กลับหน้าแรก

 

วันที่ 31 มีนาคม

            ขอให้กำหนดเวลาเริ่มและจบการประชุมให้ชัดเจน การดำเนินงานที่ไม่มีความพอดีจะกลายเป็นความเฉื่อย และเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า

 

อธิบาย

การจัดประชุมที่ไม่มีการกำหนดเวลาเริ่มและจบให้ชัดเจน สักครั้งสองครั้ง อาจจะไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ตลอด เช่น เริ่มประชุมไม่ตรงเวลา เลิกดึก ในใจของทุกคนจะรู้สึกว่า ต่อไปไม่อยากจะมาอีกแล้ว ไม่เชื่อใจการดำเนินงานของหัวหน้า การจัดประชุมในลักษณะเช่นนี้ ย่อมไม่มีคุณค่าหรือประโยชน์อันใด

กล่าวคือ การจัดประชุมที่ใช้เวลานาน ๆ ไม่ได้หมายความเป็นการประชุมที่ดี แต่แม้ว่าจะใช้เวลาไม่นาน หากเนื้อหาของการประชุมมีสาระและแน่นแฟ้น ก็ย่อมจะมีคุณค่าและมีประโยชน์มากกว่าอย่างแน่นอน  ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าจึงต้องยึดถือและรักษาเงื่อนไขในการจัดประชุมดังต่อไปนี้

(1)  เมื่อกำหนดวันประชุมแล้ว ก็จะต้องจัดรายการประชุมตามที่กำหนดไว้ ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยหรือกรณีพิเศษที่ทำให้ไม่สามารถจัดประชุมได้ ก็จะต้องรีบแจ้งให้ทุกคนทราบล่วงหน้าพร้อมกับเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง แล้วแจ้งให้ทราบวัน เวลา สถานที่ที่กำหนดใหม่  จากนั้น ในวันที่กำหนดไว้เดิม ให้มีตัวแทนสักหนึ่งคนมารอที่สถานที่จัดประชุม เผื่อสมาชิกที่หลงมา ก็จะได้รับคำอธิบายให้เข้าใจได้

(2)  การรักษาเวลา  ประธานการจัดประชุมจะต้องไปถึงก่อนเวลาเพื่อต้อนรับสมาชิก และกลับเป็นคนสุดท้ายเพื่อส่งสมาชิก

(3)  ถ้าเป็นการประชุมที่ขอยืมใช้สถานที่ของผู้อื่น ควรจะต้องแจ้งให้เจ้าของบ้านได้ทราบว่า จะขอใช้สถานที่ในวันที่เท่าไหร่ ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง เมื่อใช้เสร็จแล้ว จะต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อย และบอกแก่เจ้าของบ้านว่า การประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอขอบคุณมากที่กรุณาให้ยืมใช้สถานที่ ถ้าอยู่กันยืดยาวไม่รักษาเวลา ซึ่งเป็นการเสียมารยาทแล้ว ก็จะไม่สามารถขอยืมใช้สถานที่ประชุมได้อีกต่อไป   การรักษาเวลาจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก  ดังนั้น จึงควรจะวางแผนการประชุมให้ดี ไม่ใช่การประชุมที่เสียเวลา ทำให้ผู้เข้าร่วมเบื่อหน่าย ไม่มีความร่าเริง  นี่คือข้อผิดพลาดของหัวหน้า

(4)  เวลาเลิกประชุม ควรจะให้ยุวชนหญิงรีบกลับบ้าน ถ้ามีความจำเป็นต้องกลับดึก จะต้องโทรศัพท์แจ้งให้คุณพ่อคุณแม่ที่บ้านทราบชัดเจนว่า ตอนนี้อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ และจะกลับได้ตอนกี่โมง อย่าปล่อยให้ท่านเป็นห่วง  เพราะคราวหน้าท่านอาจจะไม่ยอมให้มาร่วมประชุมอีกต่อไป  นี่คือวิธีการต่อสู้ของฝ่ายยุวชนหญิง

(5)  บางครั้งฝ่ายยุวชนชายอาจจะต้องอยู่ทำงานดึก หรือไปพูดคุยกันต่อที่บ้านของหัวหน้า ก็ควรจะต้องโทรศัพท์แจ้งให้คุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเช่นกัน  ถ้าที่บ้านไม่มีโทรศัพท์ เมื่อกลับถึงบ้านก็ควรจะอธิบายให้ท่านทราบ อย่าทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ไว้วางใจ คิดว่าไปเที่ยวเตร่ ครอบครัวแตกสามัคคี ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อตัวเรา เช่นนี้แล้ว จะเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้อย่างไร

(6)  เวลากลับบ้าน ยุวชนชายที่บ้านใกล้กับยุวชนหญิงจึงไปส่ง เรื่องนี้ไม่ควรจะทำ  ให้ผู้ใหญ่เป็นผู้ไปส่งจะเหมาะสมกว่า เพราะแม้ว่ายุวชนชายจะบริสุทธิ์ใจ แต่คนบ้านใกล้เรือนเคียงหรือคนในสังคมอาจจะคิดเป็นอื่นไปได้และสงสัยว่า ทำไมชายหญิงคู่นี้จึงกลับบ้านดึกดื่น จึงไม่ควรจะทำ

(7)  การจัดประชุม บางครั้งไม่สามารถจบลงตามเวลา จำเป็นต้องยืดเวลาออกไป ก็ควรจะเลิกให้ตรงตามเวลา เพื่อให้ฝ่ายหญิงหรือคนบ้านไกลสามารถกลับก่อน แล้วคุยต่อ แต่ก็ไม่ควรจะเกินครึ่งชั่วโมง นานที่สุดก็ 1 ชั่วโมงก็จะต้องเลิก และคราวหน้าค่อยคุยต่อ

ที่อธิบายมานี้เพื่อให้สามารถต่อสู้ได้ยาวนาน เพราะการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลเป็นหนทางอีกยาวไกลอีกเป็น 100 ปี 1000 ปี 2000 ปี   สิ่งสำคัญก็คือ หัวหน้าต้องระมัดระวัง ไม่ให้สมาชิกเกิดความเบื่อหน่าย และดำเนินงานโดยตั้งอยู่บนสามัญสำนึกเป็นพื้นฐาน เช่น รักษาเวลา ไม่ใช้เสียงดังจนเกินไป มีกิริยามารยาทดี เป็นต้น  จึงจะสามารถต่อสู้ให้ได้รับชัยชนะและบรรลุผลสำเร็จได้ P

 

 

วันที่ 30 มีนาคม

            (การปฏิบัติ) ธรรมคือการต่อสู้กับมาร  จึงต้องเอาชนะมารให้ได้ ไม่มีหนทางอื่นใดอยู่แล้ว   ด้วยเหตุนี้ จึงต้องหมั่นสำรวจตัวเองอย่างเข้มงวดเพื่อเป็นการระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ มิฉะนั้นแล้ว สิ่งนี้จะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเรายอมพ่ายแพ้มาร

 

อธิบาย

ธรรมก็คือโลกพุทธ จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติศรัทธาของเราเป็นการต่อสู้ระหว่างพระพุทธกับมารในชีวิตของเราตลอดเวลาทุกวินาที ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกเดือน  ซึ่งธาตุแท้ของมารก็คือขัดขวางไม่ให้เราปฏิบัติศรัทธา  มารจึงอาศัยอยู่ในตัวเราเอง อยู่ในตัวผู้อื่น อยู่ในสิ่งแวดล้อมของเรานั่นเอง

เช่น วันนี้มีรายการประชุม แต่เมื่อกำลังจะไปประชุม ปรากฏว่าฝนตกลงมา ถ้าตอนนั้นตั้งใจว่าจะต้องไปประชุม ก็เท่ากับเราสามารถเอาชนะมารได้  ตรงกันข้าม พอเห็นฝนตก ก็คิดว่า ไม่ไปประชุมดีกว่า  จึงอยู่บ้านดูโทรทัศน์แทน ก็เท่ากับพ่ายแพ้มารในจิตใจของตนเอง  หรือถือร่มและตั้งใจจะประชุม แต่คุณแม่บอกว่า อย่าไปเลย เดี๋ยวจะไม่สบายและพรุ่งนี้ไปทำงานไม่ได้ ด้วยความกตัญญูเชื่อฟังคุณแม่ จึงไม่ประชุม แสดงว่าพ่ายแพ้มารที่เกิดจากผู้อื่น หรือรักแฟนมาก เชื่อฟังแฟนทุกอย่าง เอาแต่พาแฟนเที่ยว และขาดการประชุม ก็เป็นการพ่ายแพ้มาร หรือแต่งงานแล้ว ก็มีโอกาสแพ้มารได้ 

แต่อย่าเข้าใจผิดว่า คุณแม่ หรือแฟนเป็นมาร  ฝนตกก็ดี คุณแม่ก็ดี แฟนก็ดี ไม่ใช่มาร แต่การกระทำที่เกิดขึ้นเหล่านั้นเป็นผลของการกระทำของมาร  สิ่งสำคัญก็คือ ถ้าเราสามารถมองทะลุว่านี่คือการกระทำของมารแล้ว มารก็จะหนีไป แต่ถ้าไม่รู้ตัว คิดว่าทำถูกต้องแล้ว เช่น อยู่บ้านดูทีวีดีกว่า เราก็จะพ่ายแพ้มาร ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก  ยกตัวอย่าง นักต้มตุ๋นบอกว่านาฬิกาไซโก้เรือนนี้เป็นของแท้ขายให้ในราคาพิเศษเพียงแค่ 10,000 บาทเท่านั้น อันที่จริง ไม่ใช่ของแท้ เป็นของปลอม ราคาไม่กี่ร้อยเท่านั้น แต่รูปร่างภายนอกเหมือนไซโก้ ถ้าเรารู้ว่าเขาเป็นนักต้มตุ๋น ก็จะไม่ซื้อ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเขาเป็นนักต้มตุ๋น จึงซื้อขึ้นมาแล้วก็จะต้องขาดทุน  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราสามารถมองทะลุได้หรือไม่

หน้าที่อีกประการหนึ่งของมารก็คือแย่งชิงชีวิต ซึ่งน่ากลัวมาก ดังนั้น ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว แม้จะแก้ตัวอะไร แต่ก็พ่ายแพ้มารไปแล้ว  แต่ถ้ามีความศรัทธาเข้มแข็ง ก็จะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยา  และทำให้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกลายเป็นเหตุที่ดีสำหรับอนาคต นี่คือการผ่อนกรรมหนักให้ได้รับโดยเบา  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถเอาชนะมารได้

จึงสรุปได้ว่า ในการดำเนินชีวิตประจำวัน แม้จะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องรู้สึกว่า นี่คือเรื่องที่ดี สวดมนต์ด้วยความขอบคุณต่อโงะฮนซน นี่คือพื้นฐานของลักษณะความศรัทธาที่ถูกต้องนั่นเอง P

 

 

วันที่ 29 มีนาคม

            จงให้ความสำคัญต่อตัวเอง ให้ความสำคัญต่อครอบครัว ให้ความสำคัญต่อที่ทำงาน เพื่อสิ่งเหล่านี้ จึงต้องให้ความสำคัญต่อความศรัทธา

 

อธิบาย

ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้กล่าวไว้ว่า “สถานที่ที่ปวงชนทั้งหลายมีความสุขสำราญ” นี่คือพื้นฐานของคำสอน และเจตนารมณ์ของพระพุทธทั้งหลาย กล่าวคือ เจตนารมณ์ของพุทธศาสนาหรือการเทศนาสั่งสอนของพระพุทธก็คือ เพื่อให้พวกเรามนุษย์ปุถุชนสามารถมีความสุขที่ยั่งยืน และสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ในที่สุด

แม้จะเรียกว่าชักชวนแนะนำธรรมเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข หรือการเผยแผ่ธรรมให้แก่ผู้อื่นก็ตาม แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทำลงไปจะย้อนกลับมาสู่ตัวเองทั้งสิ้น เพราะแม้ว่าพวกเราจะมีวงศาคณาญาติ มีเพื่อนสนิทมิตรสหาย มีครูบาอาจารย์ มีลูก มีหลาน ซึ่งชีวิตของเรามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนจำนวนมากก็ตาม  แต่ถ้ามองให้ถ่องแท้แล้ว สุดท้ายก็มีแต่ตัวเราเองคนเดียวเท่านั้น นี่คือหลักเหตุผลของธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ถ้าเราปวดท้อง คนที่รู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดก็คือตัวเราเอง พ่อแม่ พี่น้อง สามี ภรรยา ลูก หลาน ทำได้แค่รู้สึกเห็นใจเรา สงสารเรา แต่ไม่มีใครสามารถเจ็บแทนเราได้  ยิ่งกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป 100 ปี พวกเขาทุกคนก็ตายจากเราไปหมด หรือเมื่อถึงเวลาตาย เราก็ต้องตายลงโดยลำพังคนเดียว  ซึ่งตัวเราเองจะต้องรับผิดชอบการตายของเราว่า จะตายลงในสภาพชีวิตอะไร ตายในสภาพนรก หรือตายในสภาพพุทธ ใครก็ไม่สามารถช่วยเราได้

ถึงแม้ว่าจะมีเงินทองมากมาย มีชื่อเสียง มีความรู้มากมาย เป็นถึงรัฐมนตรี ฯลฯ แต่เวลาที่ตายนั้น ทุกคนยุติธรรมเท่าเทียมกัน ไม่มีความแตกต่างกันเลยระหว่างคนจนกับคนรวย  ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ การสะสมบุญวาสนาไว้ในชีวิตของเราในชาตินี้มีมากน้อยเพียงใด แม้ว่าจะมีเงินทองมากมาย มีอำนาจมากมาย แต่ถ้าใช้บุญวาสนาจนหมดในชาตินี้แล้ว เวลาตายก็เป็นการตายที่น่าสังเวช     ตรงกันข้าม แม้จะบุญวาสนาน้อย จึงเกิดมายากจน หรือไม่ฉลาดนัก แต่ถ้าสะสมบุญวาสนามากมายไว้ในชีวิตแล้ว เวลาที่ตายก็สามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน  

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น การสวดไดโมขุ การเยี่ยมเยียนสมาชิก การศึกษาธรรม การเข้าร่วมประชุม เข้าร่วมกิจกรรม และรับฟังคำชี้นำจากหัวหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อตัวเราเอง เพื่อสร้างบุญวาสนาของตัวเอง อาจารย์จึงบอกว่า “ให้ความสำคัญต่อตัวเอง” และเมื่อเราปฏิบัติศรัทธาและสามารถปฏิวัติชีวิตตนเองแล้ว ก็จะส่งผลต่อครอบครัว เมื่อครอบครัวของเรามาร่วมปฏิบัติศรัทธากันแล้ว เราก็ย่อมมีความสุข และทำงานก็มีความเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน  แต่ถ้าไม่มีโงะฮนซน ไม่มีการปฏิบัติศรัทธา ไม่มีปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ ครอบครัว และอาชีพการงานได้ จึงย่อมไม่สามารถเผยแผ่ธรรมในสังคมและทั่วโลก 

การเผยแผ่ธรรมไพศาลเป็นพินัยกรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน เป็นเป้าหมายของสมาคม เป็นเจตนารมณ์ของพระพุทธ แต่ก็ต้องเริ่มต้นขึ้นจากตัวเราก่อน เมื่อเราสามารถทำสำเร็จ ครอบครัว ที่ทำงาน ท้องถิ่น สังคม ประเทศชาติ ก็จะสามารถสำเร็จได้ด้วยเช่นกัน  เพราะฉะนั้น การอ้างว่า เราต้องทำเต็มที่ จนไม่มีเวลาหลับนอน ไม่มีเวลาให้ครอบครัว จึงเท่ากับเป็นการทำลายธรรม และทำลายตัวเอง  แต่พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคือการมีสามัญสำนึกเป็นพื้นฐาน  ดังนั้น หากตัวเราไม่สามารถทำสำเร็จแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมไม่สามารถสำเร็จด้วยเช่นกัน P

 

 

วันที่ 28 มีนาคม

            สาเหตุของชัยชนะในทุกสิ่งอยู่ที่ความสามัคคี ซึ่งเป็นหลักความจริงอันเป็นนิรันดร์  อย่างไรก็ตาม ขอให้ผูกพันกันด้วยมิตรภาพที่งดงามลึกซึ้ง 

 

