กลับหน้าแรก

วันที่ 29 กุมภาพันธ์

ขอให้มีมิตรภาพที่ลึกซึ้งกับเพื่อนบ้าน พร้อมกับให้ความสำคัญต่อสังคม เพื่อการเปิดและก่อสร้างแนวทางของสมัยใหม่ที่แข็งแกร่งมั่นคง

 

อธิบาย

ในทรรศนะที่กว้างไกลแล้ว สมัยใหม่ ก็หมายถึง ศตวรรษที่ 21

ปัจจุบัน บางคนศรัทธาตามคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ในครอบครัวที่มีโงะฮนซน มีการปฏิบัติศรัทธา เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ทุกคนก็จะต้องเป็นผู้นำที่ดีได้อย่างแน่นอน จึงกล่าวได้ว่า สมัยใหม่เป็นสมัยที่มีความหวัง และมีโอกาสที่จะเจริญพัฒนาได้อย่างมากมายนั่นเอง ดังนั้น ถ้าปัจจุบันไม่เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ให้ความสำคัญต่อสังคม ฯลฯ ก็ย่อมไม่สามารถสร้างยุคสมัยใหม่ที่ดีได้สำเร็จ อาจารย์จึงกล่าวว่า “ให้เปิดและก่อสร้างแนวทางของสมัยใหม่ที่แข็งแกร่งมั่นคง”  ซึ่งหมายความว่า หน้าที่ของสมาชิกในปัจจุบันก็คือ จะต้องบุกเบิกและก่อสร้างเพื่อเตรียมไว้สำหรับศตวรรษที่ 21 ในอนาคตนั่นเอง

การเปิดแนวทางสมัยใหม่ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของสมาคม ก็คือ แผ่ขยายมิตรภาพกับเพื่อนบ้าน ในท้องถิ่น ในสังคมให้ประสบความสำเร็จ  ทีนี้ พฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหวของพวกเราถ้าขาดสามัญสำนึกแล้ว แม้ธรรมของเราจะดีเพียงใด ก็ย่อมไม่สามารถเผยแผ่ได้สำเร็จ  ยิ่งกว่านั้น ยังจะส่งผลให้ผู้นำในอนาคตไม่สามารถต่อสู้หรือทำกิจกรรมในสาขาและระดับต่าง ๆ ได้อย่างอิสรเสรีด้วย  ด้วยเหตุนี้ ศตวรรษที่ 21 จะเป็นศตวรรษที่ดี เป็นสมัยใหม่ที่ดีได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติการต่อสู้ของสมาชิกทั้งหลายในปัจจุบันนั่นเอง

การเผยแผ่ธรรม การสร้างผู้นำในอนาคต ไม่ใช่เรื่องไกลตัว  ไม่ใช่เป้าหมายที่ห่างไกล แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้จากรอบตัว ในครอบครัว ในสถานที่ทำงาน ฯลฯ  ซึ่งถ้าเรื่องใกล้ตัวไม่สามารถทำสำเร็จแล้ว แม้จะมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ คือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ก็จะยังคงเป็นเพียงแค่ทฤษฎี หรือขนมในภาพวาดเท่านั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ขอให้มีมิตรภาพที่ลึกซึ้งกับเพื่อนบ้าน พร้อมกับให้ความสำคัญต่อสังคม”

สรุปได้ว่า แนวทางของสมัยใหม่จะแข็งแกร่งมั่นคงได้หรือไม่ ก็อยู่ที่การต่อสู้ในปัจจุบัน แม้ว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นอนาคตได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือ ต้องพยายามอบรมสั่งสอนบุตรหลานด้วยความเอาใจใส่รอบคอบ ให้สามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของสมาคม เจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเพณีของสมาคม ที่สามารถกลายเป็นทรัพย์สมบัติหรือมรดกสำหรับผู้นำสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 21

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ การสร้างอบรมผู้นำในอนาคต ให้เป็นผู้ที่มีพลังศรัทธา พลังชี้นำเทียบเท่ากับอาจารย์ให้ได้อย่างน้อย 100,000 คน เมื่อนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า แนวทางของสมัยใหม่สามารถแข็งแกร่งมั่นคงได้ การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ซึ่งเป็นการก่อสร้างสันติภาพที่แท้จริงในโลกนี้จะสำเร็จเป็นจริงได้  ดังนั้น การเตรียมให้พร้อมในตลอดช่วงเวลา  21 ปีนี้(ปีค.ศ.1979)ก่อนที่จะถึงศตวรรษที่ 21 จึงมีความสำคัญมาก P

 

 

วันที่ 28 กุมภาพันธ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง    ขอให้ปกป้องและส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกที่คุณพ่อ คุณแม่ หรือสามี หรือเพื่อน ๆ ยังไม่นับถือศรัทธา

 

อธิบาย

ทำไมอาจารย์จึงชี้นำว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ปกป้องและส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกที่คุณพ่อคุณแม่ หรือสามี หรือเพื่อน ๆ ยังไม่นับถือศรัทธา” ก็เพราะว่า ในกรณีของลูกที่นับถือศรัทธา โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ร่วมปฏิบัติศรัทธาด้วยนั้น ย่อมจะดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางด้านธรรมได้ยากลำบาก เช่น การสวดมนต์เช้า-เย็น การไปร่วมประชุมศึกษาธรรมหรือสนทนาธรรม เป็นต้น เพราะสันดานนิสัยของมนุษย์ทั่วไปแล้ว เป็นการยากที่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่เชื่อฟังคำพูดของลูก แม้ว่าลูกจะปฏิบัติศรัทธาในพุทธธรรมคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเป็นธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่ยืดถือศรัทธาคำสอนหรือศาสนาที่ถือปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิมแล้ว มักจะไม่ยอมเปลี่ยน และไม่ยอมเชื่อตามคำอธิบายของลูกอยู่แล้ว  ถ้าลูกยิ่งพยายามอธิบาย หรือออกไปร่วมกิจกรรมไม่อยู่ติดบ้าน ก็อาจจะยิ่งโมโห ไม่พอใจ และบังคับห้ามไม่ให้ลูกปฏิบัติศรัทธา  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว การต่อสู้ของบุคคลผู้นี้ย่อมจะต้องยากลำบาก 

ในกรณีของภรรยาที่สามียังไม่ปฏิบัติศรัทธาก็เช่นกัน บางคนภรรยาศรัทธา ส่วนสามีคิดว่า เรื่องการนับถือศาสนาเป็นเรื่องของผู้หญิง ผู้ชายจะเอาใจใส่ต่อการงานอาชีพอย่างเดียวก็พอแล้ว  ทีนี้ เวลาที่ภรรยาปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น ออกไปประชุม ไปเยี่ยมสมาชิก ไปชักชวนแนะนำธรรม สามีก็อาจจะไม่พอใจหรือโมโห เพราะอ้างว่า ภรรยามีหน้าที่จะต้องดูแลครอบครัวให้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องออกไปบ่อย ๆ

หรือภรรยานับถือศรัทธา แต่ญาติพี่น้องฝ่ายชายดูถูก วิพากษ์วิจารณ์ และต่อว่า สามีก็อาจจะบอกให้สวดมนต์อยู่ที่บ้านก็พอ ไม่ต้องไปร่วมกิจกรรม  หรือในบางครอบครัวสามีถึงกับต่อต้าน และห้ามไม่ให้ภรรยาปฏิบัติศรัทธาก็มี ทำให้ภรรยาจะต้องปฏิบัติศรัทธาด้วยความยากลำบาก เช่น ต้องแอบสวดมนต์ เป็นต้น

ในสถานการณ์ที่ยากลำบากต่าง ๆ นานาของสมาชิกเหล่านี้ อาจารย์จะเอาใจใส่ ปกป้อง ส่งเสริมกำลังใจด้วยความห่วงใยอยู่เสมอ นอกจากนี้ ท่านยังเอาใจใส่ต่อยุวชนที่สูญเสียคุณพ่อ และคุณแม่ต้องเลี้ยงดูลูกตามลำพัง  ซึ่งมีความยากลำบากทางด้านการเงิน และอื่น ๆ อีกมากมาย  อาจารย์จึงห่วงใยและเอาใจใส่ต่อยุวชนเหล่านี้เป็นอย่างดี จนในที่สุด สามารถกลายเป็นผู้นำที่ดีได้

สมัยพระนิชิเร็นไดโชนิน พี่น้องตระกูลอิเคงามิก็ถูกบิดาต่อต้านการศรัทธานานกว่า 30 ปี จึงจะยอมรับคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน ท่านนันโจโทขิมิตจึก็สูญเสียบิดาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้การดำเนินชีวิตยากลำบาก  แต่ด้วยการส่งเสริมกำลังใจทำให้สามารถยึดถือความศรัทธาได้อย่างเข้มแข็งตลอดไป  นิอิอามะ ที่สามีไม่ศรัทธา และแม่สามีก็มีความศรัทธาไม่เข้มแข็ง นางจึงต้องปฏิบัติศรัทธาแต่ลำพังคนเดียว ฯลฯ พระนิชิเร็นไดโชนินจะเขียนจดหมายส่งเสริมกำลังใจและให้การปกป้องบุคคลเหล่านี้อยู่เสมอ  เช่น เมื่อพระนิชิเร็นไดโชนินไม่สามารถเดินทางไปพบ ท่านจะส่งลูกศิษย์ให้ไปเยี่ยม และสอนธรรมแทนก็มี  นี่คือความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระนิชิเร็นไดโชนิน และสิ่งนี้ก็คือเจตนารมณ์ของสมาคมของเรานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ปกป้องและส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกที่คุณพ่อคุณแม่ หรือสามี หรือเพื่อน ๆ ยังไม่นับถือศรัทธา” 

ส่วนการที่ลูกหรือภรรยาถูกต่อต้านการศรัทธา จะสามารถแก้ไขสำเร็จได้โดยการศรัทธาด้วยความอดทนเท่านั้น  ถ้าใจร้อนแล้ว ก็จะยิ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่ หรือสามีโมโห ยิ่งไม่อยากรับฟัง และหากเป็นเช่นนี้แล้ว แม้จะพยายามปฏิบัติมากขนาดไหน มีคำพูดที่ถูกต้อง หรือมีคำแนะนำที่ดีเลิศเพียงใด ก็ย่อมไม่ได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน  ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด ก็คือ

1.      สวดมนต์อธิษฐานขอขมาต่อโงะฮนซน เพราะสิ่งนี้มีสาเหตุมาจากอดีตกรรมชั่วที่ตัวเองเคยต่อว่า วิพากษ์วิจารณ์ ใส่ร้าย ทำร้ายโงะฮนซนหรือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงมาก่อน  ชาตินี้จึงได้รับผลตอบสนองเช่นนี้

2.      ไม่บ่น ไม่โมโห ไม่ต่อว่า เพราะสาเหตุอยู่ที่ตัวเราเอง และประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นลูกที่ดี ภรรยาที่ดี  นี่คือลักษณะสำคัญในการปฏิบัติศรัทธา

3.      ขอให้เชื่อมั่นว่า ถ้าตัวเราสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้แล้ว ครอบครัวก็จะมีการเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ  ดังนั้น จึงต้องใช้ปัญญาที่ดี ไม่ให้มีเรื่องไม่พอใจเกิดขึ้น แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่หรือสามีจะไม่พอใจ เกลียดชัง โมโห วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่เราก็จะยังคงมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ  ซึ่งความประพฤติของเราเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ในที่สุด ก็จะสามารถเป็นครอบครัวที่มีความสุขได้อย่างแน่นอน

จึงสามารถสรุปได้ว่า ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนคุณพ่อคุณแม่หรือสามีด้วยคำอธิบายทางด้านหลักธรรม แต่ลักษณะที่ตัวเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดต่างหากที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้สำเร็จ ด้วยหลักธรรมของ “สิ่งแวดล้อมกับตัวตนไม่เป็นสอง” นั่นเอง P 

 

 

วันที่ 27 กุมภาพันธ์

ขอให้ดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วยสามัญสำนึกที่สมบูรณ์ ขอให้ชี้นำอย่างมีสามัญสำนึกที่สมบูรณ์ นี่คือลัทธิทางสายกลางแห่งธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง พลางก็ให้ความสำคัญต่อสังคมและเพื่อนบ้านด้วย

 

อธิบาย

            คำว่า “ลัทธิทางสายกลางแห่งธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง” ไม่ใช่หมายถึงแนวความคิดหรือลัทธิที่อยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายขวา และก็ไม่ใช่การรวบรวมแต่ส่วนดี ๆ ของแนวความคิดฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาเท่านั้น  ความหมายที่แท้จริงของทางสายกลาง ก็คือ การปฏิบัติอย่างถูกต้องตรงตามมรรคแห่งธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง ซึ่งเป็นธรรมที่ค้ำจุนต่อทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด ไม่เลือกว่าซ้ายหรือขวา  ดังนั้น ไม่ว่าจะปฏิบัติอยู่ในยุคสมัยใด ประเทศใด ขนบธรรมเนียมประเพณีใด ก็สามารถมีชีวิตและใช้ได้ตลอดไป ธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงจึงเป็นคำสอนที่ไม่คับแคบ หากแต่เป็นคำสอนที่เป็นนิรันดร์และมีประโยชน์ตลอดไป และเหมาะสมกับทุกกาละและเทศะ เหมาะสมกับประชาชนในทุกยุคสมัย

            ไม่ว่าธรรมจะมีความสูงส่งเพียงใด แต่หลักพื้นฐาน ก็คือ สามัญสำนึกที่สมบูรณ์ เพราะธรรมคือความจริงของทั้งลัทธิแนวคิดฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาที่มีหลากหลายมากมาย  แต่ผู้ที่นำมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันในครอบครัว สังคม หรือประเทศ ก็คือพวกเราผู้นับถือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินนั่นเอง  จึงกล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวหรือการชี้นำที่ขาดสามัญสำนึก เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะกับกาละและเทศะ ขัดต่อยุคสมัย ไม่เหมาะกับขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างความเสื่อมเสียต่อธรรม 

            ด้วยเหตุนี้  สภาพสังคมจะดีหรือเลว จะเป็นแบบใดก็ตาม พวกเราต้องไม่หลีกหนี ไม่บ่นต่อสภาพแวดล้อม แต่จะต้องแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของอานุภาพของโงะฮนซนให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ปฏิวัติครอบครัว ให้สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในท้องถิ่น จึงจะสามารถมีผลกระทบต่อท้องถิ่นและสังคมได้อย่างแน่นอน จนในที่สุด คนในท้องถิ่นคนในสังคมทั่วไปสามารถยอมรับอานุภาพของโงะฮนซน และสามารถเข้าใจได้หมดว่า พุทธธรรมที่เราปฏิบัตินั้นถูกต้องอย่างไร ศักดิ์สิทธิ์เพียงใด มีอานุภาพมากมายเพียงใด  ดังนั้น แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือใส่ร้ายมากมายเพียงใดก็ตาม ก่อนอื่น สิ่งสำคัญก็คือลักษณะพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของเรา กิริยามารยาทของเรานั่นเอง จะต้องไม่สร้างความเสื่อมเสียต่อธรรมเป็นอันขาด

            การปฏิบัติศรัทธาในหมู่สมาชิกก็เช่นกัน การชี้นำ การบรรยายธรรม การชักชวนแนะนำธรรม ถ้าดำเนินไปอย่างไม่มีสามัญสำนึก พูดจาเหลวไหล แม้ว่าในหมู่สมาชิกจะมีผู้ที่สามารถเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้ก็ตาม แต่ก็จะค่อย ๆ หมดกำลังใจ หมดหวัง และในที่สุด ก็หายไป หรือศรัทธาท้อถอยไปได้ง่าย หากเป็นเช่นนี้แล้ว ยิ่งเราพยายามเอาใจใส่ในการปฏิบัติธรรม ก็จะยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเสื่อมศรัทธามากขึ้น  จึงอาจสรุปได้ว่า ผู้นำที่แท้จริงจะต้องหมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า การเคลื่อนไหว การชี้นำ ฯลฯ ของตนได้ปฏิบัติอยู่บนมรรคที่ถูกต้องของธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง ถูกต้องตรงตามธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ถูกต้องตรงตามคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะ  หากเป็นเช่นนี้แล้ว การเคลื่อนไหวและการชี้นำก็จะสามารถมีสามัญสำนึกที่สมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน P 

 

 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์

เพื่อพละกำลังของวันพรุ่งนี้ จึงต้องรีบพักผ่อน โดยเป็นการเตรียมให้พร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ขอให้บุกเบิกมรรคแห่งชัยชนะอย่างสงบนิ่งอยู่เสมอ

 

อธิบาย

            การที่เราจะสามารถได้รับชัยชนะเสมอนั้น จำเป็นต้องมีพละกำลังเต็มที่ แข็งแรงทั้งกายและใจ นี่คือข้อแม้ที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้ การเอาใจใส่อย่างรอบคอบเพื่อให้มีสุขภาพดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ  

สภาพร่างกายและจิตใจของเราแข็งแรงดีหรือไม่ เหน็ดเหนื่อยมากเกินไปหรือไม่ มีพละกำลังหรือไม่ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเรา   เราจึงต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อตัวเองในการดูแลเอาใจใส่สุขภาพร่างกายและจิตใจของเรา  ดังนั้น ถ้ารู้สึกเหน็ดเหนื่อย ร่างกายไม่ปกติ ก็จะต้องรักษาตัว เช่น ไปพบแพทย์ พักผ่อนให้เพียงพอ สวดไดโมขุให้มากมาย ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่ควรจะกระทำ และเป็นเรื่องที่สำคัญ

การดำเนินชีวิตมนุษย์ยังเป็นหนทางที่อีกยาวไกล การเผยแผ่ธรรมไพศาลก็เป็นหนทางที่ยาวไกลเช่นกัน จึงต้องไม่ฝืนร่างกาย จนทำให้เสียสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง  สำหรับคนในวัยหนุ่มสาวแล้ว การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือทำกิจกรรมอย่างมากมายก็ยังสามารถต่อสู้ได้เต็มที่ ร่างกายสามารถอดทนได้  ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เร็ว  แต่พออายุมากขึ้น สภาพร่างกายย่อมไม่เหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว   

นักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวว่า “คนเราถ้าผ่านมาครึ่งชีวิตแล้ว เฉพาะคนที่เอาใจใส่และมีสำนึกอยู่เสมอถึงความตายของตนเอง และทุกวันพยายามทำงานและเอาใจใส่หน้าที่ของตนเอง ก็คือมนุษย์ที่แท้จริง”  หมายความว่า เมื่ออายุ 35 ปี หรือ 40 ปีขึ้นไป ก็อาจกล่าวได้ว่า ได้ผ่านมาครึ่งชีวิตแล้ว และมีชีวิตเหลืออีกครึ่งหนึ่ง  จะตายลงเมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่จะต้องมาถึงสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน ไม่สามารถหลีกหนีพ้นอยู่แล้ว  ดังนั้น ชีวิตที่ผ่านมาครึ่งหนึ่งนั้น จะทำอะไรก็ได้ แต่ชีวิตครึ่งหลังที่เหลืออยู่นี้มีค่ามากและมีเวลาจำกัด ทุกวันจึงต้องเอาใจใส่ และสำนึกอยู่เสมอว่า ชีวิตในแต่ละวัน ๆ เป็นเวลาที่มีค่าและจะต้องสร้างคุณค่าแก่ชีวิตของเรา เพื่อว่า เมื่อต้องเสียชีวิตลงในวันใดวันหนึ่ง ก็เตรียมพร้อมไว้หมดเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรให้เป็นห่วง ไม่มีอะไรต้องหวนเสียใจภายหลัง  การดำเนินชีวิตและการต่อสู้ในทุก ๆ วันจึงดำเนินอย่างเต็มที่ทุกอย่าง  เช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถอยู่บนมรรคที่มุ่งสู่ชัยชนะในชีวิตมนุษย์ได้

สำหรับพวกเราผู้ปฏิบัติศรัทธาในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพียรพยายามต่อสู้อยู่ในระบบการของสมาคมนั้น การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตคือการสร้างประวัติทองคำแก่ชีวิตมนุษย์ของตนเอง เป็นประวัติที่ล้ำค่าของชีวิตมนุษย์เราอยู่แล้ว  แต่ถ้าเมินเฉยต่อการสวดมนต์เช้า-เย็น ก็ไม่สามารถเตรียมให้พร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งก็จะไม่สามารถบุกเบิกมรรคแห่งชัยชนะได้อย่างสงบนิ่งอยู่เสมอ

สรุปว่า พวกเราจะต้องมีความศรัทธาเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ ก็จะต้องเอาใจใส่สุขภาพให้แข็งแรง เพื่อสะสมพละกำลังสำหรับวันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไปในอนาคต  นี่คือลักษณะสำคัญของการปฏิบัติศรัทธาในแต่ละวันของเรา P

 

 

วันที่ 25 กุมภาพันธ์

ขอให้หันหน้ารับลมเหนือด้วยจิตใจแสวงหาธรรมที่สดชื่น อันดับหนึ่งและอันดับสองก็คือ ผนึกกำลังกันอย่างแข็งแกร่งและร่าเริง

 

อธิบาย

            บางคนเข้าใจผิดว่า เมื่อรับโงะฮนซนแล้ว ก็จะมีแต่เรื่องดี ๆ เท่านั้น ไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเลย  แต่ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ แล้ว แสดงว่า สมาชิกทั้งหลายที่ได้รับโงะฮนซนแล้ว จะทานอาหารบูดเสีย ท้องไส้ก็ไม่เป็นอะไร ถูกยิงหรือฟันแทงไม่เข้า ป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ไม่ตาย ข้ามถนนไม่ข้ามทางม้าลาย ไม่สนใจไฟแดงไฟเขียว ถูกรถชนก็ไม่บุบสลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

