่หัวหน้ากลับไม่ได้ดุว่าหรือตักเตือน เขาก็จะเกิดความรู้สึกขอบคุณต่อหัวหน้า รู้สึกถึงความเมตตาของหัวหน้า  จึงพยายามทำงานพระอย่างเต็มที่ต่อไปได้

ในทางกลับกัน ถ้าเขาไม่รู้ตัวว่าได้ทำเรื่องผิดพลาด คิดว่า ทำอย่างนั้นดีแล้ว เรียบร้อยอยู่แล้ว  หัวหน้าก็จะต้องตักเตือนต่อเขา  ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่า ถ้าปล่อยไปแล้ว เขาก็อาจจะเกิดความอวดดีว่า ผมมีฝีมือ ผมเก่ง ความศรัทธาของผมดีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรผิดพลาดเลย ดีไปหมดทุกอย่าง  ลักษณะเช่นนี้จะกลายเป็นความอวดดีได้ง่าย และต่อไปก็ทำผิดพลาดอีกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น กรณีที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวว่าทำผิด ถ้ามีหัวหน้าตักเตือนให้เขารู้ตัวแล้ว ต่อไปจะได้ไม่คิดผิด ไม่ใช้วิธีการผิด ๆ ที่ไม่มีความละเอียดถี่ถ้วน ก็จะทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้  นี่คือวิธีการที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม โดยหลักแล้ว ผู้นำหรือหัวหน้าจะต้องมีสภาพชีวิตและความนึกคิดที่เมตตารักใคร่เป็นพื้นฐาน  ถ้าไม่เป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะพ่ายแพ้มาร กลายเป็นคนอวดดี ใหญ่โต ซึ่งพ่ายแพ้ตัวเองได้ง่าย ๆ นั่นเอง O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณพงษ์  แซ่โซว คูมิโจ,  คุณประสิทธิ์  ก่อกิจรัตนกุล  ฟุขุโซบูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 8 มกราคม

            ขอให้ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น (ทำวัตร) อย่างเต็มที่  กรุณากำหนดนัดล่วงหน้าอย่างรอบคอบ  กรุณาให้คำชี้นำอย่างละเอียดถี่ถ้วน และขอให้ก้าวหน้าในการต่อสู้เพื่อการก่อสร้างที่สง่าผ่าเผย

 

อธิบาย

            ในการต่อสู้ให้ก้าวหน้าเพื่อมุ่งสู่การก่อสร้างนั้น เงื่อนไขที่สำคัญก็คือ มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างสม่ำเสมอ  ส่งเสริมกำลังใจโดยให้คำชี้นำส่วนตัว  และดำเนินงานตามที่ได้มีการกำหนดนัดไว้ล่วงหน้า   ถ้าไม่มีครบ 3 ข้อนี้แล้ว ไม่ว่าจะต่อสู้อย่างมากมายเพียงไร มีเจ้าหน้าที่มากเพียงไร แต่ก็ไม่สามารถที่จะก้าวหน้าได้อย่างสง่าผ่าเผย

            การสวดมนต์เช้า-เย็นจะต้องตั้งใจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอธิษฐานที่ลึกซึ้งและเข้มแข็งคือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นการสร้างรากฐานสำคัญของชีวิต หมายความว่า เมื่อสร้างรากฐานที่ดีงามของชีวิตไว้แล้ว แม้จะมีอุปสรรค อุบัติเหตุ ความทุกข์ หรือกิเลส หรือร้ายแรง ต่าง ๆ เกิดขึ้นก็ตาม รากฐานที่ดีงามก็ยังคงดำรงอยู่โดยไม่ได้หายไปไหน กลับจะสามารถทำให้ความทุกข์ยากเหล่านั้นแปรเปลี่ยนจากพิษกลายเป็นยาได้  คือ ยิ่งมีความยากลำบาก ก็ยิ่งมีพลังชีวิตมากขึ้น เข้มแข็งขึ้น

กล่าวได้ว่า การต่อสู้ให้สามารถได้รับชัยชนะทางด้านธรรมนั้น ไม่ใช่ด้วยการคิดค้นหาวิธีหรืออยู่ที่การดำเนินการ แท้จริงแล้ว ต้องยึดถือความศรัทธา และได้รับชัยชนะด้วยความศรัทธาที่เป็นลักษณะที่เป็นจริงของการปฏิบัติของตนเอง ซึ่งถ้าลืมความศรัทธาต่อโงะฮนซน เมินเฉยต่อการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นแล้ว ย่อมไม่อาจทำได้สำเร็จ 

แม้จะเป็นคนฉลาดมากเพียงไร มีความรู้มากมายเพียงไร มีความสามารถเก่งกาจเพียงไร ถ้าไม่สร้างความดีงามเป็นรากฐานของชีวิต คือไม่ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นประจำแล้ว ในช่วงแรก ๆ ก็อาจจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ 5 ปี 10 ปี 20 ปีภายหลัง จะปรากฏความแตกต่างให้เห็นได้อย่างเด่นชัด  ดังนั้น ถ้าใช้แต่ความคิดของตนเอง วางแผนด้วยสมองของตนเองเท่านั้น โดยไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นพื้นฐาน สุดท้ายแล้ว ก็จะผิดพลาดเสียหาย และพ่ายแพ้ไปในที่สุดอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ เมื่อสวดมนต์เช้า-เย็น การอธิษฐานอย่างเต็มที่ด้วยจิตใจที่รอบคอบ  ปรึกษากับโงะฮนซนในทุก ๆ เรื่องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

เมื่ออาจารย์อิเคดะเป็นหัวหน้ายุวชน ก่อนที่จะเป็นนายกสมาคมคนที่ 3  ท่านเป็นผู้รับชอบที่โอซาก้า ดูแลสมาชิกโอซาก้าแค่เดือนเดียว ก็สามารถชักชวนแนะนำธรรมได้มากเป็นประวัติการณ์ ถึง 11,111 ครอบครัวในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นชัยชนะที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ได้เลย โดยก่อนหน้านั้น ในวันที่ 2 มกราคม เมื่อท่านไปวัดใหญ่กับอาจารย์โทดะ ได้อธิษฐานต่อไดโงะฮนซน โดยสำนึกได้ว่า วิธีการปฏิบัติของสมาคมเรา จะต้องเป็นดังข้อความธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ที่กล่าวไว้ว่า “จงใช้ยุทธวิธีของสัทธรรมปุณฑริกสูตรดีกว่ายุทธวิธีอื่นใด”  จึงสามารถกล่าวได้ว่า สาเหตุของชัยชนะอันยิ่งใหญ่ก็มาจากการสวดมนต์เช้าต่อหน้าไดโงะฮนซน ที่วัดใหญ่ไทเซขิจิ ด้วยคำอธิษฐานที่แน่วแน่นั่นเอง  ดังนั้น ถ้าเมินเฉยต่อการสวดมนต์เช้า-เย็นแล้ว ย่อมไม่อาจมีชัยชนะที่แท้จริง

สำหรับเรื่องกำหนดนัดล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ถือได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่  เพราะถ้าไม่มีการกำหนดรายการ การนัดหมายที่ชัดเจน ละเอียดถี่ถ้วน และรอบคอบแล้ว บางคนอาจเข้าใจผิดพลาด บางคนอาจคิดผิดพลาด บางคนอาจหลงลืม ทำให้การประสานงานไม่แน่นแฟ้น และไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  หากเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อถึงวันงานประชุมก็ดี วันแสดงงานวัฒนธรรมก็ดี จึงมักจะเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อผิดพลาดต่าง ๆ นานาเกิดขึ้นได้ ทำให้งานนั้น ๆ ไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ การกำหนดนัดล่วงหน้าอย่างรอบคอบและแน่นแฟ้นให้ละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญทีเดียว

ส่วนการให้คำชี้นำอย่างละเอียดถี่ถ้วนนั้น สมาชิกทั้งหลายต่างคนต่างก็คงต้องมีเรื่องที่เป็นห่วงกังวล กลัดกลุ้มใจ หรือปัญหาต่าง ๆ นานา อีกทั้งมีอุปนิสัย ลักษณะพื้นฐานชีวิต ความรู้ การงานอาชีพ ฐานะของครอบครัวที่แตกต่างกัน  ดังนั้น ในเวลาที่ร่วมกันต่อสู้รณรงค์ หัวหน้าจึงควรจะต้องรู้จักความเป็นอยู่ ปัญหาที่ทุกข์ใจ และอื่น ๆ ของสมาชิกเป็นอย่างดี พร้อมกับให้คำชี้นำอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้สมาชิกหมดความกังวล บังเกิดความหวังในอนาคต  และส่งเสริมกำลังใจให้สมาชิกสามารถต่อสู้ได้อย่างร่าเริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้ได้แล้ว สมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ทั้งหลายย่อมไม่สามารถต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังให้เต็มกำลังความสามารถ 

เพราะฉะนั้น การมีพร้อมทั้ง 3 ข้อที่กระทำได้อย่างเรียบร้อยและแน่นแฟ้นแล้ว ก็จะสามารถต่อสู้ให้เกิดชัยชนะ และก่อสร้างการเผยแผ่ธรรมได้สำเร็จแน่นอน O     

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณพรศักดิ์ กรุ๊ปโจ,  คุณพรเทพ กรุ๊ปโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 7 มกราคม

            ชีวิตมนุษย์นั้นยาวนาน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็ขอให้อดทน และขอให้เชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า กำลังเดินอยู่บนวิถีทางที่มุ่งสู่ชัยชนะโดยไม่มีอะไรให้หวนเสียใจภายหลัง

 

อธิบาย

ในชั่วชีวิตมนุษย์ที่ยาวนาน ไม่ว่าใครล้วนต้องพบกับความทุกข์ต่าง ๆ อันได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ การประจวบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ การไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์ และโดยรวมยอดขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ซึ่งไม่ว่ามนุษย์จะรู้หรือไม่รู้ ยึดถือธรรมหรือไม่ยึดถือธรรม เชื่อศาสนาหรือไม่เชื่อศาสนา ก็ไม่อาจหลีกหนีจากความทุกข์ 8 เหล่านี้ อันเป็นกฎของจักรวาลที่เข้มงวดไปได้

หากแต่ว่า ในเวลาที่ต้องพบกับความทุกข์เหล่านี้ ถ้าสภาพชีวิตมั่นคง พลังชีวิตเข้มแข็ง มีชีวิตชีวา ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมแตกต่างกันไปราวฟ้ากับดิน กล่าวคือ ถ้ามีพลังชีวิตเข้มแข็ง แม้จะมีความทุกข์ 8 นี้เกิดขึ้น หรือมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ก็จะไม่พ่ายแพ้ ซึ่งไม่ใช่หลีกหนีจากความทุกข์  แต่จะต้องมีจิตใจกล้าหาญและต่อสู้ท้าทายกับความทุกข์ของตัวเองให้ได้ จนสามารถข้ามพ้นความทุกข์ไปได้ จนในที่สุด สามารถมีความสุขที่แท้จริง  นี่คือเรื่องสำคัญและเป็นจุดมุ่งหมายที่เรานับถือศรัทธาในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน

แต่ผู้ที่ไม่ได้ยึดถือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงจะไม่สามารถต่อสู้ท้าทายกับความทุกข์ 8 ชนิดนี้ จะยอมแพ้ รู้สึกหมดหวังในอนาคต จนบางคนฆ่าตัวตาย หรือหันไปหาสิ่งเสพติด เช่น ติดยา ติดเหล้า บางคนก็หนีหายจากสังคม หรือทำตัวเป็นอันธพาล  หรือบางคน เกิดความท้อแท้สิ้นหวังต่อชีวิตจนล้มป่วยก็มี  ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่รู้ธรรม กับผู้ที่ไม่รู้ธรรม เมื่อพยายามดำเนินชีวิตมนุษย์ให้ผ่านพ้นไป ก็ย่อมจะได้รับผลที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน  นี่จึงเป็นเหตุผลที่มนุษย์มีการนับถือศาสนานั่นเอง

หลักพื้นฐานที่แท้จริงและมีความสำคัญในการนับถือศาสนาก็คือ ความศรัทธาที่เชื่อมั่น ถ้าผู้ศรัทธาหรือลูกศิษย์ทั้งหลายไม่มีความเชื่อมั่นแล้ว แม้ว่าโดยผิวเผินจะมีความขยันปฏิบัติศรัทธา ขยันทำงานพระ ขยันสวดมนต์ แต่พอมีความทุกข์ 8 เกิดขึ้น ก็ล้มเลิกความศรัทธา หรือท้อถอยไปโดยง่าย   ตรงกันข้าม ผู้ที่มีความเชื่อศรัทธาอย่างมั่นคงแน่วแน่นั้น แม้ว่าทุกวันไม่มีอะไรเห็นเด่นชัด แต่เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้น ตอนนั้นก็จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่มีความสงสัย ไม่มีการท้อถอย พยายามต่อสู้กับความทุกข์ต่าง ๆ  และในระหว่างที่พบกับความยากลำบากมากมาย ก็สามารถอดทนต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน

อาจารย์โทดะจึงชี้นำไว้ว่า “ความศรัทธาก็คือความเชื่อมั่นนั่นเอง” เพราะชีวิตมนุษย์ในชาตินี้มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ความทุกข์ที่พานพบก็ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จิตใจจึงมีความกังวล หวั่นไหว ไม่มั่นใจว่าจะสามารถต่อสู้ แก้ไข หรือข้ามพ้นไปได้หรือไม่ ซึ่งเป็นความรู้สึกธรรมดา ๆ ของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว  หรือแม้ว่าจะมีโอกาสได้นับถือศรัทธาในธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง แต่ถ้าไม่มีความเชื่อมั่นในความศรัทธาแล้ว ความคิดอ่านก็ไม่ต่างไปจากผู้ที่ไม่ได้นับถือศรัทธา กล่าวคือ แม้จะได้รับโงะฮนซน ซึ่งเป็นธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง แต่ถ้ามีความสงสัย จิตใจขี้ขลาด ก็ย่อมไม่สามารถท้าทายต่อสู้ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ในที่สุด ก็พ่ายแพ้ต่อความทุกข์ 8  มีแต่การบ่นว่า วิพากษ์วิจารณ์ สิ้นหวังต่ออนาคต ซึ่งเป็นชีวิตที่พ่ายแพ้ต่อตัวเองและพ่ายแพ้สิ่งแวดล้อม 

ในทางกลับกัน แม้ว่าจะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ถ้ามีความศรัทธาที่เชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นแล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถอดทนได้อย่างเข้มแข็ง และมีความเชื่อมั่นว่า แม้ขณะนี้จะมีความทุกข์ยากลำบาก แต่ในที่สุดจะสามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นท่าทีที่มีความหวังต่ออนาคตแล้ว หนึ่งขณะจิตก็จะสร้างเหตุที่ดี ทำให้ได้รับผลตอบสนองที่ดีในอนาคต พร้อมกันนี้ ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้รับ กลับจะทำให้เราสามารถแก้ไขปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม หรือมีความศรัทธาเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิม

อย่างเช่น ถ้านำเมล็ดพืชเก็บไว้ในกล่อง หรือห่อสำลี และวางไว้บนโต๊ะ แม้วันเวลาจะผ่านไปกี่เดือน กี่ปี เมล็ดนั้นก็ไม่มีวันงอกขึ้นมาเป็นต้นไม้ได้  แต่ถ้านำเมล็ดนั้นลงปลูกในดินที่ดำสกปรก ใส่ปุ๋ยที่มีกลิ่นเหม็น ก็สามารถเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ได้ ถ้ารังเกียจดินหรือปุ๋ยแล้ว ก็ไม่สามารถเติบโตขึ้นมาได้   ความทุกข์ต่าง ๆ จึงเปรียบได้กับดินกับปุ๋ยที่หล่อเลี้ยงให้เราเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้และยึดถือโงะฮนซน จะต้องมีความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะต้องไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง จะต้องพยายามอดทน และต่อสู้ต่อไป  นี่คือสิ่งสำคัญในการปฏิบัติศรัทธาของเรา เช่นนี้แล้ว จึงจะเป็นชีวิตมนุษย์ที่ได้รับชัยชนะ O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณสมชาย  กรุ๊ปโจ,  คุณพงศ์ศักดิ์  คูมิโจ,  คุณวิชัย  ฮันโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 6 มกราคม

            หนึ่งปีนี้ ขอให้ไม่มีอุบัติเหตุเด็ดขาด หนึ่งปีนี้ ขอให้จัดประชุมสนทนาธรรมให้เรียบร้อยเพื่อระบบการที่เข้มแข็งมั่นคง หนึ่งปีนี้ขอให้พัฒนางานทั้งหมดโดยตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ถี่ถ้วน พร้อมกันนี้ ขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับสังคม

 

อธิบาย

เมื่อขึ้นปีใหม่ ทุกคนก็เปรียบเหมือนกับได้รับกระดาษขาวเปล่า ๆ กันคนละใบ เพื่อเขียนประวัติการต่อสู้ของตนเองในระหว่างหนึ่งปี บางคนก็สามารถเขียนประวัติทองคำล้ำค่า ประวัติของการสะสมบุญวาสนา ประวัติความเจริญก้าวหน้า ต่าง ๆ นานาไว้เต็มหน้า ในขณะที่บางคนที่เกียจคร้าน ก็อาจจะไม่มีอะไรเขียนไว้ในกระดาษเลย  ซึ่งการที่จะมีความเจริญก้าวหน้า การที่จะสร้างประวัติศาสตร์ทองคำหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับชีวิตของแต่ละคน ๆ นั่นเอง  โดยเริ่มต้นจากวันขึ้นปีใหม่อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน เริ่มต้นก็เริ่มขึ้นพร้อม ๆ กัน หากแต่ว่า มีข้อความที่บันทึกไว้อย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง

หัวหน้าท่านหนึ่ง จะให้สมาชิกเขียนความตั้งใจ หรือเป้าหมายของตัวเองไว้ในวันขึ้นปีใหม่ แล้วเก็บรวบรวมไว้ด้วยกัน จนถึงสิ้นปี ก็คืนให้แต่ละคนสำรวจตัวเองว่า สามารถทำตามความตั้งใจหรือเป้าหมายได้สำเร็จมากเพียงใด  วิธีนี้ทำให้สามารถเข้าใจแจ่มแจ้งว่า ในหนึ่งปีได้มีการต่อสู้มากมายเพียงใด เป้าหมายสำเร็จเรียบร้อยเพียงใด นับว่าเป็นวิธีที่มีประโยชน์ทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ การตั้งเป้าหมายหรือความตั้งใจของการต่อสู่ในปีนี้ ถ้าดำเนินชีวิตเหมือนปีที่แล้ว โดยไม่มีเป้าหมายหรือความตั้งใจแล้ว แสดงว่าตัวเองไม่มีการเจริญก้าวหน้า ความศรัทธาไม่ได้เข้มแข็งหรือลึกซึ้งมากกว่าปีที่แล้ว ทุกอย่างมีแต่เหมือนเดิมไปเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ   ดังนั้น วันขึ้นปีใหม่ จึงเป็นโอกาสที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขท่าทีจิตใจใหม่ เป็นโอกาสที่มีประโยชน์ต่อเราและสร้างคุณค่าได้มากมาย ดังนั้น การมีเป้าหมายกับการไม่มีเป้าหมาย จึงทำให้เห็นได้ถึงความเป็นผู้นำ หรือเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ๆ

ปีนี้เป็นปีที่จะสร้างอบรมผู้นำ มีภาษิตจีนกล่าวว่า “ถ้าคิดถึงอนาคตหนึ่งปี ให้ปลูกข้าว ถ้าคิดถึงอนาคตในสิบปีข้างหน้า ให้ปลูกต้นไม้  ถ้าคิดถึงอนาคตหมื่นปี ให้สร้างอบรมผู้นำ" กล่าวคือ การต่อสู้ของสมาคมเราก็คือการต่อสู้เพื่อเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ต้องใช้เวลานานหลายสิบปี หลายร้อยปี หรืออาจจะหลายพันปีก็ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องสร้างอบรมผู้นำซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้ของเรา

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้นำที่ดีมากมายเพียงไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ระมัดระวัง จนต้องพบกับอุบัติเหตุและเสียชีวิตแล้ว ก็จะเป็นการสูญเสียที่สูญเปล่า  ดังนั้น ขอให้พยายามสวดมนต์ และไม่ให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด  นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

สำหรับการสร้างอบรมผู้นำนั้น ในโอกาสของการจัดประชุมสนทนาธรรม หรือจัดการประชุมต่าง ๆ คือสถานที่สำหรับการสร้างอบรมผู้นำได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว  ดังนั้น จึงต้องตระเตรียมการประชุมให้เรียบร้อย ทำให้มีผู้นำเกิดขึ้นมากมาย ระบบการก็จะมีความเข้มแข็งมั่นคง โดยพยายามค้นหาผู้นำ แล้วมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้แก่พวกเขา ในด้านต่าง ๆ สาขาต่าง ๆ แขนงต่าง ๆ ให้สามารถเติบโตก้าวหน้าอย่างกว้างขวาง  นี่ก็คือการพัฒนางานทั้งหมดโดยตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ถ้วนถี่ เช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถสร้างผู้นำมากมายขึ้นมาได้

พร้อมกันนี้ การเป็นผู้นำที่ดีทางด้านธรรม ก็เท่ากับเป็นผู้นำที่ดีในสังคมด้วยเช่นกัน  ดังนั้น ขอให้เอาใจใส่ต่อสังคม เอาใจใส่ต่ออาชีพการงานของตนเอง นี่คือข้อแม้ที่สำคัญของผู้นำ ไม่เช่นนั้นแล้ว ธรรมของเราก็ไม่สามารถเผยแผ่ไปในสังคมทั่วไป การเผยแผ่ธรรมไพศาลก็ไม่สามารถสำเร็จได้ 

อนึ่ง การต่อสู้ในหนึ่งปี ขอให้ต่อสู้อย่างเต็มที่ ให้มีค่ามากเทียบเท่ากับการต่อสู้ใน 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี จริงอยู่ว่าเวลา 1 ปี ก็มีเวลา 1 ปีเท่านั้น แต่ถ้าความตั้งใจของเราเข้มแข็ง มีการต่อสู้หรือการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพเต็มที่ ก็จะสามารถสร้างคุณค่าได้เทียบเท่ากับ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี   ดังนั้น จึงอยู่ที่ว่า ความตั้งใจในวันขึ้นปีใหม่มีความเข้มแข็งแน่วแน่เพียงไร  