อธิบาย

ความสามัคคีเป็นสิ่งที่ในใจของพวกเราทุกคนก็มีกันอยู่แล้ว ซึ่งสมาชิกแต่ละคนแม้จะมีอาชีพแตกต่างกัน อายุแตกต่างกัน ความรู้แตกต่างกัน ฐานะความเป็นอยู่แตกต่างกัน สิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน การศึกษาแตกต่างกัน ระยะเวลาที่ปฏิบัติศรัทธาแตกต่างกัน อุปนิสัยแตกต่างกัน ความรู้ทางด้านหลักธรรมแตกต่างกัน นี่คือสภาพที่แท้จริงในระบบการของเรา แต่พวกเราก็มีพื้นฐานแห่งการศรัทธาต่อโงะฮนซนเหมือนกัน

ถ้าเปรียบเทียบกับองค์กรของสังคม เช่น บริษัท โรงงาน พื้นฐานแห่งความสามัคคีอยู่ที่ผลประโยชน์ทางด้านการเงิน จึงเป็นความสามัคคีที่อ่อนแอกว่า และเนื่องจากเงินเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง จึงแตกสามัคคีกันได้ง่าย

แต่ความสามัคคีของพวกเรามีเป้าหมาย 2 ข้อ คือ เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก และเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต โดยมีการปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซนเป็นพื้นฐาน  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญทั้งต่อสังคมและตนเอง จึงสำคัญกว่าเรื่องเงินทองเท่านั้น สำคัญกว่าการมีชื่อเสียงในสังคม สำคัญกว่าการเป็นเศรษฐี  เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง  ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ไม่สามารถสะสมบุญวาสนา

เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเราพยายามปฏิบัติศรัทธาด้วยการสวดมนต์เช้า-เย็นเพื่อตนเอง และเยี่ยมเยียนสมาชิก ชักชวนแนะนำธรรม ฯลฯ ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อผู้อื่นแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นเหตุของการมีชัยชนะของตนเอง  สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ และสามารถบรรลุพุทธภาวะได้  แต่ถ้าขาดความศรัทธาแล้ว ระบบการของเราก็จะเหมือนกับองค์กรทั่วไปในสังคม มีความอิจฉาริษยา มีอคติจิต ในที่สุด ก็ไม่ใช่หมู่คณะของพระพุทธ แต่กลายเป็นหมู่คณะของมาร  หากเป็นเช่นนี้แล้ว เป้าหมาย 2 ข้อย่อมไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้

ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงอยู่ที่ความสามัคคี ความศรัทธาต่อโงะฮนซน  แต่เนื่องจากจิตใจเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็น  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “หัวหน้าและสมาชิกแต่ละคนจะต้องผูกพันกันด้วยมิตรภาพที่งดงาม” ทำให้มีกระแสจิตส่งถึงกัน จึงจะมีความสามัคคีที่แท้จริงเกิดขึ้นได้

เช่น สมาชิกคนหนึ่ง ชื่อ นาย ก. มักมีเรื่องพูดคุยกับหัวหน้าเสมอ ๆ ในทุก ๆ เรื่อง ทำให้หัวหน้าสามารถรับทราบความเป็นอยู่ของเขาได้เป็นอย่างไรดี ทราบความนึกคิดของเขาเป็นอย่างดี พร้อมกันนั้น ก็ทราบข้อดีข้อเสียของเขาทั้งหมด สมาชิกก็มีความไว้วางใจต่อหัวหน้า หัวหน้าก็รู้ใจสมาชิกและมีความไว้วางใจต่อกัน ลักษณะนี้คือความสามัคคีที่มองเห็นได้ชัด นี่คือความผูกพันระหว่างสมาชิกด้วยกัน  P

 

 

วันที่ 27 มีนาคม

            การปกป้องคนหนึ่งคน การให้ความสำคัญต่อคนหนึ่งคน การทำให้คนหนึ่งคนสามารถปฏิบัติได้ด้วยความกล้าหาญ ในที่นี้จะมีหนึ่งก้าวของการเผยแผ่ธรรมที่อยู่ใกล้ตัว

 

อธิบาย

ธรรมของพระศากยมุนีพุทธมีทั้งหมด 84,000 ธรรมขันธ์  ธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินมีมากถึง 700 กว่าฉบับ ซึ่งทั้งหมดนี้ พระพุทธสอนเพื่อคนหนึ่งคน นี่คือจุดมุ่งหมายของพระพุทธ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นชายหรือหญิง สูงอายุหรืออายุน้อย เป็นเศรษฐีหรือคนยากจน เป็นชาวนาหรือชาวประมง  เป็นคนมีชื่อเสียงหรือคนธรรมดาสามัญ เป็นคนสุขภาพดีหรือคนเจ็บป่วย เป็นชาวผิวดำหรือผิวขาวหรือผิวเหลือง ฯลฯ ทั้งหมดก็คือให้แต่ละคน ๆ สามารถบรรลุพุทธภาวะให้ได้

อนึ่ง ถ้ามองดูจากธรรมที่ลึกซึ้งแล้ว ผู้ที่ยึดถือโงะฮนซนในปัจจุบัน ไม่ว่าใครก็ตาม จะต้องมีภาระหน้าที่ของตนเองคือการเผยแผ่ธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถทำแทนได้  เป็นหน้าที่เฉพาะของบุคคลคนนั้นที่จะต้องทำให้สำเร็จในชาตินี้ เช่น หัวหน้าภาคสอนหนังสือไม่ได้ แต่คุณครูสอนได้ เพราะร่ำเรียนมาทางนี้ ดาราภาพยนตร์ไม่สามารถซ่อมนาฬิกาได้ ซึ่งแต่ละคน ๆ มีหน้าที่ไม่เหมือนกัน  แต่ถ้าทุกคนพยายามเอาใจใส่ และทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงแล้ว สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ปกป้องคนหนึ่งคน ให้ความสำคัญต่อคนหนึ่งคน” นี่คือเจตนารมณ์ของสมาคม และเจตนารมณ์ของอาจารย์อิเคดะ ด้วยเหตุนี้ แม้ระบบการจะขยายใหญ่มากเพียงใด จะมีสมาชิกมากมายเพียงใด ถ้าลืมเจตนารมณ์นี้แล้ว ธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงก็จะค่อย ๆ เสื่อมลง ในที่สุด ก็ดับสูญไป

เพราะฉะนั้น หน้าที่ของหัวหน้าก็คือ จะต้องพยายามเอาใจใส่ต่อสมาชิกในความดูแลให้ถ้วนทั่วทุกคน และอธิษฐานต่อโงะฮนซนว่า ขอให้สมาชิกทุกคนกลายเป็นผู้ปฏิบัติศรัทธาที่มีความกล้าหาญ และเติบโตเป็นผู้นำที่ดี นี่คือหน้าที่ของพวกเราที่เป็นหัวหน้านั่นเอง

จึงสามารถกล่าวได้ว่า การเผยแผ่ธรรมจึงเริ่มต้นขึ้นจากตัวเราเอง ถ้าไม่สำนึกเช่นนี้ คิดแต่ว่าการเผยแผ่ธรรมเป็นเรื่องของอนาคต และเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวง เหลือเกิน การคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการเผยแผ่ธรรมเป็นงานที่ไม่มีสิ้นสุด เปรียบเหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลอย่างไม่มีสิ้นสุด น้ำแต่ละหยด ๆ ก็คือสมาชิกแต่ละคน ๆ เมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันก็จะกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ และกลายเป็นมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ได้  ดังนั้นจึงอย่ามองข้ามความสำคัญของสมาชิกแต่ละคน ๆ หากคิดว่าไม่สำคัญแล้ว ก็เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงทีเดียว P

 

 

วันที่ 26 มีนาคม

            แม้ว่าจะมีงานยุ่งมากเพียงใด ระหว่างที่สวดมนต์เช้า-เย็น ก็ควรจะต้องคิดไตร่ตรองเป้าหมายต่อไปให้ชัดเจน เช่นนี้แล้ว ความคิดสร้างสรรค์และความเพียรพยายามก็จะไม่สูญเปล่า

 

อธิบาย

ระบบการของสมาคมโซคาไม่เหมือนกับระบบของสังคมทั่วไป เพราะระบบการของสมาคมสร้างขึ้นตามพุทธเจตนาพุทธบัญชา  ด้วยเหตุนี้ ระบบการของสมาคมจึงมีสายเลือดชีวิตของพระพุทธไหลอยู่ตลอดเวลานั่นเอง  ฉะนั้น การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกจึงย่อมบรรลุผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน 

ระบบการของสมาคมเมื่อเปรียบเทียบกับร่างกายของเราแล้ว หัวใจซึ่งเป็นส่วนสำคัญก็เปรียบได้กับศูนย์กลาง เช่น สำนักงานใหญ่ของสมาคมในกรุงโตเกียวจะส่งโลหิตไปสู่ทั่วร่างกาย จนกระทั่งถึงปลายนิ้ว จากนั้น ภายใน 6 นาทีก็จะไหลเวียนกลับมาสู่หัวใจอีกครั้ง ซึ่งการไหลเวียนของโลหิตไม่มีวันหยุด   หัวหน้าทั้งหลายจึงควรจะมีความคิดว่า พยายามปฏิบัติให้ใกล้ชิดอาจารย์ ให้คิดเสมอว่า ระบบการของเราจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าหัวหน้าไม่คิดถึงเป้าหมายในอนาคต ก็แสดงว่าระบบการนั้น ไม่มีโลหิตไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงแล้ว  หากเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าระบบการจะมีอยู่ก็ตาม แต่ก็เท่ากับผุพังเน่าตายไปเสียแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหน่วย หัวหน้าหมู่ หัวหน้าตำบล หัวหน้าเขต ฯลฯ ทุกคนล้วนมีหน้าที่เท่าเทียมกัน เป็นหัวหน้าเหมือนกัน จะแตกต่างก็ที่มีสมาชิกในความดูแลมากหรือน้อย และทุกคนมีหน้าที่เดียวกันคือช่วยกันเผยแผ่ธรรม ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราตัดขาดสายเลือดจากอาจารย์แล้ว มีความเห็นแก่ตัว อวดดี คิดว่าระบบการเป็นของตนเอง ตัวเองเป็นหัวหน้าและสมาชิกเป็นลูกน้อง ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว แม้จะอธิบายธรรมได้ดีเพียงใด สวดมนต์มากเพียงใด ต่อสู้มากเพียงใด ทั้งหมดก็จะกลายเป็นการกระทำที่ว่างเปล่า ไม่เกิดคุณค่าขึ้นอย่างแน่นอน  เปรียบได้กับเครื่องยนต์ที่ฟันเฟืองไม่สบกัน ก็ไม่สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้

เพราะฉะนั้น หน้าที่ของผู้นำก็คือ ทำให้สมาชิกทั้งหลายสามารถปฏิบัติศรัทธาได้ด้วยความสะดวก ต่อสู้อย่างมีคุณค่า และชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายในอนาคต  หากทำเช่นนี้แล้ว สมาชิกจึงจะมีกำลังใจและเกิดความไว้วางใจต่อหัวหน้า ระบบการนั้นก็จะมีชีวิตชีวามากขึ้น  ตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้าปฏิบัติโดยคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่มีคิดถึงอนาคต มีแต่ปัจจุบันเท่านั้นแล้ว สมาชิกก็รู้สึกไม่มีความหวัง ไม่ไว้ใจหัวหน้า ไม่มีความสนุกสนาน มีแต่ความเบื่อหน่าย แล้วก็จะค่อย ๆ ท้อถอย จนในที่สุดถอยศรัทธาไป 

อาจารย์จึงชี้นำว่า “ระหว่างที่สวดมนต์เช้า-เย็น ก็ควรจะคิดไตร่ตรองเป้าหมายต่อไปให้ชัดเจน” หมายความว่า เวลาสวดมนต์จะต้องไม่หลับ ควรจะสวดมนต์ด้วยสภาพชีวิตของโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธ เพราะในพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า “ความศรัทธาแทนปัญญา”  ดังนั้น ระหว่างที่สวดมนต์และคิดไตร่ตรองไปด้วย จึงมีปัญญาที่ดีที่สุดปรากฏออกมา เมื่อนำปัญญานั้นมาใช้แล้ว ก็สามารถทำให้สิ่งที่ไม่ดีกลายเป็นดีได้  หัวหน้าที่มีลักษณะความศรัทธาเช่นนี้จึงจะเป็นผู้กระทำที่มีเจตนารมณ์ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก  ซึ่งแม้ว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก แต่ก็พยายามช่วยผู้อื่น โดยมีลักษณะของผู้กระทำเป็นพื้นฐาน  ส่วนหัวหน้าที่มีลักษณะเป็นผู้ถูกกระทำนั้น คือพวกทวิยาน ที่มีความเห็นแก่ตัว คิดว่าตัวเองทำได้ดีที่สุดก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องสอนคนอื่น  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ความเพียรพยายามใด ๆ ย่อมไม่สามารถได้รับผลสำเร็จ  ดังนั้น จึงควรจะเปลี่ยนท่าทีจิตใจเป็นลักษณะของผู้กระทำ ซึ่งเป็นธาตุแท้ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก จึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ได้อย่างแน่นอน P

 

 

วันที่ 25 มีนาคม

            จงอย่าลืมเจตนารมณ์ของสมาคม

จงอย่าลืมเกียรติยศของสมาคม

และจงอย่าลืมว่า สมาคมเท่านั้นที่เป็นแกนกลางของทุกสิ่งทุกอย่าง

 

อธิบาย

เจตนารมณ์ของสมาคม คือ

1.                             อาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสอง (ชิเตฟุนิ) กล่าวคือ จุดมุ่งหมายของพวกเราก็คือการเจริญเติบโตภายใต้อาจารย์อิเคดะ ดังนั้น ในตลอดชั่วชีวิต แม้จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นก็ตาม ก็จะต้องเชื่อมั่นในคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะ ไม่สงสัยต่อโงะฮนซน และยึดมั่นในความศรัทธาด้วยการเพียรพยายามอย่างเต็มที่ไปสู่เส้นทางของศิษย์ที่ดีที่แท้จริง

2.                             เผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก สิ่งนี้คือเจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ดังนั้น ในฐานะตัวแทนของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็จะต้องเผยแผ่ธรรมไปสู่ทั่วโลก  การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั้น นอกจากพวกเราก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว ซึ่งหมายถึงยุวชนที่เป็นผู้นำในอนาคต

3.                             สร้างสันติภาพทั่วโลก เรียกว่าอารยธรรมที่ 3 หมายความว่า เมื่อพวกเรายุวชนศึกษาธรรมมากขึ้น ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงความนึกคิดของบุคคลทั่วโลกมาสู่ปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน นี่คือหน้าที่ของยุวชนของสมาคม  อาจารย์อิเคดะเคยชี้นำไว้ว่า “ศตวรรษที่ 21 คือศตวรรษแห่งชีวิต”  ดังนั้น พวกเรายุวชนจึงมีหน้าที่จะต้องสร้างศตวรรษที่ 21 ให้เป็นศตวรรษที่สมบูรณ์

พูดถึงเกียรติยศของสมาคมนั้น ไม่ใช่เกียรติยศในแบบการแสวงหาชื่อเสียงในสังคม แต่เป็นเกียรติยศของพระพุทธและโพธิสัตว์จากพื้นโลก สิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่  ดังนั้น หน้าที่ของพวกเราที่เกิดมาในชาตินี้ ก็คือ เพื่อแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริง ให้เห็นถึงความถูกต้องของธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง  เมื่อเราแสดงข้อพิสูจน์ออกมาได้แล้ว เวลานั้น การได้รับคำชมเชยจึงเรียกได้ว่าเกียรติยศที่แท้จริง ดังนั้น ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม เราจะต้องอดทนต่อสู้ พยายามทำหน้าที่ให้สำเร็จ เพราะสมาคมเท่านั้นที่สามารถแก้ไขปัญหาทั่วโลกได้  ดังนั้น ในชาตินี้ แม้ว่าจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นก็ตาม เราก็จะต้องมั่นใจและตัดสินใจว่าจะอยู่ในระบบการของสมาคม จะไม่ยอมละทิ้งโงะฮนซน และจะยึดมั่นศรัทธาไปตลอดชั่วชีวิต  P

 

 

วันที่ 24 มีนาคม

            ขอให้ก้าวหน้าด้วยความหวังดีและความสนิทสนมกันเป็นอย่างดีบนทุ่งราบแห่งฤดูใบไม้ผลิ ในที่สุดแล้ว หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับเพียงคนเดียวก็ตาม ก็จะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อธรรมอันยิ่งใหญ่ และการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก

 