            กล่าวคือ แม้โงะฮนซนจะมีอานุภาพมากมายเพียงใด แต่เราก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ  บางครั้งก็อาจทำเรื่องผิดพลาด บางครั้งก็มีความทุกข์ยากลำบาก บางครั้งก็เจ็บป่วย บางครั้งก็ประสบกับอัคคีภัย  บางครั้งประสบอุบัติเหตุ ตกบันได ถูกรถชน แขนขาหัก  ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์อยู่แล้ว  ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ จะต้องพยายามระมัดระวัง   แต่ยิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ เมื่อต้องพบเจอ หรือมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว เราสามารถต่อสู้ท้าทายให้เอาชนะได้หรือไม่ 

            จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติศรัทธา การสวดมนต์เช้า-เย็น ก็เพื่อจะได้ช่วยเหลือในในยามที่ประสบกับอดีตกรรมชั่ว   ถ้ามีความศรัทธาที่มั่นคง ว่านอนสอนง่าย มีจิตใจแสวงหาธรรมที่เข้มแข็งสดชื่นแล้ว จะสามารถต่อสู้ท้าทายรับลมเหนืออันหนาวเหน็บที่เปรียบได้กับความทุกข์ยากลำบากให้มีชัยชนะได้

            ทีนี้ อาจารย์อิเคดะบอกว่า “ขอให้หันหน้ารับลมเหนือ” นั้น แสดงว่า ไม่ใช่แค่ถูกลมเหนือที่เปรียบได้กับอุปสรรคพัดเข้าใส่ จึงจะมีการต่อสู้ เพราะเพียงเท่านี้ ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ถูกระทำ ยังไม่สามารถเรียกได้ว่ามีคุณสมบัติของผู้นำที่แท้จริง   เพราะผู้นำที่แท้จริงนั้น แม้ความเป็นอยู่ของตนเองจะสุขสบายดี แต่มองดูรอบ ๆ ตัว และสมาชิกภายในระบบการ ก็พบเห็นว่า พวกเขาบางคนมีความทุกข์มาก บางคนเจ็บป่วย บางคนประสบปัญหาธุรกิจ บางคนสอบตก บางคนบ้านถูกไฟไหม้ ซึ่งมีความทุกข์ยากลำบากมากมาย ทำให้รู้สึกทุกข์ร้อนกับพวกเขาด้วย ถือว่าเป็นความทุกข์ของตนเอง จึงร่วมต่อสู้กับความทุกข์ของสมาชิก สวดมนต์ร่วมกับสมาชิก เอาใจใส่ และส่งเสริมกำลังใจสมาชิก จนฟันฝ่าเอาชนะได้สำเร็จ 

            กล่าวคือ ไม่ใช่รอคอยความยากลำบาก ถ้าไม่มีเรื่องก็เฉย ๆ  มีเรื่องก็ต่อสู้  แต่จะพยายามหาความยากลำบาก ยอมรับ และต่อสู้ด้วยจิตใจขะมักเขม้น  ด้วยจิตใจแสวงหาธรรมที่สดชื่น มั่นคงแน่วแน่ โดยคิดว่า การมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา การมีเรื่องดีเกิดขึ้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ และพยายามต่อสู้เพื่อฝึกฝนตนเอง นี่คือคุณสมบัติสำคัญของผู้นำ ที่เรียกว่าหันหน้ารับลมเหนือด้วยจิตใจแสวงหาธรรมที่สดชื่น

            พูดถึงศาสนาแล้ว ไม่มีศาสนาที่มีผู้ปฏิบัติเพียงแค่คนเดียว จะต้องมีผู้ปฏิบัติ 2 คน 3 คน ร้อยคน พันคน หมื่นคน แสนคน ล้านคน จึงจะเป็นศาสนาที่แท้จริงได้  ถ้าศาสนาที่ปฏิบัติอยู่คนเดียว แสดงว่า ไม่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ การปฏิบัติของผู้ศรัทธาก็ไม่มีความเจริญก้าวหน้า ไม่มีใครให้คำชี้นำ ไม่มีใครเอาใจใส่ ฝึกฝนอบรม ทำให้คิดว่าตนเองปฏิบัติได้ดีแล้ว ทั้ง ๆ ที่ผิดเส้นทางไป แต่ก็ไม่รู้ตัว   จึงต้องมีเพื่อนฝูง สมาชิก ผู้อาวุโสร่วมปฏิบัติศรัทธา ให้คำชี้นำ ส่งเสริมกำลังใจ ตักเตือน ฯลฯ  ดังนั้น สิ่งสำคัญในการปฏิบัติศรัทธา ก็คือ อันดับหนึ่งคือความสามัคคี อันดับสองก็คือความสามัคคี    อาจารย์จึงกล่าวว่า “อันดับหนึ่งและอันดับสองก็คือผนึกกำลังกันอย่างแข็งแกร่งและร่าเริง”  หากไม่เป็นเช่นนี้แล้ว มนุษย์เรามักจะพ่ายแพ้อุปสรรคได้ง่าย เอนเอียงหลงผิดได้ง่าย P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณประสิทธิ์  โซบูโจ, คุณบุญสืบ  คูมิโจ,ฉัตรชัย  ฮันโจ,คุณเจี่ยชิว  แซ่ฉั่ว  บูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

วันนี้ก็ขอให้มีสุขภาพดี และเป็นหนึ่งวันที่อิ่มเอมใจ

 

อธิบาย

            ชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์เรา ไม่มีสิ่งใดจะมีค่ามากไปกว่าชีวิตอีกแล้ว  ดังนั้น การมีชีวิตที่ยืนยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญและมีค่าต่อการเคลื่อนไหวของชีวิตมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ การมีสุขภาพกายและใจแข็งแรง จึงเป็นสิ่งสำคัญตลอดชั่วชีวิตของเรา

            คนเราส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจ ไม่เอาใจใส่ดูแล และไม่รู้สึกขอบคุณต่อสุขภาพที่ดี จนกระทั่งมีอาการปวดท้อง ปวดฟัน ปวดศีรษะ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ตอนนั้นจึงจะสำนึกได้ว่า การมีสุขภาพดีเป็นพื้นฐานของความสุขที่แท้จริงในชีวิต ต่อให้มีเงินทองมากมาย มีอำนาจล้นฟ้า มียศถาบรรดาศักดิ์ หรือมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบได้กับการมีสุขภาพที่ดี อีกทั้งไม่สามารถช่วยอะไรเราได้หากเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา 

            กล่าวได้ว่า การที่เราสามารถต่อสู้ในแต่ละวัน ๆ ด้วยสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงนั้นเพราะได้รับบุญกุศลอย่างมากมายจากโงะฮนซน นี่คือเรื่องที่สำคัญทีเดียว  หมายความว่า การที่เราสามารถนั่งสวดมนต์ต่อหน้าโงะฮนซนทุกเช้า-เย็น ไปประกอบอาชีพการงาน ไปร่วมประชุม ทำงานพระ ซึ่งเป็นการสะสมบุญวาสนา ต่าง ๆ เหล่านี้ เราอาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ๆ  อันที่จริง ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกลตัวเรา หรือเรื่องพิเศษ  แต่เป็นเรื่องใกล้ ๆ ตัว เช่น สุขภาพแข็งแรงดี ครอบครัวไม่มีปัญหา รายได้พอเพียง อยู่ดีกินดี ทุกวันสามารถปฏิบัติศรัทธา สามารถเผยแผ่ธรรม สามารถต่อสู้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งการเคลื่อนไหวธรรมดา ๆ แบบนี้ก็คือความสุขที่แท้จริง

            อนึ่ง ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ถ้าไม่มีความรู้สึกอิ่มเอมใจแล้ว ย่อมไม่สามารถมีลักษณะการดำเนินชีวิตดังกล่าว หรือมีความรู้สึกดังกล่าวได้ จะมีแต่ความเคร่งเครียดในการค้า ดิ้นรนอยากได้แต่ผลประโยชน์ กำไร ชื่อเสียง เงินทอง  ตำแหน่ง เกียรติยศ  ซึ่งเป็นชีวิตมนุษย์ที่ถูกควบคุมจากสิ่งเหล่านี้   ถ้ามีจิตใจกว้างขวาง มีพลังชีวิตมากมาย มีจิตใจอิ่มเอมแล้ว จะไม่ถูกควบคุมจากสิ่งดังกล่าว กลับสามารถใช้ต่อสิ่งดังกล่าวได้  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการสวดมนต์ต่อโงะฮนซนและได้รับพลังชีวิตมากมายจากโงะฮนซน  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “วันนี้ก็ขอให้มีสุขภาพดี และขอให้เป็นหนึ่งวันที่อิ่มเอมใจ”

            เช่น คุณหมอคนหนึ่งรักษาคนไข้จำนวนมาก จนรู้ได้ว่า คนไข้คนนี้มีอาการอย่างไร สามารถช่วยได้แค่ไหน จะสามารถอยู่ได้อีกนานแค่ไหน  แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อคุณหมอเกิดป่วยเป็นมะเร็ง อาการหนักจนยากแก่การรักษา ในเวลานั้น คุณหมอเองจะกลายเป็นคนไข้ เป็นคนธรรมดา ๆ แต่มีความทุกข์หนักกว่าคนไข้ทั่วไป เพราะคนธรรมดาไม่รู้ว่าจะมีชีวิตได้อีกนานแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะรักษาได้หรือไม่ จึงฝากความหวังไว้กับคุณหมอ  แต่เมื่อคุณหมอไม่สบายเอง จะรู้หมดว่า อาการคราวนี้รักษาได้หรือไม่ได้แล้ว อาการของโรคนี้จะต้องเจ็บปวดทรมานมากขนาดไหน อาการขั้นนี้จะสามารถอยู่ได้อีกนานเท่าไร การที่รู้มากกว่ายิ่งทำให้เป็นทุกข์มากกว่า ห่วงกังวลมากกว่า รู้สึกสิ้นหวังมากกว่าผู้อื่น  แต่ช่วงที่อาการหนักจนเป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อได้รับการชักชวนแนะนำธรรมจากสมาชิก ได้รับคำชี้นำของผู้อาวุโส ได้รู้จักกับโงะฮนซน พยายามเชื่อต่อโงะฮนซน และพยายามปฏิบัติสวดมนต์แล้ว ทฤษฎีที่ร่ำเรียนมาและประสบการณ์ที่พบเห็นจากคนไข้โรคมะเร็งด้วยกัน รวมทั้งอาการที่ดีขึ้นภายหลังจากการปฏิบัติศรัทธานั้น คุณหมอจะสามารถรู้ซึ้งถึงอานุภาพของโงะฮนซนได้อย่างชัดแจ้ง เพราะได้เห็นสิ่งที่การแพทย์ไม่สามารถช่วยได้ แต่พลังโงะฮนซนสามารถช่วยได้   เมื่อคุณหมอหายดีแล้ว ประสบการณ์ของคุณหมอจึงย่อมลึกซึ้งกว่า และยิ่งมีความเชื่อมั่นมากกว่าสมาชิกธรรมดา

            แน่นอนทีเดียวว่า ธรรมที่แท้จริงไม่ได้ปฏิเสธการรักษาเยียวยาของแพทย์ เพราะการรับประทานยา การผ่าตัด การรักษาเยียวยาของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยชีวิตมนุษย์อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการเยียวยาโรคเท่านั้น หากแต่ว่า เวลาที่รับประทานยาเข้าไป ร่างกายไม่รับยาเหล่านั้น หมอก็คงจะช่วยไม่ได้  หรือได้รับการผ่าตัด ด้วยความเชื่อใจในฝีมือของหมอ แต่แผลผ่าตัดจะต้องสมานเข้าด้วยกันเอง  จึงกล่าวได้ว่า ร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญ  ส่วนการรักษาของแพทย์เป็นการช่วยเหลือร่างกาย

            น่าเสียดายว่า แพทย์ปัจจุบันจะสนใจแต่การรักษาโรคเพียงอย่างเดียว ไม่ได้สนใจคนไข้ คือให้ยาหรือผ่าตัดด้วยฝีมือหรือเทคนิคสมัยใหม่  แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ พลังชีวิตของคนไข้  ซึ่งหมอที่ปฏิบัติศรัทธาในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน นอกจากจะรักษาอาการของโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ยังเยียวยาจิตใจของคนไข้ด้วยการส่งเสริมกำลัง ให้คนไข้รู้สึกวางใจ ให้คนไข้มีพลังชีวิตเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อนั้นจะเห็นได้ว่า แม้จะรักษาด้วยการรับประทานยาเหมือนกัน หรือได้รับการผ่าตัดเหมือนกัน แต่ผลที่เกิดขึ้นย่อมต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว  P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณฉัตรชัย  ฮันโจ,คุณประยุทธ บูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 23 กุมภาพันธ์

ขอให้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะสิ่งนี้จะกลาย เป็นหลักพื้นฐานมุ่งสู่ชัยชนะและความเจริญก้าวหน้าได้อย่างสัมบูรณ์

 

อธิบาย

            มีสมาชิกคนหนึ่งเริ่มปฏิบัติศรัทธาตั้งแต่สมัยยุวชน เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมการเคลื่อนไหวของสมาคม ก็ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน  ตั้งแต่นั้น ทุกครั้งที่มีรายการประชุม เขาก็จะยืนอยู่บนถนนด้านนอก โดยไม่เคยได้เข้าร่วมฟังการบรรยายธรรม หรือคำชี้นำของหัวหน้าโดยตรงเลย  แต่ก็ยอมรับได้ เพราะตั้งใจว่าจะต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คือรับผิดชอบความปลอดภัยของสมาชิก ดูแลเรื่องรถ ต่าง ๆ ไม่ให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น  หลังจากการประชุมเลิกแล้ว  เขาก็จะรีบไปบ้านหัวหน้าหรือผู้อาวุโส และถามว่า รายการประชุมคืนนี้มีอะไรบ้าง อาจารย์ชี้นำอะไรบ้าง ซึ่งไปหาหัวหน้าหรือผู้อาวุโสเพื่อเรียนรู้ในภายหลัง  ระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอด 19 ปี เขาไม่เคยบ่นเรื่องหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเลย  วันที่มีฝนตกหนัก ก็เปียกโชกทั้งตัว วันที่หิมะตกแขนขาก็แทบไม่มีความรู้สึก แม้จะหนาวเหน็บเพียงใด เขาก็พยายามทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 

ปัจจุบันเขาเป็นหัวหน้าที่มีประสบการณ์การต่อสู้ที่ล้ำค่ามาก กล่าวคือ เวลาที่เขาพูดว่า คำอธิษฐานต่อโงะฮนซนที่ไม่สำเร็จนั้นเป็นเรื่องธรรมดา หรือ พวกเรามีบุญวาสนามากที่ได้พบกับโงะฮนซน จะเป็นคำพูดที่หนักแน่นมาก และเป็นความจริง เพราะเขาได้พยายามต่อสู้เรื่องที่ยากลำบากมา 19 ปีด้วยความอดทน

การที่สมาคมโซคาสามารถเจริญพัฒนามากมายได้ถึงขนาดนี้ในปัจจุบัน แท้จริงแล้ว ก็เพราะว่า มีบุคคลที่ทำงานอยู่เบื้องหลังคอยปกป้องสมาคมอย่างเต็มที่  ดังนั้น พวกเราจึงต้องไม่ลืมบุญคุณของเจ้าหน้าที่หรือผู้รับผิดชอบที่อยู่เบื้องหลัง  มีสุภาษิตของจีนกล่าวว่า เมื่อดื่มน้ำบาดาล ต้องไม่ลืมคนขุดบ่อ  นี่คือความหมายเดียวกันนั่นเอง

สำหรับพวกเราแล้ว บางครั้งเมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบที่รู้สึกว่าไม่ชอบ ไม่โดดเด่น ไม่ค่อยมีความสำคัญนัก  แต่เมื่อได้รับหน้าที่แล้ว ก็จะไม่บ่น และพยายามทำหน้าที่ที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่  ไม่ให้มีความผิดพลาดในหน้าที่ที่รับผิดชอบ นี่คือสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำที่แท้จริง 

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “กุศลที่แฝงอยู่จะตอบสนองอย่างชัดแจ้ง (ในอนาคต) - อินโทะขุโยโฮ” หมายความว่า แม้ว่าหัวหน้าหรือคนอื่นจะไม่รู้ก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวหรือหนึ่งขณะจิตของความตั้งใจ ของความศรัทธานั้น โงะฮนซนสามารถรับรู้ได้  ดังนั้น จะต้องเชื่อมั่นว่า ในอนาคตเราจะได้รับการชมเชยจากโงะฮนซนอย่างแน่นอน  เมื่อสมาชิกทั้งหลายยึดมั่นในเจตนารมณ์นี้แล้ว ก็จะมีผลกระทบต่อระบบการ ต่อสมาคม ทำให้การต่อสู้มีชัยชนะ มีความเจริญก้าวหน้าแน่นอน  พร้อมกันนั้น ตัวเราเองก็สะสมบุญวาสนามากมายไว้ในชีวิตด้วย โดยที่เราไม่รู้ตัว  แต่ในที่สุด ก็จะเป็นชีวิตมนุษย์ที่มีชัยชนะ มีครอบครัวที่มีความสุข 

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ การปฏิบัติศรัทธาด้วยท่าทีจิตใจที่ว่านอนสอนง่าย P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณสมศักดิ์  คูมิโจ,คุณเจี่ยชิว  แซ่ฉั่ว  บูโจ, คุณชาญศักดิ์  แซ่โง้ว  บูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์

จงเข้าไปอยู่ท่ามกลางประชาชน และบุกเบิกวิถีทองคำอย่างกล้าหาญ  นี่คือหัวหน้าที่แท้จริงของสมาคม

 

อธิบาย

            วิถีทองคำ หมายถึง การสร้างประวัติชีวิตมนุษย์ตนเองที่ล้ำค่าและภาคภูมิใจในสมาคม  ดังนั้น เจตนารมณ์ของหัวหน้าที่แท้จริง ก็คือ จะต้องเข้าไปอยู่ท่ามกลางประชาชนในสังคม และสร้างวิถีที่ไม่เคยมีมาก่อนของการเผยแผ่ธรรมไพศาลด้วยการบุกเบิกอย่างกล้าหาญ หากได้ทำเช่นนี้แล้ว เมื่อเวลาที่เสียชีวิตลง ก็สามารถยืดอกรายงานต่อพระนิชิเร็นไดโชนินว่า ผมสามารถสร้างประวัติทองคำแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลไว้มากมาย ตรงกันข้าม แม้จะได้รับตำแหน่งหน้าที่เป็นหัวหน้า แต่ไม่ปฏิบัติอยู่ท่ามกลางประชาชน ไม่สร้างประโยชน์ต่อการเผยแผ่ธรรม ต่อสมาคม ไม่สร้างบุญวาสนาให้แก่ชีวิตมนุษย์ของตนเองแล้ว ก็ไม่สามารถไปรายงานต่อพระนิชิเร็นไดโชนินได้

            ทำไมอาจารย์จึงชี้นำว่า “จงเข้าไปอยู่ท่ามกลางประชาชน” ก็เพราะ ถ้าสมาคมไม่เอาใจใส่ประชาชนแล้ว จุดมุ่งหมายที่ก่อตั้งสมาคมก็ดี การที่พระนิชิเร็นไดโชนินอุตส่าห์สร้างไดโงะฮนซนก็ดี ล้วนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แม้แต่น้อย  ดังนั้น ธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจึงต้องเป็นธรรมที่มีชีวิตอยู่เพื่อประชาชน นี่คือหลักพื้นฐานที่แท้จริง

            เรื่องนี้ถ้าอธิบายทางด้านการดำเนินชีวิตของพวกเรา ก็สามารถยกตัวอย่างได้ว่า คุณครูคนหนึ่งเมื่อเป็นครูในเทอมแรกของปีที่หนึ่ง ก็พยายามสั่งสอนและดูแลเอาใจใส่นักเรียนในห้องหนึ่งอย่างเต็มที่ โดยมีความคิดว่า นักเรียนเหล่านั้นจะต้องเคารพนับถือและยกย่องเขา คะแนนของนักเรียนในห้องอาจจะดีกว่านักเรียนห้องอื่น ไม่แพ้นักเรียนห้องอื่น  แต่พอเข้าเทอมที่ 2 ปรากฏว่า คะแนนของนักเรียนแย่ลง จิตใจของนักเรียนกับครูไม่สนิทสนมกัน บรรยากาศในห้องเรียนไม่ร่าเริง คุณครูคนนี้ก็พยายามคิดหาวิธีแก้ไข แล้วก็ได้ความคิดขึ้นมาว่า ใน 1 อาทิตย์ ให้มี 1 วันที่นักเรียนบ่นเรื่องที่ต้องการบ่นให้ครูฟัง  เมื่อครูรับฟังความคิดเห็นที่มีต่อครู ด้วยการวิจารณ์ในเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง ซึ่งมีเรื่องมากมายที่ครูคิดไม่ถึง เช่น ความไม่พอใจของนักเรียนที่มีต่อครู  บางเรื่องคุณครูอธิบายไม่เพียงพอ  จึงทำให้นักเรียนเข้าใจผิดก็ดี  โดยรับฟังทั้งหมด แล้วนำมาพิจารณาพร้อมกับสำรวจตัวเอง เพื่อจะได้เข้าใจจิตใจและความต้องการของนักเรียน  หลังจากนั้น เมื่อครูเข้าถึงจิตใจของนักเรียนแล้ว ความสัมพันธ์กับนักเรียนก็มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างเหนียวแน่น บรรยากาศการเรียนการสอนในห้องก็ร่าเริง ผลการเรียนของนักเรียนก็ได้คะแนนดีขึ้น

            หัวหน้าของสมาคมก็ควรจะต้องเป็นเช่นเดียวกับกรณีนี้  กล่าวคือ เมื่อหัวหน้าหรือผู้อาวุโสเข้าไปอยู่ท่ามกลางประชาชน ด้วยความนึกคิดที่ถูกต้อง ชี้นำได้โดยไม่ผิดพลาด มีจิตใจเมตตารักใคร่สมาชิกอยู่เสมอ ประกอบกับการคบค้ากับสมาชิกหรือประชาชนทั้งหลายด้วยมุมมองต่าง ๆ นานาแล้ว สิ่งที่เกี่ยวกับตัวเองที่ไม่เคยรู้ตัว แต่พอได้สัมผัสกับสมาชิกทั้งหลายแล้ว ลักษณะที่แท้จริง อุปนิสัย พลังในการชี้นำ การศึกษาค้นคว้าธรรมมากน้อยเพียงใด ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะสามารถรู้ตัวขึ้นมาได้ และนำไปสู่การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง

            ตรงกันข้าม ถ้าไม่เข้าไปอยู่ท่ามกลางสมาชิก มีแต่ทำตามหน้าที่หัวหน้าในระบบการแล้ว ก็ไม่อาจรู้จักตัวเอง จึงย่อมไม่ได้รับการชมเชย ไม่ได้ความเคารพนับถือจากสมาชิกทั้งหลาย กลับมีแต่ความอวดดี เห็นแก่ตัว ดื้อรั้น และถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือเกลียดชังจากสมาชิกทั้งหลาย

            จึงกล่าวได้ว่า การเข้าไปอยู่ท่ามกลางประชาชน คือโอกาสของการฝึกฝนอบรมตนเอง เพื่อการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง  ในเวลานั้น ก็จะสามารถบุกเบิกวิถีทองคำในสมาคมได้  ดังนั้น ผู้ที่หลีกห่างจากสมาชิกหรือประชาชน จึงไม่ใช่หัวหน้าที่แท้จริงของสมาคม P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณสมบูรณ์  คูมิโจ,คุณอนุรัตน์  กรุ๊ปโจ, คุณบุญชัย  บูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 21 กุมภาพันธ์

ก่อนอื่น ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างตำแหน่งสูงกับต่ำ และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องปรึกษาหารือกัน ติดต่อสื่อสารต่อกัน เพราะสิ่งนี้เท่านั้นที่ทำให้การเคลื่อนไหวสามารถดำเนินไปโดยราบรื่นและสบายใจ

 

อธิบาย

เรื่องการปรึกษาหารือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเรา ถ้าไม่มีการปรึกษาหารือกับหัวหน้า ผู้อาวุโส หรือเพื่อนสมาชิกแล้ว ความศรัทธาก็จะคับแคบ เห็นแก่ตัว ในที่สุด จะหลงผิดและผิดเส้นทางไปได้ง่าย  ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ตาม จะต้องหมั่นรายงาน ติดต่อ ปรึกษาหารือกันแล้ว แม้ว่าตัวเราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สลักสำคัญ แต่ถ้าสร้างสมการปรึกษาหารือไว้ตลอดเวลาแล้ว จะสามารถเกิดการเชื่อมต่อระหว่างจิตใจกับจิตใจ เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถรีบหาวิธีแก้ไขให้เรียบร้อยโดยดีได้

ตรงกันข้าม แม้ว่าจะมีการปฏิบัติศรัทธา แต่การปฏิบัติเองโดยลำพังคนเดียว ไม่ติดต่อกับหัวหน้า ผู้อาวุโส หรือเพื่อนสมาชิกแล้ว สายเลือดของความศรัทธาก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับชีวิตของเขา ดังนั้น เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่จะสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนแก้ไขยาก ทำให้ต้องพบกับความยากลำบากและความทุกข์ เพราะขาดการปรึกษาหารือกับหัวหน้าหรือผู้อาวุโสนั่นเอง

กล่าวได้ว่า ความศรัทธาของเรามีความเจริญเติบโตมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่า มีการปรึกษาหารือ ติดต่อประสานงาน มีความใกล้ชิดกับเพื่อนสมาชิก หัวหน้า หรือผู้อาวุโสสม่ำเสมอมากน้อยเพียงใด เพราะระบบการของสมาคมสร้างขึ้นเพื่อให้สมาชิกทั้งหลายมีความสุขและบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว เรื่องอาชีพการงาน ฯลฯ ทั้งหมดก็สามารถปรึกษาหารือ ติดต่อสื่อสาร และรายงาน เพื่อขอรับคำชี้นำจากหัวหน้าหรือผู้อาวุโส หรือให้ทราบสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาสำคัญ ผู้อาวุโสจะสามารถให้คำชี้นำที่เหมาะสมได้  อย่าคิดว่าเรื่องศาสนาหรืองานพระเป็นเรื่องหนึ่ง การดำเนินชีวิตเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องปรึกษา หรือรายงานหัวหน้าหรือผู้อาวุโส ถ้าสมาคมของเราเหมือนกับสมาคมทั่ว ๆ ไปในสังคม ก็อาจจะคิดเช่นนี้ได้ แต่สมาคมของเรายึดถือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง การคิดเช่นนี้จึงเป็นความผิดพลาดและตัวเองก็ขาดทุน

นอกจากนี้ ถ้ามีการติดต่อรายงานอย่างใกล้ชิดอยู่เป็นประจำแล้ว แม้บางครั้งบางคราวอาจจะขาดประชุม แต่หัวหน้าหรือผู้อาวุโสก็ไม่รู้สึกเป็นห่วงกังวล ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถช่วยเหลือหรือจัดการให้ได้   แต่ถ้าเป็นคนที่นาน ๆ มาร่วมประชุมสักครั้ง มีแต่ทักทายสวัสดี ก็ไม่อาจจะรู้จักนิสัยจิตใจ  ปมเด่น ปมด้อยได้ เวลาที่อยากจะช่วยเหลือก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร บางครั้ง มาขอคำชี้นำก็สายเกินไป กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ไม่สามารถช่วยได้ก็มี  แต่ถ้ามีการติดต่ออยู่เสมอแล้ว เรื่องเล็กน้อยก็สามารถตักเตือน ชี้แจง ให้คำแนะนำที่ดีได้   ในสภาพการณ์เช่นนี้ ย่อมสามารถปฏิบัติศรัทธา หรือต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมได้อย่างสบายใจ ด้วยจิตใจร่าเริง  เพราะการเคลื่อนไหวทั้งหมดของเรานั้น หัวหน้าหรือผู้อาวุโสทราบดีหมดทุกเรื่อง  เราจึงต่อสู้ได้อย่างเต็มกำลัง ถ้ามีอะไรผิดพลาด หัวหน้าก็จะสามารถจัดการให้ได้ จึงดำเนินการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ด้วยความราบรื่นและสบายใจ

ในระบบการก็เปรียบเหมือนกับครอบครัว พวกเราเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน  ไม่ว่าจะเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่สูงหรือต่ำ ก็เป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินเหมือนกัน เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะเหมือนกัน  ดังนั้น สิ่งสำคัญในการเคลื่อนไหวของพวกเรา ก็คือ ขอให้ปรึกษาหารือ ติดต่อสื่อสารรายงานถึงกันอย่างสม่ำเสมอ  เช่นนี้แล้ว ระบบการก็จะมีชีวิตชีวา ร่าเริง ตัวเราเองก็สามารถเจริญเติบโตมากมายและรวดเร็ว และกลายเป็นผู้นำที่ดีได้ P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณสมศักดิ์  กรุ๊ปโจ,คุณสมชาย  บูโจ, คุณธารา  พัฒนาลี้สกุล  โซบูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 20 กุมภาพันธ์

จงจัดการเรื่องต่าง ๆ โดยยึดถือความเชื่อมั่นในตัวเอง

 

อธิบาย

ความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในการเคลื่อนไหวของพวกเรา ถ้าไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว แม้ว่าจะทำได้อย่างเรียบร้อยดีแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถแสดงพลังที่มีอยู่ภายในตัวของเราให้ปรากฏออกมาอย่างเต็มที่  ตรงกันข้าม แม้ว่าจะไม่ค่อยมีฝีมือหรือไม่มีพลังมากนัก แต่ถ้ามีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเข้มแข็งแล้ว เรื่องที่ยากลำบากก็สามารถทำจนสำเร็จเรียบร้อยได้  ด้วยเหตุนี้ การยึดถือความเชื่อมั่นตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

ดังนั้น หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจึงมีหน้าที่ที่จะต้องคบค้ากับสมาชิกทั้งหลาย ชี้แจงแนะนำ ให้พวกเขาสามารถบังเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองให้ได้  ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสเอาใจใส่ในเรื่องนี้แล้ว สมาชิกที่ได้รับคำชี้นำ หรือเวลามาขอคำปรึกษา ก็จะเกิดแรงบันดาลใจ มีกำลังใจอย่างมากมาย ในใจบังเกิดความเชื่อมั่นว่าจะต้องต่อสู้และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และมีชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลให้ได้ จะต้องสะสมบุญวาสนาให้แก่ชีวิตให้ได้ จะต้องปฏิวัติชีวิตมนุษย์ให้ได้  ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ หรือมีชีวิตชีวาอย่างมากมาย  ถ้ามีความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นได้แล้ว แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ อดีตกรรมชั่ว อุปสรรค 3 มาร 4 ฯลฯ ก็จะสามารถจัดการได้เรียบร้อยอย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม หัวหน้าหรือผู้อาวุโสที่ไม่เอาใจใส่เรื่องนี้ กลับดุด่า ดูถูก วิจารณ์ ต่อว่าสมาชิก เช่น คุณไม่มีความศรัทธา ความศรัทธาของคุณใช้ไม่ได้ คุณไม่มีสิทธิ์เป็นผู้นำ ฯลฯ ซึ่งรังแต่สร้างความสิ้นหวัง หมดหวังในอนาคตแล้ว แม้ว่าสมาชิกคนนี้จะมีปมเด่น หรือคุณสมบัติที่ดีเด่นในตัว แต่เนื่องจากคำพูดจากหัวหน้า ทำให้หมดกำลังใจ กังวลใจต่ออนาคต จนไม่สามารถแก้ไขหรือจัดการเรื่องที่เกิดขึ้น  เพราะฉะนั้น คำพูดและพฤติกรรมของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

เช่น วันนี้พบกับสมาชิกที่เริ่มมีผมขาว หัวหน้าบอกว่า “คุณมีผมขาวแล้วนะ แก่แล้วนะ” หรือ “คุณมีผมขาวมากขึ้น แสดงว่าคุณได้พยายามต่อสู้กับปัญหาที่ทุกข์ใจอย่างเต็มที่ ความลำบากใจของคุณนั้นผมทราบดีครับ แต่ขอให้อย่ายอมแพ้นะครับ ขอให้พยายามต่อสู้ต่อไปจนชนะให้ได้นะครับ”  จะเห็นได้ว่า จากการมองเห็นผมขาวแล้ว พูดให้หมดกำลังใจ กับพูดส่งเสริมกำลังใจ ย่อมจะได้รับผลลัพธ์ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน  ถ้าเป็นคำพูดที่ส่งเสริมกำลังใจแล้ว เขาก็จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมาได้ 

หรือสมาชิกที่ขาไม่ดี เดินกระโผลกกระเผลก ไปไหนก็รู้สึกอับอาย  จึงไม่อยากจะออกไปไหน หมดความเชื่อมั่นในตัวเองไปเลย จนคิดว่า ชีวิตนี้ไม่มีความหวัง  แต่เมื่อหัวหน้าคนหนึ่งไปเยี่ยมบ้าน และให้กำลังใจแก่เขาว่า “อย่าคิดเช่นนี้เลย จริงอยู่ เวลาที่คุณออกไปข้างนอก ทุกคนอาจจะสนใจ และมองดูคุณ แต่อย่าคิดไปว่าคนอื่นจะดูถูก     รังเกียจ หรือหัวเราะเยาะ ขอให้คุณมั่นใจว่า พวกเขามองดูคุณด้วยความเห็นอกเห็นใจ เอาใจช่วยให้คุณหายไว ๆ ด้วยจิตใจที่เมตตากรุณา  ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว เวลาที่คุณไปข้างนอก ก็จะได้หมดความกังวลใจ ไม่ต้องรู้สึกอับอายนะครับ”  เมื่อสมาชิกผู้นี้ได้ฟังเช่นนี้แล้ว ตั้งแต่นั้นมา ก็ออกไปข้างนอกด้วยความสบายใจ ไม่มีความกังวลใจ อีกทั้งรู้สึกขอบคุณต่อผู้อื่น ทำให้การเคลื่อนไหวดำเนินไปอย่างร่าเริง จิตใจสบายใจ สะอาดบริสุทธิ์และมีความมั่นใจว่า  ลักษณะที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อีกไม่นานก็จะสามารถแก้ไขได้ด้วยการปฏิบัติศรัทธา ซึ่งจะพิสูจน์อานุภาพอันยิ่งใหญ่ของโงะฮนซนให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งหลาย ดังนั้น จึงยินดีออกไปพบปะกับผู้คนทั้งหลาย

กล่าวได้ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีทั้งปมเด่นและปมด้อยอยู่ในตัว สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อหัวหน้าหรือผู้อาวุโสพบปะ ชี้นำส่วนตัว ส่งเสริมกำลังใจ หรือเขียนจดหมายถึงสมาชิก ควรจะต้องยกย่อง ชมเชย ให้เขาเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง  ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่อาจสร้างผู้นำในอนาคตได้เลย 

เรื่องนี้สำหรับตัวเราเองก็เช่นกัน  สมมติว่าตัวเรามีพลังอยู่ 10 ส่วน เวลาที่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมา  ถ้าตอนนั้นจิตใจของเราคิดว่า สู้ไม่ไหว ไม่สามารถเอาชนะได้ คงทำไม่สำเร็จ แสดงว่าหนึ่งขณะจิตพ่ายแพ้เสียแล้ว พลังในตัวเราก็จะปรากฏออกมาได้เพียงแค่ 5-6 ส่วนเท่านั้น  ในเหตุการณ์เดียวกัน ก่อนอื่น หากเรามีความคิดว่า จะต้องสวดมนต์ มีพลังชีวิตมากมาย มีความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซน จะต้องฟันฝ่าเอาชนะให้จงได้ ซึ่งจิตใจมีความกล้าหาญ และมีความมั่นใจในตัวเองมากแล้ว แม้พลังของเราจะมีอยู่แค่ 5-6 ส่วนเท่านั้น แต่จะสามารถปรากฏออกมามากมายถึงขนาด 10 ส่วนหรือ 20 ส่วนได้เลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ หนึ่งขณะจิต หรือชีวิตจิตใจของเราเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ถ้าพลังชีวิตเข้มแข็ง หนึ่งขณะจิตมั่นคงแน่วแน่แล้ว เรื่องที่ยากลำบาก หรือแม้แต่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ก็จะสามารถเป็นไปได้ขึ้นมา นี่คือพลังอานุภาพของโงะฮนซน ซึ่งเป็นธรรมมหัศจรรย์นั่นเอง  ดังนั้น แม้จะมีอดีตกรรมชั่วหนักหนาเพียงใด ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน  ตรงกันข้าม แม้โงะฮนซนจะมีพลังมาก แต่ถ้าหนึ่งขณะจิตของเราอ่อนแอ ไม่มีความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซน ไม่มีความมั่นใจในตัวเองแล้ว ย่อมไม่อาจแก้ไขปัญหาได้

เช่น บางคนพูดไม่เก่ง บรรยายธรรมไม่เก่ง ชี้นำไม่เก่ง จึงไม่อยากจะทำ  บางคนไม่ชอบเรียนหนังสือ เรียนธรรมไม่เข้าใจ ฯลฯ  เวลาอยู่ต่อหน้าคนมาก ๆ แล้วจะอายจนหน้าแดง ดังนั้น ไม่กล้า ไม่อยาก ไม่ลองดู เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถทำได้ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว กี่เดือน กี่ปี ก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้นเหมือนเดิม กล่าวได้ว่า เป็นชีวิตมนุษย์ที่พ่ายแพ้  

ตรงกันข้าม ถ้าพยายามต่อสู้ท้าทายกับปมด้อยของตนเอง โดยมีความนึกคิดว่า เรามีโงะฮนซน ดังนั้น แม้ตัวเราจะไม่เก่ง ไม่มีพลัง แต่ถ้าสวดมนต์แล้ว ก็จะได้รับพลังจากโงะฮนซน ซึ่งเกิดความมั่นใจในตัวเองขึ้นมา ดังนั้น ในตอนแรก ๆ ก็อาจจะพูด บรรยาย หรือชี้นำได้ยังไม่ค่อยจะคล่องนัก  แต่ก็จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้น จนสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ ก็กล่าวได้ว่า เป็นชีวิตมนุษย์ที่มีชัยชนะ  เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “จงจัดการเรื่องต่าง ๆ โดยยึดถือความเชื่อมั่นในตัวเอง” P

ปฏิทินเหตุการณ์

            วันที่ 20 กุมภาพันธ์ วันจังหวัดชิบุย่ะ

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณสมชาย  บูโจ,คุณเทียนชัย ศรีโกมล  บูโจ, คุณสมควร  ฮันโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 19 กุมภาพันธ์

ในการทำงานแต่ละอย่าง ๆ ขอให้มีความนึกคิดที่ดีไว้ก่อน เพราะนี่คือหลักมูลฐานของชัยชนะทั้งหมดนั่นเอง

 

อธิบาย

อาจารย์โทดะเคยชี้นำว่า “ยุวชนหรือผู้นำจะต้องหาเวลาอ่านหนังสือเพื่อเสริมสร้างความนึกคิด” หมายความว่า แม้ว่าพวกเราจะมีธุระการงานมากมาย จนไม่มีเวลาว่างก็ตาม แต่จะต้องพยายามหาเวลาหรือสร้างเวลาอ่านหนังสือที่ดี ๆ เพื่อสร้างความนึกคิดของเราให้กว้างไกล มีวิสัยทัศน์  เพราะการกระทำเช่นนี้จะเป็นการเก็บเกี่ยวความเคลื่อนไหว นโยบาย หรือการดำเนินงานต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำ  หากหัวหน้าหรือผู้นำสนใจเฉพาะเรื่องปัจจุบัน ไม่มีเวลาคิดถึงอนาคตแล้ว ก็ขาดสิทธิของการเป็นผู้นำ

ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม การเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า จะทำให้ประหยัดเวลา สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และครบสมบูรณ์เรียบร้อยได้อย่างแน่นอน  ตรงกันข้าม การไม่เตรียมการณ์ล่วงหน้า พอถึงเวลาแล้วจึงค่อยคิด บางทีก็อาจคิดผิดพลาด ทำให้งานไม่สามารถดำเนินได้ครบถ้วน  ดังนั้น แม้ว่าจะมีความเอาใจใส่ต่อการงานอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ผลลัพธ์ย่อมจะไม่เหมือนกัน

เช่น วันพรุ่งนี้หรือวันมะรืนจะมีการประชุมสนทนาธรรม หรือเรียนธรรม  ถ้าผู้รับผิดชอบการบรรยายธรรม ไม่เตรียมการบรรยายล่วงหน้า หัวหน้าไม่เตรียมคำชี้นำ พอถึงเวลาประชุม บรรยายธรรมก็ไม่สร้างความประทับใจ ไม่มีข้อความที่ดีเลิศ หรือหัวหน้าชี้นำด้วยคำพูดเดิม ๆ  สมาชิกที่อุตส่าห์มาร่วมประชุมก็จะรู้สึกหมดหวัง ไม่มีกำลังใจ  คราวหน้าก็ไม่อยากจะมาอีกต่อไป  แสดงว่าเป็นการจัดประชุมที่พ่ายแพ้

ในทางกลับกัน หัวหน้าหรือผู้บรรยายที่พยายามอ่านและศึกษาธรรมนิพนธ์ คำชี้นำของอาจารย์อิเคดะ ค้นคว้าไว้ล่วงหน้า ก่อนมาจัดประชุม เวลาที่บรรยาย หรือชี้นำสมาชิก ก็มีเนื้อหามากมาย สามารถสร้างความประทับใจแก่สมาชิกทั้งหลายที่เข้าร่วมประชุม นี่คือการจัดประชุมที่ได้รับชัยชนะหรือประสบความสำเร็จ

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าการประชุมใดก็ตาม จะสามารถมีความสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมความนึกคิดที่ดี ๆ ไว้ก่อน ถ้าหัวหน้าเมินเฉยในเรื่องนี้ คิดว่าเป็นเรื่องแค่เล็กน้อย และทำจนเคยชินติดเป็นนิสัยที่เมินเฉยไม่เอาใจใส่เตรียมล่วงหน้าให้ดีแล้ว แม้ว่าจะจัดประชุมอะไร รับผิดชอบการงานใด ย่อมไม่สามารถทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์   แต่ถ้าเอาใจใส่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ และเตรียมความนึกคิดที่ดี ๆ ไว้ก่อน ทำเช่นนี้จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเราแล้ว ทุกการเคลื่อนไหวหรือทุกการงานย่อมจะได้รับผลสำเร็จที่แน่นแฟ้น  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ในการทำงานแต่ละอย่าง ๆ ขอให้มีความนึกคิดที่ดีไว้ก่อน เพราะนี่คือหลักมูลฐานของชัยชนะทั้งหมดนั่นเอง” P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณปิติพงษ์ นำศรีนิรันดร์  ฟุขุดันซิบูโจ,คุณสมบูรณ์  กรุ๊ปโจ, คุณสมเกียรติ  ฮันโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 18 กุมภาพันธ์

            ขอให้มองให้ทะลุว่ามารคือมาร และขอให้ท้าทายอย่างสงบนิ่งด้วยความเชื่อมั่นต่อพลังของธรรมมหัศจรรย์

 

อธิบาย

            พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวถึงมารอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “มารคือผู้แย่งชิงบุญกุศล” หมายความว่า แม้ว่าจะปฏิบัติศรัทธาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยความขยันขันแข็ง และเต็มที่เพียงไรก็ตาม หากไม่สามารถมองทะลุมารและพ่ายแพ้มารแล้ว ความศรัทธาก็จะค่อย ๆ เฉื่อยชาลงได้ง่าย ในที่สุด ความศรัทธาก็อ่อนแอลง สภาพชีวิตจิตใจตกและวนเวียนอยู่แต่ในอบายภูมิ 3 อบายภูมิ 4 อันได้แก่ โลกนรก โลกเปรต โลกเดรัจฉาน โลกอสูร  ทำให้เอาแต่วิจารณ์ ใส่ร้ายผู้อื่น หรือสงสัยธรรม จนทำให้บุญวาสนาที่อุตส่าห์สะสมมาหายไปหมด และกลายเป็นพวกเดียวกับมาร  ด้วยเหตุนี้ การมองทะลุต่อมารจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และการต่อสู้ท้าทายกับมารด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ก็เป็นลักษณะที่สำคัญของผู้นำของสมาคม