สรุปได้ว่า  ใน 1 ปีที่มี 365 วัน วันเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ถ้าเมินเฉย และปล่อยให้ผ่านไปวัน ๆ แล้ว  1 ปีก็จะหมดลงไปโดยเปล่าประโยชน์  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ในวันเวลาที่กำลังล่วงผ่านไปเรื่อย ๆ นี้ สามารถสร้างคุณค่าหรือทำประโยชน์ หรือสะสมบุญวาสนาได้อย่างมากมายหรือไม่   สำหรับผู้นำที่แท้จริงแล้ว เวลา 1 ปีจะสามารถสร้างคุณค่าได้เทียบเท่ากับ 3 ปี 5 ปี 10 ปี แต่สำหรับคนโง่แล้ว เวลา 1 ปีอาจจะทำได้มีค่าแค่ 10 วัน หรือ 1 เดือนเท่านั้น เพราะฉะนั้น การต่อสู้ที่สามารถมีเนื้อหาที่แน่นแฟ้นใน 1 ปีจึงเป็นสิ่งสำคัญ

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณพงศ์ศักดิ์  คูมิโจ,  คุณพรชัย  คูมิโจ,คุณบุญชัย  บูโจ

                        คุณสมบูรณ์  คุณสมไชย  คุณสมบัติ แซ่เตียว,  คุณวีรยุทธ,  คุณภัทรัตน์

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 5 มกราคม

            ขอให้สร้างประเพณีในการอ่านธรรมนิพนธ์แม้จะเพียงแค่หนึ่งประโยคก็ยังดี ขอให้อย่าลืมโดยเด็ดขาดว่า การกระทำเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของความศรัทธาเท่ากับสังคม

 

อธิบาย

ธรรมนิพนธ์คือบทนิพนธ์หรือจดหมายของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งสามารถเรียกได้ว่า เป็นคัมภีร์ที่แท้จริงสำหรับสมัยธรรมปลาย  ดังนั้น เมื่อพวกเราพยายามอ่านทุกวัน แม้จะเพียงแค่หนึ่งประโยคก็ตาม และนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตแล้ว ก็จะสามารถมีประโยชน์ได้อย่างมากมาย  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์อิเคดะจึงชี้นำว่า “ขอให้สร้างประเพณีในการอ่านธรรมนิพนธ์แม้จะเพียงแค่หนึ่งประโยคก็ยังดี”

กล่าวคือ ถ้าพวกเราศึกษาค้นคว้าหรืออ่านธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว จะสามารถเสริมสร้างความศรัทธาของเราให้เข้มแข็งมั่นคงมากขึ้นได้ พร้อมกับสามารถที่จะเข้าใจเหตุผลของการปฏิบัติศรัทธา เหตุผลที่พวกเราต้องพยายามเผยแผ่ธรรมไพศาล เหตุผลที่พวกเราศรัทธาแล้วต้องพบกับอุปสรรค  หรือจะสะสมบุญวาสนาได้อย่างไร จะสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้อย่างไร จะสามารถทำให้เศรษฐกิจหรืออาชีพการงานเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร ธาตุแท้ของปรัชญาชีวิตคืออะไร จะสร้างสันติภาพที่แท้จริงได้อย่างไร จะสร้างความสุขที่แท้จริงของตัวเองและครอบครัวได้อย่างไร ฯลฯ

ซึ่งคำถามต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งหมดมีคำตอบอยู่ในธรรมนิพนธ์  ดังนั้น เมื่อเราพยายามอ่านและจดจำข้อความธรรมนิพนธ์ หรือพยายามศึกษาค้นคว้าธรรมนิพนธ์แล้ว ก็จะสามารถค้นพบวิธีแก้ไขปัญหา วิธีต่อสู้กับชะตากรรมหรืออุปสรรค 3 มาร 4 ได้อย่างแน่นอน

ปัจจุบัน ธรรมนิพนธ์ทั้งหมดของพระนิชิเร็นไดโชนินมีอยู่ประมาณ 600 กว่าฉบับ ถ้าเราสามารถจดจำได้แม้เพียงแค่หนึ่งประโยค และตั้งใจนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตของตนเองแล้ว แม้สภาพความเป็นอยู่ในขณะนี้จะยากลำบากมากเพียงไร หรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม หรือมีความกลุ้มใจมากมายก็ตาม เราก็สามารถมีความหวังในอนาคตอย่างแน่นอน มีกำลังใจที่จะต่อสู้ท้าทายฟันฝ่าเรื่องต่าง ๆ ให้จงได้ จนในที่สุดสามารถแก้ไข และได้รับความสุขที่แท้จริง  ดังนั้น แม้ว่าในหนึ่งวันจะอ่านได้เพียงแค่หนึ่งประโยคก็ยังดี ขอให้ขยันอ่าน  การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมั่นคงจนเป็นประเพณีเช่นนี้จะสามารถเป็นประโยชน์ต่อตัวเราและสร้างคุณค่าได้อย่างมากมายทีเดียว

อย่างเช่น ถ้าพยายามอ่านหรือศึกษาธรรมนิพนธ์ ก็พอจะเริ่มเข้าใจได้ว่า เวลาที่มีความยากลำบากหรือมีความทุกข์ เป็นโอกาสที่ตัวเราเองจะเริ่มมีการเจริญเติบโตขึ้นได้ และเมื่อแก้ไขผ่านพ้นไปได้ หรือความทุกข์จบสิ้น ก็เป็นเวลาที่ความศรัทธาเริ่มเฉื่อยชาลง  ถ้าสามารถเข้าใจได้เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะไม่บ่น ไม่สงสัย แต่จะพยายามต่อสู้หรือทำงานพระให้มากขึ้น  แต่ถ้าไม่เข้าใจหลักเหตุผลที่แท้จริงทางด้านธรรมแล้ว ก็มักจะเกิดความสงสัย และศรัทธาอ่อนแอลง จนท้อถอยไปได้ง่าย  กล่าวได้ว่า การศึกษาธรรม หรือการเรียนธรรม  ก็คือกระดูกสันหลังของการปฏิบัติธรรม

เมื่อเข้าใจธรรมนิพนธ์ และปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจกฎของสังคมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถรู้ได้ว่า สิ่งไหนเป็นการทำดี สิ่งไหนเป็นการทำผิด โดยมีปัญญาที่ดีในการตัดสินหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของการดำเนินชีวิตประจำวันในสังคม เพราะความศรัทธาหรือธรรมนิพนธ์เป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่สอนมนุษย์เราว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถมีความสุขที่แท้จริงได้  ซึ่งการดำเนินชีวิต การค้า การงานอาชีพ หรือหน้าที่ต่าง ๆ ในสังคม ก็เป็นส่วนหนึ่งหรือวิธีที่ทำให้มนุษย์มีความสุข ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะมีกำไร ทำอย่างไรจึงจะเสริมสร้างครอบครัวที่ดี ทั้งหมดเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือสร้างคุณค่า และทำให้เรามีความสุขได้ 

