กลับหน้าแรก

 

วันที่ 30 มิถุนายน

            ก่อนอื่น ขอให้มีความสามัคคีที่แข็งแกร่งดุจเหล็ก  ก่อนอื่น ขอให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมั่นคง  ก่อนอื่น ขอให้ชี้นำด้วยความเชื่อมั่น และไม่ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ ยิ่งกว่านั้น ขอให้เตรียมล่วงหน้าไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง

 

อธิบาย

            อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า “ถ้ามียุวชนที่ศรัทธาเข้มแข็ง 100,000 คนแล้ว การเผยแผ่ธรรมในประเทศญี่ปุ่นจะบรรลุผลสำเร็จได้” สมัยศตวรรษที่ 21  ซึ่งเปรียบเป็นการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก จึงจำเป็นต้องมีผู้นำที่ดีเหมือนกับอาจารย์อิเคดะ 100,000 คน การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็จะสามารถบรรลุผลสำเร็จ  ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบัน อาจารย์จึงพยายามค้นหาและสร้างอบรมผู้นำสำหรับอนาคตอยู่ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ ก็ชี้นำสั่งสอนถึงรากฐานของความศรัทธา การกระทำเหล่านี้ก็เพื่อเตรียมล่วงหน้าไปสู่อนาคตนั่นเอง

            อาจารย์อิเคดะยังชี้นำไว้ว่า สมัยปัจจุบัน เศรษฐกิจก็ดี การเมืองก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความมั่นคงแน่วแน่ เป็นสมัยแห่งความไม่แน่นอน ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า อีก 3 ปี 5  ปี 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  สิ่งที่แน่นอนเพียงหนึ่งเดียวในยุคนี้ก็คือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ซึ่งเป็นกฎของจักรวาล ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไป เศรษฐกิจจะตกต่ำ หรือเกิดสงคราม แต่ธรรมแห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวก็ไม่มีเปลี่ยน  ดังนั้น แม้คนในสังคมจะวิพากษ์วิจารณ์ ดูถูก หรืออคติต่อพวกเรา ก็อย่าได้ถูกกระทบกระเทือนแม้แต่น้อย ขอให้เดินหน้ามุ่งสู่หนทางที่เราได้เลือกไว้ พยายามต่อไป นี่คือสิ่งสำคัญมาก 

            ในการมุ่งสู่ศตวรรษที่ 21  จะต้องมีการปฏิบัติที่สม่ำเสมอมั่นคง จึงจะสามารถวางรากฐานที่แข็งแกร่งได้  ถ้าหากรากฐานไม่แข็งแกร่งแล้ว กิจกรรมการเคลื่อนไหวทั้งหมดก็จะกลายเป็นการหมุนที่ว่างเปล่า อาจารย์จึงกล่าวว่า “ก่อนอื่น ขอให้มีความสามัคคีที่แข็งแกร่งดุจเหล็ก  ก่อนอื่น ขอให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมั่นคง  ก่อนอื่น ขอให้ชี้นำด้วยความเชื่อมั่น”  ซึ่ง 3 ข้อนี้หมายถึงการสร้างรากฐานของการปฏิบัติศรัทธาของเรามีความเข้มแข็งมั่นคง จึงกล่าวว่า “ก่อนอื่น” เพราะสิ่งเหล่านี้สำคัญมากกว่าการจัดงานประชุมใหญ่ ๆ

            อาจารย์ยังเคยชี้นำไว้ว่า “ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งชีวิต และศตวรรษแห่งความสม่ำเสมอมั่นคงของพวกเรา” หมายความว่า เป็นศตวรรษที่สังคมทั่วไปหรือทั่วโลกจะต้องให้ความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นหลัก เคารพต่อชีวิตมนุษย์เป็นหลัก ไม่เช่นนั้นแล้ว ปัจจุบัน แต่ละประเทศต่างก็พัฒนาขีปนาวุธร้ายแรงกันมากมาย ซึ่ง ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นแล้ว สิ่งที่มนุษย์สร้างไว้ รวมทั้งชีวิตของมนุษยชาติทั้งหมดก็จะต้องหมดสิ้นไป ดังนั้น จึงต้องให้ความนึกคิดของทั่วโลกเห็นความสำคัญของชีวิตมนุษย์ และให้สามารถเข้าใจได้ว่า ชีวิตมนุษย์ที่สูงส่งก็คือรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง

            การปฏิบัติศรัทธาของพวกเราและการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกที่ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอมั่นคง จึงเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมกับยุคสมัย  ดังนั้น ขอให้ทุกคนสวมจีวรแห่งขันติธรรม และต่อสู้ต่อไปด้วยความเชื่อมั่น  นี่คือสิ่งสำคัญมาก เพราะเฉพาะพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเท่านั้นที่เป็นประภาคารของทั่วโลก แม้จะมีลมฝนพายุจัด ประภาคารก็จะต้องส่องแสงสว่าง เพื่อช่วยให้นักเดินเรือทั้งหลายปลอดภัย  แม้สังคมจะวิจารณ์อย่างไร พวกเราก็ไม่ยอมแพ้ต่อคำวิจารณ์เหล่านั้น จะยังคงทำหน้าที่ส่องแสงให้แก่ทั่วโลกตลอดไป เพราะถ้าพวกเราดับไฟเสียแล้ว โลกของเราก็จะต้องจมอยู่ในความมืดมิดตลอดกาล ไม่มีแสงสว่างนำทาง P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.1957 ก่อตั้งคณะนิสิต

 

 

วันที่ 29 มิถุนายน

            ไม่ว่าหนังสือพิมพ์อะไรก็ตาม ขอให้อ่านบทบรรณาธิการ

 

อธิบาย

            คำชี้นำนี้สอนถึงวิธีการอ่านหนังสือพิมพ์ให้แก่พวกเรา เพราะโดยทั่วไป เมื่ออ่านหนังสือพิมพ์ เราก็จะมุ่งอ่านแต่ข่าวที่เราสนใจ เช่น อุบัติเหตุ เรื่องสนุกสนาน เรื่องซุบซิบนินทา และตั้งใจอ่านเต็มที่ ไม่ค่อยจะสนใจอ่านบทบรรณาธิการ  เพราะว่า ยาก อ่านแล้วไม่มีความประทับใจ จึงปล่อยทิ้งไป แต่อาจารย์บอกว่า จะต้องอ่านบทบรรณาธิการ เพราะมีคุณค่ามาก ทั้งนี้ก็เพราะ

1.                  บทบรรณาธิการแสดงถึงความนึกคิดของสำนักพิมพ์ ดังนั้น ถ้าอ่านบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับ ก็จะสามารถรู้ถึงความนึกคิดของสำนักพิมพ์เหล่านั้น

2.                  บทบรรณาธิการจะเขียนถึงเรื่องสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าอ่าน ก็จะเข้าใจความเป็นไปของสถานการณ์ปัจจุบัน จะสามารถรู้และเข้าใจธาตุแท้ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้

3.                  แม้ว่าบทบรรณาธิการจะยาก แต่ถ้าอดทนอ่าน แม้ตอนแรกจะยังไม่เข้าใจในทันที แต่เราก็จะค่อยๆ สะสมความรู้ความเข้าใจต่อสังคมได้มากขึ้นๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้นำในอนาคต จึงอาจกล่าวได้ว่า การอ่านบทบรรณาธิการก็คือการเตรียมตัวเป็นผู้นำในอนาคตนั่นเอง

นอกจากนี้ อาจารย์อิเคดะยังชี้นำว่า “เมื่ออ่านหนังสือพิมพ์ อย่าอ่านแต่ข่าวใหญ่ๆ เท่านั้น เพราะแม้จะเป็นข่าวย่อยเล็กๆ แค่ 5-6 บรรทัด ก็อาจเป็นเรื่องสำคัญหรือปัญหาใหญ่ของอนาคต  ซึ่งถ้าเรารู้ล่วงหน้า ก็จะสามารถแก้ไขได้ P

 

 

วันที่ 28 มิถุนายน

            รากฐานของการต่อสู้ ก็คือ จะต้องทำให้แข็งแกร่งทั้งหมด แต่หลักสำคัญของชัยชนะอยู่ที่การขัดเกลายุทธวิธีด้วยดี และการเตรียมล่วงหน้าให้พรักพร้อม

 

อธิบาย

ภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า ในการต่อสู้จะต้องมีข้อแม้ 3 อย่าง คือ 1.เวลาของสวรรค์ 2.ความเอื้ออำนวยของสถานที่ และ 3. ความสามัคคีของมนุษย์ ถ้ามีครบทั้ง 3 ข้อนี้แล้ว การต่อสู้ก็จะสามารถมีชัยชนะได้

เรื่องนี้สำหรับพวกเรา ก็อาจเทียบได้ว่า (1) เวลาที่เริ่มเข้าสู่การเผยแผ่ธรรมฉากที่ 2  (2) สถานที่ก็คือ ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่นมีสมาชิกประมาณ 10 ล้านคน และทั่วโลกมี 90 กว่าประเทศ มีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 4-5 แสนคน นี่คือนิมิตสำหรับการเผยแผ่ธรรมไปสู่ทั่วโลก และ (3) ความสามัคคีก็คือ สมาคมของเรามีระบบการ 4 ฝ่ายเป็นรากฐาน และใน 4 ฝ่ายก็พยายามต่อสู้ตามหน้าที่ของตนเอง เพื่อแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้ปรากฏออกมา

การที่พวกเรานับถือศรัทธาในขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกคนมีภาระหน้าที่ของตนเอง จึงอุตส่าห์เกิดมาและพบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ แล้วก็ได้รับการชักชวนแนะนำธรรมจนสามารถได้รับโงะฮนซน นี่คือความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ของพวกเราที่เกิดมาในโลกนี้ เพียงแต่ว่า ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของพวกเรา ก็คือ การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริง และการเผยแผ่ธรรมไพศาล ซึ่งเป็นการสร้างสันติภาพที่แท้จริง  ดังนั้น ในการดำเนินชีวิตของเราจึงต้องมีการต่อสู้กับมาร ต่อสู้กับสิ่งต่างๆ  ถ้าไม่มีจิตใจต่อสู้ท้าทายแล้ว เราก็จะพ่ายแพ้ต่อตัวเอง พ่ายแพ้ต่อมาร และไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริง  ดังนั้น ในการศึกษาเล่าเรียน ประกอบอาชีพการงาน ทำงานพระ  และการบรรลุพุทธภาวะ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องต่อสู้ด้วยจิตใจที่กล้าหาญ แม้แต่คนที่สวดมนต์เช้า-เย็นในใจ ก็เรียกว่าได้มีการต่อสู้ เพราะบางคนไม่อยากจะสวดมนต์เลยด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา หรือบางคนสวดไปก็คอยดูว่าเมื่อไหร่ธูปจะมอดดับหมดเสียที หรือคอยมองนาฬิกาว่าได้เวลาเลิกสวดหรือยัง  ซึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ก็มีเรื่องที่ต้องต่อสู้อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ พวกเรายังมีนโยบายที่จะจัดงานต่างๆ เช่น งานวัฒนธรรม การประชุมรวม ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ก็คือการต่อสู้ 

สิ่งสำคัญในการจัดงานให้ได้รับชัยชนะ ก็คือ การเตรียมงานล่วงหน้า 90% อีก 10% อยู่ที่วันงานจริง แต่บางคนเข้าใจผิดว่า รอให้ถึงวันจริงเสียก่อนแล้วจึงค่อยต่อสู้ให้เต็มที่ในวันนั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ไร้เหตุผล  พูดถึงความแข็งแกร่งนั้น หมายถึงหนึ่งขณะจิตที่เชื่อมั่นของหัวหน้านั่นเอง ถ้าหัวหน้ามีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถเอาชนะให้ได้ สิ่งนี้จะเป็นเหตุ และผลก็คือจะสามารถต่อสู้อย่างกล้าหาญและได้รับชัยชนะ  แต่ถ้าหนึ่งขณะจิตของหัวหน้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะได้ มีความกังวลใจ ก็เท่ากับพ่ายแพ้ตัวเอง สิ่งนี้ก็จะเป็นเหตุ และผลก็คือการต่อสู้นั้นพบกับความพ่ายแพ้  แต่ความเชื่อมั่นก็ดี ความกล้าหาญก็ดี ไม่ใช่ลักษณะที่ป่าเถื่อน เพราะคนป่าเถื่อนก็มีความกล้าหาญ แต่เป็นความกล้าหาญที่ไม่มีปัญญา  จึงเป็นความกล้าหาญที่ใช้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “หลักสำคัญของชัยชนะอยู่ที่การขัดเกลายุทธวิธีด้วยดี และการเตรียมล่วงหน้าให้พรักพร้อม”

            ยุทธวิธีก็ดี การเตรียมล่วงหน้าก็ดี จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการพูดคุยปรึกษาหารือจนเข้าใจเจตจำนงของกันและกัน นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก เพราะแม้ว่าหัวหน้าจะสามารถคิดหาวิธีที่ดี  แต่รู้เองคนเดียว ไม่มีการปรึกษากับคณะกรรมการ ผู้ดำเนินงาน หรือเจ้าหน้าที่แล้ว ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี  พร้อมกันนี้ การเตรียมล่วงหน้าให้พรักพร้อมก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการต่อสู้  เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ก็สามารถร่วมใจด้วยความสามัคคี และแก้ไขให้ลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดี  ถ้าไม่มีการเตรียมล่วงหน้าให้พรักพร้อมแล้ว เมื่อดำเนินนโยบายแล้วเกิดมีเหตุขัดข้องหรืออุบัติเหตุ ต่างคนต่างก็จะยึดถือความคิดของตัวเอง ทำให้แตกความสามัคคี กลายเป็นต่างกายต่างใจ ในที่สุด ก็ไม่สามารถดำเนินตามนโยบายได้สำเร็จ  เพราะฉะนั้น การพูดคุยกันอย่างเพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการต่อสู้ และสามารถมีความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียวได้ P

 

 

วันที่ 27 มิถุนายน

            อย่างไรก็ตาม หมู่คณะที่มีความสามัคคีกันอย่างเข้มแข็งจะได้รับชัยชนะ เรื่องนี้พวกเราจะต้องไม่ลืมตลอดชั่วชีวิต

 

อธิบาย

ความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมของพวกเรา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นแก่นสารของการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั่นเอง

หมู่คณะที่มีความสามัคคี ส่วนใหญ่จะมีการพูดคุยปรึกษาหารือ รายงาน ติดต่อประสานกันอย่างแน่นแฟ้น  แต่หมู่คณะที่ไม่มีความสามัคคี จะไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกัน ไม่มีการติดต่อสื่อสารกัน  ทั้งนี้เพราะการพูดคุยปรึกษาหารือ การรายงาน และการประสานงาน จะทำให้สามารถเข้าใจเจตจำนงของกันและกัน อันเป็นข้อแม้สำคัญของการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นได้

ระบบการของสมาคมมี 4 ฝ่ายด้วยกัน คือ ฝ่ายผู้ใหญ่ชาย ฝ่ายผู้ใหญ่หญิง ฝ่ายยุวชนชาย และฝ่ายยุวชนหญิง เมื่อต่างฝ่ายต่างดำเนินกิจกรรมของตน ภายใต้การรับรู้อย่างทั่วถึงของทั้ง 4 ฝ่าย ก็จะมีความสามัคคีที่เข้มแข็งได้ แม้ว่าอุปนิสัย ความรู้ความสามารถ คุณสมบัติพิเศษของ 4 ฝ่ายจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาด ฝ่ายอื่นก็จะสามารถเติมเต็มให้สมบูรณ์ได้

อาทิ คอนกรีต อันที่จริง มีเพียงแค่ปูนซีเมนต์อย่างเดียวก็พอแล้ว แต่ถ้ามีปูนซีเมนต์  ผสมด้วยหิน ทราย น้ำ และเหล็กเสริมเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะแข็งแกร่งทนทานได้ดีมากยิ่งขึ้น อันที่จริง เหล็กก็คือเหล็ก ทรายก็คือทราย หินก็คือหิน น้ำก็คือน้ำ ปูนซีเมนต์ก็คือปูนซีเมนต์ เป็นสิ่งของคนละชนิดกันโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกันได้ ก็สามารถรับน้ำหนักได้มากมาย

กล่าวคือ แต่ละสิ่งที่กล่าวมานี้ล้วนมีคุณสมบัติที่ดีเฉพาะตัว เมื่อแยกกันใช้งาน ก็ทำประโยชน์ได้เฉพาะส่วนเท่านั้น แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ก็จะสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ เช่นเดียวกับคุณสมบัติพิเศษของพวกเราแต่ละฝ่ายใน 4 ฝ่าย เมื่อผนึกเข้ากันด้วยความสามัคคีแล้ว ย่อมจะเข้มแข็งและมีคุณค่ามากกว่าความสามัคคีภายในฝ่ายเดียวเท่านั้น

อนึ่ง พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “ศัตรูภายนอกไม่สามารถทำร้ายนิกายของอาตมาได้ แต่การทำลายจะเกิดขึ้นจากภายใน” หมายความว่า เมื่อต่อสู้กับศัตรูจากภายนอก พวกเราจะไม่พ่ายแพ้อย่างแน่นอน เพราะโงะฮนซนมีอานุภาพมากมายมหาศาล พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นปรัชญาธรรมที่สูงที่สุด ธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินก็ไม่มีใครสามารถหักล้างได้ การปฏิบัติของพวกเราก็เป็นการปฏิบัติที่เมตตากรุณาของโพธิสัตว์จากพื้นโลก ซึ่งไม่มีใครเทียบพวกเราได้  เพราะฉะนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “ศัตรูจากภายนอกไม่สมารถทำร้ายนิกายของอาตมาได้”

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การทำลายจากภายในนั่นเอง ดังเช่น สิงโตที่ไม่พ่ายแพ้ต่อสัตว์อื่น แต่พ่ายแพ้ต่อหนอนที่อยู่ภายในท้องของมันเอง  สมาคมของเราก็เช่นกัน แม้ว่าจะมีความสามัคคีกันดี แต่ถ้ากลายเป็นความสนิทสนมจนมากเกินไปแล้ว บางครั้ง เมื่อใครกระทำหรือพูดผิดพลาด ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็เกรงใจไม่กล้าบอก ทำให้ไม่มีใครตักเตือนได้ เมื่อนั้น ความศรัทธาและความสามัคคีก็จะค่อยๆ เสื่อมถอยไป ในที่สุด ก็จะทำลายระบบการหรือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังเรื่องนี้ให้ดี P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.1970 ก่อตั้งคณะอนาคต (มิไรไก) ซึ่งเป็นคณะของแผนกประถม มัธยม และเตรียมอุดม  ทั้งหมดรวมเรียกว่าคณะอนาคต

 

 

วันที่ 26 มิถุนายน

            จงค้นหาผู้นำให้พบ ตั้งใจฝึกฝนอบรมและปกป้องผู้นำ บุคคลที่กระทำเช่นนี้ก็คือผู้นำที่แท้จริง

 

อธิบาย

ผู้นำคือบุคคลที่เราจะต้องเข้าไปค้นหาให้พบ หัวหน้าที่แท้จริงจะไม่นั่งรอให้มีผู้นำปรากฏออกมาเอง หมายความว่า หัวหน้าจะต้องเข้าไปอยู่ท่ามกลางสมาชิกทั้งหลาย พยายามพูดคุยปรึกษาและสร้างความสนิทสนม จนสามารถรู้จักอุปนิสัย ครอบครัว และความเป็นอยู่ของสมาชิกทั้งหลาย  หากปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถค้นพบผู้นำได้อย่างแน่นอน  ถ้าเอาแต่นั่งรอแล้ว ก็อาจจะได้รับแต่รายงานที่ว่า คนนั้นนิสัยแบบนี้  ครอบครัวเป็นอย่างนี้ อาชีพแบบนี้ ไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้

แต่ผู้ที่มีโอกาสได้นับถือศรัทธาต่อโงะฮนซน ทุกคนย่อมจะต้องมีภาระหน้าที่ของตนเอง  ด้วยเหตุนี้ ย่อมจะต้องมีปมเด่นหรือข้อดี เพียงแต่หัวหน้าที่ดูแลมองไม่เห็นข้อดีของเขา และมองแต่ข้อเสียของเขา รู้จักแต่ข้อบกพร่องของเขา จึงคิดว่า คนนี้คงใช้ไม่ได้ 

อันที่จริง การที่จะสามารถค้นพบผู้นำได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิตของหัวหน้าเอง  ถ้าผู้นำมีหนึ่งขณะจิตว่า ในหมู่สมาชิกที่เราดูแลอยู่นี้ จะต้องมีผู้นำที่ดีอยู่อย่างแน่นอน เมื่อมีความมั่นใจเช่นนี้เป็นพื้นฐานแล้ว ก็จะพยายามค้นหาผู้นำจนพบ เช่น โต๊ะเก่า ดูเผิน ๆ ก็บอกว่า โต๊ะเก่าแล้วใช้ไม่ได้ แต่ถ้านำมาขัดและทาสีใหม่ ก็จะเป็นโต๊ะที่สามารถใช้งานได้ หรือบ้านเก่า เมื่อตกแต่งและทาสีใหม่ ก็จะดูสวยงามและน่าอยู่ได้  ในทำนองเดียวกัน ถ้าหนึ่งขณะจิตของผู้นำตั้งใจแน่วแน่ว่า จะต้องค้นหาผู้นำให้พบ ก็จะค้นพบได้อย่างแน่นอน 