อธิบาย

เดือนมีนาคมในประเทศญี่ปุ่นเป็นฤดูใบไม้ผลิ มีอากาศสดชื่นแจ่มใส ดังนั้น ชีวิตทั้งหลายจึงมีความสนุกสนาน และควรจะก้าวหน้าไปด้วยความสบายอกสบายใจ ปฏิบัติศรัทธาด้วยความเบิกบานใจ ดังนั้น พวกเราจึงควรจะก้าวหน้าไปด้วยกันด้วยความหวังดีและมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี

สมาคมโซคาตั้งแต่ยุคสมัยก่อตั้ง มายุคที่อาจารย์โทดะเป็นนายกสมาคมคนที่ 2 จนกระทั่งท่านเสียชีวิตลง อาจเปรียบได้กับฤดูหนาว เพราะในสมัยที่อาจารย์มาคิงุจิก่อตั้งสมาคม ตอนนั้นมีสมาชิกไม่มากนัก  ประมาณ 3,000 คน และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องพบกับการบีฑาของรัฐบาลทหาร ทำให้อาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะ พร้อมกับกรรมการทั้งหมด 21 คน ถูกจับเข้าคุก และทุกวันก็สอบสวนด้วยวิธีการรุนแรงเพื่อบีบบังคับให้ละทิ้งคำสอน  ในที่สุด หัวหน้า 19 คนก็ยอมละทิ้งความศรัทธา จึงได้รับการปล่อยตัว เหลือแต่เพียงอาจารย์มาคิงุจิและอาจารย์โทดะเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดศรัทธาไม่ท้อถอย ในขณะนั้น อาจารย์มาคิงุจิก็อายุมากแล้ว ทุกวันไม่ได้รับอาหารเพียงพอ ร่างกายไม่สามารถอดทนต่อความหนาวเหน็บได้  จนกระทั่ง วันที่ 18 พฤศจิกายน อาจารย์มาคิงุจิก็ได้เสียชีวิตในคุก เหลือเพียงอาจารย์โทดะคนเดียวที่ยังคงต่อสู้ต่อไป เมื่อประเทศญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม อาจารย์โทดะออกจากคุกมาก่อตั้งสมาคมขึ้นมาใหม่ และยืนหยัดต่อสู้จนมีสมาชิก 750,000 ครอบครัว ช่วงระหว่างนี้มีอุปสรรคมากมาย จึงเปรียบได้กับฤดูหนาว  แต่ภายหลังจากอาจารย์โทดะเสียชีวิตผ่านไป 2 ปี เมื่ออาจารย์อิเคดะเป็นนายกสมาคมคนที่ 3 จนกระทั่งปัจจุบันมีสมาชิกมากมายอยู่ในทั่วโลก จึงเปรียบได้กับฤดูใบไม้ผลิของสมาคม

ขณะนี้ ด้วยระบบการที่ขยายใหญ่ถึงขนาดนี้ จึงเป็นที่จับตามองของสังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่แล้ว  ดังนั้น พวกเราจึงต้องระมัดระวังไม่ให้มีเรื่องเกิดขึ้นแม้แต่น้อย เพราะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแล้ว ก็จะส่งผลกระทบให้สมาคมถูกตำหนิติเตียน จนอาจเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็จะทำให้เสียชื่อธรรม ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ และทำให้การเผยแผ่ธรรมต้องหยุดชะงักลง ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงควรจะเปลี่ยนความนึกคิดที่ว่า เราเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสมาคม  แต่ขอให้คิดว่า สมาคมอยู่ภายในตัวเรา เราคือตัวแทนของสมาคม  ด้วยจุดยืนเช่นนี้ ความนึกคิด การกระทำหรือกิริยาของเราจึงมีความสำคัญมาก และจะต้องระมัดระวังไม่ทำให้เสียชื่อสมาคมเป็นอันขาด  P

 

 

วันที่ 23 มีนาคม

            วันนี้ก็จำเป็นต้องก้าวหน้าหนึ่งก้าว พร้อมกับมีการพักผ่อนที่เพียงพอและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพื่อจะสามารถท้าทายต่อทุกสิ่งทุกอย่าง

 

อธิบาย

ทางด้านธรรมของเรานั้น ไม่มีการหยุดนิ่งอยู่กับที่ หรือเท่าเดิม มีแต่ก้าวหน้าหรือถอยหลัง อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งพระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า “การไม่ก้าวหน้าเรียกว่าถอยหลัง”  ดังนั้น ในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเรา วันนี้จึงจะต้องดีกว่าเมื่อวานนี้ และพรุ่งนี้จะต้องก้าวหน้ากว่าวันนี้ วันนี้สวดมนต์ได้นานกว่าเมื่อวาน และพรุ่งนี้ สวดมนต์ได้นานกว่าวันนี้ แม้จะเพียงแค่หนึ่งคำหรือวินาทีก็ยังดี  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “วันนี้ก็จะต้องก้าวหน้าหนึ่งก้าว”

นักปราชญ์จีนกล่าวว่า “ผู้ชายเมื่อผ่านไป 3 ปีแล้วมาพบกัน จะต้องตะลึงต่อกันและกัน” ก็หมายความว่า ผู้นำที่ดีนั้น ในช่วงเวลา 3 ปีจะต้องมีความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้ามาก พวกเราก็เช่นกัน ปีนี้จะต้องมีความก้าวหน้ามากกว่าปีที่แล้ว ปีหน้าจะต้องมีความศรัทธาเข้มแข็งกว่าปีนี้  ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็เท่ากับ “ความศรัทธาท้อถอย” นั่นเอง  เพราะทางด้านธรรม ไม่มีคำว่า “เฉย ๆ”  มีแต่ก้าวหน้า หรือถอยหลัง  ซึ่งการที่จะสามารถก้าวหน้าหนึ่งก้าวได้นั้น จะต้องมีสุขภาพที่ดี มีการพักผ่อนที่เพียงพอ จึงจะทำให้ปฏิบัติสวดมนต์ได้อย่างเต็มที่ เมื่อมีการสวดมนต์อย่างเต็มที่ ก็จะมีพลังชีวิตเข้มแข็ง ถ้าพลังชีวิตเข้มแข็ง ก็จะมีความกล้าหาญมากขึ้น ถ้ามีความกล้าหาญ ก็จะท้าทายทุกสิ่งทุกอย่างได้ เช่น ท้าทายอุปสรรค 3 มาร 4 ท้าทายการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง   ท้าทายการงานอาชีพ  ท้าทายเป้าหมายในการเผยแผ่ธรรมไพศาล ท้าทายการปฏิวัติครอบครัว ท้าทายอดีตกรรมชั่ว  ตรงกันข้าม ถ้ามัวแต่ออเซาะตัวเอง ย่อมจะไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้เด็ดขาด เพราะไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีความกล้าหาญ ขี้ขลาด จึงไม่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน

การต่อสู้ของพวกเราเป็นหนทางที่ยาวไกล และต้องใช้เวลาอีกยาวนาน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องก้าวไปทีละก้าว ทีละก้าว  ซึ่งการสะสมก้าวแต่ละก้าว จะทำให้บรรลุผลสำเร็จได้ในที่สุด และทำภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้ลุล่วงได้ นี่คือเรียกว่า “ความศรัทธาแบบน้ำ”  น้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลาจะไม่เน่า  ถ้าน้ำขังนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีการไหลแล้ว ก็จะกลายเป็นน้ำสกปรก น้ำเน่า  ในทางกลับกัน ผู้ที่ใจร้อน มีการเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าก็จะแผ่วลงได้ง่าย ความศรัทธาแบบนี้เรียกว่า “ความศรัทธาแบบไฟ” เพราะไฟ เวลาที่ลุกไหม้ ก็โหมกระพืออย่างแรง แต่ในที่สุดก็มอดดับลง  ความศรัทธาในลักษณะนี้เป็นความศรัทธาที่ไม่ยั่งยืน  อาจารย์จึงกล่าวว่า “จะต้องก้าวหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับมีการพักผ่อนที่เพียงพอและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา”

ตัวอย่างเช่น วันนี้มีสมาชิกคนหนึ่งมาเยี่ยมเยียนผม สมาชิกคนนี้ติดยาเสพติดมานาน 30 ปีแล้ว หน้าตาซีดเหลือง ผอมซีด ดวงตาไม่แจ่มใส เขาเล่าว่า เขาได้พยายามที่จะเลิกเสพยาเสพติด แต่ก็เลิกไม่ได้ ทำอย่างไรจึงจะสามารถเลิกเสพยาเสพติดได้สำเร็จ เพราะการติดยาเสพติด เป็นการทำร้ายร่างกายของตนเอง  ดังนั้น ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าพลังชีวิตเข้มแข็งและมีชีวิตชีวาแล้ว ก็จะสามารถเอาชนะต่อตัวเอง จนสามารถเลิกได้เด็ดขาด   แต่ถ้าสวดมนต์น้อย พลังชีวิตก็อ่อนแอ จึงพ่ายแพ้ตัวเองและพ่ายแพ้มารได้ง่าย

พวกเราไม่ได้ติดยาเสพติด แต่ความศรัทธาที่ไปเรื่อย ๆ ก็เปรียบได้กับการติดยา  ซึ่งจะต้องระมัดระวังให้ดี เพราะการติดยาเสพติดสามารถมองเห็นได้ แต่ความศรัทธาที่ไปเรื่อย ๆ ไม่สามารถมองเห็นได้  เพราะฉะนั้น เราต้องไม่ปล่อยให้เป็นความศรัทธาแบบไปเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้พ่ายแพ้มารได้ง่าย แต่ต้องตัดสินใจแน่วแน่ว่า ความศรัทธาของเราจะต้องก้าวหน้ามากขึ้น ๆ  P

 

 

วันที่ 22 มีนาคม

            จงก้าวหน้าไปอีกหนึ่งก้าวมุ่งสู่จุดหมายต่อไป  พร้อมกับกำหนดแผนงานและความตั้งใจใหม่ ๆ   จงสร้างความสามัคคีให้แน่นแฟ้น ด้วยการช่วยเหลือ และส่งเสริมกำลังใจแก่กันและกัน เสมือนหนึ่งเป็นมิตรสหายกันมาแต่อดีตกาลอันยาวนาน

 

อธิบาย

เมื่อมองจากทางด้านธรรมแล้ว การที่พวกเราได้รับโงะฮนซนในชาตินี้ ก็เนื่องมาจากเคยเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินมาก่อนตั้งแต่สมัยอนาทิกาล และให้คำมั่นสัญญาต่อพระนิชิเร็นไดโชนินว่า ในสมัยธรรมปลายจะมาเกิดเป็นคนป่วย ตาบอด ยากจน หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ ครู แพทย์ ดาราภาพยนตร์ เศรษฐี นักการเมือง ชาวประมง ชาวนา ฯลฯ และแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของอานุภาพของโงะฮนซนให้เป็นที่ประจักษ์  ด้วยเหตุนี้ การที่เกิดมาในยุคปัจจุบัน และมีโอกาสได้รับโงะฮนซนก็คือการทำตามคำมั่นสัญญาของเรานั่นเอง เพียงแต่ว่าตัวเราเองลืมคำมั่นสัญญานี้ไปแล้ว บางคนที่มีความศรัทธาอ่อนแอ เมื่อพบกับปัญหาจึงบ่นและท้อแท้ แต่คนที่สามารถรู้ตัวในภาระหน้าที่ก็จะไม่บ่น คือผู้ที่ยึดมั่นในคำมั่นสัญญาดั้งเดิมที่เรียกว่าโพธิสัตว์จากพื้นโลก   แต่ถ้าการศรัทธาของเรามีแต่การขอนั่นขอนี่เท่านั้นแล้ว ย่อมไม่ใช่โพธิสัตว์จากพื้นโลก เพราะไม่รู้ตัวในหน้าที่ที่เกิดมาเพื่อการเผยแผ่ธรรม

ด้วยเหตุนี้ หน้าที่ของหัวหน้าก็คือ ทำให้สมาชิกที่อยู่ในความดูแลเข้าใจในภาระหน้าที่ที่ของโพธิสัตว์ กล่าวคือ สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ ปฏิวัติครอบครัว ซึ่งเป็นการแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริง พร้อมกันนั้น ก็พยายามปฏิบัติศรัทธามุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก และทำให้ทั่วโลกมีสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้น นี่คือหน้าที่ของยุวชนซึ่งเป็นผู้นำที่แท้จริงในอนาคต

ดังนั้น พวกเราจึงไม่ใช่เพิ่งมารู้จักกันและเป็นเพื่อนผู้ศรัทธาด้วยกันในชาตินี้เท่านั้น แต่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อนาทิกาลและต่อไปในอนาคตตลอดไป จึงควรจะช่วยเหลือกัน ส่งเสริมกำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถสร้างความสามัคคีกลมเกลียวอย่างแน่นแฟ้นได้ 

อนึ่ง การเผยแผ่ธรรมนั้นเป็นหนทางที่ยาวไกล จะต้องใช้เวลายาวนาน  ดังนั้น หน้าที่ของหัวหน้าก็คือก้าวหน้าไปอีกหนึ่งก้าว อีกหนึ่งก้าว ไปทีละก้าว ๆ อย่าคิดกระโดดไปทันที จะต้องค่อยเป็นค่อยไป  ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการกำหนดเป้าหมายต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ เช่น ในหนึ่งอาทิตย์จะทำเรื่องอะไรให้สำเร็จ ในหนึ่งเดือนจะทำอะไรให้สำเร็จ   หากไม่มีเป้าหมายแล้ว   สมาชิกก็มีแต่ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ไม่มีความร่าเริง ท้อแท้ สิ้นหวัง ความศรัทธาก็จะค่อย ๆ ถอยไป ในที่สุด ระบบการก็จะไม่เจริญก้าวหน้า และพังทลายลงในที่สุด  ดังนั้น เรื่องนี้ขอให้ระมัดระวังให้ดี  P

 

 

วันที่ 21 มีนาคม

            อย่างไรก็ตาม ขอให้ขัดเกลา รักษา และเรียนรู้สมาชิกผู้เป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลกแต่ละคน ๆ ในทุกวิถีทาง เมื่อคน ๆ หนึ่ง มีความมั่นใจสูงจะสามารถเป็นกระแสคลื่นอันยิ่งใหญ่ให้แก่ 5 คนถึง 10 คนได้

 

อธิบาย

เจตนารมณ์ของพุทธศาสนาคือ การช่วยให้คน ๆ หนึ่งสามารถบรรลุพุทธภาวะได้เป็นพื้นฐาน กล่าวคือ แม้เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของพวกเราคือการเผยแผ่ธรรมไพศาลเป็นพื้นฐานก็ตาม แต่บ่อเกิดของการเผยแผ่ธรรมไพศาลก็คือการที่สมาชิกแต่ละคน ๆ สามารถทอประกายแสงออกมา ทำให้ฟื้นขึ้นมาและปฏิวัติชีวิตตนเองได้ 

หัวใจของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคือ การช่วยให้ประชาชนทุกคนสามารถบรรลุพุทธภาวะ ซึ่งเป็นความเมตตากรุณาอันใหญ่หลวง ดังที่มีกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ความปรารถนาก็คือ ผู้ปกครองประเทศ ต่าง ๆ ที่ทำร้ายต่ออาตมานั้น บุคคลเหล่านี้ (อาตมา) อยากจะนำไปก่อนเป็นพวกแรก ส่วนลูกศิษย์ทั้งหลายที่ช่วยต่ออาตมานั้น เรื่องนี้จะบอกกับพระศากยะผู้ประเสริฐ สำหรับบิดามารดาทั้งหลายที่ให้กำเนิดอาตมานั้น ตอนที่ยังไม่เสียชีวิตนี้ จะต้องแนะนำความดีงามที่ยิ่งใหญ่นี้ (หมายถึงโงะฮนซน) ให้” (ธรรมนิพนธ์ หน้า 509)

โดยทั่วไปแล้ว พวกเรามนุษย์ปุถุชนย่อมไม่มีจิตใจช่วยเหลือศัตรูของตนเองอย่างแน่นอน แต่พระนิชิเร็นไดโชนินมีแต่ความเมตตากรุณา และเข้าใจศัตรูด้วยจิตใจแห่งกุศลว่า หากไม่ช่วยเหลือแล้ว พวกเขาย่อมจะต้องตกนรกอย่างแน่นอน ท่านจึงกล่าวว่าอยากจะนำไปก่อน ซึ่งหมายถึงอธิษฐานให้แก่พวกเขา โดยไม่มีความโกรธเคืองต่อศัตรู แต่กลับถือว่าพวกเขาเป็นกัลยาณมิตร  นี่คือเจตนาของพระนิชิเร็นไดโชนินนั่นเอง

