กลับหน้าแรก

 

วันที่ 31 พฤษภาคม

            เรื่องที่คิดว่าดี ขอให้ปฏิบัติด้วยความกล้าหาญ นี่คือความศรัทธาที่มีลักษณะพื้นฐานชีวิตอิสระ วันนี้ก็ต้องต่อสู้อย่างกระปรี้กระเปร่า และขอให้เปิดความยิ่งใหญ่ของตนเองให้แก่สมาคมของเรา

 

อธิบาย

อาจารย์มาคิงุจิ นายกสมาคมคนแรกชี้นำไว้ว่า “ผู้ที่ไม่เป็นศัตรูกับคนชั่ว ย่อมไม่สามารถเป็นผู้นำได้” หมายความว่า พวกเรายึดถือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง ย่อมจะต้องต่อสู้กับการกระทำที่ชั่วร้ายในสังคมอย่างแน่นอน เพราะในสังคมทั่วไป มักจะมีแต่ความอิจฉาริษยา อคติ โกรธ เกลียด อาฆาต นินทาให้ร้าย โดยยึดถือแต่ตัวเองเป็นหลัก เห็นผู้อื่นเป็นศัตรู  ซึ่งสภาพที่แท้จริงของสังคมนั้นจะอยู่ใน 4 โลกชั่วที่สกปรกเป็นหลัก  ดังนั้น เมื่อพวกเราผู้ยึดถือโงะฮนซนเข้าไปอยู่ในสังคมที่สกปรก ย่อมจะต้องประสบปัญหาหรืออุปสรรคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน ไม่เพียงแต่ในสังคมเท่านั้น แม้แต่ในระบบการก็อาจจะมีหัวหน้าที่ยึดเอาความคิดของสังคมเป็นหลัก ทำให้ระบบการของเขากลายเป็นระบบการของสังคมไปก็มี เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาที่เราปฏิบัติต่อสู้ทำงานพระในระบบการ ก็อาจต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน

ลักษณะพื้นฐานชีวิตของมนุษย์โดยทั่วไปมักจะไม่อยากยุ่งกับผู้อื่น ไม่อยากมีเรื่องกับคนในสังคม หรือเพื่อนร่วมงานในบริษัท บางครั้ง จึงปล่อยทิ้ง ไม่สนใจ หรือยอมตามความคิดของเขาก็มี นี่คือสันดานนิสัยของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ซึ่งถ้ามองดูจากทางด้านสังคมแล้ว วิธีนี้ทำให้เราไม่ต้องพบปัญหา จึงดูเหมือนว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อตัวเอง เป็นวิธีการที่ยอมรับได้   แต่ถ้ามองจากทางด้านธรรมแล้ว ไม่อาจนำเอาความคิดแบบสังคมเช่นนี้มาใช้เป็นอันขาด เพราะสังคมมีแต่เรื่องของกำไร ขาดทุน ซึ่งมุ่งหวังแต่จะให้ตนเองได้รับชื่อเสียง ผลประโยชน์เท่านั้น  แต่ทางด้านธรรม ไม่มีลักษณะเหมือนกับการค้าขายเช่นนี้ 

กล่าวคือ แก่นแท้ของธรรมก็คือ ให้ผู้อื่นและตนเองดีขึ้น เจริญก้าวหน้าขึ้น จนในที่สุด สามารถมีความสุขที่แท้จริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เป็นธรรมที่สามารถช่วยให้สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตนี้ ในชาตินี้ได้ และร่วมกันเผยแผ่ธรรม  ด้วยเหตุนี้ ในหมู่สมาชิกด้วยกัน จึงไม่ควรมีความสัมพันธ์ในลักษณะค้าขาย หวังผลกำไร หวังผลประโยชน์ โกรธ เกลียด ด่าว่า อิจฉาต่อกันเป็นอันขาด มีแต่การอธิษฐานให้เขาดีกว่าเรา มีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าปัจจุบัน ให้เป็นผู้นำที่ดีในอนาคต โดยยึดถือความเมตตากรุณาเป็นหลัก

จึงเห็นได้ชัดว่า แก่นแท้ของสังคมกับธรรมไม่เหมือนกัน  เช่น ในบริษัทมีผู้จัดการเพียงหนึ่งตำแหน่ง ที่เหลือเป็นพนักงาน ซึ่งแน่นอนว่า ไม่สามารถให้ทุกคนเป็นผู้จัดการเท่ากันหมด  จึงต้องเกิดการแข่งขัน แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น เพื่อหวังจะได้ตำแหน่งผู้จัดการ  แต่ทางด้านธรรมแล้ว จุดมุ่งหมายที่พวกเรานับถือศรัทธาก็คือ เพื่อการบรรลุพุทธภาวะของตนเอง ซึ่งทุกคนต่างมีอิสรเสรีในการปฏิบัติศรัทธา แต่ในระหว่างการปฏิบัติศรัทธา อาจจะพบกับอุปสรรค 3 มาร 4 บางคนที่ศรัทธาอ่อนแอก็อาจจะถอยศรัทธาไป โดยไม่ใช่เกิดจากการขัดขวางหรือข่มขู่ของเพื่อนสมาชิกด้วยกัน หมายความว่า สมาชิกทั้งหลายล้วนเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน สมาชิกทั้งหมดมีสิทธิ์และมีโอกาสที่จะมีความสุขได้อย่างแน่นอน

พระศากยมุนีพุทธกล่าวอยู่ในคัมภีร์ว่า “ถ้าพบเห็นผู้ที่ดูหมิ่นธรรม และปล่อยไว้โดยไม่ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว บุคคลนั้นย่อมไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาตมา กลับกลายเป็นพวกเดียวกับผู้ดูหมิ่นธรรม” หมายความว่า ทางด้านธรรมแล้ว ในระหว่างสมาชิกด้วยกัน จะต้องทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าด้วยกัน มีความศรัทธาเข้มแข็งด้วยกัน ศึกษาธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วยกัน มีความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นพื้นฐาน นี่คือเจตนารมณ์ของพวกเรา  ด้วยเหตุนี้ ถ้ามีคนที่ไม่เข้าใจ เข้าใจผิด หรือทำผิดแล้ว เราก็ควรจะบอกกล่าวตักเตือนต่อกัน ไม่ควรจะปล่อยทิ้งไว้  มิฉะนั้นแล้ว ตัวเราก็จะต้องได้รับบาปด้วยเช่นกัน เพราะใช้วิธีคิดแบบสังคมเป็นหลัก โดยอ้างเหตุผลว่า ไม่อยากจะให้มีเรื่องต่อกัน แต่แท้จริงแล้ว ลึกๆ ก็คือ อยากเป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่น ไม่อยากให้คนอื่นเกลียดชัง จึงเลือกใช้วิธีการแบบสังคม ก็คือ เห็นว่าทำไม่ถูกต้อง แต่ก็ปล่อยเอาไว้  ความคิดและสันดานนิสัยแบบนี้เป็นสิ่งที่น่าอันตรายที่สุด เพราะถ้าระบบการของสมาคมกลายเป็นระบบเดียวกับสังคมแล้ว ในที่สุด ก็จะมีความอิจฉา อคติจิต โกรธเคืองกัน ในที่สุด ระบบการก็จะเสื่อมลง และสมาชิกถอยศรัทธาไป  ทั้งนี้ นอกจากตัวเองจะไม่สามารถปฏิวัติชีวิตแล้ว ยังเผยแผ่ธรรมไม่สำเร็จอีกด้วย ดังนั้น สิ่งที่ไม่ดีหรือวิธีการที่ไม่ดีแบบสังคมนั้น ห้ามนำมาใช้ในระบบการเด็ดขาด เช่น แก้วน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ถ้ามีสิ่งสกปรกเพียงเล็กน้อยตกลงไปแล้ว ก็ไม่มีใครอยากดื่มน้ำแก้วนั้น  ซึ่งธรรมก็เปรียบได้กับน้ำสะอาดบริสุทธิ์  แต่เรื่องนี้พูดง่าย ทำยาก

ครั้งหนึ่ง อาจารย์มาคิงุจิเคยชี้นำไว้ว่า “การไม่ทำดี กับ การทำไม่ดี เป็นสิ่งเดียวกัน” หมายความว่า ถ้ามองทางด้านสังคมแล้ว การที่ตัวเราไม่ได้ทำไม่ดี ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว จึงคิดว่า ไม่ทำดีก็ไม่เป็นไร แต่แท้จริงแล้วไม่ถูกต้อง เช่น ถ้าข้างบ้านเกิดไฟไหม้ เราไม่ใช่คนจุดไฟ แต่เรารู้ว่าข้างบ้านไฟไหม้ หรือมีโจรขึ้นบ้าน แต่เรากลับทำเฉย ไม่แจ้งตำรวจ ในแง่กฎหมายแล้ว เราอาจจะไม่ได้กระทำผิดอะไร แต่ในแง่ธรรมแล้ว การที่เราเห็นไฟไหม้หรือขโมยขึ้นบ้าน แต่ไม่แจ้งตำรวจ ก็มีบาปเช่นกัน หรือเราเห็นเด็กตกน้ำ แต่ทำเฉยไม่อยากยุ่ง ในแง่กฎหมายอาจจะไม่ผิด แต่ผิดต่อหลักธรรม   เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “เรื่องที่คิดว่าดี ขอให้ปฏิบัติด้วยความกล้าหาญ นี่คือความศรัทธาที่มีลักษณะพื้นฐานชีวิตอิสระ” ผู้ที่ปฏิบัติได้เช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถยกระดับสภาพชีวิตของตนเองให้หลุดพ้นจาก 4 โลกชั่ว สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้  เมื่อทุกๆ คนปฏิบัติตนเช่นนี้แล้ว สมาคมก็จะมีความก้าวหน้าและเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “ขอให้เปิดความยิ่งใหญ่ของตนเองให้แก่สมาคมของเรา” P

 

 

วันที่ 30 พฤษภาคม

            ขอให้ดำเนินกิจกรรมด้วยความพรั่งพร้อมเหลือเฟือ ขอให้ดำเนินกิจกรรมด้วยความมั่นใจในตนเอง  และขอให้ดำเนินกิจกรรมด้วยความร่าเริง

 

อธิบาย

คำชี้นำ 3 ข้อนี้คือเงื่อนไขของภาวะผู้นำ ผู้ที่ดำเนินกิจกรรมด้วยลักษณะเช่นนี้ จึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้นำที่แท้จริง  ซึ่งความพึงพอใจก็ดี ความมั่นใจในตนเองก็ดี และความร่าเริงก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องทางด้านจิตใจหรือสภาพชีวิตนั่นเอง  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ถ้าหัวหน้าสวดมนต์น้อย ความศรัทธาอ่อนแอ หรือพ่ายแพ้ต่อตัวเองแล้ว ย่อมไม่สามารถทำตามเงื่อนไข 3 ข้อนี้ได้สำเร็จ

คำว่า “พรั่งพร้อมเหลือเฟือ” หมายความว่า สมมติเรามีความรู้ธรรม 10 ส่วน เมื่อชี้นำหรือสอนธรรมให้แก่สมาชิกไป 3 ส่วน ก็ยังมีเหลืออีก 7 ส่วน ตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้ารู้ธรรมเพียงแค่ 3 ส่วน และสอนให้แก่สมาชิกไปจนหมด 3 ส่วน ก็ไม่มีอะไรหลงเหลือไว้ เมื่อเปรียบเทียบ 2 ลักษณะนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า คนที่รู้ธรรม 10 ส่วน สามารถสอนได้ด้วยความมั่นใจ สามารถอธิบายได้อย่างลึกซึ้ง สามารถขยายความให้กว้างขวางขึ้น เพราะว่ายังมีเหลืออีก 7 ส่วน เพราะมีความพรั่งพร้อมเหลือเฟือนั่นเอง  ดังนั้น เมื่อมีคนตั้งคำถาม ก็ไม่รู้สึกกลัว สามารถให้คำตอบที่แจ่มแจ้ง ทำให้สมาชิกทั้งหลายที่รับฟังมีความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง แท้จริงแล้วธรรมนั้นยาก แต่ก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ นอกจากนั้น ไม่ใช่อธิบายเพียงในแง่ของธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ยังจะต้องทำให้ฟังแล้วสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันให้ได้ด้วย เมื่ออธิบายธรรมที่ลึกซึ้งให้เข้าใจได้แล้ว สมาชิกก็จะรู้สึกประทับใจ และรู้สึกไว้วางใจหัวหน้าได้อย่างแน่นอน  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สมาชิกก็อยากจะลองปฏิบัติตามเพื่อพิสูจน์คำสอนหรือคำชี้นำว่าจะได้รับผลสำเร็จหรือไม่ และบังเกิดความเชื่อมั่นที่เข้มแข็งขึ้นมาได้

ตรงกันข้าม หัวหน้าที่รู้ธรรม 3 ส่วน พอสอนออกไป 3 ส่วนก็หมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกต่อไป  เวลาที่สอนหรือชี้นำสมาชิกก็จะมีจิตใจคับแคบ และกลัวว่า ถ้าหากมีคนถาม จะสามารถตอบได้หรือไม่ จึงมีความกลัว หรือถ้าสอนไปแล้ว ต่อไปก็ไม่มีอะไรจะสอนเพิ่มได้อีก แสดงว่าคำสอนหรือคำชี้นำนั้นตื้นและแคบ ไม่ลึกซึ้ง จึงมักจะใช้อำนาจของตนเองบังคับให้สมาชิกต้องเชื่อฟัง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ฟังหรือสมาชิกก็จะรู้สึกกลัวหัวหน้าคนนี้ และไม่ค่อยเข้าใจว่าธรรมที่ลึกซึ้งมีประโยชน์อะไรต่อเขาได้ กล่าวคือ เมื่อเรียนธรรมหรือคำชี้นำ ก็ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้สึกสนุก ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไปประชุมก็เหมือนไปโรงเรียน ได้ฟังแต่สิ่งที่ยากมาก จึงเบื่อและไม่อยากไปประชุม ไม่มีจิตใจอยากจะลองปฏิบัติดู

สมมติว่า ในการขับรถ ถ้าหักพวงมาลัยไปทางซ้ายเล็กน้อย รถก็จะเลี้ยวไปทางซ้าย ถ้าหักพวงมาลัยไปทางขวา รถก็จะเลี้ยวไปทางขวาทันที  ผู้ขับก็จะต้องคอยระแวดระวังเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาแล้ว ขับสัก 1 ชั่วโมงก็จะเหนื่อยมากทีเดียว  แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวงมาลัยรถมีช่วงฟรีที่เหลือพอ คนขับจึงสามารถขับได้อย่างสบายๆ  หรือในอีกด้านหนึ่ง ความพรั่งพร้อมเหลือเฟือก็อาจหมายถึงการมีประสบการณ์มากมาย ดังนั้น เมื่อพบอุปสรรค 3 มาร 4 ก็ไม่ตกใจง่าย ๆ ไม่กังวลใจ ไม่ลืมความศรัทธาต่อโงะฮนซน และสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เพราะในจิตใจของเขามีความพรั่งพร้อมเหลือเฟือนั่นเอง จึงสามารถนึกคิดด้วยปัญญาที่ดีได้

ตรงกันข้าม คนที่ไม่มีความพรั่งพร้อมเหลือเฟือ เมื่อดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวแล้วพบกับอุปสรรค ก็จะเอาแต่ตระหนกตกใจ ลืมโงะฮนซน คิดหาแต่วิธีการทางสังคมมาแก้ไข แม้ช่วงแรกอาจดูเหมือนว่าแก้ไขได้ก็จริง แต่ภายหลังกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ เพราะการคิดแบบตื้น ๆ ด้วยสายตาที่สั้น ไม่ได้มองการณ์ไกล และไม่รู้ซึ้งถึงธาตุแท้ของปัญหาที่เกิดขึ้น  เหมือนกับคนที่ยืนอยู่บนตึกสูง 10 ชั้น กับคนที่อยู่ข้างล่าง เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นมา คนที่อยู่สูงจะสามารถมองเห็นได้ว่า ไฟอยู่ใกล้หรือไกล ลมกำลังพัดไปทางทิศไหน บริเวณไหนเป็นที่โล่ง มีน้ำหรือไม่ ฯลฯ แต่คนที่อยู่ข้างล่างเห็นแต่ควันไฟและเปลวไฟ ก็จะตื่นตกใจ วิ่งหนีชุลมุน ถ้าเป็นเวลากลางวันก็อาจจะดีหน่อย แต่ถ้าเป็นกลางคืน ก็จะยิ่งตื่นตกใจจนวุ่นวาย เพราะไฟไหม้ที่ไกล ก็อาจรู้สึกว่าอยู่ใกล้มากทีเดียวก็ได้

สำหรับความมั่นใจในตัวเอง ก็หมายความว่า แม้ว่าในระหว่างชีวิตมนุษย์ของเราจะพบกับความยากลำบาก มีความทุกข์ มีชะตากรรมอะไรเกิดขึ้นมาก็ตาม ก็ยังคงยึดถือความศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างมั่นคงแน่วแน่ ไม่ถูกกระทบกระเทือนจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ยอมพ่ายแพ้ และมีความเชื่อมั่นในคำกล่าวของพระนิชิเร็นไดโชนินที่บอกไว้ว่า “เมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไป ฤดูใบไม้ผลิก็จะติดตามมาอย่างแน่นอน” และพยายามต่อสู้ท้าทายต่ออุปสรรค จนสามารถฟันฝ่าเอาชนะได้สำเร็จ  เมื่อหัวหน้ามีความเชื่อมั่นที่เข้มแข็งเช่นนี้ ความเชื่อมั่นนี้จะสามารถมีกระแสจิตติดต่อกับสมาชิกทั้งหลายได้ ทำให้คนที่ศรัทธาอ่อนแอก็สามารถฟื้นความศรัทธาขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งกล่าวได้ว่า หนึ่งขณะจิตของหัวหน้าสามารถมีผลกระทบต่อระบบการในความดูแลทั้งหมดให้เจริญก้าวหน้าหรือเสื่อมถอยลงนั่นเอง

ส่วนการดำเนินกิจกรรมด้วยความร่าเริง มีความหมายว่า เมื่อหัวหน้ามีความร่าเริง ระบบการในความดูแลก็จะมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง และขยันขันแข็ง ในการจัดประชุมสนทนาธรรมตำบลก็ดี ในการประชุมที่มีคนมารวมตัวกันก็ดี ก็สามารถร้องเพลงด้วยความร่าเริงตามธรรมชาติ  ทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกสบายใจ มีกำลังใจที่จะก้าวต่อไป  ถ้าระบบการของเรามีลักษณะเช่นนี้แล้ว คนที่ไม่เคยปฏิบัติศรัทธา เมื่อมาเข้าร่วมประชุมด้วย ก็จะรู้สึกประทับใจว่า ทำไมทุกคนจึงมีความร่าเริงเบิกบานเช่นนี้ได้ ธรรมหรือคำสอนที่พวกเราปฏิบัติศรัทธาอยู่นี้คงจะต้องมีสิ่งดีๆ เป็นแน่แท้ จึงเกิดความสนใจในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน และภายหลัง ก็เข้ามาเป็นสมาชิกด้วย ระบบการก็จะยิ่งมีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม หัวหน้าที่ไม่มีความร่าเริง มีลักษณะท่าทางที่เข้มงวด ต่อว่า หรือดุว่าสมาชิกอยู่เป็นประจำ สมาชิกรู้สึกไม่มีอิสระ ไม่มีความสบายใจ ไม่มีกำลังใจ แต่จะรู้สึกต่อหัวหน้าว่า หัวหน้าเป็นคนอวดดี มีแต่ออกคำสั่ง หรือบังคับควบคุมไปเสียทุกเรื่อง หากเป็นเช่นนี้แล้ว ความศรัทธาที่เข้มแข็งก็จะค่อย ๆ อ่อนแอลง และในที่สุดก็ถอยศรัทธาไป เหลือแต่ความอคติจิตต่อหัวหน้า สมาชิกอิจฉาริษยากัน ไม่พอใจระบบการ และแตกสามัคคี ซึ่งเป็นการทำลายสมาคมให้พังพินาศลง และแน่นอนว่า การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกย่อมไม่สามารถสำเร็จนั่นเอง  P

 

 

วันที่ 29 พฤษภาคม

            ขอให้ดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้ผ่านพ้นไปอย่างมั่นคง ขอให้ดำเนินชีวิตที่สงบสุขบนเส้นทางชีวิตของตนเอง ขอให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางนี้เท่านั้น นี่คือเส้นทางของพุทธธรรมที่แท้จริง และเป็นทางลัดไปสู่ชัยชนะของบุคคล

 

อธิบาย

การดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้ผ่านพ้นไปอย่างมั่นคงนั้น ก็หมายความว่า พวกเรามีโงะฮนซนเป็นหลัก และสามารถมีการดำเนินชีวิตที่แน่นแฟ้น ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าที่มั่นคงแน่วแน่ได้  ซึ่งมีการสะสมและสร้างบุญวาสนามากมายไว้ในชีวิตแล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่า เป็นชีวิตมนุษย์ที่มีความสุขที่แท้จริง และเมื่อถึงเวลาที่เสียชีวิตลง ก็ไม่มีการหวนเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน

การดำเนินชีวิตที่สงบสุขบนเส้นทางชีวิตของตนเอง ก็หมายความว่า พวกเราเกิดมาในชาตินี้ก็มีพร้อมคุณสมบัติดีเด่นของตนเอง  ดังนั้น ถ้าสามารถทำให้คุณสมบัติดีเด่นของตนเองปรากฏออกมาในการดำเนินชีวิตแต่ละวันๆ แล้ว การดำเนินชีวิตก็จะสามารถสงบสุข  แต่คนที่เบื่อหน่าย ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดหวังต่อชีวิต บางคนก็อาจหลีกเลี่ยงจากสังคมปัจจุบัน และไปเข้ากลุ่มแก๊งอันธพาล เสพยา ซิ่งรถ ด้วยความเบื่อหน่าย เกลียดชังสังคม ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวเอง  เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถดำเนินชีวิตที่แน่นแฟ้นและสงบสุขบนเส้นทางชีวิตของตนเองได้

ตรงกันข้าม เมื่อรู้จักโงะฮนซน สวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว คุณสมบัติดีเด่นที่แท้จริงของตนเองก็จะสามารถปรากฏออกมา ทำให้สร้างคุณประโยชน์แก่ตัวเองและสังคมได้ เราก็จะสามารถมีชีวิตมนุษย์ที่มีความพึงพอใจ อิ่มอกอิ่มใจได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เช่น อดีตกรรมชั่ว อุปสรรค 3 มาร 4  ก็จะต้องไม่ยอมแพ้ จะต้องยิ่งมีกำลังใจมากขึ้น เพื่อต่อสู้ท้าทายให้มีชัยชนะให้จงได้ นี่คือความหวังที่ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

การก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางนี้เท่านั้น นี่คือเส้นทางของพุทธธรรมที่แท้จริง หมายความว่า แท้จริงแล้ว พวกเราทุกคนล้วนมีภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้ ซึ่งก็คือ พวกเราเป็นโพธิสัตว์ที่ใกล้จะสำเร็จเป็นพระพุทธ  แต่พวกเราก็อุตส่าห์เกิดมาในสภาพที่ต้องพบกับอดีตกรรมชั่วก่อน เช่น ยากจน เจ็บป่วย เป็นอัมพาต ครอบครัวไม่รักใคร่ปรองดองกัน ฯลฯ และเมื่อรับโงะฮนซนแล้ว ก็พยายามปฏิบัติศรัทธาให้สามารถเห็นพลังอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ของโงะฮนซน  นี่คือหน้าที่ของพวกเรา  ดังนั้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก มีความทุกข์มากแค่ไหนก็ตาม อันที่จริง ก็เนื่องจากพวกเราได้เคยสัญญาไว้กับพระนิชิเร็นไดโชนินว่า เราจะเกิดมาด้วยปัญหาเรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง และพิสูจน์ให้สังคมเห็นความถูกต้องของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน  ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “ขอให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางนี้” ซึ่งแน่นอนทีเดียวว่า แต่ละคนต่างก็มีเส้นทางของตนเอง ที่จะต้องพยายามทำให้บรรลุภาระหน้าที่บนเส้นทางของตนเองให้ได้ อย่าคอยแต่จะเปรียบเทียบกับผู้อื่น หรืออิจฉาริษยาผู้อื่น 

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “ซากุระ บ๊วย ท้อ สาลี่” ก็หมายความว่า ดอกเบญจมาสก็มีคุณลักษณะและคุณสมบัติของดอกเบญจมาศ ดอกกุหลาบก็มีเอกลักษณ์ของดอกกุหลาบเอง หรือดอกมะลิก็มีเอกลักษณ์ของดอกมะลิ ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่น แต่พยายามเติบโตและเบ่งบานอย่างเต็มที่ นี่ก็คือการทำภาระหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตมนุษย์ที่สูงส่งและมีคุณค่ามากที่สุดนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “นี่คือเส้นทางของพุทธธรรมที่แท้จริง และเป็นทางลัดไปสู่ชัยชนะของบุคคล”  P

 

 

วันที่ 28 พฤษภาคม

            อย่างไรก็ตาม ชีวิตมนุษย์และหนทางของการเผยแผ่ธรรมนั้นยาวไกล ดังนั้น ขอให้ยืดอกดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงแน่วแน่ทุกวัน พร้อมกับมีความมั่นใจในตัวเอง และมีความหวังด้วยกัน

 

อธิบาย

นักปราชญ์ท่านหนึ่งได้ค้นคว้าเรื่องชีวิตมนุษย์ และกล่าวว่า โดยทั่วไป ชีวิตมนุษย์จะมีอายุประมาณ 70 ปี ในระหว่าง 70 ปีนี้ แบ่งออกได้ดังนี้ คือ เวลาทำงาน 19 ปี เวลานอน 23 ปี เวลาป่วย 4 ปี เวลาสนุกสนาน 9 ปี เวลาแต่งตัว 2 ปี เวลารับประทานอาหาร 3 ปี อื่น ๆ 10 ปี

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า ชีวิตมนุษย์นั้นยืนยาวถึง 70 ปี แต่คนส่วนใหญ่ก็ดำเนินชีวิตโดยใช้เวลาไปในเรื่องราวตามที่กล่าวมาข้างต้นให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองเพียงเวลาที่ทำงาน 19 ปี และเวลาอื่น ๆ อีก 10 ปี รวม 29 ปีเท่านั้น

แต่สำหรับพวกเราที่เกิดมาในครอบครัวผู้ปฏิบัติศรัทธา ด้วยอายุขัยเท่ากับคนทั่วไป ก็จะสามารถมีโอกาสสร้างบุญวาสนาได้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น  ส่วนเวลาที่เหลือ 60 ปีไม่สามารถสร้างบุญวาสนาได้  ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว ก็จะรู้สึกได้ว่า เวลาที่เราจะสร้างบุญวาสนานั้นไม่ได้ยาวนานนัก ยิ่งถ้าเข้ามาศรัทธาช้า เวลาที่จะได้สร้างบุญก็จะยิ่งน้อยลงอย่างแน่นอน 

นอกจากนี้ คนที่บอกว่า ถ้ามีเวลาว่างแล้วจึงจะสวดมนต์ ว่างแล้วจึงจะไปเยี่ยมสมาชิก ว่างแล้วค่อยไปร่วมประชุม กล่าวคือ ถ้ามีเวลาว่างจึงจะทำ ถ้าไม่มีเวลา ก็ยังไม่ทำ เวลาสร้างบุญวาสนาก็ยิ่งน้อยลง เปรียบได้กับคนป่วยที่มีไข้สูง จนเพื่อน ๆ คิดว่า ไม่ไหวแล้ว ควรจะต้องไปโรงพยาบาลดีกว่า แต่คนป่วยกลับบอกว่า เอาไว้ก่อน ไว้มีเวลาว่างและเดินไหว หรือเอาไว้ให้หายดีก่อนแล้วค่อยไปหาหมอหรือไปโรงพยาบาล เช่นเดียวกัน คนที่บอกว่า ถ้ามีเวลาจึงจะทำงานพระนั้น เป็นความคิดที่กลับกัน  อันที่จริง เมื่อไม่มีเวลา ก็จำเป็นจะต้องพยายามหาเวลาสร้างบุญวาสนา จึงจะเป็นความศรัทธาที่ถูกต้อง เหมือนคนป่วย ไม่ว่าจะลำบากเพียงใด ก็จะต้องพยายามไปหาหมอ

ในทำนองเดียวกัน พวกเราไม่มีเวลา แต่พยายามหาเวลาทำงานพระ การสร้างบุญวาสนาก็จะยิ่งมากขึ้น เพราะวันเวลาในแต่ละวันเดินอยู่ตลอดไม่มีหยุด มีแต่ผ่านไปเรื่อย ๆ แล้วชั่วประเดี๋ยวเดียว ชีวิตมนุษย์ก็จบลง  ดังนั้น ถ้าพยายามทำงานพระอย่างเต็มที่ในทุก ๆ วัน ให้การช่วยเหลือผู้อื่น แม้ว่าในหนึ่งวันจะมี 24 ชั่วโมง แต่ก็จะสามารถมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น  ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของเราจึงมีคุณประโยชน์และมีความยืนยาว  ตรงกันข้าม การกิน นอน ทำงาน ซึ่งเป็นการหมุนเวียนอยู่เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ แล้ว ก็เป็นชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีความแน่นแฟ้น

หนทางของการเผยแผ่ธรรมไพศาลเริ่มต้นจากพระนิชิเร็นไดโชนิน ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน 700 กว่าปีแล้วก็ยังไม่สำเร็จ ต่อไป การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานอย่างแน่นอน  ดังเช่นศาสนาคริสต์ ซึ่งก่อตั้งมาเมื่อ สองพันปีก่อน เผยแพร่ออกไปสู่ทั่วโลก แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ  ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมของพวกเราต้องยาวนานต่อไปในศตวรรษที่ 21 ศตวรรษที่ 22 และศตวรรษที่ 23 อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ชีวิตมนุษย์มีเวลาจำกัด การใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์ได้มากน้อยเพียงไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง

พูดถึงเรื่องเวลานั้น เวลาที่ได้พบและพูดคุยกับแฟนนาน 1 ชั่วโมงก็รู้สึกผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนแค่ 1 นาทีเท่านั้น แต่ถ้านั่งฟังหัวหน้าชี้นำเพียงแค่ 1 นาที ก็รู้สึกว่านานราวกับเป็นชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาของชีวิต ไม่ใช่เวลาที่มนุษย์กำหนดขึ้นมา ดังนั้น ถ้าในหนึ่งวันพยายามหาเวลาทำงานพระสัก 30 นาที คุณค่าของเวลาที่พยายามทำก็สามารถมีมากมายเทียบเท่ากับ 3 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง พร้อมกับสะสมบุญวาสนาได้มากมาย  ส่วนคนที่บอกว่า เอาไว้มีเวลาว่างก่อน แล้วค่อยทำงานพระนั้น เมื่อมีเวลาว่างจริง ๆ ก็เอาเวลาไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง จึงหาเวลาทำงานพระได้ยากมาก  ในอีกด้านหนึ่ง แม้ว่าจะพยายามทำงานพระ 3 ชั่วโมงก็ตาม แต่ถ้าไม่ตั้งใจทำ ก็จะสะสมบุญวาสนาได้เทียบเท่ากับ 30 นาทีเท่านั้น

อาจารย์อิเคดะชี้นำไว้ว่า เวลาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเป็นอันดับสองรองจากชีวิต  ดังนั้น ถ้าเราพยายามหาเวลาทำงานพระอย่างเต็มที่แล้ว ก็ย่อมจะมีคุณค่าอย่างลึกซึ้ง  เพราะใช้เวลาที่มีคุณค่าเพื่อการเผยแผ่ธรรม ดังนั้น จึงสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ การดำเนินชีวิตใน 1 วัน ก็มีคุณค่าเท่ากับ 1 เดือน  ในทางกลับกัน การทำงานพระภายใน 1 เดือนด้วยจิตใจเฉื่อยชา ก็อาจมีคุณค่าเทียบได้แค่ 1 วันเท่านั้น

อาจารย์เคยชี้นำไว้ว่า การต่อสู้ของท่านใน 1 วัน เท่ากับ 1 ปีของพวกเรา  ดังนั้น ขอให้พวกเราดำเนินชีวิตในปัจจุบันโดยใช้เวลาอย่างมีคุณค่า และสร้างคุณค่าให้มากมาย นี่คือเรื่องที่สำคัญมาก  นอกจากนี้ อาจารย์ยังกล่าวอีกว่า โลกพุทธก็คือโลกที่สร้างคุณค่านั่นเอง  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ในตอนเช้า เราสวดมนต์เช้าด้วยความแน่นแฟ้น และใช้เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วันโดยพยายามสร้างคุณค่าหรือไม่นั่นเอง

ในระหว่างหนึ่งชั่วชีวิตของเรา จึงต้องพยายามสวดมนต์และดำเนินชีวิตตามเจตนารมณ์และพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน  นี่คือชีวิตมนุษย์ที่สูงส่ง  ดังนั้น เป้าหมายของการศรัทธาของพวกเราก็คือ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข จนกระทั่งถึงทำให้ภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้บรรลุผลสำเร็จ เมื่อเวลาจบชีวิตลง ก็เป็นชีวิตมนุษย์ที่มีคุณค่าและมีความสุขมากที่สุดได้   ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างคุณค่าในทุก ๆ วันได้มากน้อยเพียงใดนั่นเอง P

 

 

วันที่ 27 พฤษภาคม

            จงทำให้คุณสมบัติดีเด่นของตัวเองแสดงปรากฏออกมาให้ได้ พร้อมกันนั้น   ก็ทำให้คุณสมบัติดีเด่นของผู้อื่นปรากฏออกมาให้ได้ด้วย

 

อธิบาย

นักทดลองคนหนึ่งจ้างช่างปั้นให้ปั้นถ้วยชามลวดลายสวยงาม โดยให้เงินเดือนประมาณ 100,000 บาท เมื่อประดิษฐ์เสร็จแล้วนำมาให้เขา เขาก็โยนให้แตกต่อหน้าต่อตาเขาทุกครั้งไป เนื่องจากเขาสู้อุตส่าห์คิดประดิษฐ์ลวดลายและปั้นถ้วยชามที่สวยงามออกมา ปรากฏว่า จะต้องมองดูผลงานของตนเองถูกทำลาย เช่นนี้แล้ว ไม่ถึง 3 เดือน ช่างปั้นคนนี้ย่อมอยากจะลาออก เพราะแม้ว่าจะได้รับเงินมาก แต่การที่นักทดลองทำถ้วยชามของเขาให้แตกทุกครั้ง ย่อมทำให้เขาหมดกำลังใจที่อยากจะสร้างผลงานดีๆ ออกมา เกิดความเบื่อหน่าย เพราะผลงานที่ตั้งใจบรรจงสร้างขึ้นมาไม่ได้รับการเห็นถึงคุณค่าเลยแม้แต่น้อย จึงไม่อยากจะทำต่อไป ทั้งๆ ที่โดยทางทฤษฎีแล้ว การงานก็ไม่หนักมาก อีกทั้งได้รับเงินเดือนสูง น่าจะพึงพอใจแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น นั่นคือ แม้ว่าจะได้เงินเดือนมาก แต่หากมองไม่เห็นคุณค่าของผลงานที่ทำแล้ว ก็ไม่อยากจะทำอีกต่อไป

หมายความว่า ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ได้ทำงานสบาย มีรายได้มากแล้วก็มีความสุข  สิ่งสำคัญก็คือ ในการดำเนินชีวิตทางด้านอาชีพการงานที่ทำนั้น ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีความแน่นแฟ้นหรือไม่ มีความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่ มีกำลังใจหรือไม่ มีชีวิตชีวาหรือไม่ มีการสร้างคุณค่าหรือไม่ มีประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อแม้ที่สำคัญ

มีนิทานของชาวตะวันตกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ฝรั่งคนหนึ่งได้พบชาวประมงวัยรุ่นชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งที่ทะเลสาบของอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังนอนเล่นไม่มีอะไรทำ ฝรั่งจึงถามเขาว่า ทำไมจึงไม่ทำงานทำการ ชาวประมงก็ตอบว่า จะให้ทำงานอะไร เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ ฝรั่งก็บอกว่า ถ้าเช่นนั้น คุณควรจะต้องไปเรียนหนังสือดีกว่า  ชาวประมงก็ถามว่า เรียนหนังสือแล้วจะได้อะไร ฝรั่งก็ตอบว่า จะได้มีงานดีๆ ทำ ชาวประมงก็ถามว่า ทำงานเพื่ออะไร ฝรั่งก็ตอบว่า จะได้มีรายได้งามๆ ชาวประมงก็ถามว่า รายได้ดีแล้วได้ประโยชน์อะไร  ฝรั่งก็ตอบว่า จะได้หาแฟนและมีครอบครัวที่ดีได้ ชาวประมงก็ถามว่า แล้วมีครอบครัวดีอย่างไร ฝรั่งก็ตอบว่า ถ้ามีรายได้ดี ครอบครัวดี ก็จะได้พักผ่อน และหาเวลานอนเล่นตอนกลางวันได้ ชาวประมงก็ตอบว่า ถ้าเช่นนั้น ปัจจุบันนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรมากมายอย่างที่คุณบอก ก็สามารถมีเวลานอนเล่นตอนกลางวันได้ทุกวัน ซึ่งมีผลลัพธ์เหมือนกันอยู่แล้ว 

หมายความว่า ชาวประมงพยายามทำอาชีพของตนเองอย่างเต็มที่ในการจับปลา ก็สามารถมีความสุขได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้ากรุงทำงาน เพราะถึงแม้จะได้เงินดี แต่ก็ไม่เหมาะกับคุณสมบัติดีเด่นของเขา ถ้าเช่นนั้นแล้ว การทำงานในเมืองกลับทำให้เขามีความทุกข์มากกว่าก็ได้  แสดงว่า ชาวประมงรู้สึกพึงพอใจกับอาชีพของเขา จึงประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข แต่ฝรั่งไม่เข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ จึงแนะให้เรียนให้สูง จะได้มีเงินเดือนมาก ๆ จึงจะมีความสุข 

กล่าวคือ มนุษย์แต่ละคนต่างก็มีคุณสมบัติดีเด่นที่แตกต่างกัน ดังนั้น การที่สามารถทำให้คุณสมบัติดีเด่นปรากฏออกมาอย่างเต็มที่ ก็จะรู้สึกมีความสุข ดังนั้น การมองดูผู้อื่นและนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของตนเอง หรือรู้สึกอิจฉาว่าเขาดีกว่าเรา ได้เงินเดือนสูงกว่าเรา หน้าที่การงานดีกว่าเรา ความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง    เพราะว่า ทุกคนมีหน้าที่เฉพาะของตนเองที่เกิดมาในชาตินี้ หน้าที่นี้กล่าวได้ว่าเป็นคุณสมบัติดีเด่นของตนเองนั่นเอง ฉะนั้น บางคนเหมาะกับอาชีพพ่อค้า ชาวประมง ก่อสร้าง สถาปนิก วิศวกร นักการเมือง ลูกจ้าง ดารา นักร้อง ช่างทำผม ฯลฯ  ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับนิสัยของตนเอง ทำให้คุณสมบัติดีเด่นของตนเองปรากฏออกมาได้อย่างเต็มที่ จึงรู้สึกมีความพึงพอใจ   ดังนั้น อย่าไปคิดว่า คนนั้นดีกว่าเรา สิ่งสำคัญก็คือ หน้าที่ของเราคืออะไร นิสัยของเราเป็นอย่างไร คุณสมบัติดีเด่นของเราคืออะไร เราเหมาะสมกับการงานอะไร ซึ่งเราจะต้องค้นหาตัวตนของเรา และพิจารณาให้ดี นี่คือสิ่งสำคัญ อย่าเอาแต่เปรียบเทียบกับผู้อื่น ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดนั่นเอง P

 

 

วันที่ 26 พฤษภาคม

            ขอให้คบค้ากับผู้คนในสังคมด้วยความร่าเริงเบิกบานอย่างเต็มที่ สิ่งนี้จะกลายเป็นความสนิทสนม และสร้างความเข้าใจกันและกันได้ นี่คือการสนทนาที่องอาจ   ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสังคมเข้ากับการเผยแผ่ธรรม

 

อธิบาย

รากฐานของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินก็คือ เปิดกว้างแก่ประชาชนอย่างอิสรเสรี ไม่ใช่คำสอนที่คับแคบ หรือหลีกหนีจากสังคมหรือประชาชน   ดังจะเห็นได้ว่า  เจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินที่อาศัยอยู่ท่ามกลางประชาชน ร่วมต่อสู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ซึ่งเป็นธรรมของมนุษยชาตินั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ แม้จะเป็นผู้ที่ไม่ได้รับนับถือศรัทธา หรือแม้กระทั่งผู้ที่เป็นศัตรู ก็ไม่มีการรังเกียจ ดูถูก หรือเกลียดชังเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อมองดูจากพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว ประชาชนทั้งหลายล้วนเป็นบุคคลที่ท่านเป็นมิตรด้วย ให้ความเอาใจใส่ และช่วยเหลือให้มนุษยชาติทั้งหมดพ้นจากทุกข์ และมีความสุขให้ได้  นี่คือธาตุแท้ของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินที่มีความเมตตากรุณาเป็นหลัก