อนึ่ง หัวหน้าที่ไม่สนใจค้นหาผู้นำ แสดงว่าความศรัทธาของหัวหน้าคนนี้ไม่ถูกต้อง เพราะตัวเองดีก็พอใจแล้ว ไม่ได้คิดถึงอนาคตข้างหน้าว่าจะเจริญก้าวหน้าหรือไม่ จะมีผู้สืบทอดธรรมหรือไม่ ซึ่งเป็นนิสัยที่เห็นแก่ตัว อวดดี ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ระบบการของเขาก็ไม่สามารถเจริญก้าวหน้า 

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า ถ้าไม่มีผู้สืบทอดธรรม พระพุทธก็จะเป็นเพียงแค่รูปปั้นหินหรือไม้ ที่อุ้มบาตรและห่มจีวร หมายความว่า ธรรมจะหมดสิ้นไป และไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรได้แม้แต่น้อย  กล่าวคือ แม้ธรรมจะดีเลิศและถูกต้องเพียงใด แต่ถ้าไม่มีผู้สืบทอด ก็เท่ากับธรรมต้องดับสูญหรือตายไป จึงไม่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ปุถุชนเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ เมื่อสามารถค้นพบผู้นำได้แล้ว สิ่งสำคัญคือ ต้องตั้งใจฝึกฝนอบรมและให้การปกป้องด้วย บางครั้งอาจใช้เวลา 1 ปี 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เมื่อหัวหน้ามีความเมตตารักใคร่ต่อสมาชิกแล้ว สมาชิกก็จะสามารถเจริญก้าวหน้าและสามารถเติบโตเป็นผู้นำในอนาคตได้แน่นอน

บางครั้งบางคราว ถ้าแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเร็วเกินไป ทำให้เขารู้สึกว่าภาระหน้าที่รับผิดชอบที่ได้รับนั้นหนักเกินไป ต่อสู้ไม่ไหว และถอยศรัทธาไปก็มี ดังนั้น หัวหน้าจึงต้องสังเกตและเอาใจใส่ในการฝึกฝนอบรมผู้นำในอนาคตแต่ละคนๆ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมแก่บุคคลนั้น  เพราะแต่ละคนมีการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน เช่น ต้นมะม่วงเติบโตให้ผลได้ในระยะเวลา 4-5 ปี แต่ต้นทุเรียนต้องใช้เวลา 10 ปี ดังนั้น ในระหว่างที่ฝึกฝนอบรม หัวหน้าจะต้องมีความอดทนและเมตตารักใคร่ต่อเขาโดยให้การปกป้อง จึงจะสามารถสร้างผู้นำในอนาคตได้ และอาจารย์ก็กล่าวว่า ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้ ก็คือผู้นำที่แท้จริง ทั้งนี้ก็เพราะว่า หัวหน้าที่เอาใจใส่ในการค้นหาผู้นำ บุคคลผู้นั้น ในเวลาเดียวกันก็จะเจริญเติบโตไปพร้อมกับผู้นำได้  แต่ผู้ที่ไม่ตั้งใจค้นหาผู้นำ แสดงว่าตัวเขาก็ไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริง P

 

 

วันที่ 25 มิถุนายน

            ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม จะต้องแสดงความคิดเห็นด้วยความกระตือรือร้น คำพูดที่เฉลียวฉลาดและมีสาระสำคัญที่เหมาะสมคือทอง การนิ่งเงียบเป็นเงิน

 

อธิบาย

ภาษิตของสังคมทั่วไปกล่าวว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” หมายความว่า การเงียบดีกว่าการพูดออกมา คนที่เงียบดีกว่าคนที่พูดมาก เรื่องนี้อาจจะใช้ได้และเป็นประโยชน์กับสถานการณ์บางอย่างในสังคม เช่น นิ่งเงียบเสีย จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน ไม่ต้องเสียหาย ก็เป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าได้มาก หรือถ้าพูดออกไปแล้ว ก็จะทำให้ผู้อื่นโมโหและเกลียดชังกัน หรือควรจะมีความเกรงใจผู้อาวุโส อย่าเสียมารยาทต่อผู้อาวุโส จึงนิ่งเงียบเสียดีกว่า หรือภายในครอบครัว ภรรยาที่ดีไม่คัดค้านความคิดเห็นของสามี ลูกที่กตัญญูไม่คัดค้านความคิดเห็นของพ่อแม่ เรียกได้ว่าเป็นคนดี  ดังนั้น ในแง่ของสังคมแล้ว การเงียบจึงเปรียบได้กับทอง ส่วนการพูดเปรียบได้กับเงิน

แต่ทางด้านธรรมไม่ใช่ เพราะการพูดคุยของพวกเรา เช่น การประชุมปรึกษาหารือ  การศึกษาธรรม การสนทนา การชักชวนแนะนำธรรม  การขอรับคำชี้นำส่วนตัว ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของเราเอง เพื่อให้การปฏิบัติศรัทธาของเรามีความก้าวหน้า เพื่อให้เราเป็นผู้นำที่ดี เพื่อให้สมาชิกทั่วไปทั้งหมดเข้าใจนโยบายของการเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่น  เพื่อให้เข้าใจพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินและคำชี้นำของอาจารย์ เพื่อไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องของการบำเพ็ญเพียรพุทธมรรค  ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นการพูดคุยทางด้านธรรม และการเผยแผ่ธรรม 

ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอายุน้อยเป็นยุวชน หรือเป็นผู้ศรัทธาฝ่ายสตรี แต่ถ้ามีตำแหน่งเท่าเทียมกันแล้ว ก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ จึงควรจะพูดด้วยความกระตือรือร้น เพราะใน 4 ฝ่ายที่มีความแตกต่างกัน ย่อมมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน  ถ้าปล่อยให้คิดเองฝ่ายเดียว โดยฝ่ายอื่นไม่ร่วมกันพูดคุยปรึกษาแล้ว ระบบการก็ไม่สามารถมีความแน่นแฟ้นกว่าเดิม ไม่สามารถสร้างคุณค่ามากขึ้น เนื่องจากพวกเรา 4 ฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกัน และมีฐานะเป็นลูกศิษย์เหมือนกัน  ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นที่มีคุณค่า สาระ และเฉลียวฉลาด จึงมีความสำคัญ ถ้าไม่พูดออกมา ก็เท่ากับเป็นศัตรูต่อการเผยแผ่ธรรม  จึงควรจะพูดอย่างไม่ต้องเกรงใจ แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องรักษามารยาท หรือมีกิริยาที่ดี เช่น การพูดคุยกับผู้อาวุโสควรจะต้องยกย่องและให้เกียรติ อย่าพูดด้วยความอวดดี หรือดูถูกผู้อาวุโส ด้วยเหตุนี้ การแสดงความคิดเห็นจึงเปรียบได้กับทอง การเงียบเปรียบได้กับเงิน

แต่การพูดแสดงความเห็นก็มี 2 ลักษณะ คือ หนึ่ง การพูดการแสดงความคิดเห็นที่มีคุณค่า มีประโยชน์ และทำให้มีความเจริญก้าวหน้า ด้วยความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียว กับ สอง การพูดหรือแสดงความคิดเห็นแบบวิพากษ์วิจารณ์ต่อนโยบาย โดยถือเอาความคิดเห็นของตนเป็นหลัก เป็นคำพูดที่อวดดี มีอคติต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นลักษณะของต่างกายต่างใจ

ดังนั้น พวกเราจะต้องไม่เป็นแบบที่สอง ขอให้ยึดถือแบบที่หนึ่งเป็นหลัก จึงจะเป็นความศรัทธาที่ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นแบบที่สองแล้ว แม้จะจัดประชุมหรือพูดกันหลายชั่วโมงหลายครั้ง ก็ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้เลวร้ายลงด้วยซ้ำ P

 

 

วันที่ 24 มิถุนายน

            ข่าวที่มีคุณค่านั้น จะต้องรับอย่างรวดเร็วและถูกต้อง นี่คือเงื่อนไขสำคัญมากของความก้าวหน้า

 

อธิบาย

แม้สมาคมของเราจะเป็นสมาคมของพุทธศาสนาก็ตาม แต่ก็ไม่เหมือนกับศาสนาอื่น เพราะสมาคมของเรามีระบบการ ในขณะที่ศาสนาทั่วไปไม่มีระบบการ มีแต่ต่างคนต่างนับถือศรัทธา และไปไหว้พระที่วัด หรือศาลเจ้า ฯลฯ

เหตุผลที่สมาคมต้องมีระบบการ ก็คือ

(1)      เพื่อให้สมาชิกที่ได้รับโงะฮนซนแล้ว สามารถมีความศรัทธาที่ถูกต้องเพื่อจะได้มีความสุขโดยเร็ว ซึ่งสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง พร้อมกันนั้น เมื่อมีอดีตกรรมชั่วปรากฏออกมาหรือพบกับอุปสรรค 3 มาร 4 ก็จะสามารถช่วยเหลือไม่ให้ถอยศรัทธา จนกระทั่งผู้นับถือศรัทธาสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต

(2)      เพื่อให้ทั่วโลกมีสันติภาพที่แท้จริงโดยเร็ว เรียกว่า การเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จ

สำหรับเหตุผลข้อแรก ก็คือ เมื่อพวกเราได้รับโงะฮนซนใหม่ ๆ ก็เหมือนกับกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่ง เหมือนต้นไม้ที่เพิ่งปลูกลงในดิน จำเป็นต้องมีผู้อาวุโสที่ดี เราจึงจะสามารถเจริญเติบโตและก้าวหน้า เปรียบดังต้นไม้ที่จำเป็นต้องมีไม้ค้ำ จึงจะเติบใหญ่ได้ ซึ่งหัวหน้าทั้งหลายก็เปรียบได้กับไม้ค้ำ ที่มีความตั้งใจให้พวกเราสามารถเรียนรู้ และเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้พวกเราเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องทางด้านธรรม และได้รับความสุขที่แท้จริง ทั้งนี้ ระบบการจึงทำให้สามารถดูแลสมาชิกได้อย่างทั่วถึง เพราะการดูแลรับผิดชอบสมาชิกเป็นขั้น ๆ ไปจะสะดวกกว่าการรวบรวมเอาไว้ดูแลเองเพียงคนเดียว

ส่วนเหตุผลข้อที่สอง ก็คือ การเผยแผ่ธรรมไพศาลเป็นงานที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่อาจทำสำเร็จได้โดยลำพังคนเดียว ดังนั้น จึงมีสมาคมในแต่ละประเทศ ซึ่งดำเนินงานให้เหมาะสมกับขนมธรรมเนียมประเพณี เพื่อจะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมากมายและมีประสิทธิผล

ทีนี้ สิ่งสำคัญของระบบการก็คือข่าวสาร ถ้าไม่มีการติดต่อประสานงานเพื่อให้ทราบข่าวสารโดยทั่วถึงกันแล้ว ระบบการนั้นๆ ก็เหมือนกับไม่มีชีวิต เช่น ร่างกายของเรามีตา จมูก ปาก แขน ขา ขน ฯลฯ ถ้ามีมดไต่ขึ้นแขน  ขนรับรู้ว่ามีมด แต่ไม่รายงานให้สมองรับรู้ สมองก็ไม่สั่งให้เขี่ยมดทิ้ง เราก็จะต้องถูกมดกัด  หรือมีกระจกแตกเกลื่อนพื้น ตามองเห็น แต่ไม่รายงานให้สมองรับรู้ เท้าก็จะเดินไปเหยียบและเลือดไหล  หรือเดินข้ามถนน หูได้ยินเสียงรถมา แต่ไม่รายงานสมอง ขาเดินไปเรื่อยๆ ก็อาจถูกรถชน หรือจมูกได้กลิ่นแก๊สในห้องครัว ถ้าไม่รายงานสมอง สูดดมเข้าไปก็ตาย หรือบ้านระเบิด  ซึ่งเฉพาะจากตัวของร่างกายเราเอง ก็จะเห็นได้ว่าการสื่อสารข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าได้รับรายงานโดยเร็วและถูกต้อง ก็จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุและลดอันตรายได้

นับประสาอะไรการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรม ซึ่งมีระบบการเป็นตัวขับเคลื่อน ยิ่งจะต้องให้ความสำคัญต่อการข่าวในทุกวัน ดังนั้น อาจารย์โทดะจึงกล่าวว่า ระบบการของสมาคมมีความสำคัญมากกว่าชีวิตของท่านเอง เพราะระบบการของสมาคมมีเพื่อความสุขของมนุษยชาติ และทั่วโลกมีสันติภาพ 

ฉะนั้น อาจารย์อิเคดะจึงชี้นำว่า “ข่าวที่มีคุณค่านั้น จะต้องรับอย่างรวดเร็วและถูกต้อง นี่คือเงื่อนไขสำคัญมากของความก้าวหน้า”  ด้วยเหตุนี้ การที่พวกเราที่ทราบความเคลื่อนไหวและสถานการณ์ทั่วๆ ไปของสมาชิกในความดูแล แต่เก็บไว้ในใจคนเดียวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ดีมาก ขอให้รายงาน ติดต่อประสานงาน จึงจะสามารถปกป้องสมาคม และช่วยให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลก้าวหน้าได้ P

 

 

วันที่ 23 มิถุนายน

            ขอให้เสริมสร้างร่างกายที่แข็งแรงกัน ความศรัทธาก็คือการดำเนินชีวิต นี่คือเหตุผลที่ถูกต้อง  และขอให้เดินไปสู่สนามรบแห่งการเผยแผ่ธรรมอย่างสนุกสนานและมีชีวิตชีวา

 

อธิบาย

แม้เราจะไม่รู้ตัวก็ตาม แต่อวัยวะทุกส่วนในร่างกายเรา เช่น สมอง ผิวหนัง กระดูก กระเพาะอาหาร ฯลฯ จะมีความสอดคล้องกลมกลืนกันทั้งร่างกาย ซึ่งสภาพที่มีความสอดคล้องกลมกลืนกันอย่างดีเรียกว่าสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง แต่ถ้าตรงกันข้ามแล้ว ก็จะไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย  ทั้งนี้ บ่อเกิดของความสอดคล้องกลมกลืนก็คือพลังชีวิต  กล่าวคือ ถ้าจังหวะชีวิตของเราเข้ากับจังหวะของจักรวาลแล้ว ร่างกายของเราก็จะมีสุขภาพดี  จึงสามารถสรุปได้ว่า การมีสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับความศรัทธาของเรา

อนึ่ง แม้จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีก็ตาม แต่ถ้าให้แพทย์ตรวจร่างกายทุกส่วนโดยละเอียดแล้ว ก็จะสามารถพบความผิดปกติอย่างแน่นอน  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราจะยอมแพ้หรือเอาชนะต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย เช่น เฮเลน เคลเล่อร์ เกิดมาก็ตาบอด ใบ้ หูหนวก พ่อแม่จึงจ้างครูพิเศษมาสอนที่บ้าน แต่ครูก็ไม่รู้ว่าจะสอนอย่างไร เพราะพูดก็ไม่ได้ เขียนก็ไม่เห็น เหลือความหวังเดียวก็คือจากการสัมผัส แต่แม้จะสัมผัสได้ ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ซึ่งเปรียบเหมือนกระดาษเปล่าใบหนึ่ง แต่คุณครูก็พยายามสอนโดยใช้วิธีสัมผัส เช่น มือข้างหนึ่งสัมผัสที่คอของครู (บริเวณกล่องเสียง) อีกมือหนึ่งจับมือของคุณครู จากนั้นก็สัมผัสตัวหนังสือ สัมผัสใบหน้าของพ่อแม่ ในตอนแรก เฮเลนรู้สึกงุนงงมาก แต่ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ของคุณครูที่ต้องการให้เธอเข้าใจ จึงพยายามสอนด้วยความอดทน

ในที่สุด เมื่ออายุประมาณ 5-6 ขวบ ก็พอจะเริ่มเข้าใจสิ่งที่ครูสอนได้บ้าง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เฮเลนก็อยากจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จนในที่สุด เธอก็กลายเป็นแบบอย่างของคนพิการ และเขียนหนังสือชีวประวัติของเธอเอง ให้โลกรับรู้ว่า แม้ว่าจะพิการ ก็ต่อสู้ และสร้างประโยชน์แก่สังคมได้ เรื่องนี้ได้มีการสร้างเป็นภาพยนตร์

นอกจากนี้ เธอยังเดินทางไปทั่วโลกเพื่ออธิบายให้กำลังใจพ่อแม่ของเด็กพิการให้พวกเขาไม่สิ้นหวัง เพราะแม้ว่าตัวเธอจะไม่มีร่างกายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ก็สามารถมีชีวิตชีวา และสร้างคุณค่าได้ เธอพยายามให้โลกรับรู้ว่า แม้ตัวเราจะมีสิ่งที่ไม่ดีก็ตาม แต่ถ้ามีชีวิตชีวา และไม่ยอมแพ้แล้ว ก็กล่าวได้ว่า เป็นบุคคลที่แข็งแรงปกติดี ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วย ตรงกันข้าม แม้ภายนอกจะมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่ชอบเล่นการพนัน เที่ยวเตร่ หลอกลวงผู้อื่น ฯลฯ ก็อาจเรียกได้ว่าเจ็บป่วยทางใจ

อย่างไรก็ตาม ทุกคนที่ได้เกิดมาในโลกนี้ จะต้องมีภาระหน้าที่ของตนเอง การที่จะสำเร็จภาระหน้าที่ได้นั้น จำเป็นจะต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ดังนั้น สุขภาพดีจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในชีวิตของเรา เช่น อากาศ เป็นสิ่งที่เราไม่สนใจ คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ถ้าขาดอากาศ ไม่ถึง 5 นาทีเราก็ต้องตาย เช่นเดียวกัน สุขภาพที่ดีก็คือคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต เพียงแต่เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา จึงไม่สนใจ แต่เมื่อเจ็บป่วย แม้จะมีเงินทองมากมายก็ช่วยไม่ได้

เรื่องนี้เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องอานุภาพของโงะฮนซนแล้ว พวกเรามักจะเข้าใจผิดว่า เวลาที่หายป่วย แสดงว่าโงะฮนซนมีพลัง แต่เวลาที่สุขสบายดี ก็ไม่รู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซน ไม่เห็นว่าศรัทธาแล้วได้อะไร  แท้จริงแล้ว การมีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง อยู่ปกติสบายดี น่าจะดีกว่าเจ็บตัวแล้วจึงจะรู้สึกว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ความศรัทธาก็คือการดำเนินชีวิต นี่คือเหตุผลที่ถูกต้อง”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า การไม่สบายก็มีข้อดี เพราะว่าเรามีชะตากรรม จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการเจ็บไข้ได้ป่วย แต่เนื่องจากไม่สบาย จึงสามารถทำให้ความศรัทธาของเราเข้มแข็งขึ้น จึงกล่าวได้ว่า เนื่องจากเจ็บป่วย จึงบังเกิดจิตใจแสวงหาธรรม ถ้าไม่เจ็บป่วย ความศรัทธาก็อาจจะเฉื่อยชาได้ ดังนั้น การเจ็บป่วยจึงทำให้โลกพุทธปรากฏขึ้นมาในชีวิตของเราได้

ดังนั้น ในโลกของพุทธธรรมแล้ว ไม่มีอะไรที่ไร้ประโยชน์หรือสูญเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถเป็นประโยชน์ต่อเรา สามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้ ซึ่งเป็นหลักเหตุผลของธรรมอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้พวกเราพยายามต่อสู้ในสนามรบของการเผยแผ่ธรรมอย่างกล้าหาญ เมื่ออยู่ในสนามรบ ถ้ามีชีวิตชีวามากมาย ก็จะรู้สึกสนุกสนานได้ ทั้งร่างกายและจิตใจสามารถสดชื่นและพึงพอใจ ดังนั้น อย่าหลีกเลี่ยงจากกิจกรรมการเผยแผ่ธรรม อย่าหลีกหนีจากระบบการ จะต้องก้าวไปสู่การเผยแผ่ธรรมด้วยกัน ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า แม้จะเป็นต้นไม้เล็กและอ่อนแอ ถ้ามีไม้ค้ำไว้ก็จะไม่ล้มลงและสามารถเจริญเติบโตได้ ไม้ค้ำก็หมายถึงสมาชิกด้วยกัน ดังนั้น ถ้าอยู่ในหมู่สมาชิกด้วยกันแล้ว เวลาที่ความศรัทธาอ่อนแอลง ทุกคนก็จะช่วยกัน ทำให้ความศรัทธาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องได้ P

 

 