            พูดถึงการมองให้ทะลุว่ามารคือมารนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะมารจะไม่แสดงตัวให้เราเห็นชัด ๆ ว่า นี่คือมาร เช่น มารประเภทหนึ่งที่เรียกว่ามารแห่งความเมตตา มารประเภทนี้จะมีลักษณะดูเหมือนเป็นบุคคลที่ทำดีต่อเรา เอื้อประโยชน์ต่อเรา เอาใจใส่ต่อเรา จนทำให้รู้สึกว่าเป็นบุคคลที่มีความเมตตารักใคร่หรือเมตตากรุณาต่อเราอย่างมากมาย  เราจึงอาจจะเข้าใจผิดได้ง่ายว่า บุคคลผู้นี้ หรือสถานการณ์เช่นนี้คือบุญกุศลหรือเทวดาช่วย  แต่อันที่จริง กลับทำให้เรากลายเป็นพวกเดียวกับมาร และตกนรกได้ง่าย อาทิ หมอดู ผู้นับถือนิกายอื่นที่บริจาคเงินทอง เสื้อผ้าให้มากมาย สร้างสะพาน สร้างบ้าน ฯลฯ ทุกคนจะดีใจ ขอบคุณ และรู้สึกว่าบุคคลผู้นี้มีความเมตตา จึงมีความเชื่อมั่นในตัวของเขา ทุกสิ่งที่เขาพูดหรือกระทำล้วนดีต่อเรา เชื่อต่อเขาอย่างหมดหัวใจ

            แต่เรื่องนี้เมื่อมองดูจากธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหมอดูที่เก่งแค่ไหน แม่นแค่ไหน ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังของโลกเดรัจฉานเท่านั้น นอกจากนี้ เรื่องการบริจาคเงินทองสิ่งของ สร้างสะพาน ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่ของทางราชการ และแม้จะได้รับสิ่งของบริจาค แต่ก็ไม่สามารถชำระล้างชะตากรรมได้แม้แต่น้อย ไม่มีการสร้างบุญวาสนา ที่สำคัญก็คือ ไม่สามารถช่วยให้บรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตนี้ได้  เพราะไม่ได้สอนธรรมที่สูงที่สุดแห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว มีแต่ให้สิ่งของ ที่จับจิตใจของผู้คนเท่านั้น จึงเรียกได้ว่าเป็นการกระทำของมาร

            หรือยกตัวอย่างในด้านการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น สามีปฏิบัติศรัทธา แต่ภรรยาไม่ชอบ เวลาที่สามีสวดมนต์ ก็จะเรียกหาสามีด้วยเสียงดังลั่น  ซึ่งเป็นการรบกวนการสวดมนต์ไม่ให้สามารถปฏิบัติได้อย่างเต็มที่ หรือเวลาที่คุณแม่พาลูกไปร่วมประชุม ระหว่างที่ประชุมอยู่ ลูกก็แผดเสียงร้องไห้ดังจ้า วิ่งเล่น ต่าง ๆ  ซึ่งรบกวนบรรยากาศการประชุม สิ่งเหล่านี้ก็คือการกระทำของมาร  แต่อย่าเข้าใจผิดว่าภรรยาหรือลูกเป็นมาร   เพราะการกระทำของภรรยาหรือลูกนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา   หากแต่ว่า การที่เรารู้สึกได้รับผลกระทบจากการกระทำนั้น ๆ และทำให้เสียจังหวะของการปฏิบัติสวดมนต์หรือการฟังธรรม ก็คือเราพ่ายแพ้ต่อการกระทำของมาร  เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ใช่ด่าว่าภรรยาหรือลูก แต่จะต้องมองให้ทะลุว่านี่คือการกระทำของมาร พยายามสวดมนต์ไม่ให้พ่ายแพ้มารเป็นอันขาด จึงกล่าวได้ว่า การมองให้ทะลุว่ามารคือมารเป็นเรื่องยาก

            ถ้าการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นดำเนินไปแบบเรื่อย ๆ ในทุก ๆ วัน ไม่มีความตั้งใจจริงจังแล้ว ก็ไม่สามารถมองทะลุต่อการกระทำของมาร  ดังนั้น พวกเราจึงพึงตระหนักอยู่เสมอว่าการเคลื่อนไหว การกระทำในการดำเนินชีวิตของเรานั้น จะต้องมีการต่อสู้ท้าทายกับมารอยู่ตลอดเวลา  โดยเฉพาะ การมองทะลุมารภายในชีวิตจิตใจของเราเป็นเรื่องที่ยิ่งยากกว่า  เพราะถ้าเราพ่ายแพ้มารในจิตใจแล้ว ก็เปรียบได้กับคนสวมแว่นตาสีแดง มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีแดงทั้งนั้น แม้หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจะเพียรชี้นำหรือสอนธรรมให้มากมาย ก็รับฟังและตีความความเข้าใจผิด ๆ ของตัวเอง  และคิดว่าเพื่อนฝูง หัวหน้า หรือผู้อาวุโสไม่เข้าใจจิตใจของเรา  ตัวเราไม่ได้ทำอะไรผิด ตัวเราถูกต้อง  จึงเกิดอคติจิต วิพากษ์วิจารณ์ต่อผู้อื่นได้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถมองทะลุว่ามารคือมาร และต่อสู้ท้าทายอย่างสงบนิ่งด้วยความเชื่อมั่นต่อพลังของธรรมมหัศจรรย์แล้ว แม้ว่าจะเป็นมารที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ถ้าเรามองให้ทะลุได้ว่าเป็นมารแล้ว มารก็จะหนีหายไป และพ่ายแพ้ต่อธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง  ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเป็นดาบคมที่สามารถตัดมารแห่งอวิชชา (ความมืดมน)”   P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณบุญส่ง หอธรรมกุศล บูโจ,คุณสมบัติ  แซ่เตียว  บูโจ, คุณสินมั่น คูมิโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์

            ขอให้เสริมสร้างพื้นฐานด้วยการสวดมนต์เช้า-เย็น และขอให้พยายามสร้างอบรมคนหนึ่งคนอย่างเต็มกำลัง สิ่งนี้จะเป็นบ่อเกิดของการก่อสร้างรากฐานของสมาคมให้แข็งแกร่ง  ดังนั้น ขอให้เคลื่อนไหวอย่างขะมักเขม้นโดยมีเจตนารมณ์ที่จะรวบรวมสมาชิกทั้งหมดเข้าด้วยกัน

 

อธิบาย

            การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นการสร้างรากฐานของบุญวาสนาและบุญกุศล  ผู้ที่พยายามปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างว่านอนสอนง่าย ด้วยจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ มีความขอบคุณต่อโงะฮนซนอยู่เสมอ   บุคคลผู้นี้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่หรือเป็นสมาชิกเพิ่งเข้าศรัทธาใหม่ ๆ ที่ยังไม่รู้ธรรมมากมาย หรือมีฐานะยากจน หรือสุขภาพไม่แข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บ ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน และเป็นผู้นำในอนาคตได้

            การสร้างอบรมผู้นำในอนาคต ก็ต้องมีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นและสวดไดโมขุเป็นพื้นฐาน ถ้าแต่ละคน ๆ มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว ก็จะสามารถก่อสร้างรากฐานของสมาคมให้แข็งแกร่ง  จึงกล่าวได้ว่า สิ่งสำคัญ ก็คือ ผู้ศรัทธาที่ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นหลักสำหรับการดำเนินชีวิตมีมากน้อยเพียงใดนั่นเอง

การจัดประชุม สอนธรรม บรรยายธรรม แม้จะเก่งเพียงใดก็ตาม ถ้าแต่ละคน ๆ ไม่สำนึกในภาระหน้าที่แล้วก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่ไปนั่งฟังเฉย ๆ และคิดว่า เราไม่ทำคนเดียวคงไม่เป็นไร เราไม่มีเวลา หรือคิดว่าสามีทำแทนแล้ว ภรรยาทำแทนแล้ว พ่อแม่ทำแทนแล้ว ลูกทำแทนแล้ว ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงต้องมีการชี้นำส่วนตัว มีการเยี่ยมบ้าน เพราะการพูดในที่ประชุม ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจและสำนึกในภาระหน้าที่ได้  ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องขยันขันแข็งไปเยี่ยมสมาชิกแต่ละคน ๆ ด้วยความอดทน มีการประชุมปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอ  การต่อสู้อย่างสม่ำเสมอเช่นนี้คือสิ่งสำคัญในการต่อสู้ของพวกเรา  ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสขยันขันแข็งเช่นนี้ ต่อสู้อยู่แนวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ย่อมส่งผลกระทบให้ระบบการมีความก้าวหน้าขึ้นมาได้ โดยที่แต่ละคน ๆ จะค่อย ๆ รู้สำนึกในภาระหน้าที่ของตนเอง และออกมาร่วมกันต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรม  ในที่สุด การประชุมต่าง ๆ ก็จะมีผู้เข้าร่วม และเป็นการประชุมที่ได้รับผลสำเร็จ

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ หัวหน้าหรือผู้อาวุโสต้องไม่หมดหวังว่าเขตของเราหรือตำบลของเราไม่มีผู้นำแม้แต่คนเดียว ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะผู้ที่มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นก็คือผู้นำ  ถ้าไม่มีผู้ที่สวดมนต์เช้า-เย็น หัวหน้าหรือผู้อาวุโสก็จะต้องออกไปเยี่ยมบ้าน และร่วมสวดมนต์ด้วยกัน ซึ่งเป็นการสอนหรือสร้างอบรมและให้กำลังใจแก่สมาชิกแต่ละคน ๆ  ในที่สุด สมาชิกเหล่านี้ก็จะสามารถกลายเป็นผู้นำที่ดีได้ เมื่อนั้น ระบบการก็จะมีความร่าเริง มีชีวิตชีวา  จึงกล่าวได้ว่า อยู่ที่จิตใจหรือลักษณะของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสมีความกล้าหาญและขะมักเขม้น  หากเป็นเช่นนี้แล้ว เจตนารมณ์ที่จะรวบรวมสมาชิกทั้งหมดเข้าด้วยกันย่อมสำเร็จได้อย่างแน่นอน  P

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณอนุชา พฤกษานนทชัย บูโจ,คุณวีระศักดิ์  บูโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 16 กุมภาพันธ์

            จงกลับไปสู่เจตนารมณ์ของสมาคม

อธิบาย

            เจตนารมณ์ของสมาคม ได้แก่

1.                  ปกป้องพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน

2.                  พากเพียรปฏิบัติเพื่อให้พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเผยแผ่ไปในทั่วโลก อันจะนำไปสู่การบรรลุซึ่งสันติภาพโลก

3.                  ติดตามอาจารย์อิเคดะ อาจารย์แห่งชีวิตมนุษย์ไปตลอดชั่วชีวิต

4.                  ให้ความสำคัญต่อแต่ละคน ๆ โดยอยู่ท่ามกลางประชาชน ดำเนินชีวิตเพื่อประชาชน และเป็นพวกเดียวกันกับประชาชนตลอดไป

5.                  มีการปฏิบัติและการเคลื่อนไหวเป็นหลัก ไม่ใช่มีแต่การศึกษา หรือทฤษฎีเป็นหลัก

6.                  ไม่ว่าจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากมายเพียงใด ก็จะยึดมั่นเจตนารมณ์แห่งการยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว และท้าทายต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4 โดยถือว่าอุปสรรคยิ่งใหญ่เท่ากับความสุขที่ยิ่งใหญ่

            ทำไมอาจารย์จึงชี้นำว่า “จงกลับไปสู่เจตนารมณ์ของสมาคม” ก็เพราะว่า สันดานนิสัยของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ก็คือ ค่อย ๆ เกิดความเฉื่อยชาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความศรัทธาก็ดี หรือความตั้งใจของตัวเองก็ดี  หรือหากไม่มีความเฉื่อย และพยายามปฏิบัติธรรมอยู่ก็ตาม แต่เมื่อมองดูจากผู้อาวุโสที่มีความศรัทธาบริสุทธิ์และเข้มแข็งกว่าแล้ว จะเห็นได้ว่า ความนึกคิดของเราล้าสมัย แต่ตัวเรากลับมองไม่เห็น ไม่รู้ตัว เพราะระบบการที่ยึดถือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกของสมาคมมีการเจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ ถ้าเราคิดว่า คราวก่อนทำได้ดีแล้ว คราวนี้ก็จะทำแบบเดิมแล้ว ก็เป็นความคิดที่น่าอันตรายมาก  เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น ผู้นำควรจะต้องหมั่นสำรวจตัวเองว่า การศึกษาค้นคว้านี้เหมาะสมกับเจตนารมณ์ของสมาคมตลอดไปได้หรือไม่  นี่คือลักษณะสำคัญของผู้นำ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะพ่ายแพ้มารในจิตใจของตนเองได้ง่าย ๆ จนทำให้ผิดพลาดออกนอกเส้นทางของสมาคม  ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องคอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ พร้อมกับยึดถือเจตนารมณ์ของสมาคมไว้ชั่วชีวิตซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้

            อาจารย์จึเนะซาบุโร่ มาคิงุจิ นายกสมาคมท่านแรกเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อเดินผิดเส้นทางแล้ว ก็จะต้องย้อนกลับไปที่เดิมก่อน แล้วจึงเริ่มออกเดินไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่กระโดดข้ามไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” หมายความว่า สิ่งสำคัญก็คือ การดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเราเกิดจากโงะฮนซน และจะต้องกลับไปสู่โงะฮนซน ซึ่งจะต้องเป็นเช่นนี้ตลอดไป  นี่คือลักษณะของการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้อง  ที่ยึดถือโงะฮนซนเป็นหลักในทุก ๆ เรื่อง โดยการทำให้เจตนารมณ์ของสมาคมเป็นชีวิตจิตใจและเลือดเนื้อของเรา  ถ้าไม่ยึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก ไม่ขอบคุณ ไม่ตอบแทนบุญคุณของโงะฮนซน ลืมเจตนารมณ์ของสมาคมแล้ว แม้ในขณะนั้นจะไม่เห็นมีอะไรก็ตาม แต่ในที่สุด ก็จะพ่ายแพ้อุปสรรค 3 มาร 4  ฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “จงกลับไปสู่เจตนารมณ์ของสมาคม” P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

            วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1222 วันเกิดของพระนิชิเร็นไดโชนิน

 

ผู้ร่วมเรียนฯ  คุณสมชาย  บูโจ,คุณสมชาย  กรุ๊ปโจ,คุณวีระกิจ  คูมิโจ

ผู้จดบันทึก   นายสุรชัย  งามสกุลรุ่งโรจน์  โซบูโจ

 

 

วันที่ 15 กุมภาพันธ์

            เป้าหมายของเราก็คือ จะต้องมีความชัดเจนว่า จุดมุ่งหมายในวันนี้คืออะไร จึงจะมีการเคลื่อนไหวที่มีคุณค่า ไม่มีเรื่องเปล่าประโยชน์เกิดขึ้น

 

อธิบาย

            จุดมุ่งหมายของการก่อตั้งสมาคมของเราก็คือ เพื่อให้ชีวิตมนุษย์ในชาตินี้สามารถสร้างคุณค่าอันยิ่งใหญ่ และได้รับความสุขที่แท้จริง  ด้วยเหตุนี้ กิจกรรม การเคลื่อนไหว เป้าหมาย ทฤษฎีธรรม ปรัชญาธรรม ฯลฯ เหล่านี้จึงมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมนุษย์  กล่าวคือ ถ้าทฤษฎีธรรม เป้าหมาย ฯลฯ ไม่มีการสร้างคุณค่าอันยิ่งใหญ่แล้ว แม้จะทำอย่างมากมายเพียงไร ก็ล้วนเปล่าประโยชน์  ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ก็คือ ต้องมีความชัดเจนว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างคุณค่า ทำอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพ ทำอย่างไรจึงจะประหยัดเวลา ประหยัดเงิน  ซึ่งไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ หลักสำคัญก็คือ จะต้องมีการสร้างคุณค่าต่อเรา มีประโยชน์ต่อเรา

            แต่มีปัญหาอยู่ที่ว่า การสร้างคุณค่านั้น แต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่น คนเกียจคร้าน ไม่ไปทำงาน มีแต่กิน ๆ นอน ๆ อยู่ที่บ้าน ก็คิดว่า นี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขา มีคุณค่าสำหรับเขา หรือนักเลงหัวไม้ อันธพาล โจรผู้ร้าย คิดว่า การปล้นชิงทรัพย์ที่ได้เงินทองมากมายคือสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าสำหรับเขา   หรือคนป่วยหนัก ให้เอาเงินมากมายมากองก็ไม่อยากได้ ไม่มีประโยชน์ ขอแต่ให้มีสุขภาพแข็งแรงก็พอใจแล้ว ซึ่งการสร้างคุณค่าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

            ถ้าจะกล่าวไปแล้ว เรื่องที่สร้างคุณค่าได้ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ การสร้างบุญวาสนาให้แก่ชีวิตของเราเอง ด้วยการเคลื่อนไหวหรือการปฏิบัติธรรมเพื่อการเผยแผ่ธรรม ซึ่งทำให้เราสามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้  นี่แหละคือการสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตมนุษย์ นอกจากนี้แล้ว เงินทอง บ้าน รถ ชื่อเสียง ความสามารถเก่งกาจ รางวัลชนะเลิศ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แม้จะดูเหมือนว่ามีประโยชน์หรือมีคุณค่า แต่อันที่จริงก็เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของความสุขที่แท้จริง

            หากสามารถเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้ว ทุกวันก็จะต้องพยายามคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้การเคลื่อนไหวในวันนี้สามารถสร้างคุณค่าทางด้านธรรม ซึ่งเป็นการสร้างบุญวาสนาได้  และพยายามหาเวลา สร้างเวลา และทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีความชัดเจนต่อเป้าหมายของวันนี้   ซึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่สภาพชีวิตก็จะมีความแน่นแฟ้น มีความสุข มีชีวิตมนุษย์ที่สมปรารถนาได้อย่างแน่นอน  ตรงกันข้าม ถ้าเมินเฉยต่อการปฏิบัติหรือการเคลื่อนไหวของวันนี้ และดำเนินไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน ๆ โดยไร้จุดหมาย ไม่รู้แน่ชัดว่าหน้าที่ของเราคืออะไร พอถึงเวลาที่จะจบชีวิตลง หวนสำรวจชีวิตของตัวเอง ก็จะพบว่า มีแต่กิน นอน ทำงาน ไม่ได้มีการสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ ทุกอย่างดำเนินไปโดยสูญเปล่าทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “เป้าหมายของเราก็คือ จะต้องมีความชัดเจนว่า จุดมุ่งหมายในวันนี้คืออะไร” P

 

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์

            ความเหน็ดเหนื่อยที่หม่นหมองจะเป็นเหตุแห่งความพ่ายแพ้ ความเจริญก้าวหน้าที่ร่าเริงจะเป็นเหตุแห่งชัยชนะ

 

อธิบาย

            ถ้าพวกเราทำงานหนักมากไป ต่อสู้มากเกินไป ทำให้ไม่มีโอกาสได้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายและสมองก็จะเหนื่อยล้า เมื่อร่างกายและจิตใจอ่อนล้า สีหน้าก็ซีดเซียว หมองคล้ำ ไม่มีชีวิตชีวา น้ำเสียงไม่แจ่มใส การเคลื่อนไหวเชื่องช้า นี่คือความเหน็ดเหนื่อยที่หม่นหมอง  หากหัวหน้าหรือผู้อาวุโสมีลักษณะเช่นนี้แล้ว ย่อมมีผลกระทบต่อสมาชิกในความดูแลให้ติดตามและทำงานในลักษณะเดียวกันนี้อย่างแน่นอน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไรก็ตาม ทั้งหมดย่อมจะต้องเสียหาย และหนีไม่พ้นความพ่ายแพ้อย่างแน่นอน อาจารย์จึงกล่าวว่า “จะเป็นเหตุแห่งความพ่ายแพ้”

            ในทางกลับกัน ทุกการเคลื่อนไหวและทุกการต่อสู้ใดที่มีชีวิตชีวา มีความก้าวหน้าอยู่เสมอ ก็จะทำให้หน้าตา ลักษณะ ความประพฤติของเรามีความสดชื่นได้ง่าย  มีความหวัง มีความร่าเริง มีชีวิตชีวา  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ความเจริญก้าวหน้าที่ร่าเริงจะเป็นเหตุแห่งชัยชนะ”

            เรื่องนี้ ถ้าอธิบายในด้านของพวกเราแล้ว สมมติว่า ในชีวิตมนุษย์เรามีอุบัติเหตุ อุปสรรค หรืออดีตกรรมชั่วเกิดขึ้น ถ้าตอนนั้นเราคิดว่า เรานับถือโงะฮนซนแล้ว ทำไมยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น จึงหมดหวัง หมดกำลังใจ และสงสัยต่อโงะฮนซน  ชีวิตจิตใจไม่มีชีวิตชีวา เป็นห่วงกังวล  ท้อแท้ ก็กล่าวได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เราสร้างเหตุที่ไม่ดี