จริงอยู่ว่ามนุษย์ปุถุชนอย่างพวกเรายุวชนไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร และสำหรับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติศรัทธา ก็ยิ่งไม่อาจล่วงรู้อนาคตได้  ดังนั้น เมื่อมองจากเหตุการณ์ในปัจจุบัน (ดูจากลักษณะภายนอก) แล้ว ย่อมไม่สามารถตัดสินอะไรได้เลย เช่น ประธานาธิบดีเคนเนดี้ของสหรัฐอเมริกา ในอดีตเป็นหัวหน้าหน่วยเรือของอเมริกาที่ต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น  วันหนึ่ง เมื่อพ่ายแพ้ เครื่องยนต์ของเรือเสีย จึงลอยเคว้งคว้างกลางทะเล ตัวเขาเองก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และในที่สุด เคนเนดี้พร้อมกับลูกเรือ 10 นายก็ลอยมาถึงเกาะร้างแห่งหนึ่งที่ไม่อยู่ในแผนที่ และอาศัยอยู่ที่เกาะนั้น ซึ่งทางกองทัพอเมริกาก็ได้ออกค้นหาจนกระทั่งพบพวกเขาทั้งหมด และสามารถส่งเคนเนดี้นายทหารหนุ่มวัย 20 ปีไปรักษาพยาบาล ซึ่งถ้ากองทัพไม่สามารถค้นหาเขาเจอแล้ว ก็จะไม่มีประธานาธิบดีของอเมริกาที่ชื่อเคนเนดี้อย่างแน่นอน

พวกเราก็เช่นกัน อาจารย์บอกว่าให้ขัดเกลา รักษา และเรียนรู้ ก็หมายความว่า นอกจากมนุษย์ด้วยกันแล้ว ย่อมไม่สามารถมีสิ่งใดจะมาขัดเกลามนุษย์ได้ การศึกษาและการเรียนรู้ก็เช่นกัน มีเฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่สามารถทำได้ สัตว์อื่น ๆ ย่อมทำไม่ได้  และนี่คือหน้าที่ของหัวหน้า ที่มีความหวังว่า ด้วยการขัดเกลา รักษา และเรียนรู้ให้แต่ละคน ๆ สามารถมีพลังในการเผยแผ่ธรรมไพศาล ซึ่งปัจจุบันอาจจะยังไม่สามารถมองเห็นได้ก็ตาม  ดังนั้น การดูแลเอาใจใส่สมาชิกที่บางคนก็ขี้เกียจ บางคนก็อ่อนแอ บางคนก็วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมีอยู่หลายแบบหลายอย่างนั้น หัวหน้าจะเกียจคร้านไม่ได้เป็นอันขาด

การที่อาจารย์บอกว่าให้ขัดเกลา รักษา และเรียนรู้ในทุกวิถีทางนั้น สิ่งสำคัญคือต้องมีหนึ่งขณะจิตแน่วแน่ว่าบุคคลแต่ละคน ๆ ต่างมีภาระหน้าที่ไม่เหมือนกัน  แต่ทุกคนคือผู้ที่มีบุญวาสนา แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่รู้ตัวก็ตาม แต่ก็จะต้องเป็นเพื่อนที่ดีต่อเขา และใช้เวลาค่อย ๆ ชักชวน และสะสมความไว้วางใจด้วยน้ำใสใจจริงของเรา  หากหัวหน้าปฏิบัติต่อสมาชิกธรรมดาด้วยความอดทนแล้ว วันหนึ่ง เขาก็จะสามารถสำนึกในภาระหน้าที่ของตนเองได้  จึงสามารถกล่าวได้ว่า คำชี้นำในวันนี้คือแก่นแท้ของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ให้ความสำคัญต่อสมาชิกทุกคนนั่นเอง P

 

 

วันที่ 20 มีนาคม

            บนหนทางแห่งการเผยแผ่ธรรม จะมีอุปสรรคหลายอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ขออย่าได้ยอมโอนอ่อนกับสิ่งต่าง ๆ ขอให้ทำหน้าที่ด้วยความองอาจอย่างสม่ำเสมอในการเปลี่ยนพิษเป็นยาให้ได้

 

อธิบาย

กฎของสังคมทั่วไป สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่เป็นครั้งแรกมักจะไม่เป็นที่ยอมรับ เช่น คนในสมัยโบราณคิดว่าโลกแบน แต่เมื่อโคลัมบัสออกเดินเรือไปแล้วสามารถกลับมาได้โดยไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม ก็ประกาศต่อทุกคนว่าโลกของเราไม่แบน โลกกลม ปรากฏว่า ผู้คนในสังคมไม่เชื่อ และหาว่าเขาเป็นบ้า เพราะถ้าโลกกลมจริง ๆ แล้ว คนที่อยู่ด้านล่างก็จะต้องร่วงตกไปหมด หรือท่านกาลิเลโอกล่าวว่าโลกของเราโคจรรอบดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แต่ผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า พระเจ้าสร้างโลกให้อยู่กับที่ และดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์โคจรรอบโลก จึงสั่งประหารชีวิตท่านกาลิเลโอ

ในทำนองเดียวกัน การเผยแผ่พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลก จึงต้องพบกับอุปสรรคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งอุปสรรคที่เกิดขึ้นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นคำสอนที่ถูกต้อง  ถ้าไม่มีอุปสรรค แสดงว่าไม่ใช่คำสอนที่ถูกต้องก็ว่าได้  ดังนั้น การปฏิบัติธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงจึงต้องพบกับอุปสรรคมารอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ขอให้มีความมั่นใจว่า ถ้าไม่มีลมแล้ว ฝุ่นก็ไม่ปลิว ถ้าไม่มีแรงลมพัด ไฟก็ไม่ลุกโชน ซึ่งลมก็คืออุปสรรค ส่วนไฟก็คือความศรัทธา  ดังนั้น ยุวชนซึ่งเป็นผู้นำในอนาคตจะต้องไม่หลีกหนีหรือกลัวอุปสรรคเป็นอันขาด จะต้องยอมรับอุปสรรค และทำให้ความศรัทธาเข้มแข็งขึ้น  แม้ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์เรานั้นอ่อนแอ ไม่มีพลังที่จะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ นานา  แต่เนื่องจากเราปฏิบัติสวดมนต์ด้วยความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซนที่มีพลานุภาพมากมาย จึงสามารถมีพลังชีวิตเข้มแข็งขึ้น และทำให้โลกพุทธปรากฏออกมาในชีวิตของเรา ดังนั้น ไม่ว่าอุปสรรคจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ชะตากรรมจะหนักหนาเพียงใด  เราก็จะสามารถเอาชนะและแก้ไขได้ด้วยความศรัทธาอย่างแน่นอนด้วยหลักธรรมแห่งการเปลี่ยนพิษเป็นยานั่นเอง

สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอทุกวัน โดยไม่หยุดแม้แต่วันเดียว ดังเช่นรถยนต์ถ้าจอดนิ่งอยู่กับที่ การหักพวงมาลัยให้เลี้ยวซ้ายขวาจะหนักมาก แต่ถ้ารถแล่นอยู่ จะเลี้ยวซ้ายหรือขวาก็ไปได้อย่างง่ายดาย   ดังนั้น การปฏิบัติศรัทธาของเรา ได้แก่ การสวดมนต์เช้า-เย็น การเยี่ยมเยียนสมาชิก การศึกษาธรรม จะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก 

อนึ่ง มองโดยผิวเผิน ก็อาจจะคิดว่า อุปสรรคเป็นเรื่องที่ไม่ดี  แต่ถ้ามองอย่างลึกซึ้งในแง่ของธรรมแล้ว อุปสรรคคือโอกาสที่ดีของเรา เช่น การสอบ เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ยากลำบาก แต่ถ้ากลัวการสอบแล้ว เมื่อไหร่ ๆ ก็ไม่สามารถมีความรู้มากขึ้นได้  แต่ถ้าไม่กลัวการสอบ ยิ่งสอบยากมากขึ้น เราก็จะยิ่งมีความรู้มากขึ้นได้  ในที่สุด จึงจะสามารถมีชัยชนะได้  จึงสรุปได้ว่า ถ้ายิ่งมีอุปสรรค เราจะต้องยิ่งก้าวหน้ามากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนพิษเป็นยา  ดังนั้น พวกเรายุวชนจึงขออย่าได้ยอมโอนอ่อนต่อสิ่งต่าง ๆ เป็นอันขาด P

 

 

วันที่ 19 มีนาคม

            การเคลื่อนไหวที่มีสามัญสำนึก กับกิจกรรมที่ร่าเริงนั้น สามารถบุกเบิกการเผยแผ่ธรรมไพศาล  การเคลื่อนไหวที่ขาดสามัญสำนึก เป็นความงมงาย และเป็นมารที่ทำลายความสามัคคีในหมู่ผู้ศรัทธา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องระมัดระวัง

 

อธิบาย

การปฏิบัติและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของพวกเราควรจะมีสามัญสำนึกเป็นพื้นฐาน พร้อมกับมีกิริยามารยาทที่ดี ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้เราจะสอนธรรมที่ดีเพียงใด มีคำชี้นำที่ดีเพียงใด แต่บุคคลที่พบเห็นพฤติกรรมของเราก็ไม่สามารถเชื่อตามที่เราพูดได้ เพราะคนที่ขาดสามัญสำนึกจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกหรือเพื่อนฝูง ซึ่งถ้าขาดความไว้วางใจต่อกันแล้ว จะเผยแผ่ธรรมไปได้อย่างไร

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การปฏิบัติหรือการเคลื่อนไหวที่ขาดสามัญสำนึกสร้างความแตกแยกในหมู่ผู้ศรัทธา ทำให้ระบบการภายในหมู่ ตำบล เขต ฯลฯ แตกความสามัคคี เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การดำเนินกิจกรรมย่อมไม่สามารถมีความร่าเริงเบิกบานได้เด็ดขาด จะมีแต่การบังคับ ควบคุมสมาชิก หรืออาศัยตำแหน่งหน้าที่หัวหน้าเรียกใช้สมาชิก ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าหัวหน้าภาค หรือหัวหน้าเขตใหญ่จะให้คำชี้นำที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะสอนให้ภายในเขต ตำบล ฯลฯ  แต่สิ่งเหล่านี้กลับจะทำให้พลังและการใช้อำนาจของหัวหน้าที่ไม่ดีเพิ่มมากขึ้น โดยหัวหน้าประเภทนี้จะอ้างว่า อาจารย์อิเคดะกล่าวเช่นนี้ และบังคับให้สมาชิกต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของอาจารย์ กลายเป็นความศรัทธาแบบงมงายที่หลับหูหลับตาเชื่อฟังหัวหน้า จึงน่าอันตรายอย่างยิ่ง 

อีกประการหนึ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือ ความศรัทธาที่ขาดสามัญสำนึกโดยเจ้าตัวไม่รู้สึกตัวนั้น มารจะแทรกเข้ามาในชีวิตได้ง่าย  ดังนั้น ความนึกคิดต่าง ๆ ที่พ่ายแพ้ต่อมารจึงเป็นความคิดอ่านที่ผิดพลาด  จึงกลายเป็นศัตรูของธรรมที่แท้จริงไป และกลายเป็นผู้ทำลายความสามัคคีในหมู่ผู้ศรัทธา แล้วในที่สุด ก็จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน

การดำเนินกิจกรรมทางด้านความศรัทธาของพวกเรา เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินต่อไปตลอดชั่วชีวิตอยู่แล้ว  ดังนั้น พวกเราจะต้องรักษาเวลาในการจัดประชุม เช่น เริ่ม 1 ทุ่ม เลิก 2 ทุ่ม เมื่อเลิกประชุมแล้ว ก็ให้รีบกลับบ้าน  หรือเวลาที่ให้คำชี้นำต่อสมาชิก หัวหน้าจะต้องไม่มีความอวดดีด้วยความคิดว่า สมาชิกเหมือนลูกน้องของตนเอง ความคิดเช่นนี้ผิดมหันต์  เพราะระหว่างหัวหน้ากับสมาชิก จะต่างกันก็แค่อาวุโสมากกว่ากับเป็นคนรุ่นหลังเท่านั้น ทุกคนเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน และของอาจารย์เหมือนกัน และมองไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งการเผยแผ่ธรรมด้วยกัน ไม่มีใครสูงกว่าใคร หรือเหนือกว่าใคร ทุกคนมีความเสมอภาคกัน ถ้าหัวหน้ามีจิตสำนึกเช่นนี้แล้ว การดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางด้านการปฏิบัติศรัทธาก็จะมีความร่าเริง มีความสามัคคี และเจริญก้าวหน้ามากยิ่ง ๆ ขึ้น P

 

 

วันที่ 18 มีนาคม

            จงอย่าออเซาะต่อตัวเอง ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการออเซาะเป็นการเสื่อมสูญของความศรัทธา  มีแต่ความเข้มงวดและการตัดสินด้วยตนเองเท่านั้นที่เป็นกฎที่ผูกติดอยู่กับความก้าวหน้าในทุกสิ่งทุกอย่าง

 

อธิบาย

การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต การสร้างบุญวาสนาก็ดี การสะสมบุญกุศลก็ดี การเป็นผู้นำในอนาคตก็ดี การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของตนเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ความรับผิดชอบของโงะฮนซน ดังเช่น แพทย์ที่ปรุงยาที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ป่วย แต่เมื่อผู้ป่วยชิมแล้วรู้สึกขม จึงไม่ยอมรับประทานยานั้น แน่นอนทีเดียวว่า ย่อมไม่สามารถหายป่วย และในที่สุดก็ต้องเสียชีวิตลง ทั้งนี้ การเสียชีวิตของคนป่วยไม่ใช่ความผิดของแพทย์ แต่เป็นเพราะผู้ปวยออเซาะตนเอง จึงต้องเสียชีวิต  ซึ่งในพระสูตรได้อุปมาว่าพระพุทธก็คือแพทย์ทีดี คำสอนของพระพุทธก็คือยาที่ดี และผู้ป่วยก็คือประชาชนหรือพวกเรานั่นเอง  การที่แพทย์ที่ดีหรือพระพุทธอุตส่าห์ปรุงยาที่ดีหรือเทศนาคำสอนที่ดีให้แก่ประชาชน แต่ประชาชนกลับไม่ยอมเชื่อคำสอนพระพุทธ ก็ย่อมไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต นี่คือตัวอย่างของการออเซาะตัวเอง  ดังนั้น ในความศรัทธาของพวกเรา พื้นฐานก็คือตัวเราเองจะต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง

การมองความยากลำบากต่าง ๆ แบบผิวเผินเช่น เกิดมายากจนเพราะพ่อแม่ไม่ดี หรืออุตส่าห์หางานทำได้แล้ว แต่ต่อมาบริษัทก็เลิกกิจการ เพราะผู้จัดการไม่ดี เจ้าของบริษัทไม่ดี หรือพยายามเก็บหอมรอมริบจนปลูกบ้านของตนเองได้ แต่เมื่อข้างบ้านเกิดไฟไหม้ ก็ลามมาไหม้บ้านของเราด้วย เพราะข้างบ้านไม่ดี หรือขี่รถจักรยานยนต์แล้วถูกรถยนต์ชนเข้า เพราะคนขับรถยนต์ไม่ดี ซึ่งเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของผู้อื่น ตัวเองดีที่สุด ทำทุกอย่างถูกต้องที่สุด ความคิดลักษณะนี้เป็นความคิดแบบสังคม เรียกว่าออเซาะต่อตัวเอง ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ สาเหตุของเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่มาจากภายนอก เพราะถ้ามองในแง่ของธรรมแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุดั้งเดิมในชีวิตของเราเอง  ซึ่งเป็นแนวคิดตามหลักเหตุผลของธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏออกมาจากชีวิตของเรานั้น เป็นเสมือนเงาของชีวิตเราเอง เช่น ชีวิตของเรามีลักษณะอย่างไร มีชะตากรรมอย่างไร เราย่อมไม่รู้ ไม่เห็นมาก่อน เหมือนกับการที่เราไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของตนเองมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อมีกระจกส่อง จึงจะมองเห็นลักษณะใบหน้าของตัวเอง ดังนั้น ถ้าใบหน้าของเรายิ้มแย้ม ภาพสะท้อนในกระจกก็จะยิ้ม ถ้าเราโกรธ ภาพสะท้อนในกระจกก็บึ้งตึง   เพราะฉะนั้น การปรากฏเรื่องดีหรือไม่ดี ทั้งหมดเกิดจากชีวิตของเราเอง

