กลับหน้าแรก

วันที่ 30 เมษายน

            จงอย่าทำลายตัวเอง เพราะว่าชีวิตคือสิ่งที่มีความสำคัญต่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล

 

อธิบาย

            ในสมัยปัจจุบัน สถานการณ์ทั่ว ๆ ไปในสังคม เราจะพบเห็นว่า มีผู้ที่ทำลายตัวเองเพิ่มมากขึ้น เช่น สอบตก แฟนตีจาก การค้าล้มละลาย ผิดหวัง ก็ฆ่าตัวตาย หรือชอบซิ่งมอเตอร์ไซค์ ขับรถด้วยความเร็วสูง ขับรถในขณะที่เมา จนต้องประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิต หรือติดยาเสพติด เช่น เฮโรอีน กัญชา ฯลฯ หรือชอบการทะเลาะวิวาท พกพาอาวุธ ปืน และจบชีวิตลงจากน้ำมือของศัตรู   ซึ่งล้วนเป็นการทำลายตัวเองทั้งสิ้น

สาเหตุที่สภาพสังคมในปัจจุบันเป็นเช่นนี้ก็เพราะขาดปรัชญาที่แท้จริง มนุษย์จึงทำลายตัวเองได้ง่าย กล่าวคือ ปรัชญาที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหา หรือศาสนาที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถผูกมัดจิตใจของผู้คนในสังคม ด้วยเหตุนี้ คนหนุ่มสาวจึงไม่สนใจศาสนา

แต่พุทธธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงจะให้ความสำคัญต่อมนุษย์ ให้ความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ว่าเป็นสิ่งที่มีค่าและมีความสำคัญมาก เช่น สอนว่า การมีชีวิตหนึ่งวันมีค่ามากกว่าโลก หรือการมีอายุยืนยาวขึ้นอีกหนึ่งวันนั้น มีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดมาวางกองเต็มพื้นที่ในตรีสหัสสะมหาสหัสสะโลกธาตุ ด้วยเหตุนี้ เจตนารมณ์ของธรรมที่แท้จริงก็คือ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม จะต้องมีชีวิตรอดให้ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า แม้สรรพสิ่งทั้งปวง อาทิ ต้นหญ้า ต้นไม้ สัตว์ น้ำ อากาศ ฯลฯ จะมี 10 โลก ครบถ้วน กล่าวคือมีโลกพุทธอยู่ก็ตาม แต่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถทำให้ชีวิตพระพุทธปรากฏออกมาในชีวิตของตนเองได้ จึงกล่าวว่า ร่างกายมนุษย์เป็นร่างกายที่บริสุทธิ์ มีศักดิ์ศรีและมีความสูงส่ง เพราะเป็นที่ที่เก็บรักษาชีวิตพระพุทธไว้นั่นเอง  ดังนั้น ถ้าทำลายชีวิตของตัวเอง ก็เท่ากับทำลายชีวิตพระพุทธด้วยเช่นกัน ซึ่งมีบาปโทษหนักมาก

ยิ่งกว่านั้น พวกเราเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงมีโอกาสสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว รับโงะฮนซน ปฏิบัติศรัทธาให้โลกพุทธในชีวิตของเรามีกระแสจิตติดต่อชีวิตพระพุทธของโงะฮนซน จนในที่สุดสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์และบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ได้ พร้อมกับเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก อันเป็นการทำให้ภาระหน้าที่ที่เกิดในชาตินี้บรรลุผลสำเร็จ ซึ่งหากเราเสียชีวิตลงโดยสำเร็จภาระหน้าที่ที่ในชาตินี้แล้ว ชีวิตของเราก็จะหลอมรวมเข้าสู่ชีวิตของสกลจักรวาล ทำให้เป็นชีวิตที่มีความพึงพอใจปีติยินดีอย่างไม่มีขอบเขตได้ 

แต่ถ้าจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย ชีวิตที่ทุกข์ทรมานในเวลานั้นจะเข้าสู่โลกนรก ชีวิตเช่นนั้นย่อมจะรู้สึกถึงแต่ความยากลำบากอยู่เสมอ หรือบางคนอดอยากและเสียชีวิตลง ซึ่งสภาพชีวิตอยู่ในโลกเปรตแล้ว ก็จะเป็นชีวิตที่มีแต่ความอดอยากตลอดไป หรือบางคนเสียชีวิตลงในสภาพโลกเดรัจฉาน ก็จะเป็นชีวิตที่มีแต่ความหวาดกลัวตลอดไป หรือบางคนเสียชีวิตลงในความอับอายขายหน้าตลอดไป   หรือบางคนเสียชีวิตลงในสภาพโลกมนุษย์และโลกเทวะ ก็จะเป็นชีวิตที่มีความพอใจอยู่เสมอ  หรือบางคนเสียชีวิตลงในสภาพโลกสาวกปัจเจก ก็จะเป็นชีวิตที่มีความพึงพอใจทางด้านจิตใจ  เป็นต้น

เพราะฉะนั้น การที่พวกเราต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับอุปสรรค ท้าทายตนเองในการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ และทำให้บรรลุภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้โดยสมบูรณ์ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก P

 

 

วันที่ 29 เมษายน

            ในการทำกิจกรรมความเคลื่อนไหว ก่อนอื่นควรจะต้องมีการปรึกษากันให้แน่นแฟ้นไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดเป็นอันขาด อย่าให้เกิดเรื่องหรือมีอุบัติเหตุเด็ดขาด เพราะการศรัทธาก็คือสังคมนั่นเอง

 

อธิบาย

            ในการกำหนดนโยบาย ก่อนอื่น จำเป็นจะต้องมีการปรึกษากันก่อนล่วงหน้า เรื่องนี้มีความสำคัญมาก ด้วยเหตุนี้ การจัดประชุม 4 ฝ่าย จึงกล่าวได้ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งทีเดียว  ซึ่งจะเห็นได้ว่า การที่มีปัญหา หรืออุบัติเหตุเกิดขึ้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการที่หัวหน้าคนใดคนหนึ่งคิดเองทำเองคนเดียว โดยขาดการปรึกษาหารือกับผู้อื่น จึงมีโอกาสเกิดปัญหาได้ง่าย  ดังนั้น การปรึกษาหารือกันภายใน 4 ฝ่ายจึงมีความสำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้

            พวกเราทุกคนก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนคนโง่  ดังนั้น การดำเนินงานโดยคิดและตัดสินใจเองตามลำพังย่อมมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่าย  เพราะเราไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า ความคิดของเราถูกต้องหรือไม่  แต่ถ้าหากมีการปรึกษาหารือกันภายใน 4 ฝ่ายแล้ว แน่นอนว่า ความคิดเห็นของแต่ละฝ่ายที่ร่วมกันและช่วยกันพิจารณานโยบายต่าง ๆ จะมีความรอบคอบ ถี่ถ้วนมากกว่า จึงสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาได้ง่าย  วิธีนี้ก็คือการปกป้องสมาคม ปกป้องสมาชิก และปกป้องระบบการในการเผยแผ่ธรรม

            พูดถึงตำแหน่งภายใน 4 ฝ่ายนั้น แม้ว่าฝ่ายผู้ใหญ่ชายและฝ่ายผู้ใหญ่หญิงอาจจะมีอายุมากกว่าฝ่ายยุวชนชายและยุวชนหญิงที่เป็นวัยรุ่นก็ตาม แต่ทุกคนทุกฝ่ายล้วนมีความรับผิดชอบเท่าเทียมกัน  ดังนั้น การที่ตำบล เขต ฯลฯ จะมีความเข้มแข็ง มีความก้าวหน้ามากน้อยเพียงไร ก็ขึ้นอยู่กับหัวหน้าที่รับผิดชอบทั้ง 4 ฝ่าย เพราะฉะนั้น ลักษณะของที่ประชุม 4 ฝ่ายที่ดีที่สุดก็คือ ยุวชนก็มีความเคารพยกย่องผู้ใหญ่  ส่วนผู้ใหญ่ก็ให้เกียรติและรักใคร่เอ็นดูยุวชน จึงจะสามารถสร้างความสามัคคีที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้ 

ถ้าขาดการประชุมปรึกษา 4 ฝ่ายแล้ว เมื่อมีปัญหาหรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ก็จะมีผลกระทบต่อสมาคม กระทบต่อระบบการ กระทบต่อสมาชิก และกระทบต่อสังคมด้วย  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ความไว้วางใจที่สมาคมได้อุตส่าห์ค่อย ๆ สั่งสมมาด้วยเวลาที่ยาวนานก็อาจจะเกิดความเสียหายและสูญหายไปในทันที ดังเช่น ในการก่อสร้างบ้าน จะต้องใช้เวลา 3 เดือน หรือครึ่งปี จึงจะก่อสร้างสำเร็จ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ก่อสร้าง ทุกคนย่อมมีความเหน็ดเหนื่อย และพยายามทำงานอย่างเต็มที่ด้วยความอดทนอยู่นานทีเดียว แต่ถ้าเกิดไฟไหม้ ผ่านไปแค่ 2-3 ชั่วโมง บ้านทั้งหลังก็มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน กล่าวคือ การก่อสร้างหรือการก่อตั้งนั้นเป็นสิ่งที่กระทำด้วยความยากลำบาก แต่การทำลายหรือความเสียหายนั้นเกิดขึ้นและพังทลายลงได้ง่ายมาก

เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า นโยบายก็ดี การจัดประชุมเล็กหรือใหญ่ก็ดี จะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ 100 % นั้น 90 % อยู่ที่การปรึกษากันล่วงหน้า ส่วนที่เหลืออีก 10 % ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวหรือการลงมือปฏิบัติ  ด้วยเหตุนี้ การปรึกษากันล่วงหน้าที่มีความแน่นแฟ้น จึงเป็นสิ่งที่ชี้ชัด และกำหนดความสำเร็จของการประชุมหรือนโยบายนั่นเอง P

 

 

วันที่ 28 เมษายน

            หนึ่งวันของวันนี้ จะต้องต่อสู้ด้วยพลังชีวิตเสมือนพระอาทิตย์ตอนแปดโมงเช้า พร้อมกันนั้น ก็ให้ความสำคัญแก่สังคมด้วย

 

อธิบาย

วันนี้ 28 เมษายน ค.ศ.1253 พระนิชิเร็นไดโชนินได้ประกาศก่อตั้งคำสอนของท่าน ณ วัดเซอิโชยิ เวลาประมาณ 12.00 น.

เวลาตอน 8 โมงเช้านั้น เป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้า พระอาทิตย์ส่องแสงอันอบอุ่นกระจายไปทั่ว นำความสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามาสู่สิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกอย่างเต็มที่

จริงอยู่ แม้จะเป็นพระอาทิตย์ดวงเดียวกัน แต่พระอาทิตย์ตอน 8 โมงเช้า ตอนเที่ยงวัน และตอนเย็น ก็มีความแตกต่างกัน  มีบรรยากาศที่แตกต่างกันมากทีเดียว  กล่าวคือ พระอาทิตย์ตอน 8 โมงเช้าถึงเที่ยงนั้น ได้สร้างความเจริญเติบโตให้แก่สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืชต่าง ๆ มากมาย  จึงนับว่า พลังแสงอาทิตย์ในช่วงเวลานี้มีคุณประโยชน์และสำคัญมาก  อาจารย์จึงกล่าวกับยุวชนว่า ยุวชนจะต้องมีลักษณะความศรัทธาเหมือนพระอาทิตย์ตอน 8 โมงเช้า  ซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่ครบสมบูรณ์ และเป็นพลังแห่งผู้นำในอนาคต  ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติสวดมนต์เช้าต่อโงะฮนซนอย่างเอาจริงเอาจังและตั้งใจมากน้อยเพียงไรนั่นเอง

อาจารย์โทดะเคยกล่าวว่า “เมื่อผู้ชายออกจากบ้านไปทำงาน จะต้องคิดว่า ตนออกไปต่อสู้ ไม่ใช่เพียงไปทำงานเท่านั้น” หมายความว่า สถานที่ที่ประกอบอาชีพการงานในสังคมก็คือสถานที่ของการต่อสู้นั่นเอง  ทั้งนี้เพราะว่า ชีวิตของคนเราจะต้องดิ้นรนต่อสู้อยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงค่ำมืดที่เข้านอนเลยทีเดียว เช่น จะต้องต่อสู้ด้วยการตื่นแต่เช้ามาสวดมนต์ จะต้องต่อสู้ทำการงานให้สำเร็จ จะต้องต่อสู้ชักชวนแนะนำธรรมให้ผู้อื่น จะต้องต่อสู้เพื่ออธิบายธรรม เมื่อเลิกงานแล้ว จะต้องต่อสู้เพื่อจะได้ไปสนทนาธรรมหรือเรียนธรรมร่วมกับเพื่อนสมาชิก จะต้องต่อสู้เพื่อไปเยี่ยมเยียนสมาชิกที่ดูแล พอกลับถึงบ้าน รู้สึกง่วงนอนอยากจะรีบเข้านอนหลับพักผ่อน ก็ต้องต่อสู้โดยสวดมนต์เย็นให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน  เมื่อสวดมนต์เย็นเสร็จแล้ว ก็หยิบธรรมนิพนธ์หรือวารสารขึ้นมาอ่าน หรือเขียนจดหมายถึงเพื่อนสมาชิก นี่ก็คือการต่อสู้เช่นเดียวกัน  ไม่เพียงเท่านี้ เรายังต้องต่อสู้เพื่อการอยู่รอดในสังคม ต่อสู้กับความเฉื่อยชา ต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4 ต่อสู้กับชะตากรรมของตนเอง เป็นต้น  จึงอาจกล่าวได้ว่า ในวันหนึ่ง ๆ ชีวิตของมารกับชีวิตของพระพุทธที่อยู่ภายในชีวิตของเราจะทำการต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา  ฉะนั้น การขาดสวดมนต์เช้า-เย็น หรือสวดมนต์น้อย หรือแม้จะสวดมนต์ แต่ก็ไม่ได้สวดด้วยความดีอกดีใจ ก็จะพ่ายแพ้มารได้ง่าย  เมื่อเป็นเช่นนี้ การดำเนินชีวิตย่อมไม่สามารถมีชัยชนะได้  การประกอบอาชีพการงานในสังคมก็ชนะไม่ได้  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงถึงอานุภาพของโงะฮนซนให้ประจักษ์แก่สังคมได้ ก็แสดงว่า เรายอมแพ้ต่อสังคม และไม่สามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้นั่นเอง

ขอให้พวกเรามั่นใจว่า เวลาของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้มาถึงแล้ว ซึ่งพลังอานุภาพของโงะฮนซนนี้มีอยู่มากมายมหาศาล เช่นเดียวกับพระอาทิตย์ในตอนเที่ยงที่มีความร้อนแรงที่สุด  ดังนั้น พวกเรายุวชนทั้งหลาย จะต้องตั้งใจต่อสู้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือความทุกข์ยากอะไร ก็จะไม่ยอมแพ้  ขอให้เป็นยุวชนที่เสมือนพระอาทิตย์ตอน 8 โมงเช้า และเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างให้จงได้  นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก   P

 

 

วันที่ 27 เมษายน

            จงมีความกล้าหาญ จงมีความสุขุมเยือกเย็น จงมีความเฉลียวฉลาด

 

อธิบาย

ความกล้าหาญมีหลายรูปแบบ เช่น นักเลง อันธพาล ก็มีความกล้าหาญ แต่เป็นความกล้าหาญในสภาพชีวิตโลกนรก โลกเดรัจฉาน และโลกอสูร  นักเรียน นักศึกษาที่เข้าสอบ ก็มีความกล้าหาญ ซึ่งเป็นความกล้าหาญในสภาพชีวิตโลกสาวกปัจเจก  เมื่อพวกเราเดินอยู่บนท้องถนน พบเห็นผู้ที่หกล้มลงไป ก็ช่วยพยุงให้เขาลุกขึ้นยืน นี่คือความกล้าหาญในสภาพชีวิตโลกมนุษย์  คนที่หิวโซจนจะอดตาย จึงไปขโมยข้าวในร้านอาหาร ก็เป็นความกล้าหาญในสภาพชีวิตโลกเปรต  คนที่ถูกล๊อตเตอรี่ได้เงินเป็นแสนเป็นล้าน และบริจาคเงินช่วยเหลือผู้อื่น ก็เป็นความกล้าหาญในสภาพชีวิตของโลกเทวะ  เวลาที่เกิดไฟไหม้ คนที่หนีออกมาโดยลืมทิ้งเด็กไว้ในบ้าน พอนึกขึ้นได้ก็รีบกลับเข้าไปช่วยเด็กออกมา ก็มีความกล้าหาญในสภาพชีวิตของโลกโพธิสัตว์ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม

แต่สำหรับพวกเราแล้ว เมื่อตื่นเช้า รับประทานอาหารเช้า ก็สวดมนต์เช้า นี่ก็เป็นความกล้าหาญเช่นกัน  บางคนอ้างว่า วันนี้ไม่มีเวลา จึงไม่สามารถทำวาระได้ทัน สวดแค่ 3 คำก็พอ แต่อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่เวลา แต่เป็นเพราะไม่มีความกล้าหาญต่างหาก จึงไม่สามารถทำวาระให้ครบได้  หรือเวลาที่ไปโรงเรียน ไปทำงาน การหาเวลาว่างชักชวนแนะนำธรรมหรืออธิบายธรรมให้แก่เพื่อนๆ ก็เป็นความกล้าหาญหลังจากเสร็จงาน ก็ไม่ไปดูหนัง แต่ไปประชุม เยี่ยมสมาชิก ก็นับว่าเป็นความกล้าหาญ เมื่อกลับถึงบ้าน แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็ตั้งใจสวดมนต์เย็นให้เสร็จ นี่คือความกล้าหาญ หลังจากสวดมนต์เสร็จ ก็อ่านวารสาร ศึกษาธรรมนิพนธ์ เขียนจดหมายส่งเสริมกำลังใจให้แก่สมาชิก นี่คือความกล้าหาญ  ในชั่วชีวิตของเรา บางทีก็มีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น มีชะตากรรมชั่วปรากฏออกมา ก็ไม่สงสัยโงะฮนซนเลยแม้แต่น้อย แต่พยายามรักษาโงะฮนซนและปกป้องสมาคม ต่อสู้กับอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ นี่คือความกล้าหาญที่มีความสำคัญมาก

สำหรับความสุขุมเยือกเย็น นับเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำ เช่น พ่อ แม่ ลูกมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น พอทราบข่าวก็ตกอกตกใจจนลืมเรื่องความศรัทธา มัวแต่คิดหาวิธีการต่าง ๆ นานา ในกรณีนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องนึกถึงก็คือโงะฮนซน และจะแก้ไขปัญหาโดยยึดถือความศรัทธาเป็นพื้นฐาน หากเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน ในทางกลับกัน การไม่ยึดถือธรรม และใช้ความคิดของตนเองแก้ไขปัญหา ย่อมเกิดความผิดพลาดได้ เช่น เมื่อเกิดไฟไหม้บ้าน ทุกคนต่างตื่นตระหนก และเก็บข้าวของเงินทองซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติ โดยลืมนำโงะฮนซนออกไป เป็นต้น  ดังนั้น การไม่มีความสุขุมเยือกเย็นก็หมายถึงการหวั่นไหวไปตามสิ่งแวดล้อมและความตื่นตกใจนั่นเอง

ส่วนความเฉลียวฉลาดแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ความเฉลียวฉลาดในทางที่ไม่ดี กับความเฉลียวฉลาดในทางที่ดี กล่าวคือ ความเฉลียวฉลาดในทางที่ไม่ดี หรือฉลาดแกมโกงนั้น เป็นการหลอกลวงผู้อื่น เพื่อประโยชน์ของตนเอง เป็นความเฉลียวฉลาดที่มาจากปัญญาของชีวิตในอบายภูมิ 4 (โลกนรก โลกเปรต โลกเดรัจฉาน และโลกอสูร) ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย   ในทางตรงกันข้าม ความเฉลียวฉลาดในทางที่ดีจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นปัญญาที่เกิดจากชีวิตของโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธ  นอกจากนี้ โลกสาวกปัจเจกก็มีความเฉลียวฉลาด แต่บางครั้งก็ปรากฏออกมาในด้านที่ดี บางครั้งก็ปรากฏออกมาในด้านที่ไม่ดี เช่น สร้างตู้เย็น หลอดไฟ เครื่องบิน ฯลฯ ซึ่งเป็นการประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวก ก็เป็นความเฉลียวฉลาดในทางที่ดี แต่ในการสร้างระเบิดปรมาณูหรือแก๊สพิษ เหล่านี้เป็นความเฉลียวฉลาดในทางที่ชั่ว

สรุปได้ว่า ความกล้าหาญ ความสุขุมเยือกเย็น ความเฉลียวฉลาด เป็นข้อแม้ที่สำคัญของการเป็นผู้นำ  แต่ถ้าไม่มีความศรัทธาต่อโงะฮนซนเป็นพื้นฐานแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ได้  หมายความว่า เมื่อความศรัทธาของเรามั่นคงแน่วแน่แล้ว ในเวลานั้น บุญวาสนาจากโงะฮนซนก็จะปรากฏออกมา ในลักษณะที่มีพลังชีวิต มีชีวิตชีวา มีความกล้าหาญ มีความสุขุมเยือกเย็น และมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดได้อย่างแน่นอน  P

 

 

วันที่ 26 เมษายน

            อย่างไรก็ตาม ขอให้อธิษฐานเพื่อเพื่อนของเรา ขอให้ปรึกษากัน เพราะภายในนี้เท่านั้น จึงจะมีงานที่เป็นเครื่องหมายของธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง

 

อธิบาย

เมื่อพวกเรานับถือศรัทธาใหม่ ๆ  ส่วนใหญ่จะอธิษฐานแต่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น เช่น ไม่มีเงิน ไม่สบาย ครอบครัวทะเลาะเบาะแว้งกัน  แต่พอนับถือศรัทธาสัก 3 ปี 5 ปี 10 ปีแล้ว จะไม่อธิษฐานแต่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น จะมีการอธิษฐานเพื่อผู้อื่นด้วย  ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก เพราะโพธิสัตว์ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า จะช่วยเหลือประชาชนทั้งหลายด้วยความเมตตากรุณา  ดังนั้น แม้ว่าตัวเราเองจะมีเรื่องลำบากใจหรือมีปัญหา แต่ถ้าอธิษฐานแต่เรื่องของตัวเองแล้ว ก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน  ควรจะต้องอธิษฐานเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้อง