วันที่ 22 มิถุนายน

            ขอให้กลายเป็นผู้นำในสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ นี่คือการเผยแผ่ธรรมโดยคล้อยตามความผูกพัน

 

อธิบาย

ผู้นำในที่นี้หมายถึง กลายเป็นบุคคลที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในที่ทำงาน ในแผนกที่ตนเองทำงานอยู่ ดังนั้น แม้ว่าจะยังไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่ก็ขอให้เป็นบุคคลที่เป็นที่ต้องการ เป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจ ที่สร้างความก้าวหน้าให้แก่ที่ทำงาน

อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า บุคคลในสังคมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.      คนที่จำเป็นจริง ๆ

2.      คนที่อยู่ก็ได้ไม่อยู่ก็ได้ 

3.      คนที่ไม่ควรจะอยู่ หรือบุคคลอันตราย

สำหรับประเภทแรก หมายถึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในตำแหน่งหน้าที่การงาน เช่น งานบัญชี สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องชนิดที่ไม่มีใครเทียบได้ ดังนั้น เวลาที่ผู้จัดการ หรือหัวหน้าต้องการจะตรวจบัญชี ก็จะรู้สึกว่า เอกสารที่เขาทำสามารถเชื่อถือไว้วางใจได้ 100% นี่คือบุคคลที่มีลักษณะของผู้นำในสังคมที่ตนอยู่

สำหรับประเภทที่สอง หมายถึง บุคคลที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมหรือที่ทำงาน จึงไม่สามารถจะเป็นผู้นำในสังคมของตน

ส่วนประเภทที่สามคือบุคคลที่ทำให้พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเสียหาย และสร้างความเสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงของสมาคม เพราะคนในที่ทำงานวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมคนสวดมนต์ หรือสมาชิกของสมาคมจึงไม่มีสามัญสำนึก เช่น มาสายบ่อยๆ  หยุดงานบ่อย ๆ ทำงานก็ผิดพลาดมากมาย ไม่เห็นมีข้อดีอะไรเลย ฯลฯ ซึ่งทำให้คนในสังคมเข้าใจธรรมของเราผิดพลาด 

อาจารย์อิเคดะเคยชี้นำไว้ว่า ผู้นำของเรานั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกและสังคม  ถ้าไม่เป็นที่ไว้วางใจแล้ว แม้จะสอนธรรม หรืออธิบายธรรมดีเพียงใด ก็ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย   ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ความไว้วางใจคือทรัพย์สมบัติของเรา

บริเวณตรงกลางถัดไปทางซ้ายมือในโงะฮนซน มีจารึกชื่อของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์อยู่ เรื่องนี้พระนิชิเร็นไดโชนินอธิบายว่า การที่ธรรมของอาตมานิชิเร็น หรือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงจะสามารถเผยแผ่ไปสู่ทั่วโลกได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพลังของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ (ฟุเง็นโบซัตจึ)  คำว่า “ฟุ” แปลว่ากว้างขวางทั่วไป คำว่า “เง็น” แปลว่ามีความเฉลียวฉลาด ซึ่งหมายความว่ามีปัญญาดีและมีปัญญากว้างขวาง ดังนั้น หน้าที่ของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์คือ มีความรู้ที่สามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ซึ่งความรู้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น เช่น ช่างซ่อมนาฬิกา ไม่ใช่รู้แต่ทฤษฎีเท่านั้น แต่จะต้องมีฝีมือและความชำนาญอย่างดีเยี่ยมเป็นอันดับหนึ่ง พร้อมกับมีความศรัทธา ดังนั้น แม้เราจะปฏิบัติศรัทธา แต่ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีกิริยามารยาทที่ดี ไม่มีสามัญสำนึก ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินงานอย่างพระสมันตภัทรโพธิสัตว์

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราสมาชิกทั้งหลายสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ต่างคนต่างสามารถเป็นผู้นำในสังคม เมื่อนั้น ผู้คนในสังคมที่ยังไม่นับถือศรัทธา ก็จะรู้และเข้าใจคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินและปรัชญาของสังคมได้ดีและลึกซึ้ง นี่คือการเผยแผ่ธรรมโดยคล้อยตามความผูกพัน สรุปได้ว่า การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกจึงขึ้นอยู่กับสมาชิกของสมาคม แม้ ว่าธรรมจะสูงส่งเพียงใด อานุภาพของโงะฮนซนจะศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ถ้าพฤติกรรมของผู้ศรัทธาไม่ถูกต้อง และไม่เป็นที่ไว้วางใจของสังคมแล้ว การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกย่อมไม่อาจบรรลุผลสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ การคบค้ากับผู้คนในสังคมจึงมีความสำคัญมาก P

 

 

วันที่ 21 มิถุนายน

            เรื่องการต่อสู้ ขอให้ก้าวหน้าไปด้วยกันโดยให้การปกป้องซึ่งกันและกัน ปกป้องสมาชิก และผนึกเข้าด้วยกันอย่างร่าเริงสนุกสนาน

 

อธิบาย

การต่อสู้ของพวกเรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือการเผยแผ่ธรรมไพศาล หมายถึงการสร้างสันติภาพที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในโลก  ดังนั้น ทุกวันนี้ สมาชิกทั้งหมด 10 ล้านคน ใน 90 กว่าประเทศจึงพยายามปฏิบัติอย่างเต็มที่  แต่ในการต่อสู้นี้ ขอให้เข้าใจให้ดีว่า เป็นงานที่ยากลำบาก  ดังนั้น ถ้าต่างคนต่างทำแล้ว ก็ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน และไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้  จึงจำเป็นต้องมีการก่อตั้งสมาคม ต้องมีระบบการ

แต่ภายในระบบการก็จำเป็นต้องมีการแบ่งหน้าที่ที่เหมาะสมกับพลัง ความ สามารถ ความศรัทธา ความรู้ทางด้านธรรม หรืออุปนิสัยของแต่ละบุคคล  ดังนั้น ถ้ามองดูอย่างผิวเผินแล้ว ก็อาจจะรู้สึกว่า มีความแตกต่างกันระหว่างหัวหน้ากับสมาชิก  แต่เมื่อมองดูให้ลึกซึ้งแล้ว ก็ไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะสมาชิกทุกคนเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน จะต่างกันก็แค่ว่าเป็นผู้อาวุโสกับคนรุ่นหลังเท่านั้นเอง

ธาตุแท้ของทุกคนคือโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่สืบทอดสายเลือดที่แท้จริงจากพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งมีความผูกพันกันมาตั้งแต่อดีตกาลอันยาวนาน จึงควรจะปกป้องกันและกัน ต่อสู้ให้เกิดก้าวหน้าไปพร้อมกันด้วยความรักใคร่สามัคคีปรองดองที่แน่นแฟ้น โดยมีลักษณะเหมือนกับทุกคนกอดแขนกันเรียงแถวหน้ากระดาน ถ้ามีใครล้มลง คนที่อยู่ทางซ้ายและทางขวาก็จะช่วยกันพยุงให้ลุกขึ้นมา นี่คือการกอดคอร่วมใจกันหรือผนึกกำลังเข้าด้วยกัน เช่น ถ้ามีสมาชิกคนหนึ่งกลุ้มใจ ทุกคนก็ถือว่าความทุกข์เรื่องนี้เสมือนเป็นความทุกข์ตนเองด้วย เวลาที่สมาชิกมีเรื่องดีใจ ก็ดีใจด้วย ถ้าคิดได้เช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีอคติจิตต่อกัน ไม่มีอิจฉาริษยากัน แต่จะสามารถมีความสนิทสนมกันได้มากขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างทางของการต่อสู้ ย่อมจะมีคนบาดเจ็บ จึงจำเป็นมีต้องหน่วยกาชาด หรือผู้ที่รู้ธรรม และศรัทธามายาวนาน มีประสบการณ์มาก เข้าใจธรรมได้อย่างลึกซึ้ง และเป็นผู้อาวุโสทางด้านความศรัทธา ซึ่งหมายถึงฝ่ายธรรมนิเทศ  ทำหน้าที่คอยให้คำแนะนำวิธีแก้ไขปัญหา และส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกที่มีความทุกข์หรือพบกับปัญหา ทำให้สามารถกลับมาสู่ความก้าวหน้าด้วยกัน P

 

 

วันที่ 20 มิถุนายน

            พุทธธรรมก็คือสังคม ดังนั้น สมาชิกจะต้องรู้จักสังคมอย่างชัดแจ้ง และลึกซึ้งพร้อมกับให้ความเอาใจใส่อย่างดี ในเวลาเดียวกัน ขอให้รู้ตัวว่าเป็นผู้นำของประชาชน ซึ่งจะต้องสนิทสนมกับผู้คนทั้งหลาย

 

อธิบาย

คำสอนที่สูงสุดของพระศากยมุนีพุทธเจ้าคือสัทธรรมปุณฑริกสูตร (โฮเคเคียว – คำว่าโฮแปลว่าธรรม คำว่าเคแปลว่าดอกบัว คำว่าเคียวแปลว่าพระสูตร จึงแปลได้ว่า ธรรมแห่งดอกบัว สาเหตุที่ตั้งชื่อเช่นนี้ ก็เพราะว่า ธรรมก็คือกฎของจักรวาล กฎของสรรพสิ่งทั้งปวง ที่มีพร้อมเหตุและผล ซึ่งชีวิตของเราก็มีด้วยเช่นกัน เพียงแต่ไม่สามารถมองเห็น แต่ความจริงนั้นมีอยู่  ส่วนดอกบัวก็มีความหมายว่า ดอกบัวไม่ถูกย้อมจากโคลนตมที่สกปรก เป็นที่สบายตาสบายใจของผู้พบเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นได้  จึงกล่าวได้ว่า สัทธรรมปุณฑริกสูตร คือกฎของจักรวาลที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่สามารถทำให้เห็นชัดได้โดยปรากฏออกมาในสังคม

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า พระเทียนไท้ พระนิชิเร็นไดโชนิน จึงเทศนาธรรม ด้วยเจตนารมณ์ที่จะทำให้พุทธธรรมหรือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาในสังคม ไม่ได้หลีกหนีจากสังคม จึงกล่าวว่า พุทธธรรมก็คือสังคม  ซึ่งอาจเปรียบพุทธธรรมเป็นพื้นดิน สังคมคือต้นไม้ต้นหญ้าบนพื้นดินที่สามารถมองเห็นได้ ทั้งสองสิ่งนี้ไม่อาจแยกออกจากกัน  แต่ถ้าคิดว่า ศาสนาก็คือศาสนา สังคมก็เป็นเรื่องของสังคม โดยคิดแบ่งแยกกันแล้ว ก็ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง

สำหรับพวกเรา เวลาที่เราสวดมนต์ทุกเช้า-เย็น เวลาที่ทำงานพระ คือการปฏิบัติธรรม นอกเหนือจากเวลานี้ เราก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งของสังคม เช่น เป็นลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ เป็นลูกจ้างที่ดี เป็นนักเรียนที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี ในตัวเราจึงมีพร้อมทั้งด้านการปฏิบัติธรรมและด้านสังคมโดยไม่อาจแยกออกจากกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่เราเป็นสมาชิก ได้รับโงะฮนซน ได้เรียนรู้ธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง เข้าใจปรัชญาชีวิตที่สูงสุด แต่กลับมีความอวดดี ดูถูกว่าคนในสังคมไม่รู้เรื่องอะไร สู้เราไม่ได้ ซึ่งมีลักษณะที่เห็นแก่ตัวแล้ว ก็เป็นความศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง เพราะมีแต่ยึดถือธรรมอย่างเดียว ไม่สนใจหรือเอาใจใส่สังคม และไม่รู้จักสังคมอย่างชัดแจ้ง  แยกตัวออกจากสังคม คิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้ดี ทุกคนไม่รู้เรื่อง คิดว่าความคิดของตนสูงส่ง และเหนือกว่าคนในสังคม ดูถูกคนในสังคม ดูถูกสังคม ถ้าบุคคลผู้นี้พยายามอธิบายธรรมหรือชักชวนแนะนำธรรมแล้ว คนในสังคมจะรู้สึกว่า บุคคลผู้นี้ขาดสามัญสำนึก  ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีมนุษยธรรม ไม่มีความถ่อมตัว มีแต่ความอวดเก่ง อวดรู้ไปหมด คนประเภทนี้ไม่มีใครอยากจะสนิทสนมด้วย  มีแต่ความรังเกียจ ดูถูก และวิจารณ์

สาเหตุพื้นฐานของเรี่องนี้ก็คือ ไม่รู้หลักเหตุผลที่ว่า พุทธธรรมก็คือสังคม  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงบอกว่า “ขอให้รู้ตัวว่าเป็นผู้นำของประชาชน” ซึ่งหมายความว่า แม้จะตระหนักว่า ตัวเราคือโพธิสัตว์จากพื้นโลกคนหนึ่ง ที่ชาตินี้เกิดมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ลักษณะภายนอกจะต้องมีสามัญสำนึก มีความเข้าใจต่อสังคม มีกิริยามารยาทที่ดีและถ่อมตน เรื่องราวทางสังคมที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจดีพอ ก็ควรจะต้องศึกษาให้จนรู้ดี นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก มิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำของประชาชนได้เป็นอันขาด P

 

 

วันที่ 19 มิถุนายน

            อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่บุคคลบุคคลนี้ ล้วนมีความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อกันมาตั้งแต่อดีตกาลอันยาวนาน  ดังนั้น ขอให้พวกเราอย่าลืมวิธีการคบค้ากัน จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และมีมนุษยธรรมที่สมบูรณ์

 

อธิบาย

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันมีหลายลักษณะ เช่น ในสถานที่ทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการกับคนงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อเงิน ถ้าไม่มีเรื่องเงิน ต่างคนต่างก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน  นักการเมืองกับประชาชนเกี่ยวข้องกันที่ผลประโยชน์ คือ นักการเมืองอยากได้คะแนนเสียง เพื่อจะได้เป็นผู้แทนราษฎร ส่วนประชาชนก็คาดหวังผลประโยชน์จากการบริหารงานที่ดีของนักการเมือง ครูกับนักเรียน มีความสัมพันธ์กันด้านการเรียนการสอน ถ้าครูสอนไม่เก่ง นักเรียนก็ไม่อยากเรียน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ถ้าพ่อแม่คิดว่าลูกเป็นสมบัติของตัวเอง ก็จะบังคับควบคุม หรือระหว่างสามีกับภรรยา สามีจะคอยควบคุมภรรยา หรือภรรยาคอยควบคุมสามี ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปในสังคมคิดว่า ความสัมพันธ์ต่าง ๆ นั้น  มีเพียงชาตินี้ชาติเดียว จึงคิดว่าจะทำอะไรก็ย่อมจะได้ เช่น โมโห หลอกลวง ควบคุม ซึ่งใช้ความนึกคิดแบบผู้มีอำนาจ เงิน ชื่อเสียง เป็นรากฐาน คิดว่าใครมีพลังเหนือกว่า ใครเข้มแข็งกว่า ใครมีเงินมากกว่า ฯลฯ ก็สามารถเอาชนะได้  หรือในระดับโลก ประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่ากดขี่ประเทศที่ด้อยกว่า  ทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศขึ้น

ธรรมที่แท้จริงและศาสนาที่แท้จริงจะไม่คิดเช่นนี้ เพราะพระพุทธเจ้า พระเทียนไท้ พระนิชิเร็นไดโชนิน สอนว่า พวกเรากับสรรพสัตว์ทั้งปวงและจักรวาลมีความผูกพันต่อกัน นี่คือหลักเหตุผลของธรรม ดังนั้น ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ พระพุทธกับสามัญชนก็เช่นเดียวกัน เมื่อมองอย่างผิวเผินแล้ว สาเหตุที่เรานับถือโงะฮนซนก็เพราะไม่สบาย ยากจน ครอบครัวมีปัญหา สามีชอบเที่ยว ลูกติดยา ฯลฯ จึงได้รู้จักกับธรรม ได้เป็นสมาชิกของสมาคม และได้รู้จักกับเพื่อนสมาชิก ซึ่งคิดว่ามีความสัมพันธ์กันด้วยสาเหตุดังกล่าว แต่แท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธกับเรา หรือระหว่างเรากับสมาชิกเป็นความสัมพันธ์ทางด้านธรรม ทางด้านความศรัทธา ซึ่งเป็นกัลยาณมิตร หรือเพื่อนดีของกันและกัน ไม่มีเรื่องเงินทอง ผลประโยชน์ กำไร ชื่อเสียง อำนาจ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมองดูอย่างลึกซึ้งแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระพุทธ เรากับสมาชิก ไม่ได้มีความสัมพันธ์เฉพาะชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น แต่มีความสัมพันธ์กับมายาวนาน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็มาเกิดในชาตินี้ โดยมีความทุกข์ต่าง ๆ เป็นปัจจัย จึงได้มารู้จักโงะฮนซน รู้จักเพื่อนสมาชิก  เช่นนี้แล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่า พวกเราสมาชิกทั้งหลายคือพี่น้องกันมายาวนาน เป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินมาตั้งแต่สมัยอนาทิกาล เรียกได้ว่า เป็นครอบครัวอันยิ่งใหญ่ของสมาคมโซคา เป็นครอบครัวของโลก  ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว พวกเราก็ควรจะมีความสนิทสนมกัน ยกย่องกัน ไม่สามารถที่จะด่า วิจารณ์ ต่อว่า หรือมีอคติจิตต่อกันเป็นอันขาด  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้พวกเราอย่าลืมวิธีการคบค้ากัน จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และมีมนุษยธรรมที่สมบูรณ์”  เพราะฉะนั้น ในความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยกัน จึงควรจะมีพฤติกรรมที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสำคัญ  ถ้าไม่เป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะมีอคติจิตต่อกันอย่างแน่นอน  เช่น ไม่พอใจว่าหัวหน้าคนนั้นอวดดี ไม่เอาใจใส่ต่อสมาชิก มีแต่ใช้คำสั่ง เราจึงไม่พบใจ และต่อว่า วิพากษ์วิจารณ์  ซึ่งมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้ง่าย  ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับสมาชิก หรือหัวหน้ากับสมาชิกในลักษณะนี้จึงอาจเปรียบได้กับเครื่องจักรที่ไม่มีการหยอดน้ำมัน เวลาเดินเครื่องจะมีความฝืด เสียงดัง และเสียได้ง่าย แต่ถ้ามีความซื่อสัตย์สุจริต มีมนุษยธรรมที่สูงส่ง และมีความถ่อมตนแล้ว ก็เหมือนเครื่องจักรที่มีน้ำมันหล่อลื่นอยู่ตลอด เครื่องยนต์ก็เดินเครื่องทำงานได้อย่างดี  ด้วยเหตุนี้ ในเวลาที่ต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมร่วมกัน เช่น จัดประชุมรวม จัดงานวัฒนธรรม จัดงานนิทรรศการ จัดงานแข่งกีฬา ฯลฯ ทั้งหมดก็จะสามารถบรรลุผลสำเร็จและได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ P

 

 

วันที่ 18 มิถุนายน

            ขอให้สวดมนต์เพื่อคนที่ดื้อรั้นอันดับหนึ่งของเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอันดับหนึ่งในการปฏิบัติพุทธธรรม ซึ่งเป็นการทำให้สภาพชีวิตของตัวเรากว้างขวางขึ้นนั่นเอง

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้มีความสำคัญต่อการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตัวเราเอง เพราะสันดานนิสัยของมนุษย์ปุถุชน มักจะสนิทสนมกับคนที่เข้าใจกันดี คนที่ไม่วิจารณ์เรา คนที่ไม่ต่อว่าเรา ไม่ชอบพอสนิทสนมกับคนที่ต่อว่าวิพากษ์วิจารณ์ จึงเกิดอคติจิตต่อกัน มีความอิจฉาริษยากันเกิดขึ้น  ซึ่งความนึกคิดในสังคมทั่วไปจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว

แต่ถ้ายึดถือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงเป็นพื้นฐานแล้ว ควรจะเปลี่ยนความนึกคิดนี้ เพราะอันที่จริง เมื่อมองดูผิวเผินก็อาจจะรู้สึกว่า คนดื้อรั้นสร้างปัญหาให้แก่เรา แต่ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ต้องลำบากใจ ไม่ต้องเป็นทุกข์  ขณะเดียวกัน เราก็ไม่มีโอกาสสวดมนต์ให้มากขึ้นกว่าเดิม กล่าวคือ มองดูผิวเผินก็คิดว่า บุคคลนี้กระทำไม่ดีต่อเรา สร้างความยุ่งยากใจแก่เรา แต่เมื่อมองดูจากธรรมแล้ว กลายเป็นว่า เขาทำให้ความศรัทธาของเราเข้มแข็งขึ้น สวดมนต์ได้มากขึ้น เพื่อจะสามารถแสดงข้อพิสูจน์ถึงอานุภาพของโงะฮนซน จึงกลายเป็นบุคคลที่มีบุญคุณต่อเรา ถ้าไม่เข้าใจเช่นนี้ ก็จะคิดแต่ว่า ทำไมเขาจึงดื้อนัก ทำไมเขาจึงไม่ว่านอนสอนง่าย ฯลฯ ซึ่งมีแต่การบ่นเท่านั้น ถ้าเป็นเช่นนี้ แสดงว่าความศรัทธาของเราก็ไม่ก้าวหน้า สภาพชีวิตของเรายังคับแคบ  แต่ถ้าเราสามารถรู้ตัวว่า เขาอุตส่าห์สร้างความลำบากให้แก่เรา เพื่อเราจะสามารถสะสมบุญวาสนามากขึ้น เพื่อให้ความศรัทธาของเราเข้มแข็งขึ้น เพื่อให้สภาพชีวิตของเราสูงขึ้น จึงสวดมนต์ด้วยความขอบคุณต่อโงะฮนซน และขอบคุณต่อเขา ลักษณะเช่นนี้จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีความศรัทธาที่เข้มแข็งและถูกต้อง