ดังจะเห็นได้จากคราวที่ท่านถูกเนรเทศไปที่เกาะซาโดะ ซึ่งอาจจะต้องอดตายหรือหนาวตาย หรือถูกผู้ศรัทธาของนิกายอื่นฆ่าตาย  แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ท่านได้เขียนจดหมายถึงลูกศิษย์ว่า “อาตมานิชิเร็นเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดอันดับหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น”  และ “ความปรารถนาก็คือ ผู้ปกครองประเทศต่างๆ ที่ทำร้ายต่ออาตมานั้น บุคคลเหล่านี้ (อาตมา) อยากจะนำไปก่อนเป็นพวกแรก ส่วนลูกศิษย์ทั้งหลายที่ช่วยต่ออาตมานั้น เรื่องนี้จะบอกกับพระศากยะผู้ประเสริฐ สำหรับบิดามารดาที่ให้กำเนิดอาตมานั้น ตอนที่ยังไม่เสียชีวิตนี้ จะต้องแนะนำความดีงามที่ยิ่งใหญ่นี้ (หมายถึงโงะฮนซน) ให้”  กล่าวคือ แม้ว่าจะเป็นบุคคลที่ทำร้ายท่าน แต่ท่านถือว่าพวกเขาคือกัลยาณมิตร จึงอยากจะช่วยเหลือก่อนเป็นอันดับแรก 

ก็แสดงว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินมีความใจกว้าง มีความเสมอภาค ซึ่งให้ความช่วยเหลือบุคคลภายนอก แม้กระทั่งคนที่เป็นศัตรู นับประสาอะไรกับบุคคลที่อยู่ภายใน  ดังนั้น ถ้าปัจจุบันมีบุคคลภายนอกที่เข้าใจผิด โมโห อิจฉา หรือเกลียดสมาคมของเรา เมื่อมองดูจากทางด้านธรรมแล้ว คนเหล่านี้คือกัลยาณมิตรที่ดีต่อพวกเรา ถ้าเราสร้างกำแพงกั้นตัวเองออกจากบุคคลภายนอกแล้ว ก็จะเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมาก จะต้องคบค้ากับบุคคลภายนอก จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง ขอให้ถือว่านี่คือเรื่องท้าทายที่พวกเราต้องต่อสู้ให้สำเร็จ เพราะถ้าตัดขาดจากสังคมภายนอกแล้ว แสดงว่าสมาคมของเราไม่มีเจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน มีความอวดดี เห็นแก่ตัว ห่างเหินจากประชาชน ถือว่าตัวเองเท่านั้นที่สูงส่ง หากเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถมีความเข้าใจที่ดีต่อกันกับบุคคลภายนอกหรือสังคม จึงไม่สามารถเผยแผ่ธรรมเข้าสู่สังคมอย่างแน่นอน

อาจารย์ชี้นำว่า “เชื่อมต่อสังคม” ก็หมายถึง เนื่องจากพวกเรายึดถือธรรมอยู่ในจิตใจเสมอ ดังนั้น ไม่ว่าจะปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกด้วยวิธีการใดก็ตาม ทั้งหมดล้วนสามารถเข้าถึงการเผยแผ่ธรรมได้  พร้อมกันนั้น เมื่อคบค้าต่อผู้คน จะต้องมีกิริยาวาจาที่ดี ห้ามเสียมารยาทเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น ย่อมไม่สามารถเกิดความสนิทสนมต่อกัน และไม่ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลภายนอกในสังคม  ดังนั้น จะต้องมีสามัญสำนึก มีความจริงใจและร่าเริง โดยให้เขารู้สึกได้ว่า สมาคมหรือสมาชิกของเราเป็นคนดี เป็นบุคคลตัวอย่าง นี่คือเรื่องสำคัญมาก ด้วยเหตุนี้ ขอให้มั่นใจว่า การกระทำเช่นนี้จะเป็นการสนทนาที่มีคุณค่ามากมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าเข้าใจผิดว่า การปฏิบัติอยู่ภายในสมาคมเท่านั้นคือการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง  แต่จะต้องเปลี่ยนความคิดเป็นว่า การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงก็คือ  จะต้องเข้ากับกฎของสังคม ดังนั้น ผู้ที่รู้ธรรมยิ่งมาก ก็ยิ่งจะเข้าใจกฎของสังคมได้มากด้วย  P

 

 

วันที่ 25 พฤษภาคม

            ในระหว่างการสวดมนต์เช้า-เย็น กับการดำเนินชีวิต ซึ่งธรรมดาสามัญที่สุดนี้  ก็มีพระพุทธอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว

 

อธิบาย

ปลาอาศัยอยู่ในน้ำ หายใจในน้ำ และมีชีวิตรอดได้ มนุษย์หรือสัตว์ต่าง ๆ อาศัยอากาศ จึงมีชีวิตอยู่ได้ มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำ  แต่มนุษย์ก็ไม่เคยขอบคุณต่ออากาศที่เราหายใจเข้าไป คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ๆ  อันที่จริง ถ้าขาดน้ำ ปลาก็ตาย ถ้าขาดอากาศหายใจสัก 2 นาทีหรือ 5 นาที มนุษย์ก็ตายได้เช่นกัน    

ในทำนองเดียวกัน พวกเราซึ่งนับถือโงะฮนซนนั้น การสวดมนต์เช้า-เย็นกับการดำเนินชีวิตซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาๆ ดังเช่นน้ำหรืออากาศ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  เช่น เวลาที่พวกเราขี่จักรยาน เราต้องการพื้นที่ถนนที่กว้างแค่ 2 นิ้วก็พอแล้ว เพราะล้อจักรยานมีความกว้างเพียงแค่ 1 หรือ 1 นิ้วครึ่ง หรือแค่ 2 นิ้วเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถขี่จักรยานบนถนนที่มีความกว้างเท่ากับล้อ เพราะเรามีความกลัว จึงจะต้องทำถนนให้กว้างสัก 1 เมตร เราจึงจะสามารถขี่ได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

หรือในนิทานมีเรื่องเล่าว่า นายจ้างคนหนึ่ง เมื่อคนขับรถของเขาเสียชีวิตลง จึงต้องจ้างคนใหม่มาแทน ปรากฏว่า เขาได้คัดเลือกมา 4 คนที่มีความชำนาญมาก กล่าวคือ

คนที่หนึ่งบอกว่า เขาสามารถขับรถโดยห่างจากหน้าผา 30 นิ้วได้สบาย ๆ

คนที่สองบอกว่า เขาสามารถขับรถโดยห่างจากหน้าผา 20 นิ้วได้สบาย ๆ

คนที่สามบอกว่า เขาสามารถขับรถโดยห่างจากหน้าผาแค่ 10 นิ้วได้อย่างสบายมาก

คนที่สี่บอกว่า เขาจะต้องขับรถโดยห่างจากหน้าผาถึง 100 นิ้ว

ผลปรากฏว่า คนที่สี่ได้รับเลือก เพราะแม้ว่าคนที่หนึ่ง สอง และสามจะมีฝีมือมากเพียงใด แต่ความนึกคิดของพวกเขาขาดสามัญสำนึก ประมาท ซึ่งน่ากลัวมาก จึงไม่ได้รับเลือกนั่นเอง

จุดมุ่งหมายของพวกเราคือ การเผยแผ่ธรรม ปฏิวัติชีวิตมนุษย์ และบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้น พวกเราจึงพากเพียรขยันขันแข็งสวดมนต์ ทำงานพระ และดำเนินชีวิตประจำวันให้ดี โดยคิดว่า ภายหลังเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นบุคคลที่สูงส่ง มีลักษณะท่าทางที่งามสง่า มีบ้านใหญ่โตหรูหราเหมือนปราสาทราชวัง  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อเราสวดมนต์แล้ว ก็จะสมปรารถนาได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ว่า ความสุขอยู่ภายนอกตัวเราที่ต่างไปจากการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงพยายามเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น

แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะทั้งหมดเหล่านี้มีพร้อมอยู่ในการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นทุกวัน ในการทำงานพระ ในการดำเนินชีวิตประจำวันที่ธรรมดาๆ ก็จะสามารถมีความสุขที่แท้จริงได้ ดังนั้น คนขายปลา คนขับรถ คนส่งถ่าน ช่างไม้ พ่อค้า คนรับจ้าง ช่างซ่อมนาฬิกา  ซึ่งในการประกอบอาชีพการงานโดยมีการปฏิบัติศรัทธาเป็นพื้นฐานจึงสามารถมีความสุขที่แท้จริงได้อย่างแน่นอน

พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า การบรรลุพุทธภาวะคือการเปิด หมายความว่า เมื่อพวกเราสวดมนต์เช้า-เย็น ก็จะสามารถเปิดโลกพระพุทธที่อยู่ภายในชีวิตของเราให้ปรากฏออกมาได้ นี่ก็คือการบรรลุพุทธภาวะ  หมายความว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นมีอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ ไม่ใช่อยู่ ณ ที่อื่นใดเลย  P

 

 

วันที่ 24 พฤษภาคม

            อันดับหนึ่งก็ดี อันดับสองก็ดี ขอให้ยืนหยัดความสามัคคี นี่แหละคือความศรัทธา  สิ่งที่ขาดเจตนารมณ์ของสมาคม  ย่อมไม่มีบุญกุศล

 

อธิบาย

ความสามัคคีเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ทั้งนี้เพราะว่า การเผยแผ่ธรรมเริ่มต้นจากสมาชิกคนหนึ่งที่อยู่ทางนั้นบ้าง ทางนี้บ้าง เริ่มจากสถานที่ต่าง ๆ โดยเริ่มจากจุด ๆ หนึ่ง จากนั้นก็เจริญก้าวหน้าขึ้นต่อ ๆ กันไปจนกลายเป็นเส้น เมื่อหลายๆ จุดเชื่อมโยงประสานเข้าด้วยกัน ก็จะยิ่งก้าวหน้าและมีความเป็นปึกแผ่น จากนั้น เมื่อเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ก็จะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ที่มีความก้าวหน้าพัฒนาทางด้านสันติภาพ วัฒนธรรม และการศึกษา แผ่ขยายสู่สังคม นี่คือการเผยแผ่ธรรมไพศาล  ดังนั้น ถ้าไม่มีความสามัคคีแล้ว องค์กรของเราย่อมไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความแน่นแฟ้นและไม่สามารถแผ่ขยายออกไปให้กว้างไกล  แต่ถ้ามีความสามัคคีที่แท้จริงแล้ว ระบบการหรือองค์กรก็จะมีชีวิตชีวา มีกำลังใจมากขึ้น และสามารถเผยแพร่ออกไปได้อย่างทั่วถึงแน่นอน

ยกตัวอย่าง เช่น ในที่นี้มีอยู่ 4 คนด้วยกัน เมื่อทั้ง 4 คนพยายามต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรม เช่น จัดประชุม จัดงานวัฒนธรรม โดยอาจจะเป็นลักษณะที่ว่า

กลุ่ม ก มี 2 แบบ คือ (หนึ่ง) 1 + 1 + 1 + 1 = 4   (สอง) 2 + 2 + 2 + 2 = 8

กลุ่ม ข มี 2 แบบ คือ (หนึ่ง) 1 x 1 x 1 x 1 = 1  (สอง) 2 x 2 x 2 x 2 = 16

ผลปรากฏว่า กลุ่ม ข แบบที่สองมีผลลัพธ์ออกมามากที่สุด

            กลุ่ม ก หมายความว่า 4 คน มีอุปนิสัยเหมือนกัน มีความนึกคิดเหมือนกัน และเป็นยุวชนชายทั้งหมด 

            กลุ่ม ก แบบที่หนึ่ง หมายความว่า ใน 4 คน แต่ละคนไม่มีความตั้งใจ หัวหน้าบอกให้ทำ จึงต้องทำตามด้วยความจำใจ ดังนั้น พลังที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนจึงปรากฏออกมาได้เพียง 1 ส่วน เมื่อ 4 คนมารวมกัน ก็มีพลังแค่ 4 ส่วนเท่านั้น

            กลุ่ม ก แบบที่สอง หมายความว่า ใน 4 คน แต่ละคนๆ มีความตั้งใจทำอย่างเต็มที่ จึงสามารถแสดงพลังออกมาได้เต็มที่เป็นเท่าตัว คือ 2  ดังนั้น เมื่อ 4 คนมารวมเข้าด้วยกัน ก็จะมีพลังได้ 8 ส่วน

            กลุ่ม ข หมายความว่า 4 คนมีอุปนิสัยไม่เหมือนกัน ความคิดเห็นไม่เหมือนกัน และใน 4 คนนี้ คนหนึ่งเป็นยุวชนชาย คนหนึ่งเป็นยุวชนหญิง คนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ชาย และอีกคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่หญิง ซึ่งมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

            กลุ่ม ข แบบที่หนึ่ง หมายความว่า ใน 4 คน ไม่มีความตั้งใจทำ เมื่อหัวหน้าบอกให้ทำ จึงจำต้องทำตาม เช่นนี้แล้ว คุณค่าของแต่ละคนจึงมีเพียงแค่ 1 ส่วนเท่านั้น เพราะต่างคนต่างยึดมั่นเอาความคิดของตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น แม้ว่า 4 คนจะปรึกษาหารือกัน แต่ก็จะมีแต่การทะเลาะกัน

            กลุ่ม ข แบบที่สอง หมายความว่า แต่ละคนมีความแตกต่างตั้งแต่อุปนิสัย ความนึกคิด แต่ละคนมีความดีอกดีใจและตั้งใจทำเต็มที่ ซึ่งเป็นลักษณะของผู้กระทำ ทำให้พลังหรือความสามารถปรากฏออกมาได้เต็มที่เป็นเท่าตัว คือ2 ดังนั้น เมื่อ 4 คนสามัคคีกันอย่างแน่นแฟ้นแล้ว ก็จะมีผลงานที่มีคุณค่าที่มั่นคงเป็นจำนวน 16 ส่วนเลยทีเดียวก็ว่าได้

            เพราะฉะนั้น ในระบบการของสมาคมจึงต้องมี 4 ฝ่าย และจะต้องสร้างให้ระบบการใน 4 ฝ่ายมีความสมัครสมานสามัคคี จึงสามารถนำไปสู่เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายของการเผยแผ่ธรรมไพศาลได้สำเร็จอย่างแน่นอน  ถ้าไม่มีความสามัคคีกันแล้ว ย่อมทำไม่สำเร็จ ดังตัวอย่างเปรียบเทียบที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า ถ้าต่างกายใจเดียวแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ แต่ถ้าต่างกายต่างใจแล้ว ย่อมจะต้องเสื่อมสลายไป  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “สิ่งที่ขาดเจตนารมณ์ของสมาคม ย่อมไม่มีบุญกุศล”  P

 

 

วันที่ 23 พฤษภาคม

            เรื่องการงานขอให้ทำอย่างรอบคอบ เรื่องการชี้นำ ขอให้ค่อย ๆ สอนไปช้า ๆ และขอให้สะสมการสร้างชัยชนะในทุกเวลา

 

อธิบาย

อาจารย์โจเซอิ โทดะนายกสมาคมคนที่ 2 ชี้นำไว้ว่า “บุรุษที่อายุยังไม่ถึง 45 ปี อย่าคิดสะสมทรัพย์สมบัติ เงินทอง เมื่อจบการศึกษาและทำงานในสังคม จะต้องพยายามทำด้วยความตั้งใจจริงจัง และได้รับความไว้วางใจจากบริษัทและสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก” ดังนั้น ทรัพย์สมบัติในวัยยุวชนก็คือความไว้วางใจจากที่ได้รับจากสังคมนั่นเอง  ไม่ใช่การมีเงินทอง ชื่อเสียง หรือตำแหน่งสูง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติที่แท้จริงในสมัยยุวชน 

พระนิชิเร็นไดโชนินก็สอนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “สมบัติของร่างกายเหนือกว่าสมบัติของคลัง สมบัติของจิตใจเป็นอันดับหนึ่งยิ่งกว่าสมบัติของร่างกาย” (ธรรมนิพนธ์เรื่องจักรพรรดิซุชุน หน้า 1173)  หมายความว่า แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด หรือมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใดก็ตาม หากสุขภาพไม่ดี ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้อีก ได้แต่นอนเจ็บป่วย และกลัวว่าจะต้องเสียชีวิตลง ย่อมไม่มีความสุขแน่นอน ในทางกลับกัน แม้จะมีทรัพย์สมบัติมาก มีสุขภาพดี มีชื่อเสียง มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่ภายในครอบครัวมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ลูก ๆ ไม่รักใคร่ปรองดองกัน หรือมีการต่อสู้แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน แม้จะพรั่งพร้อมด้วยสมบัติของคลังและร่างกาย แต่ไม่มีสมบัติของจิตใจแล้ว ก็ย่อมไม่มีความสุขเช่นกัน  ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ก็คือบุญวาสนามากน้อยเพียงใดนั่นเอง

ในที่สุด แม้ว่าจะได้รับโงะฮนซน ซึ่งเป็นธรรมที่สูงสุด และพยายามสวดมนต์เช้า-เย็นก็ตาม แต่ถ้าไม่ประกอบอาชีพการงาน หรือทำงานผิดพลาดแล้ว บุญวาสนาย่อมไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาในการดำเนินชีวิตประจำวัน เพราะการนั่งสวดมนต์แล้ว ก็จะมีเงินหล่นจากท้องฟ้ามาให้เรานั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว  ดังนั้น เราจำเป็นต้องทำงาน และทำให้บุญวาสนาปรากฏออกมาที่อาชีพการงาน นี่จึงจะเป็นลักษณะของการปฏิบัติศรัทธาและความศรัทธาที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

อาจารย์โทดะจึงชี้นำเรื่องการงานอาชีพไว้อย่างเข้มงวดว่า “พวกเราสวดมนต์ต่อโงะฮนซนทุกเช้า จึงต้องมีพลังชีวิตชีวามากกว่าผู้อื่น และสามารถทำให้ปัญญาที่ดีปรากฏออกมาได้มากกว่าผู้อื่น  ด้วยเหตุนี้ สมาชิกของเราจึงต้องทำงานเป็น 3 เท่าของผู้อื่น ถ้าพวกเราสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว ก็จะได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการ และจากบริษัทได้อย่างแน่นอน นี่คือบุญกุศลที่ได้รับจากโงะฮนซน”  เพราะฉะนั้น อาจารย์อิเคดะจึงชี้นำไว้ว่า “เรื่องการงานขอให้ทำอย่างรอบคอบ” ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

สำหรับหลักในการให้คำชี้นำ ควรจะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

1.      หัวหน้าจะต้องรับฟังปัญหาของสมาชิกอย่างเต็มที่

2.      เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงจะเริ่มชี้นำทางด้านธรรม

3.      ระหว่างที่รับฟังและชี้นำ หัวหน้าจะต้องมีจิตใจร่วมทุกข์กับสมาชิก และให้ความเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

พระนิชิเร็นไดโชนินชี้นำไว้ว่า “ความทุกข์ต่างๆ นานาของประชาชนทั้งหลาย เป็นความทุกข์ของอาตมาแต่เพียงผู้เดียว” นี่คือความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระนิชิเร็นไดโชนินที่มีความเอาใจใส่ต่อประชาชนทั้งหลาย เพราะฉะนั้น แม้ว่าตัวเราเองจะไม่มีความทุกข์ แต่เวลาที่ให้คำชี้นำสมาชิก จำเป็นจะต้องคิดว่า ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นกับเราเอง เราจะทุกข์ใจแค่ไหน เราจะทำอย่างไร และพยายามให้คำชี้นำแก่เขา ท่าทีจิตใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่เช่นนั้นแล้ว สมาชิกจะรู้สึกว่า ก็หัวหน้าเองไม่มีปัญหา ไม่เข้าใจเรา ไม่เห็นใจเรา  ดังนั้น ถ้าไม่คิดว่าเสมือนหนึ่งเป็นความทุกข์ของตัวเองแล้ว ก็จะไม่เอาใจใส่ในการชี้นำอย่างเต็มที่ มีแต่พูดแบบผิวเผินเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว แม้จะพยายามพูดหรือชี้นำมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเข้าสู่ชีวิตของเขาได้  ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “เรื่องการชี้นำ ขอให้ค่อยๆ สอนไปช้าๆ ”  P

 

 

วันที่ 22 พฤษภาคม

            ในกิจกรรมที่มีมิตรภาพต่อกันของพวกเรา ที่เรียกได้ว่า เป็นองค์กรของผู้ถือคำสั่งของพระพุทธ แท้จริงแล้ว ขอให้มั่นใจได้ว่า มีพร้อมความกล้าหาญ ความเมตตารักใคร่ และการแผ่ขยายการเผยแผ่ธรรม จึงขอให้เคลื่อนไหวตลอดไปด้วย

 

อธิบาย

พระศากยมุนีพุทธเทศนาอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า “ในสมัยธรรมปลาย บุคคลที่เผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร ก็คือผู้ถือคำสั่งของพระตถาคต และเป็นบุคคลที่ปฏิบัติงานของพระตถาคต”