เช่น อาจารย์ชี้นำว่า เวลาสวดมนต์เช้า สวดไดโมขุประมาณ 300 คำ เวลาสวดมนต์เย็น สวดไดโมขุประมาณ 500 คำก็พอแล้ว เรื่องนี้เมื่อคิดดูอย่างผิวเผิน ก็จะเห็นว่าทำได้ง่ายมาก บางคนสวดมนต์เร็ว ประมาณ 5 นาทีก็จะสวดได้ 300 คำ หากสวดมนต์ช้า ก็ไม่เกิน 10 นาที  แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น สิ่งสำคัญก็คือ คำสวดมนต์ทุกคำจะต้องมีความเชื่อมั่นมีความศรัทธาต่อโงะฮนซนเป็นแก่นสาร ด้วยเหตุนี้ เราจึงควรจะสำรวจตัวเราว่า ไดโมขุ 300 คำหรือ 5 นาทีที่สวดนั้น มีหนึ่งขณะจิตที่เชื่อมั่นต่อโงะฮนซนอย่างแน่วแน่ได้มากน้อยเพียงใด  เพราะเวลาที่พวกเราสวดมนต์ ส่วนใหญ่ก็จะคิดเรื่องต่าง ๆ นานา ไม่ได้มีกระแสจิตติดต่อกับโงะฮนซน  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว โลกพุทธ โลกโพธิสัตว์ภายในชีวิตของเราย่อมไม่สามารถปรากฏออกมาได้  ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ  เวลาที่พวกเราสวดมนต์เช้า-เย็น จึงควรจะต้องพยายามสวดมนต์และอธิษฐานอย่างเต็มที่  

ในอีกด้านหนึ่ง ในการพูดคุย ปรึกษาหารือกัน ถ้าไม่มีการประชุม ไม่มีคำชี้นำของผู้อาวุโสแล้ว ย่อมไม่สามารถเข้าใจพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการประชุม ปรึกษาหารือ เพื่อจะสามารถแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของตนเอง ความนึกคิดที่ไม่ดีของตนเอง เพราะเมื่อรู้ตัวถึงสิ่งที่ไม่ดี ที่ต้องแก้ไขได้แล้ว ก็จะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน  ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีการปรึกษาพูดคุยกับผู้อาวุโส มีแต่สวดมนต์คนเดียวที่บ้าน ก็ไม่มีโอกาสได้รู้จักตัวเอง ย่อมไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติศรัทธาของสมาคม สิ่งสำคัญก็คือ ยึดถือคำชี้นำเป็นพื้นฐาน และพยายามแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้ปรากฏออกมา นอกนั้นไม่มีวิธีอื่นใด

เพราะฉะนั้น คำชี้นำของวันนี้จึงสอนพวกเราว่า สมาชิกทั้งหลาย ไม่ว่าใคร นิสัยอย่างไร ทั้งหมดล้วนเป็นกัลยาณมิตรต่อเรา ถ้าคิดได้เช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถนำข้อนี้มาใช้ทำงานร่วมกันในระบบการ จึงจะสามารถมีความสามัคคีที่แท้จริงได้ P

 

 

วันที่ 25 เมษายน

            ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องไม่ทำผิดพลาด เพราะเพียงแค่วิเคราะห์ไปตามสถานการณ์เท่านั้นด้วยความมั่นใจมากเกินไป แต่จะต้องมีความเฉลียวฉลาด สติปัญญา และมีอารมณ์เร่าร้อน  นี่คือพื้นฐานของการเป็นผู้นำที่ดีซึ่งเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก

 

อธิบาย

ผู้นำจำเป็นจะต้องมีความเฉลียวฉลาด มีปัญญาที่ดี ไม่เช่นนั้นแล้ว นโยบาย การดำเนินงาน และการปฏิบัติย่อมจะไม่อาจดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง ถ้าประธานหรือผู้นำศูนย์กลางวิเคราะห์สถานการณ์ผิดพลาดแล้ว แม้ว่าสมาชิกจะปฏิบัติอย่างเต็มที่เพียงใด ก็ไม่มีอะไรเลย เหมือนกับการหมุนโดยว่างเปล่า  ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่วิเคราะห์ตามสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น จะต้องวิเคราะห์หลาย ๆ ด้าน เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม หรือศีลธรรม  โดยเอาใจใส่ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง และศึกษาค้นคว้าทุกยุคทุกสมัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะกาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเราไม่สนใจสถานการณ์หรืออื่น ๆ แล้ว สิ่งที่ทำไปย่อมผิดพลาดอย่างแน่นอน  ถ้าผิดพลาด ก็แสดงว่า การดำเนินงานของพวกเราไม่ถูกต้องตามยุคสมัย ไม่เหมาะกับยุคสมัย ไม่เข้าจังหวะกับยุคสมัย  เรียกว่าล้าสมัยนั่นเอง  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่อาจสร้างความประทับใจแก่ผู้อื่นได้  ดังนั้น ผู้นำจึงต้องวิเคราะห์ให้รู้ถึงสภาวการณ์ของสังคม

เช่น เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตอนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงใหม่ ๆ ทุกคนต่างก็พยายามค้นหาทฤษฎีที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ก็เอาใจใส่ต่ออาชีพการงานด้วยความขยันขันแข็ง  การปฏิบัติของสมาคมโซคาที่ประเทศญี่ปุ่นในยุคนั้น จะเน้นถึงเรื่องความถูกต้องของศาสนา ชี้ให้เห็นว่า ศาสนาใดถูกต้อง ศาสนาใดไม่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนมองเห็นได้ชัดเจน เกิดความสนใจ มีความเข้าใจ และสามารถตัดสินใจได้  แต่ผู้คนในสมัยปัจจุบันไม่รู้จักสงคราม ดังนั้น วิธีการดำเนินงานเมื่อ 30 ปีก่อนจึงไม่เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบันก็ว่าได้ เป็นต้น

            สำหรับผู้คนในยุคปัจจุบันมักไม่สนใจเรื่องถูกผิด แต่จะสนใจเรื่องที่มีความสนุกสนาน ดังนั้น วิธีหรือนโยบายในการปฏิบัติจึงควรจะเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัย ไม่เช่นนั้นแล้ว คนยุคปัจจุบันก็จะไม่สนใจธรรมของเราเลย  จึงกล่าวได้ว่า แม้ว่าจะมีความถูกต้องเพียงใดก็ตาม แต่ถ้านโยบายไม่ตรงตามยุคสมัยแล้ว ก็ย่อมไม่สามารถเผยแผ่ธรรมออกสู่สังคมได้อย่างแน่นอน  อาทิ การปฏิบัติในสมัยอาจารย์มาคิงุจิ นายกสมาคมท่านแรก  รากฐานของการเผยแผ่ธรรมก็คือ ถ้าไม่นับถือศรัทธาก็จะได้รับบาป การปฏิเสธจึงย่อมมีบาป เพราะการปฏิเสธธรรมที่ถูกต้องเป็นการกระทำที่ไม่ดี จึงต้องได้รับผลบาปอย่างแน่นอน  ถ้ากลัวบาปก็จะต้องยึดถือโงะฮนซน จึงจะมีความสุขได้  ซึ่งสมัยอาจารย์มาคิงุจิเป็นสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2   แต่เมื่อเข้าสู่สมัยอาจารย์โทดะ นายกสมาคมคนที่ 2 แนวทางจะกลับกัน กล่าวคือ โงะฮนซนมีความสูงส่งและมีอานุภาพสูงส่ง  ดังนั้น เมื่อคน ๆ หนึ่งปฏิบัติศรัทธาและชักชวนแนะนำผู้อื่นให้ปฏิบัติด้วยแล้ว ย่อมจะสมปรารถนาในคำอธิษฐานทุกเรื่องได้ เพราะมีการสร้างบุญวาสนาเป็นรากฐานและเผยแผ่ธรรมออกไป  ซึ่งช่วงนั้นเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไม่นาน    ต่อมา ในยุคสมัยของอาจารย์อิเคดะ นายกสมาคมคนที่ 3 มีสมาชิกประมาณ 10 ล้านคน และมีสมาชิกอยู่ 90 กว่าประเทศ  ดังนั้น หลักพื้นฐานในการปฏิบัติเพื่อให้เหมาะสมกับยุคสมัยก็คือ ให้การเผยแผ่ธรรมเข้าสู่สังคมด้วยสามัญสำนึก

            ฉะนั้น ในการดูแลสมาชิก อาจจะมีบางคนที่นอนหลับ บางคนเกียจคร้าน บางคนวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมีหลากหลาย  แต่หัวหน้าก็จะต้องไม่ปล่อยทิ้งพวกเขาเป็นอันขาด กล่าวคือ จะต้องมีหนึ่งขณะจิตที่เชื่อมั่นว่า แต่ละบุคคลมีภาระหน้าที่ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ทุกคนที่มีโอกาสได้รู้จักพุทธธรรมและปฏิบัติศรัทธานั้น ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบุญวาสนา เพียงแต่ว่าขณะนี้บางคนอาจจะยังไม่รู้สึกว่าตัวเองมีบุญ  ดังนั้น ขอให้เป็นเพื่อนที่ดีต่อเขา และใช้เวลาค่อย ๆ ชักชวน และสะสมความไว้วางใจด้วยน้ำใสใจจริงของเรา  ซึ่งถ้าหัวหน้าพยายามเอาใจใส่ดูแลสมาชิกอย่างเต็มที่แล้ว ในที่สุด เขาย่อมจะสำนึกในภาระหน้าที่ของเขาได้อย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้จากพวกเราเอง ซึ่งเมื่อก่อนก็ไม่เข้าใจอะไร แต่ปัจจุบันก็เป็นหัวหน้าที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ  

อาจารย์อิเคดะมีเจตนารมณ์ที่อยากจะเรียนรู้จากสมาชิก สอบถามเรื่องราวต่าง ๆ จากสมาชิก และต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อสมาชิก  พวกเราผู้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์จึงควรจะปฏิบัติตามอาจารย์เจตนารมณ์ของอาจารย์  เพราะหากหัวหน้าลืมให้ความสำคัญต่อสมาชิกแล้ว ระบบการก็ย่อมจะพินาศลงอย่างแน่นอน  จึงกล่าวได้ว่า คำชี้นำนี้เป็นแก่นแท้ของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินก็ว่าได้ P

 

 

วันที่ 24 เมษายน

            บัดนี้ ขอให้ตั้งใจศรัทธาอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งที่ทำให้สามารถบรรลุผลสำเร็จได้นั้นก็คือการสวดไดโมขุ  การสวดไดโมขุและการสวดไดโมขุเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด และทำให้สามารถแสดงธาตุแท้ของบุตรของสมาคมออกมาได้

 

อธิบาย

คำว่า “ศรัทธาอย่างเต็มที่” หมายถึงความศรัทธาที่บริสุทธิ์ มีความร่าเริงสดชื่น มีความมั่นคงแน่วแน่ ไม่มีความรู้สึกสงสัย หากทำสิ่งผิดพลาดก็ยอมรับโดยไม่แก้ตัว มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง  นี่คือการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้อง

ทีนี้ ทำไมอาจารย์จึงบอกว่า “บัดนี้” ก็เพราะว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินสอนไว้ว่า แม้ว่าจะมีอดีตชาติ หรือมีอนาคตก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกชั่วขณะในปัจจุบัน เพราะในแต่ละชั่วขณะของปัจจุบันจะมีพร้อมอดีตและอนาคต  ด้วยเหตุนี้ ความศรัทธาในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันคือการสร้างเหตุ ที่จะได้รับผลในอนาคต  ส่วนผลที่เกิดขึ้นมาขณะนี้  ก็มาจากเหตุที่เคยสร้างไว้ในอดีต ซึ่งเราไม่อาจทำอะไรได้ เพราะเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ถ้ามัวแต่กลุ้มใจหรือหวนเสียใจภายหลังก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าอะไรได้ รังแต่จะเป็นความทุกข์เท่านั้น  เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำผิดพลาด ก็ให้ขอขมาต่อโงะฮนซน และพยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ก็จะสามารถสร้างบุญวาสนาสำหรับอนาคตได้  ซึ่งถ้าหากจิตใจคิดเช่นนี้แล้ว ก็จะรู้สึกมีความหวังในอนาคตได้อย่างแน่นอน

จึงสรุปได้ว่า สิ่งที่สำคัญก็คือ ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที ทุกชั่วขณะ ซึ่งเป็นเวลาของขณะปัจจุบัน หรือ “บัดนี้” จะสามารถยืนหยัดศรัทธาอย่างเต็มที่

ในอีกแง่หนึ่ง “ศรัทธาอย่างเต็มที่”  ก็คือ ไม่ว่าจะมีเรื่องดีหรือเรื่องชั่วเกิดขึ้น มีเรื่องดีใจหรือเรื่องเสียใจเกิดขึ้น ก็จะต้องสวดมนต์ กล่าวคือ การไม่ลืมสวดมนต์ การไม่หยุดสวดมนต์ การสวดมนต์ตลอดไปคือสิ่งที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ มีเรื่องดีใจเกิดขึ้นก็สวดมนต์ มีเรื่องทุกข์ยากลำบากก็สวดมนต์ มีความยินดีก็สวดมนต์ มีความเจ็บใจเสียใจก็สวดมนต์ มีความโมโหขึ้นมาก็สวดมนต์ มีความทุกข์ก็สวดมนต์ มีอคติจิตต่อผู้อื่นก็สวดมนต์ นี่คือสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ดังเช่น แม้วันที่มีพายุฝนตกหนัก มีไต้ฝุ่นพัดแรงมาก มีหิมะตกหนัก แต่พระอาทิตย์ก็ยังคงส่องแสงอยู่ตลอดเวลาไม่เคยหยุดเลย ในชั่วชีวิตมนุษย์ ก็อาจจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก เปรียบได้กับพบพายุไต้ฝุ่นหรือฝนตกน้ำท่วม แต่แท้จริงแล้ว แสงอาทิตย์ก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้น พวกเราจะต้องมีความหวัง จะต้องอดทนให้ผ่านพ้นช่วงแห่งความยากลำบาก แล้วอนาคตก็จะสามารถมีความสดใสขึ้นมาได้อย่างแน่นอน เหมือนกับวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ปราศจากเมฆฝน อากาศปลอดโปร่ง  ซึ่งในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก เช่น การค้าล้มละลาย บ้านถูกไฟไหม้ เจ็บไข้ได้ป่วย ประสบอุบัติเหตุแขนขาหัก พี่น้องในครอบครัวเสียชีวิต แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ลืมโงะฮนซน ไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม และสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ  ไม่นานก็จะสามารถแก้ไขได้ และมีความสุขได้อย่างแน่นอน  ลักษณะความศรัทธาเช่นนี้ เรียกว่าความศรัทธาแบบน้ำที่ไหลไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหยุด

การเป็นบุตรที่แท้จริงของสมาคม การเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่อะไร หรือไม่มีตำแหน่งหน้าที่ก็ตาม แต่ในการปฏิบัติ จะต้องไม่ลืมการสวดมนต์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีความสำคัญดังที่ได้อธิบายมาแล้ว  ผู้ที่สามารถปฏิบัติได้เช่นนี้ จึงจะเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริง  เพราะการสะสมไดโมขุ ก็เหมือนกับการอัดไฟใส่แบตเตอรี่ ถ้าอัดไฟไว้มาก กำลังไฟก็มีมาก  ถ้าสวดมนต์มาก สะสมไดโมขุมาก ก็จะมีพลังชีวิตเข้มแข็ง มีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะมีอุปสรรค 3 มาร 4 หรืออดีตกรรมชั่วเกิดขึ้น ก็ไม่ยอมพ่ายแพ้ จะสามารถเอาชนะไปได้   บุคคลที่สวดไดโมขุอย่างมากมายจะสามารถข้ามพ้นเรื่องต่างๆ ได้ก่อน

เพราะฉะนั้น เวลาที่เสียใจ ลำบากใจ ทุกข์ใจ เดือดร้อน ต่างๆ นานา ก็จะต้องสวดมนต์เช้า-เย็น และสวดไดโมขุ แม้จะมองไม่เห็นผลทันทีในวันสองวัน แต่บุญวาสนาที่สะสมไว้จะไม่สูญหายไปไหนเด็ดขาด  เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็จะสามารถนำพลังชีวิตที่มีมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน  ตรงกันข้าม ถ้าสวดบ้างไม่สวดบ้าง ก็สะสมบุญวาสนาได้น้อย เหมือนการอัดไฟแบตเตอรี่ ถ้าอัดน้อย ก็ได้กำลังไฟน้อย จึงพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค 3 มาร 4 และอดีตกรรมชั่วได้ง่าย  เหมือนกับเวลาที่ต้องใช้ไฟ ก็ไฟไม่แรง ไม่สว่าง มอเตอร์ไม่หมุน เป็นต้น

ดังนั้น จะต้องไม่ลืมสวดมนต์ตลอดชั่วชีวิต และจะต้องสวดมนต์ทุกวัน ทุกเวลา นี่คือลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน และบุตรที่แท้จริงของสมาคม P

 

 

วันที่ 23 เมษายน

            การชี้แจง การส่งข่าวให้ทราบ และการรายงาน ควรจะต้องทำอย่างถูกต้องและรวดเร็ว เพราะสิ่งนี้จะเป็นสาเหตุสำคัญของการสร้างชัยชนะไปสู่วันพรุ่งนี้

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินงานของสมาคม  ถ้าหากขาดอันใดอันหนึ่งแล้ว งานนั้นย่อมไม่สามารถทำได้สำเร็จ กล่าวคือ เนื่องจากหัวหน้าไม่สามารถดูแลสมาชิกทั้งหมดได้อย่างทั่วถึง จึงมีผู้ช่วยหรือรอง และฝ่ายอื่น ๆ อีกมากมาย จึงจะทำให้งานสำเร็จได้อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ เช่น เมื่อสมาคมมีการประกาศนโยบายออกมา ก็จะมีการประชุมเพื่อชี้แจงต่อหัวหน้าระดับต่าง ๆ ได้แก่ หัวหน้ารวมภาค จากนั้น หัวหน้าภาคก็แจ้งต่อยังหัวหน้าเขต หัวหน้าเขตก็แจ้งต่อยังหัวหน้าตำบล หัวหน้าตำบลก็แจ้งต่อยังหัวหน้าหมู่ และหัวหน้าหมู่ก็แจ้งต่อยังสมาชิกธรรมดาทั้งหมด ซึ่งแต่ละระดับจะทำหน้าที่แจ้งข่าวออกไปให้ทั่วถึง นโยบายของสมาคมจึงจะมีการปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นมาได้

ทีนี้ ถ้าข่าวที่แจ้งออกไปไม่ถูกต้อง อธิบายไม่ชัดเจน ผู้ฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ ในที่สุด ก็ทำไม่ตรงตามนโยบายของสมาคม เพราะฉะนั้น ในการแจ้งข่าว สิ่งสำคัญที่จำเป็นมากคือการชี้แจงให้เข้าใจว่าทำไมจึงมีนโยบายเช่นนั้นเช่นนี้ ต้องอธิบายให้เข้าใจ  นอกจากนี้ การแจ้งข่าวก็จะต้องถูกต้องและรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็อาจจะทำให้เกิดการติดขัด หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ซึ่งย่อมไม่สามารถดำเนินงานให้สำเร็จอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น รายการชมวีดีโอคำชี้นำของอาจารย์ กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 1 ของเดือน เวลา 19.00-20.00 น.  เมื่อประกาศออกมาเช่นนี้ บางเขตแจ้งข่าวได้รวดเร็วและถูกต้อง สมาชิกก็สามารถมาร่วมชมได้ แต่บางเขตที่แจ้งช้าหรือผิดพลาด ทำให้สมาชิกไม่ได้ชม เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แน่นอนทีเดียวว่า สมาชิกธรรมดาหรือสมาชิกใหม่ ย่อมจะรู้สึกไม่พอใจหัวหน้า จนกลายเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการแตกความสามัคคีในหมู่คณะได้

สำหรับการชี้แจงนโยบายและแจ้งข่าว ส่วนใหญ่หัวหน้าจะเป็นฝ่ายแจ้งออกไปให้แก่สมาชิกธรรมดา  ส่วนการรายงานนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากสมาชิก เช่น ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้น ก็ควรจะต้องรีบรายงานต่อหัวหน้า  เพื่อหาหนทางแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้รวดเร็ว เช่น ไฟไหม้บ้านสมาชิก โจรขึ้นบ้าน ประสบอุบัติเหตุ หรือมีความทุกข์ยากลำบาก  ถ้าไม่มีการรายงานต่อหัวหน้า ย่อมไม่สามารถช่วยหาหนทางแก้ไขปัญหา  ดังนั้น จึงต้องมีการประสานงานในหมู่สมาชิกด้วย ไม่ใช่เพียงแค่หัวหน้าหรือผู้ช่วยเท่านั้น 

แต่นิสัยของคนเรานั้น ส่วนใหญ่จะรายงานแต่เรื่องดี ๆ ให้แก่หัวหน้า ส่วนเรื่องไม่ดีมักจะไม่รายงาน เพราะเกรงว่าจะถูกต่อว่า หรือบางคิดว่า คงจะไม่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร หรือบางคนทะนงว่าสามารถแก้ไขได้เอง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะเรื่องไม่ดีสำคัญกว่าเรื่องดี  ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีเรื่องไม่ดี ก็ควรจะต้องรีบรายงานอย่างรวดเร็ว จึงจะสามารถแก้ไขได้เรียบร้อยสมบูรณ์  เช่น ป่วยเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร ถ้าเรามีความรู้สึกเจ็บป่วย ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษา  แต่ถ้าเราไม่ไปพบแพทย์ หาซื้อยามากินเอง ผลสุดท้าย นอกจากจะทำให้รักษายากแล้ว อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ระบบการก็เช่นกัน ถ้าเขตใด ตำบลใดมีปัญหา ย่อมมีผลกระทบกระเทือนถึงสมาคมอย่างแน่นอน  ดังนั้น การที่จะกระทำสิ่งใด จึงควรจะมีการรายงานเป็นขั้นตอน มีการประสานงานกันทุกฝ่ายในระบบการ จึงจะสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องเรียบร้อย  ไม่ควรจะมีความคิดที่อวดดีที่คิดเองทำเอง  สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องรักษาชื่อเสียงของตนเองให้ดี อย่าให้ผู้อื่นเกลียดชัง  ซึ่งถ้ามองในด้านธรรมแล้ว บุคคลที่อวดดีคือผู้มีสภาพชีวิตของโลกเดรัจฉาน  ส่วนบุคคลที่ยอมรับฟังคำติเตียนจากหัวหน้า และยอมรับผิดเมื่อทำผิดนั้น เรียกว่าคนกล้าหาญ และเป็นผู้นำที่มีสภาพชีวิตอยู่ในโลกโพธิสัตว์ P