            ตรงกันข้าม ในกรณีที่เผชิญกับเรื่องต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น แต่ผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็งมั่นคง จะรู้สึกและคิดได้ว่า เรื่องที่ไม่ดีนี้จะทำให้ตัวเองสร้างเหตุที่ดีได้ เพราะสามารถเข้าใจว่า ความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลจากเหตุที่ตนเองสร้างไว้ในอดีตชาติ  และเนื่องจากชาตินี้ได้พบกับโงะฮนซน เมื่อปฏิบัติศรัทธาแล้ว ทำให้อดีตกรรมชั่วปรากฏออกมาโดยเบา และสามารถชำระให้หมดสิ้นไปในชาตินี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีเพื่อว่าตนเองจะสามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ได้  การคิดได้เช่นนี้จะทำให้เหตุการณ์ต่าง ๆ กลายเป็นปัจจัยที่สร้างความเจริญก้าวหน้าในอนาคต  ทั้งที่ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่ดี แต่ก็สามารถสร้างเหตุแห่งชัยชนะในอนาคต            เพราะฉะนั้น การที่พบกับเหตุการณ์แบบเดียวกัน แต่ความนึกคิดและความรู้สึกที่คิดว่าดีกับไม่ดี ก็จะทำให้ได้รับผลในอนาคตที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว

            ด้วยเหตุนี้ สำหรับผู้ที่ศรัทธาเข้มแข็ง ผู้ที่มีบุญวาสนามากมายแล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถยอมรับ และรับมืออย่างร่าเริงในลักษณะที่เป็นการสร้างเหตุที่ดีเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง ในที่สุด ก็สามารถเปลี่ยนพิษเป็นยา เปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้สำเร็จ   แต่ตรงกันข้าม สำหรับผู้ที่ศรัทธาอ่อนแอ พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็จะบ่น วิจารณ์ สงสัย ท้อถอยได้ง่าย ไม่รู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซน ไม่คิดจะต่อสู้ท้าทายกับชะตากรรม มีแต่โทษผู้อื่น อ้างว่าคนอื่นไม่ดี ตัวเองถูกต้องที่สุด ดีที่สุด โดยไม่เคยสำรวจตัวเองเลย  ในที่สุด ชีวิตก็จะวนเวียนอยู่แต่ใน 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรก จึงพ่ายแพ้ต่อตัวเอง พ่ายแพ้ต่อสังคมได้ง่าย

            เพราะฉะนั้น ความเหน็ดเหนื่อยที่หม่นหมองอันเป็นเหตุแห่งความพ่ายแพ้ก็ดี ความเจริญก้าวหน้าที่ร่าเริงอันเป็นเหตุแห่งชัยชนะก็ดี ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิตของเราเอง ถ้าหนึ่งขณะจิตไม่เข้มแข็ง ไม่มีพลังชีวิต สวดมนต์น้อยแล้ว ต่อให้เรื่องดีก็ยังกลายเป็นเรื่องไม่ดีไปได้  ตรงกันข้าม ถ้าความศรัทธาเข้มแข็ง เรื่องไม่ดีก็สามารถเปลี่ยนเป็นเรื่องดีได้ จึงกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิตนั่นเอง ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนิน ได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “สัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นธรรมแห่งการเกิด พระสูตรแห่งคำสอนชั่วคราวเป็นธรรมแห่งการตาย”  ก็หมายความว่า  สำหรับพวกเราผู้นับถือศรัทธาต่อโงะฮนซนแล้ว เรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นก็สามารถกลายเป็นโอกาสของการสร้างเหตุที่ดีสำหรับอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อตนเองได้  แต่ผู้ที่ไม่รู้จักธรรมที่แท้จริงหรือไม่รู้จักโงะฮนซนนั้น แม้จะมีเรื่องดีเกิดขึ้น ก็สามารถกลับกลายเป็นโอกาสที่สร้างเหตุแห่งความเสื่อมหรือพ่ายแพ้ได้   ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า พวกเราซึ่งปฏิบัติศรัทธาในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน คือผู้ที่สามารถได้รับชัยชนะในชีวิตมนุษย์ P

 

 

วันที่ 13 กุมภาพันธ์

            ขอให้ต่างคนต่างสร้างความสามัคคีที่เข้มแข็งเพื่อความเที่ยงธรรม โดยไม่มีความเกรงกลัวต่อสิ่งใด ๆ แม้แต่น้อย  เพราะพวกเราเป็นบุตรของสมาคมนั่นเอง

 

อธิบาย

            ทำไมอาจารย์จึงกล่าวว่า “ต่างคนต่างสร้างความสามัคคี” ก็เพราะว่า สมาชิกของสมาคม บางคนก็อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ บางคนก็อาศัยอยู่ที่ภาคอีสาน บางคนก็อาศัยอยู่ที่ภาคใต้ ซึ่งมีสมาชิกอยู่ในแทบทุกจังหวัด  แม้ว่าศูนย์กลางจะอยู่ที่สมาคมเป็นหลัก แต่ในการต่อสู้เพื่อการปฏิบัติศรัทธานั้น แต่ละตำบล แต่ละอำเภอ แต่ละท้องถิ่น แต่ละจังหวัด ต่างคนต่างก็มีความรับผิดชอบในพื้นที่ของตนเอง โดยให้สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นนั้น ๆ  แม้ว่าจะอยู่ในประเทศไทยประเทศเดียวกันก็ตาม แต่ก็เป็นธรรมดาที่ว่าจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค

            หากมองดูประวัติของการเผยแผ่ธรรมในแต่ละประเทศแล้ว จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่เริ่มต้นขึ้นที่เมืองหลวงก่อน แล้วจึงค่อยแผ่ขยายออกไปตามต่างจังหวัด ไปยังภาคอื่น ๆ จนกระทั่งไปทั่วประเทศ  ซึ่งเมื่อระบบการมีการเติบโตขยายไปมากขนาดนั้นแล้ว แม้ว่าเป้าหมายหรือนโยบายจะกำหนดจากศูนย์กลางคือสมาคมเป็นหลักก็ตาม แต่วิธีที่ศูนย์กลางในเมืองหลวงเป็นผู้ควบคุมกำหนดนโยบายของแต่ละจังหวัดนั้น ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม   กล่าวคือ ควรจะให้แต่ละท้องถิ่นรับทราบนโยบายหลัก หรือเป้าหมายของสมาคม แล้วคิดหาวิธีการดำเนินงานที่เหมาะสมกับแต่ละจังหวัด แต่ละท้องถิ่น ซึ่งย่อมจะแตกต่างกันไป หากไม่เป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถสร้างความสามัคคีที่แน่นแฟ้นได้ จึงเหมือนกับว่า ตอนเริ่มต้นเผยแผ่ธรรม เริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางในเมืองหลวง แล้วค่อยสานต่อไปเป็นเส้นต่อ ๆ ออกไป  ซึ่งสุดท้ายแล้ว หลักสำคัญก็คือ ให้แผ่ขยายการเผยแผ่ธรรมออกไปในแต่ละท้องถิ่น ในแต่ละจังหวัด  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ต่างคนต่างสร้างความสามัคคีให้เข้มแข็ง”

            ในอีกแง่หนึ่งก็คือ สมาชิกทั้งหลายของสมาคมล้วนมีสาขาอาชีพหลากหลาย บางคนเป็นนักการเงิน บางคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ บางคนเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ บางคนทำการค้าส่วนตัว บางคนเป็นลูกจ้าง บางคนเป็นนักเรียนนักศึกษา ฯลฯ  ซึ่งต่างคนต่างทำหน้าที่การงานตามสาขาอาชีพของตนเองด้วยความความสามัคคีที่เข้มแข็ง และเผยแผ่ธรรมในสาขาอาชีพของตนเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะการเผยแผ่ธรรมไม่ใช่เพียงแค่การอธิบายทฤษฎีธรรม หรือชี้นำด้วยหลักธรรมเท่านั้น  แต่ผู้เป็นสมาชิกทั้งหลายควรจะทำงานให้เป็นแบบอย่างที่ดีในสาขาอาชีพของตนเอง และแสดงให้ผู้อื่นเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินดีมากเพียงใด

            เป้าหมายและเจตนารมณ์ของสมาคมก็คือ ช่วยเหลือมนุษยชาติให้มีความสุข และสร้างสันติภาพโลก และให้สมาชิกทั้งหลายได้รับความสุขที่แท้จริง  นี่คือความเที่ยงธรรมของสมาคมซึ่งเป็นเป้าหมายที่สูงส่ง ยิ่งใหญ่ และมีค่ามากอยู่แล้ว  ด้วยเหตุนี้ พวกเราผู้นับถือศรัทธา ซึ่งถือว่าเป็นบุตรของสมาคม ไม่ว่าจะมีฐานะความเป็นอยู่อย่างไร มีอาชีพอะไร นับถือศรัทธามานานแค่ไหน มีความรู้ทางด้านธรรมมากน้อยเพียงใด ก็ไม่ต้องเกรงกลัวต่อสิ่งใด ๆ  พวกเราเป็นผู้ที่มีจิตใจกล้าหาญและพยายามเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่นที่เราอาศัยอยู่ ในสถานที่ที่เราประกอบอาชีพการงานอย่างเต็มที่  ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้เขียนจดหมายถึงลูกศิษย์ของท่านว่า “พุทธธรรมของเมืองดังกล่าวนั้นมอบหมายแด่ท่านด้วยความเทิดทูน เมล็ดพุทธนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัย ด้วยเหตุนี้จึงเทศนาเอกยาน”

            เพราะฉะนั้น ขณะนี้ อาจารย์อิเคดะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น พวกเราก็จะรับผิดชอบการเผยแผ่ธรรมในประเทศไทยของเราให้สำเร็จในฐานะบุตรของสมาคม และรายงานต่ออาจารย์ให้หายห่วง เพราะสมาชิกของประเทศไทยมีความศรัทธาเข้มแข็ง และจะทำให้สำเร็จให้ได้อย่างแน่นอน  การให้คำมั่นสัญญาเช่นนี้ต่ออาจารย์แสดงว่าเป็นบุตรที่แท้จริงของสมาคมนั่นเอง P

 

 

วันที่ 12 กุมภาพันธ์

            จงสร้างพรรคพวกเดียวกัน จงสร้างตัวเอง ยิ่งกว่านั้น จงสร้างปราสาทแห่งผู้นำที่มีพลัง

 

อธิบาย

            การสร้างพรรคพวกเดียวกัน การสร้างตัวเอง หรือการสร้างผู้นำ ทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมาย คือ เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก หมายความว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นมนุษย์ จึงกล่าวได้ว่า แก่นสารของการบรรลุการเผยแผ่ธรรมไพศาลก็อยู่ที่มนุษย์ อยู่ที่การสามารถชักชวนให้ผู้อื่นเห็นด้วยกับเราหรือไม่ ตัวเราเองสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้หรือไม่ และสามารถสร้างอบรมผู้นำได้หรือไม่นั่นเอง  นอกจากที่กล่าวมานี้แล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นใดแล้วที่จะสามารถทำให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จได้

            การที่อาจารย์กล่าวว่า “จงสร้างพรรคพวกเดียวกัน” ก็หมายความว่า จะต้องมีสามัญสำนึกที่ดีเป็นหลัก สิ่งสำคัญก็คือ สามารถสนิทสนมกับผู้อื่น สามารถเป็นเพื่อนสนิทกันได้ เช่น เขาอาจจะอ้างว่าไม่ชอบนิกายของเรา แต่มีความเชื่อถือไว้วางใจในบุคลิกลักษณะของเรา  การที่เราสามารถเป็นเพื่อนที่ดีกับคนในสังคมก็คือก้าวแรกของการสร้างพรรคพวกเดียวกัน  ซึ่งในความสัมพันธ์เช่นนี้ สิ่งสำคัญก็คือ ความซื่อสัตย์ต่อกัน เพราะแม้เราจะพูดดีเพียงใด เอาใจใส่เขาดีเพียงใด แต่ถ้าทำผิดต่อเขาสักครั้งหนึ่งแล้ว ความเชื่อถือไว้วางใจที่ผ่านมาทั้งหมดก็จะสูญหายไป  ด้วยเหตุนี้ เรื่องที่ให้คำมั่นสัญญาต่อกัน จะต้องไม่ลืม ขอให้มีความจริงใจ สุจริตใจต่อเขา นี่คือสิ่งสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  ถ้าในการคบค้ากับเพื่อน ๆ มีลักษณะความประพฤติที่ได้รับความไว้วางใจแล้ว เขาก็จะต้องเป็นพวกเดียวกับเราโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

            ถ้าเป็นความสัมพันธ์ที่มีเรื่องเงินทองมาเกี่ยวข้องแล้ว จะเห็นได้ว่า พอหมดเงิน เพื่อนก็หายไปด้วย หรือพอหมดอำนาจวาสนา เพื่อนฝูงก็หายไป ซึ่งเปรียบได้กับก้อนน้ำตาลที่แข็ง พอใส่ลงไปในน้ำก็จะละลาย ทั้งนี้ก็เพราะว่า เงิน หรืออำนาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ ถ้าไม่มีผลประโยชน์แล้ว ความสัมพันธ์นี้ก็แตกหักกันได้ง่าย  แต่ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องระหว่างจิตใจกับ ไม่เกี่ยวกับเงินทอง ชื่อเสียง หรืออำนาจวาสนา ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็ยังคงแนบแน่น และกลับยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ในการสร้างพรรคพวกเดียวกัน จึงต้องมีจิตใจเมตตารักใคร่ ความซื่อสัตย์ และความบริสุทธิ์ใจต่อกันอย่างเต็มที่

ส่วนการสร้างตัวเอง ก็หมายถึง จะต้องพยายามศึกษา ฝึกฝนอบรม และต่อสู้ให้มากมาย กล่าวคือ ไม่ใช่ทำแต่สิ่งที่ง่าย ๆ  แต่จะต้องกล้าหาญทำในสิ่งที่ยากลำบาก โดยทุกเวลาจะต่อสู้ด้วยความกล้าหาญอย่างเต็มที่ จึงจะสามารถสร้างตัวตนที่เข้มแข็งได้ ซึ่งประสบการณ์ของความทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อเวลาผ่านไปสัก 10 ปี 20 ปี ก็จะสามารถกลายเป็นความทรงจำของชีวิตมนุษย์ที่แน่นแฟ้นของตัวเอง  ทั้ง ๆ ที่ในเวลาที่เผชิญกับความทุกข์ยาก อาจจะคิดว่า อยากจะลาออกจากตำแหน่ง อยากจะถอยศรัทธา อยากจะละทิ้งโงะฮนซน อยากจะหนีไปอยู่ต่างจังหวัด หรือกระทั่งอยากจะฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นความรู้สึกในตอนที่ทุกข์ยากมากที่สุด  แต่เมื่อพยายามยึดมั่นในการปฏิบัติศรัทธาจนสามารถข้ามพ้นปัญหาได้แล้ว การต่อสู้ดังกล่าวจะกลายเป็นการเสริมสร้างตัวเราให้มีความเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นการฝึกอบรมที่เข้มงวดต่อชีวิตของเราเอง  จึงกล่าวได้ว่า ผู้ที่ผ่านความยากลำบากมากที่สุด และแก้ไขปัญหาได้ คือบุคคลที่เป็นลูกศิษย์ที่แท้จริง หรือเป็นผู้นำที่แท้จริงของสมาคม เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการจะฝึกฝนอบรมตนเองให้เข้มแข็ง ก็ขอให้ถือเอาปัญหาความยากลำบากของสมาชิกเป็นปัญหาของตนเอง และพยายามต่อสู้ท้าทายร่วมกับสมาชิก จนสามารถแก้ไขได้สำเร็จ  วิธีนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งของการฝึกฝนตนเอง พร้อมกันนั้น ความยากลำบากทั้งหมดที่ประสบพบพานก็จะเป็นทรัพย์สมบัติของตัวเราเอง ซึ่งในภายภาคหน้า จะสามารถเป็นประโยชน์ต่าง ๆ นานา เช่นในการรับผิดชอบดำเนินงาน หรือเป็นประสบการณ์ที่จะส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกได้ เป็นต้น  ด้วยเหตุนี้ จึงอย่าคิดทำแต่เรื่องง่าย ๆ หรือสบาย ๆ เพราะระยะแรกอาจจะคิดว่าดี แต่ในอนาคตภายภาคหน้าจะพบว่าไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดแก่ตนเองได้เลย

สำหรับการสร้างปราสาทแห่งผู้นำที่มีพลัง ก็หมายความว่า การสร้างปราสาทนั้น โดยปกติจะสร้างจากการนำหินลักษณะต่าง ๆ มาก่อขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะได้ปราสาทที่แข็งแกร่งมั่นคง ใช้ป้องกันศัตรูจากภายนอกได้ โดยหินที่นำมาใช้ในการก่อสร้างนั้น มีทั้งทรงกลม ทรงเหลี่ยม ก้อนใหญ่ ก้อนเล็ก  แม้จะมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกัน ก็สามารถนำมาจัดเรียงให้เหมาะสมได้  เรื่องนี้มีความหมายว่า ลักษณะนิสัยของมนุษย์แต่ละคน ต่างก็มีปมเด่น ปมด้อย ข้อดี ข้อเสียไม่เหมือนกัน  ทีนี้ สิ่งสำคัญก็คือ การนำเอาคุณสมบัติพิเศษหรือลักษณะเด่นของแต่ละคน ๆ ออกมา ให้สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ และนำมาใช้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลได้  แม้ว่าสมาชิกหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นคน หากมีความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียวแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถสำเร็จได้อย่างแน่นอน  แม้ว่าสมาชิกจะมีอาชีพต่าง ๆ นานา มีอุปนิสัยต่าง ๆ นานา มีความเป็นอยู่ต่าง ๆ นานา มีวัยต่าง ๆ ทั้งหมดล้วนมีคุณสมบัติของผู้นำ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเขา  เพราะฉะนั้น หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจึงต้องมองดูปมเด่นของเขา และนำมาใช้ให้เหมาะสมในการดำเนินงานของระบบการ จึงจะสามารถสร้างระบบการที่เข้มแข็งได้  ถ้ามีผู้นำที่ดีมากมายแล้ว ก็เปรียบได้ว่าเป็นปราสาทแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกมีการเจริญพัฒนา และแข็งแกร่งมั่นคง

ดังนั้น อาจารย์โทดะจึงเคยชี้นำว่า “สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราจะต้องสร้างปราสาทแห่งผู้นำของการเผยแผ่ธรรม”   จึงกล่าวได้ว่า เรื่องการเผยแผ่ธรรมจะสามารถสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถสร้างปราสาทแห่งผู้นำที่มีพลังได้มากน้อยเพียงใดทั้งใน ท้องถิ่น ในชุมชน ในสังคม ในประเทศ ในทั่วโลก  หากไม่มีปราสาทแห่งผู้นำที่มีพลังแล้ว การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกย่อมไม่มีความเจริญก้าวหน้า  O

 

 

วันที่ 11 กุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธ ซึ่งดำเนินชีวิตตามความเชื่อนั้น วันนี้ก็ขอให้ยืดอกดุจดังพระอาทิตย์ และควรจะก้าวหน้าในการสร้างอบรมผู้นำที่เข้มแข็งและอ่อนโยน

 

อธิบาย

ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธก็หมายถึงพวกเรา สมาชิกสมาคมเอสจีไอนั่นเอง เพราะมีแต่พวกเราเท่านั้นที่ยึดถือโงะฮนซน และอุทิศชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรม โดยเชื่อพินัยกรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน  ซึ่งในปัจจุบันนี้ นอกจากพวกเรา ก็ไม่มีผู้ใดอื่นอีกแล้ว

กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมายเพียงใด มีอุปสรรค 3 มาร 4 ถาโถมเข้ามามากมายเพียงใด มีอดีตกรรมชั่วของตนเองปรากฏออกมา และมีความทุกข์ยากลำบากมากเพียงใด   ก็ไม่สงสัยโงะฮนซน ไม่พ่ายแพ้ ไม่ละทิ้งความเชื่อมั่น กลับมีความกล้าหาญและต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ได้สำเร็จ ด้วยการอ่านธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินทั้งทางกาย วาจา ใจ จึงเรียกได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธ

แม้ว่าปัจจุบันจะมีความเป็นอยู่อย่างไร เช่น เศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีงานทำ เจ็บป่วย หรือมีความระหองระแหงในครอบครัว แต่ก็ตัดสินใจแน่วแน่โดยยึดถือความเชื่อมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลง จนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงในฐานะลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน

การที่อาจารย์อิเคดะชี้นำว่า “ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธ ซึ่งดำเนินชีวิตตามความเชื่อนั้น วันนี้ก็ขอให้ยืดอกดุจดังพระอาทิตย์” ก็หมายความว่า ในฤดูหนาวที่โลกหนาวเย็น มนุษย์ต้องพบกับความหนาวเหน็บเหมือนนรก หรือมีพายุไต้ฝุ่นแรงจัดพัดพาทำลายบ้านเรือนพังพินาศไปหมด ภูเขาไฟระเบิด มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก มีแผ่นดินไหวรุนแรงจนพื้นดินล่มสลายไป แต่ในตอนเช้า พระอาทิตย์ก็ยังคงโผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันออกทุกวัน และส่องแสงให้แก่ชาวโลก ในเวลาเย็น พระอาทิตย์ก็ตกลงทางทิศตะวันตก  ซึ่งการเคลื่อนไหวของพระอาทิตย์ไม่ถูกกระทบกระเทือนจากสถานการณ์บ้านเมืองหรือสถานการณ์โลกเลยแม้แต่น้อย