อาจารย์อิเคดะเคยชี้นำไว้ว่า “ถ้าความศรัทธาไม่เข้มแข็ง ความศรัทธาอ่อนแอ ก็จะมองเห็นแต่ข้อบกพร่องของผู้อื่น ถ้าความศรัทธาเข้มแข็ง ก็จะสามารถมองเห็นข้อดีของผู้อื่น” กล่าวคือ ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่พร้อม ดังนั้น ถ้าพยายามมองหาข้อดีหรือปมเด่นของผู้อื่น จะสามารถมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันได้  ตรงกันข้าม ถ้าเฝ้ามองหาข้อเสียข้อบกพร่องของเขาแล้ว ก็จะเอาแต่วิจารณ์ อคติ บ่น ซึ่งกันและกัน  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ทั้งสองฝ่ายย่อมไม่สามารถมีความเจริญก้าวหน้า ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ มีแต่บ่นเท่านั้น ซึ่งการบ่นจะทำให้บุญวาสนาที่สู้อุตส่าห์สร้างมาหายไปหมด  จึงเป็นเรื่องไม่ดี  ฉะนั้น จึงไม่ควรจะบ่น ให้สวดมนต์จะมีประโยชน์กว่า

ในโงะฮนซน ที่ 4 มุมบนล่างซ้ายขวามีชื่อของท้าวจตุมหาราชิก ได้แก่

มุมบนขวา คือ ท้าวธตรัฐจอมภูต อารักขาทิศตะวันออก ทำหน้าที่ปกปักรักษาประเทศ หมายถึงทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองครอบครัว ประชาชน

มุมบนซ้าย คือ ท้าวกุเวรจอมยักษ์ อารักขาทิศเหนือ ทำหน้าที่รับฟังธรรมอย่างมากมาย และรักษาธรรม

มุมล่างขวา คือ ท้าววิรูปักษ์จอมนาค อารักขาทิศตะวันตก ทำหน้าที่มองทะลุต่อความชั่ว มองดูสถานการณ์ในสังคมอย่างถูกต้อง และทำให้ความชั่วหมดไป

มุมล่างซ้าย คือ ท้าววิรุฬหกจอมเทวดา อารักขาทิศใต้ ทำหน้าที่สร้างความเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นการกระทำที่หลีกเลี่ยงจากกิเลสหรือความทุกข์

ซึ่งเทพเหล่านี้จะทำหน้าที่ปกป้องรักษาคุ้มครองเรา  ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะเป็นคนที่ดื้อเพียงใด ถ้าเราสวดมนต์ให้แก่เขาแล้ว เขาก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้  แต่ถ้าเราไม่สนใจใยดีต่อเขา ทอดทิ้งเขาไป เขาก็จะไม่มีโอกาสรู้ตัวหรือฟื้นชีวิตที่ดีขึ้นมาได้  ดังนั้น พวกเราจึงควรจะยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างในด้านที่ดีและมีประโยชน์ต่อเรา จึงจะเป็นลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้อง มิฉะนั้นแล้ว แม้จะสวดมนต์มากเท่าไหร่ แต่ก็มีอคติจิตต่อกัน มีแต่บ่น ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย  ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอันดับหนึ่งในการปฏิบัติพุทธธรรม” P

 

 

วันที่ 17 มิถุนายน

            ในทุกการต่อสู้ ขอให้ปฏิบัติโดยเปี่ยมด้วยความหวัง เสมือนหนึ่งนายพลที่ได้รับชัยชนะกลับมา เพราะการได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมาจากหนึ่งขณะจิตของเหตุกับผลเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

 

อธิบาย

การจัดประชุม การชักชวนแนะนำธรรม การจัดงานวัฒนธรรม การสอบธรรม การจัดงานกีฬา ทั้งหมดเหล่านี้ กล่าวได้ว่า เป็นการต่อสู้ของตนเอง เป็นการต่อสู้กับมาร ดังนั้น ถ้าพลังชีวิตอ่อนแอ ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้ และถอดใจเสียก่อนแล้ว ก็เท่ากับพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นต่อสู้  แม้จะพยายามปฏิบัติอย่างเต็มที่ขนาดไหนก็ไม่สามารถสำเร็จได้ เพราะหนึ่งขณะจิตของตนเองยอมแพ้เสียก่อน สิ่งนี้คือเหตุ แน่นอนทีเดียวว่า ผลที่ได้รับก็คือแพ้ ตามหลักธรรมแห่งเหตุกับผลเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นกฎของจักรวาลที่มีความเข้มงวด ดังนั้น ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ต่อหลักเหตุผลนี้ก็ตาม ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  แต่สำหรับผู้ที่ศรัทธาเข้มแข็ง สวดมนต์มาก และมีความมั่นใจ จะเชื่อมั่นในคำสอนพระนิชิเร็นไดโชนินที่ว่า “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวคือความปีติยินดีอันยิ่งใหญ่ในความปีติยินดีทั้งหลาย”  จึงรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรู้สึกที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เมื่อมีท่าทีจิตใจเช่นนี้ หนึ่งขณะจิตก็จะสร้างเหตุแห่งชัยชนะตั้งแต่ก่อนการต่อสู้แล้ว ผลก็คือได้รับชัยชนะ และการต่อสู้ก็จะประสบความสำเร็จและมีชัยชนะ เพราะเหตุกับผลนั้นมีพร้อมอยู่ในหนึ่งขณะจิต ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ในทุกการต่อสู้ ขอให้ปฏิบัติโดยเปี่ยมด้วยความหวัง เสมือนหนึ่งนายพลที่ได้รับชัยชนะกลับมา”

ถ้าผู้นำเหมือนนายพลที่ได้รับชัยชนะกลับมา สมาชิกที่ติดตามก็ไม่รู้สึกกังวลใจ จะสามารถมีกำลังใจในการต่อสู้ได้ ตรงกันข้าม ถ้าผู้นำเหมือนกับนายพลที่ปราชัยกลับมา สมาชิกก็หมดกำลังใจที่จะต่อสู้ นี่คือเหตุกับผลเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ดังนั้น       พระนิชิเร็นไดโช นินจึงกล่าวว่า “แกะหนึ่งพันตัว ไม่อาจเทียบได้กับราชสีห์หนึ่งตัว” เพราะฉะนั้น การปฏิบัติของผู้นำที่มีความหวังจึงสำคัญมาก เพราะมีผลกระทบต่อสมาชิกทั้งหมด  แม้ว่าแรกเริ่มอาจจะรู้สึกว่ายากลำบาก  แต่เมื่อพยายามสวดมนต์โดยมีชัยชนะต่อตนเอง ด้วยความเชื่อมั่นว่า เรามีโงะฮนซนอยู่แล้ว จึงไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่ได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน จะต้องเอาชนะได้แน่ ๆ เมื่อมีความมั่นใจเช่นนี้แล้ว กิริยา การกระทำก็จะมีลักษณะที่มั่นใจ  เมื่อหนึ่งขณะจิตของหัวหน้ามีชัยชนะแล้ว แม้มองผิวเผินสถานการณ์อาจจะยากลำบากหรือไม่มีใครทำได้ แต่พระนิชิเร็นไดโชนิน กล่าวว่า “เหมือนมีไฟออกจากฟืนที่เปียก หรือน้ำออกจากทะเลทราย”  การสวดมนต์และอธิษฐานด้วยหนึ่งขณะจิตเช่นนี้ แม้จะยากลำบากเพียงใด ก็สามารถสำเร็จได้อย่างแน่นอน  นี่คือความศรัทธาและการปฏิบัติของสมาคม ซึ่งแม้แต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็จะสามารถเป็นไปได้ เพราะพวกเรามีโงะฮนซนนั่นเอง P

 

 

วันที่ 16 มิถุนายน

            ผู้รับผิดชอบต้องจัดประชุมทั้งหมดอย่างเต็มที่ ขอให้มั่นใจว่า สถานที่ที่ตนเองไป จะต้องมีข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของชัยชนะที่เรียบร้อยสมบูรณ์

 

อธิบาย

วิธีปฏิบัติหรือดำเนินนโยบายจะต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับยุคสมัย ถ้าผู้นำศูนย์กลางหรือประธานไม่เข้าใจเรื่องของเวลา ไม่เข้าใจว่ายุคสมัยนี้เป็นอย่างไรแล้ว ก็จะนำสมาชิกไปสู่ความผิดพลาดหรือหลงทางได้ง่าย ดังนั้น ผู้รับผิดชอบจึงต้องมีความเข้าใจเรื่องยุคสมัยให้ดี เช่น สมัยอาจารย์มาคิงุจิ สมัยอาจารย์โทดะ และสมัยอาจารย์อิเคดะ ต่างก็มีวิธีการดำเนินงานไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น รากฐานในการเผยแผ่ธรรมสมัยอาจารย์มาคิงุจิ คือ ถ้าไม่เชื่อ ไม่นับถือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว ก็เปรียบได้กับการปฏิเสธกฎของสรรพสิ่งทั้งปวงและกฎของจักรวาล ดังนั้น จะต้องมีบาปปรากฏออกมาอย่างแน่นอน  กล่าวคือ อาจารย์มาคิงุจิเน้นเรื่องความชัดเจนระหว่างสิ่งที่ถูกต้องกับสิ่งที่ผิด  ถ้ายึดถือสิ่งที่ผิดเป็นพื้นฐานแล้ว การดำเนินชีวิตก็จะไม่มีความสุข ด้วยเหตุนี้ จึงต้องรับโงะฮนซน ซึ่งเป็นคำสอนที่ถูกถ้วนแท้จริง นอกจากวิธีนี้แล้ว ก็ไม่มีหนทางอื่นที่จะสามารถมีความสุข และสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ได้  ซึ่งบาปในแง่นี้ ไม่ใช่สิ่งที่โงะฮนซนมอบให้แก่เรา แต่เนื่องจากการดำเนินชีวิตของเราไม่สอดคล้องเข้ากับจังหวะของจักรวาล ปัญญาหรือความนึกคิดก็ผิดพลาด ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น เช่น สุขภาพไม่แข็งแรง การงานไม่ราบรื่นทั้งที่พยายามทำอย่างเต็มที่ เป็นต้น

สำหรับสมัยอาจารย์โทดะ พื้นฐานของการเผยแผ่ธรรมคือเรื่องการสร้างบุญวาสนา กล่าวคือ คนที่มีบุญวาสนาในสมัยธรรมปลายนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกดูหมิ่นธรรมมาเกิด จึงมีเรื่องกลุ้มใจ กังวลใจ ทะเลาะเบาะแว้ง เจ็บป่วยก็รักษาไม่หาย คนชั่วดูเหมือนจะมีความรุ่งเรืองมากกว่าคนดี ในสมัยที่สับสนวุ่นวายเช่นนี้ ประชาชนไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ไม่มีความนึกคิดที่ลึกซึ้ง ไม่รู้จักว่าธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงคืออะไร ไม่รู้ว่าควรจะยึดถือหลักปรัชญาชีวิตอะไร  แม้จะมีสภาพเช่นนี้ก็ตาม แต่เพียงแค่รับโงะฮนซนและปฏิบัติสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอย่างจริงจัง พร้อมกับชักชวนแนะนำธรรมให้แก่ผู้อื่นแล้ว ก็จะสามารถได้รับบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่อย่างง่ายดาย เปรียบเหมือนคนป่วยที่ไม่สบาย แพทย์ให้ยามารับประทาน แม้คนไข้จะไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับยา แต่เชื่อและปฏิบัติตามที่หมอสั่ง ก็จะสามารถหายเจ็บป่วยได้  หรือเครื่องปรับอากาศ เราไม่รู้กลไกในการทำงานของเครื่อง ไม่รู้จักอะไหล่ของเครื่อง รู้แต่ว่า เมื่อกดสวิทซ์แล้ว ก็สามารถมีความเย็นออกมา  ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าจะไม่เคยรู้เรื่องโงะฮนซนมาก่อน แต่อันดับแรกคือมีความเชื่อและได้เห็นอานุภาพของโงะฮนซน จากนั้นจึงค่อย ๆ ศึกษาก็ได้  ซึ่งวิธีการเช่นนี้ของอาจารย์โทดะ ทำให้ทุกผู้คนสามารถปฏิบัติได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความรู้หรือไม่มีความรู้ คนหนุ่มสาวหรือคนสูงวัย คนจน คนรวย ก็สามารถปฏิบัติได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ส่วนสมัยอาจารย์อิเคดะ มีสมาชิกประมาณ 10 ล้านคน ใน 90 กว่าประเทศ และผู้ที่นับถือศรัทธานาน 10 ปี 20 ปี 30 ปี 40 ปีก็มี ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า มีการวางพื้นฐานของการเผยแผ่ธรรมไพศาลไว้เรียบร้อยแล้ว  จึงเป็นสมัยที่จะต้องแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์  เพราะในระหว่างที่ศรัทธามา 10 ปี 20 ปี 30 ปี ได้มีการสะสมบุญวาสนามามากมาย ความเป็นอยู่ของตนเอง ครอบครัว เศรษฐกิจ ย่อมจะปรากฏออกมาให้สังคมทั่วไปได้เห็นอานุภาพของโงะฮนซน นี่คือรากฐานของการปฏิบัติในยุคปัจจุบันและเหมาะสมกับยุคปัจจุบัน  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ผู้รับผิดชอบต้องมั่นใจว่า สถานที่ที่ตนเองไป จะต้องมีข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของชัยชนะที่เรียบร้อยสมบูรณ์”

            เพราะฉะนั้น เมื่อผู้รับผิดชอบที่ตระหนักดีว่า ตัวเองเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์อิเคดะ เมื่อจัดการประชุมจะตั้งใจแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้มีชัยชนะออกมา พยายามอย่างเต็มที่ จึงจะสามารถประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีความมั่นใจ มีความกังวลว่าจะทำได้หรือไม่แล้ว ก็จะไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมา  ซึ่งคำว่า “สถานที่ที่ตนเองไป” มีความหมายว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเราจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ไม่หวังพึ่งพาอาศัยผู้อื่น  เพราะถ้าคิดหวังผู้อื่น เมื่อไม่สำเร็จ ก็จะโมโห มีอคติจิตเกิดขึ้น มีข้อแก้ตัวว่า เพราะคนอื่นทำไม่เรียบร้อย จึงไม่ได้รับชัยชนะ เป็นต้น ซึ่งเท่ากับตัวเองไม่มีความรับผิดชอบ  ความนึกคิดเช่นนี้และการต่อสู้ท้าทายแบบนี้ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยของอาจารย์อิเคดะ  ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ต้องลุกขึ้นยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นก็จะติดตามมาได้โดยธรรมชาติ” P

 

 

วันที่ 15 มิถุนายน

            ขอให้หัวหน้าทั้งหลายพยายามอย่างสุดความสามารถในการจัดประชุมต่าง ๆ  โดยใคร่ครวญถึงหลายแง่หลายมุม และการสร้างคุณค่า ทั้งหมดนี้คือกำแพงป้องกันสมาคม และเป็นลิ่มที่นำไปสู่ชัยชนะของสมาคม

 

อธิบาย

หัวหน้าส่วนใหญ่คิดว่า การประชุมที่ยิ่งใช้เวลานานก็จะยิ่งดี แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะการจัดประชุม สิ่งสำคัญก็คือ ทำให้ทุกคนสามารถร่วมใจกันมุ่งสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน กล่าวคือ ความแน่นแฟ้นของการประชุมไม่เกี่ยวกับเวลา 

ยิ่งกว่านั้น การจัดประชุมที่กินเวลานานทุกครั้งไป รังแต่จะทำให้ทุกคนเหนื่อยล้า และไม่มีปัญญาที่ดีเกิดขึ้น  ดังนั้น การปฏิวัติเวลาสำหรับการจัดประชุมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก แม้จะใช้เวลาสั้น ๆ แต่ถ้าเนื้อหาของการประชุมมีความแน่นแฟ้น ก็สามารถเทียบเท่ากับการประชุมที่ใช้เวลานานได้ จากนั้น ก็จะมีเวลาสำหรับเยี่ยมเยียนสมาชิก ศึกษาธรรม สวดมนต์ และพักผ่อน

ข้อเสียอีกประการหนึ่งของการจัดประชุมยาว ๆ เสมอ ก็คือ การต่อสู้หรือการปฏิบัติของหัวหน้าจะห่างหายจากสมาชิก มีแต่ประชุมตลอดเวลา ไม่ได้เข้าหาสมาชิก เรื่องนี้อันตรายมาก จึงควรจะต้องระมัดระวังให้ดี เพราะถ้าหัวหน้ามีการประชุม ก็จะคิดว่า ทำหน้าที่ของตนเองเรียบร้อยแล้ว พอใจแล้ว ผู้ที่คิดแบบนี้ย่อมไม่ใช่หัวหน้าที่แท้จริง

สิ่งสำคัญก็คือ การประชุมจะต้องใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหัวหน้าไม่พยายามอย่างสุดความสามารถ ไม่ใคร่ครวญในหลาย ๆ แง่มุมแล้ว ย่อมไม่สามารถสร้างคุณค่าได้สำเร็จ  แต่เป็นการประชุมแบบผู้ถูกกระทำ กล่าวคือ จะมีแต่คัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย ไม่ให้ความร่วมมือ ยึดมั่นอารมณ์หรือความคิดเห็นของตนเป็นหลัก

สำหรับการประชุมที่สามารถสร้างคุณค่าได้นั้น คือ เป็นการประชุมที่มีลักษณะเป็นผู้กระทำ ซึ่งจะพยายามคิดว่า ทำอย่างไรสมาคมของเราจึงดีขึ้น เจริญพัฒนามากขึ้น ก้าวหน้ามากขึ้น ทุกคนต่างช่วยกันคิดใคร่ครวญและไตร่ตรอง ช่วยกันเสนอความคิดเห็นด้วยหลายแง่มุมเพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าสูงสุด การประชุมเช่นนี้จะมีความแน่นแฟ้น ไม่เสียเวลา

หลังจากที่ได้ข้อสรุปและกำหนดเป็นนโยบายหรือเป้าหมายแล้ว ขอให้ถือเสมือนกฎหมายที่ทุกคนจะยึดถือและปฏิบัติตามนั้น นี่คือสิ่งที่สำคัญ  แต่ถ้าภายหลังจากกำหนดนโยบายแล้ว มีบางคนบอกว่า ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย เปลี่ยนเป็นแบบนั้นแบบนี้ดีกว่าแล้ว เท่ากับไม่รักษานโยบายที่ตกลงกันไว้ ก็จะทำให้เกิดการแตกความสามัคคีขึ้นได้  ดังนั้น จะต้องพยายามรักษาป้องกันนโยบายหรือเป้าหมายตามมติในที่ประชุมไว้ นี่คือกำแพงป้องกันสมาคม และลิ่มที่นำไปสู่ชัยชนะของสมาคม P

 

 

วันที่ 14 มิถุนายน

            แม้จะมีธุระมากมายเพียงใด ก็ขออย่าให้เสียจังหวะของการศรัทธาก็คือการดำเนินชีวิตเป็นอันขาด ขอให้รู้ไว้ว่า การกระทำที่ทำให้สังคมหมดความไว้วางใจนั้น เป็นศัตรูของการแผ่ขยายมิตรภาพ

 