 

 

วันที่ 22 เมษายน

            รากฐานของการชี้นำทางด้านความศรัทธาทั้งหมด คือการทำให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นในตนเอง  มีความร่าเริง  และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้สำเร็จ

 

อธิบาย

เรื่องการชี้นำควรจะต้องชี้นำให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่าเป็นสำคัญ กล่าวคือ เมื่อชี้นำไปแล้ว ถ้าผู้รับฟังไม่มีกำลังใจ ไม่มีความศรัทธาเพิ่มขึ้น ไม่เข้มแข็งขึ้น ก็ไม่มีคุณค่าอะไร ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็ขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิตของหัวหน้า หมายความว่า ถ้าจิตใจหรือหนึ่งขณะจิตขณะที่ชี้นำต่อสมาชิก ไม่รับรู้หรือร่วมทุกข์กับสมาชิก ไม่มีความนึกคิดที่ว่า ความทุกข์ยากลำบากของสมาชิกในขณะนี้ เสมือนเป็นความทุกข์ของตนเองนั่นเอง 

แต่ถ้าหัวหน้ามีพื้นฐานชีวิตที่อยู่ในฐานะร่วมทุกข์กับสมาชิก หัวหน้าก็จะเข้าใจได้ว่า ถ้าตัวเราเองเจอกับอุปสรรคแบบนี้ เราจะทำอย่างไรดี หากมีความคิดแบบนี้ หัวหน้าก็จะพยายามหาวิธีแก้ไข และชี้นำส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกได้   เพราะหัวหน้าไม่คิดว่าเป็นเรื่องของผู้อื่น แต่เป็นเรื่องของตนเอง แล้วจึงชี้นำต่อสมาชิก เมื่อนั้น จิตใจก็จะสามารถสื่อถึงกันได้ ชีวิตก็จะสื่อถึงกันได้ การให้คำชี้นำในลักษณะนี้ สมาชิกก็จะรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง และสลักคำชี้นำไว้ในชีวิตได้ไม่ลืม  มีกำลังใจต่อสู้มากขึ้น เพราะหัวหน้าชี้นำโดยอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา (หมายความว่า ความทุกข์ทั้งหมดของสมาชิก หัวหน้ารู้และเข้าใจหมด และชี้นำอย่างถี่ถ้วนหมดจด สมาชิกก็จะดีใจ และรู้สึกขอบคุณต่อหัวหน้า)

ตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้าชี้นำตามตำแหน่งหน้าที่ของตน เมื่อสมาชิกมาหาและขอรับคำชี้นำหรือมีคำถาม หัวหน้าลักษณะนี้มักจะชี้นำตามความคิดเห็นของตนเอง ไม่ได้เอาใจเขามาใส่ใจเรา  (หมายความว่า ตัวเองสุขสบายดี ไม่รู้สึกกับความทุกข์ของสมาชิกว่ามีความยากลำบากเพียงใด)  ผู้รับคำชี้นำย่อมไม่รู้สึกพึงพอใจ คิดว่า หัวหน้าไม่เข้าใจสถานการณ์หรือความทุกข์ของเราเลย มีแต่ทฤษฎี และคาดการณ์ด้วยความนึกคิดของตนเองเท่านั้น  นี่คือการชี้นำตามหน้าที่เท่านั้น  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แม้หัวหน้าจะมีคำพูดที่ฟังดูดีขนาดไหน ชี้นำเก่งขนาดไหน แต่หากไม่มีกระแสจิตติดต่อกับสมาชิก สมาชิกก็ไม่มีความหวัง หมดกำลังใจ เพราะหัวหน้าไม่เข้าใจความทุกข์ของเขาเลย คำชี้นำที่ให้ไปจึงได้แต่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาออกไป 

ด้วยเหตุนี้ ในการชี้นำทางด้านความศรัทธา พื้นฐานสำคัญก็คือการร่วมทุกข์ด้วยกัน  ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า “ความทุกข์ต่าง ๆ นานาของประชาชน ก็คือความทุกข์ของอาตมานิชิเร็น” หมายความว่า พระนิชิเร็นไดโชนินมีความเมตตาที่กว้างใหญ่ไพศาล ไม่ว่าใครจะมีความทุกข์ร้อนเรื่องอะไร ท่านก็ถือว่าเป็นความทุกข์ของท่านเอง โดยท่านจะหมั่นถามไถ่ และเขียนจดหมายส่งเสริมกำลังใจอย่างมากมาย แม้ในยามที่ท่านถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะซาโดะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่คาดว่าตัวท่านจะต้องเสียชีวิตอยู่ที่นั่น แต่ท่านก็ยังห่วงใยสมาชิกที่อยู่ในเมืองคามาคูระ ไม่ได้คิดห่วงตัวเองเลยแม้แต่น้อย  นี่คือการปฏิบัติของโพธิสัตว์จากพื้นโลก 

พวกเราก็เช่นกัน หมู่คณะของเราคือการรวมตัวกันของโพธิสัตว์จากพื้นโลก โดยมีความเมตตากรุณาเป็นเจตนารมณ์พื้นฐาน   ซึ่งความเมตตาก็คือ การนำความทุกข์ของเขาออกไป และความกรุณา ก็คือ การมอบความสุขให้แก่เขา   แต่สำหรับทางด้านสังคมแล้ว จะมีแต่การมอบความสุขให้อย่างเดียว ไม่ได้เอาความทุกข์ออกให้ หากเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะต้องให้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด เพราะความทุกข์ของเขายังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น คนยากจน เมื่อมีคนรวยเอาเงินให้บ่อย ๆ  แรก ๆ ก็จะดีใจ แต่เมื่อใช้เงินจนหมด ก็ต้องกลุ้มใจอีก ซึ่งจะวนเวียนอยู่ในสภาพเช่นนี้ ส่วนอีกคนหนึ่ง สอนวิชาชีพเลี้ยงตัวให้แก่ เช่น การเกษตร การประมง แม้ว่าจะยากจน แต่ก็ไม่อดตายอย่างแน่นอน

ดังนั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงชะตากรรมด้วยการปฏิบัติศรัทธา จึงจะเป็นการช่วยเหลือที่ลึกซึ้ง  เพราะเป็นการช่วยให้ชะตากรรมหมดสิ้นไป  นอกจากนี้ การปฏิบัติของพวกเรายังมีความเห็นอกเห็นใจ มีความกรุณาของโพธิสัตว์จากพื้นโลกเป็นพื้นฐาน จึงย่อมทำให้ผู้คนเกิดความประทับใจต่อธรรมของเราได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ในเวลาที่ชี้นำสมาชิก ควรจะต้องให้ทุกคนบังเกิดความเชื่อมั่นในตนเองว่า จะสามารถต่อสู้อุปสรรค และท้าทายเอาชนะชะตากรรมได้สำเร็จ พร้อมกับปฏิบัติศรัทธาด้วยความร่าเริงสดใส มิใช่เอาแต่กลุ้มอกกลุ้มใจ และพยายามต่อสู้กับอุปสรรคหรือชะตากรรมของตน นี่คือการชี้นำที่สำคัญมาก นี่คือความหมายที่อาจารย์กล่าวว่า “รากฐานของการชี้นำทางด้านความศรัทธาทั้งหมด คือการทำให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความร่าเริง และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้สำเร็จ” P

 

 

วันที่ 21 เมษายน

            ในการให้คำชี้นำเกี่ยวกับครอบครัว หัวหน้าควรจะต้องไปเยี่ยมถึงบ้านของสมาชิก และเมื่อไปถึงก็จำเป็นจะต้องละทิ้งหน้าที่ ตำแหน่ง หรือเกียรติยศทางด้านสังคมด้วยความกล้าหาญ

 

อธิบาย

ความเคลื่อนไหวของสมาคมมี 2 ด้านด้วยกัน คือ

1.                  ชี้นำสมาชิกในที่ประชุม

2.                  ชี้นำส่วนตัวแก่สมาชิก หรือไปเยี่ยมบ้านสมาชิก

ทั้ง 2 ประการนี้จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้  แต่สามารถกล่าวได้ว่า การชี้นำส่วนตัว หรือการชี้นำแก่ครอบครัวนั้นมีความสำคัญกว่าการชี้นำในที่ประชุม เพราะการให้คำชี้นำในที่ประชุม โดยมากจะเป็นการชี้นำทั่ว ๆ ไป ไม่สามารถชี้นำธรรมให้เข้าไปสู่ชีวิตจิตใจของสมาชิกเป็นรายบุคคลแต่ละคนได้  มีแต่การประกาศเป้าหมายหรือนโยบายเท่านั้น ทำให้การดำเนินงานสะดวกสบาย และเป็นการชี้นำส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกหมู่มาก

ตรงกันข้าม การชี้นำส่วนตัวหรือการไปเยี่ยมบ้านและให้การส่งเสริมกำลังใจแก่ครอบครัว มองในแง่ปฏิบัติ อาจจะมองดูว่า ทำได้ช้า ไม่เห็นผลชัดเจนทันที แต่ถ้าพวกเราผู้เป็นหัวหน้าเอาใจใส่ ขยันขันแข็งหมั่นไปเยี่ยมบ้านและส่งเสริมกำลังใจสมาชิกทุกครอบครัวแล้ว จะสามารถเกิดประโยชน์และคุณค่าแก่ทุกครอบครัวได้ ทำให้ระบบการมีความเข้มแข็ง มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นขึ้น

การที่พวกเราเป็นหัวหน้านั้น อันที่จริง ถ้าไม่มีสมาชิกให้ดูแลแล้ว หัวหน้าก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีก็ได้  หัวหน้าที่แท้จริงคือหัวหน้าที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสมาชิก ลักษณะการกระทำดังกล่าวจึงจะเรียกว่ามีลักษณะของความเป็นผู้นำ และเป็นผู้นำที่มีความศรัทธาที่แท้จริง  หากไม่เป็นเช่นนี้แล้ว หัวหน้าก็จะห่างเหินจากสมาชิกธรรมดา มีความอวดดี ใช้อำนาจหน้าที่ของตนเพื่อควบคุมสมาชิก ลักษณะนี้ไม่ใช่ลักษณะของหัวหน้าที่แท้จริง  เพราะฉะนั้น อาจารย์อิเคดะจึงกล่าวว่า หัวหน้าควรจะใกล้ชิดสมาชิกเสมอ ต้องไปเยี่ยมบ้านสมาชิก ไม่ว่าสมาชิกจะอยู่ห่างไกลเพียงใด ก็จะต้องไปเยี่ยมถึงบ้านให้ได้ ไม่ใช่อยู่กับที่เฉย ๆ แล้วเรียกให้สมาชิกมาหาหัวหน้าที่บ้าน  แต่หัวหน้าจะต้องไปหาสมาชิกเอง ไม่ใช่คอยให้สมาชิกเข้ามาหา  ถ้าพยายามเข้าหาสมาชิกอย่างเต็มที่สัก 1 เดือน 3 เดือน ครึ่งปี หรือ 1 ปี สมาชิกกับหัวหน้าในระบบการก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น มีความสนิทสนมกัน มีความดีอกดีใจด้วยกัน ในที่สุด ระบบการก็จะสามารถเจริญก้าวหน้าได้

ตรงกันข้าม หัวหน้าที่เอาแต่จัดประชุมเพียงอย่างเดียว ไม่เยี่ยมสมาชิก ไม่ให้การชี้นำส่งเสริมกำลังใจส่วนตัวแล้ว  ในตอนเริ่มต้น อาจจะมอบดูว่าระบบการดีแล้ว แต่ก็จะค่อย ๆ อ่อนแอลง สมาชิกค่อย ๆ มีความรู้สึกอคติต่อกัน  เกิดการแตกความสามัคคีได้ง่าย เพราะหัวหน้าไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาของสมาชิก  เมื่อสมาชิกมีเรื่องหนักใจ กังวลใจ ก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ในที่สุด ก็จะเบื่อหน่าย เลิกปฏิบัติศรัทธา จนถอยศรัทธาไป เปรียบได้กับการปลูกต้นไม้ เมื่อลงดินแล้ว ก็จะต้องให้น้ำ ให้ปุ๋ย พร้อมกันนั้น ก็จะต้องมีการกำจัดวัชพืชด้วย ไม่เช่นนั้น ย่อมไม่สามารถให้ดอกผลที่ดีได้ ฉันใดก็ฉันนั้น สมาชิกที่มีปัญหาเกิดขึ้น อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากอดีตกรรมชั่ว ก็เปรียบได้กับมีวัชพืชขึ้นมาปกคลุม ถ้ามีแต่การรดน้ำ ให้ปุ๋ย ไม่มีการช่วยถอนวัชพืชทิ้งแล้ว ย่อมไม่สามารถแสดงผลที่ออกมา  ดังนั้น สมาชิกที่ไม่มีขอรับคำปรึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้แล้ว ในที่สุด สมาชิกคนนั้นก็จะค่อย ๆ ถอยศรัทธาไป  ด้วยเหตุนี้ การชี้นำส่วนตัวหรือการให้คำชี้นำครอบครัวจึงเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติเพื่อเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ขณะที่หัวหน้าไปเยี่ยมบ้านสมาชิก ก็ควรจะต้องรู้จักเอาใจใส่ให้รอบคอบ อย่าคิดแต่ว่าเราไปในฐานะที่เป็นหัวหน้า อุตส่าห์มาเยี่ยมถึงบ้าน และให้คำชี้นำ ซึ่งไม่ควรจะคิดหรือมีพฤติกรรมเช่นนี้เป็นอันขาด  แต่ควรจะต้องไปเยี่ยมบ้านด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยน้ำใสใจจริงที่มนุษย์ต่อมนุษย์พึงมีต่อกัน มีความจริงใจต่อกัน  และไปเยี่ยมเยียนส่งเสริมกำลังใจ เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังใจต่อรุ่นน้องที่อาวุโสทางด้านความศรัทธาน้อยกว่า และรู้ธรรมน้อยกว่า

เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “จำเป็นจะต้องละทิ้งหน้าที่ ตำแหน่ง หรือเกียรติยศทางด้านสังคมด้วยความกล้าหาญ” ซึ่งหมายความว่า หัวหน้าจะต้องเข้าใจสมาชิกจากใจ ไม่ใช่จากตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ทั้งสิ้น  แต่เป็นการชี้นำทางด้านความศรัทธา ซึ่งเป็นการชี้นำตัวต่อตัว ชีวิตต่อชีวิต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การชี้นำโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่นั้นเป็นความคิดทางด้านสังคม แต่การชี้นำทางด้านความศรัทธาในฐานะที่เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง จึงจะเป็นการชี้นำทางด้านธรรมอย่างแท้จริง  เพราะไม่มีการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ทางด้านสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง   นี่จึงจะเป็นลักษณะของความศรัทธาที่แท้จริง  P

 

 

วันที่ 20 เมษายน

            จงทำให้การอ่านเป็นอาวุธของเรา และขอให้อ่านเป็นกิจวัตร  ขอให้มั่นใจได้ว่า ในนี้มีภาพย่อทั้งหมดของการเผยแผ่ธรรมไพศาลอยู่

 

อธิบาย

วันนี้เมื่อปี ค.ศ. 1951 สมาคมโซคาได้เริ่มออกหนังสือพิมพ์เซเคียวเป็นฉบับแรก ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธของสมาคม พวกเราก็เช่นกัน จะต้องทำให้วารสารสร้างคุณค่า เป็นอาวุธเพื่อการเผยแผ่ธรรม พร้อมกันนั้น ก็พยายามอธิบายให้ผู้อื่นอ่าน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกทั้งหลาย เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือบุคคลภายนอก  

อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า ในยามสงคราม ถ้าไม่มีอาวุธแล้ว การที่จะได้รับชัยชนะ ย่อมไม่สามารถเป็นไปได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกัน ปัจจุบันสมาคมของเราก็กำลังต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4 เพื่อมุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมไพศาล จึงอาจเปรียบได้กับการทำสงครามระหว่างพระพุทธกับมาร  อาวุธจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ถ้าไม่มีอาวุธแล้ว ย่อมไม่สามารถมีชัยชนะเหนือมาร ไม่สมารถทำให้สมาชิกทั้งหลายมีกำลังใจ ไม่สามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้สำเร็จ 

นอกจากนี้ อาจารย์อิเคดะยังชี้นำไว้ว่า อาวุธในสมัยปัจจุบันได้พัฒนาจนมีประสิทธิภาพสูงจำพวกขีปนาวุธ กล่าวคือ พวกเราก็จะต้องมีขีปนาวุธแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกที่ทรงประสิทธิภาพ  เพราะในสมัยอาจารย์โทดะ สมาชิกยังมีน้อย จึงส่งผลกระทบต่อสังคมได้ไม่มากนัก  แต่ปัจจุบันมีสมาชิก 10 กว่าล้านคน มีสมาชิกอยู่ 90 กว่าประเทศ  ด้วยเหตุนี้ ประสิทธิภาพของอาวุธจึงยิ่งมีความสำคัญมาก 

ดังนั้น หากพวกเราไม่ทำให้การอ่านเป็นอาวุธของเราแล้ว ความศรัทธาของเราก็เหมือนกับเดินถอยหลัง ไม่เข้ากับจังหวะของสมาคม ตัดขาดสายเลือดแห่งความศรัทธาจากอาจารย์อิเคดะ และในที่สุด กลายเป็นคนศรัทธาอ่อนแอ อวดดี ยึดถือความนึกคิดของตนเองเป็นหลัก ไม่ปฏิบัติตามธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ จึงต้องคอยสำรวจตัวเองด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ

นอกจากนี้ อาวุธก็สามารถแสดงประสิทธิภาพออกมาให้เห็นได้  ถ้าประเทศไทยมีวารสารสร้างคุณค่าเป็นอาวุธ เมื่อพวกเราปฏิบัติตามคำสอนและคำชี้นำในนั้นแล้ว ระบบการก็จะมีความก้าวหน้า สามารถพยายามต่อสู้ให้ประสบชัยชนะ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะต้องมีผู้อ่านวารสารสร้างคุณค่ามากขึ้น นี่คือที่อาจารย์บอกว่า “ในนี้มีภาพย่อทั้งหมดของการเผยแผ่ธรรมไพศาล” นั่นเอง  P

 

 

วันที่ 19 เมษายน

            จงส่งเสริมกำลังใจให้สมาชิกทั้งหมดสามารถยืนหยัดขึ้นมา และขอให้บัญชาการอย่างมีคุณค่าทำให้ทุกคนไม่ต้องเหนื่อยล้า

 

อธิบาย

หน้าที่ของหัวหน้าคือทำให้ระบบการมีความร่าเริง มีความสามัคคี และมีความเจริญก้าวหน้า  นี่คือเรื่องในความรับผิดชอบของหัวหน้า ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งขั้นสูงแค่ไหน มีตำแหน่งระดับไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ด่าว่าสมาชิกเป็นอันขาด ยิ่งเป็นการด่าตามอารมณ์ของตัวเองแล้ว ยิ่งเป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้ และเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิ์และขาดคุณสมบัติของหัวหน้า เพราะไม่ว่าจะเป็นสมาชิกธรรมดา  หรือเป็นหัวหน้าขั้นสูง ทุกคนก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะ ลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินและโงะฮนซนโดยเสมอภาคกัน ไม่มีใครสูงหรือต่ำกว่ากัน  ถ้าจะแตกต่างกันก็เพียงแค่อาวุโสกับรุ่นหลังกว่าเท่านั้น  เพราะฉะนั้น หัวหน้าจึงไม่มีสิทธิ์ด่าว่าสมาชิกรุ่นหลังเด็ดขาด เพราะการด่าว่า ต่อว่า ตำหนิติเตียน ไม่ได้สร้างคุณค่า หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกทั้งหลายเลย พวกเขาจะรู้สึกและคิดแต่ว่า หัวหน้าโมโห จึงมีอคติต่อหัวหน้า กลัวหัวหน้า พาลเบื่อการปฏิบัติ ในที่สุดก็ถอยศรัทธาไป  ดังนั้น หัวหน้าทั้งหลายควรจะต้องส่งเสริมกำลังใจต่อสมาชิกทั้งหลายตลอดไป

เช่น ในการประชุม มีสมาชิกบางคนมาประชุมสาย เนื่องจากติดการงาน ธุระ จึงจำเป็นต้องมาสายสักครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง  ถ้ามองดูทั่วไปแล้ว ก็อาจคิดว่า สมาชิกมาสายเป็นเรื่องไม่ดี หัวหน้าบางคนคิดว่าสมาชิกคนนี้ความศรัทธาไม่เข้มแข็งจึงมาสาย  แต่อันที่จริง ถ้าไม่มีความศรัทธา หรือศรัทธาอ่อนแอแล้ว ย่อมจะไม่มาอย่างแน่นอน โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่น ติดธุระ ไม่ว่าง มีนัด ฯลฯ ซึ่งไม่มีจิตใจมาร่วมประชุม  ในขณะที่คนที่มาสาย จึงได้เข้าร่วมประชุมครึ่งชั่วโมง หรือเพียงแค่ 5 นาที 10 นาทีเท่านั้น  แต่ก็มาด้วยความตั้งใจ แสดงว่ามีความศรัทธาเข้มแข็งแน่นอน จึงอุตส่าห์มาประชุม  ถ้าหัวหน้ามองแค่ผิวเผินและด่าว่าผู้ที่มาสายแล้ว สมาชิกที่อุตส่าห์มาก็จะหมดกำลังใจ  แต่ถ้าหัวหน้าไม่ต่อว่า กลับชมเชยความศรัทธาของบุคคลผู้นั้น ย่อมทำให้สมาชิกรู้สึกดีใจที่หัวหน้าเข้าใจเขาเป็นอย่างดี และกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดกำลังใจต่อสู้ต่อไปได้

พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินมีพื้นฐานอยู่บนสามัญสำนึกเป็นหลัก  ในขณะเดียวกัน สันดานนิสัยของมนุษย์เรานั้น เมื่อได้รับการยกย่องชมเชย ก็ย่อมดีใจ มีกำลังใจ และเติบโตมากขึ้นได้  แต่ถ้าด่าว่า ตำหนิติเตียนแล้ว รังแต่จะหมดกำลังใจ กลัวและโมโหคนด่า  และความศรัทธาท้อถอยไป   นี่คือสันดานนิสัยของพวกเรามนุษย์ปุถุชนแล้ว  เพราะฉะนั้น หัวหน้าจึงต้องคอยส่งเสริมกำลังใจให้สมาชิกทั้งหมดสามารถยืนหยัดขึ้นมา จนสามารถเป็นผู้นำที่ดี หัวหน้าที่ดี  แต่ถ้าเอาแต่ด่าว่าเพียงอย่างเดียว แสดงว่าเป็นหัวหน้าที่ไม่ดี สมาชิกทุกคนย่อมหนีหายไปหมดแน่นอน

ส่วนเรื่องการบัญชาการ หมายความว่า ธรรมที่แท้จริงนั้น กล่าวได้ว่าเป็นการศึกษาของนายพลผู้ยิ่งใหญ่  ดังนั้น พวกเราซึ่งเป็นผู้ศึกษาธรรม หรือได้รับคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะนั้น ก็เปรียบได้กับการศึกษาและค้นคว้าเพื่อให้เป็นนายพลผู้ยิ่งใหญ่  การศึกษาและต่อสู้ทั้งหมดก็เพื่อเป็นนายพลแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาล พร้อมกันนั้น ก็เป็นการศึกษาเพื่อปฏิวัติชีวิตมนุษย์ เพื่อให้สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  เพราะฉะนั้น ถ้าเราบัญชาการในลักษณะที่ไม่มีความศรัทธาเป็นหลักแล้ว นโยบายหรือจุดมุ่งหมายต่าง ๆ ย่อมไม่สามารถสร้างคุณค่าได้  กลับเป็นเพียงแค่การหมุนที่ว่างเปล่า ทำให้สมาชิกเหนื่อยเปล่า    แต่ถ้ายึดถือธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ปฏิบัติตามคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะแล้ว ก็จะเป็นการบัญชาการที่สร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย สมาชิกทั้งหลายก็สามารถมีกำลังใจต่อสู้ร่วมกันเพื่อการเผยแผ่ธรรม

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินงานของระบบการสามารถมีชัยชนะหรือประสบความล้มเหลวพ่ายแพ้ ก็อยู่ที่ความศรัทธาของหัวหน้า ดังนั้น จะต้องบัญชาการให้ดีเพื่อให้สมาชิกทั้งหลายปฏิบัติศรัทธาด้วยความดีอกดีใจ ต่อสู้ด้วยความสบายใจ จัดประชุมด้วยความร่าเริง ได้รับคำชี้นำด้วยความปีติยินดี ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างแน่นอน    นี่คือการศึกษาของนายพลผู้ยิ่งใหญ่แห่งพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน P

 

 

วันที่ 18 เมษายน

            นโยบายที่ดำเนินการแล้ว อย่าได้เปลี่ยนแปลง ถ้ามีสถานการณ์ที่ทำให้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง      ก็จำเป็นจะต้องให้ทุกคนเห็นชอบด้วยความดีอกดีใจ นี่คือสาเหตุแห่งความก้าวหน้าไปสู่ชัยชนะ

 

อธิบาย

การกำหนดนโยบายเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของหลายบุคคลด้วยกัน โดยมีการพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วจึงตัดสินใจร่วมกัน  นี่คือวิธีการที่ถูกต้อง ตรงกันข้าม หัวหน้าหรือประธานการประชุมที่ไม่รับฟังข้อเสนอหรือความคิดเห็นของผู้อื่น และตัดสินใจเองตามความคิดหรืออารมณ์ของตนเอง มักจะได้นโยบายที่ไม่รัดกุม แน่นแฟ้น จึงมีปัญหาเกิดขึ้นได้ง่าย  เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ผู้เข้าร่วมการประชุมดำเนินงานจะต้องปรึกษาหารือกันอย่างเต็มที่   จนกระทั่งทุกคนตกลงเห็นชอบด้วยแล้ว จึงกำหนดเป็นนโยบายออกมา

อาจารย์อิเคดะกล่าวว่า นโยบายที่ทุกคนเห็นด้วย ยอมรับ และตัดสินใจร่วมกันนั้น กล่าวได้ว่าเป็นเสมือนกฎหมาย เพราะฉะนั้น ถ้ามีบุคคลที่ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับนโยบายที่ตัดสินใจไปแล้วในภายหลัง และทำให้แตกความสามัคคี ก็เหมือนกับผู้ที่กระทำตัวเป็นศัตรู (เช่นเดียวกับหัวหน้าที่ตัดสินใจเองโดยไม่ฟังใคร)

โดยหลักแล้ว นโยบายที่สมาคมพิจารณาและกำหนดออกไปแล้วจึงไม่ควรจะเปลี่ยนแปลง แต่ในทางปฏิบัติ ก็อาจจะมีเรื่องที่คาดคิดไม่ถึงเกิดขึ้น เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ พายุไต้ฝุ่น ปัญหาเกี่ยวกับบ้านเมือง แขกคนสำคัญไม่สามารถมาได้ ฯลฯ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้ไม่สามารถจัดประชุม ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ก็จะต้องประกาศและอธิบายแก่ผู้เข้าร่วมทั้งหมดให้เข้าใจโดยทั่วกัน หรือแจ้งให้ผู้จัดเตรียมสถานที่เข้าใจ มีความเห็นชอบด้วยความดีอกดีใจ โดยไม่ให้เกิดอคติจิต หรือเกิดความสงสัย หรือเกิดความโมโหต่อกัน หรือวิพากษ์วิจารณ์กรรมการสมาคมโดยขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นอันขาด นี่คือเรื่องที่มีความสำคัญมาก  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนโยบายใหญ่หรือเล็ก หรือยกเลิกการประชุมใหญ่หรือการประชุมเล็ก ๆ ของกลุ่มย่อยสัก 2-3 คนก็ตาม ก็จะต้องปฏิบัติบนพื้นฐานของเจตนารมณ์เช่นนี้

จึงอาจกล่าวได้ว่า ภายในระบบการจะมีความสามัคคีกันได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการติดต่อประสานงานที่เรียบร้อยดีหรือไม่ และสาเหตุที่ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายนั้นจะต้องไม่ใช่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจตามอารมณ์ของหัวหน้าเอง เพราะหากเป็นเช่นนี้แล้ว สมาชิกทั้งหลายจะไม่ให้ความไว้วางใจ ย่อมส่งผลให้ไม่สามารถมีความสามัคคีในระบบการ และทำให้ระบบการไม่เจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม แม้ว่าจะมีสถานการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น นโยบายที่ปฏิบัติไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบาย ซึ่งในเวลานั้น หัวหน้าได้พยายามชี้แจง อธิบาย และให้เหตุผลทั้งหลายทั้งปวงแก่ผู้เข้าร่วมอย่างเต็มที่    ทำให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าใจและยอมรับได้แล้ว  แต่ก็ยังมีคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับฟังคำชี้แจงของหัวหน้า ต่อว่า ดูถูก หรือวิจารณ์กรรมการสมาคมก็มี ก็ถือว่าบุคคลผู้นั้นกระทำไม่ถูกต้อง เพราะเป็นความคิด อารมณ์ของเขาเองเพียงคนเดียว โดยไม่ได้คิดและมองให้กว้างไกล ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของคณะกรรมการ แต่คิดพิจารณาและมองดูจากสภาพชีวิตที่คับแคบ บุคคลเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นผู้สร้างให้เกิดการแตกความสามัคคี จึงเรียกได้ว่าเป็นศัตรูนั่นเอง P

 

 

วันที่ 17 เมษายน

            จงทำให้คุณสมบัติพิเศษของตนเกิดประโยชน์ จงทำให้บุคลิกลักษณะของตนเองเกิดประโยชน์ และขอให้ก้าวหน้าไปด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง เส้นทางของตนในที่นี้จะไม่มีความกังวล ไม่มีการดูหมิ่นตนเอง นี่คือ “ความศรัทธาสะท้อนออกมาในตัวของเรา” นั่นเอง

 

อธิบาย

มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน แม้จะเกิดมาจากพ่อแม่เดียวกัน แต่พี่น้องแต่ละคนต่างก็มีหน้าตาที่ต่างกัน ความรู้ไม่เหมือนกัน ร่างกายไม่เหมือนกัน สุขภาพไม่เหมือนกัน ญาติพี่น้องไม่เหมือนกัน คุณสมบัติพิเศษของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ยิ่งกว่านั้น ภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้ก็ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ชะตากรรมในชีวิตของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน  เพราะฉะนั้น ในความคิดของคนทั่วไปในสังคม บางคนก็จะรู้สึกผิดหวังในตัวเองมาก เช่น ผิดหวังที่หน้าตาของตนไม่สวย  ผิดหวังที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง หรือพยายามทำงาน แต่ฐานะการเงินก็ไม่ดีขึ้น ในทางกลับกัน บางคนเกิดมาหน้าตารูปร่างดี ได้เป็นนางงาม ได้เป็นดาราภาพยนตร์ หรือร่างกายแข็งแรง สามารถเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียง หรือมีความรู้สูง ได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต่างๆ เหล่านี้ก็เพราะมีชะตากรรมที่แตกต่างกัน  จึงกล่าวได้ว่า โลกของสังคม คือโลกของความแตกต่างกัน

ก่อนที่พวกเราจะนับถือศรัทธาต่อโงะฮนซน ก็มีการดำเนินชีวิตแบบสังคม มีความทุกข์ มีความดีใจ คิดนั่นคิดนี่ ซึ่งสภาพชีวิตวนเวียนอยู่ใน 4 โลกชั่วหรือ 6 โลกแรก  แต่คำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินสอนถึงเรื่อง “ซากุระ บ๊วย ท้อ สาลี่”  กล่าวคือ ต้นไม้หรือดอกไม้ต่าง ๆ ก็มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างกันไป เช่น ดอกมะลิ ก็มีกลิ่นหอม มีสีสัน มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนเฉพาะตัว ดอกกุหลาบ ดอกบัว หรือดอกไม้อื่น ๆ ก็ล้วนมีคุณลักษณะ กลิ่น สีสัน ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ไม่มีวันที่ดอกมะลิจะเป็นเหมือนดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบก็ไม่มีทางเป็นดอกบัวได้

มนุษย์เราก็เช่นกัน เมื่อแต่ละคนแสดงคุณสมบัติพิเศษหรือบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของตนอย่างเต็มที่ ดังเช่นที่ดอกไม้แต่ละชนิดแต่ละดอกเบ่งบานและส่งกลิ่นหอมตามลักษณะของชนิดนั้นๆ ให้ปรากฏออกมาอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะสามารถมีความพึงพอใจและมีความสุขได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมือนดอกอื่น  นี่คือความหมายที่อาจารย์บอกว่า “จงทำให้คุณสมบัติพิเศษของตนเกิดประโยชน์ จงทำให้บุคลิกลักษณะของตนเองเกิดประโยชน์”  ดังนั้น อย่าคิดว่า คนนั้นดีอย่างนั้น คนนี้อย่างนี้ ตัวเราไม่มีอะไรดีเป็นอันขาด เพราะแม้แต่ต้นหญ้าต้นไม้ หรือดอกไม้ริมทาง ก็มีหน้าที่และมีประโยชน์อยู่ในตัวเอง กล่าวคือ สรรพสิ่งในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ไร้ค่า หรือไม่มีหน้าที่

ยุวชนก็เช่นกัน แต่ละคนมีฐานะความเป็นอยู่ไม่เหมือนกัน บางคนยากจน บางคนร่ำรวย บางคนไม่มีคุณพ่อ บางคนไม่มีคุณแม่ อาชีพการงานไม่เหมือนกัน  บางคนมีเงินเดือนสูง บางคนทำงานจนไม่มีเวลาว่าง บางคนทำงานสบาย ๆ นั่งอยู่ในห้องแอร์ บางคนสุขภาพไม่ดี เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย ๆ  ในขณะที่บางคนแม้จะเปียกฝนก็ไม่เป็นอะไร  หรือบางคนพูดเก่ง ชี้นำเก่ง อธิบายเก่ง บางคนพูดไม่เก่ง ชี้นำไม่เก่ง อธิบายไม่เก่ง บางคนสวดมนต์เก่ง บางคนศึกษาธรรมเก่ง บางคนเยี่ยมสมาชิกเก่ง  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ศักยภาพ คุณสมบัติ ความสามารถ และบุคลิกลักษณะ ฯลฯ ที่แตกต่างกันของแต่ละคนที่ซ่อนอยู่ภายในตัวนั้น ทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้เกิดประโยชน์ต่อความศรัทธาได้  บางคนนิสัยขี้ขลาด เป็นทหารไม่ได้ ข้อเสียก็คือ ไม่อยากจะพบหัวหน้า กลัวหัวหน้าต่อว่า แต่ข้อดีก็คือ ทำงานหรือวางแผนได้รัดกุมรอบคอบ เพราะนิสัยขี้ขลาดก็จะทำด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ ถี่ถ้วน  ส่วนคนกล้าหาญ ข้อดีก็คือ ทำงานได้เก่ง สู้งาน ไม่กลัวอะไร ทำให้ระบบการก้าวหน้าได้มาก แต่ข้อเสียก็คือไม่เอาใจใส่พื้นฐานว่าเป็นอย่างไร เช่น ระบบการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ถ้าสมาชิกไม่มีความเข้าใจธรรมอย่างดี เรียนธรรมน้อย ไม่เข้าใจปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น ก็จะเกิดความสงสัยและถอยศรัทธาไปได้อย่างง่ายดาย

สรุปว่า คุณสมบัติ บุคลิกลักษณะ ความสามารถ ต่าง ๆ เหล่านี้ มีพร้อมข้อดีและข้อเสีย นี่คือธาตุของชีวิตมนุษย์  เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีโงะฮนซนเป็นหลัก มีความศรัทธาที่เข้มแข็งแล้ว ก็จะสามารถกำจัดสิ่งที่ไม่ดี และก่อกำเนิดสิ่งที่ดีขึ้นมา ทำให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้ นี่คือความหมายของ “ความศรัทธาสะท้อนออกมาในตัวของเรา” นั่นเอง P

 

 

วันที่ 16 เมษายน

            ขอให้มั่นใจในคำกล่าวของอาจารย์โทดะที่ว่า ยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว จากนั้น ก็มี 2 คน 3 คนก็จะลุกขึ้นยืนอย่างแน่นอน และขอให้ก้าวหน้าอย่างกล้าหาญเพื่อก่อสร้างยุคสมัยใหม่

 

อธิบาย

คำกล่าวของอาจารย์โทดะนี้เป็นเจตนารมณ์ของสมาคม และเป็นเจตนารมณ์ของผู้นำฝ่ายยุวชน  ดังนั้น จึงเป็นคำชี้นำที่สำคัญมาก และกล่าวได้ว่า นี่คือพื้นฐานสำหรับการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ และเป็นพื้นฐานของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกด้วย  เพราะฉะนั้น ยุวชนจึงควรจะต้องยึดถือคำชี้นำนี้ไว้ตลอดไปไม่ลืมแม้แต่วันเดียว

ความหมายของคำกล่าวของอาจารย์โทดะในที่นี้ สิ่งสำคัญก็คือ การยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวของผู้นำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังเช่น พระศากยมุนีพุทธที่เริ่มเทศนาธรรมแต่เพียงผู้เดียว และปัจจุบัน พุทธศาสนาได้แผ่ขยายไปสู่ทั่วโลก     พระนิชิเร็นไดโชนินก็เช่นกัน ท่านประกาศก่อตั้งคำสอนและเผยแผ่นัมเมียวโฮเร็งเงคียวและเริ่มเผยแผ่ธรรมโดยยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว สมาคมโซคาในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นจากการที่อาจารย์มาคิงุจิยืนหยัดขึ้นมาและเริ่มการเผยแผ่ธรรม ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อาจารย์โทดะก็เริ่มต้นเผยแผ่ธรรมแต่เพียงผู้เดียว จนปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ในทั่วโลกถึง 90 ประเทศ มีสมาชิก 10 ล้านคน

เพราะฉะนั้น การยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวจึงกล่าวได้ว่าเป็นหลักเหตุผลของการเผยแผ่ธรรม การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ การปฏิวัติครอบครัว และการปฏิวัติอารยธรรมที่ 3 ก็ว่าได้

ตัวอย่างเช่น ในครอบครัวของเรา แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่ และพี่น้องคนอื่น ๆ จะไม่ปฏิบัติศรัทธา แต่ยุวชนชายหรือยุวชนหญิง คนใดคนหนึ่งยึดถือโงะฮนซน และพยายามอธิษฐานต่อโงะฮนซนอยู่อย่างสม่ำเสมอว่า ขอให้ครอบครัวของเราทุกคนมาปฏิบัติศรัทธาและมีความสุข โดยเจ้าตัวพยายามขยันขันแข็งปฏิบัติศรัทธาโดยไม่ย่อท้อ  แม้จะต้องใช้เวลานานเพียงใด ในที่สุด ก็จะสามารถเผยแผ่ธรรมในครอบครัวได้สำเร็จ

ในระบบการ แม้ว่าหัวหน้าตำบล หรือหัวหน้าหมู่ หรือหัวหน้าหน่วยจะศรัทธาเฉื่อยชา ไม่ออกมาเคลื่อนไหว จึงไม่มีสมาชิกออกมาร่วมประชุม  แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกธรรมดาก็ดี หัวหน้าหน่วยก็ดี หัวหน้าหมู่ก็ดี หรือหัวหน้าตำบลก็ดี มีความตั้งใจและยืนหยัดขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า ในเมื่อทุกคนในตำบลท้อถอยเฉื่อยชาเช่นนี้ ตัวเราเองจะตั้งใจทำให้ตำบลของเราดีขึ้น เข้มแข็งมากขึ้นให้ได้ และพยายามอธิบายให้กับสมาชิกทั้งหลายด้วยความจริงใจ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นแต่เพียงผู้เดียวแล้ว แน่นอนทีเดียวว่า ระบบการของตำบลนี้ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ค่อย ๆ เจริญเติบโตมากขึ้น ค่อย ๆ ก้าวหน้าขึ้นได้ เปรียบได้กับคนจมน้ำ เมื่อมีคนช่วยขึ้นมาจากน้ำแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่หายใจ ถ้ามีคนพยายามช่วยผายปอดให้ หัวใจเต้นได้ เมื่อหัวใจเต้นได้ ก็เริ่มทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ ในที่สุด คนผู้นั้นก็จะสามารถฟื้นขึ้นมา และแข็งได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้อยู่ที่หัวใจเป็นหลักนั่นเอง

ดังนั้น ก่อนที่จะบ่นว่าครอบครัวของเราไม่ดี ตำบลของเราไม่ดี บริษัทของเราไม่ดี เพื่อนของเราไม่ดี สมาชิกคนนั้นคนนี้ไม่ดี หัวหน้าคนนั้นคนนี้ไม่ดี ลูกไม่ดี ญาติพี่น้องไม่ดี การบ่นต่าง ๆ นานาย่อมไม่เกิดประโยชน์  สิ่งสำคัญก็คือ การยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวด้วยความสำนึกในภาระหน้าที่ของตนเอง และปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเองด้วยความกล้าหาญ  การบ่นหรือการพูดซ้ำพูดซากไม่สามารถสร้างคุณค่าใด ๆ ที่ยิ่งน่ากลัวก็คือ การบ่นทำให้บุญวาสนาหมดไป เพราะฉะนั้น สวดมนต์ดีกว่าบ่น ตั้งใจปฏิบัติดีกว่าบ่น ต่อสู้อุปสรรคดีกว่าบ่น ท้าทายกับปัญหาดีกว่าบ่น

ยุวชนทุกคนที่เกิดมาในชาตินี้ ย่อมมีภาระหน้าที่ของตนเอง ดังนั้น จะต้องมีความหวังในอนาคต และทำให้ภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้บรรลุผลสำเร็จ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก ถ้ายุวชนทุกคนยืนหยัดขึ้นมาในครอบครัว ในระบบการ และในที่ทำงานแล้ว แม้ว่าทุกคนจะยังไม่สมบูรณ์แบบ ก็อย่าคิดว่าจะอาศัยคนนั้นคนนี้ หรืออ้างเหตุผลนั่นนี่ หรือโทษสิ่งแวดล้อม ขอให้หนึ่งขณะจิตยืนหยัดด้วยความเข้มแข็ง ก็จะสามารถทำให้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างแก้ไขไปได้ อย่าคิดหวังพึ่งผู้อื่น หรือเมื่อให้ความช่วยเหลือก็อย่าหวังผลตอบแทนให้ผู้อื่นช่วยเหลือกลับ  นี่คือการยืนหยัดต่อสู้ด้วยตนเอง P

 

 

วันที่ 15 เมษายน

            จงอย่าเอาแต่กลุ้มใจเองตามลำพังเป็นอันขาด ขอให้ปรึกษาปัญหาต่างๆ เหล่านั้นกับเพื่อนที่ดีหรือสมาชิกรุ่นผู้อาวุโสที่ดี

 