แต่น่าเสียดายว่า ผู้ที่ไม่รู้ธรรมอย่างแท้จริง ก็ย่อมไม่รู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตที่สกปรกของตัวเองสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ จึงได้แต่ใช้วิธีการทางด้านสังคม หรือดำเนินชีวิตโดยมี 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรกที่เป็นชีวิตที่สกปรกเป็นพื้นฐาน  ซึ่งแน่นอนทีเดียวว่า ความนึกคิดหรือปัญญาหรือวิธีการที่คิดขึ้นมานั้น ย่อมไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด ไม่ใช่หนทางที่สูงที่สุด ไม่สร้างคุณค่าอย่างแท้จริง  แต่ก็คิดว่า ได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว    ผลปรากฏว่า เกิดความเสียหาย ทำผิดพลาด หรือหมดหวัง ซึ่งมีให้เห็นมากมายในสังคม นี่คือสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน

พวกเราซึ่งพยายามศึกษาธรรมนิพนธ์เป็นหลัก และมองดูสังคม หรือเข้าไปอยู่ในสังคม จะสามารถใช้ปัญญาที่ดีที่ได้รับจากธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ผลก็คือ ก่อเกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าต่อการงานอาชีพ เศรษฐกิจของสังคม ฯลฯ ได้แน่นอน กล่าวคือการดำเนินชีวิตที่มีความศรัทธาและธรรมนิพนธ์เป็นหลัก จึงมีประโยชน์และสร้างคุณค่าให้แก่สังคมได้ ทำให้ความเป็นอยู่ของเราดีขึ้นกว่าเดิม พัฒนาก้าวหน้ากว่าเดิม นี่คือที่เรียกว่า ความศรัทธาเท่ากับสังคม

ถ้าพวกเราไม่รู้ธรรมนิพนธ์ ไม่รู้กฎของธรรม ไม่รู้ปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว ก็ย่อมไม่สามารถรู้ถึงวิธีแก้ไขสังคมได้อย่างแท้จริง  แม้จะมีชีวิตอยู่มานานหลายปี หรือหลายสิบปี  แต่ก็ดูเหมือนว่า ยังคงหมุนเป็นวงกลมอยู่กับที่     หากมีความศรัทธาและยึดถือธรรมนิพนธ์เป็นหลัก ก็จะสามารถค้นพบวิธี หรือหนทางแก้ไขที่แท้จริง ในที่สุด ก็จะสามารถมีความสุขได้อย่างแท้จริง  ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงชี้นำว่า “ขอให้อย่าลืมโดยเด็ดขาดว่า การกระทำเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของความศรัทธาเท่ากับสังคม” O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณบุญสม แซ่ปึง กรุ๊ปโจ,คุณนวรัตน์  ชิโนมิ  บูโจ,คุณสมชาย  คูมิโจ

                        คุณสมบูรณ์  คุณสมไชย  คุณสมบัติ แซ่เตียว

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 4 มกราคม

            อนึ่ง ขอให้เจริญก้าวหน้าด้วยความกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาและกล้าหาญด้วยกัน ในการเสริมสร้างตนเอง เสริมสร้างการดำเนินชีวิต เสริมสร้างระบบการและการเสริมสร้างที่มุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมอันยิ่งใหญ่

 

อธิบาย

การเคลื่อนไหว การกระทำ หรือพฤติกรรมของมนุษย์นั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม มักจะกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเสมอ 

พูดถึงเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ถ้าแบ่งแยกแล้ว ก็มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี อย่างเช่น การเรียนหนังสือเป็นเรื่องดีและมีประโยชน์ต่อตัวเรา ส่วนนักเรียนที่ขี้เกียจ ไม่อยากเรียนหนังสือ การหนีเที่ยวก็เป็นการกระทำที่เรียกว่ามีประโยชน์สำหรับเขาได้เหมือนกัน ซึ่งคนหนึ่งไปโรงเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง กับอีกคนที่หนีเที่ยวเพื่อความสนุกสนานที่เขาถือว่ามีประโยชน์สำหรับเขา ย่อมจะแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว เพราะเป็นการสร้างความดีกับความชั่ว แต่ในเวลานั้น สามารถกล่าวได้ว่า ทุกคนล้วนอยากทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวเองด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าความนึกคิดของเขาดีหรือไม่ดีนั่นเอง

ก็หมายความว่า ถ้าสภาพชีวิตที่ดีปรากฏออกมา ก็จะมีการเคลื่อนไหว การกระทำหรือพฤติกรรมที่กระทำความดี แต่ถ้าสภาพชีวิตที่ชั่วปรากฏออกมาแทนแล้ว ความเคลื่อนไหว การกระทำ หรือพฤติกรรมก็จะสร้างความชั่วขึ้นมา  และการสร้างความดีหรือความชั่วเหล่านี้ ก็จะส่งผลดีหรือผลชั่วในอนาคตด้วย

พวกเรา ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม คือผู้ที่ไม่อยากสร้างกรรมชั่ว จึงรับและยึดถือโงะฮนซน และพยายามบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคในทุก ๆ วัน  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่คือการเสริมสร้าง ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าที่ดี หรือสร้างประโยชน์ที่ดีนั่นเอง  แต่ถ้าไม่ปฏิบัติเช่นนี้แล้ว การที่เราปฏิบัติศรัทธาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็จะกลายเป็นไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีเจตนารมณ์ที่จะยึดถือธรรมไว้ตลอดชั่วชีวิตได้

ดังนั้น การเสริมสร้างตนเอง ก็คือ การมองเห็นธาตุแท้ของตนเอง สำรวจตัวเอง และรู้ตัวว่า ตัวเราเป็นบุคคลเช่นไร ซึ่งเป็นการเข้าใจลักษณะที่แท้จริงของตัวเรา และอธิษฐานต่อโงะฮนซนว่า ธาตุแท้ของผมเป็นคนเช่นนี้ เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ ยังมีอุปนิสัยที่เป็นข้อเสียต่าง ๆ นานา เป็นต้น  จะพยายามปฏิวัติตนเอง แก้ไขใหม่ ปฏิวัติชีวิตตัวเอง ให้มีลักษณะที่เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง เป็นมนุษย์ที่มีบุคลิกลักษณะดีงาม  เพื่อเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีในสังคม เป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน พร้อมกันนั้น ก็อยากจะเสริมสร้างการดำเนินชีวิตให้เป็นครอบครัวที่มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานให้ได้

กล่าวคือ จุดมุ่งหมายที่เรานับถือปฏิบัติศรัทธาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็คือ เพื่อให้อานุภาพของโงะฮนซนปรากฏออกมาที่การงานอาชีพ หรือการดำเนินชีวิตในครอบครัวที่ดีขึ้น  ดังนั้น เมื่อได้ปฏิบัติศรัทธาต่อธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าจะมีความเป็นอยู่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดล้วนสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงด้วยการเจริญก้าวหน้ามากขึ้นได้

ซึ่งสองประการข้างต้นนี้ เป็นการเสริมสร้างสำหรับตัวเราเอง

ต่อไป ก็คือ การเสริมสร้างระบบการ และการเสริมสร้างที่มุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างเพื่อผู้อื่น เพื่อการเผยแผ่ธรรม 

อันที่จริง สาเหตุที่เราเข้ามาปฏิบัติศรัทธาก็เนื่องมาจากปัญหาส่วนตัวของเรา  แต่ถ้าไม่มีสมาคม ไม่มีระบบการ หรือถ้าสมาคมไม่ยึดถือเป้าหมายของการเผยแผ่ธรรม ที่เป็นการช่วยเหลือมนุษยชาติแล้ว เราก็คงไม่มีโอกาสได้รับฟังธรรม ไม่มีโอกาสได้รับโงะฮนซน ดังนั้น เมื่อคิดอย่างลึกซึ้งแล้ว การเสริมสร้างระบบการของสมาคมให้ก้าวหน้า การเสริมสร้างการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก จึงเป็นการเคลื่อนไหวและการปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่และสูงส่ง ซึ่งพวกเราช่วยเหลือร่วมแรงร่วมใจกับพระพุทธ จึงสามารถกลายเป็นผู้ถือคำสั่งของพระพุทธ