ดังนั้น แม้ว่าขณะนี้จะมีลมพายุไต้ฝุ่นพัดแรงจนฟ้ามืดมิดไปหมด คน บ้านเรือน เสาไฟฟ้า ก็พัดปลิวไปหมด  ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากโลกนรกหรือโลกอสูร แต่เมื่อบินอยู่บนท้องฟ้าเหนือขึ้นไป 10,000 เมตร ข้างบนนั้นกลับสงบนิ่ง ไม่มีความแปรปรวนใด ๆ  และพระอาทิตย์ก็ยังคงส่องแสงอันอบอุ่นแก่โลกของเรา เปรียบได้ว่า ขณะนี้ แม้ว่าเราจะมีความทุกข์ยากลำบากมากเพียงไรก็ตาม แต่ถ้าดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งที่ได้ตัดสินใจ คืออุทิศชีวิตเพื่อธรรม ยึดมั่นโงะฮนซนด้วยความมั่นใจว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะมีความยากลำบาก แต่พลานุภาพของโงะฮนซนนั้นเหมือนพระอาทิตย์บนท้องฟ้า ที่ส่องแสงสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา เมื่อลมพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านไปแล้ว พวกเราก็จะสามารถได้รับการสาดส่องแสงจากพระอาทิตย์  ด้วยเหตุนี้ แม้ปัจจุบันจะยากลำบากมากเพียงไร ก็จะอดทนต่อสู้จนสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตกรรมชั่ว เอาชนะอุปสรรคมาร โดยได้รับการปกป้องคุ้มครองจากโงะฮนซนอย่างแน่นอน  นี่คือความกล้าหาญที่เป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมนั่นเอง

ยิ่งกว่านั้น แม้ตัวเองจะยังลำบากอยู่ก็ตาม  สิ่งสำคัญก็คือ มีความตั้งใจสร้างอบรมผู้นำในอนาคต ดังที่สัทธรรมปุณฑริกสูตรได้กล่าวไว้ว่า แม้จะยังไม่รู้ธรรม หรือไม่ได้รับผลบุญของสัทธรรมปุณฑริกสูตรก็ตาม ก็จะต้องอธิบาย บรรยายธรรม หรือชักชวนแนะนำธรรมให้ได้  กล่าวคือ แม้ว่าขณะนี้ฐานะความเป็นอยู่ของเราจะยังไม่ดี เจ็บป่วย หรือครอบครัวมีความยากลำบากก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะต้องรอให้เราแก้ไขปัญหาของเราให้หมดเสียก่อน แล้วจึงชักชวนแนะนำธรรม เพราะกลัวว่าจะถูกเขาหัวเราะเยาะ แต่ถือว่า หากพบกับเหตุการณ์เช่นนั้น ก็จะสามารถล้างชะตากรรมให้หมดเร็วขึ้นได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่เป็นปัจจัยที่ดีของเรา จิตใจก็จะไม่มีความขี้ขลาด กลับยิ่งมีความกล้าหาญและสร้างอบรมผู้นำในอนาคตจากบรรดาสมาชิกในระบบการ หรือผู้ที่ยังไม่ศรัทธา เพื่อน คนรู้จัก  หรือบุคคลภายนอก   นี่คือวิธีการปฏิบัติที่สำคัญ P

 

 

วันที่ 10 กุมภาพันธ์

หัวหน้าควรจะต้องจัดการประชุม การปรึกษาหารือ และเอกสารต่าง ๆ โดยย่อลงให้เล็กที่สุด จำกัดที่สุด และจงยืนอยู่ที่แนวหน้า ให้สามารถกล่าวได้ว่า เป็นบุคคลของสมาคมที่จัดประชุมสนทนาธรรม และให้คำชี้นำตัวต่อตัวแก่คนรุ่นหลัง     การจัดประชุมที่ไม่มีจุดศูนย์รวมคือการหมุนโดยว่างเปล่า และเป็นการหลีกหนีจากสมาชิก

 

อธิบาย

พูดถึงเป้าหมายกับวิธีการนั้นเป็นสองสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ถ้าสองสิ่งนี้ปะปนกันแล้ว ก็จะมีเรื่องเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้น คำชี้นำในวันนี้ อาจารย์จึงสอนเรื่องนี้แก่เรา

หมายความว่า จุดมุ่งหมายหรือหน้าที่ของหัวหน้าหรือผู้อาวุโส ก็คือ ปกป้องสมาชิก ปกป้องสมาคม ปกป้องพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน โดยยึดถือโงะฮนซนไว้ตลอดชั่วชีวิต ในขณะเดียวกัน ก็พยายามสร้างระบบการให้มีความก้าวหน้าเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ที่นำไปสู่การสร้างสันติภาพที่แท้จริงให้เกิดแก่ชาติบ้านเมือง และทั่วโลก

ทีนี้ การที่จะทำให้เป้าหมายนี้บรรลุผลสำเร็จได้ ก็ต้องมีการจัดประชุม การปรึกษาหารือ รวมถึงการจัดทำเอกสาร ฯลฯ  ซึ่งการประชุมก็ดี การปรึกษาหารือก็ดี รวมทั้งเอกสารก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมาย  แต่เป็นวิธีการเพื่อให้เป้าหมายที่แท้จริงสามารถบรรลุผลสำเร็จได้

แต่บางครั้งบางคราว หัวหน้าหรือผู้อาวุโสก็อาจจะเข้าใจผิดได้ง่าย ๆ ว่า การจัดประชุม การปรึกษาหารือ และเอกสาร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องหลัก จึงมัวแต่วุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ แล้วละเลยไม่เอาใจใจเรื่องการเข้าไปอยู่ในแนวหน้าร่วมกับสมาชิกในการประชุมสนทนาธรรม หรือการชี้นำตัวต่อตัวแก่คนรุ่นหลัง

ในความเป็นจริง หัวหน้าหรือผู้อาวุโสย่อมมีหน้าที่ ความรับผิดชอบมากมาย แต่มีเวลาจำกัด การไปเข้าร่วมประชุมสนทนาธรรมแต่ละแห่ง ๆ  การเยี่ยมบ้านสมาชิกและให้คำชี้นำส่วนตัวแก่สมาชิกแต่ละคน ๆ ทั้งหมด ย่อมมีความยากลำบาก เหน็ดเหนื่อย และต้องเสียเวลามาก จึงอาจดูเหมือนว่าได้ผลน้อย สร้างคุณค่าได้น้อย   แต่ถ้าให้หัวหน้ามาที่สมาคมและปรึกษาหารือกัน จัดประชุมบ่อย ๆ ทำเอกสารมากมาย ก็รู้สึกว่าน่าจะมีความหมายมากกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และกลายเป็นข้ออ้างที่ใช้แก้ตัวให้ไม่ต้องเข้าไปต่อสู้ที่แนวหน้า

ถ้าหัวหน้าทั้งหลายคิดเช่นนี้ โดยลืมหน้าที่หรือจุดมุ่งหมายของตนเอง หลีกหนีจากแนวหน้า เมินเฉยต่อการดูแลสมาชิก มีแต่นั่งอย่างสุขสบายในตำแหน่งของตัวเองอยู่เสมอ ทุกวันเอาแต่จัดประชุม ปรึกษาหารือ จัดทำเอกสาร ฯลฯ การปฏิบัติของหัวหน้าในลักษณะนี้รังแต่จะเป็นการหมุนโดยว่างเปล่า ไม่เข้าถึงสมาชิก 

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “หัวหน้าควรจะต้องจัดการประชุม การปรึกษาหารือ และเอกสารต่าง ๆ โดยย่อลงให้เล็กที่สุด จำกัดที่สุด” ซึ่งหมายถึงการปฏิวัติเวลา ปฏิรูปการประชุม โดยใช้เวลาอย่างมีคุณค่า กำหนดนโยบายให้ชัดเจน จัดการประชุมด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน จัดทำเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด นี่คือข้อแม้สำคัญของการต่อสู้ทางด้านการเผยแผ่ธรรม

ถ้าทุกวันหัวหน้าเอาแต่เรียกประชุมปรึกษาหารือ จัดทำเอกสารไปเรื่อย ๆ พอจบวัน ก็คิดว่า ได้ทำหน้าที่ในวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว นี่คือความเข้าใจผิดและนำเอาเป้าหมายกับวิธีการมาคิดปะปนกัน หากเป็นเช่นนี้แล้ว ระบบการหรือสมาคมย่อมไม่สามารถเจริญก้าวหน้า และไม่มีความหวังในอนาคต มีแต่จะเสื่อมถอยลงไปเรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้น ประเพณีของสมาคมเราก็คือ เอาใจใส่เรื่องการประชุมสนทนาธรรม และให้คำชี้นำตัวต่อตัวแก่สมาชิกแต่ละคนๆ    ถ้าเมินเฉยและลืมประเพณีเหล่านี้เสียแล้ว ย่อมไม่สามารถสร้างอบรมผู้นำในอนาคต ในที่สุด ก็จะกลายเป็นระบบการหรือองค์กรที่หลีกห่างจากสมาชิก  กลายเป็นองค์กรที่มีอยู่เพื่อองค์กร หรือศาสนาที่มีอยู่เพื่อศาสนา  ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว สมาชิกย่อมไม่มีความสุข และไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “จงยืนอยู่ที่แนวหน้า ให้สามารถกล่าวได้ว่า เป็นบุคคลของสมาคมที่จัดประชุมสนทนาธรรม และให้คำชี้นำตัวต่อตัวแก่คนรุ่นหลัง”    

ส่วน “การจัดประชุมที่ไม่มีจุดศูนย์รวม” ก็คือ การจัดประชุมที่ไม่แน่นแฟ้น ไม่มีนโยบายชัดเจน เป็นการจัดประชุมที่เฉื่อยชา เป็นการทำไปตามรายการที่มีอยู่แค่นั้นเอง ทั้ง ๆ ที่ บางครั้งไม่มีเรื่องเร่งด่วนหรือสำคัญ ก็รอไว้จัดประชุมในภายหลังก็ได้   อันที่จริง การจัดประชุม การปรึกษาหารือ การจัดทำเอกสาร แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่วิธีการดำเนินงานนั้นจะต้องใช้ปัญญาเพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมทั้งประหยัดด้วย นี่คือสิ่งสำคัญในการดำเนินงานของระบบการของเรา P

 

 

วันที่ 9 กุมภาพันธ์

            แม้ว่ากำลังใจจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ในทุกโอกาสก็ตาม แต่ไม่ควรจะให้มีความเหน็ดเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาเป็นอันขาด เพราะการเคลื่อนไหวท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยนั้น  ย่อมไม่สามารถเกิดผลสำเร็จที่มีค่าสูงได้

 

อธิบาย

เรื่องความเหน็ดเหนื่อยนั้น มีทั้งความเหน็ดเหนื่อยทางกาย กับความเหน็ดเหนื่อยทางใจ โดยมาก ถ้าพลังชีวิตเข้มแข็งมาก ร่างกายก็จะไม่เหน็ดเหนื่อยมากมาย จึงอาจพูดได้ว่า ความเหน็ดเหนื่อยทางใจต้องเอาใจใส่มากกว่าความเหน็ดเหนื่อยทางกาย เพราะความเหน็ดเหนื่อยทางร่างกายไม่หนักหนาเท่ากับความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจ  และหากสะสมความเหน็ดเหนื่อยทางด้านจิตใจไว้เรื่อย ๆ แล้ว  ในที่สุด จิตใจก็จะไม่สามารถอดทนอีกต่อไป จึงต้องยอมแพ้และพ่ายแพ้ไปได้ในที่สุด ซึ่งทางร่างกายกับทางจิตใจมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่แล้ว 

เพราะฉะนั้น แม้ว่าพวกเราจะปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นต่อโงะฮนซนอย่างมากมาย มีพลังชีวิตเข้มแข็งมากมาย แต่ถ้าการเคลื่อนไหวในแต่ละวันหักโหมมากเกินไป ไม่มีสามัญสำนึก ทำให้ขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพร่างกายให้ดีแล้ว แม้ว่ามองโดยผิวเผินจะเห็นว่า คนนี้ขยันทำงานพระ เป็นบุคคลที่กล้าหาญ เป็นบุคคลที่ไว้วางใจได้ มีความศรัทธาเข้มแข็งก็ตาม แต่ถ้ามองจากสายตาทางด้านธรรมอย่างเข้มงวดแล้ว อาจพูดได้ว่า การเคลื่อนไหวของเขาไม่สามารถเกิดผลสำเร็จที่มีค่าสูง

เพราะถ้าสะสมความเหน็ดเหนื่อยทางกายไว้มากมาย ก็ย่อมจะมีผลกระทบต่อจิตใจและความนึกคิดได้ง่าย เช่น ใจร้อนเกินไป ทำให้การพิจารณาตัดสินผิดพลาด  ปัญญาที่ดีไม่ปรากฏออกมา ความประพฤติไม่มีมารยาท การเรียนรู้ ต่าง ๆ ไม่เข้าหู ความจำคลาดเคลื่อน การเคลื่อนไหว ความนึกคิดไม่มีประสิทธิภาพ

ดังนั้น อย่ามั่นใจมากเกินไปว่า ตัวเราศรัทธาเข้มแข็ง สวดมนต์มากมาย จะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอย่างมากมายก็สบายมาก  ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ถ้าทำเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ไม่เป็นไร  แต่ในการต่อสู้ระยะยาวแล้ว นับว่าใช้ไม่ได้  เพราะการเคลื่อนไหวหรือการทำกิจกรรมที่ต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั้น จะต้องเป็นการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ โดยจะต้องมีการปฏิวัติเวลาเป็นสิ่งสำคัญ

การสวดมนต์เย็นนั้น ถ้าทำได้ ก็คือ ช่วงหลังจากกลับมาถึงบ้าน ก่อนจะรับประทานอาหารเย็นหรือหลังจากนั้น ก็สวดมนต์เย็นให้เสร็จเรียบร้อย จึงค่อยไปประชุมหรือทำเรื่องต่าง ๆ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด  เพราะหลังจากที่ออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ กลับมาก็จะดึกแล้ว การสวดมนต์เย็นในเวลานั้น บางครั้งก็จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย ง่วงนอน ทำให้ไม่สามารถสวดมนต์เย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ดังนั้น กลางคืนให้รีบเข้านอน ตอนเช้าก็ควรจะตื่นแต่เช้า และสวดมนต์เช้าจะมีค่ามากกว่าการอยู่ดึก ๆ 

ถ้ามีเรื่องกลุ้มใจ ทุกข์ทรมานใจ ลำบากใจ ซึ่งเป็นความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจ สิ่งสำคัญก็คือ ควรจะรีบไปขอคำชี้นำจากผู้อาวุโส เพื่อให้คลายความทุกข์กังวลใจโดยเร็ว ถ้าเก็บไว้ในใจคนเดียว ก็ต้องกลุ้มใจคนเดียว กังวลใจเองคนเดียว เอาแต่บ่น และไม่สามารถแก้ไขปัญหาไปได้  การปฏิบัติสวดมนต์ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างเต็มที่ การดำเนินชีวิตประจำวันก็ดี การทำงานพระก็ดี ย่อมไม่สามารถสร้างคุณค่าหรือทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาได้ เพราะไม่มีกำลังใจ ไม่มีพลังชีวิต ไม่มีชีวิตชีวา

ดังนั้น ถ้าเป็นสมาชิกที่แท้จริงของสมาคมแล้ว จะต้องไม่มีทั้งความเหน็ดเหนื่อยทางกายและความเหน็ดเหนื่อยทางใจ ทุกวันจะต้องสามารถต่อสู้หรือปฏิบัติได้อย่างเต็มกำลัง ซึ่งเป็นชีวิตมนุษย์ที่มีความแน่นแฟ้นและมีกำลังใจที่สมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถต่อสู้ให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จได้ พร้อมกันนั้น การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเองซึ่งหมายถึงการบรรลุพุทธภาวะก็ไม่สามารถสำเร็จด้วยเช่นกัน P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

            วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1961 (พ.ศ.2504) อาจารย์อิเคดะพร้อมด้วยพระนิตัดจึโชนิน ประมุขสงฆ์ลำดับที่ 66 เดินทางมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก (ขณะนั้นมีสมาชิกไปต้อนรับเพียง 2 คน คือ นายนิชิดะ กับนายนากาโนะ)  จึงถือได้ว่า วันนี้เป็นวันแห่งการเผยแผ่ธรรมของประเทศไทย

 

 

วันที่ 8 กุมภาพันธ์

            ขอให้อย่าลืมเป็นอันขาดว่า แม้ว่าจะนับถือศรัทธาก็ตาม แต่ถ้าเป็นการศรัทธาที่ทำตามอำเภอใจ ซึ่งจิตใจกับการดำเนินชีวิตมีช่องว่างแล้ว ย่อมไม่สามารถสร้างสรรค์คุณค่าในการดำเนินชีวิตได้แม้แต่น้อย กลับกลายเป็นความปั่นป่วน

 

อธิบาย

อุปนิสัยของมนุษย์ทั่วไปนั้น เวลาที่ฐานะความเป็นอยู่ยากลำบาก จะสามารถอดทนไหว  แต่ถ้าฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างมากมายแล้ว ก็ไม่สามารถกลับไปสู่การดำเนินชีวิตที่ยากลำบาก  หวังแต่ว่า อนาคตจะดีกว่าปัจจุบัน สุขสบายกว่าปัจจุบัน  ดังนั้น เวลาที่มีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว หากดำเนินธุรกิจผิดพลาด มีหนี้สินมากมาย ก็จะรู้สึกอับอาย จึงแสดงความโอ้อวด เพื่อรักษาหน้าตาของตนเอง โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าขณะนี้กำลังลำบาก  แต่ความคิดเช่นนี้ เป็นการสร้างภาพ เป็นการเสริมแต่งเปลือกนอก ไม่ใช่ลักษณะที่แท้จริงของเรา ถ้าทำเช่นนี้แล้ว การดำเนินชีวิตก็ย่อมจะต้องสับสนปั่นป่วน และพังทลายลง

เรื่องนี้ทางด้านความศรัทธาก็เช่นกัน แม้ว่าจะได้รับโงะฮนซน พยายามปฏิบัติทำงานพระ จนความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม ก็จะลืมตัวได้ง่าย คิดว่าการดำเนินชีวิต ประจำวันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ  ลืมขอบคุณต่อโงะฮนซนที่ทำให้เราสามารถมีบุญกุศลมาได้จนถึงปัจจุบัน  คิดอะไรก็คิดง่าย ๆ ไม่เอาใจใส่ให้รอบคอบ  ไม่มีความเข้มงวด ไม่ประหยัดในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ทำให้เกิดช่องว่างในจิตใจ มีความประมาท  การที่เป็นเช่นนี้มีสาเหตุจากอะไร นั่นก็คือ มาจากความคิดที่ว่า เรานับถือศรัทธาอยู่แล้ว เทพธรรมบาลย่อมต้องรักษาคุ้มครองแน่นอน  จึงมีแต่พึ่งพาโงะฮนซน และไม่สำรวจลักษณะการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ถ้าเป็นการศรัทธาที่ทำตามอำเภอใจ ซึ่งจิตใจกับการดำเนินชีวิตมีช่องว่างแล้ว ย่อมไม่สามารถสร้างสรรค์คุณค่าในการดำเนินชีวิตได้แม้แต่น้อย กลับกลายเป็นความปั่นป่วน” P

 

 

วันที่ 7 กุมภาพันธ์

            ร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของทุกคน จึงควรจะต้องระมัดระวังดูแลสุขภาพให้ดีด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ความเชื่อมั่นเช่นนี้คือบ่อเกิดของการเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล  พร้อมกันนั้น จะต้องให้ทั้งครอบครัวมีความปลอดภัย และอย่าให้มีอัคคีภัยเกิดขึ้นเป็นอันขาด

 

อธิบาย

การมีชีวิตอยู่ กับการอยากมีชีวิตอยู่นั้น ความหมายไม่เหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่คนสังคมจะมีความรู้สึกถึงการมีชีวิตในแต่ละวันว่า เป็นการมีชีวิตอยู่  กล่าวคือ เช้า ตื่นนอน รับประทานอาหาร ไปโรงเรียน หรือไปทำงาน ตอนเย็นก็กลับบ้าน รับประทานอาหารเย็น ดูทีวี ฟังดนตรี อาบน้ำ และเข้านอน แต่พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่มีแต่มนุษย์เท่านั้น สัตว์ต่าง ๆ ทั้งหลายก็ใช้ชีวิตเช่นนี้ ก็หมายความว่า การมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ไปเรื่อย ๆ นั้น มนุษย์กับสัตว์ก็ไม่แตกต่างกัน จะต่างกันก็คือ การกิน การอยู่ อุปกรณ์เครื่องใช้ ศีลธรรม วัฒนธรรม แต่ธาตุแท้ของมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตไปวัน ๆ เช่นนี้ก็เหมือนกับสัตว์ที่เป็นไปตามสัญชาติญาณ ที่เคลื่อนไหวไปตามความต้องการ อยากได้ อยากกิน อยากนอน จึงอาจกล่าวได้ว่า จุดมุ่งหมายของมนุษย์แบบนี้คือ แค่อยู่ดีกินดีก็พอแล้ว ไม่ต้องการไม่อยากได้อะไรมากกว่านี้

ตรงกันข้าม การอยากมีชีวิตอยู่จะไม่คิดเช่นนี้ เพราะแม้จะมีชีวิตอยู่เหมือนกันก็ตาม แต่จะมีความชัดเจนว่า ชีวิตของเราที่เกิดมาในชาตินี้นั้น เกิดมาเพื่ออะไร มีภาระหน้าที่อะไร ไปโรงเรียนเพื่ออะไร ทำงานเพื่ออะไร การดำเนินชีวิตในแต่ละวันอยากจะทำประโยชน์หรือสร้างคุณค่ามากมาย อยากจะดำเนินชีวิตที่มีความหมายลึกซึ้ง  ซึ่งเป็นชีวิตมนุษย์ที่มีเป้าหมาย มีจุดมุ่งหมาย

ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้ว ความสำคัญของร่างกายในความคิดของคนในสังคมกับสมาชิกของสมาคม ก็ย่อมจะมีความลึกซึ้งที่แตกต่างกันมาก เพราะดูเหมือนจะเข้าใจได้ว่า ร่างกายของเรามีความสำคัญที่สุดก็ตาม  แต่เมื่อคนในสังคมพบปัญหา เช่น แฟนตีจาก ก็ฆ่าตัวตาย ตกงานก็ฆ่าตัวตาย ถูกดุว่าก็กินเหล้าเมามาย หรือกลายเป็นอันธพาล ซึ่งแม้จะรู้ว่าร่างกายเป็นสิ่งสำคัญของตนเอง แต่กลับไม่ใช้ร่างกายให้เกิดประโยชน์ โดยทำตามอารมณ์หรือสัญชาติญาณ ด้วยเหตุนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ายาเสพติดไม่ดี เหล้าไม่ดี บุหรี่ไม่ดี การชกต่อยกันไม่ดี แต่ก็พ่ายแพ้ตัวเอง พ่ายแพ้สัญชาติญาณ และทำร้ายร่างกายของตนเอง