อธิบาย

พวกเรามนุษย์ปุถุชนนั้น ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่มักจะคิดอยู่ในวงแคบ ๆ เฉพาะที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น ไม่มองไปข้างหน้า ไม่สามารถหาวิธีแก้ไขที่ดีได้  จึงทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ก็เพราะ สภาพชีวิตของเราอยู่ใน 4 โลกชั่ว คือ โลกนรก โลกเปรต โลกเดรัจฉาน โลกอสูรเป็นหลัก ซึ่งในสภาพชีวิตเหล่านี้ แม้จะพยายามคิดหาวิธีแก้ไข ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ ยิ่งกว่านั้น เวลาที่คนเรากลุ้มใจ พลังชีวิตก็จะอ่อนแอ ไม่มีชีวิตชีวา ความนึกคิดต่าง ๆ ก็ไม่อาจคิดในด้านที่ดี มีแต่ความรู้สึกสิ้นหวัง หมดกำลังใจ คิดว่าคงหมดหนทางแก้ไข ในที่สุด ก็ยอมแพ้ต่ออุปสรรค แม้ว่าเราจะยังมีการสวดมนต์อยู่ก็ตาม แต่ถ้าไม่ได้ขอคำปรึกษาปัญหาโดยตรง ไม่ได้รับชี้นำจากผู้อาวุโสที่ดีแล้ว ย่อมไม่สามารถหาวิธีแก้ไขที่ถูกต้องได้ ดังเช่นคนที่เดินทางหาบ้าน และเดินวนอยู่บนถนนที่คดเคี้ยววกวน คนที่อยู่สูงย่อมมองเห็นหนทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้ดีกว่าคนที่เดินวนหลงทางอยู่ในนั้น

ดังนั้น ถ้าเราเอาแต่นั่งกลัดกลุ้มใจกับปัญหาของตัวเอง ก็ไม่มีโอกาสได้รู้ว่า ลักษณะของความศรัทธาที่แท้จริงจะต้องเป็นเช่นไร จริงอยู่ว่า พวกเราทุกคนรู้ว่า เมื่อเราสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว ความปรารถนาก็สมหวังได้ทุกประการ เปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้ แต่ความรู้ความเข้าใจนี้ก็ยังเป็นเพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น แต่พอมีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดขึ้น ก็คิดไม่ออกว่าจะแก้ไขอย่างไรดี บางคนถึงกับสงสัยอานุภาพของโงะฮนซน แล้วก็ถอยศรัทธาไป หรือบางคนลืมนึกถึงโงะฮนซน กลับไปหาวิธีการต่าง ๆ ของสังคมที่คิดว่าจะแก้ไขได้ จนไม่เอาใจใส่ต่อโงะฮนซน หรือบางคนคิดว่า โงะฮนซนมีอานุภาพมากมายก็จริง แต่สำหรับปัญหานี้คงจะแก้ไขไม่ได้ ช่วยไม่ได้ ซึ่งเป็นการด่วนตัดสินพลังของโงะฮนซน แล้วก็รู้สึกท้อแท้ หมดหวัง หมดกำลังใจ  เช่น เมื่อพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็ง และหมอบอกว่าจะอยู่ได้อีกแค่ 3 เดือน ก็เชื่อตามคำพูดของหมอ ไม่เชื่อว่าโงะฮนซนจะมีอานุภาพช่วยให้หายได้ จึงหมดกำลังใจ ละทิ้งความหวัง เป็นต้น

พระนิชิเร็นไดโชนินจึงเทศนาไว้ว่า นิสัยของมนุษย์ปุถุชนคนโง่นั้น เมื่อถึงเวลาที่สำคัญ ก็มักจะลืมโงะฮนซน  หมายความว่า ขณะที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราจะมีความมั่นใจว่า โงะฮนซนศักดิ์สิทธิ์ หรือได้ยินได้ฟังจากหัวหน้าทั้งหลายว่า พวกเราได้สร้างบุญวาสนาต่าง ๆ นานา แต่พอมีอุปสรรค 3 มาร 4 มีปัญหาเกิดขึ้น ก็มักจะลืมโงะฮนซนไปทันที และวุ่นวายวิ่งหาวิธีการนั่นนี่ ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยหรือสันดานนิสัยของมนุษย์ปุถุชนคนโง่  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “อย่าเอาแต่กลุ้มใจเองตามลำพังเป็นอันขาด”

ผู้อาวุโสทั้งหลายได้พบเห็นประสบการณ์ต่าง ๆ นานามาอย่างมากมาย อีกทั้งสภาพชีวิตไม่ได้ตกอยู่หนทางแห่งอบายภูมิ 3 หรืออบายภูมิ 4 แต่มีสภาพชีวิตอยู่ในโลกโพธิสัตว์ ดังนั้น หากได้พูดคุยปรึกษาขอคำชี้นำจากผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์มากมายแล้ว ย่อมให้คำชี้นำ แนะนำวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องให้ได้  พร้อมกับสามารถชี้นำถึงลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้องแก่เราได้ เมื่อได้รับคำชี้นำจากหัวหน้าหรือผู้อาวุโสแล้ว เราก็จะมีความศรัทธาที่ถูกต้อง มีพลังชีวิตเข้มแข็งมากขึ้น มีจิตใจต่อสู้ท้าทายกับอุปสรรค 3 มาร 4 ชะตากรรม หรือปัญหาต่าง ๆ ได้  เมื่อมีหนึ่งขณะจิตที่กล้าหาญและเข้มแข็งเช่นนี้แล้ว เวลาที่สวดมนต์ต่อโงะฮนซน สภาพชีวิตก็ไม่อยู่ใน 4 โลกชั่ว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าปัญหาเล็กหรือใหญ่ก็จะแก้ไขลุล่วงให้มีชัยชนะได้อย่างแน่นอน P

 

 

วันที่ 14 เมษายน

จงอ่านเป็นอย่างดี เขียนเป็นอย่างดี มีโวหารดี ซึ่งเป็นพลังขับดันที่ยิ่งใหญ่ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า

 

อธิบาย

อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า “ยุวชนจำเป็นจะต้องหาเวลาอ่านหนังสือและไตร่ตรองศึกษาให้ดี” เพราะว่า ในวัยหนุ่มสาว สมองยังปลอดโปร่ง  สามารถซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้หมด  เมื่ออายุมากขึ้น สมองไม่สามารถรับรู้ได้มากเท่าวัยยุวชน และไม่สามารถมีปัญญาที่ดีเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ อาจารย์โทดะและอาจารย์อิเคดะจึงบอกว่า ในสมัยยุวชน จะต้องพยายามอ่านหนังสือที่มีชื่อเสียง และอ่านหนังสือให้มาก เช่น ประวัติศาสตร์ของประเทศ ประวัติบุคคลสำคัญ หนังสือที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก และอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบรรณาธิการของหนังสือเป็นส่วนที่สำคัญมาก

การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะช่วงอายุ 80 ปีของมนุษย์ หรืออย่างมากอาจจะนาน 100 ปี นับเป็นเวลาที่สั้นนัก ไม่สามารถเรียนรู้หรือมีประสบการณ์มากมาย แต่การอ่านหนังสือสัก 2-3 วันหรือ 1 สัปดาห์ทำให้เราสามารถรู้รายละเอียดเรื่องราวของประเทศต่าง ๆ ประวัติชั่วชีวิตของบุคคลสำคัญ ๆ ของโลกได้  ด้วยเหตุนี้ ถ้ายิ่งอ่านมาก ก็ยิ่งมีความรู้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นทรัพย์สมบัติของตนเอง  อาจารย์จึงชี้นำว่า จงเอาใจใส่ในสิ่งที่อาจจะไม่จำเป็นในปัจจุบัน และพยายามทำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันอาจจะยังไม่ได้นำมาใช้ แต่อนาคตย่อมจะได้ใช้อย่างแน่นอน  ซึ่งคนทั่วไป เมื่อเห็นว่าสิ่งนี้ยังไม่ต้องใช้ ก็จะไม่พยายามทำ และละทิ้งหรือเมินเฉยไป โดยไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ  ดังนั้น แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่ต้องใช้ ก็ขอให้พยายามทำเพื่อวันข้างหน้าในอนาคต นี่คือความสำคัญของ “การอ่าน”

สำหรับ “การเขียน” ก็คือ ผู้นำที่พูดเก่ง จะต้องเขียนได้เก่งด้วย  เพราะแม้ว่าคำพูดจะมีคุณค่ามาก แต่ไม่สามารถเป็นหลักฐาน การพูดอาจพูดได้ต่าง ๆ นานา หลายแบบหลายวิธี และอาจมีคำกล่าวอ้างได้อย่างกว้างขวาง  แต่คำพูดก็ยังไม่สามารถแน่ชัดได้ แต่การเขียนเป็นการรวบรวมคำพูดที่อยากจะพูดจากปัญญาของเรา คนที่เขียนได้เก่งแสดงว่าพูดเก่ง อ่านเก่ง เพราะจะสามารถกำหนดประเด็นสำคัญ และคัดเลือกสิ่งที่ต้องการมาเขียนให้ปรากฏชัดเป็นหลักฐานได้  การเขียนจึงเป็นการฝึกซ้อมสมอง ฝึกซ้อมการรวบรวมปัญญาต่าง ๆ  การรวบรวม เรียบเรียงให้เรียบร้อย ก็คือ “การเขียน” นั่นเอง  ดังนั้น ผู้นำจึงจำเป็นจะต้องเขียนอย่างดี  ซึ่งการเขียนจะต้องบรรจุชีวิตจิตใจของผู้เขียนไว้ในนั้น ไม่ใช่เขียนอะไรก็ได้ส่งเดช ดังภาษิตจีนโบราณที่ว่า      “การเขียนเป็นตัวตนของบุคคล” หมายความว่า การเขียนหนังสือจะเปิดเผยบุคลิกลักษณะของบุคคลผู้นั้นออกมา และเมื่ออ่านงานเขียนของเขาแล้ว ก็จะสามารถรู้ได้ว่าเป็นอริยบุคคล ผู้ฉลาด หรือคนโง่เขลา โอ้อวด

ส่วน “โวหาร” ก็เป็นข้อแม้สำคัญอีกประการหนึ่งของการเป็นผู้นำ ซึ่งผู้นำควรจะมีโวหารที่ดี เพราะจะสามารถสื่อความคิดเห็น ความนึกคิด และสิ่งที่ผู้นั้นยึดมั่นให้มีอิทธิพลต่อผู้อื่นได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า โวหารก่อให้เกิดลักษณะท่าทางที่ทำให้ประชาชนทั้งหลายไว้วางใจต่อผู้นั้น  แม้ว่าจะเป็นผู้นำ แต่ถ้าโวหารไม่ดี น้ำเสียงไม่มีชีวิตชีวา คำพูดไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง คนทั่วไปเมื่อรับฟังแล้วย่อมรู้สึกหมดหวัง ไม่อาจมอบความไว้วางใจแก่บุคคลผู้นั้นได้

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ในธรรมนิพนธ์ว่า “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเปรียบดังเสียงคำรามของราชสีห์” กล่าวคือ พวกเราจะต้องประกาศก้องว่า โงะฮนซนเป็นสิ่งสักการบูชาอันดับหนึ่งที่ดีที่สุด พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินและสัทธรรมปุณฑริกสูตรคือคำสอนที่ดีที่สุดอันดับหนึ่ง  เสียงสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเป็นการแสดงปรากฏโลกพุทธออกมา จึงไม่ต้องเกรงกลัวต่อสิ่งใดแม้แต่น้อย ดังเช่นเสียงคำรามของราชสีห์ที่สัตว์ทั้งหลายต้องสยบให้ ซึ่งพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินทำให้นิกายอื่นต้องเงียบเสียงไป

ดังนั้น การอ่าน การเขียน และโวหาร ทั้ง 3 สิ่งนี้คือข้อแม้หรือคุณสมบัติของผู้นำ ถ้าพวกเราสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว ก็จะกลายเป็นพลังขับดันให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน

สำหรับพวกเราแล้ว “การอ่าน” ก็คืออ่านธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน “การเขียน” ก็คือเขียนจดหมายส่งเสริมกำลังใจสมาชิกในความดูแล ชี้นำส่วนตัวหรือให้กำลังใจ และ “โวหาร” ก็คือ การกล่าวคำปราศรัย คำชี้นำให้ทุกคนมีความเชื่อศรัทธาต่อโงะฮนซนเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นด้วยความกล้าหาญ ให้กำลังใจและความหวังต่ออนาคต ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค 3 มาร 4 หรือชะตากรรม ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่โวหารของผู้นำนั่นเอง  P

 

 

วันที่ 13 เมษายน

ขอให้รับมือกับประสบการณ์โดยสงบ และคาดการณ์ในอนาคต นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะก่อสร้างยุคสมัยใหม่

 

อธิบาย

ในการปฏิบัติศรัทธาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน พื้นฐานสำคัญก็คือความศรัทธาและการปฏิบัติ ไม่ใช่มีแต่การศึกษาธรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะแม้ว่าจะศึกษาธรรมมากมายจนเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ก็ยังเป็นเพียงแค่ทฤษฎี ซึ่งเป็นแค่ความนึกคิดหรือความจำเท่านั้น ถ้าเพียงเท่านี้ก็สามารถบรรลุพุทธภาวะได้แล้ว มนุษย์เราย่อมไม่สามารถเทียบกับคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยความจำมากมายกว่ามนุษย์หลายล้านเท่าอย่างแน่นอน

แม้ว่าการศึกษาธรรมจะมีความสำคัญ แต่การปฏิบัติกลับยิ่งมีความสำคัญมากกว่า เพราะพระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า การปฏิบัติก็คือความศรัทธา ท่านไม่ได้กล่าวว่า การศึกษาก็คือความศรัทธา  ด้วยเหตุนี้ หากพวกเรามีการปฏิบัติเป็นพื้นฐานแล้ว จึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ เช่น สวดมนต์เช้า-เย็น  เข้าร่วมการประชุม เยี่ยมเยียนสมาชิก ขอรับคำชี้นำส่วนตัวจากผู้อาวุโส เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น ก็ไม่ยอมพ่ายแพ้ ไม่เอาแต่นั่งกลุ้มใจ แต่จะต่อสู้จนสามารถเอาชนะผ่านพ้นไปได้  เหล่านี้ก็คือการปฏิบัติ เมื่อมีการปฏิบัติอย่างมากมาย ย่อมได้รับประสบการณ์ที่ต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ดีหรือชั่ว เมื่อวันเวลาผ่านไป ทั้งหมดจะกลายเป็นทรัพย์สมบัติของความศรัทธา  ดังนั้น ยุวชนซึ่งเป็นผู้นำในอนาคตจึงควรจะต้องมีความตั้งใจและยอมรับความยากลำบาก  ซึ่งความทุกข์ ความกลัดกลุ้มใจและการต่อสู้ท้าทายในสมัยยุวชนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะสามารถมีประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ จึงสามารถคาดการณ์ในอนาคตได้  นี่คือบุญวาสนาจากการปฏิบัติศรัทธานั่นเอง

แต่อย่าเข้าใจผิดว่า สมาคมของเราหรือหน้าที่ของหัวหน้าก็คือการสอนธรรมหรือการกล่าวคำชี้นำเป็นหลัก เพราะถ้าเข้าใจเช่นนี้แล้ว แสดงว่า สมาคมหรือหัวหน้าในสมาคมเป็นโรงเรียนสอนธรรม โรงเรียนค้นคว้าธรรม  แต่จุดมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสมาคมก็คือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก  ดังนั้น หากมีแต่การศึกษาค้นคว้า ไม่มีการปฏิบัติ ก็จะมีแต่ความรู้ความเข้าใจ เมื่อไม่มีการปฏิบัติ จึงย่อมไม่มีประสบการณ์อย่างแน่นอน 

พูดถึงการชี้นำนั้น ก็คือชี้ให้เห็นถึงอานุภาพของโงะฮนซน นี่คือหน้าที่ของหัวหน้า ซึ่งจะต้องชี้ให้สมาชิกที่กลุ้มใจหรือมีความทุกข์ยากลำบากเข้าใจถึงอานุภาพของโงะฮนซน นี่คือพื้นฐานในการชี้นำทางด้านธรรมของสมาคม จากนั้น ก็สวดมนต์ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสมาชิก อธิษฐานด้วยกัน เหล่านี้คือหน้าที่ของหัวหน้า การกระทำเช่นนี้เป็นพื้นฐาน จะทำให้พลังอานุภาพของโงะฮนซนสามารถแสดงปรากฏออกมาได้   แต่ถ้ามีแต่การสอนธรรม หรือศึกษาค้นคว้าทฤษฎีธรรมต่าง ๆ ไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ก็จะรู้ว่าอานุภาพของโงะฮนซนแต่ในทฤษฎีเท่านั้น ซึ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด เช่น เมื่อชงกาแฟแก้วหนึ่ง เรารู้ว่า กาแฟนี้มาจากอะไร ชงอย่างไร แต่ไม่ลองดื่มชิมดู ย่อมไม่สามารถรู้รสชาติ ไม่ช่วยให้หายง่วงได้ ไม่ช่วยดับกระหาย

ฉะนั้น สมาคมของเราซึ่งเผยแผ่ธรรมไพศาลจะต้องมีการปฏิบัติเป็นรากฐาน  ไม่ใช่มีแต่การศึกษาค้นคว้าหรือสอนธรรมเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ประสบการณ์จากการปฏิบัติคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะก่อสร้างยุคสมัยใหม่” นี่คือหน้าที่ของพวกเรายุวชน  พร้อมกันนั้น เมื่อยุวชนทำหน้าที่ของตนเองได้สำเร็จลุล่วงแล้ว ก็จะสามารถคาดหวังต่ออนาคตที่พวกเราเป็นผู้นำรุ่นใหม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผู้ที่มีประสบการณ์ ย่อมมีความศรัทธาเข้มแข็ง เมื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ เช่น เศรษฐกิจยากลำบาก หรือมีอุปสรรคมากมายเกิดขึ้น ก็ไม่สงสัยต่อโงะฮนซนเด็ดขาด  ตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ แม้จะเรียนธรรมเก่ง ชี้นำเก่ง ชักชวนแนะนำธรรมเก่ง  แต่พออุปสรรค อุบัติเหตุ หรือชะตากรรมเกิดขึ้น  จิตใจย่อมจะไม่มั่นคง และลืมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องปฏิบัติสวดมนต์อธิษฐานต่อโงะฮนซน เอาแต่คิดหาวิธีการต่าง ๆ นานา ด้วยความคิดแบบสังคมทั่วไป  ในที่สุด ก็จะถอยศรัทธาไป  ดังนั้น จึงควรระมัดระวังเรื่องเหล่านี้ให้ดีด้วย  P

 

 

วันที่ 12 เมษายน

เอาล่ะ ขณะนี้คือฤดูใบไม้ผลิ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติศรัทธาอย่างเต็มที่โดยเปี่ยมด้วยความตั้งใจของยุวชน จงก้าวหน้าไปในจังหวะที่งานเคลื่อนไหวอยู่

 

อธิบาย

พระนิชิคันโชนิน ประมุขสงฆ์ลำดับที่ 26 กล่าวไว้ว่า “สัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นธรรมที่มีชีวิต ธรรมอื่นเป็นธรรมที่ตายแล้ว” หมายความว่า ธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นธรรมที่สามารถช่วยเหลือประชาชนให้ฟื้นคืนมีชีวิตชีวา ส่วนธรรมของนิกายอื่นไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ จึงเรียกว่าธรรมที่ตายแล้วนั่นเองกล่าวได้ว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจึงทำให้ผู้ปฏิบัติศรัทธามีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะมีอายุมาก ก็มีความหนุ่มสาวอยู่เสมอ เพราะในสมัยหนุ่มสาว จะรู้สึกมีความหวังในอนาคตอยู่เสมอ  เช่นเดียวกับพวกเราผู้นับถือศรัทธาในปัจจุบันที่มีความหวังต่ออนาคตอยู่เสมอ

ดังนั้น ลักษณะความศรัทธาที่ไม่มีความหวังต่ออนาคตนั้น อาจพูดได้ว่าเป็นลักษณะที่ผิด ความศรัทธาที่ผิด เพราะไม่มั่นใจต่อโงะฮนซน แม้ว่าจะสวดมนต์ แต่คิดนั่นคิดนี่ ไม่มีความหวัง มีแต่การบ่น   ในทางกลับกัน ผู้ที่ยึดมั่นความศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างมั่นคงแน่วแน่นั้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ลืมสวดมนต์ขอบคุณต่อโงะฮนซนอยู่เสมอ และมั่นใจว่า เรื่องต่าง ๆ จะแก้ไขได้อย่างแน่นอน ซึ่งมีความหวังเต็มเปี่ยม  ดังนั้น เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้น ก็สามารถแก้ไขได้

อนึ่ง เงื่อนไขสำคัญของการปฏิบัติศรัทธา ก็คือ จังหวะเวลา พูดถึงจังหวะเวลานั้นมีหลายอย่าง เช่น จังหวะของนรก จังหวะของเปรต จังหวะของเดรัจฉาน จังหวะของอสูร จังหวะของมนุษย์ จังหวะของเทวะ จังหวะของสาวก จังหวะของสมาธิ จังหวะของโพธิสัตว์ และจังหวะของพระพุทธ ซึ่งในชีวิตของเรามีทั้งหมด 10 จังหวะอยู่ที่ว่าพวกเราจะดำเนินไปในจังหวะอะไร  ถ้าไม่มีการสวดมนต์เช้า-เย็น ก็จะดำเนินตามจังหวะของ 4 โลกชั่ว  ถ้าสวดมนต์ด้วยความขอบคุณต่อโงะฮนซน ก็จะดำเนินตามจังหวะของพระพุทธ ถ้าตั้งใจและดีอกดีใจปฏิบัติธรรม เช่น เยี่ยมเยียนสมาชิก หรือชักชวนแนะนำธรรมให้แก่ผู้อื่น ก็ดำเนินตามจังหวะของโพธิสัตว์ มีความดีอกดีใจศึกษาธรรม และอยากจะเรียนรู้ให้มากขึ้น ก็ดำเนินตามจังหวะของสาวกปัจเจก  ความรู้สึกดีอกดีใจเมื่อได้รับผลบุญจากโงะฮนซนก็คือจังหวะของเทวะ  ความนึกคิดที่มีสามัญสำนึกในอาชีพการงานและครอบครัว ก็คือจังหวะของมนุษย์   ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราจะต้องดำเนินตามจังหวะของโพธิสัตว์และพระพุทธอยู่เสมอ