พวกเราซึ่งเกิดมาในสมัยธรรมปลาย ที่ได้ปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซน และพยายามเผยแผ่ธรรม ก็คือผู้ถือคำสั่ง (ทูต) ของพระตถาคต  ซึ่งมีฐานะเท่าเทียมกับพระพุทธนั่นเอง ไม่ใช่เป็นผู้รับใช้เท่านั้น เช่น เอกอัครราชทูตที่ไปประจำอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นตัวแทนของประเทศนั้นนั่นเอง

ในการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกให้บรรลุผลสำเร็จ จะต้องมีความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4  ศัตรูที่เข้มแข็ง 3 ชนิด หรือการบีฑาต่าง ๆ นานา จะต้องมีสามัญสำนึกที่ดี พร้อมกันนั้น ก็จะต้องต่อสู้ท้าทายกับอดีตกรรมชั่วของตัวเอง  อีกทั้งยังต้องเอาใจใส่ดูแลสมาชิก ชักชวนแนะนำธรรม ฯลฯ ในพฤติกรรมเหล่านี้ ย่อมมีพร้อมความเมตตากรุณาของพระพุทธอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้น เมื่อสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ก็จะมีพลังชีวิตที่เข้มแข็ง จึงบังเกิดความกล้าหาญ มีความเมตตากรุณา ปรากฏออกมาในชีวิตของเรา  ด้วยเหตุนี้ แม้ตัวเราเองจะมีความทุกข์อะไร มีความยากลำบากอย่างไร มีเรื่องเสียใจอย่างไร ก็สามารถแก้ไขและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี  เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนตระหนักว่า ทุกคนคือผู้ถือคำสั่งของพระพุทธที่เกิดมาในสมัยปัจจุบันเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั่นเอง  P

 

 

วันที่ 21 พฤษภาคม

            หัวหน้าจะต้องให้คำปรึกษากับสมาชิกแต่ละคน ๆ และสร้างความผูกพันที่เข้มแข็งต่อกัน  นี่คือการเคลื่อนไหวของปัญญาที่ยิ่งใหญ่และยุติธรรม และเป็นการปฏิบัติงานของพระพุทธ

 

อธิบาย

ความรับผิดชอบและหน้าที่ของหัวหน้าของสมาคมคือ จะต้องรู้จักสมาชิกในความดูแลทั้งหมด ทุกวันพยายามอธิษฐานต่อโงะฮนซนว่า ขอให้สมาชิกทั้งหลายมีความสุข สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ นี่คือความเอาใจใส่เป็นอย่างดี เสมือนคุณแม่ที่คิดถึงและเอาใจใส่ห่วงใยลูก เช่น เช้าดูแลอาหารมื้อเช้า ส่งลูกไปโรงเรียน เมื่อลูกอยู่โรงเรียน คุณแม่ก็ตระเตรียมอาหารหรือของว่าง ตอนไปรับกลับ เมื่อลูกหิวก็จะสามารถมีอาหารรองท้อง กลับมาถึงบ้าน ก็ดูแลเอาใจใส่เรื่องการทำการบ้าน ทบทวนบทเรียน แล้วก็เข้านอน เมื่อเข้านอน ก็ดูแลว่าห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นหรือไม่  นี่คือความเอาใจใส่ตลอดทั้งวันทั้งคืนที่เมตตากรุณาของคุณแม่ที่มีต่อลูก  โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรจากลูกเลย มีแต่การให้อย่างเดียว ขอให้ลูกมีความสุข ขอให้สบายดีก็พอใจแล้ว

การเป็นผู้นำของสมาคมก็เช่นกัน จะต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่สมาชิก เพื่อให้พวกเขามีความสุข โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจากสมาชิกแม้แต่น้อย มีแต่การเอาใจใส่เขาอย่างเต็มที่ ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินสอนไว้ว่า “โลกโพธิสัตว์นั้น ก็คือ เรื่องชั่วตัวเองรับเอาไว้ เรื่องดีให้ผู้อื่น ความทุกข์ตัวเองรับเอาไว้ ความสุขมอบให้ผู้อื่น นี่คือเจตนารมณ์ของโพธิสัตว์” หมายความว่า การดำเนินกิจกรรมทุกอย่างเพื่อสมาชิก จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ถือคำสั่งของพระพุทธ ถ้าทำเช่นนี้แล้ว สมาชิกที่ไม่ยอมปฏิบัติศรัทธาอย่างว่านอนสอนง่าย ก็จะสามารถเข้าใจถึงน้ำใสใจจริงของหัวหน้า และฟื้นความศรัทธาขึ้นมาใหม่ และกลายเป็นผู้นำที่ดี  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “หัวหน้าจะต้องให้คำปรึกษากับสมาชิกแต่ละคน ๆ และสร้างความผูกพันที่เข้มแข็งต่อกัน”  ถ้าหัวหน้าห่างเหินกับสมาชิก มีแต่อาศัยตำแหน่งสั่งการต่อสมาชิกแล้ว สมาชิกก็จะไม่มีความไว้วางใจหัวหน้า และรู้สึกว่า หัวหน้าคนนี้เป็นคนอวดดี  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ระบบการก็จะค่อย ๆ อ่อนแอลง และแตกความสามัคคีได้  เปรียบเสมือนซี่ของล้อรถจักรยาน หากหักลงเสียแล้ว ก็ย่อมไม่สามารถขี่ได้นั่นเอง  P

 

 

วันที่ 20 พฤษภาคม

            หากวันใดวันหนึ่งไม่มีจังหวะที่ดีแล้ว วันนี้ก็จะเป็นวันที่มืดมัว  ดังนั้น เพื่อให้ชีวิตของเรามีจังหวะที่ดีที่สุด มีกำลังใจ และมีความร่าเริง จึงต้องมีการสวดมนต์และสวดคัมภีร์ต่อโงะฮนซนอย่างตั้งใจจริงจัง

 

อธิบาย

นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ซึ่งเป็นโงะฮนซนนั้น เป็นกฎของจักรวาล กฎของสรรพสิ่งทั้งปวง และชีวิตของมนุษย์เราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อเราสวดมนต์ต่อโงะฮนซน โลกพุทธของเรากับโลกพุทธของโงะฮนซนก็จะมีกระแสถึงกันได้ หมายความว่า จังหวะชีวิตของเราจะสามารถเชื่อมเข้ากับจังหวะชีวิตของโงะฮนซน ซึ่งเป็นจังหวะของจักรวาลได้  จริงอยู่ แม้ว่ามนุษย์เราจะเล็กและคับแคบ แต่เมื่อกระแสจิตของเราเชื่อมเข้ากับกระแสจิตของโงะฮนซนแล้ว ก็จะสามารถได้รับพลัง ซึ่งเป็นพลังของจักรวาลได้ ในเวลาเดียวกัน ก็สามารถเข้ากับกฎของจักรวาลได้  เมื่อนั้น การดำเนินชีวิตของเรา ไม่ว่าจะทำอะไร คิดอะไร หรือทำกิจกรรมอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดและทำจะสามารถมีจังหวะที่ดี ที่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือสร้างคุณค่าได้ ซึ่งเป็นการเชื่อต่อกับจังหวะของสรรพสิ่งทั้งปวงนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์อะไร ทุกวันก็จะมีชีวิตชีวา มีกำลังใจ  และมีความหนักแน่นได้อย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์ โลกพุทธในชีวิตของเขาก็ไม่สามารถที่จะปรากฏออกมาได้ ชีวิตของเขาจะวนเวียนอยู่ใน 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรกเท่านั้น หมายความว่า ชีวิตไม่สามารถเข้ากับจังหวะของจักรวาล ทำให้การดำเนินชีวิตติด ๆ ขัด ๆ ไม่มีความสุข  แต่ชีวิตที่เข้ากับจังหวะของจักรวาลจะมีจังหวะที่ดีและมีความสุข ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์เราตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งเติบใหญ่ก็ใช้ขาเดิน ไม่ใช้มือเดิน แต่แมว สุนัข สัตว์ต่าง ๆ เดินด้วย 4 ขา สิ่งนี้เป็นกฎของจักรวาล ถ้ามนุษย์คนไหนจะเดินด้วย 4 ขาแทน หรือใช้มือเดินแทนขาแล้ว ก็คงจะเป็นการดำเนินชีวิตที่ยากลำบากทีเดียว  นี่คือลักษณะการดำเนินชีวิตที่ขัดกับจังหวะจักรวาล

คนในสังคมทั่วไป อันที่จริง ทุกคนล้วนมีความตั้งใจว่าจะเป็นคนดี รักเอาใจใส่ครอบครัวอย่างดี แต่ในความเป็นจริงของการดำเนินชีวิตกลับพบกับปัญหามากมาย เพราะชีวิตวนเวียนอยู่แต่ 4 โลกชั่วหรือ 6 โลกแรกเท่านั้น  ทุกคนจึงอยากจะแสวงหาความสุขที่มั่นคงสมบูรณ์ ซึ่งเป็นสภาพชีวิตของโลกพุทธ  ทีนี้ โลกพุทธก็เปรียบเหมือนกับยอดเขา ผู้คนที่อยู่ที่เชิงเขา คือสภาพชีวิตที่วนเวียนใน 6 โลก จึงพยายามที่จะปีนขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะพวกเขาไม่มีโงะฮนซน จึงรู้สึกทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญ 

แต่สำหรับพวกเราที่นับถือโงะฮนซน สวดมนต์ต่อโงะฮนซนทุกเช้าเย็น ขณะที่สวดมนต์ โลกพุทธในชีวิตของเราก็จะสามารถปรากฏออกมาได้ในทันที พร้อมกับเกิดปัญญาพุทธออกมาได้ ซึ่งเปรียบได้กับการนั่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปบนยอดเขาได้ทันที เมื่ออยู่บนยอดเขามองลงยังเบื้องล่าง ก็จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด เปรียบได้กับการที่เราสามารถมองดูเรื่องราวหรือปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี สามารถมองเห็นหนทางแก้ไขได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่เรามองจากยอดเขาลงมายังเบื้องล่างได้ ก็คือการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง ปฏิรูปครอบครัว ปฏิรูปสังคมได้ นี่คือการมีจังหวะชีวิตที่สอดคล้องกับโงะฮนซน จึงจะทำเช่นนี้ได้ แต่ผู้ที่ไม่รู้จักโงะฮนซน ย่อมไม่สามารถทำได้นั่นเอง P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

 

วันนี้ ปี ค.ศ.1951      สมาคมโซคาได้รับโจจุโงะฮนซน

 

 

วันที่ 19 พฤษภาคม

            หัวหน้าต้องให้การบริการเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ตั้งใจจริงจัง และยิ่งกว่านั้น จะต้องดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุ และศึกษาจากประสบการณ์สำคัญ ๆ ของผู้สูงอายุ

 

อธิบาย

ตำแหน่งหน้าที่ในระบบการของสมาคม ไม่เหมือนกับตำแหน่งหน้าที่ในสังคม เพราะตำแหน่งหน้าที่ในสังคมเป็นตำแหน่งของอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ  แต่ตำแหน่งหน้าที่ในสมาคมเป็นตำแหน่งหน้าที่ของความรับผิดชอบ โดยให้การปกป้องและเอาใจใส่ดูแลสมาชิกทั้งหลาย  ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับสมาชิก จึงเป็นเพียงแค่ผู้อาวุโสกับคนรุ่นหลังเท่านั้น จึงต้องไม่มีการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ไม่มีการควบคุม ไม่มีการบังคับเป็นอันขาด

หน้าที่ของหัวหน้าก็คือ ชี้นำสมาชิกให้เข้าหาโงะฮนซน ให้เข้าใจว่า โงะฮนซนมีพลังอานุภาพมากเพียงใด พระนิชิเร็นไดโชนินสอนไว้อย่างไร อาจารย์อิเคดะชี้นำไว้อย่างไร ประสบการณ์ของผู้อาวุโสที่ปฏิบัติศรัทธามีอะไรบ้าง  ซึ่งมีหน้าที่ทำให้สมาชิกเข้าใจได้ว่าการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไร จะต่อสู้กับอุปสรรคมารได้อย่างไร จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอดีตกรรมชั่วได้อย่างไร จะปฏิวัติชีวิตได้อย่างไร จะเปลี่ยนความคิดนึกคิดด้านลบให้กลายเป็นบวกได้อย่างไร จะบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้อย่างไร จะเผยแผ่ธรรมให้สำเร็จได้อย่างไร ซึ่งเป็นการให้คำแนะนำและส่งเสริมกำลังใจเป็นหลัก 

จึงกล่าวได้ว่า งานหลักของหัวหน้าก็คือบริการสมาชิกเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ดังกล่าวมานั่นเอง นี่คือการปฏิบัติที่เมตตากรุณาของโพธิสัตว์ ถ้าหัวหน้าไม่มีความเมตตากรุณาแล้ว ก็มักจะกลายเป็นผู้บังคับบัญชาได้ง่าย เมื่อนั้น องค์กรของสมาคมก็จะกลายเป็นองค์กรของสังคม  ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ หัวหน้าต้องหมั่นสำรวจความศรัทธาของตนเองในทุก ๆ วัน ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะพ่ายแพ้มารได้ง่าย

สำหรับผู้อาวุโส คือผู้ที่มีประสบการณ์ที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดี   พวกเราที่เป็นคนรุ่นหลังจึงควรจะรับฟังคำแนะนำ ศึกษา และเรียนรู้ลักษณะการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้อง การดำเนินงานที่มีประโยชน์ต่อกิจกรรม ประสบการณ์ที่สำคัญ ๆ เพื่อประโยชน์ในอนาคต  ถ้าคนรุ่นหลังไม่ให้เกียรติหรือไม่เคารพผู้อาวุโสแล้ว ย่อมจะไม่มีความก้าวหน้าอย่างเด็ดขาด  แล้วสักวันหนึ่ง เราก็จะต้องเป็นคนสูงอายุ ถ้าเวลานั้นคนรุ่นหลังปฏิบัติต่อเราไม่ดี ตอนนั้น เราจะต้องหวนเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน P

 

 

วันที่ 18 พฤษภาคม

            พุทธธรรมคือเหตุผล การขาดสามัญสำนึกคือการหมิ่นประมาทธรรม  อย่างไรก็ตาม ความศรัทธาที่ถูกต้องจะมีเฉพาะในความเคลื่อนไหวของการดำเนินชีวิตที่มีสามัญสำนึกเท่านั้น

 

อธิบาย

ธรรมเป็นเรื่องของเหตุกับผลที่มีความหมายลึกซึ้ง เหตุกับผลก็คือไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด พิสดาร แต่เป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าใจได้ สามารถทำได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ ใครก็ได้ ไม่ว่าจะมีความรู้หรือไม่ อายุมากหรือน้อย เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ก็สามารถรู้ได้เหมือน ๆ กัน และวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้

ในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเราก็ไม่มีอะไรที่ประหลาดพิสดาร กล่าวคือ เรามีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น มีการศึกษาธรรม ร่วมประชุม เยี่ยมสมาชิก ชี้นำส่งเสริมกำลังใจ ปฏิวัติชีวิตตัวเอง และอธิษฐานเพื่อสันติภาพโลก ซึ่งเป็นการเผยแผ่ธรรมนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า พุทธธรรมก็คือเหตุผล

สมัยพระนิชิเร็นไดโชนินมีชีวิตอยู่  ท่านยืนหยัดต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมแต่เพียงผู้เดียว โดยพบกับอุปสรรค การบีฑาต่าง ๆ นานามากมาย เช่น การบีฑาธรรมที่ตำบลมัตจึบางายาจึ ที่กุฏิของท่านถูกทำลาย จนเกือบจะถูกฆ่าตาย แต่ท่านก็หนีรอดออกมาได้ หรือการบีฑาธรรมที่โคมัตจึบาระ ซึ่งท่านถูกฟันด้วยดาบ จนแขนซ้ายหัก และมีบาดแผลที่หน้าผาก หรือถูกเนรเทศไปแหลมอิสึนาน 2 ปีกว่า การถูกนำไปประหารชีวิตที่ตำบลทัตจึโนะคุชิ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นก็คงเสียชีวิตแน่นอน แต่ท่านก็รอดมาได้ เพราะเกิดดาวหางตกลงมา และถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะซาโดะ เพื่อให้อดตายและหนาวตาย แต่ท่านก็รอดตายกลับมาได้ เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ว่า แม้จะต่อสู้โดยลำพังคนเดียว ในที่สุด ท่านก็สามารถเอาชนะอำนาจรัฐ และนิกายอื่น ๆ  แสดงว่า ธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินไม่แพ้ต่อต่ออำนาจ ไม่แพ้ต่อการขาดเหตุผล  ซึ่งการที่ท่านสามารถข้ามพ้นอุปสรรคมาได้ทุกเรื่อง ก็เพราะท่านไม่เคยทำผิดทางด้านสังคมแม้แต่น้อย  ท่านมีแต่การกระทำเพื่อเผยแผ่ธรรมเพียงอย่างเดียว นี่คือเหตุผลธรรมดา ๆ

ดังนั้น ถ้ากิริยามารยาทของเรามีสามัญสำนึก มีเหตุผลแล้ว ย่อมไม่พ่ายแพ้อุปสรรคมาร  ตรงกันข้าม ถ้าการดำเนินชีวิตของเราไม่มีสามัญสำนึก ก็จะกลายเป็นการทำลายธรรม ทำให้ผู้อื่นดูถูกธรรมของเรา ถ้าเช่นนั้น ย่อมเท่ากับเราดูหมิ่นธรรมเอง เพราะกฎของธรรมก็คือกฎของสังคม ถ้าเราไม่สามารถปฏิบัติตามกฎของสังคม ก็เท่ากับเราทำผิดต่อกฎของธรรม เพราะคำสอนของธรรมที่แท้จริงสอนหรือชี้นำเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์ วิถีชีวิตของมนุษย์ ให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง  ทำอย่างไรจึงจะสามารถมีความสุข ทำอย่างไรจึงจะเจริญก้าวหน้าได้ ทำอย่างไรครอบครัวจึงจะสามารถมีความสุขได้ ทำอย่างไรสังคมจึงจะเจริญก้าวหน้าได้ ทำอย่างไรมนุษยชาติจึงจะมีสันติภาพนิรันดร์ได้  ซึ่งนโยบายหรือเป้าหมายเหล่านี้ไม่ขัดกับกฎของสังคมอยู่แล้ว  เพราะพุทธธรรมคือเหตุผลนั่นเอง  P

 

 

วันที่ 17 พฤษภาคม

            พลังแห่งความพากเพียร เปรียบได้กับช่อดอกไม้บานแห่งความศรัทธา และในความพากเพียรที่เป็นบ่อเกิดของความศรัทธานี้ บุญวาสนาที่มั่นคงก็เริ่มต้นมาจากความอุตสาหะพากเพียรเช่นกัน

 

อธิบาย

บุญวาสนาในการปฏิบัติศรัทธานั้น แม้ว่าโงะฮนซนจะมีอานุภาพมากเพียงใด แต่ถ้าผู้ปฏิบัติไม่มีพลังเชื่อ ไม่มีพลังปฏิบัติแล้ว บุญกุศลของโงะฮนซนก็ย่อมไม่อาจปรากฏออกมาให้เห็นได้  จึงอาจกล่าวได้ว่า บุญวาสนาและบุญกุศลนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะความศรัทธาของเราเอง ถ้าเราไม่พยายามสวดมนต์ ไม่พยายามทำงานพระ ไม่พยายามศึกษาธรรม ไม่พยายามร่วมประชุม ก็ไม่อาจได้รับบุญกุศลอย่างแน่นอน ส่วนวิธีการปฏิบัตินั้น สิ่งสำคัญก็คือ ถ้ายังไม่บรรลุผลสำเร็จก็อย่าได้หยุดเสียกลางคัน จะต้องพยายามจนถึงที่สุด เพราะแม้เราจะขยันขันแข็งทำงานพระ แต่ยังไม่เห็นเสียที ก็หยุดทำเพราะขี้เกียจ เพราะสงสัยโงะฮนซน เช่นนี้ ย่อมไม่สามารถได้รับบุญกุศลที่แท้จริงของโงะฮนซน  ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะต้องพยายามปฏิบัติต่อไปจนถึงที่สุด  นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก

พูดถึงคำว่า “บุญกุศล” ในอักษรจีนและญี่ปุ่น มีความหมายว่า ทำให้เรื่องชั่วหมดไป และทำให้เรื่องดีเกิดขึ้นมา นี่คือความหมายของบุญกุศล  การที่ได้รับแต่เรื่องดีเพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่บุญกุศลที่แท้จริง เพราะในขณะเดียวกัน เราก็จะต้องทำให้อดีตกรรมชั่วในชีวิตของเราหมดไปด้วย จึงจะเรียกว่าเป็นบุญกุศลที่แท้จริง