หมายความว่า การแสดงออกซึ่งความเมตตากรุณาของพวกเราในฐานะมนุษย์ปุถุชนคนโง่นั้น เป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก ถ้าเป็นผู้ถือคำสั่งของพระพุทธ ก็จะมีการกระทำหรือการปฏิบัติธรรม ที่เห็นใจผู้อื่น มีเมตตาจิตต่อประชาชนเกิดขึ้น จึงสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ง่าย  แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าเราจะมีสิทธิช่วยเหลือประชาชนได้ก็ตาม  หากทว่า พลังหรือปัญญาของเราก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือประชาชนได้  ในขณะที่โงะฮนซนมีพลังและช่วยเหลือมนุษยชาติได้ เราจึงเพียงแค่อธิบาย และชักชวนแนะนำธรรมให้แก่คนที่มีความทุกข์ หรือมีความยากลำบาก  นี่คือการช่วยเหลือและเป็นการกระทำที่เมตตากรุณานั่นเอง

กล่าวได้ว่า ถ้าสมาชิกทั้งหลายยึดถือเจตนารมณ์นี้แล้ว ระบบการของเรา หรือเจตนารมณ์ของพระพุทธในการที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติในโลกนี้ ก็จะสามารถก้าวหน้าได้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกันนี้ ผู้ที่ช่วยงานของพระพุทธก็สามารถสร้างบุญวาสนาหรือสะสมบุญวาสนาได้อย่างมากมายด้วย  แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาเสริมสร้างตัวเรา เสริมสร้างการดำเนินชีวิตของเราให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น และสร้างคุณค่าได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

สรุปได้ว่า การต่อสู้หรือการปฏิบัติศรัทธา ไม่ว่าในเรื่องของตัวเอง หรือในเรื่องของสมาคม ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดจะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย

อนึ่ง ในการปฏิบัติศรัทธาอย่างเอาจริงเอาจังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีความกระชุ่มกระชวยมีชีวิตชีวาและกล้าหาญ มิฉะนั้น ก็ไม่อาจสร้างคุณค่ามากขึ้น หรือไม่เกิดประโยชน์มากขึ้น    ดังนั้น แม้จะมีอายุมาก แต่ถ้าชีวิตจิตใจมีอารมณ์เร่าร้อนในการปฏิบัติธรรมแล้ว ก็เรียกได้ว่า มีความกระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา และกล้าหาญ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าในครอบครัวจะมีปัญหาอะไร จะต้องไม่ยอมแพ้ จะต้องพยายามต่อสู้ท้าทายกับตัวเองและสิ่งต่าง ๆ ให้จงได้  นี่คือเรื่องที่สำคัญ  ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่อาจเจริญพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น  

และขอให้จดจำไว้ด้วยว่า การเสริมสร้างนั้นต้องใช้เวลายาวนานและต้องพากเพียรด้วยความยากลำบาก   แต่ความเสื่อมเสียหรือการทำลายนั้น สามารถทำได้ในชั่วพริบตา   ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องเสริมสร้างด้วยความอดทนและด้วยจิตใจที่กล้าหาญ  จึงจะสามารถมีความสุขได้อย่างแท้จริง O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณธารา พัฒนาลี้สกุล โซบูโจ,คุณเซียะจั้ว บูโจ,  คุณบุญเสริม --

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 3 มกราคม

            อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างที่แข็งแกร่งด้วยสุขภาพที่ดีในแต่ละวันนั้น จะต้องปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น (ทำวัตร-งนเงียว) อย่างเต็มที่

 

อธิบาย

การทำวัตร เป็นการบำเพ็ญเพียรขั้นรากฐานที่แท้จริงของพวกเรา อาจกล่าวได้ว่า ถ้าพวกเราไม่ทำวัตรแล้ว ก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์อิเคดะ ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตนี้ ไม่สามารถสะสมบุญวาสนา ไม่สามารถเปลี่ยนอดีตกรรมชั่ว และไม่สามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้ กล่าวคือ ไม่สามารถทำหน้าที่ของโพธิสัตว์จากพื้นโลกได้สำเร็จนั่นเอง

การทำวัตร ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีกรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ก็ตาม เมื่อเราสวดมนต์อธิษฐานต่อโงะฮนซนด้วยความตั้งใจจริงจัง เราได้สัญญาต่อโงะฮนซนว่า ขออุทิศหรือถวายชีวิตต่อโงะฮนซน ซึ่งโงะฮนซนของเรามีพลังอานุภาพครบถ้วนสมบูรณ์ โงะฮนซนเป็นชีวิตของเรา ชีวิตของพระพุทธ และกฎของจักรวาล ซึ่งเป็นธรรมที่สูงสุดและยิ่งใหญ่อยู่แล้ว เมื่อพวกเราสวดมนต์นัมเมียวโฮเร็งเงคียว ชีวิตพุทธของเราที่ซ่อนเอาไว้ก็จะสามารถปรากฏออกมา ส่วนโลกที่ชั่วหรือโลกที่ไม่ดีจะถูกสลับลงไป  ดังนั้น เมื่อเราปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นไปเรื่อย ๆ ทุกวันทุกคืน ชีวิตที่สกปรกของเราก็สามารถสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นได้ด้วยอานุภาพมากมายของโงะฮนซน  ถ้าความศรัทธาของเราแข็งแกร่งมั่นคงและบริสุทธิ์โดยทุ่มเทอุทิศชีวิตต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่แล้ว ชีวิตของเราก็จะสามารถมีการปรับปรุงใหม่หรือแก้ไขใหม่  ฉะนั้น การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นจึงไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรมเท่านั้น  ถ้าจะเรียกว่าพิธีกรรม ก็กล่าวได้ว่าเป็นพิธีกรรมเพื่อล้างชีวิตของเรา พิธีกรรมเพื่อปฏิวัติชีวิตของเรา พิธีกรรมเพื่อทำให้อดีตกรรมชั่วหมดไปและสะสมบุญวาสนาในชีวิตของเราได้  ดังนั้น การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตของมนุษย์เรานั่นเอง

ถ้าเมินเฉยต่อการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นแล้ว ก็เท่ากับไม่ให้โลกพุทธที่สะอาดบริสุทธิ์และสูงส่งปรากฏออกมา ชีวิตของเราก็จะค่อย ๆ ถูกย้อมให้สกปรกหรือมืดมน ความนึกคิดของเราก็อาจจะผิดพลาดได้มากมาย และส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งขัดกับกฎของสรรพสิ่งทั้งปวง  จนในที่สุด ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย  การดำเนินชีวิตก็ตกอยู่ในอบายภูมิ 4 หรือ 6 โลกแรกเป็นพื้นฐาน ดังนั้น แม้เราจะพยายามทำให้ชีวิตมีความสุข หรือพยายามดำเนินชีวิตก็ตาม แต่เนื่องจากธาตุแท้ของชีวิตไม่บริสุทธิ์ จึงไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้  แต่เรื่องนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้ตัว หรือไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน เป็นเรื่องยากมาก ยกตัวอย่างว่า ถ้าวันนี้ขาดสวดมนต์เช้า และตอนเย็นสามารถรู้ตัวว่าทำงานผิดพลาด ของหาย หรือหกล้มได้รับบาดเจ็บ ก็อาจจะรู้ทันทีว่ามีอะไรผิด แต่ว่า เมื่อไม่ได้สวดมนต์เช้า 1 วัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าปล่อยปละละเลยขาดสวดมนต์เช้า-เย็นไป 2 วัน 3 วัน 5 วันไปเรื่อย ๆ แล้ว สภาพชีวิตของเราก็ค่อย ๆ ตกลงไปโดยเราไม่รู้ตัว โดยคิดว่า ไม่เห็นจะเป็นอะไร และขี้เกียจหรือเมินเฉยต่อการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นแล้ว ในที่สุด ย่อมไม่สามารถสร้างคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต การค้าขาย เศรษฐกิจและสุขภาพของตนเอง  ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงชี้นำว่า “จะต้องปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างเต็มที่” O