อาจารย์อิเคดะเคยชี้นำไว้ว่า “พวกเรามีกระแสจิต ขณะที่ชี้แจงสมาชิกหรือชักชวนผู้อื่น หรือสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ตอนนั้น กระแสจิตของเราจะสามารถสื่อถึงสมาชิกหรือโงะฮนซนได้ ถ้าเราไม่มีกระแสจิตติดต่อกันได้แล้ว ไม่ว่าจะชี้แจงอย่างไร อธิบายอย่างไร สวดมนต์มากเพียงไร ก็ย่อมไม่เกิดคุณค่า ไม่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างแน่อน ด้วยเหตุนี้ ชีวิตมนุษย์ของเราหากดำเนินไปตามจังหวะของการสวดมนต์แล้ว จะสามารถมีความรุ่งเรืองในอนาคต และมีชัยชนะในสังคมได้อย่างแน่นอน  P

 

 

วันที่ 11 เมษายน

ขอให้แผ่ขยายรากในสังคมของตน ขอให้สร้างความรุ่งเรืองให้แก่สังคมของตน ขอให้มีชัยชนะในสังคมของตน นี่คือการต่อสู้ที่แท้จริง

 

อธิบาย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “เจตนาที่แท้จริงในการเกิดมาของพระศากยมุนีพุทธผู้เป็นศาสดานั้น ก็เพื่อการกระทำของมนุษย์นั่นเอง” พุทธธรรมเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ อธิบายชีวิตมนุษย์ ซึ่งเป็นธรรมที่แท้จริง แต่ไม่มีมนุษย์คนไหนมีแต่ตัวเองคนเดียว เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จะต้องมีครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อน ๆ  จึงกล่าวได้ว่า มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงจากสังคม  ถ้ามนุษย์ไม่สามารถแยกออกจากสังคมแล้ว ธรรมที่แท้จริงก็จะต้องมีส่วนร่วมอยู่ในสังคมด้วยเช่นกัน   ศาสนาที่หลีกหนีจากสังคม ไม่ข้องเกี่ยวกับสังคม จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นศาสนาของมนุษย์  ดังนั้น ศาสนาที่แท้จริง หรือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงจึงต้องดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน และมีอิทธิพลต่อศีลธรรม วัฒนธรรม ความนึกคิด และทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ซึ่งอาจเปรียบเทียบความสัมพันธ์ได้ว่า ศาสนาหรือธรรมคือพื้นดิน และบนพื้นดินก็มีต้นหญ้า ต้นไม้ อาคารต่าง ๆ งอกงามหรือตั้งอยู่

ฉะนั้น พวกเราผู้ยึดถือปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซน ถ้ามีแต่สวดมนต์อธิษฐานเพื่อตนเองแล้ว การปฏิบัติศรัทธาของเราก็จะไม่มีความหมาย เพราะเป็นบุคคลที่เห็นแก่ตัวนั่นเอง  แต่สำหรับผู้นำที่แท้จริงแล้ว จะต้องมีความศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต กล่าวคือ นอกจากการปฏิบัติศรัทธาเพื่อตนเองแล้ว ยังจะต้องมีการอธิษฐานเพื่อผู้อื่น อาทิ ครอบครัว เพื่อนสมาชิก ชุมชน ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลเพื่อให้ทั่วโลกเกิดสันติภาพที่แท้จริง  นี่จึงจะเป็นลักษณะของการศรัทธาที่แท้จริง  เมื่อพวกเรายึดมั่นความศรัทธาที่แท้จริงเช่นนี้ ในที่สุด ปัญหาของตนเองก็สามารถคลี่คลายได้อย่างแน่นอน 

ดังนั้น ศาสนาที่ไม่แผ่ขยายในสังคม ไม่สร้างความรุ่งเรืองแก่สังคม จึงไม่ใช่ศาสนาที่ถูกต้อง เพราะเป็นศาสนาที่หลีกหนีจากสังคม ไม่สนใจสังคม จึงเป็นศาสนาเพื่อการดำรงอยู่ของศาสนาเท่านั้น  แต่พวกเราผู้ปฏิบัติศรัทธาจะต้องไม่เป็นเช่นนี้ พวกเราเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินและอาจารย์อิเคดะ ในขณะเดียวกัน พวกเราก็เป็นคนของสังคม ดังนั้น รากฐานสำคัญก็คือ จะต้องพยายามแสดงข้อพิสูจน์อานุภาพของโงะฮนซนให้ปรากฏเป็นจริงในสังคม นี่คือหน้าที่ของพวกเราผู้เป็นศิษย์

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้มีชัยชนะในสังคมของตน นี่คือการต่อสู้ที่แท้จริง” กล่าวคือ ในการปฏิบัติศรัทธา แม้ว่าจะเก่งเพียงใด กล้าหาญเพียงใด และขยันขันแข็งเพียงใด แต่เมื่ออยู่ในบริษัทก็เกียจคร้าน โกหก ชอบนอนหลับ จนไม่เป็นที่ไว้วางใจของผู้คนทั้งหลายแล้ว แม้จะเก่งธรรมมากเพียงใด ก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์ เพราะพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นไม่สร้างความรุ่งเรืองแก่สังคม แสดงความพ่ายแพ้ให้สังคมรับรู้

อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า “ทรัพย์สมบัติของยุวชนก็คือ ความไว้วางใจเท่านั้น ไม่ใช่เงินทอง หรือตำแหน่งหน้าที่  ดังนั้น เมื่ออยู่ในสถานที่ทำงาน จะต้องทำงานเป็น 3 เท่าของผู้อื่นพร้อมกันนั้นก็มีการปฏิบัติศรัทธาอย่างเต็มที่ ซึ่งทำหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จเรียบร้อย จึงจะเรียกว่าลูกศิษย์ที่แท้จริงของผม  แต่ก็เคยได้ยินว่า มียุวชนบางคนนอนหลับในที่ทำงาน ถูกผู้จัดการตำหนิต่อว่า  รู้สึกเสียใจและเจ็บใจมาก  ซึ่งผมไม่เคยสอนให้กระทำเช่นนี้เลย ยุวชนคนนี้เรียกได้ว่าเป็นผู้สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของสมาคม แม้จะมีตำแหน่งหน้าที่ขั้นสูงในสมาคม ขยันขันแข็งปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมเป็นอย่างดี แต่ก็เป็นบุคคลที่ไว้วางใจไม่ได้เป็นอันขาด เพราะการศรัทธาไม่ได้เท่ากับการดำเนินชีวิตนั่นเอง”

พระนิชิเร็นไดโชนินสั่งสอนว่า “กฎทั้งหลายของสังคมนั้น ไม่มีความขัดแย้งกับลักษณะที่เป็นจริงแต่ประการใด ธรรมคือตัวตนหรือร่างกาย สังคมเป็นเงา ซึ่งแยกจากกันไม่ได้  ถ้าตัวตนเอียง เงาก็เอียงตาม” หมายความว่า ถ้าความศรัทธาของเราเอียง เงาก็เอียงก็ตาม กล่าวคือ ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต นั่นเอง

เพราะฉะนั้น ขณะที่พวกเราเป็นยุวชน จะต้องมีชัยชนะในสังคมให้ได้ การเอาชนะก็หมายถึง สามารถได้รับความไว้วางใจจากสังคม พยายามเอาใจใส่ต่อการงานอาชีพ ทำงานด้วยอดทน ทำงานด้วยปัญญาโดยมีความปรารถนาว่าจะต้องสร้างความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน จนกลายเป็นบุคคลที่จะขาดเสียไม่ได้ เป็นบุคคลที่มีความจำเป็นของที่ทำงาน  นี่คือลักษณะของการมีชัยชนะในสังคม  หากเป็นเช่นนี้แล้ว จึงจะเรียกว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์  แต่ถ้าเป็นตรงกันข้ามแล้ว ก็เรียกว่าลูกศิษย์จอมปลอมก็ว่าได้ P

 

 

วันที่ 10 เมษายน

สำหรับผู้ที่ยึดมั่นในลัทธิต่าง ๆ  หากหวั่นไหวคลอนแคลนเพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกสร้างความหวาดระแวงแล้ว ถือเป็นความอับอายอย่างใหญ่หลวง  นับประสาอะไรกับพวกเราผู้นับถือศรัทธา ย่อมจะต้องเป็นความอับอายที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน

 

อธิบาย

            พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงและบริสุทธิ์ นี่คือความจริง เพราะสมาชิกหนึ่งล้านคนได้แสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว  จึงมีความก้าวหน้าและเติบโตอย่างมากมาย จนอาจจะเป็นที่อิจฉาริษยาของนิกายอื่น ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เกิดความหวาดระแวงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ทั้งนี้ก็เพราะว่า เมื่อพุทธธรรมมีความเจริญก้าวหน้า มารก็ย่อมจะต่อสู้ขัดขวางไม่ยอมให้แผ่ขยายออกไปได้อย่างแน่นอน จึงแทรกซึมเข้าไปในชีวิตของนิกายอื่น เพื่อจ้องทำลายพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน นี่คือหลักเหตุผลของธรรม 

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์มาคิงุจิ นายกสมาคมท่านแรก จึงชี้นำไว้ว่า “ผู้ที่เป็นศัตรูกับคนชั่วหรือผู้ร้ายก็คือผู้นำที่ดี”  และอาจารย์โทดะ นายกสมาคมคนที่ 2 ก็เคยชี้นำไว้ว่า “การได้รับคำชมเชยจากคนโง่ เป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับอริยบุคคล (ผู้ฉลาด)” เพราะฉะนั้น พวกเราในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะ แม้ว่าจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่หวาดระแวง หรือถูกดูถูกเหยียดหยามจากผู้อื่น ก็จะต้องยึดมั่นในความศรัทธา ไม่อ่อนไหวหรือหวั่นไหวแม้แต่น้อยเป็นอันขาด  แต่ถ้าหากยอมแพ้ต่ออุปสรรค 3 มาร 4 และถอยศรัทธาแล้ว เมื่อเวลาจบชีวิตลงในชาตินี้ ก็ไม่มีหน้าไปพบกับพระนิชิเร็นไดโชนิน หรือถ้าได้พบแล้ว ก็ไม่สามารถรายงานเรื่องราวการต่อสู้ในชาตินี้ได้  แสดงว่า บุคคลเหล่านั้นต้องเสียใจในภายหลัง ก็คือ ตกนรกเสียก่อน แล้วจึงจะได้พบกับพระนิชิเร็นไดโชนิน 

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “บุรุษยอมสละชีพเพื่อความอับอาย”  ด้วยเหตุนี้ คณะยุวชน ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเป็นผู้นำในอนาคต จึงไม่ควรจะหวั่นไหวแม้แต่น้อยนั่นเอง  นอกจากนี้ ในสมัยยุวชน จะต้องพยายามค้นคว้าและศึกษาปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นโชนินให้ลึกซึ้ง และนำมาปฏิบัติอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มพูนความศรัทธาให้มากยิ่งขึ้น และเข้มแข็งมั่นคงให้ได้   พร้อมกันนี้ แนวความคิดของเราก็จะต้องยึดเอาธรรมหรือคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะเป็นหลัก ซึ่งกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงความนึกคิดของเราเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับวัยยุวชน

ลัทธิอื่น ๆ ที่มีความยึดมั่นต่าง ๆ เช่น จิตนิยม วัตถุนิยม พวกเขาก็ล้วนพยายามปฏิบัติตามแนวทางโดยไม่ยอมแพ้ต่อการเสียงวิพากษ์วิจารณ์  นับประสาอะไรกับพวกเรา ซึ่งเป็นผู้ที่ยึดถือเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่เรียกว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาล ก็ยิ่งจะต้องไม่ยอมแพ้ต่อตัวเอง ไม่ยอมแพ้มารอย่างเด็ดขาด

ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “แม้เท้าจะถูกตรึงด้วยตะปู ร่างกายจะถูกสว่านเจาะ ถูกดาบฟันคอ หรือถูกเลื่อยคอ หากว่ายังมีชีวิต และมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวอย่างต่อเนื่องตราบจนกระทั่งเสียชีวิตลง และเมื่อเสียชีวิตลง เทวดาทั้งหลายจะรีบเข้ามาหาเพื่อเยียวยารักษา และพาไปพบกับพระนิชิเร็นโชนิน”  หมายความว่า บุคคลผู้นั้นจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน  เพราะฉะนั้น พวกเราจะต้องเชื่อมั่นในคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินโดยไม่สงสัยเป็นอันขาด และยึดมั่นความศรัทธาให้เข้มแข็งมั่นคงไปตลอดชั่วชีวิต จึงจะกล่าวได้ว่า เป็นผู้นำที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน และลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์อิเคดะ P

 

 

วันที่ 9 เมษายน

            อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นอยู่ทุกวัน จะไม่มีความดีอกดีใจ จะมีอุบัติเหตุมากมาย  คำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “จงเพียรพยายามในสองวิถีแห่งการปฏิบัติและการศึกษา” เมื่อถึงเวลาของความสำเร็จของชีวิตมนุษย์แล้ว บุคคลผู้นั้นจะมีการพัฒนาเกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

อธิบาย

            ขณะนี้มีสมาชิกอยู่มากมาย ซึ่งก่อนที่จะได้รับโงะฮนซน ทุกคนได้ฟังจากผู้นำหรือหัวหน้าว่า โงะฮนซนเป็นสิ่งสักการบูชาที่จะขออะไรก็ขอได้ เมื่อฟังมาเช่นนี้ ทุกคนก็เชื่อและขอรับโงะฮนซน  ซึ่งการที่จะได้รับบุญกุศลจากโงะฮนซน ก็ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของบุคคลผู้นั้นเอง

แต่อย่าลืมข้อสำคัญที่ว่า ในชีวิตของพวกเรามนุษย์ปุถุชนคนโง่มีอดีตกรรมชั่วอยู่แล้ว  ดังนั้น เมื่อปฏิบัติสวดมนต์อย่างมากมายแล้ว ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดีเท่านั้น  เรื่องนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งไม่ดีที่อยู่ในชีวิตมาแต่ดั้งเดิม ก็จะปรากฏออกมาเพื่อให้เราลบล้างอดีตกรรมชั่วให้หมดสิ้นไป ถ้าคิดว่า โงะฮนซนขอได้ทุกอย่าง ก็จะเอาแต่ขออย่างเดียวเท่านั้น พอมีอุปสรรค 3 มาร 4 ก็จะสงสัยโงะฮนซนได้ง่าย

ดังนั้น ในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเรา ไม่ว่าจะมีเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ก็ไม่ควรจะขาดสวดมนต์เช้า-เย็น  ไม่ใช่ว่า มีเรื่องดีก็ดีใจ จึงสวดมนต์ แต่มีเรื่องไม่ดี ไม่สบายใจ ก็ไม่สวดมนต์ หากความศรัทธาไม่มั่นคงแน่วแน่เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่มีความดีอกดีใจและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมายได้  จึงกล่าวได้ว่า การศรัทธาแบบขออย่างเดียว ไม่ใช่ความศรัทธาที่แท้จริง  สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีการต่อสู้กับตัวเองให้มีความศรัทธาที่มั่นคง จะต้องมีการท้าทายกับอุปสรรค 3 มาร 4 เปรียบเสมือนการแล่นเรือ ย่อมจะต้องเจอคลื่นลม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ถ้าปฏิบัติศรัทธายาวนาน 10 ปี 20 ปี 30 ปี มีแต่ขออย่างเดียว มีแต่พึ่งพาอย่างเดียวแล้ว ก็ไม่ใช่ความศรัทธาที่ถูกต้อง และถอยศรัทธาได้ง่าย ๆ

ความสุขของเราขึ้นอยู่กับความศรัทธาของเราเอง ความศรัทธาไม่ใช่มีแต่การสวดมนต์เพียงอย่างเดียว ยังจะต้องมีการต่อสู้กับจิตใจของตนเอง  บุคคลที่ช่วงเริ่มต้นของชีวิตต้องมีการต่อสู้ มีความยากลำบากต่าง ๆ นานา แต่เมื่อเข้าสู่บั้นปลาย ไม่มีความทุกข์ร้อนใจอะไร เช่น ไม่มีหนี้สิน ครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ฯลฯ ก็กล่าวได้ว่า เป็นบุคคลที่มีความสุขและบรรลุเป้าหมายของชีวิต  ตรงกันข้าม คนที่เริ่มต้นชีวิตด้วยความสุข แต่บั้นปลายชีวิตมีแต่ความทุกข์ ก็คือบุคคลที่ชีวิตไม่มีความสุข 

เพราะฉะนั้น การมีโอกาสเข้ามาปฏิบัติศรัทธาตั้งแต่อายุน้อย หรือในวัยยุวชน และยึดมั่นความศรัทธาอย่างมั่นคงแน่วแน่ ย่อมสะสมบุญวาสนาได้มากมาย การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างสม่ำเสมอ ขยันขันแข็งสวดไดโมขุ สิ่งเหล่านี้จะสะสมเป็นบุญวาสนามากมายไว้ในชีวิต จนในที่สุด จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน นี่คือเรียกว่า “มีการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย” นั่นเอง P

 

 

วันที่ 8 เมษายน

            บ่อเกิดของพลังของสมาคมก็คือไดโมขุ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว นี่คืออาวุธอันเฉียบขาดซึ่งที่อื่นไม่มี  แม้ว่าการกระทำเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมมีความสำคัญ  แต่อย่าให้กลายเป็นเหตุที่ทำให้ความศรัทธาลับตาไป

 

อธิบาย

            ถึงแม้ว่าเราจะศึกษาธรรม รู้ธรรมมากมาย มีความเฉลียวฉลาดมากเพียงใด สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงแค่ทฤษฎี แต่แท้จริงแล้ว ความศรัทธาจะต้องมีสายเลือดของธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง เพราะหากไม่มีแล้ว ความรู้ธรรมมากมายกลับจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง เช่น มีความมั่นใจว่า ผมรู้ธรรมมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องได้รับคำชี้นำของผู้อาวุโส คิดดูแล้ว ไม่จำเป็นต้องได้รับคำชี้นำของผู้อาวุโส คิดดูถูกคนอื่นว่า สอนไม่เป็น เราเก่งกว่า ซึ่งมีความอวดดี ถ้ามีความศรัทธาในลักษณะนี้แล้ว ในที่สุด ก็จะเป็นคนที่เห็นแก่ตัว และถอยศรัทธาไปอย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม แม้จะไม่ค่อยรู้ธรรม ไม่ค่อยฉลาด แต่มีการปฏิบัติสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอย่างเข้มแข็งและขยันขันแข็ง ก็จะสามารถมีพลังชีวิตมากขึ้น ไม่ถูกกิเลสล่อลวง ไม่พ่ายแพ้อุปสรรค 3 มาร 4 เพราะมีความศรัทธาภาคปฏิบัติ ไม่ใช่มีแต่ทฤษฎี  จึงย่อมเอาชนะได้ทุกเรื่อง สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง และบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้อย่างแน่นอน

ดังเช่นสุทธิปุณฑก ลูกศิษย์สองพี่น้องผู้โง่เขลา  เวลาที่เรียกสุทธิ ปุณฑกก็จะขานรับ เวลาที่เรียกว่าปุณฑก สุทธิก็จะขานรับ  แต่สองพี่น้องพยายามใกล้ชิดพระพุทธองค์ และในเวลา 12 ปี ก็จดจำคำสอนได้เพียงแค่ 5 ตัวเท่านั้น  แต่แม้ทั้งคู่จะโง่เขลา กลับสามารถบรรลุพุทธภาวะได้เร็วกว่าพระสารีบุตรผู้มีปัญญาเป็นเลิศในบรรดาศิษย์ของพระพุทธองค์  ทั้งนี้เพราะสองพี่น้องไม่เคยสงสัยในคำสอนของพระพุทธองค์ จะเชื่อและปฏิบัติคำสอนทุกประการ  ส่วนพระสารีบุตร เนื่องจากมีปัญญาเป็นเลิศ และมีความเฉลียวฉลาด จึงมักจะเกิดความสงสัยในคำสอนของพระพุทธองค์ทันที ซึ่งเป็นความศรัทธาที่ไม่บริสุทธิ์ จึงบรรลุพุทธภาวะช้ากว่าสองพี่น้องสุทธิปุณฑก

ในสมัยพระนิชิเร็นไดโชนินก็เช่นกัน มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อซันมิโบะ เป็นลูกศิษย์ที่ฉลาดมาก โต้วาทีชนะนิกายอื่นทุกครั้ง จึงกลายเป็นคนอวดดี ในที่สุดก็ถอยศรัทธาและหักหลังพระนิชิเร็นไดโชนิน เช่นเดียวกันกับพระเทวทัตที่กลับกลายเป็นศัตรูของพระพุทธองค์ จนต้องตกนรกอเวจี  นี่คือเรื่องจริงที่พบเห็นได้

ดังนั้น สำหรับความศรัทธาของพวกเรา จะต้องสวดมนต์ต่อโงะฮนซนด้วยความเชื่อที่แน่วแน่ และศึกษาธรรม จึงจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง  แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น ชอบแต่เรียนธรรม บุคคลเช่นนี้มีโอกาสถอยศรัทธาได้ง่าย เพราะเข้าใจผิดว่ารู้ทฤษฎีธรรมมากมายก็พอแล้ว แท้จริงแล้ว การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ก็ดี การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตก็ดี การเปลี่ยนแปลงชะตากรรมก็ดี ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับพลังของการสวดมนต์ ไม่ใช่แค่การรู้ทฤษฎีธรรมเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่สะสมการสวดมนต์มากมายก็คือผู้ที่ศรัทธาเข้มแข็ง และเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริง เพราะเมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 หรืออดีตกรรมชั่วเกิดขึ้น ก็จะไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งเหล่านี้  แต่จะสามารถต่อสู้ท้าทายจนได้รับชัยชนะได้  แต่คนที่รู้แต่ทฤษฎี สวดมนต์น้อย พลังชีวิตไม่เข้มแข็ง มักจะยอมแพ้มารได้ง่าย และศรัทธาท้อถอยไปได้ง่าย