แต่สำหรับสมาชิกที่ปฏิบัติศรัทธาและศึกษาธรรม ก็จะเข้าใจได้ว่า ร่างกายของเราเปรียบเหมือนภาชนะแห่งธรรม ซึ่งห่อหุ้มโลกพุทธอันสูงส่งที่อยู่ในชีวิตของเรา  เมื่อร่างกายของเราเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิบัติศรัทธา หรือทำงานพระ ก็เท่ากับช่วยการกระทำต่าง ๆ ของพระพุทธ กล่าวได้ว่าการที่ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เพื่อเผยแผ่ธรรม เพื่อเป็นผู้ช่วยของพระพุทธ ซึ่งมีหน้าที่เป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลกนั่นเอง  ถ้ารู้ตัวเช่นนี้แล้ว แม้จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมาย ก็จะไม่ทำร้ายร่างกายตัวเองเป็นอันขาด  เพราะฉะนั้น เวลาที่เราใช้ร่างกายของเรานั่งพนมมือต่อหน้าโงะฮนซน  และออกเสียงสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว โลกพุทธที่ซ่อนอยู่ในชีวิตของเราก็จะปรากฏออกมาได้  เมื่อเราไปปฏิบัติกิจกรรม เช่น ชักชวนแนะนำธรรม ศึกษาธรรม สนทนาธรรม ฯลฯ โดยใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ก็จะสามารถสะสมบุญวาสนาได้มากมาย ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นร่างกายเหมือนกัน แต่ความหมายของร่างกายของพวกเรานั้นไม่เหมือนกับคนในสังคมทั่วไป 

อนึ่ง ถ้าสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว แม้แต่การนั่งพนมมือสวดมนต์ต่อหน้าโงะฮนซนก็ทำไม่ไหว  จึงกล่าวได้ว่า การที่เราสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีนั้น นับว่าเป็นเรื่องน่าปีติยินดี และควรจะสวดมนต์ด้วยความขอบคุณต่อโงะฮนซนอย่างมากมาย ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ควรจะต้องระมัดระวังดูแลสุขภาพให้ดีด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ความเชื่อมั่นเช่นนี้คือบ่อเกิดของการเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล”  และแน่นอนทีเดียวว่า ในชีวิตมนุษย์เรา ย่อมจะต้องมีครอบครัวที่เราพึ่งพา หรือพึ่งพาเรา  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ดังนั้น การทำให้ครอบครัวมีความปลอดภัย ก็เป็นลักษณะสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรม  ยิ่งกว่านั้น สิ่งสำคัญก็คือ การเคลื่อนไหว การกระทำ ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ทำเพื่ออะไร  เพราะถ้าลืมสาระสำคัญ สนใจแต่เรื่องเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่สามารถสร้างบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่ ไม่สามารถสร้างคุณค่ามากมาย  P

 

 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์

            หัวหน้าอย่าวางท่าใหญ่โต อย่าโมโห อย่าหวนเสียใจภายหลัง ขอให้บัญชาการโดยยึดถือความศรัทธา และโอบอุ้มผู้คนทั้งหมดอย่างอบอุ่นจวบจนวาระสุดท้าย

 

อธิบาย

หน้าที่ของหัวหน้าคือ รับผิดชอบในการบัญชาการ ดำเนินนโยบายของสมาคมให้ได้รับผลสำเร็จอย่างดีเลิศ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือสมาชิกธรรมดา   ล้วนมีความรับผิดชอบต่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน       ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนิได้ กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “หากไม่ใช่เป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลกแล้ว ก็ยากที่จะสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวได้” กล่าวคือ เจตนารมณ์ที่โพธิสัตว์จากพื้นโลกเกิดมาในชาตินี้ ก็คือเพื่อทำหน้าที่เพียงประการเดียว นั่นก็คือเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือสมาชิกธรรมดา หากมองดูที่ธาตุแท้ของชีวิต ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้แล้ว ทุกคนล้วนมีเจตนารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

หมายความว่า บางคนอาจจะเข้ามานับถือศรัทธาเร็ว บางคนเข้ามาปฏิบัติศรัทธาช้า บางคนชักชวนแนะนำธรรมได้มาก บางคนได้น้อย บางคนบรรยายธรรมเก่ง บางคนไม่เก่ง บางคนรู้ธรรมลึกซึ้ง บางคนไม่ บางคนขยันทำงานพระ บางคนศรัทธาท้อถอยไป บางคนเชื่อมั่นโงะฮนซนแน่วแน่ บางคนศรัทธาอ่อนแอ  ซึ่งมีเงื่อนไขหรือข้อแม้หลายแบบหลายอย่าง จึงทำให้กลายเป็นความแตกต่างที่ว่า บางคนเป็นหัวหน้า บางคนเป็นสมาชิกธรรมดา  แต่ในแง่การเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว ทั้งหมดมีความเสมอภาคโดยไม่มีข้อแตกต่างแม้แต่น้อย  นี่คือหลักพื้นฐานในการปฏิบัติศรัทธา

อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล จะต้องมีหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ทั้งนี้ ระบบการของสมาคมมีเพื่อให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีหัวหน้าระดับต่าง ๆ ทำหน้าที่นำพาบรรดาสมาชิกไปสู่การเผยแผ่ธรรมในชุมชน ในท้องถิ่น ในประเทศ จนกระทั่งถึงทั่วโลก 

พระนิชิเร็นไดโชนินยังกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์หลายแห่งว่า “อาตมาและลูกศิษย์ทั้งหลาย” ซึ่งท่านยกระดับลูกศิษย์ทั้งหมดให้เทียบเท่ากับตัวท่านเองอยู่แล้ว โดยท่านกับลูกศิษย์ไม่มีการแบ่งแยกว่าแตกต่างกัน  ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้ว ก็จะไม่วางท่าใหญ่โต โมโห ด่าว่าสมาชิกเมื่อการต่อสู้นั้นไม่ได้รับผลสำเร็จ ซึ่งจะไม่มีเรื่องต้องหวนเสียใจภายหลังอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าหัวหน้าวางท่าใหญ่ใส่สมาชิก หรือโมโหสมาชิก ถือว่าเป็นหัวหน้า จึงมีสิทธิที่จะดุด่า โมโห แสดงความอวดดี ความเห็นแก่ตัว ก็จะเป็นลักษณะของโลกเดรัจฉาน โลกอสูร เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน

ในการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมนั้น บางครั้งบางคราว เป้าหมายที่ตั้งไว้อาจจะไม่บรรลุผลสำเร็จ บางครั้งก็มีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น จึงพ่ายแพ้ก็มี ก็อย่าได้รู้สึกหวนเสียใจภายหลังอย่างมากมาย เพราะถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แสดงว่า ความศรัทธาของหัวหน้าไม่แน่วแน่มั่นคง มีจิตใจที่อ่อนแอ ไม่มีความเชื่อมั่นในความศรัทธา  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้บัญชาการโดยยึดถือความศรัทธา”

พูดถึงลักษณะของความศรัทธาที่แท้จริง ก็คือ

1.                  เข้มงวดต่อตัวเอง โอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น

2.                  ในการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นมากมายเพียงใด ก็จะต้องต่อสู้ด้วยเจตนารมณ์ที่ว่า ยังไม่เข็ด และต่อสู้ต่อไป โดยเชื่อมั่นว่า ฤดูหนาวจะต้องเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน

3.                  ตัวเองยอมอยู่เบื้องหลังเพื่อสร้างอบรมผู้นำในอนาคตไปตลอดชั่วชีวิต โดยไม่มีความรู้สึกอิจฉาริษยา ไม่บ่น แม้แต่น้อย

4.                  ให้ความสำคัญต่อสมาชิกแต่ละคน ๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีความถ่อมตัว และมีความเมตตารักใคร่อย่างเต็มที่อยู่เสมอ

5.                  ต้องมีความเชื่อมั่นว่า จะไม่พึ่งพาผู้อื่น แต่จะลุกขึ้นยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นลักษณะของผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ

6.                  ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม จะศรัทธาไม่ท้อถอย ไม่ละทิ้งโงะฮนซน  ซึ่งดำเนินชีวิตโดยยึดถือโงะฮนซน ยึดถือสมาคมไปตลอดชั่วชีวิต

7.                  มีการเคลื่อนไหวทางด้านความศรัทธาที่กล้าหาญ ไม่ขี้ขลาดเป็นอันขาด แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็จะต้องทำให้เป็นไปได้ให้สำเร็จ ซึ่งเป็นการอธิษฐานที่เข้มแข็ง  มีจิตใจที่ต่อสู้ท้าทายอย่างเต็มที่ เปรียบเสมือนการจุดไฟจากฟืนที่เปียก หรือหาน้ำจากทะเลทรายได้

ซึ่งถ้าหัวหน้ายึดถือความศรัทธาที่แท้จริงดังกล่าวมานี้แล้ว ก็จะสามารถบัญชาการนโยบายของสมาคมได้สำเร็จแน่นอน ทำให้สมาชิกทั้งหลายไม่มีความห่วงกังวล มีความสุข และสร้างอบรมผู้นำในอนาคตได้อย่างแน่นอน  P

 

 

วันที่ 5 กุมภาพันธ์

            เมื่อถึงเวลาที่รู้ตัวได้ว่า ในที่สุดแล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะคนอื่น แต่อยู่ที่ตัวของเราเอง ซึ่งสามารถมองเห็นความเป็นจริงได้ ก้าวแรกของการปฏิวัติมนุษย์ก็เริ่มต้นขึ้นจากตอนนั้น เรื่องนี้ขออย่าได้ลืม

 

อธิบาย

            คำชี้นำนี้เป็นความนึกคิดขั้นพื้นฐานของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ดังนั้น ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้ว แม้จะสวดมนต์มากเพียงใด ปฏิบัติทำงานพระเต็มที่เพียงใด ศึกษาธรรมนิพนธ์มากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองได้  จึงกล่าวได้ว่า คำชี้นำนี้คือเจตนารมณ์พื้นฐานสำหรับการปฏิวัติชีวิตมนุษย์นั่นเอง

            ความคิดทั่วไปของมนุษย์ปุถุชนนั้น เมื่อมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ก็มักจะมองว่าสาเหตุเกิดจากคนอื่น เป็นเพราะคนอื่น จึงมีเรื่องไม่ดีเช่นนี้เกิดขึ้น แต่เวลาที่มีเรื่องดีเกิดขึ้น ก็คิดว่าเป็นเพราะตัวเรา  เช่น ชายหญิงที่รักกันมาก เมื่อแต่งงานกันแล้ว ภรรยาก็คิดว่า แต่งงานแล้วจะได้มีความสุข แต่ความเป็นจริงของการดำเนินชีวิตกลับไม่เป็นดังที่วาดไว้ เป็นต้นว่า สามีเป็นคนดี แต่เข้ากับพ่อแม่สามีไม่ได้ จึงมีความทุกข์กลุ้มใจร้องไห้ทุกวัน  หรือสามีดี พ่อแม่สามีดี แต่ลูกไม่ดีก็มี  ซึ่งผู้คนในสังคมจะเอาแต่ร้องไห้ กลุ้มใจ และบ่นว่า ทำไมแต่งงานแล้วจึงไม่มีความสุข บ่นว่า ถ้าสามีขยันทำมาหากิน ไม่ดื่มเหล้าเมายา เราก็จะมีความสุขได้ ถ้าพ่อแม่สามีไม่อยู่ด้วยกัน เราก็จะมีความสุขได้ ถ้าลูกเป็นเด็กดี ไม่เกเร เราก็จะมีความสุข  ซึ่งมีแต่บ่นว่าคนอื่นไม่ดี ทำให้เราไม่มีความสุข ถ้าพวกเขาเปลี่ยนได้แล้ว เราก็จะมีความสุข

            แต่ธรรมสอนไว้ว่า ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่ความจริง  เพราะถึงแม้ว่า พ่อแม่สามีอาจจะไม่ดีต่อเรา สามีไม่ดีต่อเรา ลูกไม่กตัญญูต่อเรา แต่สาเหตุของความทุกข์เหล่านี้ ไม่ใช่พวกเขาไม่ดี พวกเขาเป็นเพียงแค่ปัจจัยที่ทำให้สาเหตุที่แท้จริงภายในชีวิตของเราปรากฏออกมาเท่านั้นเอง ซึ่งสาเหตุดั้งเดิมมีอยู่ในชีวิตของเรา ทำให้เราได้รับผลของความทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ ฉะนั้น ตัวเราจะต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างเอง  การที่สามารถรู้ตัวได้เช่นนี้ และพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการมองดูชีวิตของเราเองแล้ว ก็คือหลักเหตุผลทางด้านธรรมอย่างแท้จริง

            พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “มนุษย์ปุถุชนคนโง่ไม่รู้ว่า โลกพุทธที่สูงส่งมีอยู่ภายในชีวิตของตนเอง เปรียบเสมือนคนที่มองดูหลังกระจก และบอกว่าไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของตัวเอง แต่ผู้ที่รู้ธรรม ซึ่งรู้ว่าโลกพุทธมีอยู่ในชีวิตของเรา ก็เปรียบได้กับผู้ที่ส่องกระจกจากด้านหน้า และสามารถมองเห็นใบหน้าได้” ก็หมายความว่า ถ้ายืนส่องหน้าที่ด้านหลังกระจก ย่อมไม่สามารถมองเห็นลักษณะท่าทางของตัวเอง ย่อมไม่รู้ตัวว่า ตัวเองไม่ดี จึงเอาแต่อ้างว่า คนอื่นไม่ดี คนอื่นทำไม่ดีต่อเรา  แต่ถ้ายืนส่องหน้าที่ด้านหน้ากระจกแล้ว จะสามารถมองเห็นได้ทันที กล่าวคือ สามารถรู้ตัวว่าเป็นอดีตกรรมชั่วของเราเอง สามารถมองเห็นธาตุแท้ชีวิตของตนเองว่าเป็นอย่างไร  เมื่อรู้ตัวว่าชีวิตของเราสกปรก ไม่บริสุทธิ์แล้ว ก็จะต้องเริ่มทำให้ชีวิตของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ให้ได้ นี่คือก้าวแรกของการปฏิวัติชีวิตมนุษย์นั่นเอง  แต่ถ้าไม่รู้ตัว อ้างแต่ว่า สามีไม่ดี ลูกไม่ดี พ่อแม่สามีไม่ดี โดยไม่มองดูลักษณะที่แท้จริงของชีวิตของตนเองแล้ว ก็คือไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริง

            กล่าวได้ว่า ธรรมที่แท้จริงคือคำสอนสำหรับชีวิตมนุษย์ ธรรมที่แท้จริงคือทฤษฎีชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ และสอนให้ปฏิวัติชีวิตของตนเองเป็นหลัก ไม่ใช่ให้คนอื่นที่ไม่ดีเปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม  ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้ว แม้จะสวดมนต์มากมาย ทำงานพระมากมาย แต่ก็เป็นการหมุนโดยว่างเปล่า ไม่มีหวังที่จะบรรลุคำอธิษฐาน หรือบรรลุความปรารถนาของตนเองได้

            สรุปว่า เมื่อตัวเราเปลี่ยนแปลงแล้ว ผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมก็จะเปลี่ยนตาม ไม่ใช่ให้คนอื่นหรือสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนเสียก่อน เราจึงจะเปลี่ยนตาม   เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “เมื่อถึงเวลาที่รู้ตัวได้ว่า ในที่สุดแล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะคนอื่น แต่อยู่ที่ตัวของเราเอง ซึ่งสามารถมองเห็นความเป็นจริงได้ ก้าวแรกของการปฏิวัติมนุษย์ก็เริ่มต้นขึ้นจากตอนนั้น เรื่องนี้ขออย่าได้ลืม” P

 

 

วันที่ 4 กุมภาพันธ์

            ขอให้การดำเนินชีวิตของวันนี้หนึ่งวันมีความชัดเจน  ขอให้หนึ่งวันนี้มีความร่าเริงดังนั้น จึงต้องปฏิบัติสวดมนต์เช้าโดยสงบ

 

อธิบาย

พูดถึงจุดมุ่งหมายที่เราปฏิบัติสวดมนต์ตอนเช้า อาจารย์อิเคดะชี้นำว่า ก็เพื่อให้ การดำเนินชีวิตของวันนี้มีความชัดเจน  และมีความร่าเริง ซึ่งหมายความว่า เมื่อเรามีการสวดมนต์เช้าอย่างแน่นแฟ้น สภาพชีวิตของเราก็จะสูงขึ้น มีพลังชีวิตมากขึ้น และชีวิตจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ จึงสามารถปรากฏปัญญาที่ดีออกมา และทำให้ในหนึ่งวัน สามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่ตนเอง ซึ่งเป็นชีวิตมนุษย์ที่มีความแน่นแฟ้นนั่นเอง

สำหรับประโยชน์หรือคุณค่าที่เกิดแก่ตัวเราเองก็คือ  รายการตลอดวันนี้ กิจกรรมการเคลื่อนไหวตลอดวันนี้จะสามารถมีประสิทธิภาพ มีความนึกคิดในด้านบวก มีความชัดเจนในรายการและเป้าหมายของวันนี้ จึงไม่เป็นการกระทำที่สูญเปล่า ทำให้การดำเนินชีวิตของวันนี้มีความเต็มที่ มีความแน่นแฟ้น  เมื่อวันนี้สามารถทำให้จุดมุ่งหมายและความปรารถนาบรรลุผลสำเร็จแล้ว แน่นอนทีเดียวว่า ชีวิตจิตใจก็จะมีความร่าเริง สบายอกสบายใจได้โดยธรรมชาติ

เรื่องนี้ถ้าอธิบายทางด้านธรรม  ก็กล่าวได้ว่า เมื่อเราสวดมนต์เช้าแล้ว ชีวิตของเราก็จะสามารถเข้าจังหวะของกฎแห่งสรรพสิ่งทั้งปวงและกฎของสกลจักรวาลได้  ดังนั้น การเคลื่อนไหวก็ดี ความนึกคิดก็ดี ปัญญาก็ดี ล้วนสามารถมีประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย เพราะกฎของสรรพสิ่งทั้งปวงและกฎของสกลจักรวาลนั้นกว้างใหญ่และเหนือกว่ากฎของสังคมหรือกฎหมายบ้านเมือง ดังนั้น แม้เราจะเป็นมนุษย์ธรรมดา ๆ ที่เทียบกับจักรวาลแล้วก็เป็นแค่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อชีวิตจิตใจของเราสามารถเข้าจังหวะกับกฎของสกลจักรวาลที่ยิ่งใหญ่แล้ว กฎต่าง ๆ ในสังคมก็จะสามารถเป็นประโยชน์และสร้างคุณค่าแก่เราได้ ส่วนสิ่งที่ไม่มีคุณค่าหรือเป็นโทษต่อเรา หรือเรื่องที่ไม่ดีสำหรับเรา ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ต้องพบเจอ  นี่คือความหมายที่ว่า ได้รับการคุ้มครองจากเทพธรรมบาล  ซึ่งเกิดจากพลานุภาพของโงะฮนซน อันเป็นพลังแห่งสกลจักรวาลนั่นเอง 

จึงกล่าวได้ว่า การสวดมนต์เช้าคือต้นกำเนิดของการดำเนินชีวิตที่ดี มีประโยชน์ต่อเรา ตรงกันข้าม สำหรับผู้ที่ไม่สวดมนต์เช้า ก็เท่ากับปฏิเสธที่จะเข้ากับจังหวะของกฎแห่งสรรพสิ่งทั้งปวงและกฎของสกลจักรวาล ในการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงใช้แต่ความคิดและปัญญาของตนเอง ซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ไม่อาจล่วงรู้อนาคต รู้เพียงแค่อดีตและปัจจุบันเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ยังไม่สามารถที่จะทำให้มีพลังชีวิตเข้มแข็งมากขึ้น ดังนั้น จึงใช้ความนึกคิดของตนเอง หรือคิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นหลัก และคิดว่า สิ่งนี้คือวิธีที่ดีหรือปัญญาที่ดีแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้ก็เพราะจังหวะชีวิตของเราไม่เข้ากับกฎของสกลจักรวาล ซึ่งหากเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นด้วยความขยันขันแข็งกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติแล้ว    เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน 3 เดือน ครึ่งปี 1 ปี ก็จะสามารถเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน 

อนึ่ง สำหรับครอบครัวที่สวดมนต์เช้า-เย็นด้วยกันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกหลาน ก็จะเป็นครอบครัวที่มีความสุขที่แท้จริง  แม้ว่าลูกหลานจะยังสวดคัมภีร์ได้ไม่ชำนาญ หรือนั่งนาน ๆ ด้วยไม่ไหว แต่เมื่อพ่อแม่เห็นลูกหลานนั่งพนมมือต่อหน้าโงะฮนซน และพยายามสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวแล้ว ก็เป็นความรู้สึกที่สุขใจอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นความดีใจที่เหนือกว่าการได้รับผลบุญของการค้าที่ดีอย่างมากมาย  ในส่วนของพ่อแม่แล้ว จะมีความรู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซน และอธิษฐานต่อโงะฮนซนว่า ขอให้ลูกหลานมีสุขภาพดี และเจริญเติบโตเป็นผู้สืบทอดธรรม เป็นผู้นำในอนาคต หากทั้งครอบครัวปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นจนเป็นประเพณีของครอบครัวแล้ว แม้ว่าความเป็นอยู่ในปัจจุบันจะยากลำบากเพียงใด มีความทุกข์มากเพียงใด แต่จิตใจของพ่อแม่ก็มีความสดชื่น ร่าเริง และมีความหวัง  จึงดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ๆ โดยไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความทุกข์ยากลำบาก ไม่มีจิตใจท้อถอยแม้แต่น้อย พร้อมกับมีความมั่นใจว่า แม้ว่ารุ่นพ่อแม่จะลำบาก แต่ลูกหลานจะสามารถเจริญพัฒนาอย่างใหญ่หลวงได้แน่นอน  ซึ่งมองดูลูกพนมมือด้วยความมั่นใจ มีกำลังใจ มีชีวิตชีวา และมีความพากเพียรในทุกวันเพื่อลูกหลาน ด้วยความตั้งใจว่า จะต้องต่อสู้ท้าทายกับอุปสรรคหรือชะตากรรมและเอาชนะให้จงได้  ซึ่งเป็นความศรัทธาที่แน่วแน่มั่นคง