เช่น เมื่อเราออกแรงทำงาน ร่างกายก็จะมีขี้ไคล ถ้าไม่อาบน้ำเช้าเย็น มีแต่เปลี่ยนเสื้อใหม่ทุกวัน ก็ย่อมไม่รู้สึกสบายตัว  จริงอยู่ว่า การสวมเสื้อใหม่ทุกวันเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่อาบน้ำ ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อไคล ในที่สุด ร่างกายก็มีกลิ่นเหม็น ดังนั้น จึงไม่ใช่เอาแต่ผลบุญอย่างเดียว จะต้องชำระล้างชะตากรรมชั่วให้หมดไป  นี่จึงจะเรียกว่าบุญกุศลที่แท้จริง

ดังนั้น เมื่อพวกเราอธิษฐานต่อโงะฮนซน การเอาแต่ขอเรื่องนั้นเรื่องนี้ สำหรับช่วงที่ศรัทธาใหม่ ๆ ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าศรัทธาสัก 3 ปี 5 ปี 10 ปีแล้ว ก็ไม่ควรจะเอาแต่ขออย่างเดียว แต่ควรจะต้องอธิษฐานให้สามารถปฏิวัติชีวิตของตัวเองให้ได้ พร้อมกันนั้น ก็ไม่ใช่อธิษฐานแต่เรื่องส่วนตัว ควรจะต้องอธิษฐานเพื่อความสุขของผู้อื่น และอธิษฐานเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกด้วย จึงจะเป็นลักษณะของการสวดมนต์อธิษฐานที่ถูกต้อง  นี่คือความหมายของ “บ่อเกิดของความศรัทธา”  ฉะนั้น เมื่อเราเปลี่ยนความนึกคิดจากที่คิดถึงแต่ตัวเอง เป็นความนึกคิดที่สูงส่งเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถสะสมบุญวาสนาและได้รับบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “บุญกุศลที่แท้จริงก็คือ สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต” พร้อมกันนั้นการที่ชีวิตของเราสะอาดบริสุทธิ์ ก็คือบุญกุศลที่แท้จริง ถ้ามองในแง่นี้แล้ว การถูกล๊อตเตอรี่ การได้รถใหม่ บ้านใหม่ ไปเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ เทียบกันแล้วก็เป็นเพียงแค่ผลบุญเล็กน้อย  ดังนั้น อาจารย์โทดะ นายกสมาคมคนที่ 2 จึงเคยชี้นำไว้ว่า “บุญกุศลที่สมาชิกทั้งหลายได้รับ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ก็เท่ากับแค่นิ้วก้อยของผม บุญกุศลของผมกว้างใหญ่เท่าหอประชุมใหญ่”

เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราทุกคนพยายามยึดถือโงะฮนซน และปฏิบัติศรัทธาตลอดไปโดยไม่หยุด ไม่พัก ไม่เกียจคร้าน และไม่ท้อถอยด้วย  P

 

 

วันที่ 16 พฤษภาคม

            แม้ว่าแขกผู้มาเยือนจะมาโดยไม่ได้คาดฝันก็ตาม ต้องไม่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่พอใจเป็นอันขาด ต้องให้ความสำคัญต่อบุคคลผู้นั้น ต้องทำให้เขาเกิดความพึงพอใจและประทับใจกลับไป นี่คือก้าวแรกของกิจกรรมทางด้านมิตรภาพ ที่มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน และมีความเจริญก้าวหน้าด้วยดี

 

อธิบาย

เมื่อมนุษย์เรามีความรู้สึกประทับใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น คำพูดที่ไพเราะ หรือได้รับการบริการอย่างดี ก็มักจะจดจำได้ติดตา และประทับใจตลอดไป กล่าวคือ ความรู้สึกที่มีต่อบุคคลว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี หรือเป็นคนที่มีลักษณะขี้โมโห เป็นต้น ล้วนมาจากภาพติดตาประทับใจที่พบเห็น ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “แม้ว่าจะมาเยี่ยมเยือนทุกวัน แต่ผู้ที่ให้การต้อนรับก็ควรจะต้องต้อนรับด้วยความรู้สึกยินดี ราวกับว่าบุคคลผู้นี้อุตส่าห์เดินทางไกล ซึ่งนาน ๆ ครั้งจึงจะได้มาเยี่ยมเยือน” หมายความว่า ขอให้มีความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้ เพราะถ้าสมาชิกมาบ่อย ๆ หรือมาทุกวัน ก็จะเกิดความสนิทสนมกัน ซึ่งเป็นเรื่องดี  แต่ข้อเสียข้อหนึ่งก็คือ ถ้าสนิทสนมกันมาก ก็อาจจะละเลยมารยาทที่ดีต่อกัน พูดจาไม่ระมัดระวัง ทำให้ผู้ฟังโมโห ถ้าสะสมไว้มาก ๆ เข้า ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นในภายหลัง ในที่สุดก็จะแตกสามัคคีกัน

ในการสอนธรรม ถ้าผู้เรียนกับผู้สอนมีความสนิทสนมกันมาก ผลก็คือ ไม่สามารถตั้งใจฟังคำสอนหรือคำชี้นำจากผู้สอนได้ เพราะสนิทสนมกันเกินไป จึงไม่สามารถสอนเข้มงวด ทำให้ธรรมเสื่อมเสียไป เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้ง่ายกับเพื่อนสนิทดังนั้น จึงควรจะต้องระมัดระวังเรื่องกิริยามารยาทที่ดีต่อกัน จะต้องสำนึกไว้เสมอว่า การต้อนรับด้วยดี ทำให้เกิดพึงพอใจ จดจำติดตาและประทับใจเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินยังได้สอนไว้ว่า “ธรรมของเราจะถูกทำลายได้จากความสนิทสนมกัน”  ซึ่งมีความหมายดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นนั่นเอง

กิจกรรมของสมาคม คือ พยายามชักชวนแนะนำธรรม และเผยแผ่ธรรมในสังคม แต่ถ้าสมาชิกยึดถือความศรัทธาเสียจนลืมเรื่องมารยาทที่ดี หรือใช้วาจาที่ขาดสามัญสำนึก ย่อมไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมได้  ในทางกลับกัน ถ้าสมาชิกมีพฤติกรรมที่ไม่ดี หรือทำเรื่องเสียหาย แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็จะกลายเป็นภาพที่ติดตาผู้คนไม่รู้ลืม เมื่อมีคนพยายามแนะนำธรรม หรืออธิบายธรรมให้แก่ครอบครัว เขาก็ไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วยกับสมาคม

เพราะฉะนั้น พวกเราจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างมิตรภาพ ที่มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน และมีความเจริญก้าวหน้าด้วยดี ซึ่งจะเป็นก้าวแรกสู่การเผยแผ่ธรรมให้สำเร็จนั่นเอง

แต่มีข้อยกเว้น ก็คือ จะต้องเข้มงวดและปฏิเสธต่อศัตรูของการเผยแผ่ธรรม หรือมาร ไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็จะพ่ายแพ้มารในชีวิตของเราได้ง่าย  P

 

 

วันที่ 15 พฤษภาคม

            อย่ายึดติดอยู่แต่ลักษณะภายนอกที่ชินชา อย่าดื้อรั้นเป็นอันขาด แต่ขอให้เคารพต่อธาตุแท้ และทำให้ลักษณะภายนอกมีความอ่อนโยน นี่คือวิธีการของผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง

 

อธิบาย

สมมติว่าสมาคมมีการจัดประชุมใหญ่ หรือมีงานสำคัญ ทำให้ต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม มีการแจกบัตร ถ้าไม่มีบัตรก็ไม่สามารถเข้าร่วมงาน โดยกำหนดเป็นนโยบายเช่นนี้  ดังนั้น ในการทำงาน ก็จะต้องมีแผนกประชาสัมพันธ์ แผนกต้อนรับ ที่ประตูใหญ่ เพื่อตรวจบัตรตลอดเวลา คนที่ไม่มีบัตรก็จำเป็นจะต้องให้กลับไป นี่คือนโยบายที่กำหนดออกมาจากสมาคม  พอถึงวันงาน เมื่อทุกคนมาเข้าแถว ยื่นบัตร เพื่อจะเข้าร่วมงาน ปรากฏว่า เกิดฝนตกลงมา ถ้าหัวหน้ายืนยันว่าจะต้องทำตามนโยบาย คือต้องตรวจบัตรก่อน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องทุกอย่าง จึงจะเข้าไปได้  ผลลัพธ์ก็คือ ทุกคนต้องยืนเปียกฝน ทำให้เป็นหวัด เป็นไข้ ไม่สบาย ฯลฯ  ในกรณีเช่นนี้ หัวหน้าควรจะตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายในทันที คือ ให้ทุกคนเข้ามาในงานเสียก่อน แล้วจึงถามหาบัตร ถ้าไม่มีบัตร ก็ให้คอยอยู่ก่อน จนฝนหยุดแล้วจึงกลับ หรือคนที่ไม่มีบัตร แต่อุตส่าห์เดินทางมาจากต่างจังหวัดด้วยความตั้งใจอยากเข้าร่วมงาน หัวหน้าก็ควรจะยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษโดยให้นั่งอยู่ด้านหลัง   ถ้าหัวหน้าดึงดันแต่ว่าจะต้องแสดงบัตร ไม่มีบัตรก็ต้องออกไปแล้ว ซึ่งเป็นความดื้อรั้นที่ยึดแต่ลักษณะภายนอก ก็อาจจะทำให้สมาชิกเสียใจมาก

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “อย่ายึดติดอยู่แต่ลักษณะภายนอกที่ชินตา อย่าดื้อรั้นเป็นอันขาด”  พวกเราจะต้องไม่ลืมว่า แท้จริงแล้ว เราจัดประชุม จัดงานเพื่ออะไร ถ้าเข้าใจเจตนารมณ์หรือจุดมุ่งหมายที่ว่า เราจัดงานหรือจัดประชุมเพื่อเป็นการส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกแล้ว ก็จะสามารถยึดถือลักษณะภายนอกได้อย่างอ่อนโยน ซึ่งจะสามารถพิจารณาและดำเนินงานให้มีคุณค่าได้มากกว่าการมุ่งแต่ยึดมั่นลักษณะภายนอก วิธีนี้จึงจะเป็นความนึกคิดของผู้นำที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง ซึ่งเข้าใจจิตใจ เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ มีความเมตตากรุณาเป็นรากฐาน ดังนั้น การปฏิบัติของพวกเราจึงจำเป็นจะต้องมีกิริยาและลักษณะของโพธิสัตว์จากพื้นโลก

ดังนั้น อย่าเข้าใจผิดว่า มีหัวหน้าจึงมีสมาชิก มีโงะฮนซนจึงมีสมาชิก อันที่จริง เนื่องจากมีสมาชิก จึงมีสมาคม มีสมาชิก จึงมีหัวหน้า ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่มนุษย์เป็นหลัก  ถ้าเข้าใจผิดในเรื่องนี้แล้ว ก็จะกลายเป็นระบบการที่ควบคุมบังคับสมาชิก ยึดถือแต่นโยบาย ดึงดันทำตามลักษณะภายนอกด้วยความดื้อรั้น ระบบการย่อมไม่มีความร่าเริง ไม่มีความดีอกดีใจ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีความแน่นแฟ้น ไม่มีความเจริญก้าวหน้า และไม่มีผู้นำเกิดขึ้นในอนาคต  และคนในสังคมก็จะมองดูสมาคมด้วยความหวาดกลัว รู้สึกว่าไม่สามารถแสดงข้อคิดเห็น จะพูดหรือเสนออะไรก็ไม่ได้ ในที่สุด ทุกคนก็จะไม่สนใจสมาคมของเรา  พร้อมกันนั้น สมาชิกที่มีอยู่ก็อึดอัดใจ และถอยศรัทธาไป ในที่สุด ก็ไม่สามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลได้สำเร็จ   ทั้งนี้ สาเหตุก็คือ ลักษณะความศรัทธาที่ดื้อรั้นที่ยึดติดอยู่แต่ลักษณะภายนอกที่ชินชา” นั่นเอง P

 

 

วันที่ 14 พฤษภาคม

            ขอให้ปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างมีชีวิตชีวา ทำงานอย่างมีชีวิตชีวา และเผยแผ่ธรรมอย่างมีชีวิตชีวา และกลางคืนให้นอนหลับโดยเร็ว

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้เป็นการกล่าวถึงลักษณะของการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้องของเรา ทั้งในเรื่องการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็น การประกอบอาชีพการงาน และการเผยแผ่ธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรคนั่นเอง

ในการสวดมนต์เช้า-เย็น  ถ้าสวดมนต์เช้าอย่างมีชีวิตชีวา ก็จะสามารถมีพลังชีวิตเข้มแข็ง มีสติปัญญาที่ดี และได้รับการปกป้องจากเทพธรรมบาลทั้งหลายตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน  แต่การสวดมนต์เช้าจะสามารถสวดได้อย่างมีชีวิตชีวาหรือไม่ ก็อยู่ที่บทสรุปของเมื่อวานนี้ คือตอนสวดมนต์เย็น หมายความว่า เมื่อคืนนี้สวดมนต์เย็นโดยไม่มีชีวิตชีวาเป็นเหตุ ผลก็คือ สวดมนต์เช้าในวันรุ่งขึ้นก็ไม่มีชีวิตชีวา และสิ่งนี้จะเป็นเหตุที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตตลอดทั้งวัน  ซึ่งวนเวียนซ้ำ ๆ ซาก ๆ เช่นนี้ 

อาจารย์จึงชี้นำว่า “กลางคืนให้นอนหลับโดยเร็ว” หมายความว่า ตอนกลางคืนให้สวดมนต์เย็นให้เสร็จเสียก่อน แล้วก็เข้านอน เพื่อจะได้พักผ่อน พอรุ่งเช้าก็จะสามารถตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นและสวดมนต์เช้าได้อย่างมีชีวิตชีวา  แต่ถ้าสวดมนต์เย็นตอนตีหนึ่ง ตีสอง ดึก ๆ ดื่น ๆ ร่างกายก็อ่อนเพลีย หลับตาสวดมนต์  ต้องทนฝืนสวดมนต์ตามหน้าที่ให้เสร็จ ย่อมเป็นการสวดมนต์เย็นที่ไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีความดีอกดีใจ และเป็นความศรัทธาที่เฉื่อยชา  ถ้าปล่อยให้วนเวียนซ้ำซากอยู่เช่นนี้แล้ว การดำเนินชีวิตย่อมไม่สามารถเข้าจังหวะกับโงะฮนซน ไม่เข้ากับกฎของสกลจักรวาล ไม่เข้ากับกฎของธรรมชาติ  การงานก็ผิดพลาด ในที่สุด รายได้ก็น้อยลง หรืออาจถูกไล่ออกจากงาน

ในทางกลับกัน ถ้าสวดมนต์เช้าอย่างมีชีวิตชีวา ก็จะมีสติปัญญาคิดอ่านเรื่องการงานได้ดีขึ้น อาชีพการงานก็ก้าวหน้าขึ้น รายได้ก็มากขึ้น ตำแหน่งหน้าที่การงานก็สูงขึ้น ได้รับความไว้วางใจจากนายจ้างมากขึ้น เพราะเราทำงานให้กับบริษัทอย่างเต็มที่  ถ้าการดำเนินชีวิตตลอดทั้งวันมีความร่าเริง มีชีวิตชีวาแล้ว พอตกเย็น ไปทำงานพระ ก็มีความดีอกดีใจ มีชีวิตชีวา มีพลังชีวิตมากมาย กล่าวคือ ไปร่วมประชุม ไปศึกษาธรรม ไปฟังคำชี้นำ ไปเยี่ยมเยียนสมาชิก ไปชักชวนแนะนำธรรม ก็ทำด้วยความดีอกดีใจ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในวันนี้ กลับบ้านสวดมนต์เย็นก็จะสวดมนต์ด้วยจิตใจที่ดีอกดีใจและขอบคุณ รุ่งเช้าก็จะสวดมนต์เช้าได้อย่างดีอกดีใจ  ซึ่งชีวิตทุก ๆ วันจะดำเนินไปในลักษณะที่มีความสุขสบายใจ  ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้สอนไว้ว่า “ความศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต”  “พุทธธรรมเป็นตัวตน การดำเนินชีวิตในสังคมเป็นเงา ถ้าร่างกายเอียง เงาก็เอียงตาม” P

 

 

วันที่ 13 พฤษภาคม

ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใดก็ตาม ผู้ที่สามารถทำให้ภาระหน้าที่ของตนเองบรรลุผลสำเร็จ จะสามารถเป็นผู้มีชีวิตมนุษย์ที่ชนะตลอดกาล

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้เป็นเจตนารมณ์ของพวกเราผู้เป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก และลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน

หมายความว่า ไม่ว่าสภาพแวดล้อมของเราจะเป็นเช่นไร เมื่อพวกเรานับถือโงะฮนซน และพยายามทำงานพระอยู่เสมอ แต่การดำเนินชีวิตอาจจะยังไม่ดีขึ้น เช่น บ้านถูกไฟไหม้ หรือสอบตก หรือธุรกิจของนายจ้างปิดลง ทำให้ต้องตกอยู่ในภาวะตกงาน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาหลายรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้   แต่เวลาที่มีเรื่องดี ๆ  ก็มักจะไม่พูดถึง เช่น หายป่วยจากโรคร้ายแรง ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น ได้ปลูกบ้านหลังใหม่ ฯลฯ

เวลาที่อยู่ในสถานการณ์ที่ดีนั้น ไม่สำคัญเท่ากับเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี เพราะเวลาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่ไม่ดี จะเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความศรัทธาของเราว่ามีมากน้อยเพียงใด จึงกล่าวได้ว่า เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์นั่นเอง เช่น บางคนอาจจะคิดว่า เรามีการปฏิบัติสวดมนต์อยู่ทุกเช้าทุกเย็น ทำไมมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งสงสัยโงะฮนซน หรือบางคนคิดว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้หนักหนาเกินกว่าจะรับมือได้ จึงฆ่าตัวตาย หรือบางคนกล่าวโทษผู้อื่นด้วยความโมโหอย่างรุนแรง หรือบางคนพ่ายแพ้ตัวเอง จึงจมปลักอยู่กับการดื่มเหล้าเมามายเพื่อจะได้ไม่ต้องคิด บางคนติดยาเสพติดเพื่อหลีกหนีจากปัญหาความทุกข์ หรือบางคนโทษว่าสังคมไม่ดี รัฐบาลไม่ดี จึงกลายเป็นพวกจิ๊กโก๋อันธพาล หรือเข้าป่าไปเป็นคอมมิวนิสต์ ฯลฯ

แต่สำหรับพวกเราที่ยึดถือโงะฮนซนจะต้องไม่เป็นเช่นนี้ พวกเราจะต้องยึดมั่นในภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้ จะยอมแพ้ไม่ได้  ไม่ว่าจะเผชิญกับเรื่องร้ายแรงขนาดไหน ก็สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ด้วยความศรัทธาต่อโงะฮนซน  นี่คือลักษณะของความศรัทธาที่มั่นคงแน่วแน่และพากเพียรต่อสู้จนสามารถมีชัยชนะได้ตลอดทุกเรื่อง

จริงอยู่ ในช่วงที่ยากลำบาก ถ้ามองดูอย่างผิวเผินแล้ว ก็คงจะรู้สึกกลุ้มใจ และเป็นทุกข์หนัก แต่เมื่อมองดูให้ลึกซึ้งแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถเป็นเหตุที่ดีสำหรับอนาคต ซึ่งทางด้านธรรมสอนว่า “เปลี่ยนพิษเป็นยา” หรือ “การผ่อนกรรมหนักให้ได้รับโดยเบา”   ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องไม่สงสัย ไม่ท้อถอย ไม่หยุดนิ่ง หมายความว่า จะต้องพยายามก้าวหน้าขึ้นให้มากกว่าเมื่อวานหนึ่งก้าว   พรุ่งนี้จะสวดมนต์ให้มากกว่าวันนี้ ซึ่งต่อสู้ท้ายอุปสรรคความยากลำบากต่าง ๆ ด้วยจิตใจที่มีพลังชีวิตชีวา 

ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้ปฏิบัติให้บรรลุภาระหน้าที่ของตนเองจึงจำเป็นจะต้องมีความอดทน ความกล้าหาญ  เพราะถ้าขี้ขลาด ย่อมไม่สามารถทำได้สำเร็จ ไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะฉะนั้น ผู้นำที่ดีจึงต้องมีความอดทนเป็นอย่างดี พร้อมกับมีความกล้าหาญ  บุคคลเช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถเป็นผู้มีชัยชนะตลอดกาลได้

เพราะฉะนั้น จะต้องพยายามคิดให้ออกว่า ภาระหน้าที่ของเราคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจ ก็อธิษฐานต่อโงะฮนซน จนสามารถรู้สำนึกในภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ 2 ประการ คือการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต กับ การเผยแผ่ธรรมไพศาลนั้นเรารู้อยู่แล้ว แต่ภาระหน้าที่หรือเป้าหมายของเราเองคืออะไร และพยายามต่อสู้ปฏิบัติจนบรรลุผลสำเร็จนั้นมีความสำคัญมาก  เพราะทุกคนต่างมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันไป เช่น มีครอบครัวที่แตกต่างกัน อาชีพการงานที่แตกต่างกัน ความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ความรู้แตกต่างกัน ซึ่งไม่มีใครสามารถทำแทนกันได้   หากตระหนักรู้ในภาระหน้าที่ของตนเองแล้ว ก็ขอให้พยายามต่อสู้จนได้รับชัยชนะ นี่คือการทำให้ภาระหน้าที่ของตนบรรลุผลสำเร็จนั่นเอง P