ในอีกด้านหนึ่ง การออเซาะตัวเองน่ากลัวมากก็คือ ถ้าเราออเซาะต่อตัวเองแล้ว ชีวิตของเราก็เหมือนกับยอมแพ้ต่อตัวเอง  หมายความว่า มารจะสามารถแทรกเข้ามาในชีวิตของเรา แล้วก็จะพ่ายแพ้มาร และกลายเป็นศัตรูที่แท้จริงของธรรม ในที่สุด ก็ต้องตกนรก เช่น เช้าวันนี้ไม่ได้สวดมนต์ ใจก็คิดว่า ไม่เป็นไร โดยอ้างกับตัวเองว่า ไม่ว่างบ้าง ตื่นสายบ้าง งานติดพันบ้าง ซึ่งเป็นการออเซาะตัวเอง  และหากวันนี้เป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้ก็เป็นเช่นนี้อีก หนัก ๆ เข้า ก็กลายเป็นเดือน เป็นปี ซึ่งพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด ก็ขี้เกียจสวดมนต์ ขี้เกียจร่วมประชุม ขี้เกียจเรียนธรรม ขี้เกียจเยี่ยมสมาชิก ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือการออเซาะตัวเองที่น่าอันตรายอย่างยิ่ง  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ต้องเข้มงวดต่อตัวเอง และต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะการออเซาะตัวเองจะทำให้ความศรัทธาเสื่อมสูญไป”

สรุปว่า การศรัทธาคือการต่อสู้กับตัวเองเป็นพื้นฐาน  การต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมภายนอกนั้นเป็นเรื่องง่าย การต่อสู้กับตนเองเป็นเรื่องยาก เพราะสันดานนิสัยของมนุษย์เรานั้นมักจะออเซาะตัวเอง ชอบอ้างและแก้ตัวอยู่เสมอ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถเป็นผู้นำในอนาคตได้อย่างแน่นอน ซึ่งโดยสิทธิแล้ว ยุวชนทุกคนล้วนมีสิทธิเป็นผู้นำในอนาคต แต่ทว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของตนเอง ขึ้นอยู่กับการเอาชนะต่อการออเซาะตัวเอง  นี่คือเงื่อนไขของการเป็นผู้นำในอนาคต   ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้สอนไว้ว่า “เมื่อมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้ามีเรื่องดีเกิดขึ้น ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกมหัศจรรย์”   ถ้าสามารถคิดได้เช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถต่อสู้กับตัวเอง และเอาชนะอุปสรรค 3 มาร 4 ได้   นี่คือเจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน และเจตนารมณ์ของยุวชนด้วย   ดังนั้น ในสมัยยุวชนนี้ จึงต้องอดทนยอมรับความยากลำบากทุก ๆ อย่าง สะสมบุญวาสนาเพื่ออนาคต  นี่คือหลักในการปฏิบัติของพวกเราในปัจจุบัน P

 

 

วันที่ 17 มีนาคม

            พุทธธรรมคือเหตุผล  จึงย่อมฝืนทำไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น ขอให้สร้างวงแห่งมิตรภาพที่ผูกพันกันด้วยน้ำใสใจจริงและไว้วางใจกันให้กว้างขวาง

 

อธิบาย

พุทธธรรมของพระพุทธเจ้าก็ดี พระเทียนไท้ก็ดี พระนิชิเร็นโชนินก็ดี เป็นธรรมที่อธิบายเรื่องของตัวเรากับจักรวาล และกฎของสกลจักรวาล ซึ่งเป็นเรื่องของเหตุผล 

ถ้าอธิบายในแง่เหตุผลของพวกเรามนุษย์ปุถุชนแล้ว ก็คือ การมีสามัญสำนึก นั่นเอง  ดังนั้น หากการปฏิบัติศรัทธาของพวกเรา แม้จะสวดมนต์มากมาย และปฏิบัติมายาวนานแค่ไหน แต่พฤติกรรมหรือกิริยามารยาทขาดสามัญสำนึกแล้ว แสดงว่า พวกเรายังเป็นเพียงแค่คำสอนทฤษฎีเท่านั้น และไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน และของอาจารย์อิเคดะ เพราะแม้ว่าจะไม่รู้ตัว แต่พฤติกรรมของเราได้ทำให้ธรรมเสื่อมเสีย  ถ้าหัวหน้าหรือผู้นำเป็นเช่นนี้แล้ว สมาชิกทั้งหมดในความดูแลก็จะรู้สึกหมดหวัง ไม่มีกำลังใจในการปฏิบัติศรัทธา ในที่สุด จะค่อยถอยศรัทธาไป หรือไม่ออกร่วมกิจกรรมของสมาคม ส่วนบุคคลภายนอกที่พบเห็นพฤติกรรมหรือกิริยาที่ไม่ดีของผู้ศรัทธา ก็จะเกิดความรู้สึกไม่เชื่อถือต่อตัวเราและธรรมที่เรายึดถือด้วย   แม้ว่าเราจะอธิบายธรรมได้ดีแค่ไหน บอกกล่าวถึงอานุภาพของโงะฮนซนว่ามีมากมายแค่ไหน  แต่ผู้สอนหรือผู้ชักชวนขาดสามัญสำนึก ไม่มีเหตุผลแล้ว ย่อมฝืนทำไม่ไหวและไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน การเผยแผ่ธรรมก็ไม่อาจเจริญก้าวหน้าได้ 

ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าจึงต้องมีน้ำใสใจจริงและได้รับความไว้วางใจเป็นพื้นฐาน และสร้างความสนิทสนมกับเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย การเผยแผ่ธรรมจึงสามารถบรรลุผลสำเร็จได้  ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ในธรรมนิพนธ์ว่า “ธรรมไม่สามารถเผยแผ่ไปได้เอง  จะต้องมีมนุษย์เป็นผู้เผยแผ่  ธรรมจึงจะเผยแผ่ไปได้”  P

 

 

วันที่ 16 มีนาคม

            วันนี้เป็นวันที่ 16 มีนาคม (3.6) แล้ว เป็นวันแห่งการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว  พร้อมกับท้าทายทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความสามัคคี และขอให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงมุ่งสู่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ด้วยความสง่าผ่าเผย สู่เป้าหมายของวันที่ 16 มีนาคมในปีหน้าต่อไป

 

อธิบาย

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1958 การก่อสร้างหอประชุมใหญ่ (ไดโคโด) สำเร็จเรียบร้อย และอาจารย์โทดะได้ทำบุญมอบให้แก่วัด ดังนั้น ประมุขสงฆ์จึงได้จัดพิธีเฉลิมฉลองโดยมีสมาชิกเดินทางมาร่วมตลอดเดือนมีนาคมถึง 200,000 คน  และวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.1958 อาจารย์โทดะ นายกสมาคมคนที่ 2   ได้กำหนดให้เป็นวันแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาล โดยท่านได้เชิญนายกรัฐมนตรีคิชิมาร่วมงาน ซึ่งเป็นการจัดพิธีที่เป็นแบบอย่างการเฉลิมฉลองการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกสำเร็จ ให้แก่ลูกศิษย์ทั้งหลาย นี่คือความหวังของอาจารย์โทดะ และยุวชนทุกคนก็เข้าใจในเจตนาของท่าน  แต่ขณะที่นายกรัฐมนตรีออกจากโตเกียวเพื่อไปยังวัดไทเซขิจิ หัวหน้าของนิกายอื่นและนักการเมืองบางกลุ่มได้ขัดขวางไม่ให้นายกรัฐมนตรีเดินทางมาร่วมงาน และให้รองนายกรัฐมนตรีเดินทางมาแทน ถึงกระนั้น อาจารย์โทดะก็ดำเนินพิธีต่อไป โดยไม่แยแสต่อนักการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบ ซึ่งท่านได้ร่วมพิธีกับสมาชิกจนงานสามารถสำเร็จลุล่วง นี่คือความหมายผิวเผินของพิธีที่ระลึกวันที่ 3.16

แต่ในความหมายที่ลึกซึ้งแล้ว ก็คือ อาจารย์โทดะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1958  ดังนั้น วันดังกล่าว จึงเป็นวันที่ท่านตั้งใจส่งมอบภาระหน้าที่ทุกสิ่งทุกอย่างของการเผยแผ่ธรรมไพศาลให้แก่นายกสมาคมคนที่ 3  จึงเรียกได้ว่า เป็นการมอบฉันทะจากอาจารย์สู่ศิษย์ ซึ่งมีเพียงคนเดียวเท่านั้น คืออาจารย์อิเคดะ เพราะในเวลานั้น ท่านรู้ตัวดีว่า อีกไม่กี่วันก็จะต้องเสียชีวิตแล้ว  จึงกล่าวได้ว่า วันที่ 3.16 เป็นวันแห่งอาจารย์กับศิษย์ไม่เป็นสอง  ซึ่งอาจารย์ส่งมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่ศิษย์  ด้วยเหตุนี้ วันนี้จึงเป็นวันที่มีความหมายสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของสมาคม

ถ้าเปรียบเทียบกับพวกเราแล้ว ก็คือ วันนี้พวกเราผู้เป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์อิเคดะได้รับมอบหมายจากอาจารย์อิเคดะให้เผยแผ่ธรรมในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของคนอื่น ไม่เกี่ยวกับเรา ปล่อยให้คนอื่นทำ แต่เราควรจะต้องรู้ถึงเจตนารมณ์ของอาจารย์ และทุก ๆ ปี ในวันนี้ เราจะตั้งปรับปรุงแก้ไขตัวเอง บังเกิดความตั้งใจและความเชื่อมั่นที่จะสร้างความก้าวหน้าของการเผยแผ่ธรรม นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก

และคำชี้นำของอาจารย์โทดะที่มอบให้แก่พวกเราเป็นครั้งสุดท้าย ก็คือ “อย่าได้ลืมแม้แต่วันเดียวว่าจะต้องท้าทายต่ออนาคต  ขอให้คิดอยู่ตลอดเวลา” ซึ่งเป็นคำชี้นำที่เป็นพินัยกรรมมอบให้แก่ยุวชน

การต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกเป็นงานยิ่งใหญ่ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลก ดังนั้น อุปสรรค 3 มาร 4 ย่อมจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งในสมัยของอาจารย์โทดะ การเผยแผ่ธรรมมีเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยของอาจารย์อิเคดะ ท่านได้ออกเดินทางไปเผยแผ่ธรรมทั่วโลก จนปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมากมายทั้งในประเทศญี่ปุ่นและทั่วโลก  นี่คือสิ่งที่อาจารย์อิเคดะทำให้ความหวังของอาจารย์โทดะเป็นความจริง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงสามารถมีความก้าวหน้าได้มากมายถึงเพียงนี้  P

 

 

วันที่ 15 มีนาคม

            การประชุมเป็นบ่อเกิดของพลังที่ทำให้สมาชิกทั้งหลายสามารถต่อสู้ด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ดังนั้น ขอให้งดการประชุมที่ไร้สาระ และตัดสิ่งที่ไร้ประโยชน์ออกไป เพราะการทำให้สมาชิกทั้งหมดเข้าร่วมประชุม คือประเพณีของสมาคม

 

อธิบาย

การปฏิบัติศรัทธานั้นไม่สามารถกระทำได้เองโดยลำพังคนเดียว อีกทั้งยังไม่สร้างความก้าวหน้าต่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลด้วย เช่นเดียวกับการที่มนุษย์เราไม่สามารถอยู่ได้เองโดยลำพังคนเดียว อย่างน้อยจะต้องมี 2 คน ที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงมีพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน ครู หรือมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ จึงจะมีความเจริญก้าวหน้า

มีเรื่องเล่ากันว่า ในประเทศอินเดีย มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง จับเด็กอายุประมาณ 1-2 ขวบไป ปรากฏว่า 10 ปีให้หลัง เมื่อมีการพบเด็กคนนี้ ก็เป็นเด็กที่ไม่เข้าใจอะไร มีลักษณะการแสดงท่าทางเหมือนสัตว์ พูดไม่ได้ ต้องอาศัยอยู่แต่ในที่มืด เป็นต้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การที่มนุษย์จะมีลักษณะเช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับการศึกษา สภาพแวดล้อม และการเรียนรู้  ดังนั้น ถ้าพ่อแม่เป็นโจรผู้ร้าย ลูกที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ย่อมจะเติบโตเป็นโจรผู้ร้ายเหมือนพ่อแม่  ถ้าพ่อแม่เป็นครูบาอาจารย์และให้การอบรมสั่งสอนแล้ว ลูกก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้

การปฏิบัติศรัทธาของพวกเราก็เช่นกัน ถ้าไม่มีอาจารย์ ไม่มีผู้อาวุโสแล้ว พวกเราก็ไม่มีโอกาสรู้หรือเข้าใจว่าธรรมของเราสูงส่งเพียงไร ถูกต้องแค่ไหน  ทุกวันมีแต่สวดมนต์อ้อนวอนขอต่อโงะฮนซนเพียงอย่างเดียว  ซึ่งถ้าศรัทธาในลักษณะเช่นนี้แล้ว แม้จะสวดมนต์มากเพียงใด ก็ไม่มีโอกาสที่จะปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเองได้สำเร็จ  ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเองได้สำเร็จ  แต่ถ้ามีการเข้าร่วมประชุม ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินมีจุดมุ่งหมายอะไร อานุภาพของโงะฮนซนมีมากเพียงไร  โดยได้ฟังจากประสบการณ์ของเพื่อนสมาชิก หรือวิธีแก้ไขปัญหาในครอบครัวต้องทำอย่างไร โดยรับฟังจากคำชี้นำของผู้อาวุโส 

ยิ่งกว่านั้น ยังจะสามารถเข้าใจได้ว่า เราเกิดมาในชาตินี้เพื่ออะไร  ซึ่งก็คือเพื่อมีชีวิตที่มีความสุขตลอดไป และธาตุแท้ของตัวเราก็คือโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่มีหน้าที่เกิดมาเพื่อการเผยแผ่ธรรม 

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมใหญ่ ๆ หรือการประชุมกลุ่มเล็ก ๆ ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเป็นการประชุมที่เป็นบ่อเกิดของพลังที่ทำให้สมาชิกทั้งหลายสามารถต่อสู้ด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง  ด้วยเหตุนี้ หากเข้าใจเจตนารมณ์ของการจัดประชุมแล้ว สิ่งสำคัญก็คือจะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากสมาชิกทุกคน ที่มีทั้งคนอายุมาก อายุน้อย มีความรู้ ไม่มีความรู้ ผู้ชาย ผู้หญิง คนจน คนรวย ลูกจ้าง นายจ้าง คนแข็งแรง คนเจ็บป่วย ดังนั้นอาจารย์จึงบอกว่า “ขอให้งดการประชุมที่ไร้สาระ และตัดสิ่งที่ไร้ประโยชน์ออกไป” และจัดการประชุมที่ผู้เข้าร่วมมาด้วยความสบายใจ สนุกสนานร่าเริง และแน่นแฟ้นดีที่สุด ซึ่งจะทำให้เมื่อเข้าร่วมประชุมแล้ว ก็อยากจะมาประชุมอีก และอยากจะมาร่วมต่อไปเรื่อย ๆ ด้วย P

 

 

วันที่ 14 มีนาคม

            ตั้งใจออกนำหน้าในสถานที่ประชุมสนทนาธรรม และเพิ่มพูนความเข้มแข็งและสนุกสนานให้มากยิ่งขึ้น หมายความว่า การปฏิบัติของสมาคมเรา คือ ข้อหนึ่ง คือการประชุมสนทนาธรรม  ข้อสองคือการศึกษาธรรม และข้อสาม คือการเยี่ยมเยียนสมาชิก

 

อธิบาย

ในการจัดประชุมใหญ่ที่อาจมีผู้เข้าร่วมเป็นพันเป็นหมื่นก็ดี การประชุมกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมเพียงแค่ 3 คน  5 คน หรือ 10 คนก็ดี ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น

แต่ถ้ามองดูให้ลึกซึ้งแล้ว การประชุมกลุ่มเล็กจะมีความสำคัญมากกว่า เพราะการประชุมใหญ่นั้น โดยมากจุดมุ่งหมายในการชี้นำของหัวหน้าจะอยู่ที่เป้าหมายในการทำงานต่อไปในอนาคต ส่วนการประชุมเล็ก ๆ จะชี้นำเกี่ยวกับส่วนตัวได้มากกว่า และเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน  นอกจากนี้ การพูดคุยกันระหว่างหัวหน้ากับสมาชิกก็มีความสนิทสนมกันและมีความสามัคคีที่แท้จริง ดังนั้น นายกสมาคมโซคาทุกคน ตั้งแต่อาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะ และอาจารย์อิเคดะจึงไปร่วมประชุมสนทนาธรรมในทุกโอกาสที่สามารถไปได้ 