ฉะนั้น การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น ถ้าสามารถทำได้พร้อมเพรียงกันทั้งครอบครัว ก็จะสามารถเป็นครอบครัวที่มีความสุขอย่างแท้จริง  ส่วนผู้ที่ปฏิบัติศรัทธาเพียงคนเดียวในครอบครัว ก็ขอให้อธิษฐานต่อโงะฮนซนว่า ขอให้สามารถได้ร่วมกันปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวให้ได้ การอธิษฐานเช่นนี้ตลอดไปคือสิ่งสำคัญ P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

            วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1961    อาจารย์อิเคดะ พร้อมด้วยประมุขสงฆ์ลำดับที่ 66   พระนิตัดจึโชนินเดินทางไปพุทธคยา ประเทศอินเดีย ในโอกาสนี้ ประมุขสงฆ์ได้คัดลอกบทนิพนธ์เรื่องธรรมเร้นลับอันยิ่งใหญ่ 3 ประการ  กับ บทกุศโลบายและบทการหยั่งอายุกาลฯ ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร  ส่วนอาจารย์อิเคดะได้เขียนอักษรคำว่า การเผยแผ่ธรรมในเอเชียอาคเนย์ บนแผ่นศิลาจารึก แล้วนำทั้งหมดนี้ฝังไว้ที่พุทธคยา

 

 

วันที่ 3 กุมภาพันธ์

            ทำงานร่วมกับทุกคน เพลิดเพลินด้วยกันทุกคน และทุกคนมีความเจริญรุ่งเรืองด้วยกัน

 

อธิบาย

            เมื่อมองดูจากประวัติศาสตร์ในโลกของเราตั้งแต่โบราณกาล จะเห็นได้ว่า มีวีรบุรุษเกิดขึ้นมานำหน้าสามัญชนไปสู่ชัยชนะและสร้างประเทศชาติขึ้นมา  ด้วยเหตุนี้ สามัญชนทั้งหลายจึงเฝ้าแต่รอคอยและพึ่งพาวีรบุรุษ  แต่ในยุคปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องรอวีรบุรุษ เพราะการสื่อสารในสมัยโบราณไม่รวดเร็ว การส่งข่าวก็ล่าช้า เมื่อมีเรื่องสำคัญที่จะต้องตัดสินใจ จึงต้องพึ่งพาความเก่งกาจ ความสามารถ และปัญญาของวีรบุรุษ  แต่ปัจจุบัน การสื่อสารก็ดี การข่าวก็ดี ข้อมูลต่าง ๆ ก็ดี สามารถได้รับอย่างสะดวกรวดเร็ว เหมือนมาคอยอยู่ที่หน้าบ้านก็ว่าได้  ดังนั้น เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถรับทราบข่าวโดยละเอียดได้ทันที ทำให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ สามารถพิจารณาไตร่ตรองจากกรณีศึกษาแล้ว สามารถเข้าใจได้ถ่องแท้ และกำหนดนโยบายสำหรับอนาคตได้  จึงกล่าวได้ว่า ในสาขาอาชีพ วงการ ต่าง ๆ จึงไม่ใช่ว่ามีใครคนใดคนหนึ่งเป็นวีรบุรุษที่รู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง หากแต่ว่า ถ้าได้รับคำแนะนำ ได้รับรายงาน ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ละเอียดถี่ถ้วน ก็สามารถมีการตัดสินใจที่ดีได้ ด้วยเหตุนี้ ในยุคปัจจุบันจึงไม่จำเป็นต้องมีวีรบุรุษแล้ว

            เรื่องนี้ทางด้านธรรมของเราก็เช่นกัน ธรรมทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระพุทธเพียงองค์เดียว  ซึ่งจุดมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของพระพุทธที่เกิดมาในโลกนี้ และเทศนาสั่งสอนธรรม ก็เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ปุถุชน และมนุษยชาติทั้งมวล ไม่ได้กระทำเพื่อตนเองหรือเพื่อชื่อเสียงแม้แต่น้อย   และจุดมุ่งหมายของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินก็คือ เพื่อให้ทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนเดียว มีความสุขอย่างแท้จริง ไม่ถอยศรัทธา ไม่สงสัยต่อโงะฮนซน  ดังนั้น  สิ่งสำคัญในปัจจุบันก็คือ สมมติว่ามีคน 100 คน ก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กันนั้น สำคัญกว่าการที่คน 1 คน ซึ่งเป็นวีรบุรุษ ก้าวไปข้างหน้า 100 ก้าว

            ยกตัวอย่าง เช่น ในการจัดประชุมสนทนาธรรม  จะต้องมีการเตรียมล่วงหน้า ถ้าหัวหน้าคนเดียวคิดรายการต่าง ๆ ขึ้นมา มองดูผิวเผินแล้วก็อาจจะเป็นวิธีที่ดี เพราะสามารถทำได้รวดเร็ว และมีคุณภาพ  แต่ถ้าใช้วิธีนี้ตลอดแล้ว คนรุ่นหลังย่อมไม่มีโอกาสคิดหรือดำเนินการประชุมที่ดี ๆ ขึ้นมาได้  พร้อมกันนี้ การที่หัวหน้าคนเดิมคิด ก็จะมีแต่รูปแบบรายการเดิม ๆ ไม่มีการก้าวหน้าหรือพัฒนา  ในทางกลับกัน แม้ว่าหัวหน้าจะมีแผนงานอยู่ในใจ แต่ก็ให้โอกาสเจ้าหน้าที่พูดคุย ปรึกษาหารือ และคิดสร้างสรรค์ขึ้นมากันอย่างเต็มที่ จากนั้น จึงหาข้อสรุปและกำหนดรายการขึ้นมา แม้ว่าอาจจะต้องเสียเวลามากกว่าคิดคนเดียว รายการอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าสั่งสมประสบการณ์เช่นนี้ร่วมกันหลายครั้ง หลายสิบครั้งแล้ว เจ้าหน้าที่หรือผู้ร่วมจัดประชุมก็จะค่อย ๆ รู้สำนึกในหน้าที่ของตนเอง และทำให้การจัดประชุมไม่ใช่ลักษณะของผู้ถูกกระทำ แต่ทุกคนเป็นผู้กระทำด้วยตัวเอง มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองได้ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างอบรมผู้นำ ซึ่งตรงข้ามกับวิธีที่ให้หัวหน้าคิดคนเดียว ทุกคนจึงไม่ต้องคิด ไม่ต้องเตรียมอะไร  ไม่ต้องรับผิดชอบ มีแต่มารอรับนโยบาย หรือฟังคำชี้แจงของหัวหน้าก็พอแล้ว 

ด้วยเหตุนี้ ถ้าทุกคนได้ร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ร่วมกันตัดสินใจ ร่วมกันต่อสู้ ร่วมกันรับผิดชอบแล้ว ไม่ว่าจะจัดประชุมอะไร ก็สามารถมีความสนุกสนาน ร่าเริง และเพลิดเพลิน และประสบความสำเร็จได้ทุกรายการ  ทำให้ระบบการมีความเจริญก้าวหน้ามากมาย และทุกคนมีความเจริญรุ่งเรืองด้วยกัน   ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้สมาชิกทั้งหลายร่วมมือร่วมใจกันเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติธรรมด้วย P

 

 

วันที่ 2 กุมภาพันธ์

            จงอย่าลืมว่า ลักษณะการเคลื่อนไหวของตัวเราเพียงคนเดียวจะสามารถส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้างทั้งหมดได้

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้เป็นคำชี้นำที่สำคัญของสมาคม ทั้งนี้ก็เพราะ กล่าวได้ว่า พุทธธรรมคำสอนทั้งหมดเป็นการอธิบายและกล่าวถึงมนุษย์เพียงคนเดียว ดังนั้น ลักษณะการเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของมนุษย์หนึ่งคนจึงมีความหมายที่สำคัญมาก  ซึ่งถ้ามองดูผิวเผินแล้ว ก็อาจจะคิดว่า เพียงแค่คน ๆ เดียว ไม่มีความสลักสำคัญ ไม่มีความหมาย ไม่มีน้ำหนัก เพราะเป็นเพียงแค่ผงธุลีเม็ดเดียวของมนุษยชาติทั้งมวลเท่านั้น  แต่แนวความคิดของพุทธธรรมจะไม่คิดเช่นนี้  กลับจะให้ความสำคัญว่า แม้จะเป็นเพียงมนุษย์หนึ่งคน ก็มีความสำคัญมาก อีกทั้งยังสามารถมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ พุทธธรรมหรือคำสอนที่แท้จริงจึงพยายามอธิบายถึงมนุษย์หนึ่งคนอย่างละเอียดถี่ถ้วนนั่นเอง

อาจารย์อิเคดะเขียนอยู่ในคำนำของบทประพันธ์เรื่องปฏิวัติมนุษย์ว่า ถ้ามนุษย์หนึ่งคนสามารถปฏิวัติเปลี่ยนแปลงชีวิตได้แล้ว ก็จะสามารถเข้าถึงการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของประเทศ และในที่สุด เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของมนุษยชาติทั้งมวลได้ นี่คือเจตนารมณ์ที่อาจารย์เขียนหนังสือเรื่องปฏิวัติมนุษย์นั่นเอง

หมายความว่า เมื่อ 3,000 ปีก่อน พระศากยมุนีพุทธเป็นบุคคลผู้เดียวที่ตรัสรู้ แต่ปัจจุบัน คำสอนของพุทธศาสนาก็แผ่ขยายไปสู่ปวงสามัญชนทั้งหลาย และทำให้ทุกผู้คนสามารถมีความสุขได้   เมื่อ 1,000 ปีก่อน พระมหาธรรมาจารย์เทียนไท้ เกิดที่ประเทศจีน ท่านได้สอนทฤษฎีธรรมแห่งหนึ่งขณะจิตสามพัน อันเป็นแก่นสารของสัทธรรมปุณฑริกสูตรเอาไว้ ซึ่งพระเทียนไท้คือบุคคลที่สอนทฤษฎีปรัชญาธรรมที่มีคุณค่ามากมายต่อมนุษยชาติ  เมื่อ 700 กว่าปีก่อน พระนิชิเร็นไดโชนินเกิดที่ประเทศญี่ปุ่น และประกาศก่อตั้งคำสอนของท่าน และสร้างสิ่งสักการบูชาเพื่อมวลมนุษยชาติในทั่วโลก  ปัจจุบัน พวกเราจึงมีโอกาสได้รู้จัก ได้รับโงะฮนซน จึงสามารถสร้างบุญวาสนามากมาย และมีความสุขได้  จึงกล่าวได้ว่า บุคคลเพียงคนเดียว สามารถมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวง

พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ให้หนึ่งคนเป็นตัวอย่างที่ดี และประชาชนทั้งหลายจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้โดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน”  ซึ่งหมายความว่า ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างจริงจังแล้ว ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้ แม้ว่าคนอื่นจะยังไม่ได้รับผลบุญ หรือยังไม่ตระหนักในอานุภาพของโงะฮนซนก็ตาม  แต่เมื่อมี 1 คนทำสำเร็จเป็นตัวอย่างแล้ว คนอื่นก็จะต้องทำสำเร็จได้เช่นกัน   ด้วยเหตุนี้ จึงอย่าสงสัยในอานุภาพของโงะฮนซน

ถ้าอธิบายในแง่ของพวกเรา ก็อาจกล่าวได้ว่า ในครอบครัวไม่มีใครนับถือศรัทธาต่อโงะฮนซน แต่เมื่อมีคนใดคนหนึ่ง เช่น ภรรยา บุตรชาย หรือบุตรสาว เริ่มนับถือศรัทธาเพียงคนเดียว พยายามสวดมนต์อธิษฐานเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข แม้ว่าอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ต่อว่า ก็ไม่ยอมพ่ายแพ้ ยังคงอดทนและบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่อยู่เสมอแล้ว แม้ว่าในช่วงระหว่างนั้นอาจจะเปรียบได้กับฤดูหนาวที่ยากลำบากเพียงไรก็ตาม แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว  หิมะหรือน้ำแข็งที่ทับถมมานานแค่ไหนก็จะละลายได้หมด

ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าจะมีความยากลำบากมากมายและยาวนานเพียงใด แต่คำอธิษฐานหรือความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อโงะฮนซนนั้น จะทำให้แสดงปรากฏออกมาที่การเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม อุปนิสัย ต่าง ๆ นานา อย่างมากมาย เช่น เป็นภรรยาที่ดี เป็นคุณแม่ที่ดี เป็นบุตรชายที่ดี เป็นบุตรสาวที่ดีที่กตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่แล้ว แม้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินก็ตาม แต่ในที่สุด บุคคลรอบข้างก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนใจ จนในที่สุด สามารถยอมรับปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินได้

ในทางกลับกัน หากไม่มีการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง มีแต่บ่นว่าผู้อื่น เช่น ทำไมคุณพ่อจึงไม่ยอมเชื่อ ทำไมคุณแม่จึงไม่ยอมรับ ทำไมยังเป็นลูกที่ดื้อรั้น  ซึ่งมีแต่บ่นว่าทำไมคนอื่นจึงไม่ดี ไม่ยอมรับ ไม่ยอมเชื่อ  มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ถ้าคิดเช่นนี้ และพยายามอธิษฐานต่อโงะฮนซน แม้จะสวดมนต์มากมาย ปฏิบัติธรรมมากมาย ผู้คนรอบข้างหรือบุคคลในครอบครัวก็ย่อมไม่มีวันยอมรับ ไม่มีวันเข้าใจพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ทั้งนี้ก็เพราะว่า พฤติกรรมของเราส่งผลกระทบในด้านที่ไม่ดีต่อคนรอบข้างนั่นเอง 

ดังนั้น การที่จะบรรลุผลสำเร็จได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม หรือลักษณะของการปฏิบัติตัวของเราว่าเป็นเช่นไร  นี่คือหลักพื้นฐานของการปฏิวัติครอบครัว  การเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่นและในสังคมนั่นเอง  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า  “จงอย่าลืมว่า ลักษณะการเคลื่อนไหวของตัวเราเพียงคนเดียวจะสามารถส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้างทั้งหมดได้”  P

 

 

วันที่ 1 กุมภาพันธ์

            เอาล่ะ เดือนกุมภาพันธ์อันเป็นเดือนแห่งประเพณีได้มาถึงแล้ว ในระหว่างหนึ่งเดือนนี้ ขอให้ฝึกฝนความศรัทธา ร่างกาย และระบบการ  และขอให้เปิดเผยลักษณะพื้นฐานชีวิตที่ดีออกมาอย่างเต็มที่โดยไร้ขีดจำกัด

 

อธิบาย

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1952  ในวาระครบรอบ 1 ปี ภายหลังจากที่อาจารย์โทดะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกสมาคมคนที่ 2 และในโอกาสที่ก่อตั้งนิกายครบ 700 ปี ท่านได้ก่อสร้างระบบการของสมาคม โดยจัดแบ่งเป็นหน่วย(คูมิ) หมู่(ฮัน) ตำบล(ชิขุ) เขต(ชิบุ) และเริ่มการชักชวนแนะนำธรรม ด้วยการตั้งเป้าหมายไว้ที่ 750,000 ครอบครัว โดยแต่ละเดือนมีเป้าหมายชักชวนแนะนำธรรม 1,000 ครอบครัวปรากฏว่า แต่ละเขตยังไม่สามารถชักชวนแนะนำธรรมได้อย่างมากมาย เพราะสมาชิกแต่ละคนยังต่อสู้ไม่เต็มที่  แต่เมื่ออาจารย์อิเคดะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยดูแลเขตคามาตะ ท่านก็สามารถชักชวนแนะนำธรรมได้ถึง 201 ครอบครัวในเขตเดียว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตะลึงแก่เขตอื่น ๆ ที่ไม่เคยทำได้มาก่อน จนเกิดการแข่งขันชักชวนแนะนำธรรมอย่างเต็มที่ แล้วในเดือนมีนาคม ก็สามารถชักชวนแนะนำธรรมได้ครบตามเป้าหมาย 1,000 ครอบครัว  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกปี เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ จึงถือเป็นเดือนแห่งประเพณีของการชักชวนแนะนำธรรมอย่างเต็มที่นั่นเอง

อาจารย์อิเคดะกล่าวว่า “ในระหว่างหนึ่งเดือนนี้ ขอให้ฝึกฝนความศรัทธา ร่างกาย และระบบการ”  ก็เพราะว่า ความศรัทธาก็ดี ร่างกายก็ดี และระบบการก็ดี หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการฝึกฝนอบรมแล้ว ก็มีแต่จะเสื่อมไปได้ง่าย ๆ  เกิดความเฉื่อยชา ไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ มีแต่ท้อถอยไป ไม่เจริญพัฒนา ไม่มีการสร้างคุณค่านั่นเอง  ดังนั้น เราจึงต้องตั้งใจว่า เรายินดีที่จะต่อสู้ท้าทายกับความยากลำบากทั้งหลายทั้งปวงจนสามารถบรรลุผลสำเร็จให้จงได้  ซึ่งการต่อสู้ท้าทายกับความยากลำบากเหล่านี้ จะสามารถกลายเป็นอาหารบำรุงที่หล่อเลี้ยงเสริมสร้างความศรัทธา ร่างกายและระบบการให้เจริญพัฒนาอย่างเต็มที่ได้ นี่คือเรื่องสำคัญของการปฏิบัติของเรา

เพราะความศรัทธานั้น แท้จริงแล้วไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีขอบเขต ถ้ายิ่งเรียนรู้ ยิ่งศึกษา ก็จะยิ่งมีความลึกซึ้งมากขึ้น กว้างขวางมากขึ้นได้  ดังนั้น เมื่อไร ๆ ก็ไม่สามารถรู้จนหมดทุกอย่าง แม้ว่าตอนนี้เราจะคิดว่าเราเข้าใจแล้ว แต่เมื่อสภาพชีวิตของเราสูงขึ้น ก็จะรู้ได้ว่า เท่าที่รู้มานั้นยังตื้นเขิน ไม่ลึกซึ้ง และคับแคบอยู่ 

ร่างกายของเราก็เช่นกัน ถ้าไม่มีการทำงานหรือไม่มีการเคลื่อนไหวสัก 3 วัน กล้ามเนื้อก็จะกลับไปสู่สภาพเดิมที่ขี้เกียจที่สุด   และเราไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกสบาย   ตรงกันข้าม แม้ว่าจะใช้ร่างกายอย่างมากมาย แต่ถ้าได้หยุดพักสักคืนหรือ 2 คืน ก็สามารถสดชื่นฟื้นคืนพลังขึ้นมาได้ มีชีวิตชีวาได้ กล่าวคือ ถ้ามีพลังชีวิตเข้มแข็งมากมายแล้ว แม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยมากแค่ไหน ก็สามารถอดทนต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ หรือในกรณีฉุกเฉิน เช่น เมื่อเกิดไฟไหม้บ้าน  ตู้โงะฮนซนที่ในวันปกติเราไม่สามารถยกเองคนเดียว ก็สามารถยกออกมานอกบ้านได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า พลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเรานั้น เมื่อถึงเวลาสำคัญก็จะสามารถปรากฏออกมาได้ 

ด้วยเหตุนี้ หากมีการฝึกฝนอบรมแล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจก็จะไม่อ่อนแอหรือแก่ชราลง แต่ถ้าไม่ออกกำลังกาย ไม่เล่นกีฬา ไม่อ่านหนังสือ ไม่มีการใช้สมองแล้ว ร่างกายและสมองก็จะแก่ลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างจากผู้ที่หมั่นอ่านหนังสือหรือทำการศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอดเวลา

จากผลวิจัยทางการแพทย์พบว่า ตั้งแต่คนเราเกิดมาจนกระทั่งเสียชีวิตลง จะใช้สมองเพียงแค่ 1 ส่วน หรือ 3 ส่วนจาก 10 ส่วน ที่เหลือถูกปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ แม้เราจะรู้สึกว่า เรียนหรือศึกษามากเกินไปแล้ว แต่ทางการแพทย์แล้ว ถือว่ายังไม่ได้ใช้สมองอย่างเต็มที่ ยังมีอีกเหลือเฟือ  ดังนั้น ถ้าเราพยายามใช้สมอง ใช้ร่างกายอย่างมากมาย นอกจากจะไม่เกิดความเสียหายแล้ว ยังทำให้เราแข็งแรงขึ้น มีชีวิตชีวามากขึ้น  กระชุ่มกระชวยขึ้น

ระบบการก็เช่นกัน ระบบการที่มีความพยายามในการต่อสู้ มีความพยายามในการเคลื่อนไหว มีความพยายามในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะเป็นระบบการที่มีการสืบทอดสายเลือดแห่งความศรัทธาจากต้นไปสู่ปลาย ทำให้เป็นระบบการที่มีชีวิตชีวา ร่าเริง และสดชื่น  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ระบบการของเราก็จะสามารถแผ่ขยายไปสู่แขนงต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง และสร้างความเจริญก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ  ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “ขอให้เปิดเผยลักษณะพื้นฐานชีวิตที่ดีออกมาอย่างเต็มที่โดยไร้ขีดจำกัด” P

 

กลับหน้าแรก