 

 

วันที่ 12 พฤษภาคม

            ขอให้มีการต่อสู้ที่ละเอียดถี่ถ้วน ด้วยความยึดมั่นร่วมกันอย่างงดงาม  ในที่นี้ จะสามารถตอกลิ่มแห่งชัยชนะที่ลึกซึ้ง

 

อธิบาย

การต่อสู้ของพวกเราเพื่อการเผยแผ่ธรรมในสังคมและทั่วโลก แท้จริงแล้วเป็นงานที่ยากหนักหนา เพราะในระบบการของเราประกอบด้วย 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายผู้ใหญ่ชาย ฝ่ายผู้ใหญ่หญิง ฝ่ายยุวชนชาย และฝ่ายยุวชนหญิง  นอกจากนี้ ยังมีแผนกอุดมศึกษา ซึ่งจะเป็นผู้นำในอนาคต  ทั้งหมดนี้ได้ประกอบกันขึ้นมาเป็นระบบการของเรา  

หากพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่า เป็นองค์กรที่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงาน ความรู้ การศึกษา สติปัญญา ฐานะ การดำเนินชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อุปนิสัยใจคอ ความนึกคิด เชื้อชาติ สัญชาติ ประสบการณ์ ชะตากรรม และภาระหน้าที่เกิดมาในชาตินี้  

ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องต่อสู้ร่วมกันในนโยบายเดียวกันด้วยความสมัครสมานสามัคคี  พร้อมกับยึดมั่นศรัทธาต่อโงะฮนซน ซึ่งเป็นธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงเป็นพื้นฐาน ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถสร้างระบบการให้ก้าวหน้า ไม่สามารถมีความสามัคคีมุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมไพศาลได้สำเร็จ กล่าวคือ ถ้าพวกเราใช้วิธีการของสังคมในการกำหนดนโยบายแล้ว ย่อมเกิดความขัดแย้งได้ง่าย เนื่องจากกฎของสังคมมักจะคำนึงถึงผลประโยชน์ ชื่อเสียง เกียรติยศเป็นพื้นฐาน  ฉะนั้น เมื่อแต่ละฝ่ายเสนอความคิดเห็น ก็อาจจะไปกันคนละทิศละทาง จนไม่สามารถตกลงกันได้ เช่น ฝ่ายผู้ใหญ่ชายก็มีความคิดเห็นแบบผู้ใหญ่ชาย ฝ่ายผู้ใหญ่หญิงก็มีความคิดเห็นแบบผู้ใหญ่หญิง  ยิ่งความคิดของฝ่ายยุวชนแล้ว ก็ยิ่งห่างไกลกับความนึกคิดของฝ่ายผู้ใหญ่ ด้วยวัยที่ต่างกันนั่นเอง  ดังนั้น หากใช้ความคิดแบบสังคมแล้ว ย่อมไม่สามารถตกลงเห็นชอบกันได้ กลับจะเกิดมีอคติจิตก็ว่าได้ เช่น สมาชิกคนหนึ่งมีฐานะยากจน มาขอยืมเงิน ถ้าหัวหน้าคิดแบบสังคมแล้ว ก็คือ รู้สึกว่าเขาน่าเห็นใจ น่าสงสาร จึงให้เงินเขาหยิบยืมไป ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ อาทิ เป็นญาติสนิท เป็นเพื่อน ฯลฯ แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้งโดยยึดถือธรรมเป็นพื้นฐานแล้ว การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้ยึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก แต่ยึดถือเงินเป็นหลักแทนโงะฮนซน  เช่นนี้แล้ว จึงย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้

สำหรับการต่อสู้ที่ละเอียดถี่ถ้วน หมายถึง มีการพูดคุย ปรึกษาหารือกันให้แน่นแฟ้นทั้ง 4 ฝ่ายในแง่มุมต่าง ๆ เป็นหลัก แล้วจึงหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเข้าใจและยอมรับ  นี่คือแก่นแท้ของการต่อสู้ที่ละเอียดถี่ถ้วน  แต่ถ้าหัวหน้าคิด ตัดสินใจ และกำหนดนโยบายเองตามลำพัง โดยไม่มีการอธิบายเหตุผลแล้ว ก็เหมือนกับการออกคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หากเป็นเช่นนี้แล้ว ไม่ว่านโยบายนั้นจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของ 4 ฝ่าย เพราะทุกคนจะรู้สึกไม่พอใจต่อการกระทำแบบเผด็จการของหัวหน้า เมื่อทุกคนจำต้องยอมรับนโยบาย ก็นำไปสู่การปฏิบัติแบบไม่เต็มใจ ไม่มีกำลังใจ ย่อมไม่สามารถร่วมมือร่วมใจกันด้วยดี

พระนิชิเร็นไดโชนินสอนไว้ว่า “ต่างกายใจเดียว” คือหลักเหตุผลของความสามัคคีของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก คำว่า “ต่างกาย” ก็คือ ระบบการที่แบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย  คำว่า “ใจเดียว” ก็คือ มีโงะฮนซนเป็นหลัก หรือมีความศรัทธาเป็นหลัก 

การที่หัวหน้าศูนย์กลางออกคำสั่ง และทุกคนก็รับคำสั่งต่อ ๆ กันมาโดยไม่มีการอธิบายเหตุผล อาจมองดูว่าง่ายดี  แต่แท้จริงแล้ว วิธีเช่นนี้ไม่เป็นผลดี เพราะสมาชิกไม่เข้าใจ เหมือนกับคนท้องเสีย เมื่อรับประทานอาหารเข้าไป ก็ถ่ายทิ้งหมด โดยไม่มีการย่อย เป็นต้น  แต่ถ้าหัวหน้ามีการปรึกษาและอธิบายแก่หัวหน้าในระดับต่าง ๆ จนเกิดความเข้าใจแล้ว จึงจะบังเกิดผลดีได้ เหมือนกับคนที่ท้องไส้ปกติ เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปแล้ว สามารถนำไปสร้างประโยชน์แก่การทำงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ด้วยเหตุนี้ การปรึกษาหารือจนทุกคนเห็นพ้องด้วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ  อันจะเป็นมูลเหตุแห่งชัยชนะในอนาคต ทั้งนี้เพราะเหตุกับผลเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน 

การที่หัวหน้าตัดสินและกำหนดนโยบายเอง เมื่อมองดูผิวเผินแล้ว จะรู้สึกว่า ทำให้การดำเนินงานไปได้สะดวกรวดเร็วดี  แต่ไม่นานก็จะเหมือนกับคนท้องเสีย เพราะไม่มีใครอยากทำ มีแต่ความเบื่อหน่าย เกียจคร้าน อคติจิตต่อหัวหน้า ซึ่งทำให้ระบบการเสื่อมเสียได้ง่าย เปรียบได้กับลิ่มที่ไม่ได้ตอกลงให้ลึก ๆ ย่อมไม่สามารถปลูกสร้างอาคารให้มั่นคง   แต่การให้ความสำคัญในการปรึกษาหารือกันทั้ง 4 ฝ่ายอย่างแน่นแฟ้นนั้น เหมือนกับการตอกลิ่มให้ลึกลงไปให้มั่นคง เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น ทุกคนก็มีกำลังใจต่อสู้ ในที่สุด ระบบการก็จะมีความเจริญก้าวหน้า และมีความรุ่งโรจน์ได้อย่างแน่นอน  P

 

 

วันที่ 11 พฤษภาคม

            ขอให้ทุกคนเห็นชอบด้วย และก้าวหน้าไปอย่างมีกำลังใจ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีการปรึกษาหารือกัน เพราะนี่คือลักษณะของผู้นำที่แท้จริง

 

อธิบาย

ในการตัดสินใจดำเนินนโยบายอะไรก็ตาม จะต้องรับฟังเสียง หรือข้อคิดเห็นของผู้คนทั้งหลาย หัวหน้าผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจมีความสำคัญมาก  ถ้าหัวหน้าตัดสินใจเองโดยไม่ปรึกษาหารือกับคนอื่น และประกาศออกมาเป็นนโยบายในรูปแบบของคำสั่งหรือข้อบังคับแล้ว การดำเนินกิจกรรมย่อมไม่มีความร่าเริง  ระบบการเช่นนี้รังแต่จะบั่นทอนกำลังใจ บั่นทอนพลังชีวิตชีวา ไม่มีความแน่นแฟ้น ในที่สุด ก็พังทลายลงได้อย่างง่ายดาย

ในทางกลับกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ถ้าหัวหน้าได้ปรึกษาหารือกับทุกคนอยู่เสมอ ให้ทุกคนมีโอกาสได้เสนอความคิดของพวกเขา และหากหัวหน้ามีข้อเสนอของตนเอง ก็ควรจะต้องอธิบายชี้แจงเหตุผลให้แก่ทุกคน เช่นนี้แล้ว ย่อมจะสามารถทำความเข้าใจและตกลงกันได้  กิจกรรมที่ดำเนินในลักษณะนี้ย่อมจะมีชีวิตชีวา มีความร่าเริง มีความเชื่อมั่น และสร้างมิตรภาพกับผู้คนทั้งหลายได้  และต่อสู้ท้าทายกับเป้าหมายหรือนโยบายได้ด้วยความมั่นใจ และนำไปสู่เส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน

คำว่า “มนุษย์” ตามความหมายของอักษรจีน มีความหมายว่า อยู่ในท่ามกลางมนุษย์ หมายความว่า มนุษย์จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับมนุษย์ด้วยกัน จึงจะมีการเจริญก้าวหน้า การอยู่เองโดยลำพังคนเดียว ย่อมเป็นไปไม่ได้ กล่าวคือ เราต้องมีพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน ญาติ ครูบาอาจารย์ ผู้ร่วมงาน ฯลฯ บุคคลทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเราอย่างไม่อาจหลีกหนีไปได้  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ทำอย่างไรจึงจะให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่นเป็นไปด้วยดี มีความเข้าใจที่ดีต่อกัน มีความเชื่อใจ ไว้วางใจต่อกัน และมีความสามัคคีกันได้ 

เรื่องนี้ทางด้านสังคมกับทางด้านธรรมก็เช่นกัน เพราะในระบบการก็ต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างผู้อาวุโสกว่า กับผู้อ่อนอาวุโสกว่า หรือรุ่นพี่ รุ่นลูก รุ่นหลาน  แต่ในท่ามกลางความสัมพันธ์เหล่านี้ ปัญหาข้อหนึ่งที่ไม่อาจหลีกพ้นได้ ก็คือ ความมีอคติจิตระหว่างมนุษย์ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังอาจมีการทะเลาะเบาะแว้ง มีความอิจฉา มีความโกรธ เกลียด ไม่พอใจเกิดขึ้น นี่คือความเป็นจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

วิธีหนึ่งที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้ ก็คือ อยู่ที่สภาพชีวิตของตนเองสูงหรือต่ำ เช่น การมีอคติจิตมักเกิดขึ้นจากการที่เราตั้งความหวังในตัวผู้อื่นสูงเกินไป หวังว่าเขาคงทำได้เช่นนั้นเช่นนี้ ผลปรากฏว่าไม่ได้ดังใจ จึงโมโห ไม่พอใจ  แต่เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ตัวเองไม่ได้ลงมือกระทำ มีแต่อาศัยผู้อื่นให้ทำแทน จึงมีความคาดหวังต่าง ๆ จนกลายเป็นปัญหาอคติจิต ถ้าเราทำเองแล้ว ย่อมไม่มีอคติจิตเกิดขึ้น สำหรับการทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็หมายความว่า พื้นฐานสภาพชีวิตของเรากับเขาต่ำเท่ากันในโลกอสูร เพราะฉะนั้น แม้จะมีเรื่องเพียงเล็กน้อย ก็โมโหโกรธาได้ง่ายๆ ในที่สุด ก็ด่าทอกัน ลงมือลงไม้ทำร้ายกัน  ในด้านความเกลียดชัง ส่วนใหญ่เมื่อมองดูจากทางด้านธรรมแล้ว คนที่เกลียดชังผู้อื่นเป็นคนอวดดี เห็นแก่ตัว มีสภาพชีวิตอยู่ในโลกเดรัจฉานหรืออสูร  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ใครจะทำอะไรก็ล้วนไม่ยอมรับ ทั้งที่เขาอาจทำดี แต่เนื่องจากเราสู้เขาไม่ได้ จึงเกลียดชังเขา ในทางกลับกัน เราฐานะสูงกว่า ฝีมือของเขาด้อยกว่าเรา   เราก็ดูถูกเกลียดชังเขา 

จึงสรุปได้ว่า ความอิจฉา อคติ โกรธ และเกลียด ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากตัวเราเอง  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องปฏิวัติชีวิตตัวเอง  ซึ่งความคิดทางด้านสังคมจะถือว่า เนื่องจากเขาไม่ดี เราจึงโกรธ เกลียด และอคติต่อเขา  แต่ความคิดทางด้านธรรมไม่เป็นเช่นนี้ เพราะหากคิดเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงมีเรื่องกันไม่รู้จักจบสิ้น   แต่ถ้าเราสำรวจตัวเองและยึดธรรมเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติตนแล้ว ย่อมไม่เกิดความโกรธ เกลียด และอคติต่อผู้อื่น เพราะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้น เราเป็นหลัก  ผู้อื่นเป็นเพียงแค่ปัจจัย ถ้าเราไม่มีเหตุอยู่ในชีวิตแล้ว ย่อมไม่เกิดปัญหามนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น จึงไม่เกิดความโกรธเคือง เกลียดชัง หรืออคติจิตต่อกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบุคคลมากมายหลายประเภท แต่ถ้าแบ่งออกจริง ๆ แล้ว ก็มีเพียงสองประเภทเท่านั้น คือ

หนึ่ง ก็คือ กัลยาณมิตร (เพื่อนดี) ซึ่งพระนิชิเร็นไดโชนินบอกว่า “กัลยาณมิตรนั้นไม่ใช่อาจารย์และลูกศิษย์” หมายถึงเพื่อนที่ดีต่อเรา ช่วยส่งเสริมกำลังใจเรา ทำให้ความศรัทธาของเราเข้มแข็งขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นี่คือกัลยาณมิตร เช่น ในระบบการอาจมีบุคคลที่ดื้อรั้น มองผิวเผินก็ดูว่าเป็นบุคคลที่ไร้ประโยชน์ แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นว่า เนื่องจากเรากลุ้มใจเกี่ยวกับเขา จึงมีโอกาสสวดมนต์มากขึ้น และไม่ถูกกระทบกระเทือนจากพฤติกรรมของเขา หมายถึงสามารถมีสภาพชีวิตที่สูงกว่า  ดังตัวอย่างของพระนิชิเร็นไดโชนิน ที่ถูกเฮอิโนะซาเอะมนสั่งประหารชีวิต แต่ท่านกลับกล่าวว่า เขาคือกัลยาณมิตรของท่าน โดยกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ความปรารถนาก็คือ ผู้ปกครองของประเทศ และคนอื่น ๆ ที่ทำร้ายต่ออาตมานั้น บุคคลเหล่านี้ (อาตมา) อยากจะนำไปก่อนเป็นพวกแรก  ส่วนลูกศิษย์ทั้งหลายที่ช่วยอาตมา เรื่องนี้จะบอกกับพระศากยะผู้ประเสริฐ  สำหรับบิดามารดาที่ให้กำเนิดอาตมา ตอนที่ยังไม่เสียชีวิตนี้ จะต้องแนะนำความดีงามที่ยิ่งใหญ่ (โงะฮนซน) นี้ให้”  คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าพระนิชิเร็นไดโชนินไม่ได้มีความโกรธ เกลียด หรืออาฆาตต่อเฮอิโนะซาเอะมนแม้แต่น้อย  ถ้าหากเป็นเรา ก็คงจะโกรธแค้นเป็นการใหญ่จนคิดฆ่าเขาเลยทีเดียว แต่ทางด้านธรรมไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

            สอง ก็คือ อกัลยาณมิตร คือผู้ที่ทำให้ความศรัทธาของเราอ่อนแอลง ท้อถอยไป และในที่สุดละทิ้งโงะฮนซน พระพุทธเจ้าจึงกล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า “แม้จะถูกช้างเมามันเหยียบตาย ก็ไม่ตกนรก แต่การคบค้ากับอกัลยาณมิตร จะต้องตกนรกอเวจี” หมายความว่า อกัลยาณมิตรเป็นการกระทำของมารที่ขัดขวางการบำเพ็ญเพียร เช่น สามีจะไปร่วมประชุม แต่ภรรยาอยากจะไปเที่ยวพักผ่อน จึงขัดขวางไม่ให้สามีไปประชุม สามีก็ยอมพ่ายแพ้ต่อความคิดของภรรยา จึงปฏิบัติตาม ทำให้การสวดมนต์เช้า-เย็นน้อยลง เมื่อมีลูก ความศรัทธาก็ยิ่งถอยลงได้ง่าย และละเลยต่อการปฏิบัติศรัทธา เป็นต้น

            เพราะฉะนั้น ในหมู่สมาชิกด้วยกัน จะต้องเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเกิดการแตกความสามัคคี  P

 

 

วันที่ 10 พฤษภาคม

            ทุกคนล้วนมีภาระหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ดังนั้น ขอให้ยึดถือความเชื่อมั่นในตัวเอง และยืนหยัดขึ้นมาทั้งหมด

 

อธิบาย

การที่พวกเราเกิดมาในชาตินี้ ย่อมจะต้องมีภาระหน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ดังนั้น บุคคลในสังคมทั่วไปโดยมากจึงไม่สำนึกในภาระหน้าที่ของตนเอง จึงเกิดมาแล้วก็ตายไป บางคนเป็นแพทย์ นักการเมือง ครู อาจารย์ นักวิทยาศาสตร์  ดารา นักร้อง พยาบาล นักธุรกิจ พวกเขาอาจจะรู้ตัวในหน้าที่ตามอาชีพของตน  แต่คนทั่วไปมักจะมีการดำเนินชีวิตที่ล่วงผ่านไปในแต่ละวัน เช่น ตื่นนอน กินข้าว ไปทำงาน กลับบ้านดูทีวี อาบน้ำ นอน ซึ่งวนเวียนอยู่เช่นนี้  ในระหว่างนี้ บางคนก็พบกับความทุกข์ ความยากลำบาก อดีตกรรมชั่วปรากฏออกมา ทำให้ต้องเสียใจ เศร้าใจ เจ็บใจ กลุ้มใจ วิตกกังวล และทุกข์ทรมานใจ จึงหมดหวังต่ออนาคต บางคนก็ฆ่าตัวตาย บางคนก็หนีไปอยู่ต่างจังหวัด บางคนกลายเป็นนักเลงอันธพาล บางคนติดเหล้าเมามาย ติดยาเสพติด ซึ่งเป็นชีวิตมนุษย์ที่ดำเนินไปตามลักษณะต่างๆ นานา

แต่พวกเราซึ่งเป็นผู้นับถือโงะฮนซนย่อมจะไม่เหมือนกับบุคคลทั่วไปในสังคม เพราะภาระหน้าที่ที่พวกเราเกิดมาในชาตินี้มีเป้าหมาย 2 ข้อที่จะพยายามต่อสู้ให้บรรลุผลสำเร็จ นั่นก็คือ

1.                  เพื่อการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต หมายถึงปฏิวัติชีวิตมนุษย์

2.                  เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก หมายถึงการก่อสร้างสันติภาพโลก และก่อสร้างอารยธรรมที่ 3

ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ได้แล้ว การดำเนินชีวิตในด้านอาชีพการงาน ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือเพื่อบรรลุภาระหน้าที่ในชาตินี้ของตัวเอง หมายความว่า ไม่ว่าจะทำงานหรือมีอาชีพอะไรก็ตาม ทั้งหมดก็เป็นการเผยแผ่ธรรมในสังคมและทั่วโลกเช่นกัน

คำว่า “ภาระหน้าที่” มีความหมายว่า การใช้ชีวิต ซึ่งบุคคลทั่วไปในสังคมจะใช้ชีวิตเพื่อเงินทอง การเมือง การงานอาชีพ การดนตรี ฯลฯ  แต่การใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ใช่การใช้ชีวิตเพื่อการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต ไม่ใช่การใช้ชีวิตเพื่อการเผยแผ่ธรรม ดังนั้น หากเปรียบเทียบคุณค่าของการใช้ชีวิตทางด้านสังคมกับทางด้านธรรมแล้ว ย่อมมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน  ทั้งนี้ก็เพราะว่า ชื่อเสียง เงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ เมื่อเสียชีวิตลงก็ไม่สามารถนำติดตัวไปด้วย  ตรงกันข้าม การใช้ชีวิตทางด้านธรรมจะสามารถสะสมบุญวาสนาที่จะคงอยู่ตลอด 3 ชาติ