อธิบาย

บางคนเข้าใจผิดว่า ทุกวันนี้ต้องพยายามทำงานพระเพื่อสร้างบุญวาสนาเต็มที่จึงตื่นสายบ้าง ไปทำงานสายบ้าง งีบหลับในที่ทำงานบ้าง บางคนก็ใช้โทรศัพท์ของบริษัทเพื่อติดต่อกับเพื่อนสมาชิกหรือรายงานความเคลื่อนไหวต่อหัวหน้า บางคนลางานบ่อย ๆ บางคนไปทำงานเพียงครึ่งวัน ตอนบ่ายก็หนีงาน บางคนชักชวนแนะนำธรรมหรืออธิบายธรรมให้แก่เพื่อนร่วมงานในเวลาทำงาน บางคนเลิกงาน 5 โมงก็รีบกลับทันทีทั้งที่บริษัทมีงานมากในช่วงนั้น หรือบางครั้ง บริษัทจัดสัมมนาที่ต่างจังหวัด เช่น พัทยา บางแสน แต่พนักงานที่เป็นสมาชิกกลับบอกว่า เสียดายเวลา ไม่อยากไป ไปทำงานพระดีกว่า  หรือบางคนถูกส่งไปทำงานต่างจังหวัด 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน หรือครึ่งปี ก็รับไม่ได้  อยากจะอยู่แต่ในกรุงเทพฯ เพราะถ้าต้องไปทำงานต่างจังหวัด ก็จะไม่สามารถทำงานพระได้  พฤติกรรมเหล่านี้กล่าวได้ว่าเป็นการขัดกับสังคม ไม่มีสามัญสำนึกในการทำงาน ทำให้สังคมหมดความเชื่อถือไว้วางใจ กล่าวคือ ความศรัทธาที่ถูกต้องจะต้องแสดงปรากฏออกมาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ถ้าจังหวะของการดำเนินชีวิตไม่สอดคล้องกันแล้ว แสดงว่าความศรัทธาของคนนั้นไม่ถูกต้อง เป็นความศรัทธาแบบงมงาย  หรือบางคนมีความอวดดี เห็นแก่ตัว แสวงหาชื่อเสียง ผลประโยชน์เป็นหลัก หรือบางคนถือว่าตัวเองทำถูกหมดทุกอย่าง  ถ้ามีความศรัทธาแบบนี้แล้ว แม้จะปฏิบัติธรรมมากมายเพียงใด แต่จังหวะของความศรัทธากับการดำเนินชีวิตก็ไม่สามารถที่จะสอดคล้องกัน  การกระทำเหล่านี้ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ก็จะกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมและสมาคม เป็นการทำลายชื่อเสียงและสร้างความเสื่อมเสียแก่พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน

สำหรับการศรัทธาก็คือการดำเนินชีวิต แท้จริงแล้ว ความศรัทธา กับ การดำเนินชีวิต เป็นคนละเรื่องกัน  หรือทางด้านธรรมสอนไว้ว่า กิเลสก็คือโพธิญาณ เกิดตายก็คือนิพพาน สิ่งเหล่านี้ แท้จริงแล้ว ดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่ในความเป็นจริง ก็เป็นคนละเรื่องที่สามารถปรับให้เข้ากันได้ นี่คือธรรมที่สำคัญของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพราะท่านกล่าวว่า คำว่า “ก็คือ” หมายถึงนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว กล่าวคือ ถ้าไม่มีนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวแล้ว ความศรัทธา คือความศรัทธา การดำเนินชีวิตคือการดำเนินชีวิต กิเลสคือกิเลส โพธิญาณคือโพธิญาณ เกิดตายคือเกิดตาย และนิพพานคือนิพพาน ถ้าไม่มีนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเป็นพื้นฐานแล้ว จะไม่สามารถปรับเข้ากันได้  เพราะฉะนั้น เมื่อยึดถือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเป็นรากฐานแล้ว ความศรัทธาก็จะแสดงปรากฏออกมาโดยปรับให้เข้ากับการดำเนินชีวิต และการดำเนินชีวิตก็จะสามารถปรากฏออกมาโดยปรับให้เข้ากับความศรัทธา 

เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “แม้จะมีธุระมากมายเพียงใด ก็ขออย่าให้เสียจังหวะของการศรัทธาก็คือการดำเนินชีวิตเป็นอันขาด”  เพราะถ้าเสียจังหวะไปแล้ว แม้จะปฏิบัติเต็มที่เพียงไร ก็จะเป็นการหมุนที่ว่างเปล่า ไม่สร้างคุณค่า ไม่สะสมบุญวาสนา ไม่มีประโยชน์ต่อตนเอง  ดังนั้น ลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญมาก มิฉะนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต P

 

 

วันที่ 13 มิถุนายน

            ขอให้จัดการประชุมสนทนาธรรมอย่างสุดกำลังความสามารถ ทำให้ทั้งหมดปรากฏผลออกมาให้ได้ โดยเริ่มต้นจากสถานที่นั้น ขอให้หัวหน้านำหน้าด้วยพละกำลังที่ไม่มีใครจะต้านทานไหว เพราะนอกจากวิธีดังกล่าวนี้แล้ว ไม่มีสถานที่ใดอื่นที่จะสามารถแสดงภาพย่อของความก้าวหน้าพัฒนาของสมาคมได้

 

อธิบาย

เสาหลักสำคัญของสมาคม คือ 1. การศึกษาธรรม และ 2. การประชุมสนทนาธรรม ทั้งสองประการนี้เป็นรากฐานตลอดกาลของสมาคมโซคา

ทำไมการประชุมสนทนาธรรมจึงมีความสำคัญ ก็เพราะว่า ในที่ประชุมสนทนาธรรม จะเป็นเหมือนภาพย่อของสังคม และภาพย่อของสมาคมของเรา  ถ้าการจัดประชุมสนทนาธรรมไม่มีความแน่นแฟ้น ไม่มีความร่าเริง ไม่มีประโยชน์ และไม่สร้างคุณค่าคุณแล้ว แสดงว่า สมาคมพ่ายแพ้ต่อสังคม และในอนาคตก็ไม่มีหวังที่จะก้าวหน้าพัฒนาได้

ทำไมจึงกล่าวว่า การประชุมสนทนาธรรมคือภาพย่อของสังคมและภาพย่อของสมาคม ก็เพราะว่า ผู้ที่มาร่วมประชุมมีความหลากหลาย เช่น คนที่ศรัทธามานาน คนที่เพิ่งเข้าศรัทธาใหม่ ๆ คนที่ยังเป็นแค่เพื่อนสมาชิก คนอายุมาก คนหนุ่มสาว คนที่เพิ่งได้รับผลบุญจากโงะฮนซน จึงมีความดีใจมาก คนที่กำลังมีปัญหา จึงรู้สึกเป็นทุกข์ คนมีชื่อเสียงในสังคม คนยากจน คนอยากรู้คำสอนของสมาคม คนชอบวิจารณ์สมาคม คนที่มาเพราะเกรงใจเพื่อน ไม่ได้มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ  คนใจร้อน คนใจเย็น คนชอบถาม คนขี้อาย คนชอบคุย คนอวดดี คนเห็นแก่ตัว คนร่าเริง คนศรัทธาแบบน้ำ คนศรัทธาแบบไฟ คนชอบบ่น คนมีอคติอยู่ในใจ คนที่ยึดมั่นศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างมั่นคง คนที่หมดกำลังใจ คนสิ้นหวัง ฯลฯ 

ซึ่งอาจเรียกสถานที่ประชุมสนทนาธรรมว่า เป็นฐานทัพแนวหน้าของการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็ได้  ดังนั้น จึงมีความสำคัญมาก  ด้วยเหตุนี้ การจัดประชุมสนทนาธรรมจึงคิดแบบลวกๆ ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะในที่ประชุมแห่งนี้ จะเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างจิตใจกับจิตใจ มีทั้งการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อสงสัย ความทุกข์ในปัจจุบัน และค้นหาคำตอบที่จะนำไปแก้ไขปัญหา ดังนั้น เมื่อเลิกประชุมแล้ว ทุกคนก็จะกลับไปด้วยความพึงพอใจ ไม่มีอะไรหนักใจกลับไป มีความร่าเริง และมีความมั่นใจในอานุภาพของโงะฮนซนอย่างเต็มที่ มีจิตใจราบรื่นสบายใจ เหมือนได้อาบน้ำ ปะแป้งและรู้สึกสบายตัวกลับบ้าน  นี่คือแบบอย่างของการจัดประชุมสนทนาธรรมที่ดี  ฉะนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ถ้าได้มาเข้าร่วมประชุมสนทนาธรรมแล้ว ก็รู้สึกสบายใจ และสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ มีความรู้สึกว่า ที่ประชุมสนทนาธรรมเป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย เป็นบ่อน้ำในกลางทะเลทรายของจิตใจ

ดังนั้น แม้จะมีตำแหน่งหัวหน้าสูงสุดของสมาคม ก็จะต้องไปร่วมประชุมสนทนาธรรม นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก  อาจารย์อิเคดะเอง ก็พยายามหาเวลาว่างเพื่อเข้าร่วมประชุมสนทนาธรรม นับประสาอะไรกับพวกเรา  ดังนั้น จะต้องจัดการประชุมสนทนาธรรมให้มีประสิทธิภาพเต็มที่ให้ได้ P

 

 

วันที่ 12 มิถุนายน

            ยิ่งดำเนินกิจกรรมด้วยความกระตือรือร้น ก็ยิ่งต้องสะสมการสวดมนต์ให้สมบูรณ์ พร้อมกันนี้ ขอให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และจัดเตรียมการต่อสู้ของวันพรุ่งนี้อย่างสุขุม

 

อธิบาย

การดำเนินกิจกรรมและความเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล กับ การสวดมนต์ต้องมีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เปรียบได้กับการที่โลกหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์  ถ้าโลกไม่มีการหมุนรอบตัวเอง ก็จะไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่มีเวลาเช้า สาย บ่าย เย็น  ถ้าโลกไม่มีการหมุนรอบดวงอาทิตย์ ก็จะไม่มีฤดูกาล  ทั้งนี้ การที่โลกหมุนรอบตัวเองกับหมุนรอบดวงอาทิตย์ มีความสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างไม่อาจแยกออกจากกัน นี่คือกฎของจักรวาล  การปฏิบัติศรัทธาก็เช่นกัน ถ้ามีแต่การสวดมนต์อย่างเดียว ไม่มีการดำเนินกิจกรรมและความเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแผ่ธรรม ก็เหมือนกับการที่โลกมีแต่การหมุนรอบตัวเองเท่านั้น ไม่มีการหมุนรอบดวงอาทิตย์ หรือถ้าเอาแต่ทำกิจกรรมอย่างเดียว ไม่มีการสวดมนต์เช้า-เย็นแล้ว ก็เปรียบได้กับการหมุนรอบดวงอาทิตย์เท่านั้น ไม่มีการหมุนรอบตัวเอง

บางคนคิดว่า เนื่องจากมีกิจกรรมมากมายที่จะต้องทำ จึงสวดมนต์น้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นอยู่แล้ว  ดังนั้น สวดมนต์น้อยลงสักหน่อยก็คงจะไม่เป็นไรกระมัง  แต่แท้จริงแล้ว ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเอาหินมาผูกกับเชือกและเหวี่ยงออกไปรอบ ๆ หากมือจับเชือกไม่แน่น หินและเชือกก็จะหลุดจากมือและลอยกระเด็นออกไป  ยิ่งเหวี่ยงแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะต้องจับให้แน่นมากเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน การปฏิบัติสวดมนต์ของเราก็เปรียบได้กับมือที่จับเชือก ส่วนการทำกิจกรรมก็เปรียบได้กับหินที่ผูกเชือกไว้  ถ้าทำแต่กิจกรรม และขาดการสวดมนต์บ่อย ๆ แล้ว แม้จะทำกิจกรรมมากเพียงใด ก็ไม่สามารถได้รับประโยชน์หรือสร้างคุณค่าได้แม้แต่น้อย เพราะมือที่จับเชือกไว้ไม่แน่น หินกับเชือกก็จะหลุดลอยหายไป ถ้าเทียบกับการหมุนของใบพัดของเฮลิคอปเตอร์แล้ว หากใบพัดหมุนเร็ว แต่แก่นยึดไม่แน่น ใบพัดก็จะหลุดออก ทำให้เฮลิคอปเตอร์ตกได้  ซึ่งน่าอันตรายมากทีเดียว

ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ยิ่งดำเนินกิจกรรมด้วยความกระตือรือร้น ก็ยิ่งต้องสะสมการสวดมนต์ให้สมบูรณ์” ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย ๆ และการกระทำทั้งหมดก็จะกลายเป็นการหมุนที่ว่างเปล่าเท่านั้น 

ด้วยเหตุนี้ การนอนหลับกับพักผ่อนให้เพียงพอ การสวดมนต์อย่างสม่ำเสมอ และดำเนินกิจกรรมการเผยแผ่ธรรม ทั้งหมดล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่าเข้าใจผิดว่า เราทำงานพระจนดึกดื่นทุกวันอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ต้องสวดมนต์ก็ได้ เพราะการทำงานพระก็สามารถสะสมบุญวาสนาได้แล้ว ความคิดเช่นนี้น่าอันตรายมาก เช่นเดียวกับภูเขาที่ยิ่งสูง ก็ยิ่งจะต้องมีตีนเขาที่กว้าง หรือตึกยิ่งสูง ก็ยิ่งจะต้องมีฐานรากที่ลึกลงไป P

 

 

วันที่ 11 มิถุนายน

            ขอให้มีความศรัทธาดุจดังเหล็ก  ขอให้กลายเป็นบุคคลคนหนึ่งที่มีความศรัทธาดุจดังเหล็ก เพราะที่นั่นจะมีโลกพุทธอยู่ และขอให้มั่นใจว่า จะสามารถกลายเป็นดินแดนสุขาวดีที่มีมาแต่ดั้งเดิม

 

อธิบาย

พูดถึงเหล็กในความหมายของความศรัทธาดุจดังเหล็กนั้น ไม่ได้หมายถึงเหล็กธรรมดา เพราะธรรมชาติของเหล็กนั้น ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ก็จะขึ้นสนิมได้ง่าย  แต่ถ้านำมาตีในไฟซ้ำ ๆ รอยตำหนิที่เกิดขึ้นจะค่อย ๆ หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จนในที่สุด สามารถกลายเป็นเหล็กเนื้อดีที่มีความทนทาน และเป็นดาบที่ดีได้ ซึ่งดาบเล่มนี้เมื่อนำไปเผาไฟก็จะทนไฟได้ดีกว่าเหล็กเนื้อธรรมดา ขณะเดียวกัน ในการตีเหล็ก จะต้องมีจังหวะที่เหมาะสมคือตีในขณะที่เหล็กยังร้อน เพราะถ้าตีตอนเหล็กเย็น ก็จะเปราะบางและหักได้ง่าย

ในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเราก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าเอาแต่สวดมนต์เช้า-เย็น แล้วจู่ๆ ก็จะมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้นมา และปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้สำเร็จ  เพราะว่า การที่จะเป็นผู้นำที่ดี จะต้องผ่านอุปสรรค ความยากลำบาก อดีตกรรม หรือความทุกข์ โดยท้าทายต่อสู้อย่างเต็มที่ จนสามารถข้ามพ้นมาได้ กล่าวได้ว่า มีประสบการณ์ในเรื่องต่าง ๆ เปรียบเสมือนเหล็กที่ผ่านการตีและเผาไฟมาอย่างเต็มที่แม้ว่าในระหว่างที่พบกับเรื่องราวต่าง ๆ จะมีความทุกข์ยากลำบากจนบางครั้งคิดว่าจะต่อสู้ไม่ไหวแล้ว จะยอมพ่ายแพ้ และหมดหวังในอนาคต  แต่ถ้าไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อตัวเอง พยายามต่อสู้กับอดีตกรรมชั่วหรือข้อเสียในตัวเองที่ปรากฏออกมาในช่วงที่ยากลำบากที่สุด จนสามารถมีชัยชนะช่วงเวลานั้นได้แล้ว ก็เท่ากับสามารถเอาชนะมารที่อยู่ภายในชีวิตของตนเอง สามารถกำจัดอดีตกรรมชั่วให้หมดไป และโลกพุทธซึ่งเป็นชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ก็จะปรากฏออกมาในชีวิตของเราได้ เปรียบได้กับกลายเป็นดาบชั้นดีนั่นเอง

ตรงกันข้าม ในเวลาที่ยากลำบาก ไม่ต่อสู้อย่างจริงจัง ไม่ท้าทายอย่างเต็มที่ คิดแต่จะหาวิธีการทางด้านสังคมมาแก้ไขให้พ้นๆ ไป ก็เปรียบดาบที่มีรอยตำหนิ  เมื่อถึงเวลาสำคัญก็ไม่สามารถใช้การได้  ซึ่งดาบจะดีหรือไม่นั้น มองดูจากผิวเผินอาจจะไม่สามารถรู้ได้ แต่เมื่อนำออกมาใช้งาน จึงจะรู้ได้ว่าเป็นดาบดีหรือไม่ดี เช่น หัวหน้าหมู่ หัวหน้าตำบล หัวหน้าเขต ดูภายนอกก็มีลักษณะความศรัทธาที่ขยันขันแข็งและเข้มแข็งเหมือนกัน  แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น เจ็บป่วย ไม่สบาย ไฟไหม้บ้าน ตกงาน ฯลฯ ความศรัทธาที่ไม่อาจมองเห็นได้ก็จะปรากฏออกมาให้เห็นได้ชัด เช่น บางคนก็คิดว่า ทำไมสวดมนต์มานานแล้วยังมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ซึ่งเกิดความสงสัยโงะฮนซน  บางคนกลับคิดว่า เป็นเรื่องน่าดีใจ เพราะแท้จริงชะตากรรมของเราคงจะหนักและมากกว่านี้ แต่สามารถได้รับโดยเบา จึงรู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซน ซึ่งมีความนึกคิดที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน 

เช่นเดียวกับนักมวย ในเวลาที่ขึ้นชกกับคู่ต่อสู้ มีแชมเปี้ยนคนหนึ่งเล่าว่า เวลาที่ขึ้นเวทีต่อสู้ ผมก็ต่อยเต็มที่จนเหนื่อย และคิดว่าจะสู้ไม่ไหวอีกแล้ว ในเวลานั้น ผมคิดว่า ถ้าผมเหนื่อยแล้ว คู่ต่อสู้ก็คงจะคิดเหมือนกับผม ดังนั้น จะต้องเอาชนะให้ได้ เมื่อสามารถเอาชนะตัวเองได้เช่นนี้แล้ว จึงสามารถเป็นแชมเปี้ยนได้  ถ้าตอนนั้นยอมแพ้ต่อตัวเอง เพราะว่าสู้ไม่ไหวแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ 

เมื่อเปรียบเทียบกับความศรัทธาของพวกเราก็เช่นกัน แม้จะพบกับความยากลำบากแค่ไหน มีความทุกข์แค่ไหน เวลานั้นคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่จะตัดสินว่า เราจะตกนรก หรือบรรลุพุทธภาวะได้ P

 

 

วันที่ 10 มิถุนายน

            เป้าหมายในวันนี้ของเราคืออะไร การปฏิบัติที่มีเป้าหมายอยู่เสมอจะสามารถมีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างชัดเจน การบ่นและอคติจะทำให้ทุกอย่างหายไปหมด

 

อธิบาย

สิ่งสำคัญในการปฏิบัติศรัทธาของเราก็คือ เราจะต้องตั้งเป้าหมายของตนเองขึ้นมา ถ้าเราเองไม่มีเป้าหมาย มีแต่นโยบายหรือเป้าหมายของสมาคม ของเขตใหญ่ ของเขต ของตำบล เท่านี้ยังไม่พอ เพราะทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นนโยบายหรือเป้าหมายของระบบการ ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของตัวเรา  หมายความว่า นโยบายหรือเป้าหมายของระบบการที่ประกาศให้ทราบกันทั่ว ตัวเราเองจะต้องคิดว่า เราจะทำอย่างไร จึงจะสามารถทำให้เป้าหมายเหล่านั้นบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และแนวทางการปฏิบัติให้เห็นผล นี่คือสิ่งสำคัญ

กล่าวคือ ระบบการเป็นที่รวบรวมมนุษย์เข้าด้วยกัน  ถ้าสมาชิกทั้งหลายไม่มีการปฏิบัติแบบผู้กระทำแล้ว ระบบการย่อมไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้  เพราะระบบการขับเคลื่อนโดยมนุษย์  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ แต่ละคน ๆ สามารถรู้ตัวในเป้าหมายของตนเองหรือไม่  ถ้าทุกคนรู้ตัว การปฏิบัติศรัทธาและการต่อสู้ในระบบการก็จะดำเนินไปด้วยความร่าเริง ดีอกดีใจ โดยไม่ต้องรอให้ใครบังคับหรือสั่งการ  และแม้จะพบกับความยากลำบากจนบางทีคิดอยากจะบ่น วิจารณ์ หรือแสดงความเห็นคัดค้านกัน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดีเหล่านี้ ในที่สุดก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ ไม่เหลือเป็นความขุ่นข้องใจหรือฝังใจ  เพราะทุกคนตั้งใจทำด้วยความมีชีวิตชีวา และมีกำลังใจเต็มเปี่ยม ดังนั้น เรื่องที่คิดจะบ่นหรือไม่พอใจ ก็จะกลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีความสำคัญ

เช่น เวลาที่เรากำลังดูหนังอย่างสนุกสนาน แม้จะมีแมลงวันบินไปมา หรือมีหนูวิ่งผ่านไปมา เราก็ไม่สนใจ   ตาของเราจะจดจ่ออยู่กับจอหนัง  แต่ถ้าหนังเรื่องนั้นไม่สนุก ไม่น่าสนใจ พอมีแมลงวัน หรือหนูวิ่งผ่าน ก็จะกังวลใจได้ง่าย  หรือเวลาที่ได้พูดคุยกับแฟน แม้ว่ารอบข้างจะหนวกหูเพียงใด หรือไม่มีเงินติดตัว ก็ไม่สนใจ เพราะมีแต่คิดถึงต่อกัน ไม่คิดถึงเรื่องอื่น คิดถึงแต่ว่าทำอย่างไรจึงจะได้อยู่ร่วมกัน ทำอย่างไรจึงจะสร้างครอบครัวใหม่ของเราได้ ซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคต เรื่องอื่นจึงกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญไปหมด

ดังนั้น เมื่อยึดถือเป้าหมายที่กำหนดไว้ ไม่ว่าในที่สุดจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็จะไม่บ่น ไม่มีอคติจิตเกิดขึ้น เพราะเรารับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเราเอง  ด้วยเหตุนี้ คนที่มีเป้าหมายของตนเอง กับคนที่ไม่มีเป้าหมายของตนเอง จึงมีการเจริญก้าวหน้าที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน 

ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญสำหรับผู้นำที่ดี  ก็คือ เวลาสวดมนต์เช้า ต้องพยายามคิดและพิจารณาว่า วันนี้มีเป้าหมายอะไร จะต่อสู้อย่างไร  เพราะหากไม่ทำเช่นนี้แล้ว ความศรัทธาก็จะค่อย ๆ เฉื่อยชาไป เนื่องจากไม่มีเป้าหมาย เหมือนกับการวางแว่นขยายไว้ตรงที่จุดรวมแสง ในที่สุด ก็จะเกิดการลุกไหม้ขึ้นมาได้ แต่ถ้าวางไว้โดยไม่มีจุดรวมแสง ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั่นเอง  P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ.1951 เป็นวันก่อตั้งคณะผู้ใหญ่หญิง

 

 

วันที่ 9 มิถุนายน

            การทำให้พุทธธรรมสามารถเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้นั้น นอกจากการปฏิวัติชีวิตมนุษย์แล้ว ก็ไม่มีวิธีอื่นใดอีก     ดังนั้น ก่อนที่จะวิจารณ์ผู้อื่น ตัวเราเองจะต้องพยายามสวดมนต์และเผยแผ่ธรรมด้วยความถ่อมตน

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้สอนเรื่องลักษณะแท้จริงที่จะเป็นรากฐานของการปฏิบัติศรัทธาอย่างถูกต้อง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นบทสรุปที่เป็นกระดูกสันหลังของปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ผู้ที่อ่านและปฏิบัติตามโดยสามารถเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของคำชี้นำนี้ย่อมจะสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  ถ้านำไปปฏิบัติในระบบการก็จะสร้างความสามัคคีที่แข็งแกร่งและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง ถ้านำไปปฏิบัติในครอบครัว ก็จะเป็นครอบครัวที่มีความสุขร่าเริง ถ้านำไปปฏิบัติต่อผู้อื่น ก็จะมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ในหมู่สมาชิก ฯลฯ จะไม่เกิดอคติจิตต่อกัน ไม่มีความอิจฉาริษยา เกลียดชัง ตำหนิติเตียน นินทาให้ร้าย ดูถูกเหยียดหยามต่อกันอย่างแน่นอน

การปฏิวัติชีวิต ก็คือ การปฏิวัติสภาพพื้นฐานชีวิตของตนเองจาก 6 โลกแรก ให้กลายเป็นโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธเป็นพื้นฐาน  คำนี้ถ้าเป็นศัพท์ธรรมก็คือการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต

ทำไมการปฏิวัติชีวิตมนุษย์จึงเป็นรากฐานของพุทธธรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่า วิทยาศาสตร์ก็ดี การเมืองก็ดี วัฒนธรรมก็ดี ศีลธรรมก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ เช่น ถ้าเปรียบมนุษย์เป็นรากของต้นไม้ แขนงต่างๆ ก็เปรียบได้กับใบไม้ กิ่งก้าน ดอก และผล   ถ้ารากเล็กและอ่อนแอ ย่อมไม่สามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงได้ ทั้งนี้ ยังต้องขึ้นอยู่กับพื้นดินด้วย พื้นดินก็คือปรัชญาหรือแนวความคิด  ซึ่งปรัชญาที่สูงที่สุดก็คือปรัชญาของพุทธธรรม  ถ้าต้นไม้ปลูกในพื้นดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ แม้รากจะพยายามเติบโต แต่ก็ไม่สามารถทำสำเร็จ  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรู้ว่า ปรัชญาธรรมใดถูกต้อง และปรัชญาธรรมใดไม่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม พวกเราได้รับและยึดถือปรัชญาธรรมที่สูงที่สุด เพราะฉะนั้น ก็สามารถรู้ได้ว่า สาเหตุที่ไม่ดี ทั้งหมดก็มาจากภายในชีวิตของเราเอง แม้โดยผิวเผินจะมองเห็นว่าคนอื่นไม่ดี แต่ต้องเข้าใจว่า ผู้อื่นเป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้สิ่งที่ไม่ดีปรากฏออกมา ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่ผู้อื่นไม่ดี และให้มองว่า ผู้อื่นเป็นกัลยาณมิตรของเรา  ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว เรื่องทุกอย่างจะสามารถแก้ไขได้ และเราก็จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน  P

 

 

วันที่ 8 มิถุนายน

            ขอให้ดำเนินกิจกรรมอย่างเต็มที่ด้วยความสดชื่น ซึ่งไม่มีการหวนเสียใจภายหลัง และทุกคนสามารถได้รับชัยชนะ มีความดีอกดีใจ และร้องเพลงด้วยกัน

 

อธิบาย

ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ เมื่อพิจารณาจากประวัติชีวิตมนุษย์ของตนเองจวบจนถึงเวลาที่ใกล้จะเสียชีวิตแล้ว หากว่ารู้สึกมีความพึงพอใจและไม่มีเรื่องหวนเสียใจภายหลังแม้แต่นิดเดียว เช่น เสียชีวิตเมื่ออายุ 70 ปี แม้ว่าตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 65 ปีจะมีความทุกข์ยากลำบากให้ต่อสู้อยู่ทุกวัน แต่ช่วง 4-5 ปีสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิต ปัญหาทุกเรื่องสามารถแก้ไขได้หมด และมีชีวิตที่ร่าเริงสบายใจไปจนวาระสุดท้าย ก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นชีวิตมนุษย์ที่มีความสุข  ตรงกันข้าม ในช่วง 65 ปีแรกของชีวิต มีเงินทอง อำนาจ ลาภยศ มีความพึงพอใจในทุกสิ่ง แต่ชีวิตในช่วง 3-4 ปีก่อนจะเสียชีวิตมีความทุกข์ยากลำบาก มีเรื่องกลัดกลุ้มใจ เสียใจ เจ็บใจ จนกระทั่งตายลง ก็กล่าวได้ว่าเป็นชีวิตมนุษย์ที่ไม่มีความสุข

กรรมดีกับกรรมชั่วคือบัญชีกำไรหรือขาดทุน เช่น ในเดือนนี้ เมื่อปิดลงบัญชีในวันสิ้นเดือนแล้ว มีกำไรเท่าไหร่ ขาดทุนเท่าไหร่ ถ้ามีผลกำไรมากกว่าก็แสดงว่ามีความสุข ถ้าตั้งแต่เกิดมาจนถึงตายลง ได้สร้างทั้งกรรมดีมากกว่ากรรมชั่ว ก็จะมีบุญวาสนาเหลือให้นำติดไปในชาติหน้าได้ บุคคลที่มีความสุขจะมีหลักฐานให้เห็นได้ชัดก็คือ ในระหว่าง 3-4 ปีสุดท้ายของชีวิต มีความสุขสบาย ราบรื่นปลอดภัย ไม่มีความห่วงใยต่อลูกหลาน

ตรงกันข้าม ถ้าบัญชีขาดทุนมากกว่า ก็แสดงว่า ในระหว่างตลอดชีวิตมนุษย์ได้สร้างกรรมชั่วมากกว่ากรรมดี ดังนั้น ช่วงชีวิตวาระสุดท้ายจึงไม่มีความสุข และนำกรรมชั่วติดไปในชาติหน้า  และชาติหน้า พอเกิดมาก็ยากลำบาก ดังที่พระศากยมุนีพุทธได้กล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรบทที่ 3 ว่า ผู้ที่ดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะทำลายเมล็ดพุทธ และตกนรกอเวจี ชาติหน้าต้องเกิดมาใหม่เป็นสัตว์ ถูกเฆี่ยนตีด้วยไม้และแส้ ต้องบรรทุกสิ่งของหนัก ร่างกายผอมแห้งหิวโหย หากินจากกองขยะ เป็นที่รังเกียจของมนุษย์ จึงถูกไล่ขว้างด้วยก้อนหิน หรืออาจได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่บางทีก็ตาบอด หูหนวก หลังค่อม หรือขี้โรค อยากอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นก็ไม่เป็นที่ไว้วางใจ หรือกลิ่นปากเหม็น เป็นที่รังเกียจของครอบครัว ซึ่งตั้งแต่เกิดก็พานพบสิ่งเหล่านี้

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “อาตมาไม่ได้คิดเรื่องอื่นใด นอกจากปรารถนาต่อการเป็นพระพุทธ” และยังกล่าวอีกว่า “ก่อนอื่น ให้คิดถึงเรื่องการตาย” และ “วาระสุดท้ายก็คือขณะปัจจุบัน” คำสอนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ชีวิตมนุษย์ในช่วงวาระสุดท้ายมีความสำคัญกว่าการดำเนินชีวิตปกติ  ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตมนุษย์นั่นเอง

ในอีกแง่หนึ่ง ในการปฏิบัติศรัทธาและดำเนินกิจกรรมการเผยแผ่ธรรมก็เช่นเดียวกัน พวกเรามีนโยบาย มีเป้าหมายว่า จะจัดประชุมรวม จัดงานวัฒนธรรม จัดงานกีฬา ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นกิจกรรมที่มีความสดชื่น สามารถสร้างสะสมบุญวาสนา และไม่มีการหวนเสียใจภายหลัง หมายความว่า เมื่องานจบลงก็เปรียบได้กับการตาย และตั้งแต่เริ่มต้นไปสู่นโยบายหรือจุดมุ่งหมายก็เปรียบได้กับการเกิดใหม่ในชาติหน้า

อนึ่ง เวลาที่ทุกคนได้รับชัยชนะ มีความพึงพอใจ มีชีวิตชีวามากขึ้น มีกำลังใจมากขึ้น ร่าเริง ชีวิตมีความแน่นแฟ้น ก็จะแสดงความดีอกดีใจด้วยการร้องเพลงออกมา ดังนั้น ตำบล หรือเขตที่มีชีวิตชีวา มีความเจริญก้าวหน้า และมีความร่าเริง ก็จะร้องเพลงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ  เพราะการร้องเพลงเป็นการแสดงความดีอกดีใจออกมาจากภายในชีวิต  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับหรือห้ามได้  P

 

 

วันที่ 7 มิถุนายน

            ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของพุทธธรรมนั้นเข้มงวด ความตั้งใจแน่วแน่ของการต่อสู้ที่รู้ตัวและความกล้าหาญในปัจจุบัน ในที่สุด จะปรากฏชัดแจ้งออกมาได้ในภายหลัง 10 ปี  ดังนั้น ขอให้จดจำไว้ด้วยความศรัทธาที่เข้มแข็ง

 

อธิบาย

ทำไมชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของพุทธธรรมจึงเข้มงวด ก็เพราะว่า รากฐานของธรรม คือกฎแห่งเหตุและผลของชีวิต  จุดมุ่งหมายที่พระศากยมุนีพุทธเกิดมาในชาตินี้ ก็คือเพื่อเทศนาสั่งสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร จุดมุ่งหมายของพระเทียนไท้คือสอนทฤษฎีธรรมแห่งหนึ่งขณะจิตสามพัน เรียกว่ามหาสมถวิปัสสนา จุดมุ่งหมายของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพื่อจารึกไดโงะฮนซนนั่นเอง

หนึ่งขณะจิตสามพัน ก็คือ หนึ่งขณะจิตคือชีวิตของเราเอง สามพันคือ 10 โลกที่มีอยู่ในชีวิตของเรา สิบโลกมีพร้อมซึ่งกันและกัน สิบเช่นนี้ และแยกสามความแตกต่าง ทั้งหมดรวมเข้ากันเป็น 3000 

ทฤษฎีธรรมนี้เมื่อเปรียบกับตัวเราก็หมายความว่าหนึ่งขณะจิตคือชีวิตของเราเอง สามพันคือการเคลื่อนไหวของชีวิตที่ปรากฏออกมาในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ดังนั้น ถ้าสภาพชีวิตของเราไม่ดี การดำเนินชีวิตของเราก็ไม่ดีเช่นกัน แม้จะหลอกผู้อื่นได้ หรือหนีกฏหมายบ้านเมืองได้ แต่ไม่สามารถหลบหนีจากกฎแห่งเหตุและผลของชีวิตตนเองเด็ดขาด กล่าวคือ สิ่งที่คิด หรือพื้นฐานชีวิตจะปรากฏออกมาในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า ธรรมของนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเข้มงวดต่อ 3,000  สิ่งที่พูดหรือไม่พูดออกมาก็ตาม แต่สภาพชีวิตของเราจะสามารถปรากฏออกมาได้ถึง 3,000  นี่คือความเข้มงวดที่ไม่สามารถซ่อนได้ จะ ต้องปรากฏออกมาให้เห็นได้ชัดเจนอย่างแน่นอน

ความศรัทธาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ผู้อื่นไม่สามารถรู้ได้ บางที ตัวเราเองยังไม่อาจรู้ได้ว่าความศรัทธาของเราเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ต่อเมื่อพบกับอุปสรรค มีอุบัติเหตุ หรือชะตากรรมชั่วปรากฏออกมา ธาตุแท้ของความศรัทธาที่ซ่อนอยู่ในชีวิตก็จะปรากฏออกมาได้ทันที เช่น บ้านถูกไฟไหม้ ไม่สบาย ป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้อีกแค่ 3 เดือน  สอบตก ตกงาน ฯลฯ คนที่ศรัทธาไม่มั่นคงแน่วแน่ ศรัทธาไม่เข้มแข็ง จะรู้สึกว่า ทำไมโงะฮนซนจึงไม่ช่วย โงะฮนซนมีอานุภาพจริงหรือ เราศรัทธามาหลายปี ทำไมจึงต้องพบกับเรื่องแบบนี้ ซึ่งเกิดความสงสัยต่อโงะฮนซน  แต่สำหรับผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง เมื่อพบกับอุปสรรค จะไม่สงสัยโงะฮนซน จะยิ่งมีความศรัทธามากขึ้น โดยคิดว่า เรื่องนี้เป็นอดีตกรรมชั่วหนักของเรา โงะฮนซนอุตส่าห์ช่วยให้เราได้รับโดยเบาแล้ว และจะสามารถล้างให้หมดไปได้ แม้ไม่อาจรู้ได้ว่าเส้นทางชีวิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่โงะฮนซนย่อมรู้ดี โงะฮนซนไม่ปล่อยให้เราเดินหลงทาง เราสามารถเดินอยู่บนเส้นที่ถูกต้องได้ บ้านเราที่ถูกไฟไหม้ไป โงะฮนซนก็จะช่วยให้เราสามารถมีบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่และดีกว่าเก่าได้ ซึ่งทุกเรื่องคิดในด้านดีและขอบคุณต่อโงะฮนซน เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี 7 ปี 10 ปี 20 ปีแล้ว บุญวาสนาที่สะสมไว้ก็จะปรากฏออกมาให้เห็นได้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน

เปรียบได้กับเมล็ดพันธุ์พืช แม้ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ดี แต่ถ้าวางไว้บนโต๊ะ แม้เวลาจะล่วงผ่านไปหลายปี ก็ไม่สามารถงอกเงยขึ้นมาได้ แต่ถ้าเอาเมล็ดลงดิน ใส่ปุ๋ยที่สกปรกแก่เมล็ดนั้นแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป เมล็ดนั้นก็จะเจริญงอกงามออกดอกออกผลได้ เมล็ดก็คือโลกพุทธ หรือความสุขที่แท้จริง แม้ว่ามนุษย์ทุกคนจะมีโลกพุทธอยู่ภายในชีวิต แต่ถ้าไม่ได้พบกับอุปสรรคหรืออดีตกรรมชั่ว ซึ่งเปรียบได้กับดินที่สกปรก ก็ไม่สามารถมีความสุขที่แท้จริงได้  ดังนั้น เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น มีปัญหาเกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถเป็นปุ๋ยที่ให้เมล็ดงอกงามได้  ซึ่งทางด้านธรรมเรียกว่า กัลยาณมิตรของเรา  ถ้าคิดได้เช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเจริญก้าวหน้า และสามารถมีความรุ่งโรจน์ในชีวิตแน่นอน  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ความตั้งใจแน่วแน่ของการต่อสู้ที่รู้ตัวและความกล้าหาญในปัจจุบัน ในที่สุด จะปรากฏชัดแจ้งออกมาได้ในภายหลัง 10 ปี”

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “บุญกุศลของโงะฮนซนนั้นยิ่งสรรเสริญก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น”  ดังนั้น ขอให้พวกเราคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นโอกาสหรือเรื่องที่ดีสำหรับเรา และขอบคุณต่อโงะฮนซนแล้ว ก็จะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้อย่างแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถแก้ไขเรียบร้อยได้อย่างแน่นอน พระนิชิคันโชนิน ประมุขสงฆ์ลำดับที่ 26 กล่าวว่า ความศรัทธาที่เข้มแข็งนั้นเรียกได้ว่าบรรลุพุทธภาวะ ก็หมายความว่า ความศรัทธาอ่อนแอเป็นสภาพของมนุษย์ปุถุชน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ขอให้ต่อสู้ท้าทายด้วยความศรัทธาที่เข้มแข็ง นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเรา  ดังนั้น อาจารย์จึงเน้นว่า “ขอให้จดจำไว้”  P

 

 

วันที่ 6 มิถุนายน

            แม้ว่าจะถูกวิจารณ์หรือต่อว่ามากมาย ขอให้มีความอดทน เพราะพวกเราทราบดีอยู่แล้วว่า การยึดถือความอดทน จะมีความรุ่งโรจน์และชัยชนะรอคอยอยู่ข้างหน้า

 

อธิบาย

การปฏิบัติศรัทธาของพวกเรา ไม่ใช่เป็นการสวดมนต์เพื่อตนเองอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องเพื่อความสุขของผู้อื่นด้วย นี่คือการเคลื่อนไหวของโพธิสัตว์และพระพุทธ 

พระศากยมุนีพุทธ พระเทียนไท้ พระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเป็นอริยบุคคลต้องพบกับอุปสรรคและต่อสู้กับมารมาตลอดชั่วชีวิต ก็เพราะสอนธรรมที่สูงสุด ถ้าพวกเราเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระพุทธ ผู้ยึดถือและปฏิบัติตามธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว แน่นอนว่า จะต้องพบกับการตำหนิ ให้ร้าย ฯลฯ ดังที่มีกล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร  ดังนั้น การที่จะบรรลุพุทธภาวะได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความอดทนและการยึดถือโงะฮนซนตลอดไป ซึ่งการที่จะมีความอดทนได้นั้น เราจะต้องมีความกล้าหาญ พร้อมกับมีความมั่นใจในความศรัทธา ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่สามารถอดทนได้ตลอด

นิสัยของคนอังกฤษ ถ้าอยู่คนเดียวก็จะเบื่อ เมื่ออยู่กันสองคน ก็จะเล่นกีฬาด้วยกัน เมื่อไปเข้าสังคม ก็จะคุยกันเรื่องเกี่ยวกับประเทศว่า ทำอย่างไรประเทศของเราจึงจะก้าวหน้าได้ ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขปัญหาของประเทศได้ 

สำหรับพวกเราแล้ว ถ้าเราอยู่คนเดียว ก็จะต้องสวดมนต์ขอบคุณต่อโงะฮนซน ถ้าอยู่กันสองคน ก็ศึกษาธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน หรือคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะด้วยกัน ถ้าอยู่ในระบบการก็ต้องปฏิบัติเพื่อผู้อื่นและทำให้ระบบการก้าวหน้า ให้สมาชิกทั้งหลายมีความสุข ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการปฏิบัติเพื่อการเผยแผ่ธรรม

ตรงกันข้าม ถ้าอยู่คนเดียวก็ดูหนังฟังเพลง อยู่สองคนก็เล่นหมากรุก อยู่กันสามคนก็ชวนกันไปดูหนังหรือเล่นโบว์ลิ่ง เหล่านี้คือทางด้านสังคม 