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณทินกร แซ่พัว กรุ๊ปโจ,  คุณฉัตรชัย ฮันโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 2 มกราคม

            ขอให้เจริญก้าวหน้าขึ้นหนึ่งก้าวในทุก ๆ ด้าน นี่คือทางลัดไปสู่ความรุ่งโรจน์

 

อธิบาย

            การเจริญก้าวหน้าขึ้นหนึ่งก้าวในทุก ๆ ด้าน สามารถอธิบายได้ว่า พวกเรามนุษย์ปุถุชนทุกคนล้วนมีความสามารถหรือคุณสมบัติดีเด่นของตนเอง แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีขีดจำกัดหรือมีขอบเขตอยู่แล้ว คนเราจึงมักจะคิดว่า เราสามารถทำได้เพียงแค่เท่านั้นเท่านี้เอง ถ้ามากกว่านี้ก็ไม่สามารถทำไหว หรือทำไม่ได้แล้ว  ดังนั้น คนทั่วไปจึงคิดว่า ผมได้พยายามทำจนถึงขนาดนี้แล้ว ผมพยายามทำมากขนาดนี้ โดยใช้ความสามารถที่มีอยู่อย่างเต็มที่แล้ว นอกเหนือจากนี้ ผมไม่สามารถช่วยได้ แล้วก็เลิกราไป ซึ่งเป็นการหมดหวัง หมดกำลังใจต่อความก้าวหน้านั่นเอง

แต่อาจารย์อิเคดะชี้นำว่า “ขอให้เจริญก้าวหน้าขึ้นหนึ่งก้าว” ก็หมายความว่า อย่าจำกัดอยู่แค่ขอบเขตของตนเอง จะต้องต่อสู้ท้าทายต่อขีดจำกัดของตนเองอย่างเต็มที่ จะต้องข้ามพ้นขอบเขตของตนเองโดยการยืดหรือขยายขีดจำกัดหรือขอบเขตความสามารถออกไปให้ได้ แม้จะเพียงแค่หนึ่งมิลลิเมตรก็ยังดี  ความพากเพียรที่ต่อสู้เพื่อปฏิวัติขีดจำกัดหรือขอบเขตของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าสามารถต่อสู้ได้สำเร็จ ก็แสดงว่า เรากำลังค่อย ๆ ปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตัวเราเอง และทุกครั้งที่สามารถต่อสู้และเอาชนะต่อขอบเขตของตัวเองแล้ว ก็สามารถเจริญก้าวหน้าขึ้นหนึ่งก้าว และหนึ่งก้าว และหนึ่งก้าว ต่อไปเรื่อย ๆ จนทำให้สามารถบุกเบิกไปในหลาย ๆ แขนง หลาย ๆ ด้าน ในทุก ๆ เรื่องได้ นี่คือข้อแม้ที่เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำในอนาคต

ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีจิตใจต่อสู้ท้าทายต่อขีดจำกัดหรือขอบเขตของตนเอง ซึ่งเป็นจิตใจที่คับแคบและอ่อนแอแล้ว ก็จะไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตกรรมชั่วให้กลายเป็นการสร้างกรรมดี ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะได้ ฯลฯ  ดังนั้น การต่อสู้หรือท้าทายกับตัวเองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

นักกีฬาคนหนึ่งเล่าว่า การฝึกซ้อมจะต้องทำทุกวัน ถ้าหยุด 1 วัน ตัวเองจะรู้สึกได้ว่าร่างกายไม่เต็มร้อย ถ้าหยุด 2 วัน คนรอบตัวจะสามารถรู้สึกได้ว่านักกีฬาคนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ถ้าหยุด 3 วัน ผู้ชมจะสามารถมองเห็นความผิดปกติได้ เพราะกล้ามเนื้อของมนุษย์มีความเกียจคร้านมากที่สุด  ถ้าพ่ายแพ้ตัวเองจึงหยุดฝึกซ้อม 1 วัน กล้ามเนื้อก็จะหยุดทันที จึงไม่เหมือนเดิม การพยายามฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ทุกวันจึงสำคัญมาก

เรื่องนี้ถ้าอธิบายในแง่การปฏิบัติของเรา อาจเทียบได้กับความตั้งใจของเราที่ว่า วันนี้ ตั้งใจว่าจะสวดมนต์ 2 ชั่วโมงเต็ม พอเริ่มสวดมนต์แล้ว เวลาที่สำคัญที่สุดก็คือ 5 นาทีก่อนที่จะครบ 2 ชั่วโมง เพราะพอสวดได้ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก็คิดว่า เกือบ 2 ชั่วโมงแล้ว วันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกัน อันที่จริงยังไม่ครบ 2 ชั่วโมง แต่ก็มีข้ออ้างดังกล่าว แล้วก็เลิกไป เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่พ่ายแพ้ต่อมารหรือพ่ายแพ้ต่อตัวเอง ซึ่งไม่สามารถที่จะทำจนถึงที่สุด เป็นจิตใจที่อ่อนแอหรือหาทางที่ง่าย ๆ  จิตใจแบบนี้ย่อมไม่สามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าขึ้นหนึ่งก้าว ถ้าไม่สามารถที่จะต่อสู้ให้เกิดความเจริญก้าวหน้าขึ้นหนึ่งก้าวแล้ว ในที่สุด ก็ไม่สามารถสร้างทางลัดไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้ เพราะในใจได้สร้างเหตุของการยอมแพ้หรือพ่ายแพ้ต่อตัวเอง  ดังนั้น ผลก็คือ ความรุ่งโรจน์ในอนาคตก็พ่ายแพ้ ไม่สามารถทำได้สำเร็จเช่นกัน ดังนั้น วิธีสร้างทางลัดไปสู่ความรุ่งโรจน์ก็คือ จะต้องต่อสู้กับขีดจำกัดหรือขอบเขตของตัวเอง และต่อสู้กับตัวเอง นี่คือรากฐานของการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรค

และอาจารย์อิเคดะกล่าวว่า “เจริญก้าวหน้าขึ้นหนึ่งก้าวในทุก ๆ ด้าน” คำว่า “ทุกๆ ด้าน” ก็หมายถึง ไม่ใช่ว่าเฉพาะเจริญก้าวหน้าขึ้นหนึ่งก้าวในสิ่งที่ตนเองชอบ หรือสิ่งที่ตนเองทำได้เท่านั้น ซึ่งเป็นการทำตามหน้าที่หรือสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง หรือแค่เรื่องง่ายๆ ที่ตัวเองชอบเท่านั้น แต่หมายถึงสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน การทำงานหรือการต่อสู้อย่างมากมายก็ดี จะต้องมีจิตใจกล้าหาญ พยายามใช้ปัญญาเพื่อค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพและต่อสู้ในหน้าที่การงานที่ยากลำบาก หรือสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นี่คือลักษณะของผู้นำที่แท้จริง เพราะพวกเรายึดถือโงะฮนซนอยู่แล้ว ดังนั้น แม้จะเป็นหน้าที่การงานที่ยากลำบากมาก หรือไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม แต่เมื่อมีความศรัทธาแล้ว ก็จะสามารถทำสำเร็จได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มีปัญญาที่สามารถคิดหาวิธีที่ดีเลิศขึ้นมาได้ ดังนั้น หน้าที่ของผู้นำที่แท้จริง สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอะไรก็ตาม เช่น กะโยไก โซคาฮัน หรือบุนกะฮัน  ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้สามารถก่อเกิดความรู้หลายรูปแบบได้  อาจารย์อิเคดะเอง เมื่อสมัยเด็ก ก็ทำงานช่วยเก็บสาหร่ายทะเล ส่งหนังสือพิมพ์ทุกเช้า ในวัยหนุ่มก็รับทำบัญชี เป็นเซลแมน ทำงานในโรงพิมพ์ ซึ่งเคยทำงานหลายอย่างมาแล้ว ดังนั้น การงานที่ท่านเคยทำมาก่อน ประสบการณ์ทางด้านอาชีพที่ผ่านมา ได้กลายเป็นคุณสมบัติพิเศษ หรือทรัพย์สมบัติของท่าน ท่านจึงสามารถให้คำชี้นำที่เป็นประโยชน์แก่ผู้คนทั้งหลาย โดยสามารถเข้าใจความยากลำบากของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นการส่งเสริมกำลังใจอย่างถ่องแท้

เพราะฉะนั้น  สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราจึงควรจะต้องเพียรพยายามเรียนรู้และฝึกฝนทางด้านการงานอาชีพ ตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นหนึ่งก้าว เพราะทั้งหมดเหล่านี้จะสามารถกลายเป็นทรัพย์สมบัติของตัวเราเองได้ในอนาคต และสิ่งเหล่านี้ก็คือทางลัดไปสู่ความรุ่งโรจน์ของเรานั่นเอง O

 

ปฏิทินเหตุการณ์

            วันที่ 2 มกราคม ค.ศ.1928 วันเกิดของอาจารย์อิเคดะ

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณชาญศักดิ์  บูโจ,คุณวิชัย กรุ๊ปโจ,  คุณสมชาย กรุ๊ปโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

วันที่ 1 มกราคม

            สวัสดีปีใหม่สมาชิกที่รักทั้งหลาย คาดว่าในหนึ่งปีนี้คงต้องมีกิจธุระมากมาย  ขอให้ดำเนินชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรม และยึดถือความสามัคคีให้แข็งแกร่งเพื่อการเผยแผ่ธรรม    พร้อมกันนี้ ขอให้ดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ๆ ด้วยจิตใจผูกพันยึดมั่นในการเผยแผ่ธรรม

 

อธิบาย

พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “วันที่หนึ่งของปีใหม่นั้น เป็นการเริ่มต้นของวัน เริ่มต้นของเดือน เริ่มต้นของปี และเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ ผู้ที่ฉลอง บุญวาสนาจะเพิ่มขึ้น และได้รับความรักจากผู้คน ดังเช่นดวงจันทร์ที่ค่อย ๆ เต็มดวงจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก หรือดังเช่นดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างจากทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตก” (ธรรมนิพนธ์เรื่องขนมวันปีใหม่ หน้า 1491)

หมายความว่า วันขึ้นปีใหม่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับพวกเราในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เริ่มต้นการต่อสู้ใหม่ เริ่มต้นการตัดสินใจใหม่  ทั้งนี้เพราะ การยึดถือจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์และมีความมั่นคงแน่วแน่ไว้ตลอดชีวิต จะสามารถสะสมบุญวาสนามากมาย จนในที่สุดสามารถบรรลุพุทธภาวะได้

ดังนั้น ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขอให้สมาชิกทั้งหลายบังเกิดความตั้งใจใหม่ มีการปรับปรุงใหม่ หรือแก้ไขใหม่ ซึ่งความเพียรพยายามที่อุทิศชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความตั้งใจเช่นนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการทำบุญถวายจิตใจต่อโงะฮนซนนั่นเอง

พระนิชิเร็นไดโชนินยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ความจริงใจที่ทำบุญถวายต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรในวาระเริ่มต้นปีใหม่นี้ก็เหมือนกับดอกไม้บานจากต้นไม้ ดอกบัวแย้มในสระ ต้นอ่อนของมะกล่ำตาช้างที่งอกบนภูเขาหิมาลัย และดวงจันทร์ที่เริ่มโผล่ขึ้นมา ขณะนี้ ผู้คนในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นศัตรูของสัทธรรมปุณฑริกสูตร ได้ประสบภัยพิบัติจากภายนอกพันลี้ เมื่อคิดดังนี้แล้ว ผู้ที่นับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตรในขณะนี้ ก็ย่อมจะรวบรวมความสุขจากภายนอกหมื่นลี้ได้” (ธรรมนิพนธ์ฉบับเดียวกัน หน้า 1492) ก็แสดงว่า ในวันขึ้นปีใหม่นี้ ผู้ที่บังเกิดจิตใจที่จะต่อสู้ท้าทาย จึงสามารถสร้างบุญวาสนาได้มากมาย ด้วยเหตุนี้ ความตั้งใจในวันขึ้นปีใหม่จึงสำคัญอย่างยิ่ง

อนึ่ง ในแต่ละปี ๆ  สมาคมก็มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแผ่ธรรม ที่จะต้องต่อสู้ท้าทายมากมายอยู่เสมอ  เช่น งานประชุมต่าง ๆ งานวัฒนธรรม งานประชุมใหญ่ เป็นต้น  แน่นอนว่า ล้วนเป็นงานเพื่อความก้าวหน้าและเจริญพัฒนาของการเผยแผ่ธรรมอยู่แล้ว ดังนั้น ในปีนี้ พวกเราจึงต้องมีกิจธุระมากกว่าปีที่แล้ว  อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน ๆ ขอให้สามารถสร้างคุณค่าอย่างเต็มที่ที่สุด เอาใจใส่ดูแลสุขภาพให้ดี ดำเนินชีวิตให้สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของอานุภาพของโงะฮนซนให้เป็นที่ประจักษ์เพื่อการเผยแผ่ธรรมไปตลอดชั่วชีวิตของเรา และสร้างความเจริญพัฒนาแก่องค์กร

พร้อมกันนี้ ขอให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของการเผยแผ่ธรรมโดยมีความสามัคคีที่แข็งแกร่ง เพราะถ้าไม่มีความสามัคคีแล้ว แม้ว่าธรรมจะสูงส่งหรือดีเพียงใดก็ตาม  แต่ในที่สุด ก็จะต้องอ่อนแอลงและเสื่อมสูญไปอย่างแน่นอน  เพราะฉะนั้น ในทุก ๆ วัน ขอให้อย่าลืมความตั้งใจในวันขึ้นปีใหม่ และพยายามต่อสู้ไปจนตลอดชั่วชีวิต O

 

ปฏิทินเหตุการณ์

            วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1965 อาจารย์อิเคดะเริ่มเขียนหนังสือปฏิวัติมนุษย์ลงในหนังสือพิมพ์เซเคียว

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณกำพล กรุ๊ปโจ,  คุณเชียงน้ำ แซ่โง้ว  บูโจ,  คุณช้วงไฮ้  ฮันโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  ฟุขุโซบูโจ

 

 

 

กลับหน้าแรก