อนึ่ง ชีวิตมนุษย์ก็เปรียบได้กับบทละคร เป็นบทละครแห่งการปฏิวัติชีวิต  บทละครแห่งการปฏิวัติครอบครัว  บทละครแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาล ซึ่งในละครแต่ละเรื่องย่อมจะต้องมีนักแสดง บางคนแสดงเป็นคนจน ขอทาน ลูกจ้าง คนป่วย เถ้าแก่ หมอ พยาบาล เศรษฐี ตำรวจ นักเลง ผู้ร้าย ขโมย พ่อแม่ทะเลาะกัน ตบตีกัน หรืออาชีพการงานล้มละลาย บ้านถูกไฟไหม้ ประสบอุบัติเหตุจนร่างกายพิการ ฯลฯ ซึ่งมีหลายบทมากมายอย่างแน่นอน และเมื่อละครจบลง นักแสดงทุกคนก็กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติของตนเอง

กล่าวคือ เมื่อเราทำภาระหน้าที่ของเราที่เกิดมาในชาตินี้สำเร็จ ก็แสดงว่าสามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ แน่นอนทีเดียวว่า ไม่มีพระพุทธยากจน พระพุทธครอบครัวแตกแยก พระพุทธที่ป่วยหนัก  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้ยึดถือความเชื่อมั่นในตัวเอง”  P

 

 

วันที่ 9 พฤษภาคม

            ขอให้อ่านสิ่งตีพิมพ์ทั้งหลายของสมาคม สิ่งนี้จะสามารถกลายเป็นพลังขับดันต่อการบุกเบิกทั้งหมด

 

อธิบาย

เป้าหมายของออกสิ่งตีพิมพ์ของสมาคมแบ่งออกเป็น

1.      สำหรับภายนอก และ 2. สำหรับภายใน

สำหรับภายนอก ก็หมายถึง การอธิบายเจตนารมณ์หรือคำชี้นำของสมาคม  ให้บุคคลผู้อื่นเข้าใจได้อย่างละเอียดในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะให้สันติภาพโลกบรรลุผลเป็นจริงได้ อารยธรรมที่สามคืออะไร ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร วิถีทางในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร สมัยวัยหนุ่มสาวจะดำเนินชีวิตให้สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างไร หรือการนำข้อความธรรมนิพนธ์ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตมาอธิบายในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกของสมาคมสามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง

สำหรับภายใน ก็หมายถึง ลักษณะการศรัทธาที่ถูกต้องควรจะเป็นเช่นไร จุดมุ่งหมายของการนับถือศรัทธาคืออะไร วิธีการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องจะต้องเป็นเช่นไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนอดีตกรรมชั่วให้กลายเป็นโพธิญาณ ทำไมเมื่อปฏิบัติศรัทธาแล้วจึงต้องพบกับอุปสรรค 3 มาร 4  ธาตุแท้ของธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคืออะไร  การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตหมายถึงอะไร ซึ่งเป็นเข็มชี้ให้พวกเราสามารถเข้าใจเรื่องการปฏิบัติศรัทธาได้อย่างถูกต้องและลึกซึ้งขึ้นนั่นเอง

พูดถึงประโยชน์ของสิ่งตีพิมพ์ของสมาคม มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ คือ

1.                  ตอนที่เริ่มนับถือศรัทธาใหม่ ๆ เปรียบได้กับโครงกระดูกที่ยังไม่มีเนื้อ เมื่อเพิ่มพูนการอ่านสิ่งตีพิมพ์ของสมาคม ก็เท่ากับเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา จนกระทั่งสามารถเป็นมนุษย์ที่ครบสมบูรณ์ได้  กล่าวคือ มีความรู้ทางด้านธรรมเป็นพื้นฐานชีวิตของเรา ถ้ายิ่งอ่านมาก เวลาสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ก็จะยิ่งมีปัญญาที่ดีปรากฏออกมาได้มาก เมื่อปัญญาที่ดีปรากฏออกมาอย่างสม่ำเสมอแล้ว ในการดำเนินชีวิต เช่น การศึกษาเล่าเรียน การประกอบธุรกิจการค้า ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากจะไม่สูญเปล่าแล้ว ยังสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย เมื่อพบกับอุปสรรค หรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ก็ไม่สงสัยโงะฮนซน ไม่ถอยศรัทธา  หรือหากมีการรับสิ่งตีพิมพ์ของสมาคมเป็นประจำ แม้ว่าเราจะเป็นผู้ศรัทธาเพียงครอบครัวเดียวในละแวกนั้น แต่จากการอ่านและศึกษาอย่างสม่ำเสมอ ความศรัทธาของเราก็จะสามารถมีความถูกต้องได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน  ซึ่งถ้าหัวหน้าไปประชุมหรือให้คำชี้นำ ก็อาจจะชี้นำได้ในจำนวนจำกัดแค่ 100 คน หรือ 1,000 คนเท่านั้น  แต่สิ่งตีพิมพ์ของสมาคมสามารถให้คำชี้นำออกไปได้อย่างกว้างขวางเป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป็นล้านคนได้ทีเดียว พูดง่าย ๆ ก็คือ การประชุมมีจำนวนคนที่รับฟังธรรมได้จำกัด แต่การรับสิ่งตีพิมพ์ ทำให้จำนวนที่รับฟังธรรมมีได้มากมายไม่จำกัด

2.                  การให้คำชี้นำ บางคนอาจจะฟังผิด เข้าใจผิด ตีความผิด จดไม่ทัน หรือลืมได้ง่าย แต่ถ้าตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือหรือสิ่งตีพิมพ์แล้ว ทำให้เราสามารถเข้าใจคำชี้นำได้อย่างถูกต้อง มีหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือในเวลาใด ก็สามารถนำคำชี้นำที่อ่านและจดจำได้จากสิ่งตีพิมพ์มาชี้นำผู้อื่นได้ หรือนำประสบการณ์ที่ลงอยู่ในสิ่งตีพิมพ์มาบอกเล่าให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างถูกต้อง

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้อ่านสิ่งตีพิมพ์ทั้งหลายของสมาคม สิ่งนี้จะสามารถกลายเป็นพลังขับดันต่อการบุกเบิกทั้งหมด”   ดังนั้น ตัวเราก็จะต้องอ่าน พร้อมกันนั้น ก็ชักชวนให้สมาชิกทั้งหลายอ่านด้วย P

 

 

วันที่ 7 พฤษภาคม

            เอาล่ะ จงต่อสู้อย่างแข็งขันและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เพื่อให้กระแสแห่งการต่อสู้มีการเปลี่ยนแปลงและได้รับชัยชนะทั้งหมด

 

อธิบาย

การต่อสู้ให้ได้รับชัยชนะหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิตของหัวหน้าว่า มีความเข้มแข็งและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นหรือไม่  เพราะถ้าหนึ่งขณะจิตของหัวหน้าไม่เข้มแข็ง ไม่มีความเชื่อมั่นแล้ว ก็ไม่สามารถมีกระแสจิตติดต่อกับสมาชิกทั้งหมด 

หัวหน้าก็เปรียบได้กับหัวรถจักร กำลังน้อย รถไฟก็แล่นไปได้ช้า ถ้าหัวรถจักรมีกำลังมาก รถไฟก็แล่นไปได้เร็ว  ซึ่งการที่รถไฟแล่นเร็วหรือช้าก็อยู่ที่หัวรถจักร หรือรถยนต์ก็เช่นกัน ถ้าเครื่องยนต์เล็ก รถก็แล่นช้า ถ้าเครื่องยนต์ใหญ่ ก็แล่นได้เร็ว มนุษย์ก็เช่นกัน ถ้าพลังชีวิตอ่อนแอ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่สามารถเอาชนะได้  แต่ถ้ามีพลังชีวิตเข้มแข็ง ก็จะเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะชนะได้อย่างแน่นอน

การต่อสู้ในที่นี้ เป็นการต่อสู้ทางด้านความศรัทธา จึงอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นการต่อสู้กับผู้อื่น แต่เป็นการต่อสู้กับตัวเอง ให้มีชัยชนะต่อตัวเอง ไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง

เพราะถ้าเราคิดต่อสู้กับผู้อื่น เปรียบเทียบกับผู้อื่นแล้ว รู้สึกว่า เขารวยกว่า เขามีความรู้มากกว่า เขามีตำแหน่งสูงกว่า ครอบครัวของเขาดีกว่าเรา เขาได้รับเงินเดือนสูงกว่าเรา ความคิดเช่นนี้ จะทำให้ดูถูกตัวเอง ไม่มีกำลังใจ ไม่มีความเชื่อมั่นต่อตัวเอง โมโหต่ออดีตกรรมของตัวเอง ซึ่งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของตัวเองให้หมดไป จึงหมดหวังต่ออนาคต ในทางกลับกัน ถ้าเอาตัวเองเปรียบเทียบกับผู้อื่นแล้วรู้สึกว่า เราดีกว่าคนอื่นไปหมดทุกเรื่อง ก็จะกลายเป็นคนอวดดีได้ง่าย นี่คือการเปรียบเทียบและต่อสู้เอาชนะทางด้านสังคม

แต่ทางด้านธรรมแล้ว ก็จะเป็นการเปรียบเทียบตัวเราในวันนี้กับเมื่อวานนี้ เช่น วันนี้ดีกว่าเมื่อวานนี้ พรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้ เดือนนี้ดีกว่าเดือนที่แล้ว ปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว วันนี้ความศรัทธาเข้มแข็งกว่าเมื่อวาน การทำงานพระในวันนี้แน่นแฟ้นกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้จะต้องก้าวหน้ากว่าเมื่อวาน วันนี้สวดมนต์ได้มากกว่าเมื่อวาน สภาพชีวิตวันนี้สูงกว่าเมื่อวาน โดยต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง และคอยสำรวจตัวเอง ไม่ให้พ่ายแพ้ต่อตัวเอง ให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่ง ๆ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะสามารถเป็นผู้นำที่แท้จริง และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลายเป็นกระแสแห่งชัยชนะได้   P

 

 

วันที่ 6 พฤษภาคม

            ขอให้ตั้งใจทำงานอย่างแข็งขัน ดำเนินชีวิตอย่างมีเกียรติ และดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์

 

อธิบาย

จุดมุ่งหมายที่พวกเรารับโงะฮนซนก็คือ เพื่อให้สามารถมีความสุขสัมบูรณ์ ซึ่งนอกจากการสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นใดอีกที่เราจะสามารถสะสมบุญวาสนาได้  ในขณะเดียวกัน การที่จะมีการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ได้นั้น ไม่ใช่เอาแต่นั่งสวดมนต์เท่านั้น จำเป็นต้องทำงานอย่างเต็มที่พร้อมกับยึดถือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงเป็นรากฐาน จึงจะเป็นการดำเนินชีวิตที่มีเกียรติและการดำเนินชีวิตที่มีความสุข

ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “การศรัทธาก็คือการดำเนินชีวิต” หมายความว่า การดำเนินชีวิตจะมีความสุขหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความศรัทธาที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอ กล่าวคือ พลังหรืออานุภาพของโงะฮนซนนั้นไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด แต่เราจะสามารถได้รับพลังของโงะฮนซนได้หรือไม่ ก็อยู่ที่พลังศรัทธาและพลังปฏิบัติของเรา ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า พุทธธรรมคือร่างกายหรือตัวตน การดำเนินชีวิตคือเงา  ถ้าตัวตนเอียง เงาก็เอียงตาม 

จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่เรามีความทุกข์ มีความยากลำบาก มีอดีตกรรมชั่วเกิดขึ้น ถ้ามองดูอย่างลึกซึ้ง ก็เนื่องจากความศรัทธาของเราไม่ถูกต้อง ไม่เข้าจังหวะชีวิตของโงะฮนซน  ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว แทนที่จะต่อว่าผู้อื่น ไม่พอใจผู้อื่น ดูถูกผู้อื่น ควรจะต้องสำรวจตัวเอง สำรวจดูว่าความศรัทธาของตัวเองถูกต้องหรือไม่  เช่น เพราะลูกเป็นนักเลงอันธพาล พ่อจึงบ่นด่าว่าลูกไม่ดีได้ หรือสามีชอบเล่นการพนัน ดื่มเหล้าเมายา ภรรยาจึงโมโหต่อสามี ได้  แต่ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิวเผินเท่านั้น เพราะถ้ามองดูทางด้านธรรมแล้ว การที่ลูกไม่ดี สามีไม่ดี ก็เพราะตัวเองมีชะตากรรม จึงต้องเป็นทุกข์กับเรื่องเหล่านี้ การอธิษฐานต่อโงะฮนซนเพื่อให้ลูก ให้สามีเปลี่ยนแปลง ย่อมไม่ใช่ท่าทีจิตใจที่ถูกต้อง  

ถ้าเช่นนั้นแล้ว ควรจะอธิษฐานอย่างไร กล่าวคือ

1.                               ขอขมาต่อโงะฮนซนว่า ตัวเราเองได้สะสมการกระทำที่ไม่ดีไว้มากมายมาแต่ดั้งเดิม ชาตินี้จึงต้องได้รับผลกรรมเหล่านี้

2.                               ขอบคุณต่อโงะฮนซน เพราะแท้จริงชีวิตของเราสกปรก แต่ก็สามารถได้รับโงะฮนซน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต และปัญหา อุปสรรค หรือความทุกข์ต่าง ๆ ที่ได้รับในคราวนี้ อันที่จริงจะต้องหนักหนาสาหัสกว่านี้ แต่ก็สามารถได้รับโดยเบา

3.                               ตั้งใจอธิษฐานต่อโงะฮนซนว่า ชั่วชีวิตนี้จะไม่ละทิ้งโงะฮนซนอย่างเด็ดขาด จะพากเพียรอยู่บนเส้นทางแห่งการเผยแผ่ธรรม ดังนั้น ขอให้ลูกและสามีที่ไม่ดี กลับกลายเป็นลูกที่ดี สามีที่ดี เพื่อร่วมกันเผยแผ่ธรรม

ขอย้ำว่า 1. ขอขมา 2. ขอบคุณ และ 3. ความตั้งใจ นี่คือหลักเหตุผลที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตกรรมชั่วได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว เฉพาะการศรัทธาแบบขออย่างเดียว ไม่มีการสำรวจตัวเอง ย่อมไม่อาจสะสมบุญวาสนาได้มากมาย ย่อมไม่สามารถมีชีวิตที่มีเกียรติ และมีความสุขที่แท้จริง  กล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีบุญวาสนา ไม่มีการศรัทธาที่ถูกต้องแล้ว แม้จะทำงานหนักมากเพียงใด ก็ไม่สามารถมีการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ แต่เป็นการหมุนโดยว่างเปล่า  P

 

 

วันที่ 5 พฤษภาคม

            ก่อนอื่น จะต้องยึดถือความเชื่อมั่นต่อตัวเอง เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เส้นทางทั้งหมดจะสามารถเปิดออกมาได้

 

อธิบาย

เมื่อมนุษย์ถูกติเตียนต่อว่าแล้ว มักจะรู้สึกเศร้าเสียใจและเจ็บใจมากที่สุด  แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งแล้ว เวลาที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็สามารถมีจิตใจที่จะต่อสู้ขึ้นมา มีจิตใจไม่ยอมแพ้ จึงสามารถทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้ให้ได้รับผลสำเร็จขึ้นมาได้ก็มี ในกรณีนี้แล้ว ก็สามารถเป็นเรื่องดีไปได้ ตรงกันข้าม การรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถอะไร ทำอะไรก็ไม่เป็น จนรู้สึกดูถูกตัวเอง เกลียดตัวเอง  ต่างๆ นานา ก็คือลักษณะของการไม่มีความเชื่อมั่นต่อตัวเอง

เพราะฉะนั้น ในชีวิตมนุษย์ ถ้าหมดความเชื่อมั่นต่อตัวเองแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมไม่สามารถทำสำเร็จได้ ไม่มีหวังที่จะทำให้ความฝันกลายเป็นความจริงได้ เพราะตั้งแต่ต้นก็ยอมแพ้ต่อตัวเองเสียแล้ว ผลลัพธ์คือ ไม่สามารถประสบความสำเร็จอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั่นเอง

ยกตัวอย่าง เช่น ทั้ง ๆ ที่ได้พยายามอ่านหนังสือ พยายามสวดมนต์แล้ว แต่ก็ยังสอบตก หรือพยายามทำงาน พยายามค้าขายโดยมีความไว้วางใจต่อลูกค้า แต่ในที่สุดกลับถูกเขาหลอก จนบริษัทต้องเจ๊งไป หรือพยายามทำงานพระและสวดมนต์อยู่เสมอ แต่เมื่อไม่สบายไปหาหมอ ปรากฏว่าตรวจพบมะเร็ง และหมอบอกว่าอยู่ได้อีกเพียงแค่ครึ่งปี  หรือพยายามทำงานหาเงินอย่างเต็มที่ แต่แล้วก็เกิดไฟไหม้บ้านจนวอดวายหมด  หรือประสบอุบัติเหตุ พบกับอุปสรรค 3 มาร 4 หรืออดีตกรรมชั่วปรากฏออกมา ต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้หมดความเชื่อมั่นในตัวเอง

อนึ่ง เวลาที่เราชี้นำต่อผู้อื่นที่เผชิญกับเรื่องราวต่าง ๆ  เราสามารถสอนเขาว่า โงะฮนซนศักดิ์สิทธิ์และมีอานุภาพมาก ขอให้มีความเชื่อมั่น และในธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินได้สอนไว้ว่า เราจะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้แน่นอน ซึ่งเราสามารถอธิบายและส่งเสริมกำลังใจผู้อื่นได้หลายแง่หลายมุม ฯลฯ  แต่พอมีเรื่องเกิดขึ้นกับตัวเอง ก็หมดกำลังใจ หมดความเชื่อมั่นในตัวเอง หมดพลังชีวิตชีวาได้ง่าย ๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือหัวหน้าก็มีโอกาสเผชิญกับเรื่องเหล่านี้ได้ จึงควรจะต้องระมัดระวังให้ดีด้วย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า “เมื่อปลูกต้นไม้ ถ้าลำต้นยังไม่แข็งแรง ก็จำเป็นต้องมีไม้ค้ำไว้ จึงจะสามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ได้  แม้แต่คนที่บอบบาง ถ้ามีผู้ค้ำจุนที่แข็งแรง ก็จะไม่ล้มลง  แต่แม้จะมีความแข็งแรงอยู่บ้าง ถ้าเดินบนถนนที่ขรุขระโดยลำพัง ก็อาจจะหกล้มลงได้” หมายความว่า มนุษย์เราไม่สามารถอยู่ได้เพียงคนเดียว ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าเองโดยลำพัง จำเป็นต้องมีครอบครัว พี่น้อง เพื่อน หรืออาจารย์นำทาง จึงจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ 

ในการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน การปฏิบัติศรัทธาเองโดยลำพังคนเดียว หรือศึกษาธรรมเองโดยลำพังคนเดียว ย่อมไม่สามารถทำได้ถูกต้องและบรรลุผลสำเร็จ จำเป็นจะต้องมีอาจารย์และผู้อาวุโสที่ดี จึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน  เพราะฉะนั้น เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว สิ่งสำคัญก็คือ ตอนนั้นจะหมดกำลังใจ หมดความเชื่อมั่น ความศรัทธาท้อถอยไป หรือจะเป็นโอกาสที่กระตุ้นให้ความศรัทธาเข้มแข็ง เปรียบได้กับอยู่ตรงทางแยกที่จะต้องก้าวเดินไปให้ถูกทาง ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “ก่อนอื่น จะต้องยึดถือความเชื่อมั่นต่อตัวเอง เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เส้นทางทั้งหมดจะสามารถเปิดออกมาได้” ซึ่งความเชื่อมั่นในที่นี้ ไม่ใช่ความเชื่อมั่นในแง่ของสังคม หมายความว่า ในชีวิตของเรามีโลกพุทธอยู่   ดังนั้น ไม่ว่าจะมีความยากลำบาก มีความเศร้าโศกเสียใจ และหมดกำลังใจเพียงใด ก็จะสามารถฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ได้อย่างแน่นอน กล่าวคือ ถ้าไม่เกิดความสงสัยต่อโงะฮนซน พยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอย่างจริงจัง โลกพุทธที่อยู่ในชีวิตของเราก็จะปรากฏออกมา เมื่อโลกพุทธปรากฏออกมา ก็จะมีพลังชีวิตชีวาที่เข้มแข็ง ถ้ามีชีวิตชีวาก็จะสามารถเกิดความเชื่อมั่นต่อตนเอง ทั้งนี้เพราะ อานุภาพของโงะฮนซนก็ขึ้นอยู่กับพลังศรัทธาและพลังปฏิบัติของเรา  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็จะท้าทายต่อสู้กับทุกเรื่องได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง พร้อมกับมีความเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถข้ามพ้นและเอาชนะไปได้อย่างแน่นอน  นี่คือสาเหตุที่ทำให้ได้รับผลสำเร็จด้วยท่าทีของความศรัทธาที่ถูกต้องนั่นเอง  P