ดังนั้น การอดทน จึงเป็นการไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง และมีความกล้าหาญมาก  พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า “ลูกศิษย์ของอาตมานิชิเร็น ถ้าขี้ขลาดแล้ว ก็ไม่สามารถเป็นลูกศิษย์ของอาตมา” หมายความว่า ผู้ที่ขี้ขลาดจะยอมแพ้ต่อตัวเองได้ง่าย ยอมแพ้ต่อคำตำหนิติเตียนของผู้อื่นได้ง่าย ยอมแพ้อุปสรรค 3 มาร 4 ได้ง่าย เวลาที่มีเรื่องดีเกิดขึ้นก็สามารถยึดถือโงะฮนซน แต่เมื่อมีปัญหา มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ก็ละทิ้งโงะฮนซนและถอยศรัทธาไปง่าย ๆ โดยไม่มีความอดทน  ในที่สุด ก็จะเดินไปสู่เส้นทางแห่งความทุกข์ และไม่สามารถมีความสุข  ซึ่งเรื่องนี้ ตัวเองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง ไม่ใช่หัวหน้าไม่ดี พระนิชิเร็นไดโชนินไม่ดี  ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้สั่งสอนไว้ว่า “ถ้ามีคนสร้างถนนไว้เรียบร้อยแล้ว แต่คนที่เดินบนถนนนั้นเดินหลงทางแล้ว จะโทษว่าผู้สร้างถนนไม่ดีได้กระนั้นหรือ”

เช่นเดียวกัน ธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงนั้น พระพุทธได้สอนไว้ และได้พยากรณ์ไว้ว่า ผู้ที่ยึดถือและเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตรที่แท้จริง จะต้องพบกับอุปสรรคมารอย่างแน่นอน  แม้ว่าจะรู้อยู่แล้วก็ตาม แต่เมื่อมีเรื่องขึ้นมาก็ตกใจและเกิดความสงสัยต่อโงะฮนซน ละทิ้งความศรัทธา จนในที่สุดต้องตกนรก พระพุทธก็ช่วยไม่ได้ในชาตินี้  ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “บุคคลเช่นนี้ จะต้องตกนรกเสียก่อน และอยู่ในนรกเป็นเวลายาวนาน ในที่สุด ก็จะได้พบกับอาตมานิชิเร็น”  นี่คือคำชี้นำที่เข้มงวด 

ดังนั้น ขอให้พวกเราตัดสินใจว่า จะยอมอุทิศชีวิตต่อธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินตลอดไป ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องตัดสินใจรับผิดชอบด้วยตัวเราเอง จึงจะสามารถมีชัยชนะและความรุ่งโรจน์ในสังคม และบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต P

 

 

วันที่ 5 มิถุนายน

            จงผูกมิตร จงสร้างพันธมิตรให้ได้โดยกระทำทุกวิถีทางด้วยความอดทน  นี่ก็คือการเผยแผ่ธรรมไพศาล (โคเซ็นรุฝุ) นั่นเอง

 

อธิบาย

การเผยแผ่ธรรมไพศาลสามารถอธิบายได้ 2 อย่าง  ก็คือ 1. พวกเราซึ่งเป็นสามัญชนหรือประชาชนทั้งหลายสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ นี่คือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก และ 2. เมื่อคิดอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็คือการที่พวกเราสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตนั่นเอง 

การที่ปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้สำเร็จจะมีสภาพเป็นอย่างไร กล่าวคือ แม้ว่าโลกพุทธจะอธิบายได้หลายแง่หลายมุมก็จริง แต่ถ้ากล่าวถึงโลกพุทธ สำหรับมนุษย์ปุถุชนแล้ว ก็หมายถึงพลังบ่อเกิดในการสร้างคุณค่าของตัวเองนั่นเอง  เพราะฉะนั้น ถ้าสามัญชนกลายเป็นบุคคลแห่งการสร้างคุณค่าแล้ว ก็เรียกว่า การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองหรือบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้

ถ้าเช่นนั้นแล้ว สภาพสังคมแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลจะมีสภาพเป็นอย่างไร ก็คือ สภาพสังคมที่สามัญชนทุกคนกลายเป็นบุคคลแห่งการสร้างคุณค่านั้น เป็นสังคมแห่งการสร้างคุณค่า นี่คือสังคมแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั่นเอง  ถ้าพวกเรามีรากฐานของการเผยแผ่ธรรมไพศาลเช่นนี้แล้ว ก็แสดงว่า การเผยแผ่ธรรมจะไม่มีการสิ้นสุด จะมีอยู่ตลอดไป หมายถึง สามารถสร้างคุณค่าให้สำเร็จได้ในทุกเรื่อง ไม่มีจำกัด ไม่มีขอบเขต เหมือนกระแสน้ำที่ไหลไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหมดสิ้น ดุจเดียวกับแม่น้ำที่มีตาน้ำเล็ก ๆ อยู่บนภูเขา และไหลเรื่อยลงมาเป็นลำธารเล็ก ๆ จนมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำใหญ่ กลายเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ก่อเกิดความเจริญรุ่งเรืองต่าง ๆ เช่น การสัญจร การค้าขาย  การทำนา โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ และไหลลงสู่ทะเลในที่สุด

ความเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลของสมาคมก็เช่นกัน ตาน้ำ อันเป็นต้นกำเนิดก็คือพระนิชิเร็นไดโชนินแต่เพียงผู้เดียว ต่อจากนั้น ก็ค่อย ๆ ไหลลงไปบรรจบกันเป็นแม่น้ำสายเล็ก ๆ เนื่องจากต้นน้ำอยู่บนภูเขา จึงมีกระแสการไหลที่เร็วและมีกำลังแรงมาก คือ ในสมัยอาจารย์มาคิงุจิและอาจารย์โทดะนั่นเอง  เพราะเมื่อก่อตั้งสมาคมโซคา มีเพียงอาจารย์มาคิงุจิกับอาจารย์โทดะ  และทั้งสองท่านก็ได้พยายามปกป้องพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน จนมีสมาชิกราว 3,000-5,000 คนหลังจากนั้น เมื่อพบกับการบีฑาธรรม อาจารย์ทั้งสองถูกจับเข้าคุก สมาคมถูกทำลายแตกสลายไป หลังจากนั้น อาจารย์โทดะก็ก่อตั้งสมาคมขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มต้นจากท่านเองคนเดียว และพยายามเผยแผ่ธรรมจนสามารถมีสมาชิก 750,000 ครอบครัว นี่คือกระแสน้ำที่ไหลเรื่อยมา แต่ก็ยังเป็นแม่น้ำสายเล็กที่ต้องมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เป้าหมายก็คือสิ่งนี้นั่นเอง

ต่อมา เมื่ออาจารย์อิเคดะเป็นนายกสมาคมคนที่ 3 ท่านได้เผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกจนมีสมาชิกใน 190 ประเทศและเขตการปกครอง ซึ่งเปรียบได้กับแม่น้ำใหญ่ เมื่อเป็นแม่น้ำใหญ่แล้ว กระแสน้ำก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไหลเร็ว จะค่อย ๆ ไหลไปช้า ๆ ทีนี้ เนื่องจากเป็นแม่น้ำใหญ่ จึงมีสิ่งต่าง ๆ ลอยอยู่ในแม่น้ำ เช่น ไม้ เสื้อผ้า ขยะ สิ่งเหล่านี้ลอยขึ้นมาและไหลไปได้    สิ่งสำคัญในปัจจุบันจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มีมากขึ้น แต่ต้องทำให้สมาชิกที่มีอยู่แล้วมีคุณสมบัติที่ดีขึ้น  กล่าวคือ แม่น้ำสายใหญ่ที่สะอาด บริเวณรอบ ๆ ก็จะอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีพิษอยู่ในแม่น้ำแล้ว ปลาก็ไม่มีที่อยู่อาศัย น้ำก็เน่าเหม็น เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ปัจจุบันจึงต้องให้สมาชิกแต่ละคนดีขึ้น และสามารถเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตให้ได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก  ขณะเดียวกัน การเผยแผ่ธรรมของพวกเราก็จะต้องแผ่ขยายเข้าสู่สังคม ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “จงผูกมิตร จงสร้างพันธมิตรให้ได้โดยกระทำทุกวิถีทางด้วยความอดทน  นี่ก็คือการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั่นเอง”

            ถ้าน้ำในแม่น้ำสะอาด หมายถึง สมาชิกทั้งหลายเป็นคนดีแล้ว ประชาชนทั้งหลายก็อยากจะมาใช้น้ำ จะพากันขุดคลองขึ้นมา ซึ่งน้ำในแม่น้ำใหญ่ก็จะไหลไปตามลำคลอง กระจายไปทั่วเมืองได้  แต่ถ้าน้ำนั้นเป็นน้ำเน่าเสีย ก็ไม่มีใครอยากจะใช้น้ำนั้น ไม่มีการขุดคลอง เช่นนี้แล้ว แม่น้ำใหญ่ก็ไม่สามารถไหลไปสู่ผู้คนทั้งหลายได้ ธรรมก็เปรียบได้กับน้ำ แต่ธรรมจะถูกทำให้ดีหรือชั่ว ก็อยู่ที่สมาชิก  ถ้าสมาชิกทำดี ก็จะทำให้ทุกคนสนใจธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ถ้าน้ำมีแต่ขยะ ทุกคนก็จะไม่สนใจใช้น้ำ หรือธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินนั่นเอง

            ดังนั้น ขอให้ทุกคนรู้ตัวและพยายามปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง ธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงจึงจะสามารถเข้าไปสู่สังคมในทั่วโลกได้ ฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “จงผูกมิตร จงสร้างพันธมิตร” ถ้าตัวเราเองไม่ปฏิวัติชีวิตมนุษย์แล้ว ก็ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องสำรวจนิสัยของตัวเองว่า มีข้อเสียในเรื่องอะไร และพยายามปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ  ขณะเดียวกัน ก็พยายามคิดหาทุกวิถีทางที่จะสามารถเป็นการผูกมิตรและสร้างพันธมิตร  นี่คือการต่อสู้ของเรา สำหรับวิธีการนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน หน้าที่ของแต่ละคน ความถนัดของแต่ละคน เช่น บางคนพูดเก่ง บางคนค้าขายเก่ง บางคนก่อสร้างเก่ง ฯลฯ โดยพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดี เพื่อแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้ประจักษ์ในสังคม และสร้างพันธมิตรของสมาคม P

 

 

วันที่ 4 มิถุนายน

            สมาชิกทั้งหมดเป็นนายพล เป็นเสนาธิการ เป็นทหาร และมีพร้อมผู้รับผิดชอบของการเผยแผ่ธรรม ความสำนึกรู้เช่นนี้จะสามารถสร้างชัยชนะอันยิ่งใหญ่ตลอดไปได้

 

อธิบาย

            การดำเนินกิจกรรมของสมาคมในทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที เป็นการต่อสู้ระหว่างพระพุทธกับมาร  มารซึ่งเป็นศัตรูของเราห่อหุ้มโลกของเราเอาไว้อยู่แล้ว  ดังนั้น เมื่อ 700 ปีก่อน พระนิชิเร็นไดโชนินจึงต้องต่อสู้กับมารของจักรวาลแต่โดยลำพัง และมีชัยชนะเหนือมาร ซึ่งปรากฏออกมาเป็นการบีฑาอันยิ่งใหญ่ ต่าง ๆ เช่น การบีฑาธรรมที่ตำบลมัตจึบางายะจึ  การถูกเนรเทศไปที่แหลมอิสี การบีฑาธรรมที่โคมัตจึบาระ การถูกประหารชีวิตที่ทัตจึโนะคุชิ และการถูกเนรเทศไปเกาะซาโดะ นอกจากนี้ ยังมีอีกมากมาย เช่น การถูกให้ร้าย การถูกตบหน้าด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร แต่พระนิชิเร็นไดโชนินก็สามารถต่อสู้จนมีชัยชนะเหนือมารเหล่านี้ได้โดยเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างพระพุทธกับมารของจักรวาล

หลังจากที่ผ่านมานานถึง 700 ปี สมาคมโซคาก็ได้ก่อตั้งขึ้นมา และเริ่มต่อสู้กับมารเป็นครั้งที่ 2  โดยอาจารย์มาคิงุจิต่อสู้กับมารแห่งอำนาจของรัฐบาลทหาร และพลีชีพในคุก เมื่ออายุ 73 ปี  อาจารย์โทดะก็ต่อสู้จนสามารถมีสมาชิกถึง 750,000 ครอบครัว ทำให้จุดมุ่งหมายที่ท่านเกิดมาในชาตินี้บรรลุผลสำเร็จ แล้วจึงเสียชีวิตไป อาจารย์อิเคดะก็สามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้ถึง 190 ประเทศและเขตการปกครอง แต่มารก็ยังพยายามบุกโจมตีสมาคมของเราเสมอ ถ้ามีสมาชิกมากขึ้น มารก็จะต้องพ่ายแพ้ เพราะมารไม่กล้าฟังเสียงนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว  ดังนั้น การที่ทั่วทุกมุมโลก ทุกประเทศ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ฯลฯ มีการสวดมนต์อยู่ตลอดเวลาแล้ว มารก็ไม่สามารถทำร้ายมนุษย์ได้ มารก็จะต้องกลัวและหนีไปอยู่ที่ดาวดวงอื่น  ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “สมาชิกทั้งหมดเป็นนายพล เป็นเสนาธิการ เป็นทหาร และมีพร้อมความรับผิดชอบของการเผยแผ่ธรรม”

ทีนี้ ถ้าเราคิดว่า ตัวเราเป็นสมาชิกคนหนึ่งที่อยู่ในสมาคม กับ สมาคมอยู่ในตัวของเรา เราคือตัวแทนของสมาคม ความคิดสองแบบนี้มีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว  กล่าวคือ ถ้าเราคิดว่า เราเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสมาคม ก็ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก แค่ดูส่วนหนึ่งของสมาคม หรือดูแลตัวเองก็พอแล้ว ทำอะไรก็เพื่อตัวเราเอง  ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่า เราเป็นตัวแทนของสมาคม สมาคมอยู่ในตัวเรา จุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของสมาคมก็จะเท่ากับจุดมุ่งหมายและเป้าหมายของเรา ซึ่งมีความรับผิดชอบสูงต่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก จึงมีความสำนึกว่า การเผยแผ่ธรรมเป็นหน้าที่ของเราเอง เราจะทำต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้อาจารย์ทำ ตัวเราจะต้องทำ  ถ้าคิดแบบนี้แล้ว พวกเราก็คือนายพล เสนาธิการ และทหารอย่างแน่นอน  ซึ่งนายพลก็คือผู้รับผิดชอบต่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล  เสนาธิการก็คือการพยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ให้ได้รับปัญญาที่ดีในการดำเนินงานของสมาคมให้มีคุณค่ามาก ไม่ให้หมุนโดยว่างเปล่า และทหารก็คือ พวกเราจะต้องไปเยี่ยมสมาชิกในทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่นั่งอยู่เฉย ๆ จะต้องไปเยี่ยมสมาชิก ไปประชุม ไปชักชวนแนะนำธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของทหาร

ตัวอย่างเช่น คุณพ่ออยู่ที่บ้านก็เป็นหัวหน้าครอบครัว ไปทำงานก็เป็นลูกจ้างหรือคนงาน เมื่อไปซื้อของก็เป็นลูกค้า กลางคืนไปประชุมก็เป็นหัวหน้าเขต  ซึ่งแม้จะเป็นบุคคลคนเดียว แต่มีหลายหน้าที่พร้อมอยู่แล้ว  ในทำนองเดียวกัน แท้จริงแล้วพวกเราเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน และลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะ ซึ่งมีหน้าที่ของตนเองอยู่แล้วที่เกิดมาในชาตินี้ แต่บางครั้งก็เป็นนายพล บางครั้งก็เป็นเสนาธิการ บางครั้งก็เป็นทหาร  หน้าที่เหล่านี้มีพร้อมอยู่ในตัว    เพราะฉะนั้น ถ้าสมาชิกทั้งหลายสำนึกได้เช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถเอาชนะมารได้อย่างแน่นอน การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็จะต้องบรรลุผลสำเร็จได้ 

ด้วยเหตุนี้ หน้าที่ของหัวหน้าก็คือ ทำให้สมาชิกทั้งหลายสำนึกรู้ในภาระหน้าที่นี้  นี่ก็คือการเตรียมตัวเป็นผู้นำที่แท้จริงในอนาคต ไม่เช่นนั้นแล้ว ศตวรรษที่ 21 ก็จะไม่สามารถมีความหวัง และไม่สามารถมีความสุขได้เลย P

 

 

วันที่ 3 มิถุนายน

            ขอให้ชีวิตของตนเองซึ่งเป็นตัวตนของธรรมมหัศจรรย์มีสุขภาพดี ขอ ให้ทำความสะอาดบ้านซึ่งเป็นสถานที่โงะฮนซนประดิษฐานอยู่   และขอให้มีชัยชนะด้วยการได้รับความไว้วางใจจากคนทั้งหลายในท้องถิ่น

 

อธิบาย

            สำหรับเรื่องสุขภาพดีนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า การเจ็บป่วยไม่สบายมี 2 อย่าง คือ การเจ็บป่วยไม่สบายทางร่างกาย กับ การเจ็บป่วยไม่สบายทางจิตใจ ถ้าเป็นการเจ็บป่วยไม่สบายทางจิตใจ ก็แสดงว่า ชีวิตไม่มีสุขภาพดีก็ว่าได้  ดังนั้น พูดถึงสุขภาพดีจึงต้องมีพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ จึงจะเป็นสุขภาพที่ดีที่แท้จริง 

พระเทียนไท้ได้กล่าวถึงสาเหตุของโรคไว้ 6 ชนิด คือ 1. ธาตุทั้ง 4 ไม่ปกติ   (ร่างกายไม่สอดคล้องกับดินฟ้าอากาศ) 2. ไม่ประมาณในการดื่มและรับประทาน (ไม่ระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน) 3. อิริยาบถไม่ถูกต้อง (การดำเนินชีวิตประจำวันผิดปกติ) 4. การกระทำของปีศาจ (เกิดจากเชื้อโรค)  5. การกระทำของมาร และ 6. การปรากฏขึ้นมาของกรรม  ซึ่งตั้งแต่สาเหตุที่ 1-4 เมื่อพบแพทย์และได้รับประทานยาแล้ว ก็จะสามารถหายได้  แต่สำหรับโรคที่เกิดจากสาเหตุที่ 5 และ 6 นั้น เฉพาะพระพุทธและธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงเท่านั้น  จึงจะสามารถรักษาให้หายได้ ยิ่งกว่านั้น โรคทางด้านจิตใจรักษายากกว่าโรคทางด้านร่างกาย เช่น การเจ็บป่วยที่เกิดจากพลังชีวิตอ่อนแอ พ่ายแพ้ต่ออุปสรรค หรือเมื่อมีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้ว มีความรู้สึกกลุ้มใจ ทรมานใจทุกวัน หรือถูกกระทบกระเทือนจากกิเลส อยากได้สิ่งต่าง ๆ แต่ไม่สามารถได้รับตามที่ปรารถนา จึงเกิดความทุกข์ นี่คือความเจ็บป่วยทางจิตใจ ดังนั้นแม้ว่าร่างกายจะแข็งแรงดี เป็นมหาเศรษฐีมีเงินทองมากมาย หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดาราภาพยนตร์ นักการเมือง ฯลฯ แต่ก็ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงจากความเจ็บป่วยทางจิตใจได้ เช่น ฐานะครอบครัวดี ลูกชอบเที่ยวเตร่ อกตัญญูต่อบิดามารดา อาศัยอำนาจของบิดาข่มเหงรังแกผู้อื่น ทำตัวเหลวไหล ทำให้บุคคลในครอบครัวเป็นทุกข์ หรือเจ็บป่วยทางด้านจิตใจนั่นเอง

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในคัมภีร์ว่า ลิงชอบเกาะกิ่งไม้ห้อยโหนไปมา ไม่ชอบอยู่กับที่ กิ่งไม้ต่าง ๆ ก็คือกิเลส เมื่อลิงจับได้กิ่งหนึ่งแล้ว ก็อยากห้อยโหนต่อไปอีกเรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด  ดังนั้น มนุษย์ที่มีความต้องการอยากได้อยู่ตลอดเวลา แสดงว่าไม่ใช่ลักษณะของมนุษย์ แต่เป็นลักษณะของสัตว์  ลิงก็คือสัตว์ จึงไม่สามารถควบคุมตนเอง มีความต้องการไปเรื่อย ๆ นี่คือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

ในอีกด้านหนึ่ง ธรรมสอนไว้ว่า แม้ว่าร่างกายจะไม่สบาย แต่จิตใจไม่ยอมแพ้ต่อความเจ็บป่วยทางกาย แสดงว่า บุคคลนี้สามารถรู้แจ้งว่า การไม่สบายนี้เป็นเหตุดั้งเดิมของตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติหรือจักรวาล  ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าแท้จริงแล้วร่างกายของบุคคลนี้เจ็บป่วย แต่จิตใจสุขสบายแข็งแรงดี จึงสามารถข้ามพ้นและมีชัยชนะต่อความเจ็บป่วยทางกายได้