อาจารย์ยังชี้นำไว้ว่า “การประชุมสนทนาธรรมเป็นเสมือนโรงฝึกปฏิบัติธรรม” เพราะการนับถือศาสนานั้นไม่สามารถทำได้เพียงคนเดียว ควรจะต้องมีอาจารย์หรือผู้อาวุโสคอยชี้แจงให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง จึงสามารถเข้าใจธรรมได้อย่างถูกต้อง เพราะการศึกษาด้วยตนเองนั้น ย่อมมีข้อผิดพลาด และไม่เข้าใจชีวิตที่แท้จริง  การปฏิบัติธรรมของเราจึงต้องมีการไปร่วมประชุม ฟังคำชี้นำของผู้อาวุโส ฟังประสบการณ์ของเพื่อนสมาชิก เมื่อมีข้อสงสัยก็มีการถามผู้อาวุโส และได้รับคำตอบที่ถูกต้อง เมื่อมีความทุกข์ก็ขอรับคำชี้นำ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาความยากลำบากต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นไปได้  ซึ่งทำให้เรามีความศรัทธาที่เข้มแข็งมากขึ้น  ดังจะสังเกตได้จากคนที่ก่อนมาประชุม มีความทุกข์กลุ้มใจ ไม่มีกำลังใจ แต่หลังจากได้รับฟังคำชี้นำ ได้รับฟังประสบการณ์แล้ว ก็เหมือนกับการได้รับการชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ จึงรู้สึกมีชีวิตชีวา มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับอุปสรรคได้  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “ตั้งใจออกนำหน้าในสถานที่ประชุมสนทนาธรรม และเพิ่มพูนความเข้มแข็งและสนุกสนานให้มากยิ่งขึ้น” P

 

 

วันที่ 13 มีนาคม

            ข้อหนึ่งคือความเชื่อมั่น ข้อสองก็คือความเชื่อมั่น และข้อสามก็คือขอให้มีจิตใจที่มีความเชื่อมั่น และขอให้ทำงานทุกอย่างด้วยความเข้มแข็งและร่าเริง

 

อธิบาย

ความเชื่อมั่นคือพื้นฐานที่สำคัญมาก เช่น ความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซน   มีความมั่นใจว่าจะต้องมีความสุขได้แน่นอน  มีความมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้อย่างแน่นอน มีความมั่นใจว่าจะสามารถเผยแผ่ธรรมได้สำเร็จ มีความมั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตกรรมชั่วได้ มีความมั่นใจว่าเราจะสามารถเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้ มีความมั่นใจว่าเราจะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้ มีความมั่นใจว่าเราจะปฏิวัติครอบครัวได้สำเร็จ มีความมั่นใจว่าเราจะสามารถสร้างอบรมสมาชิกในความดูแลให้เป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้  มีความมั่นใจว่าสิ่งที่เราอธิษฐานต่อโงะฮนซนจะต้องบรรลุผลสำเร็จอย่างแน่นอน ฯลฯ 

            ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีความเชื่อมั่นเป็นพื้นฐาน เพราะถ้าไม่มีความเชื่อมั่นหรือไม่มีความมั่นใจแล้ว เราจะไม่สามารถมีความเข้มแข็งได้เลย ถ้าเรามีความตั้งใจแล้ว ความตั้งใจนี้ก็จะสามารถปรากฏออกมาในลักษณะของความเชื่อมั่นหรือความมั่นใจ และมีความปีติยินดี  ถ้าชีวิตของเรามีความดีอกดีใจแล้ว ก็จะมีจิตใจขอบคุณต่อโงะฮนซน  เมื่อมีความขอบคุณต่อโงะฮนซนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถสร้างต่อไปได้

ในการปฏิบัติศรัทธาของเรา ถ้ามีความเชื่อมั่นเป็นพื้นฐานแล้ว แม้ว่าปัจจุบันจะทำผิดพลาด หรือมีอดีตกรรมชั่วปรากฏออกมา  แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นไม่มีเรื่องใดไร้ประโยชน์ เช่น เรื่องที่ไม่ดี เราก็มั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้ และในอนาคตจะสามารถมีประโยชน์ได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการมองดูด้วยสายตาที่ยาวไกลในอนาคต  ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงต้องฟังคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะ ฟังธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน

สิ่งสำคัญของความเชื่อมั่นก็คือ เราจะต้องมีความเชื่อมั่นว่าโงะฮนซนคือชีวิตของเรา หมายความว่า ชีวิตของเรามีพร้อมโลกพุทธอยู่ด้วย  แม้ขณะนี้จะมีสภาพชีวิตโลกนรก โลกเปรต โลกเดรัจฉาน หรือโลกอสูรก็ตาม  แต่เนื่องจากเรามีโงะฮนซนอยู่แล้ว  ดังนั้น ในที่สุด เราจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “ศีรษะเท่ากับเมียว  คอเท่ากับโฮ หน้าอกเท่ากับเร็ง ท้องเท่ากับเง ขาเท่ากับเคียว” ซึ่งเป็นตัวตนของโงะฮนซนอยู่แล้ว

ศีรษะเท่ากับกับเมียว (มหัศจรรย์) เพราะสมองของเราสามารถมีความนึกคิดต่าง ๆ นานามากมายได้อย่างน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง สามารถสั่งงานได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่

คอเท่ากับโฮ(ธรรม) เพราะคอของเรานั้นเป็นที่เปล่งเสียง ซึ่งสามารถอธิบายและสอนธรรมได้

หน้าอกเท่ากับเร็ง (ดอกบัว) เพราะหน้าอกและหัวใจนั้นเปรียบเหมือนดอกบัว และการที่พวกเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะมีอกและหัวใจทำงาน ซึ่งเป็นเหตุ

ท้องเท่ากับเง (เมล็ด) หมายถึงผล เพราะเมื่อหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งเป็นเหตุ ทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ท้องทำหน้าที่ย่อยอาหาร และดูดซึมเข้าร่างกาย แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน จึงเป็นผล

ขาเท่ากับเคียว (พระสูตร) เพราะถ้าพวกเราอยู่กับที่ ย่อมไม่สามารถเผยแผ่ธรรมได้ จะต้องไปเยี่ยมสมาชิก ไปอธิบายธรรม แสดงว่า พวกเราอ่านพระสูตรโดยอาศัยขา  ดังนั้น ขาจึงเปรียบกับเคียวนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อร่างกายของเราเท่ากับเมียวโฮเร็งเงเคียวหรือโงะฮนซน เราจึงสามารถมีความเชื่อมั่นได้ว่า แม้ขณะนี้จะยากลำบากหรือมีความทุกข์มากเพียงใด ก็มั่นใจว่าจะสามารถปฏิวัติครอบครัว สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรม และมีความสุขได้  ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ความเชื่อมั่นและมั่นใจของตัวเราเอง 

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์อิเคดะจึงกล่าวเน้นถึงความเชื่อมั่น เพราะความเชื่อมั่นมีความหมายเท่ากับความกล้าหาญ ถ้าจิตใจขี้ขลาด ย่อมไม่สามารถต่อสู้กับชะตากรรม  ถ้ามีความเชื่อมั่นและมีความมั่นใจแล้ว จะสามารถมีชีวิตชีวา มีความร่าเริง และมีชัยชนะได้ ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอดีตกรรมชั่วนั้น ถ้าขาดความมั่นใจแล้ว ความศรัทธาก็จะท้อถอยไป และไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้สำเร็จ

เพราะฉะนั้น ในการชี้นำหรือส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิก หัวหน้าจึงต้องสร้างความมั่นใจแก่เขาว่า ไม่ว่าจะลำบากมากเพียงใด ก็จะสามารถแก้ไขได้  ถ้าหนึ่งขณะจิตขาดความเชื่อมั่นแล้วก็จะส่งผลต่อถึงกัน  ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือต้องต่อสู้ด้วยความเชื่อมั่นนั่นเอง P

 

 

วันที่ 12 มีนาคม

            จงให้ความสำคัญต่อที่ทำงาน จงให้ความสำคัญต่อครอบครัว จงให้ความสำคัญต่อเพื่อนบ้าน จงให้ความสำคัญต่อสมาชิก ขอให้หยั่งรากของสิ่งเหล่านี้ลึกลงไปในพื้นดิน และให้มีความเข้มแข็งด้วย

 

อธิบาย

จุดมุ่งหมายของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกอยู่รอบ ๆ ตัวเราเอง อย่ามองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และเอาแต่ออกไปเผยแผ่ธรรมภายนอก แต่ภายในบ้านมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ  เพราะสังคมจะมองดูที่ตัวบุคคล ไม่ได้มองดูที่ธรรม  ถ้าเราให้ความสำคัญต่อที่ทำงาน คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และสมาชิกแล้ว  ตัวเราก็จะเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องด้วยเช่นกัน  แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้นับถือศรัทธาในคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน แต่ถ้าเขายกย่องเราและคิดว่าเรานับถือศาสนาที่ดีแล้ว ก็เป็นความนึกคิดที่เป็นประโยชน์ต่อเราแล้ว

            ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงเคยกล่าวไว้ว่า “การได้รับความเชื่อถือจากบุคคลในสถานที่ทำงาน และผู้คนทั้งหลายเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นต้นน้ำของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก”  นี่คือบ่อเกิดที่สำคัญ  เพราะผู้คนทั้งหลายจะคอยดูการกระทำของเรา บุคลิกลักษณะของเรา  ดังนั้น การนับถือศรัทธาเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ เราจะต้องปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองด้วย จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี จะต้องเป็นลูกศิษย์ที่ดีของอาจารย์อิเคดะ  ถ้าเรารู้ธรรมมากมาย สวดมนต์เก่ง ขยันออกจากบ้านไปทำงานพระ แต่กิริยามารยาทไม่ดี ชอบใช้อำนาจแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้ธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินซึ่งเป็นธรรมที่สูงส่งต้องเสื่อมเสียไป 

ด้วยเหตุนี้ ผู้นับถือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน และปฏิบัติสวดมนต์ต่อโงะฮนซนจึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม โดยเริ่มต้นจากตัวเราเองที่ทำให้บุคคลในครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน และผู้คนรอบข้าง สามารถเข้าใจความสูงส่งของธรรมจากบุคลิกลักษณะของเรา   ซึ่งการเผยแผ่ธรรมจะเริ่มต้นเกิดขึ้นจากตรงนี้นั่นเอง P

 

 

วันที่ 11 มีนาคม

 

 

วันที่ 10 มีนาคม

            จะต้องอ่านคัมภีร์ด้วยร่างกาย ซึ่งในคัมภีร์ได้กล่าวถึงการบีฑาต่าง ๆ นานา ดังนั้น จะต้องมีความอดทนอย่างมากมาย และก้าวหน้าไปด้วยกันในฐานะบุตรของสมาคมผู้น่าภาคภูมิใจ อนึ่ง จะต้องสวมจีวรแห่งขันติ และมีชัยชนะเหนือความชั่วร้ายของสังคม  สิ่งนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามกาลเวลา

 

อธิบาย

การต่อสู้เพื่อการเผยแผ่พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลกเรา ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงกล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า ในสมัยธรรมปลาย ผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะต้องพบกับการบีฑามากกว่าสมัยที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพ     ดังนั้น พวกเราจึงควรจะตัดสินใจแน่วแน่ว่า เมื่อปฏิบัติศรัทธาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน และปฏิบัติโดยถูกต้องตรงตามคำสอนในพระสูตรแล้ว ย่อมจะต้องพบกับอุปสรรคอย่างแน่นอน หมายความว่า การปฏิบัติศรัทธาที่ไม่มีอุปสรรค ไม่พบกับการบีฑา  แสดงว่า ไม่ใช่เป็นศาสนาที่แท้จริง

            ดังนั้น การอ่านคัมภีร์ด้วยร่างกาย ก็หมายถึง การพบกับอุปสรรคมาร หรือการบีฑา แต่พวกเราก็จะต้องต่อสู้เอาชนะให้ได้  ถ้ามีอุปสรรคเกิดขึ้นก็ถอยศรัทธาแล้ว ย่อมไม่อาจเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงไม่ใช่ผู้ที่อ่านคัมภีร์ด้วยร่างกาย แต่เป็นผู้ที่อ่านคัมภีร์ด้วยปากเท่านั้น   ส่วนผู้ที่แม้จะพบกับอุปสรรคมากมาย ก็มั่นใจว่าจะต้องเอาชนะอุปสรรคให้สำเร็จ และต่อสู้กับการบีฑาจนได้รับชัยชนะ ก็แสดงว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน เป็นบุตรที่น่าภาคภูมิใจของสมาคม

            ในอีกด้านหนึ่ง การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกเป็นงานยิ่งใหญ่ ซึ่งมีการบีฑาต่าง ๆ และอุปสรรคมากมายอยู่แล้ว  ดังนั้น คุณสมบัติสำคัญของผู้นำในอนาคตก็คือ จะต้องมีความอดทน มีความเข้มแข็งมั่นคง ไม่เช่นนั้นแล้ว การยึดถือปฏิบัติศรัทธาไปได้ตลอดชั่วชีวิตก็จะทำได้ลำบาก ก็หมายความว่า ควรจะต้องมีความศรัทธาแบบน้ำ ดีกว่าความศรัทธาแบบไฟ  และสิ่งสำคัญก็คือ การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั้นขึ้นอยู่กับสมาชิกทั้งหลาย ทุกคนทุกตำแหน่งที่จะแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริง ด้วยการมีชัยชนะในสังคม  แต่ทว่า การสร้างความเชื่อถือในสังคมก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะบุคคลที่ทำดีต่อเขา เขาก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเราทำผิดพลาดแล้ว ก็จะถือเป็นความผิดร้ายแรง  ดังนั้น การทำให้สังคมเชื่อถือจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก  ดังนั้น ผู้นำในอนาคตจึงจะต้องมีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา  นี่คือการเผยแผ่ธรรมในยุคสมัยปัจจุบัน

พวกเราจึงจะต้องแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงด้วยการเป็นมนุษย์ที่ดี คนที่ดีในสังคม เป็นตัวอย่างที่ดี และได้รับความเชื่อถือจากบุคคลในสังคม เพราะแม้เราจะปฏิบัติศรัทธามากมายเพียงใด ทำงานพระมากเพียงใด สวดมนต์มากเพียงใด แต่ถ้าไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่า ทำให้เสียชื่อพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน  และไม่เป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์อิเคดะ 

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การปฏิบัติธรรมของเรานั้นจะถูกต้องแค่ไหน เข้มแข็งแค่ไหน จะต้องพิสูจน์จากการที่เราได้รับความเชื่อถือจากสังคมแค่ไหน  ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ได้รับความเชื่อถือในสังคมแล้ว ก็ไม่สามารถเป็นผู้นำในอนาคต  เพราะฉะนั้น พวกเราจะต้องเพียรพยายามอย่างเต็มที่ และได้รับความไว้วางใจจากสังคม ซึ่งต้องมีความศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความศรัทธาเท่ากับความศรัทธา P

 

 

วันที่ 9 มีนาคม

            จงสร้างความสามัคคีที่สดใส ขอให้ทำหน้าที่ของตนเองในแต่ละสถานที่ให้ได้ผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่เพื่อตนเองและเพื่อคนรอบข้าง

 

อธิบาย

ในระบบการของเรามีตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ อาทิ หัวหน้าหน่วย หัวหน้าหมู่ หัวหน้าตำบล โดยในแต่ละตำแหน่งจะต้องมีความสามัคคีที่แน่นแฟ้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าในระดับเขตใหญ่จะมีความสามัคคีกันมากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าภายในเขตไม่มีความสามัคคีกันแล้ว ระบบการนั้น ๆ ย่อมไม่มีความก้าวหน้าอย่างแน่นอน