 

 

วันที่ 4 พฤษภาคม

            มิตรภาพและความเมตตารักใคร่ที่แท้จริงจะมีอยู่เฉพาะในการสนทนาที่กระทำจนถึงที่สุด และในกิจกรรมเท่านั้น ดังนั้น ขอให้ตระหนักว่า นี่คือการปฏิบัติพุทธธรรม

 

อธิบาย

พวกเราซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน คือลูกศิษย์ดั้งเดิมตั้งแต่สมัย อนาทิกาล  ดังนั้น ถ้ามองดูอย่างผิวเผินแล้ว ชาตินี้เราได้รับการชักชวนแนะนำธรรมจากเพื่อนหรือญาติพี่น้อง จึงได้รับโงะฮนซน  แต่เมื่อมองดูจากธรรมที่ลึกซึ้งแล้ว หาได้เป็นเช่นนี้ อันที่จริง ธาตุแท้ของพวกเราก็คือโพธิสัตว์จากพื้นโลก ที่มีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยอนาทิกาลที่ยาวนาน ไม่ใช่เพิ่งจะมีความสัมพันธ์กันในชาตินี้ หากแต่ว่า มีความสัมพันธ์และมีมิตรภาพต่อกันมาตั้งแต่สมัยอนาทิกาลที่เป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยกันก็ว่าได้  แต่การที่จะตระหนักถึงเรื่องนี้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของเราเอง 

ดังนั้น แม้จะนับถือโงะฮนซนและสวดมนต์เช้า-เย็นก็ตาม ถ้าไม่ได้รู้สึกเช่นนี้  และคิดว่า พวกเราเพิ่งมารู้จักกันแค่ชาตินี้แล้ว ก็อาจจะมีเรื่องกันได้ง่าย เช่น ดูถูกกัน มีอคติจิตต่อกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ชอบหน้ากัน เกลียดชังกัน  เลือกที่รักมักที่ชัง วิพากษ์วิจารณ์กัน ซึ่งไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง  ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีความสามัคคีในหมู่ผู้ปฏิบัติศรัทธา ภายในระบบการไม่มีความแน่นแฟ้น ไม่มีความร่าเริง ย่อมไม่สามารถได้รับบุญวาสนามากมายจากโงะฮนซน ความศรัทธาค่อยๆ เฉื่อยชาไป ในที่สุด ความศรัทธาก็จะอ่อนแอลงและถอยศรัทธาไปได้ง่าย

ในทางกลับกัน ถ้าเราตระหนักว่า สมาชิกทั้งหมดล้วนมีความสัมพันธ์กันมายาวนานตั้งแต่สมัยอนาทิกาล ก็จะพยายามอธิษฐานและพูดคุยสนทนากับสมาชิกที่ยังไม่เข้าใจในสายสัมพันธ์นี้   ด้วยความสำนึกเช่นนี้ ก็จะสามารถถักทอมิตรภาพที่แท้จริงหรือความเมตตารักใคร่ที่แท้จริง ให้เกิดขึ้นในท่ามกลางการทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างแน่นอน  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ถึงแม้ว่าในระบบการจะมีบุคคลที่ศรัทธาเฉื่อยชาและไม่ออกร่วมประชุม แต่ถ้ามีผู้ที่ยืนหยัดขึ้นมาด้วยความเชื่อมั่นเช่นนี้ พร้อมกับพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว ในไม่ช้า ระบบการนั้นก็จะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา และเจริญก้าวหน้าได้

ฉะนั้น หน้าที่ของผู้นำก็คือ สามารถทำให้สมาชิกฟื้นความศรัทธาขึ้นมาได้กี่คน สามารถสร้างอบรมผู้นำในอนาคตได้กี่คน  ซึ่งนับจำนวนรวมเป็นเหรียญกล้าหาญทางด้านความศรัทธาก็ว่าได้ พร้อมกันนั้น ความพากเพียรต่อสู้เช่นนี้ก็จะกลายเป็นทรัพย์สมบัติของตนเอง จนกระทั่งเมื่อเราสูงอายุแล้ว ผู้นำทั้งหลายเหล่านั้นรู้สึกขอบคุณเรา และหาเวลามาเยี่ยมเยียน  ตอนนั้น เราจะรู้สึกมีความดีใจมาก และมีจิตใจร่าเริงเบิกบานอย่างแน่นอน P

 

 

วันที่ 3 พฤษภาคม

            ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะไม่มีใครเห็นก็ตาม นักรบแห่งโพธิสัตว์จากพื้นโลก ก็จะต้องทำให้หน้าที่และความรับผิดชอบของตนบรรลุผลสำเร็จให้ได้  ซึ่งเป็นการกระทำที่เงียบๆ แต่มีพร้อมความร่าเริงสดใส

 

อธิบาย

พวกเราเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน และลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะ ที่เกิดมาในชาตินี้โดยมีภาระหน้าที่ของโพธิสัตว์จากพื้นโลกนั้น ก็เพื่อการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง และเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ดังนั้น  ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง มีความรู้หรือไม่มีความรู้ ยากดีมีจน เป็นคนหนุ่มสาวหรืออายุมาก เชื้อชาติสีผิวอะไรก็ตาม ผู้ที่ยึดถือโงะฮนซน สวดมนต์ทุกเช้าเย็น และเพียรพยายามในการเผยแผ่ธรรม ทุกคนล้วนเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน พระพุทธแห่งสมัยธรรมปลาย  ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงมีภาระหน้าที่ของตนเองที่จะต้องรับผิดชอบและกระทำให้สำเร็จ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก

เช่น ลูกศิษย์และพระโอรสของพระศากยมุนีพุทธ คือพระราหุล มีหน้าที่จัดเตรียมสถานที่เทศนาธรรมให้เรียบร้อย ดังนั้น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปยังสถานที่ต่างๆ และเทศนาธรรมได้โดยราบรื่น ลูกศิษย์ทั้งหลายสามารถได้รับคุณค่าอย่างมากมาย ก็ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ในความรับผิดชอบของพระราหุลนั่นเอง     ทั้งนี้ ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า พระราหุลได้ตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้อย่างเรียบร้อย ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีใครพูดถึง หรือไม่มีใครเห็นก็ตาม พระราหุลก็ทำหน้าที่ของตนเองอยู่เงียบ ๆ ตลอดเวลา

ดังนั้น งานในหน้าที่รับผิดชอบของพวกเราผู้เป็นกะโยไกก็เช่นกัน ทำหน้าที่ดูแลรักษาสมาคมจวบจนทุกวันนี้ แม้ว่าจะไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจ แต่พวกเราก็พยายามทำหน้าที่กะโยไกให้สำเร็จเรียบร้อย  แน่นอนทีเดียวว่า โงะฮนซนย่อมจะรับรู้ อาจารย์อิเคดะก็ทราบดี เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอเหลือเกินแล้ว

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า ตั้งแต่มนุษย์เกิดมาก็มีเทพสององค์ประทับอยู่ที่บ่าซ้ายและขวา เทพบนบ่าขวาชื่อโดโช (แปลว่าเกิดพร้อมกัน) ส่วนเทพบนบ่าซ้ายชื่อโดเมียว (แปลว่าชื่อเดียวกัน) ซึ่งจะทำหน้าที่ผลักเปลี่ยนกันขึ้นไปรายงานความดีความชั่วทุกอย่างให้แก่สวรรค์ หมายถึงรายงานต่อโงะฮนซน  ดังนั้น การกระทำดีหรือการกระทำชั่ว ความคิดดีหรือความคิดชั่ว ก็รายงานต่อโงะฮนซนอย่างถี่ถ้วน 

เรื่องนี้เป็นการสอนว่ากฎของจักรวาลหรือเหตุผลของชีวิตนั้นเข้มงวดมาก แม้เราจะคิดว่าสิ่งที่เราคิดหรือทำ ไม่มีใครรู้ แต่เมื่อตัวเราเองรู้ เทพสององค์ก็จะต้องรู้ ก็หมายความว่า โงะฮนซนและพระนิชิเร็นไดโชนินย่อมจะรู้ทันที  เรื่องนี้ไม่สามารถหลีกหนีได้อย่างแน่นอน

บางครั้ง เราอาจจะหละหลวมต่อการปฏิบัติตามต่อกฎของสังคมหรือกฎหมายบ้านเมืองได้ก็ตาม แต่ไม่สามารถเมินเฉยต่อกฎธรรม ซึ่งเป็นกฎของชีวิต กฎของจักรวาลเด็ดขาด  ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงต้องปฏิบัติศรัทธาด้วยการสวดมนต์ ทำงานพระ และปฏิบัติหน้าที่ของเราด้วยดี ไม่ว่าจะมีคนรู้หรือชมเชยหรือไม่ก็ตาม เมื่อถึงเวลาแล้ว บุญวาสนาที่สะสมไว้ก็จะปรากฏออกมาได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น พวกเรายุวชนจึงต้องปฏิบัติศรัทธาและรับผิดชอบในหน้าที่ของตนให้เหมือนพระราหุล ซึ่งการสะสมบุญวาสนาและได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นเอง

โพธิสัตว์จากพื้นโลกที่แท้จริงไม่ต้องรอคำสั่งแล้วจึงกระทำ แต่จะคิดและเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตัวเอง หมายความว่า ผู้ที่ถูกกระทำ ที่คอยให้ผู้อื่นสั่งแล้วจึงทำนั้น ไม่มีความเจริญก้าวหน้า ในทางกลับกัน ผู้ที่ลงมือกระทำด้วยตัวเอง เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ สามารถทำหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน  เพราะฉะนั้น แม้จะยึดถือโงะฮนซน มีการสวดมนต์เช้า-เย็น แต่ความศรัทธามีลักษณะของผู้ถูกกระทำแล้ว ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่แท้จริง  ผู้ที่มีความศรัทธาแบบผู้กระทำเท่านั้นที่เรียกว่าได้ว่าเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่แท้จริง และเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

วันนี้ ปี ค.ศ.1951      อาจารย์โทดะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกสมาคมคนที่ 2

วันนี้ ปี ค.ศ.1960      อาจารย์อิเคดะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกสมาคมคนที่ 3

วันนี้ ปี ค.ศ.1973      พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟูจิในบริเวณใกล้กับมหาวิหารโชฮนโด ในวัด

ใหญ่ไทเซขิจิ ก่อสร้างแล้วเสร็จ

 

 

วันที่ 2 พฤษภาคม

            งานที่จะสามารถได้รับชัยชนะที่แท้จริง แน่นอนทีเดียวว่าจะต้องมีความกล้าหาญและยึดมั่นการกระทำที่ต่อเนื่อง โดยละทิ้งความโอ้อวด การเอาหน้าเอาตาและความอยากมีชื่อเสียง และขอให้มุ่งสู่เส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์ด้วยกัน

 

อธิบาย

            พระพุทธมีชื่อว่า “โนนิน” แปลว่าสามารถอดทนไหว กล่าวคือ การเทศนาธรรมและการเผยแผ่ธรรมที่พระพุทธถือปฏิบัตินั้น ไม่ใช่งานที่ทำได้ง่าย ๆ เพราะแม้แต่พระพุทธที่เป็นมนุษย์ที่สูงส่งที่สุดก็ยังต้องพบอุปสรรค 3 มาร 4 นับประสาอะไรกับพวกเรามนุษย์ปุถุชน ซึ่งยังจะต้องเผชิญกับอดีตกรรมชั่ว การต่อสู้เอาชนะตัวเองเพื่อการปฏิวัติชีวิตมนุษย์จึงไม่ใช่งานที่ง่ายดายอย่างแน่นอน นอกจากนั้น การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็เป็นงานที่มีความยากลำบากมากที่สุด ดังที่พระศากยมุนีพุทธทรงกล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า ผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะต้องพบกับอุปสรรคต่างๆ นานา อาทิ ถูกตำหนิติเตียน ถูกกล่าวร้าย ถูกทำร้ายด้วยไม้ ดาบ ตะพด ก้อนหิน  และถูกเนรเทศบ่อยๆ

พูดถึงชัยชนะแล้ว ก็มีชัยชนะมากมาย อาทิ สอบเข้ามหาวิทยาลัย และจบการศึกษามาเป็นครูบาอาจารย์ เป็นแพทย์ เป็นนักการเมือง เป็นดาราภาพยนตร์ หรือเป็นเศรษฐี เป็นแชมเปี้ยนโลก ซึ่งเป็นชัยชนะของสังคมที่มีอยู่มากมาย  อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเหล่านี้ก็จะต้องมีความกล้าหาญ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง จึงจะสามารถทำสำเร็จได้ 

แต่สำหรับชัยชนะที่แท้จริงทางด้านธรรม ก็คือ การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองได้สำเร็จ หมายถึงการบรรลุพุทธภาวะนั่นเอง และชัยชนะในการเผยแผ่ธรรมไพศาลได้สำเร็จ อันเป็นการก่อสร้างสันติภาพโลก กล่าวได้ว่า นี่คือเป็นเส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาเองได้อย่างง่ายดาย แต่พวกเราผู้เป็นสมาชิกทั้งหลายยึดถือความศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างเข้มแข็ง มีการปฏิบัติสวดมนต์ทุกเช้าเย็น และทำงานพระอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการต่อสู้ท้าทายกับความทุกข์ยากลำบากหรืออุปสรรคต่างๆ นานา โดยละทิ้งความโอ้อวด การเอาหน้าเอาตาและความอยากมีชื่อเสียง จึงจะสามารถอยู่บนหนทางแห่งความรุ่งโรจน์ได้ เปรียบได้กับการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ช่างไม้ ช่างปูน คนงานแบกหาม ถ้ามัวแต่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม หรูหรา ย่อมไม่สามารถทำงานในหน้าที่ของตนได้สำเร็จ แต่จะต้องใส่เสื้อที่เป็นชุดที่เหมาะกับงาน จึงจะทำงานได้อย่างเต็มที่ และก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้สำเร็จ

            พวกเราก็เช่นกัน ในการปฏิบัติศรัทธาเพื่อการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตและบรรลุในภาระหน้าที่ของการเผยแผ่ธรรมไพศาล พวกเราจำเป็นจะต้องพยายามเอาใจใส่ทางด้านธรรมอย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นแล้ว การชักชวนแนะนำธรรมก็ดี การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ก็ดี ย่อมไม่สามารถทำสำเร็จอย่างแน่นอน แล้วการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์ก็ย่อมไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จเช่นกัน P

 

 

วันที่ 1 พฤษภาคม

            ผู้ที่เป็นหัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ต้องมีกิริยามารยาทที่ดีงามถูกต้อง เวลาที่สอนธรรม ก็ควรเป็นบุคคลที่มีคำพูดและการกระทำที่มีความมั่นใจอย่างแน่วแน่  ยิ่งกว่านั้น ในการปฏิบัติที่เรียกว่าการเผยแผ่ธรรมแล้ว ควรจะต้องเป็นบุคคลที่เก่งเรื่องระบบการ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวหน้า  อย่างไรก็ตาม ขอให้ต่อสู้อย่างกล้าหาญในเดือนพฤษภาคมที่มีสายลมสดชื่นแจ่มใส

 

อธิบาย

            สัทธรรมปุณฑริกสูตรกล่าวว่า ผู้ที่เทศนาสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น ทุกคนจะต้องให้เกียรติและแสดงเคารพยกย่องเสมือนหนึ่งผู้ถือคำสั่งของพระพุทธ  และพระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “แม้ว่าผู้อื่นจะโมโห ใช้คำพูดไม่ดี พูดเสียงดังใส่ ซึ่งเป็นการดูถูกพวกเราก็ตาม แต่ลูกศิษย์ของอาตมานิชิเร็นจะต้องมีหน้าตายิ้มแย้ม น้ำเสียงชัดเจน ไม่ก้าวร้าว มีท่าทางสุขุม ดวงตาเป็นประกาย และสอนธรรมให้แก่ผู้อื่น”

กล่าวคือ บุคคลที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง มีความรู้ทางด้านธรรมยิ่งลึกซึ้ง ก็จะยิ่งมีกิริยามารยาทที่ดีงามและถูกต้อง ซึ่งสามารถให้เกียรติและยกย่องผู้อื่นได้ ตรงกันข้าม หัวหน้าที่นิสัยไม่ดี มีความรู้เพียงน้อยนิด พอมีตำแหน่งสูงขึ้นเล็กน้อย ก็กลายเป็นคนอวดดี ใช้อำนาจของตัวเองบังคับหรือควบคุมสมาชิก ลักษณะท่าทางก็จะใหญ่โต อวดดี ไม่มีมารยาท  ถ้าหัวหน้าเป็นเช่นนี้แล้ว พฤติกรรมดังกล่าวเท่ากับสร้างความเสื่อมเสียต่อธรรม  อีกทั้งจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิก ไม่ว่าหัวหน้าคนนี้จะพูดหรือชี้นำได้เก่งหรือถูกต้องเพียงใด ก็ไม่สามารถมีกระแสจิตติดต่อกับสมาชิกทั้งหลายอย่างแน่นอน ในที่สุด ระบบการก็จะอ่อนแอลง แตกความสามัคคี มีแต่อคติจิตต่อกัน

            หรือหัวหน้าบางคนจิตใจขี้ขลาด ไม่มีความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซน ความศรัทธาไม่มั่นคงแน่วแน่ เมื่อชี้นำหรือสอนธรรมแก่สมาชิก ก็ไม่มีความมั่นใจ หรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือมีปัญหาเกิดขึ้น คำพูดหรือการกระทำของหัวหน้าที่มีความศรัทธาไม่มั่นคงย่อมส่งผลกระทบต่อสมาชิก หรือเวลาที่มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในระบบการ ก็ไม่สามารถแก้ไขได้  บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าหัวหน้าที่แท้จริง

            พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “แม้ว่าจะมาเยี่ยมเยือนทุกวัน แต่ผู้ที่ให้การต้อนรับก็ควรจะต้องต้อนรับด้วยความรู้สึกยินดี ราวกับว่าบุคคลผู้นี้อุตส่าห์เดินทาง ไกล ซึ่งนานๆ ครั้งจึงจะได้มาเยี่ยมเยือน” ซึ่งพระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่าหัวหน้าควรจะต้องมีกิริยามารยาทที่ดีงามและถูกต้อง เพราะการที่เขาอุตส่าห์เดินทางมาเยี่ยม ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงจิตใจแสวงหาธรรมและความศรัทธาของเขา หากเขาไม่มีความศรัทธาแล้ว ย่อมไม่สามารถจะทำได้เช่นนี้  ดังนั้น พวกเราผู้เป็นหัวหน้าจึงต้องให้การต้อนรับด้วยความยินดีและมีมารยาทที่ดี

            พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอีกว่า “ถ้านายพลเป็นคนขี้ขลาดแล้ว ทหารที่ติดตามย่อมเป็นคนขี้ขลาดด้วยเช่นกัน” หมายความว่า คำพูดหรือการกระทำของหัวหน้าในการสอนธรรม ในการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมจะต้องมีความกล้าหาญ ไม่เช่นนั้นแล้ว ระบบการย่อมจะอ่อนแอ และไม่สามารถค้นพบและสร้างผู้นำที่ดีในอนาคตได้สำเร็จ

            พระนิชิเร็นไดโชนินยังกล่าวด้วยว่า “ในเวลาที่มีอุปสรรคอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้น ผู้ที่ยึดถือจิตใจราชสีห์จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน” กล่าวคือ เป้าหมายของพวกเราคือการเผยแผ่ธรรมไพศาล การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง  แต่เรื่องการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ก็ดี การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ก็ดี ย่อมมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เช่น เมื่อมนุษย์คนหนึ่งจะปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ก็ต้องต่อสู้กับกิเลสต่าง ๆ ของตนเอง หรือต้องต่อสู้กับอดีตกรรมชั่วของตนเองที่ปรากฏออกมา หรือถูกด่าว่า ถูกตำหนิติเตียนจากผู้อื่น  เรื่องที่น่ากลัวที่สุดก็คือ พลังชีวิตที่อ่อนแอ หมดกำลังใจ และคิดว่าตัวเองมีพลังเพียงแค่นี้เท่านั้น โดยจำกัดขีดกำลังความสามารถของตัวเอง  ซึ่งเท่ากับยอมพ่ายแพ้ต่อมาร ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว นับประสาอะไรกับการปฏิวัติครอบครัว ปฏิวัติสังคม ก็จะยิ่งลำบากอย่างแน่นอน  แต่ผู้ที่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเพื่อการบรรลุพุทธภาวะนั้น  ย่อมจะสามารถทำให้สภาพชีวิตของตนเองสูงขึ้นได้อย่างแน่นอน P

 

กลับหน้าแรก