ฉะนั้น การที่สมาคมของเราจะสามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้สำเร็จหรือไม่  ก็ขึ้นอยู่กับการสวดมนต์เท่านั้น ถ้าไม่มีพลังของการสวดมนต์ มีแต่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียวแล้ว มองดูผิวเผินอาจคิดว่าทำได้ง่าย ๆ แต่ไม่สามารถยั่งยืนตลอดไปได้ เพราะไม่มีพลังที่เป็นบ่อเกิด เมื่อต้องต่อสู้หรือทำสงครามกับมาร สมาคมก็จะพ่ายแพ้ได้ง่าย เพราะไม่มีอาวุธแห่งการสวดมนต์นั่นเอง  เพราะฉะนั้น ลำดับของการศรัทธา ปฏิบัติ ศึกษา จึงจะต้องเรียงตามนี้ จะสับเปลี่ยนไม่ได้ หากสลับลำดับแล้ว สมาคมจะต้องเสื่อมเสียไปอย่างแน่นอน

กล่าวคือความศรัทธาคือสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ถ้าสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว ก็จะมีพลังชีวิตได้มากขึ้น มีความกล้าหาญได้อย่างแน่นอน  ถ้าจิตใจมีความกล้าหาญ ก็จะสามารถปฏิบัติทำงานพระได้  เมื่อชักชวนแนะนำธรรม ก็จำเป็นต้องเรียนรู้ธรรมเพื่ออธิบายให้แก่ผู้อื่น  แต่หลักสำคัญก็คือความศรัทธา การสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ดังนั้น แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วย ก็สวดมนต์ ประสบอุบัติเหตุก็สวดมนต์ ดีใจก็สวดมนต์ เศร้าใจก็สวดมนต์ สอบได้สอบตกก็สวดมนต์ ถูกด่าว่าก็สวดมนต์ บ้านถูกไฟไหม้ก็สวดมนต์ หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีการสวดมนต์เป็นรากฐานของชีวิต นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้จะนับถือยาวนานกี่สิบปีก็ไม่มีพลัง  เพราะถ้าไม่ปฏิบัติสวดมนต์แล้ว โงะฮนซนก็อาจเป็นเพียงแค่ปฏิทินที่แขวนไว้เฉย ๆ นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียใจมาก เพราะมีทรัพย์สมบัติล้ำค่าอยู่ใกล้ตัวแท้ ๆ แต่กลับมองไม่เห็นค่า

อีกประการหนึ่งก็คือ การต่อสู้เผยแผ่ธรรมจะต้องเข้าสู่สังคม และแผ่ขยายออกไปให้กว้างไกล ด้วยงานต่าง ๆ เช่น งานวัฒนธรรม นิทรรศการ งานกีฬา งานดนตรี ฯลฯ   แต่ถ้าเอาใจใส่ทุ่มเทดำเนินงานเหล่านี้มากจนลืมการสวดมนต์ที่เป็นพื้นฐานแล้ว งานเหล่านั้นย่อมไม่บังเกิดผล ดังเช่น เอาเชือกผูกหินไว้ และเหวี่ยงไปรอบ ๆ ถ้าไม่ผูกตรงกลางให้แน่นแล้ว เวลาที่เหวี่ยง หินก็จะลอยหายไป  แต่ถ้าผูกไว้แน่นหนา เวลาที่เหวี่ยงเร็ว ก็จะมีแรงเหวี่ยงมาก เวลาเหวี่ยงช้า จะมีแรงเหวี่ยงน้อย  ซึ่งความสอดคล้องกับสังคม ก็เปรียบได้กับก้อนหิน ตรงศูนย์กลางที่ผูกเชือกไว้ก็คือความศรัทธาและการสวดมนต์ต่อโงะฮนซน   ดังนั้น ยิ่งสวดมนต์มาก ก็สามารถสอดคล้องกับสังคมได้เป็นอย่างดี และสามารถขยายออกไปได้กว้างไกล  หรือการแสดงดนตรีของวงโยธวาทิตและวงปี่กลอง จุดมุ่งหมายที่ก่อตั้งขึ้นมาก็เพื่อส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิก แต่ในอนาคต เมื่อพัฒนาฝีมือจนเก่งและชำนาญแล้ว ก็อาจจะมีการไปแสดงตามที่ต่าง ๆ ออกอากาศทางทีวี หรือแข่งขันกับต่างประเทศ   ตอนนั้น หากคิดว่ามีชื่อเสียงแล้ว ลืมความศรัทธา  อ้างว่าไม่มีเวลาสวดมนต์  ก็เท่ากับไม่ได้เป็นวงปี่กลองหรือวงโยธวาทิตของสมาคม แต่เป็นวงดนตรีในสังคม  ถ้าเช่นนั้นแล้ว นักดนตรี นักร้อง ย่อมไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ และไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะ เนื่องจากเอาใจใส่ต่อสังคมมากจนลืมความศรัทธาต่อโงะฮนซน  ดังนั้น จึงไม่เกิดประโยชน์อันใดนั่นเอง

เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “แม้ว่าการกระทำเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมมีความสำคัญ  แต่อย่าให้กลายเป็นเหตุที่ทำให้ความศรัทธาลับตาไป” P

 

 

วันที่ 7 เมษายน

            การบังคับกับการยืนหยัดอย่างเข้มแข็งนั้นไม่เหมือนกัน การบังคับมีแต่โทษนับร้อยข้อ ไม่มีคุณแม้แต่ข้อเดียว  แต่การยืนหยัดอย่างเข้มแข็งจะปรากฏออกมาเป็นพลังความศรัทธา ซึ่งเป็นความมั่นใจ และสามารถทำให้จิตใจของมนุษย์อ่อนไหวได้แน่นอน

 

อธิบาย

            พูดถึงการบังคับนั้น สำหรับหัวหน้าที่ไม่มีพลังในการชี้นำ และรู้ตัวไม่สามารถอธิบายหรือชี้แจงให้สมาชิกหรือเพื่อนฝูงเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น อีกทั้งกลัวว่าสมาชิกจะตั้งคำถามที่ตัวเองตอบไม่ได้ ก็จะใช้วิธีการบังคับต่าง ๆ นานา เช่น ห้ามสงสัย  ห้ามคิดแบบนี้ นับถือศรัทธาต่อโงะฮนซนก็พอแล้ว นอกนั้นไม่สำคัญ ซึ่งพูดเพียงแค่นี้ และไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจเหตุผล

หรือในการชักชวนแนะนำธรรมสมาชิกใหม่ ก็ไม่สามารถอธิบายธรรมให้ลึกซึ้ง จึงบอกแต่ว่า โงะฮนซนศักดิ์สิทธิ์มาก จึงควรจะรับโงะฮนซน ถ้าไม่รับโงะฮนซน ก็ต้องได้รับบาป  ซึ่งใช้วิธีบังคับให้เขารับโงะฮนซนนั้นเป็นวิธีการที่ไม่ดี  อันที่จริง ควรจะต้องค่อย ๆ อธิบายให้ผู้ที่ยังไม่เข้าใจธรรม โดยอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อย คอยใกล้ชิดเอาใจใส่ จนในที่สุดเขาสามารถประจักษ์ในอานุภาพของโงะฮนซนได้ เหมือนกับผลมะม่วงที่ยังอ่อน ย่อมมีรสเปรี้ยว ถ้าฝืนนำมากินย่อมไม่อร่อย แต่ถ้ารออีกสักเดือนสองเดือน จนสุก ก็จะได้มะม่วงแสนอร่อย  มะม่วงที่ยังอ่อนก็เปรียบได้กับการที่เราบอกกล่าวอานุภาพของโงะฮนซน และบังคับให้เขารับโงะฮนซน แม้ว่าเขาจะรับโงะฮนซน แต่เนื่องจากเกิดจากการถูกบังคับ  ภายหลังจากนั้น แม้จะมีโงะฮนซน แต่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับความศรัทธา โงะฮนซน และธรรม ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องสวดมนต์เช้า-เย็น ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพระนิชิเร็นไดโชนิน อาจารย์อิเคดะ ไม่รู้ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตกรรมชั่ว ไม่รู้จักการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ ไม่รู้เรื่องการเผยแผ่ธรรมไพศาล ไม่รู้เรื่องการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  มีแต่ความคิดว่า ถ้าได้รับโงะฮนซนแล้วจะรวย หายป่วย ขออะไรก็ได้  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็ถอยศรัทธาไปได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้เพราะไม่มีพื้นฐานทางด้านหลักธรรมนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “การบังคับมีโทษนับร้อยข้อ ไม่มีคุณแม้แต่ข้อเดียว”

ตรงกันข้าม หัวหน้าที่สามารถอดทนยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็งนั้น แม้ในช่วงระยะแรกจะดูเหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ในระยะยาวแล้ว  จะสามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง   เพราะผู้นำที่มีความอดทนคือผู้ที่มีลักษณะความศรัทธาแบบน้ำ  ซึ่งกระแสน้ำที่ไหลไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ วัน ไม่เปลี่ยนแปลง นานวันเข้า ก็ได้พัดพาดินทรายไหลไปตามแม่น้ำที่คดเคี้ยว จนทำให้ปากน้ำกลายเป็นเกาะขึ้นมาได้  ในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็งชี้นำสมาชิกที่ดื้อรั้น นิสัยไม่ดี หรือโง่เขลา หรือบางครั้งถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือดูถูก แต่การยืนหยัดอย่างเข้มแข็งของเขาจะสามารถทำให้จิตใจของบุคคลเหล่านั้นอ่อนไหวลงได้อย่างแน่นอน จนกระทั่งในที่สุด สามารถกลายเป็นลูกศิษย์ที่ดีได้  ทั้งนี้ก็เพราะว่า พื้นฐานชีวิตของเขามีความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซนอย่างแน่วแน่ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดอะไรขึ้น หรือต้องต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4 หรือชักชวนแนะนำธรรม จะสามารถเอาชนะได้ทุกเรื่อง ดังภาษิตที่ว่า “น้ำหยดลงหินทุกวัน ก็ทำให้หินสึกกร่อนลงได้”

เพราะฉะนั้น การจะบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้นั้น จำเป็นจะต้องมีการยืนหยัดอย่างเข้มแข็งเป็นสิ่งสำคัญ  และในการชักชวนแนะนำธรรม หรือให้คำชี้นำเพื่อสร้างอบรมผู้นำก็เช่นกัน ไม่ควรจะด่วนตัดสินว่า คนนั้นไม่ดี คนนี้ใช้ไม่ได้ ควรจะต้องอดทนรอคอยเวลา และยืนหยัดในการเอาใจใส่เขาอย่างเต็มที่ ในที่สุด ก็จะทำให้สมาชิกฟื้นความศรัทธาขึ้นมาได้อีกคน มีผู้นำเพิ่มขึ้นมาได้อีกคนอย่างแน่นอนP

 

 

วันที่ 6 เมษายน

            การไม่ก้าวหน้าก็คือถอยหลัง การไม่ต่อสู้ก็คือยอมแพ้ พุทธธรรมไม่มีอยู่ระหว่างกลาง อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติเพื่อผู้อื่นเท่านั้นที่จะเป็นก้าวแรกของการต่อสู้ไปสู่ความรุ่งโรจน์

 

อธิบาย

            ทำไมจึงบอกว่า การไม่ก้าวหน้าก็คือถอยหลัง เพราะว่า ถ้ามองดูผิวเผินแล้ว อาจจะรู้สึกว่า การไม่ก้าวหน้า ก็ไม่ได้เป็นการถอยหลัง  เพียงแค่หยุดพักเท่านั้น ถ้าอย่างนี้ก็ไม่น่าจะเรียกว่าถอยหลัง หรือไม่ก้าวหน้า  แต่อันที่จริง เนื่องจากทุกคนกำลังก้าวไปข้างหน้ามุ่งสู่ความก้าวหน้า  ถ้าอย่างนี้ก็ไม่น่าจะเรียกว่าถอยหลัง หรือไม่ก้าวหน้า  แต่อันที่จริง เนื่องจากทุกคนกำลังก้าวไปข้างหน้ามุ่งสู่ความก้าวหน้า ถ้าเราไม่ก้าวไปด้วยกัน หยุดพัก ไม่ร่วมต่อสู้ด้วยกัน ก็เท่ากับการท้อถอยนั่นเอง เช่น มีคน 10 คนแข่งขันปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ไปบางแสน  แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อย หิวน้ำ แต่ทั้ง 10 คนก็ไม่ยอมหยุดพัก เพราะถ้าหยุดพักดื่มน้ำแล้ว อีก 9 คนก็ปั่นแซงหน้าไปข้างหน้าไกลทีเดียว ก็เท่ากับตัวเองถอยหลังไปอยู่รั้งท้ายของอีก 9 คนนั่นเอง

            ทางด้านความศรัทธาก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกธรรมดาก็ดี หัวหน้าหน่วย หัวหน้าหมู่ หัวหน้าตำบล หัวหน้าเขตก็ดี ปัจจุบัน ทุกคนมีการสวดมนต์เช้า-เย็นสม่ำเสมอ กำลังปฏิบัติศรัทธาอย่างขยันขันแข็ง ระบบการของสมาคมก็ดำเนินไปต่อเนื่องมุ่งสู่ความก้าวหน้าของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะนอนหลับตอนกลางคืน แต่สมาชิกในประเทศสหรัฐอเมริกาก็กำลังขยันขันแข็งปฏิบัติศรัทธากันอยู่ จึงเท่ากับการเผยแผ่ธรรมไม่มีวันหยุด ถ้าเราไม่ก้าวหน้า จึงเท่ากับถอยหลัง ถ้าเปรียบสมาคมเป็นรถไฟขบวนหนึ่งแล้ว อาจารย์อิเคดะที่นำอยู่ข้างหน้าก็คือหัวรถจักร พวกเราในประเทศต่าง ๆ ก็เปรียบได้กับรถไฟแต่ละตู้ ๆ  โดยรถไฟขบวนนี้กำลังแล่นไปสู่การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ดังนั้น แม้เราจะมีความทุกข์ยากลำบาก สงสัย เกียจคร้าน มีอคติจิต โมโห วิจารณ์ หรือมีความเฉื่อยชา แต่ก็ยังอยู่ในขบวนรถไฟนี้แล้ว ก็สามารถไปสู่การเผยแผ่ธรรมได้  ตรงกันข้าม ถ้าตกขบวนรถไฟแล้ว ก็จะต้องเดินเท้า ซึ่งต้องเสียเวลา 

ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ต้องไม่ละทิ้งโงะฮนซน จะต้องยึดถือตลอดไป   และการปฏิบัติเพื่อผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน แต่เนื่องจากพวกเราเป็นมนุษย์ปุถุชนคนโง่  บางครั้งก็ดื้อรั้น ขี้โมโห ฯลฯ จึงอาจจะรู้สึกไม่ชอบคนนั้นคนนี้  แม้จะได้รับการชี้นำส่วนตัวแล้ว ความรู้สึกในใจก็อาจจะยังไม่พอใจ หรือคิดว่าต้องจำทนกับกิริยามารยาท คำพูด ของคนที่เราไม่ชอบ จนบางครั้งรู้สึกว่าทนไม่ไหว  เรื่องเช่นนี้อาจจะมีบ้างก็ไม่เป็นไร ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องอดทนหรือพยายามสนิทสนมกับเขาก็ได้ เพราะลักษณะนี้เป็นเรื่องอารมณ์ของมนุษย์ เช่น เราไม่ชอบหัวหน้าคนนี้ เพราะเขาพูดจาไม่ดี นิสัยไม่ดี เจอทีไรก็ถูกด่าทุกที  เราอาจจะรู้สึกไม่ชอบเขาก็ได้

แต่เวลาที่ดำเนินกิจกรรมหรือต่อสู้ทางด้านธรรม เช่น ประชุมสนทนาธรรม เยี่ยมสมาชิก จัดงานวัฒนธรรม จัดประชุมใหญ่ ร่วมกันสวดมนต์ ขอให้มองข้ามเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวของเขา ขอให้คิดว่า การปฏิบัติกิจกรรมเผยแผ่ธรรมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องธรรม ถ้าเราเอาเรื่องส่วนตัวมาคิดปะปนกับเรื่องธรรม และมีอคติจิตต่อกัน ทำให้แตกความสามัคคีในระบบการแล้ว ก็จะต้องได้รับบาป  ดังนั้น ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ก็ขอให้พยายามต่อสู้ไปด้วยกัน ดังเช่นในขบวนรถไฟ มีคนขับ ผู้ช่วยขับ คนใส่ฟืน ยามรถไฟ พนักงานบริการในห้องอาหารรถไฟ  ซึ่งมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบอยู่ในขบวนเดียวกัน แต่ความชอบหรือไม่ชอบกับจุดหมายปลายทางก็เป็นคนละเรื่องกัน  และไม่เกี่ยวกับสมาชิกหรือผู้โดยสาร  บางทีอาจจะรู้สึกว่าไม่อยากจะพูดคุยด้วย แต่อย่างไรเสียก็จะต้องมีความสามัคคีเป็นพื้นฐาน  

อาจารย์เคยชี้นำไว้ว่า ธรรมของเราคือสามัญสำนึก ซึ่งเป็นเรื่องของเหตุผล เรื่องส่วนตัวของแต่ละคนนั้น จะชอบใครหรือไม่ชอบใครนั้นเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล แต่จะต้องไม่ลืมเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาล ซึ่งจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้เพราะมีโงะฮนซนที่มีพลานุภาพมหาศาลเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจะต้องปกป้องสมาคม เรื่องส่วนตัวถือเป็นเรื่องเล็กน้อย   สิ่งสำคัญก็คือเราจะต้องก้าวหน้า ข้อนี้ขออย่าได้ลืม  แต่ถ้าเราโมโห เกิดอคติจิต จึงไม่ยอมปฏิบัติศรัทธาต่อไป ก็เท่ากับท้อถอย ซึ่งจะต้องได้รับบาป  แทนที่จะโมโห เราควรจะรู้สึกขอบคุณ เพราะทำให้เราสามารถขัดเกลาตนเอง และปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้สำเร็จ อย่าใช้วิธีหนีเป็นอันขาด เพราะตัวเรานั่นเองจะเป็นผู้ที่ขาดทุน

ถาม     มีหัวหน้า 2 คน หน้าที่เท่ากัน  คนหนึ่งคอยจับผิดอีกคนอยู่ตลอดเวลา คนที่ถูกจับผิด ก็ยอมรับเสมอมา และพยายามปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ตามหลักธรรมแล้ว แสดงว่าควรจะขอบคุณคนที่คนที่คอยจับผิด ใช่หรือไม่ครับ

ตอบ    ใช่ครับ ทางด้านธรรมเรียกบุคคลผู้นี้ว่าเป็นกัลยาณมิตร ถ้าเราเกลียดชังเขา มีอคติจิตต่อต่อเขา เขาก็จะกลายเป็นอกัลยาณมิตร และเราเองก็ขาดทุน 

            เพราะฉะนั้น เราจะต้องแบ่งแยกเรื่องอารมณ์กับเรื่องความศรัทธา ซึ่งเป็นเรื่องของสังคมกับเรื่องธรรม อย่านำมาปะปนกัน จึงจะไม่สับสน P

 

 

วันที่ 5 เมษายน

            หัวหน้าที่ไม่ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นไม่มีสิทธิเป็นหัวหน้า และผู้ที่สร้างความเดือดร้อนแก่สังคม ก็ไม่มีสิทธิเป็นสมาชิกของสมาคมเลย

 

อธิบาย

            คำชี้นำนี้เป็นคำสอนพื้นฐานสำหรับสมาชิกของสมาคม และเป็นเจตนารมณ์ของสมาคมด้วย จึงเป็นคำชี้นำที่เข้มงวด

เรื่องการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น (งนเงียว) โดยทั่วไปหมายถึงการปฏิบัติเพื่อตนเอง  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น จึงเท่ากับละทิ้งบุญวาสนาของตนเอง เพราะคำว่า “งน” หมายถึง “พากเพียร” คำว่า “เงียว” หมายถึง “ปฏิบัติ”  ซึ่งการปฏิบัติที่เป็นรากฐานของการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคก็คือ การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น ดังนั้น จึงเป็นการปฏิบัติที่สำคัญที่สุด   หัวหน้าที่ไม่ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น หมายถึง หัวหน้าที่ไม่อยากปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นเพราะความเกียจคร้าน เฉื่อยชา จึงย่อมไม่มีสิทธิเป็นหัวหน้า แต่ถ้านาน ๆ ครั้ง เนื่องจากไม่สบาย หรือทำงานจนเหนื่อยล้า หรือต้องไปเลี้ยงรับรองแขกและเมากลับมา อาจจะเพียงแค่สวดไดโมขุ 3 คำก็ได้

กล่าวคือ การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นไม่ได้เป็นหน้าที่ หรือเป็นข้อบังคับ แต่เป็นสิทธิที่เราจะปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดความสุข ผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็งจะรอคอยและระลึกถึงเวลาได้สวดมนต์เช้า-เย็น  เมื่อถึงเวลา เมื่อมีโอกาส ก็จะเปิดตู้พระด้วยความดีอกดีใจ ทั้งนี้เพราะจะได้พบกับโงะฮนซนและพระนิชิเร็นไดโชนิน  การสวดมนต์ของผู้ที่ปฏิบัติด้วยความดีอกดีใจเช่นนี้จึงจะสะสมบุญวาสนาได้มากมาย  ตรงกันข้าม ผู้ที่ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นด้วยความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จำต้องทำแล้ว แม้จะสวดมนต์ ก็ไม่ได้รับบุญกุศลมากเท่าที่ควร เพราะขาดความดีอกดีใจและความรู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซน ในที่สุด จะกลายเป็นคนที่ศรัทธาเฉื่อยชา

ลักษณะในการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น คือ พนมมือไว้เสมออก นั่งตัวตรง ไม่เอียง ไม่งอ นัยน์ตาเพ่งมองที่อักษรคำว่า “เมียว” และเปล่งเสียงออกจากท้อง ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ควรให้เหมือนกับจังหวะม้าควบ มีจังหวะที่ถูกต้องสม่ำเสมอ

อาจารย์ยังกล่าวด้วยว่า “ผู้ที่สร้างความเดือดร้อนแก่สังคม” หมายถึง คนส่วนใหญ่ที่มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นไม่ถูกต้อง หรือไม่เคยปฏิบัติเลย เป็นผู้ที่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง พ่ายแพ้ต่อมาร จนทำให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น  ทั้งนี้เพราะว่า ถ้าขาดการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างสม่ำเสมอ ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า ความศรัทธาหรือธรรมเป็นตัวตน การดำเนินชีวิตเหมือนเงา ถ้าตัวตนเอียง เงาย่อมเอียงด้วยเช่นกัน