พุทธธรรมสอนว่า “สุขภาพดีกับเจ็บป่วยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่อาจแยกออกจากกัน” หมายความว่า มนุษย์เราไม่มีใครไม่เคยไม่สบาย เพียงแต่ว่าเป็นมากหรือน้อย หนักหรือเบา รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเท่านั้น เมื่อได้รับการตรวจโดยละเอียดแล้ว จะพบว่ามีความผิดปกติหรือเจ็บป่วยอะไรสักอย่างแน่นอน เช่น หัวใจไม่ดี ตับไม่ดี เป็นต้น เพียงแต่เราไม่ยอมแพ้ต่อความเจ็บป่วยทางร่างกาย มีความรู้สึกและคิดว่าตัวเราสบายดี ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร

สิ่งสำคัญคือจะต้องมีความศรัทธาเข้มแข็ง เพราะถ้าความศรัทธาอ่อนแอ และชีวิตของเราไม่เข้าจังหวะกับกฎของจักรวาลแล้ว ก็จะทำให้มีความผิดปกติเกิดขึ้น เรียกว่าได้รับบาป ซึ่งไม่ใช่โงะฮนซนทำให้เราเป็น แต่ตัวเราทำให้เกิดขึ้น เช่น ในลำไส้มีพยาธิ ในมือ ในปาก มีเชื้อโรค และสิ่งแวดล้อมก็มีเชื้อโรค แต่เมื่อชีวิตของเราเข้ากับจังหวะของกฎของจักรวาลแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น  เช่น เด็ก ๆ หยิบของกินเข้าปาก ก็ไม่เป็นอะไร  แต่ถ้าไม่เข้าจังหวะของกฎของจักรวาลแล้ว ก็อาจจะไม่สบายขึ้นมาได้ หมายความว่า เมื่อชีวิตชีวาอ่อนแอ สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นความเจ็บป่วย  การสวดมนต์ทำให้มีพลังชีวิตเข้มแข็ง สามารถควบคุมไม่ให้เชื้อโรคเติบโต  ดังนั้น สรุปได้ว่า สุขภาพดีที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการมีพลังชีวิตชีวาเข้มแข็ง ซึ่งได้มาจากความศรัทธาที่เข้าจังหวะกับกฎของจักรวาล ตัวเราจึงจะสามารถมีสุขภาพดีได้ ทั้งนี้ ร่างกายของเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ในชีวิตของเรามีชีวิตพุทธที่เป็นตัวตนของธรรมมหัศจรรย์มาแต่ดั้งเดิม เมื่อโลกพุทธปรากฏออกมา บุคคลผู้นี้ก็จะสามารถมีสุขภาพดีตลอดไปได้อย่างแน่นอน

โงะฮนซนคือชีวิตของเรา ดังนั้น ถ้าในตู้พระไม่สะอาดบริสุทธิ์  บริเวณตู้พระไม่สะอาด แสดงว่า ไม่สามารถทำให้ร่างกายของเราสะอาดบริสุทธิ์ได้ หมายความว่า แม้จะมีบ้านสวย ตกแต่งดีเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าไม่สนใจโงะฮนซน ไม่เอาใจใส่ตู้พระให้สะอาดอยู่เสมอ ก็เปรียบได้กับขอทานใส่สูท ที่ภายใต้เสื้อผ้ามีขี้กลาก ร่างกายเหม็น  ตรงกันข้าม แม้บ้านจะไม่ได้สวยงามมาก แต่จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ดูแลตู้พระอย่างดี ก็เปรียบได้กับการตกแต่งเพชรพลอยประดับร่างกาย แสงของชีวิตจะสามารถส่องประกายออกมาที่ร่างกาย ทำให้แม้ว่าจะไม่ได้สวมเสื้อผ้าสวยงาม  แต่บุคลิกลักษณะหรือหน้าตามีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์  การรักษาความสะอาดของตู้พระที่ประดิษฐานโงะฮนซน ก็เหมือนกับการรักษาชีวิตของตนเองสะอาดบริสุทธิ์  ดังนั้น การดูแลทำความสะอาดตู้พระ เครื่องบูชาให้สะอาด จึงมีความสำคัญ  เพราะนี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาก็ว่าได้

สำหรับการมีชัยชนะด้วยการได้รับความไว้วางใจจากคนทั้งหลายในท้องถิ่น ก็คือ การปฏิบัติศรัทธาที่ประพฤติปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีในครอบครัวและในสังคม ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้แก่คนทั้งหลาย ดังนั้น แม้ว่าจะไม่ได้ชักชวนแนะนำธรรมแก่พวกเขาโดยตรง แต่การแสดงอานุภาพของโงะฮนซนให้เป็นที่ประจักษ์ ก็เท่ากับการชักชวนแนะนำธรรมนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า ข้อพิสูจน์ทางด้านความเป็นจริงสำคัญมากกว่าข้อพิสูจน์ทางด้านคัมภีร์หรือเหตุผล P

 

 

วันที่ 2 มิถุนายน

            ความศรัทธาแบบน้ำ การเคลื่อนไหวด้วยอารมณ์สงบ การชี้นำที่เชื่อมั่น และการจัดประชุมที่ร่าเริง

 

อธิบาย

            ความศรัทธาแบบน้ำ หมายความว่า ความศรัทธามี 2 ลักษณะ คือ ความศรัทธาแบบน้ำ กับ ความศรัทธาแบบไฟ 

            ความศรัทธาแบบไฟ หมายถึง เมื่อสวดมนต์และได้รับผลบุญก็จะปฏิบัติอย่างดีอกดีใจ  แต่ถ้าสวดมนต์นาน ๆ แล้ว ไม่ได้รับผลบุญ ก็จะศรัทธาอ่อนแอลง ซึ่งเป็นความศรัทธาแบบขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่มีความสม่ำเสมอตลอดไป  ความศรัทธาแบบนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ จิตใจที่เชื่อต่อโงะฮนซนไม่มั่นคงแน่วแน่ ยอมพ่ายแพ้ต่อตัวเองได้ง่าย ถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งแวดล้อมได้ง่าย ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 หรือชะตากรรมชั่วปรากฏออกมา ก็จะศรัทธาท้อถอยและละทิ้งโงะฮนซน

            ตรงกันข้าม ความศรัทธาแบบน้ำ คือ น้ำที่ไหลอยู่ในแม่น้ำที่กว้างขวาง มองดูผิวเผินก็อาจเห็นว่าน้ำอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ไหล เปรียบกับความศรัทธา ก็เหมือนกับความศรัทธาที่ดูเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรก้าวหน้า แต่เมื่อน้ำไหลผ่านที่แคบ ก็จะไหลได้เร็วและแรง จนกระทั่งสามารถพัดพาก้อนหินใหญ่ออกไปได้  ก็หมายความว่า ชีวิตมนุษย์เราเมื่อพบเจอกับอุปสรรคหรือชะตากรรมชั่ว ก็สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ด้วยความศรัทธาที่เข้มแข็ง และได้รับชัยชนะในเรื่องต่าง ๆ 

            พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า เมื่อยึดถือโงะฮนซนใหม่ ๆ ให้มีจิตใจกระตือรือร้นเหมือนกับไฟลุกโชน แต่เมื่อศรัทธาเป็นเวลายาวนาน ก็จะค่อย ๆ เกียจคร้าน ความศรัทธาอ่อนแอลง และบางคนก็อาจจะทิ้งโงะฮนซน  แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องการบรรลุพุทธภาวะนั้นอยู่ที่การยึดถือโงะฮนซนตลอดไป เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่มีความศรัทธาแบบน้ำแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะอดทนต่อสู้ไปตลอดชั่วชีวิตได้

            การเคลื่อนไหวด้วยอารมณ์สงบ ก็คือ จุดมุ่งหมายในการเคลื่อนไหวของพวกเราคือให้เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่า ถ้าการเพียรพยายามปฏิบัติของพวกเราไม่สามารถสร้างคุณค่าแล้ว การเคลื่อนไหวเหล่านั้นก็จะเป็นเพียงการหมุนที่ว่างเปล่าเท่านั้น  ถ้าเช่นนั้นแล้ว อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ไม่เกิดประโยชน์หรือไม่สร้างคุณค่า  คำตอบก็คือ การเคลื่อนไหวที่ใจร้อน ทำให้มีเรื่องเกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุ เป็นต้น  ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าการกระทำหรือความเคลื่อนไหวนั้นจะถูกต้องมากเพียงใด ก็ไม่มีคุณค่าอยู่ดี เพราะถ้าสภาพชีวิตตกอยู่ในโลกอสูร ซึ่งเป็นสภาพที่ต่ำและคับแคบแล้ว ก็จะถูกอารมณ์ของตนเองครอบงำได้ง่าย ดังนั้น ปัญญาหรือการกระทำนั้นก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น  ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวด้วยอารมณ์สงบนั้น อาจกล่าวได้ว่า เกิดจากความศรัทธาที่เข้มแข็งและมั่นคงแน่วแน่  ดังนั้น เมื่อมีอุปสรรคหรืออุบัติเหตุ ก็สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองไว้ได้  และเนื่องจากมีโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธที่เข้มแข็งเป็นพื้นฐานชีวิต จึงไม่ถูกกระทบกระเทือนจากอุปสรรค หรืออุบัติเหตุ หรืออดีตกรรมชั่ว กล่าวคือ เมื่อมีอารมณ์สงบนิ่ง ก็จะสามารถกระทำกิจกรรมที่สร้างคุณค่าได้นั่นเอง

            สำหรับการชี้นำที่เชื่อมั่น ก็หมายถึง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือหัวหน้า เมื่อพบกับอุปสรรค ปัญหา อุบัติเหตุ หรือชะตากรรมครั้งแรก ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ย่อมจะรู้สึกเป็นห่วง กังวลใจ ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขผ่านพ้นไปได้หรือไม่  ความรู้สึกเช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นเหมือน ๆ กัน  แต่ระหว่างหัวหน้ากับสมาชิกธรรมดา จะมีข้อแตกต่างกัน คือ สำหรับหัวหน้านั้น แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่มีความศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างแน่วแน่มั่นคง ดังนั้น ด้วยความเชื่อมั่นที่เคยให้คำชี้นำส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกที่มีปัญหา ก็จะบังเกิดจิตใจที่เชื่อมั่นได้ว่า ปัญหานี้จะสามารถแก้ไขผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นอน  แต่สำหรับสมาชิกธรรมดาที่ความศรัทธายังอ่อนแออยู่นั้น เมื่อพบอุปสรรค อุบัติเหตุ หรือชะตากรรม ก็มักจะคิดว่า โงะฮนซนจะช่วยได้หรือไม่ ปัญหานี้จะแก้ไขได้หรือไม่  ในเวลานั้น ถ้าหัวหน้าให้คำชี้นำที่มีความเชื่อมั่นว่า แม้ว่าจะยากลำบากแค่ไหน แต่ขอให้มั่นใจว่า ชะตากรรมที่เกิดขึ้นเหมาะสมกับเราในขณะนี้ และสามารถแก้ไขได้ด้วยความศรัทธาต่อโงะฮนซน สมาชิกก็จะมีความกล้าหาญที่จะท้าทายกับอุปสรรค ฯลฯ ได้  กล่าวคือ มีความมั่นใจว่า สิ่งที่มองไม่เห็น หรือสิ่งที่ไม่เคยประสบมาก่อนนั้น ถ้ามีโงะฮนซนแล้ว จะสามารถแก้ไขได้ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแน่นอน  ดังนั้น การศรัทธาของเราที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมีความมั่นใจต่อโงะฮนซน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งทีเดียว

            ส่วนการจัดประชุมที่ร่าเริงได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความศรัทธาและนิสัยของผู้จัดประชุม  ถ้าผู้จัดประชุมมีนิสัยอวดดี เห็นแก่ตัว ไม่สนใจสมาชิก คิดว่าตัวเองชี้นำเก่ง รู้ธรรมมาก เป็นการกระทำที่ยกย่องตัวเอง เอาหน้าเอาตาของตัวเองแล้ว ย่อมทำให้การจัดประชุมไม่มีความร่าเริงเด็ดขาด เพราะสมาชิกทั้งหลายจะรู้สึกว่า การประชุมนี้ไม่สนุก ไม่มีโอกาสถาม หรือได้รับฟังประสบการณ์ที่ดี ๆ เลย เพราะหัวหน้าพูดคนเดียว  การจัดประชุมลักษณะนี้รังแต่จะมีคนมาน้อย ๆ ลง ในที่สุด ความศรัทธาของสมาชิกก็อ่อนแอลง  นี่คือความรับผิดชอบผู้จัดประชุม

            ดังนั้น หัวหน้าที่เป็นผู้จัดประชุม ก่อนอื่น จะต้องพยายามสวดมนต์ให้มาก เตรียมรายการล่วงหน้า และจัดรายการที่เหมาะสมแก่สมาชิกผู้เข้าร่วม  ถ้าไม่ทำเช่นนี้แล้ว การจัดประชุมก็ไม่เป็นประโยชน์หรือสร้างคุณค่าแก่สมาชิก  เป็น การจัดประชุมที่ไม่ร่าเริง ก็แสดงว่า ระบบการนั้นไม่มีความก้าวหน้า สมาชิกไม่มีความสุขที่แท้จริง ซึ่งเป็นความศรัทธาที่ไม่มีกำลังใจทำ มีแต่ทำตามรายการที่มีเท่านั้น สมาชิกมาร่วมโดยไม่มีความดีอกดีใจ ไม่มีความตั้งใจว่าอยากจะมาร่วมเอง  ด้วยเหตุนี้ การจัดประชุมเป็นเรื่องที่หัวหน้าควรจะต้องเอาใจใส่ให้ดี ถ้าการประชุมไม่มีความร่าเริงแล้ว แสดงว่า ความศรัทธาของหัวหน้ามีข้อผิดพลาด จึงต้องสำรวจตัวเอง ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถจัดการประชุมที่ร่าเริงได้ P

 

 

วันที่ 1 มิถุนายน

            จุดเริ่มต้นของสมาคม ก็คือสามัญชน  ดังนั้น ในการเคลื่อนไหวที่กระทำอย่างเต็มที่ที่สุด ด้วยความปรารถนาและธำรงไว้ซึ่งความสุขของสามัญชนเท่านั้น  จึงจะมีความเที่ยงธรรมที่แท้จริง

 

อธิบาย

            คำชี้นำนี้คือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสมาคม ดังนั้น ขอให้รักษาและยึดถือเจตนารมณ์นี้เป็นหลัก และสอนให้แก่สมาชิกทั้งหลายตลอดไป  ถ้าหัวหน้าหรือสมาชิกลืมเจตนารมณ์นี้แล้ว ตั้งแต่ตอนนั้น สมาคมและธรรมของเราก็จะเสื่อมเสียไป จึงถือได้ว่า นี่คือคำชี้นำที่สำคัญที่สุด

            ทำไมจึงกล่าวว่าสำคัญที่สุด ก็เพราะว่า พวกเราก็เป็นสามัญชนคนหนึ่ง  ถ้าสมาคมหรือหัวหน้าคิดแต่ว่าจะปกป้องสมาคม  ไม่สนใจต่อสามัญชนแล้ว แม้จะบอกว่าปกป้องสมาคม แต่แท้จริงเป็นการปกป้องตัวหัวหน้าเอง หมายความว่า ถ้าไม่เอาใจใส่ดูแลสมาชิกที่เป็นสามัญชน ปล่อยปละละเลยไม่เยี่ยมบ้านสมาชิก  สมาชิกก็จะรู้สึกเสียใจว่า ทำไมหัวหน้าไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ให้กำลังใจเราที่กำลังมีความทุกข์ แม้ว่าจะนับถือโงะฮนซน แต่ถ้าไม่มีหัวหน้าคอยดูแล เราก็อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด การปฏิบัติให้ถูกต้องจะต้องทำอย่างไร  การสะสมบุญวาสนาจะต้องทำอย่างไร จะต้องมีท่าทีจิตใจแบบไหนจึงจะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้ จะต้องอธิษฐานอย่างไรจึงจะเปลี่ยนชะตากรรมได้  ซึ่งไม่มีความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เลย แม้จะมั่นใจว่าโงะฮนซนมีอานุภาพมากมาย แต่ก็มีอคติจิตต่อหัวหน้า โมโหสมาคม  ถ้าปล่อยให้สมาชิกธรรมดาเกิดความคิดแบบนี้ สมาคมก็จะต้องเสื่อมเสียไปอย่างแน่นอน

            เพราะว่าถ้าไม่มีสามัญชนแล้ว พระพุทธก็ดี ธรรมที่แท้จริงก็ดี อริยบุคคลก็ดี ทั้งหมดย่อมไม่มีความหมายและเปล่าประโยชน์ เหมือนกับกรณีของนักเรียนกับคุณครู  ถ้าไม่มีนักเรียน ก็ไม่จำเป็นต้องมีคุณครู  เนื่องจากมีนักเรียน จึงจำเป็นต้องมีคุณครู  ด้วยเหตุนี้ ประชาชนหรือสามัญชนจึงเป็นหลักและมีความสำคัญ  เมื่อมีสามัญชน จึงมีพระพุทธ มีอริยบุคคล มีสมาคมเกิดขึ้น เพื่อสอนธรรมนั่นเอง ฉะนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของสมาคมก็คือสามัญชน”  ถ้าเราเอาใจใส่สามัญชนคนหนึ่งอย่างเต็มที่ ให้การส่งเสริมกำลังใจจนสามารถกลายเป็นผู้นำที่ดีได้แล้ว สามัญชนคนหนึ่งก็สามารถมีคุณค่าเทียบเท่ากับ 10 คน   นี่คือเหตุผลที่อาจารย์มักจะชี้นำว่า “ให้ความสำคัญต่อสมาชิกหนึ่งคน”

            ในอีกแง่หนึ่ง สมาคมของเราจะอยู่เคียงข้างสามัญชนตลอดไป ไม่อยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีอำนาจ ดังนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะมีการเปลี่ยนแปลง หรือจะถูกผู้มีอำนาจบีบบังคับอย่างไร ก็จะไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเหล่านั้น และพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อปกป้องรักษาและธำรงไว้ซึ่งความสุขของสามัญชน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์มาคิงุจิ นายกสมาคมท่านแรก และอาจารย์โทดะ นายกสมาคมคนที่ 2 จึงยอมถูกจับเข้าคุก หรืออาจารย์อิเคดะถูกจับเข้าคุกนานประมาณ 1 อาทิตย์ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อการกดขี่ของอำนาจต่าง ๆ และทำให้เจตนารมณ์ของสมาคมบรรลุผลสำเร็จจนได้   ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม สมาคมจะต้องไม่เกรงกลัวต่ออำนาจ จะต้องปกป้องสามัญชน และเป็นพวกเดียวกับสามัญชนตลอดไป  ถ้าสมาคมหรือหัวหน้าลืมสามัญชน ก็กล่าวได้ว่า สมาคมหรือหัวหน้าคนนั้นอวดดีและเห็นแก่ตัว ถอยห่างออกจากสามัญชน ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว สามัญชนทั้งหลายก็จะไม่สนใจ ไม่ให้เกียรติ และไม่ยกย่องพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเป็นธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง 

อันที่จริง พระนิชิเร็นไดโชนินเป็นลูกชาวประมง ซึ่งเป็นสามัญชน  ท่านเป็นสามัญชนตัวอย่างที่สามารถบรรลุพุทธภาวะได้  ดังนั้น พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงเป็นพุทธธรรมของสามัญชน และเป็นธรรมแห่งความเที่ยงธรรมที่แท้จริง  ดังนั้น จะต้องไม่ลืมเจตนารมณ์นี้เป็นอันขาด

ในอีกด้านหนึ่ง คำว่า “ในการเคลื่อนไหวที่กระทำอย่างเต็มที่ที่สุดด้วยความปรารถนาและธำรงไว้ซึ่งความสุขของสามัญชนเท่านั้น จึงจะมีความเที่ยงธรรมที่แท้จริง” มีความหมายว่า แม้ว่าธรรมของเราจะต้องถูกต้องเพียงใดก็ตาม หรือจริงแท้แค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่จนถึงที่สุดแล้ว ก็คงจะเป็นสิ่งสูญเปล่า กล่าวคือ การเคลื่อนไหวนั้นมนุษย์เป็นผู้กระทำ ถ้ามนุษย์ไม่ปฏิบัติหรือไม่กระทำแล้ว แม้จะเป็นธรรมที่ดีและถูกถ้วนแท้จริงเพียงใดก็คงไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย จะเป็นเหมือนกับวัตถุโบราณที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ดูชมเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ธรรมจะถูกถ้วนแท้จริงและมีคุณค่าได้มากแค่ไหน ก็อยู่ที่การเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ของมนุษย์เราที่จะสามารถพิสูจน์ออกมาให้เห็น  ด้วยเหตุนี้ มนุษย์หรือสามัญชนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของสมาคม P

 

กลับหน้าแรก