จุดมุ่งหมายของการสร้างระบบการขึ้นมาก็คือ เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่  ดังนั้น จึงมีการดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาไม่มีหยุด โดยก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ เปรียบได้กับนาฬิกาที่เดินอยู่ตลอดเวลา เข็มยาวจะเดินไปเรื่อย ๆ เมื่อครบรอบ เข็มสั้นก็จะเดินหน้าต่อไปด้วย แต่เข็มสั้นกับเข็มยาวไม่ได้เดินเร็วเท่า ๆ กัน อนึ่ง ส่วนที่สำคัญภายในเครื่อง ได้แก่ เฟือง น๊อต ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งขาดหายไป นาฬิกาก็ไม่สามารถเดินได้  หรือจรวดอพอลโล่ ที่ทดลองยิง  4-5 ครั้ง ปรากฏว่าล้มเหลว นักวิทยาศาสตร์พยายามตรวจเช็คอะไหล่ 10 กว่าล้านชิ้นแล้ว ปรากฏว่า มีน๊อตตัวเดียวที่ขันไม่แน่น ทำให้จรวดระเบิด  ซึ่งจรวดราคา 10 กว่าล้านเหรียญอเมริกันต้องพังไปเพราะน๊อตตัวเดียว  หรือร่างกายของเรา ถ้ามีฟันผุหนึ่งซี่ ทำให้มีอาการปวดฟันมากแล้ว รับประทานอาหารก็ไม่ได้ นอนก็ไม่ได้ ดูหนังก็ไม่สนุก เจ็บปวดทรมานไปเสียทุกเรื่องจากการปวดฟันเพียงซี่เดียว

จึงอาจกล่าวได้ว่า หัวหน้าหน่วย หัวหน้าหมู่ หัวหน้าตำบล ฯลฯ คือผู้ที่มีความสำคัญที่จะทำให้ระบบการของประเทศก้าวหน้าได้  ดังนั้น จึงไม่ควรมองข้ามหัวหน้าหน่วย หัวหน้าหมู่ หัวหน้าตำบลเป็นอันขาด

นอกจากนี้ หัวหน้าในระดับต่าง ๆ ก็จะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ เพราะแม้จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ก็คือการเผยแผ่ธรรมก็ตาม แต่แท้จริงแล้ว การปฏิบัติศรัทธาของแต่ละคน ๆ ก็เพื่อตนเอง เพราะตัวเองสามารถสะสมบุญวาสนา การสวดมนต์อธิษฐานเพื่อความสุขของสมาชิกทั้งหลาย แม้จะดูเหมือนกว่าเป็นการสวดมนต์ให้แก่สมาชิกในความดูแล ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อผู้อื่นก็ตาม แต่การกระทำต่าง ๆ เหล่านี้ ในที่สุด จะมีผลตอบสนองต่อตนเองและผู้อื่น เช่น ความทุกข์ของสมาชิกสามารถแก้ไขได้ ตัวเราเองก็ได้รับบุญกุศลมากมาย  เพราะ ฉะนั้น การเพียรพยายามในการกระทำต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่อะไรในระบบการก็ตาม ดูแลสมาชิกมากหรือน้อยก็ตาม แต่หัวหน้าทุกคนล้วนต้องมีความรับผิดชอบเหมือนกัน มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน คือเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าระบบการเล็กหรือใหญ่ จะต้องไม่ลืมว่า เจตนารมณ์ของการมีตำแหน่งหน้าที่ในระบบการก็คือความรับผิดชอบเพื่อการเผยแผ่ธรรมและเพื่อผู้อื่น ซึ่งไม่เหมือนกับตำแหน่งหัวหน้าในสังคม ที่ใช้อำนาจควบคุมผู้คน 

พวกเราทุกคนเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน และลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะโดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน จะมีความแตกต่างกันก็แต่เพียงรู้ธรรมมากหรือน้อยเท่านั้น ดังนั้น ผู้อาวุโสกว่าจะต้องสอนให้คนรุ่นหลังก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่  นี่คือเจตนารมณ์ของเรา P

 

 

วันที่ 8 มีนาคม

            ขอให้ตั้งใจจัดประชุมที่ร่าเริง เป็นการประชุมที่มีความแน่นแฟ้น ทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามีคุณค่า มีประโยชน์ และไม่ขาดประชุมแม้แต่คนเดียว เพราะการสะสมของวันเหล่านี้แม้จะเล็กน้อยก็ตาม แต่จะสามารถกลายเป็นทะเลใหญ่ของการเผยแผ่ธรรมอันยิ่งใหญ่ได้

 

อธิบาย

การจัดประชุมนั้นมีเพื่อสมาชิกเป็นหลัก ไม่ใช่หัวหน้าเป็นหลัก แม้ว่าหัวหน้าจะชี้นำได้อย่างถูกต้อง แต่ก็เป็นเพียงหัวหน้าคนเดียวเท่านั้นที่พึงพอใจ ส่วนสมาชิกไม่รู้สึกดีอกดีใจแล้ว  แม้จะสอนธรรมดีเพียงใด ก็ไม่เกิดคุณค่า 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าหัวหน้าไม่สนใจอุปนิสัยของสมาชิก ใช้ความคิดของตัวเอง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว สมาชิกย่อมจะเบื่อและไม่อยากจะมา  ดังนั้น หัวหน้าหรือผู้นำจึงควรจะเอาใจใส่ให้ดี ก่อนจัดประชุม ให้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นแล้ว การประชุมย่อมจะไม่แน่นแฟ้น   ส่วนการประชุมที่มีการเตรียมล่วงหน้าอย่างดี ย่อมจะมีเนื้อหาสาระที่แน่นแฟ้น มีความร่าเริง ถ้าหัวหน้ามีหนึ่งขณะจิตเช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมจะมีกระแสจิตติดต่อถึงสมาชิกได้ ทุกคนก็จะรู้สึกถึงประโยชน์หรือคุณค่าที่เกิดขึ้น คราวหน้าก็อยากจะมาอีก  ดังนั้น การประชุมจะสำเร็จหรือไม่จึงอยู่กับหนึ่งขณะจิตของผู้นำนั่นเอง

แม้จะเป็นการประชุมเล็ก ๆ แต่ถ้าทุกคนมีความร่าเริง มีเนื้อหาสาระที่แน่นแฟ้น และสะสมไปเรื่อย ๆ แล้ว ระบบการของหมู่ ตำบล เขต เขตใหญ่  ภาค ก็จะสามารถมีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า พื้นฐานก็คือการจัดประชุมกลุ่มเล็ก ๆ ที่ร่าเริงและมีสาระแน่นแฟ้นนั่นเอง

การจัดประชุมไม่จำเป็นต้องมีคนมาก อาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะ และอาจารย์อิเคดะ เมื่อไปร่วมประชุม ถ้ามีคนมาเพียงแค่คนเดียว ท่านก็จัด สองคนก็จัดประชุมได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนมาก ครั้งหนึ่ง เมื่ออาจารย์มาคิงุจิไปประชุม เมื่อถึงเวลาแล้ว แต่ยังไม่มีใครมาประชุม  พอดีว่าในบ้านมีคนใช้อยู่ ท่านก็เรียกคนใช้มานั่งพูดคุยกัน และสอนธรรมให้ก็มี  หรือเมื่อตอนที่อาจารย์โทดะออกจากคุก สมาชิกส่วนใหญ่ถอยศรัทธาไป  ดังนั้น เวลาที่ท่านบรรยายสัทธรรมปุณฑริกสูตร มีสมาชิกมาร่วม 4 คนเท่านั้น แต่ท่านก็ไม่หมดกำลังใจ เพราะท่านคิดว่า ตอนนี้มี 8 หู ต่อไปก็จะมี 80 หู ถึง 800 หู 8,000 หู และปัจจุบันก็เพิ่มขึ้นมากมายเป็นสิบกว่าล้าน  ดังนั้น จึงขอให้หัวหน้าทั้งหลายเอาใจใส่ดูแลสมาชิกอย่างเต็มที่ และตั้งใจจัดการประชุมที่ร่าเริงแน่นแฟ้น มีคุณค่า มีสาระประโยชน์ ทำให้ทุกคนมาร่วมประชุมกันไม่ขาด ระบบการก็จะสามารถก้าวหน้า การเผยแผ่ธรรมของประเทศไทยก็จะบรรลุผลสำเร็จได้แน่นอน  P

 

 

วันที่ 7 มีนาคม

            บ่อเกิดในการทำงานตามเป้าหมายก็คือจำเป็นจะต้องนอนหลับพักผ่อนให้ดี  ตอนเช้าก็ดี ตอนบ่ายก็ดี ตอนกลางคืนก็ดี จึงจะมีการเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวา  และสร้างคุณค่าได้

 

อธิบาย

พวกเราจะต้องเผยแผ่ธรรมในประเทศไทยอยู่ตลอดชั่วชีวิต ดังนั้น จึงควรจะรักษาสุขภาพร่างกายให้ดี  เพราะแม้ว่าในใจของเราจะมีโครงการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมอย่างมากมาย  แต่ถ้านอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ง่วงนอน  ย่อมไม่สามารถทำให้งานสำเร็จผลได้ 100%  ยิ่งกว่านั้น หากหัวหน้าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแล้ว สมาชิกที่อยู่ในความดูแลก็จะเป็นเช่นเดียวกัน

พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า “พุทธธรรมคือสามัญสำนึก”  ซึ่งสอนให้ดำเนินชีวิตด้วยวิถีชีวิตที่ถูกต้องมีสามัญสำนึก  ไม่ใช่คำสอนอัศจรรย์  เช่น สวดมนต์วันละ 5-6 ชั่วโมงเป็นประจำทุกวัน  ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องนอนมากนัก  สัก 4-5 ชั่วโมงก็พอแล้ว สามารถต่อสู้ได้  ความคิดเช่นนี้ ในระหว่างการต่อสู้ระยะสั้น ๆ ก็อาจจะทนไหว เช่น เวลาที่มีการจัดงานวัฒนธรรม ก็อาจจะเป็นกรณีพิเศษ

แต่มาตรฐานของการดำเนินชีวิตจะไม่ดำเนินไปในลักษณะที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเกินไป เพราะหากร่างกายเหนื่อยล้ามากแล้ว ไม่เกิน 3 เดือนก็อาจจะเจ็บป่วยไม่สบายได้  ดังนั้น จะต้องดำเนินชีวิตให้เหมาะสมถูกต้อง มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น มีการสวดไดโมขุ ไปอย่างสม่ำเสมอ ๆ ก็จะสามารถได้รับบุญกุศล  P

 

 

วันที่ 6 มีนาคม

            ในการเผยแผ่ธรรม ไม่ขี้ขลาดเป็นอันขาด หากมีผู้ถอยศรัทธาไปแม้เพียงแค่คนเดียว ก็จะต้องเสริมสร้างพวกเดียวกับเราขึ้นมาอีก 1,000 คน

 

อธิบาย

ผู้นำจะต้องแสวงหาธรรม เพราะในการเผยแผ่ธรรมย่อมพบกับอุปสรรคต่าง ๆ นานา ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ไม่เคยพานพบมาก่อน สำหรับคนที่ศรัทธาอ่อนแอแล้ว เมื่อพบกับอุปสรรคก็จะเกิดความกลัว รู้สึกเสียใจว่าไม่น่ามานับถือศรัทธาเลย แล้วในที่สุด ความศรัทธาก็ค่อย ๆ ท้อถอยไป  ถ้ามีจิตใจแสวงหาธรรมแล้ว เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้น ก็จะขวนขวายหาความหมายและคำตอบจากธรรม จึงมีชีวิตชีวามากขึ้น มีพลังชีวิตเข้มแข็งมากขึ้น และบังเกิดความมั่นใจได้ว่า จะสามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถสร้างบุญวาสนาได้อย่างมากมาย

มนุษย์ปุถุชนมีกิเลสมากมาย อีกทั้งไม่ค่อยจะเฉลียวฉลาดนัก จึงสนใจแต่เรื่องชื่อเสียง เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ ต่าง ๆ นานา ซึ่งมีแต่ความเห็นแก่ตัวของ 4 โลกชั่ว จึงทำให้โลกโพธิสัตว์ที่เมตตากรุณาไม่มีโอกาสปรากฏออกมา ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ นานาได้ 

ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงเคยชี้นำไว้ว่า “การที่มนุษย์ปุถุชนจะสามารถแสดงความเมตตากรุณาออกมาได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก  แต่ถ้ามีชีวิตจิตใจที่กล้าหาญแล้ว สิ่งนี้จะสามารถแทนความเมตตากรุณาได้เช่นกัน”  ซึ่งความเมตตากรุณาอยู่ในโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธ  ดังนั้น ถ้าเราไม่อยากมีชีวิตสกปรกที่วนเวียนอยู่แต่ใน 4 โลกชั่วแล้ว จะต้องสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างกล้าหาญ จึงจะดึงชีวิตโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธให้ปรากฏออกมาได้  เมื่อมีเวลาว่าง ก็ควรสร้างบุญด้วยการเยี่ยมเยียนสมาชิกอย่างกล้าหาญ ไม่ยอมแพ้ต่อกิเลสหรืออุปสรรคมาร มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง จึงจะสามารถไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตได้

ในอีกด้านหนึ่ง แม้เราจะเป็นหัวหน้าและพยายามเอาใจใส่ดูแลเยี่ยมเยียนสมาชิก แต่บางครั้งก็มีจิตใจท้อถอยและคิดอยากจะคืนโงะฮนซน  หากมีความรู้สึกเช่นนี้แล้ว จะต้องอย่าหมดกำลังใจ จะต้องสร้างบุญวาสนาต่อไปโดยไม่ท้อถอย เพื่อพิสูจน์ว่า เรามีความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4  เพราะการต่อสู้เพื่อเผยแผ่ธรรมไพศาลนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก เป็นงานใหม่และท้าทาย จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มีคนรู้สึกท้อถอย  แต่ทว่า เมื่อเชื่อต่อโงะฮนซนและสวดมนต์แล้ว ก็จะมีพลังชีวิต จึงสามารถต่อสู้เอาชนะอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงได้สำเร็จ เพราะอานุภาพของโงะฮนซนนั้นเที่ยงแท้แน่นอน พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นพุทธธรรมที่สูงส่งที่สุด ดังนั้น ขอให้ต่อสู้ต่อไปอย่างกล้าหาญ ขยันหมั่นเพียรในการศรัทธา ปฏิบัติ ศึกษา ในที่สุด เราจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน  P

 

 

วันที่ 5 มีนาคม

            (1) แผนงานที่ชาญฉลาด                                                     (2) ความสามัคคีไว้วางใจ

(3) ความสำเร็จที่ดำเนินไปอย่างมั่นคงแน่วแน่               (4) รากฐานอันเงียบสงบ

 

อธิบาย

ทั้งหมดเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการสวดมนต์และความมีชีวิตชีวา กล่าวคือ พวกเราซึ่งเป็นยุวชนนั้น จะต้องเป็นผู้นำในอนาคต  โดยมีเงื่อนไขและวิธีการปฏิบัติ 4 ข้อนี้เป็นรากฐาน ซึ่งแต่ละข้อมีความหมายว่า

(1)                             แผนงานที่ชาญฉลาด หมายความว่า ผู้นำจะต้องมีความเฉลียวฉลาด มิฉะนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถนำหน้าได้สำเร็จ  และความเฉลียวฉลาดก็ได้มาจากโงะฮนซน ซึ่งขึ้นอยู่กับพลังศรัทธาและพลังปฏิบัตินั่นเอง

(2)                             ความสามัคคีไว้วางใจ หมายความว่า ผู้นำควรจะมีกิริยามารยาทและความประพฤติที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกทั้งหลาย เช่น วาจาดี กิริยาอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อวดดี ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองแสดงอำนาจ มีความเชื่อมั่นว่า สมาชิกในความดูแลทั้งหมดล้วนเป็นเพื่อนดี  ถ้ามีความคิดเช่นนี้แล้ว จะสามารถมีความสามัคคีกันได้อย่างแน่นแฟ้น

(3)                             ความสำเร็จที่ดำเนินไปอย่างมั่นคงแน่วแน่ หมายความว่า ผู้นำอย่าคาดหวังว่า จะต้องบรรลุผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ให้ได้ หรือต้องทำให้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว  เพราะถ้าผู้นำมีความคิดเช่นนี้แล้ว จะทำให้สมาชิกเหน็ดเหนื่อย ไม่มีกำลังใจในการทำงาน เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย  ดังนั้น ขอให้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคงแน่วแน่ โดยที่สมาชิกไม่ต้องฝืนความเหน็ดเหนื่อย และจะสามารถได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน

(4)                             รากฐานอันเงียบสงบ หมายความว่า ความนึกคิดของผู้นำจะมีแต่ทฤษฎีไม่ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้ปรากฏออกมาให้ได้  ซึ่งข้อพิสูจน์นี้ก็คือรากฐานอันเงียบสงบนั่นเอง  เพราะแม้ว่าจะมีความรู้ดี มีความเฉลียวฉลาด มีบุคลิกลักษณะดี มีกิริยามารยาทดี ต่าง ๆ เหล่านี้พร้อมมูลก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์แล้ว ย่อมจะไม่มีพลังชีวิตชีวาที่เข้มแข็ง จึงไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงได้  เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่อาจเป็นผู้นำที่ดีได้