อนึ่ง ธรรมที่แท้จริงนั้นก็เป็นสามัญสำนึกของกฎของสังคม ดังนั้น ผู้ที่สร้างความเดือดร้อนแก่สังคม ทำให้สังคมเสียหาย กล่าวได้ว่า เท่ากับทำให้ธรรมเสื่อมเสียด้วย จึงไม่มีสิทธิเป็นผู้ปฏิบัติธรรมนั่นเอง

สรุปได้ว่า การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นด้วยความดีอกดีใจ ด้วยความขอบคุณชีวิตของบุคคลผู้นั้นย่อมสามารถมีกระแสจิตติดต่อกับโงะฮนซนได้ และโลกพุทธสามารถปรากฏออกมาในชีวิตของเขาได้  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะมีชีวิตชีวามากขึ้น มีปัญญามากขึ้น มีความร่าเริงสดใส ความนึกคิดแจ่มชัด การตัดสินใจไม่ผิดพลาด ความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็เป็นไปด้วยดี อาชีพการงาน การเล่าเรียน ก็ราบรื่น และมีความสุขสบายทุกวัน ไม่ต้องเป็นห่วงต่ออนาคต เพราะมีความมั่นใจต่ออานุภาพของโงะฮนซน  การดำเนินชีวิตในลักษณะนี้เรียกว่า “การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต” เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นจึงมีความสำคัญมาก  P

 

 

วันที่ 4  เมษายน

            จงอย่าให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นอันขาด โดยเฉพาะ คุณแม่จะต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของลูกอย่างรอบคอบ การมีความราบรื่นปลอดภัยในทุกวันคือลักษณะของผู้ปฏิบัติศรัทธาอยู่แล้ว

 

อธิบาย

            เรื่องอุบัติเหตุนั้น ถ้ามองดูผิวเผินแล้ว อาจคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  แต่ถ้ามองจากทางด้านธรรมแล้ว ก็เป็นลักษณะของชะตากรรมชนิดหนึ่ง แต่เรื่องอุบัติเหตุนั้น ถ้าระมัดระวังด้วยความรอบคอบแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะสามารถป้องกันได้ มีน้อยครั้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  โดยเฉพาะพวกเรา ถ้าพบอุบัติเหตุบ่อย ๆ ก็เพราะว่า

1.                  ความศรัทธาของตัวเราเองหรือความศรัทธาของผู้เป็นพ่อแม่อ่อนแอลง

2.                  ความศรัทธาที่ปฏิบัติอยู่ดำเนินไปด้วยความเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น

3.                  ไม่มีความระมัดระวังอย่างรอบคอบ เพราะหวังว่าเทวดาจะช่วย หรือโงะฮนซนจะปกป้องคุ้มครองอยู่แล้ว

ซึ่งลักษณะของ 3 ข้อดังกล่าวนี้ สามารถหลีกเลี่ยงได้

แต่สำหรับอุบัติเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ ก็คือ

1.      เมื่อมีความศรัทธาเข้มแข็ง มีความเจริญก้าวหน้าทุกวัน อุปสรรค 3 มาร 4 ก็จะโจมตีใส่เรา

2.      เกิดจากชะตากรรมของตนเองปรากฏออกมา

3.      เกิดจากดูหมิ่นธรรม เช่น ตำหนิติเตียนหัวหน้า วิพากษ์วิจารณ์สมาคม มีอคติจิตต่อสมาชิก สงสัยโงะฮนซน ก็จะต้องได้รับบาป

ซึ่ง 3 ข้อนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด เราจึงต้องอธิษฐานต่อโงะฮนซนทุกวัน นี่คือสิ่งสำคัญของการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ การสวดมนต์เช้าเย็นจึงมีความสำคัญต่อเรามากมาย 

สำหรับเด็กแล้ว ยังไม่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้ เพราะความรู้ สามัญสำนึก ปัญญา ก็ยังไม่มากพอ  ดังนั้น ถ้ามองดูจากทางด้านธรรมแล้ว ความศรัทธาของพ่อแม่จึงเป็นการแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงโดยปรากฏออกมาที่ลูกนั่นเอง   ด้วยเหตุนี้ ถ้าความศรัทธาของพ่อแม่อ่อนแอลง เฉื่อยชาลง หรือมีการวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ อคติจิตต่อผู้ศรัทธาด้วยกัน สงสัย เกียจคร้าน หรือเบื่อหน่ายในการปฏิบัติศรัทธา ผลก็จะปรากฏออกมาที่ลูก ทำให้พ่อแม่รู้ตัว และแก้ไขให้ถูกต้องได้  พูดง่าย ๆ ก็คือ ลูกเป็นเสมือนเงาของความศรัทธาของพ่อแม่

ในทำนองเดียวกัน ความศรัทธาของคุณแม่มีความสำคัญมาก เพราะสามีออกไปทำงานนอกบ้าน การดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างในบ้านจึงขึ้นอยู่กับความศรัทธาของคุณแม่  เพราะฉะนั้น พวกเราจึงควรจะอธิษฐานต่อโงะฮนซนทุกวัน ขอบคุณต่อโงะฮนซน ขอให้วันนี้ราบรื่นปลอดภัย  การที่วันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สามารถมีความราบรื่นตลอดวัน ก็เพราะได้รับบุญกุศลจากโงะฮนซนอยู่แล้ว อย่าคิดว่า วันที่ราบรื่นก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา  มนุษย์ปุถุชนคนโง่มักจะคิดว่า ถ้าปวดท้อง ไม่สบาย และสวดมนต์แล้วหาย ก็คือได้รับบุญกุศลจากโงะฮนซนในยามจำเป็น  อันที่จริง ถ้าสุขสบายดี ไม่ปวดท้อง ก็คือได้รับบุญกุศลจากโงะฮนซนนั่นเอง  กลับคิดว่าไปว่า ไม่สบายและหายได้ นี่คือได้รับบุญกุศลจากโงะฮนซน

อาจารย์กล่าวว่า “การมีความราบรื่นปลอดภัยในทุกวันคือลักษณะของผู้ปฏิบัติศรัทธาอยู่แล้ว”  ดังนั้น การจะสามารถสะสมบุญวาสนาเพิ่มพูนมากขึ้นนั้น ก็คือ มีลักษณะของความศรัทธาที่ขอบคุณต่อโงะฮนซนอยู่เสมอ ยิ่งขอบคุณต่อโงะฮนซน ก็ยิ่งสะสมบุญวาสนาได้มากยิ่ง ๆ ขึ้น  แต่ถ้าไม่คิดขอบคุณต่อโงะฮนซน คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ย่อมไม่สามารถสะสมบุญวาสนาได้ P

 

 

วันที่ 3 เมษายน

            สถานที่ปัจจุบันคือฐานกำลังสำคัญ จึงขอให้ปฏิบัติด้วยความห่วงใยที่อบอุ่น เพราะในสมองที่ตกแต่งด้วยน้ำใสใจจริงนั้น จะมีภาพย่อของครอบครัวแห่งธรรมอยู่แล้ว

 

อธิบาย

            ในการจัดประชุมสนทนาธรรมของแต่ละตำบลสำหรับประเทศไทยแล้ว จำเป็นจะต้องใช้สถานที่ประมาณ 300-500 แห่ง จึงจะเพียงพอ  นอกจากนี้ การที่สมาชิกอุตส่าห์ให้ยืมใช้สถานที่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะมีเรื่องค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแอร์ บ้านสกปรก หรือถูกข้างบ้านต่อว่า ซึ่งบุคคลในครอบครัวต้องอดทนรับต่อสิ่งเหล่านี้  ถ้าเป็นผู้ที่ไม่มีความศรัทธาเข้มแข็งแล้ว เราก็ไม่ควรจะขอยืมใช้บ้านของเขาเป็นสถานที่ประชุม ถ้ามีความศรัทธาเข้มแข็ง จึงจะขอยืมใช้เป็นสถานที่ประชุมได้ -

แต่พวกเรามักจะคิดว่า การขอยืมใช้สถานที่ทำได้ง่าย ๆ จะขอใช้เมื่อไหร่ วันไหน เวลาไหนก็ได้ ถ้าคิดแบบนี้ก็เท่ากับทำลายธรรมของโงะฮนซน เพราะเราไม่ได้จ่ายค่าเช่าสถานที่ ไม่ได้ให้ค่าน้ำค่าไฟ ใช้ฟรีทุกอย่าง ดังนั้น ถ้าพวกเราซึ่งเป็นผู้ขอยืมใช้สถานที่เสียมารยาท ไม่มีสามัญสำนึก ถือว่าเป็นบ้านของตนเอง อยากจะหยิบอะไรมาใช้ก็ได้ ไม่มีการขออนุญาต ทิ้งก้นบุหรี่เกลื่อนกลาด  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ช่วง 2-3 ครั้งแรกเจ้าของบ้านอาจจะทนได้ แต่ถ้า 5 ครั้ง 10 ครั้ง เป็นเช่นนี้บ่อย ๆ แล้ว ก็อาจจะหมดความอดทน และคิดว่า แม้จุดมุ่งหมายของการจัดประชุมคือเพื่อเผยแผ่ธรรม เพื่อสร้างบุญวาสนา ผู้มาร่วมประชุมจึงเป็นผู้ที่รู้ธรรม ถ้าเช่นนั้น ก็ควรจะมีมารยาท แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เช่น เสียงดังบ้าง ทำสกปรกบ้าง ทิ้งเศษกระดาษเกลื่อนกลาด หยิบใช้ดินสอแล้วไม่เก็บคืนให้เรียบร้อย ในที่สุดเจ้าของบ้านก็คงจะทนไม่ไหว จึงไม่ให้ยืมสถานที่  หรืออาจถอยศรัทธาไป เพราะมองดูพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติศรัทธาแล้วเห็นว่าน่ารังเกียจก็มี

ยิ่งกว่านั้น หากในบ้านของเขามีคนป่วย หรือลูก ๆ ใกล้สอบ หรือมีญาติจากต่างจังหวัดมาเยี่ยมเยียนและพักอาศัยอยู่ด้วย ถ้าเราไปขอยืมสถานที่ประชุมและคิดว่ากันเอง ถึงเวลาเลิกแล้วก็ยังไม่เลิก ทำให้เจ้าของบ้านโมโห อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ญาติพี่น้องที่มาจากต่างจังหวัดคิดสงสัยว่าพวกเรามัวอยู่ทำอะไรกัน  ทำให้เจ้าของบ้านไม่สบายใจ ถ้าเช่นนั้นแล้ว แม้ว่าจะชี้แจงและอธิบายธรรมว่าดีแค่ไหน เรามีเป้าหมายสำคัญอย่างไร แต่เจ้าของหรือคนในสังคมดูพฤติกรรมของเราแล้ว ก็จะคิดว่า พูดเสียดีแต่ไม่ได้ทำอย่างที่พูด หากเป็นเช่นนี้แล้ว การขอยืมสถานที่ประชุมก็ไม่มีคุณค่าต่อสมาคม และทำลายธรรมให้เสื่อมเสียเรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้น ผู้ขอยืมใช้สถานที่จึงต้องเอาใจใส่ระมัดระวังอย่างเต็มที่ในทุกเรื่อง เช่น มีมารยาทที่ดี แสดงความห่วงใยอย่างอบอุ่นต่อเจ้าของบ้าน เมื่อใช้เสร็จก็ทำความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อย ซื้อดอกไม้ปักแจกัน ซึ่งเราควรจะต้องเอาใจใส่และใช้สถานที่ด้วยความถี่ถ้วนรอบคอบ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถ้าเราไม่มีความศรัทธา ใครเขาจะให้ยืมใช้สถานที่ เพราะผู้ให้ยืมคิดว่าทุกคนเป็นคนในครอบครัวของผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน จึงยินดีให้ใช้ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า จะต้องตอบแทนน้ำใสใจจริงของผู้ให้ยืมใช้สถานที่ เช่น เวลามาก็สวัสดีเจ้าของบ้าน เวลาเลิกก็จัดห้องให้เรียบร้อย ล้างแก้ว ปิดไฟ ปิดหน้าต่างให้เรียบร้อย และบอกเจ้าของบ้านว่าขอบคุณ อย่าส่งเสียงดังรบกวนข้างบ้าน  สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องรักษาเวลา เมื่อถึงเวลาแล้ว ก็จะต้องเลิกประชุม และกลับไปโดยเร็ว เพื่อให้เจ้าของบ้านได้พักผ่อน อย่ารบกวนเวลานอนของพวกเขา นี่คือสามัญสำนึกและมารยาทของการขอยืมใช้สถานที่ ซึ่งการเผยแผ่ธรรมในประเทศไทยจำเป็นต้องมีสถานที่จัดประชุม P

 

 

วันที่ 2 เมษายน

            ผู้นำแห่งธรรมที่กล้าหาญกำลังเต้นรำอยู่ ณ ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง ดังนั้น พวกเราที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ขอให้สวดมนต์ให้แก่สมาชิกด้วย

 

อธิบาย

            เมื่อ ปี ค.ศ.1958 ในวันนั้น อาจารย์โทดะเสียชีวิตลง และวันนี้ก็พอดีครบรอบ 21 ปีของการมรณะของท่าน ตัวเลข 21 นั้น เกิดจาก 3X7 ได้ 21 ดังนั้น การครบรอบปีที่ 21 ปี จึงมีความสำคัญมาก ด้วยเหตุนี้ วันนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น อาจารย์อิเคดะจึงเป็นประธานในพิธีสวดมนต์ที่ระลึกมรณกรรมของอาจารย์โทดะ ซึ่งเป็นวันที่มีความหมายสำคัญมาก

เมื่ออาจารย์โทดะเป็นนายกสมาคมคนที่ 2 ท่านได้สร้างรากฐานของสมาคมให้แข็งแกร่งด้วยการชักชวนแนะนำธรรม 750,000 ครอบครัวได้สำเร็จ  ซึ่งก่อนหน้านี้ แม้จะมีสมาชิกอยู่ 7,500 คน แต่มีคนที่ศรัทธาเข้มแข็งอยู่ประมาณ 3,000 คนเท่านั้น แล้วในระหว่างที่ท่านเป็นนายกสมาคมคนที่ 2 ช่วงเวลาประมาณ 7 ปี ท่านสามารถเพิ่มสมาชิกขึ้นมาอีก 10 เท่าได้สำเร็จ ซึ่งท่านมีความตั้งใจว่าจะต้องสร้างรากฐานในประเทศญี่ปุ่นให้แข็งแกร่ง  จากนั้น เมื่ออาจารย์อิเคดะเป็นนายกสมาคมคนที่ 3 ก็ได้เริ่มการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก จนถึงปัจจุบันนี้เวลาล่วงผ่านมา 21 ปี มีสมาชิกประมาณ 8 ล้านครอบครัว ใน 90 กว่าประเทศ ซึ่งมากกว่าของอาจารย์โทดะ 10 เท่า  นี่คือหน้าที่ของอาจารย์อิเคดะ 

ในเข็มชี้ประจำวันนี้ การที่อาจารย์กล่าวว่า “ผู้นำของธรรมที่กล้าหาญกำลังเต้นรำอยู่ ณ ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง” ก็หมายความว่า  ที่นั่น (ประเทศอเมริกา ฝรั่งเศส) หรือ ที่นี่ (ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวั่น ฯลฯ) สมาชิกทั้งหลายกำลังเพียรพยายามในการปฏิบัติศรัทธาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ การเผยแผ่ธรรม การชักชวนแนะนำธรรม ต่าง ๆ เหล่านี้มีพร้อมอยู่ในคำว่า “เต้นรำ”  โดยไม่มีความแตกต่างทางด้านระยะทางที่อยู่ไกลหรือใกล้

กล่าวคือ แม้จะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ก็มีสมาชิกทั้งที่มีความศรัทธาเข้มแข็งและอ่อนแอ  ทั้งนี้ สมาชิกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ (1) ผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง (2) ผู้ที่มีความศรัทธาเฉื่อยชา และ (3) ผู้ที่ความศรัทธาท้อถอย ไม่ว่าจะเป็นเพศใด วัยใด ชนชาติอะไร  ก็แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งทุกคนมีเสรีภาพในการปฏิบัติศรัทธา จึงกล่าวได้ว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นพุทธธรรมแห่งมนุษยชาติ ที่มีความเสมอภาค ไม่ใช่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น  นี่คือเรียกว่า “ครอบครัวแห่งโซคา” ดังนั้น สมาชิกทุกคนจึงควรจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ถ้ามีใครสักคนกลุ้มใจ แสดงว่า คนในทั้งครอบครัวก็รู้สึกกลุ้มใจด้วย  นี่คือเจตนารมณ์ของพวกเรา 

            ถ้าความนึกคิดของพวกเราไม่มีความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียวแล้ว ก็ไม่สามารถเผยแผ่ธรรมได้สำเร็จ สันติภาพแท้จริงในโลกก็ไม่สามารถบรรลุผล  เพราะในสมาคมของเราเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ส่วนในสังคมนั้นอันตรายมาก เช่น มีการนินทา ให้ร้าย ตำหนิ เข่นฆ่า ดูถูก ใช้อำนาจต่อกัน แบ่งกลุ่มแบ่งพวก ซึ่งเป็นสังคมที่สกปรกมาก แต่เฉพาะภายในสมาคมของเราเท่านั้นที่มีความปลอดภัย มีเสรีภาพ และมีความยุติธรรม  ดังนั้น อาจารย์จึงเคยชี้นำไว้ว่า ไม่แน่เสมอไปว่า คนญี่ปุ่นในประเทศ

ญี่ปุ่นจะมีความศรัทธาเข้มแข็งกว่าผู้ปฏิบัติศรัทธาในต่างประเทศหรือชาวต่างชาติ ซึ่ง ทางด้านธรรมแล้ว สมาชิกต่างประเทศอาจจะเข้มแข็งกว่าคนญี่ปุ่นก็ได้ 

            หรือสำหรับประเทศไทยแล้ว สมาชิกในกรุงเทพฯ เสียเงิน สัก 5-10 บาท ก็สามารถเดินทางมาสมาคมโดยเสียเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่สมาชิกต่างจังหวัดย่อมมีความลำบากมากกว่า เช่น ต้องเสียเงินค่าเดินทางมากกว่า ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า และนาน ๆ ครั้งจึงจะมีหัวหน้าไปชี้นำ  แต่สำหรับการสวดมนต์แล้ว สมาชิกต่างจังหวัดจะเข้มแข็งกว่าสมาชิกกรุงเทพฯ   ด้วยเหตุนี้ เรื่องความศรัทธาจึงไม่เกี่ยวกับระยะทางไกลหรือใกล้  แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล จิตใจแสวงหาธรรมของแต่ละบุคคล  ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นผู้ศรัทธาประเภทที่ 2 และ 3 แล้ว คนไทยที่เป็นผู้ศรัทธาประเภทที่ 1 ก็จะต้องเป็นผู้ชี้นำต่อพวกเขา

            สุดท้ายก็คือ อาจารย์อุตส่าห์สวดมนต์ให้แก่พวกเราอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ขอให้พวกเรามีความสุข มีความสะดวกสบายทุกวัน  นี่คือเจตนารมณ์ของอาจารย์ที่มีความเมตตากรุณาต่อพวกเรา  ดังนั้น พวกเราก็ควรจะต้องสวดมนต์อธิษฐานขอให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรง และมีอายุยืนยาวถึงศตวรรษที่ 21  นี่คือหน้าที่ของพวกเรา ลักษณะนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นอาจารย์กับศิษย์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริง  P

 

ปฏิทินเหตุการณ์ 

            วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1958   อาจารย์โจเซอิ โทดะ นายกสมาคมโซคาคนที่ 2 เสียชีวิต

 

 

วันที่ 1 เมษายน

            เอาล่ะ เดือนเมษายนเป็นเดือนแห่งดอกไม้บาน ขอให้ตั้งใจก้าวหน้าหนึ่งก้าวในทุกเรื่องโดยสมบูรณ์ ขอให้ตั้งใจว่าจะเจริญเติบโต แสดงสิ่งที่เป็นความหวังและความตั้งใจออกมา สร้างสิ่งที่เป็นความหวังและความตั้งใจขึ้นมา นี่คือความศรัทธา

 

อธิบาย

            เดือนเมษายนที่ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะมีการเจริญงอกงามและเติบโต หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวมาแล้ว ก็จะเป็นโอกาสของการเจริญเติบโต  จึงต้องมีความตั้งใจและความหวังในอนาคต 

ความศรัทธาของพวกเราก็จำเป็นต้องสร้างสรรค์ความหวังในอนาคต การกำหนดเป้าหมายก็คือความตั้งใจและความหวังนั่นเอง  ดังนั้น แม้ขณะนี้จะมีความทุกข์ หรือพบกับอุปสรรค 3 มาร 4 หรือชะตากรรมอะไรก็ตาม ในใจจะต้องกำหนดเป้าหมาย มีความตั้งใจ และมีความหวังในอนาคต จึงจะสามารถต่อสู้ท้าทายสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จ

ตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความหวังในอนาคต ย่อมดำเนินชีวิตโดยไม่มีความร่าเริงเบิกบาน มีแต่ความเฉื่อยชา ชีวิตประจำวันมีแต่ความมืดมน เช่นนี้แล้ว อนาคตย่อมไม่มีความหวังอย่างแน่นอน

แต่พวกเรามีโงะฮนซน และมีอาจารย์อิเคดะคอยให้คำชี้นำ โดยมีเป้าหมายใหญ่ อยู่ 2 ข้อ คือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จ อันเป็นพินัยกรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน และการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  ดังนั้น แม้ว่าจะยากลำบากแค่ไหน ก็สามารถต่อสู้เพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่นได้สำเร็จ เพราะอานุภาพของโงะฮนซนนั้นไม่มีสิ้นสุด และเพียบพร้อมสมบูรณ์เทียบเท่ากับจักรวาล ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสวดมนต์และอธิษฐานต่อโงะฮนซน จึงสามารถสัมฤทธิ์ผล  พวกเราจึงต้องมีความตั้งใจ และปฏิบัติศรัทธาโดยมีความหวัง ก็จะสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาได้อย่างแน่นอน P

 

กลับหน้าแรก