สรุปว่า การปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซนมากเพียงใด เป็นสิทธิของผู้นำในอนาคต หมายความว่า แม้ว่าปัจจุบันอาจจะยังไม่เฉลียวฉลาด ไม่มีความรู้ ไม่มีเงินทอง ไม่มีตำแหน่งในสังคม  แต่ไม่ละทิ้งโงะฮนซน ยึดถือการปฏิบัติศรัทธาอยู่ตลอดชั่วชีวิต ปฏิบัติสวดมนต์ไม่ขาด ในอนาคตย่อมจะสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้อย่างแน่นอน  ดังนั้น ในวัยยุวชน อย่าคิดอยากมีชื่อเสียง เงินทอง ขอให้ทิ้งความคิดเหล่านี้ไป และรับมือกับความยากลำบากด้วยความอดทน โดยสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะสามารถกลายเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่าสำหรับตัวเองในอนาคตข้างหน้าได้  P

 

 

วันที่ 4 มีนาคม

            ขอให้สร้างกำแพงปราสาทของสภาพภูมิประเทศที่แข็งแกร่งมั่นคง ซึ่งพวกเรารับฟังคำของคนที่อยู่  และรับฟังคำชี้นำของคนที่อยู่ก่อนหน้านี้

 

อธิบาย

ความศรัทธาของเรา จะต้องมีความตั้งใจว่า ในหมู่ ตำบล เขต ของเรา จะต้องสร้างให้แข็งแกร่งมั่นคง ไม่ยอมแพ้ต่อสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ไม่ให้ระบบการแตกความสามัคคี ไม่ให้บริษัทของเราล้มละลาย ถ้ามีเราอยู่ จะไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น หมายความว่า จะต้องมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อมีเราอยู่แล้ว เราจะศรัทธาอย่างเต็มที่ ไม่ให้มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น  นี่คือเจตนารมณ์ของลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์

เช่น คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ศรัทธา พี่น้องต่อว่า  แต่เราก็จะต้องมั่นใจว่า เราจะสร้างให้ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวที่มีความสุขให้ได้ ทำให้ความทุกข์หมดไปจากครอบครัวของเรา  นี่คือการสร้างกำแพงปราสาทที่แข็งแกร่งมั่นคง

ในระบบการก็เช่นกัน แม้ว่าจะมีสมาชิกน้อย มีอุปสรรคเกิดขึ้น ก็จะไม่ยอมท้อถอย แต่จะมีความตั้งใจว่า วันนี้เราอยู่ที่นี่ เราจะไม่ยอมแพ้ เราจะก่อสร้างหมู่ ตำบล เขต ขึ้นมาใหม่ด้วยมือของเราเอง   ซึ่งนำเอาสภาพสถานที่ประชุมที่คนน้อยมาเป็นปัจจัยที่ดีต่อหมู่ ตำบล และเขตของเรา และตั้งใจว่า เราจะต้องค้นหาผู้นำให้พบ และสร้างอบรมผู้นำที่ดีสุดให้ได้

ถ้าคิดแต่เพียงว่า ตำบลนั้นเข้มแข็ง หัวหน้าตำบลคนนั้นดี แต่ตำบลของเราไม่เข้มแข็ง มีหัวหน้าไม่ดี ซึ่งเอาแต่ตำหนิติเตียน บ่น กลุ้มใจ ย่อมไม่สามารถมีความก้าวหน้า เพราะพ่ายแพ้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น และเอาแต่พูดว่าไม่ดี จึงกลายเป็นการสร้างแต่เหตุที่ทำให้ผลบุญหายไป สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีการต่อสู้ด้วยความมั่นใจ ก็จะประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน  ดังนั้น แม้ว่าสภาพภูมิประเทศจะไม่ดี แต่ก็ขอให้ต่อสู้เหมือนกับประเทศอื่น ๆ โดยขึ้นอยู่กับความศรัทธาที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอ

ดังนั้น การสร้างกำแพงและปราสาทจึงขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิต ไม่ใช่มีความคาดหวังเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันจะเห็นได้ถึงสภาพเศรษฐกิจตกต่ำมาก  มีกิจการของบริษัทต่าง ๆ มากมายที่ล้มละลายไป  หากความศรัทธาอ่อนและและยอมแพ้แล้ว ย่อมไม่สามารถมีชัยชนะต่อสภาพการณ์ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น จะต้องมีความศรัทธาที่เข้มแข็ง จึงจะสามารถสร้างกำแพงประสาทที่แข็งแกร่งมั่นคงได้สำเร็จ สร้างเขตของเราให้เข้มแข็ง สร้างครอบครัวที่ดีให้ได้  จึงจะกล่าวได้ว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน P

 

 

วันที่ 3 มีนาคม

            ขอให้มองดูความเป็นจริงของสังคมที่เต็มไปด้วยความเข้มงวด และค้นหาทางออกของชีวิต  สิ่งนี้เป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาที่แท้จริง  ดังนั้น จะต้องละทิ้งความคิดแบบฝันหวานไปจากจิตใจให้หมดสิ้น เพราะเศรษฐกิจจะตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ

 

อธิบาย

การคิดว่าเรามีโงะฮนซน เราปฏิบัติสวดมนต์ทำงานพระ โงะฮนซนจะต้องช่วยเราแน่นอน นี่คือความคิดแบบฝันหวานที่มีแต่การพึ่งพาอาศัยผู้อื่น  อันที่จริง สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อเราปฏิบัติศรัทธาและสวดมนต์ให้ได้รับปัญญาจากโงะฮนซนแล้ว ตัวเราจะต้องปฏิบัติต่อสู้อย่างเต็มที่เสียก่อน อานุภาพของโงะฮนซนจึงจะปรากฏออกมาได้  ไม่ใช่สวดมนต์แล้วไม่ทำอะไร ได้แต่รออยู่เฉย ๆ

ยกตัวอย่างเช่น การหุงข้าว จะต้องซาวน้ำ ตั้งเตา หรือเสียบหม้อไฟฟ้า จึงจะได้ข้าวสุกมารับประทาน  หรือการประกอบอาชีพการงาน จะต้องตั้งใจทำงานให้มากกว่าผู้อื่น จึงจะได้รับผลสำเร็จ  หรือการขี่จักรยานยนต์จะต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่  จึงจะกล่าวได้ว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์ หรือ ถ้าเกิดเพลิงไหม้บ้านคนอื่น ก็ควรจะคิดว่า บ้านของเราจะต้องระมัดระวัง อย่าให้เกิดเพลิงไหม้ ไม่ให้โงะฮนซนถูกไหม้  

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือความตั้งใจของเรา  ซึ่งคนที่รู้จักโงะฮนซน กับคนที่ไม่รู้จักโงะฮนซนย่อมจะมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ผู้ที่รู้จักโงะฮนซนถ้ามีพลังศรัทธาเข้มแข็งแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถทำได้สำเร็จ  แต่ผู้ที่ไม่รู้จักโงะฮนซนไม่รู้จักอานุภาพของโงะฮนซน จึงได้แต่ใช้พลังของตัวเองเท่านั้น ผลจึงต่างกันราวฟ้ากับดินนั่นเอง  

กล่าวได้ว่า ผู้ที่ค้นหาทางออกของชีวิตด้วยความศรัทธาที่เข้มแข็ง จะประสบความสำเร็จ  ซึ่งในการดำเนินชีวิตตลอดชั่วชีวิตมนุษย์ของเรา อาจจะพบกับปัญหาเศรษฐกิจ บริษัทล้มละลาย เจ็บป่วย ฯลฯ ถ้ายึดถือความคิดแบบฝันหวานแล้ว ก็จะมีความสงสัยต่อโงะฮนซนเกิดขึ้นอย่างแน่นอน   สิ่งสำคัญคือ ในเวลาที่ยิ่งยากลำบาก ก็ยิ่งมีความศรัทธาเข้มแข็งมากขึ้น ยึดถือความหวังในอนาคต ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อตัวเอง ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตากรรม ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค 3 มาร 4 เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปี 15 ปี 20 ปี ก็จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนP

 

 

วันที่ 2 มีนาคม

            หัวหน้าจะต้องใช้คำพูดด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่ และคบค้ากับคนรุ่นหลัง เพราะกิริยามารยาทในระหว่างสมาชิกด้วยกัน จะกลายเป็นการชี้นำที่ดีที่สุด

 

อธิบาย

เรื่องของการใช้คำพูดคำจา แม้จะเป็นเพื่อนสนิทหรือคนที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ก็ยังอาจทำให้มีปัญหาต่อกันได้ เช่น รู้สึกว่า พูดไม่ดีต่อเรา ดูถูกเรา เป็นต้น นับประสาอะไรกับคำพูดของหัวหน้า ย่อมจะต้องมีน้ำหนักมากกว่าเพื่อนทั่วไป เช่น คำว่า “สบายดีไหม” ถ้าอาจารย์อิเคดะพูดกับเรา คนข้างบ้านพูดกับเรา เจ้านายพูดกับเรา นักเลงอันธพาลพูดกับเรา ก็ย่อมจะมีผลต่อความรู้สึกของเราที่แตกต่างกัน  ทั้งที่เป็นคำพูดเดียวกัน มีความหมายเดียวกัน  แต่อยู่ที่ใครเป็นผู้พูด ทำให้น้ำหนักของคำพูดไม่เหมือนกัน

จึงกล่าวได้ว่า คำพูดหรือกิริยามารยาทของหัวหน้าที่แสดงต่อสมาชิก โดยที่เจ้าตัวจะรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม จะสามารถมีอิทธิพลได้มากกว่าคำพูดของคนทั่ว ๆ ไป ดังนั้น ถ้าหัวหน้าไม่ระมัดระวังคำพูดและกิริยามารยาทของตัวเองแล้ว ย่อมทำให้ผู้คนสงสัยว่า คำสอนที่เราปฏิบัติอยู่นี้ถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นคำพูดหรือกิริยามารยาทที่หัวหน้ากระทำโดยไม่รู้ตัว แต่สมาชิกที่พบเห็นจะจดจำไว้ไม่ลืม เมื่อรู้สึกไม่พอใจและมีอคติจิตต่อหัวหน้า ก็จะแตกสามัคคีกันได้ง่าย หมดความไว้วางใจต่อกันได้ง่าย ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้  จึงเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง

ในทางกลับกัน ถ้าหัวหน้าให้เกียรติยกย่องสมาชิกทั้งหลายอยู่เสมอ สมาชิกก็จะมีความสบายใจ มีกำลังใจมากขึ้น มีความไว้วางใจต่อหัวหน้า  เมื่อหัวหน้าชี้นำก็เชื่อฟังและยอมรับได้หมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีมารยาทที่ดีและพูดจาให้เกียรติต่อผู้สูงอายุนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะผู้สูงอายุคือผู้อาวุโสของชีวิตมนุษย์เรา ดังนั้น การให้ความสำคัญต่อผู้สูงอายุจึงถือเป็นมารยาทของคนรุ่นหลัง P

 

 

วันที่ 1 มีนาคม

            มีนาคมที่ดอกไม้เบ่งบาน (ฤดูใบไม้ผลิ)  ในระหว่างเดือนมีนาคมนี้ ขอให้เริ่มการเผยแผ่ธรรมอย่างกล้าหาญด้วยการปฏิวัติมนุษย์ ด้วยการสวดมนต์ ด้วยความสดชื่นแจ่มใส

            การสวดมนต์ จะต้องตามผู้นำสวด

            ใกล้ชิดกับผู้ที่สวดมนต์ได้อย่างถูกต้อง และฝึกหัดจากผู้นั้น

 

อธิบาย

            พวกเราซึ่งทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั้น พื้นฐานก็คือ “ปฏิวัติชีวิตมนุษย์” ของตนเอง ถ้าตัวเราไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้แล้ว ย่อมจะไม่สามารถเผยแผ่ธรรมหรือชักชวนแนะนำธรรมต่อผู้อื่นได้ และแสดงว่า การเผยแผ่ธรรมไพศาลย่อมไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้

            ทำอย่างไรจึงจะสามารถ “ปฏิวัติชีวิตมนุษย์” ได้ ก็คือ ขี้นอยู่กับการสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นหลัก  หากไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นหลักแล้ว แม้จะต่อสู้ปฏิบัติธรรมมากมายเพียงใดก็ไม่มีความหมายอะไรเลย  เปรียบเหมือนกับดอกไม้ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ไม่มีลำต้น ไม่มีราก ไม่กี่วันก็เหี่ยวเฉาไป   ซึ่งต่างจากต้นไม้ที่มีรากฝังลึกอยู่ในพื้นดิน 

ถ้ามองดูอย่างผิวเผินแล้ว อาจจะรู้สึกว่าการสวดมนต์ไม่มีผลอะไร  แต่การสวดมนต์เช้า-เย็นครบทุกวัน เมื่อเวลาล่วงผ่านไป 1 ปี 3 ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปีแล้ว จะสามารถสะสมบุญวาสนาได้อย่างมากมาย ยกตัวอย่างว่า กระดาษ 1 ใบ แทบจะไม่มีน้ำหนัก และมองไม่เห็นความหนา แต่เมื่อรวมหลาย ๆ ใบ หลายสิบใบ หลายร้อยใบ หลายพันใบ เรียงเป็นตั้ง เป็นหนังสือขึ้นมาแล้ว ก็จะมีทั้งน้ำหนักและความหนาเพิ่มขึ้นมากมาย ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่ขยันขันแข็งสวดมนต์เช้า-เย็นตลอด  จึงเหมือนกับมีหนังสือที่เป็นพื้นฐานของการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ 1 เล่มนั่นเอง แต่ผู้ที่ไม่เต็มใจสวดมนต์ มีแต่เยี่ยมสมาชิก ศึกษาธรรมนั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน  โดยผิวเผินก็จะดูเหมือนทำงานพระเก่ง ศึกษาธรรมเก่ง   แต่การขาดสวดมนต์เช้า-เย็นเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นได้ชัดว่า ความศรัทธาของบุคคลนี้ไม่ใช่ความศรัทธาที่แท้จริง เปรียบเหมือนกับทองชุบ   ด้วยเหตุนี้ การสวดมนต์เช้า-เย็นจึงมีความสำคัญมากทีเดียว

การที่อาจารย์กล่าวว่า “ในระหว่างเดือนมีนาคมนี้” ก็หมายความว่า ในการปฏิบัติศรัทธา จะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย จึงจะเจริญก้าวหน้า  ถ้าปราศจากเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายแล้ว การดำเนินชีวิตประจำวันย่อมไม่มีความก้าวหน้า ถ้ากำหนดเป้าหมายสวดไดโมขุ 100,000 คำ ในระยะเวลาที่กำหนด การสวดไดโมขุนี้จะเป็นพลังขับดันให้การดำเนินชีวิตดีขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้เป้าหมายของ 1 วัน 1 สัปดาห์ และ 1 เดือนสามารถบรรลุผลสำเร็จได้

ทำไมอาจารย์จึงชี้นำว่าให้ “เผยแผ่ธรรมอย่างกล้าหาญ”  ก็เพราะ เมื่อพวกเราศึกษาธรรม จะพบว่า หน้าที่และเจตนารมณ์ของโพธิสัตว์จากพื้นโลกก็คือมีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน  แต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนแล้ว ความเมตตากรุณาเป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ปฏิบัติยาก ในความเป็นจริงจึงมักจะทำไม่สำเร็จ มีแต่โพธิสัตว์เท่านั้นที่มีความเมตตากรุณา เพราะนิสัยของมนุษย์ปุถุชนมักจะเลือกทำแต่เรื่องง่าย ๆ ไม่อยากจะทำเรื่องยาก ๆ  ความเมตตากรุณาจึงแสดงปรากฏออกมาได้ยาก 

อนึ่ง ในการต่อสู้ท้าทายเพื่อทำหน้าที่ในการดูแลเอาใจใส่สมาชิก เยี่ยมเยียนสมาชิก สิ่งสำคัญก็คือ ความตั้งใจที่กล้าหาญจะต่อสู้ท้าทายกับตัวเองให้ทำหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จ  ความกล้าหาญนี้จึงเป็นคุณสมบัติที่มนุษย์ปุถุชนสามารถแสดงออกแทนความเมตตากรุณา  ฉะนั้น ผู้นับถือศรัทธาต่อโงะฮนซนจึงต้องมีความกล้าหาญ นี่คือสิ่งที่สำคัญมากP

 

กลับหน้าแรก