กลับหน้าแรก

 

วันที่ 30 กรกฎาคม

            ขอให้ทุกคนยึนหยัดตามเจตนารมณ์ของอะบุ๊ตจึโบะ ขอให้มีความขยันขันแข็งที่เชื่อมตรงต่อไดโงะฮนซน ในที่นั้น จะมีความศรัทธาที่แท้จริงและความดีอกดีใจ

 

อธิบาย

อะบุ๊ตจึโบะเป็นซามุไรที่ติดตามจักรพรรดิที่ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะซาโดะ และอาศัยอยู่ที่นั่นตลอดมา เดิมที เป็นผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งของนิกายสุขาวดี ดังจะเห็นได้จากชื่อของเขาที่มาจากชื่อของพระอมิตาภพุทธะ  เมื่อพระนิชิเร็นไดโชนินถูกเนรเทศไปที่เกาะซาโดะ อะบุ๊ตจึโบะได้ข่าวว่า ศัตรูอันดับหนึ่งของนิกายสุขาวดีมาอยู่ที่เกาะซาโดะ จึงตั้งใจว่าจะไปโต้วาทีธรรมกับพระนิชิเร็นไดโชนินให้พ่ายแพ้ไป แต่เมื่อพบกับพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว อะบุ๊ตจึโบะก็สามารถเข้าใจได้ว่า คำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นคำสอนที่ถูกต้อง คำสอนที่เขายึดถือมาตลอดต่างหากเป็นคำสอนที่ผิด  พร้อมกับประทับใจในบุคลิกลักษณะที่สง่าผ่าเผยของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงเข้ามาเป็นลูกศิษย์พร้อมกับภรรยา  จากนั้น ก็เป็นผู้ที่ให้การปกป้องท่านตลอดเวลาที่อยู่ที่เกาะซาโดะ ได้รับฟังคำสอนอย่างว่านอนสอนง่าย และเอาจริงเอาจัง  ซึ่งเมื่อเข้าใจว่านิกายสุขาวดีไม่ถูกต้อง ก็รีบแก้ไข และพยายามสวดมนต์ขอขมาต่อการดูหมิ่นธรรมที่ผ่านมา มีจิตใจแสวงหาธรรมอย่างเข้มแข็ง

เมื่อพระนิชิเร็นไดโชนินพ้นโทษและไปพำนักอยู่ที่เขามิโนบุ อะบุ๊ตจึโบะก็มีความคิดถึงท่านอย่างมาก จึงเดินทางข้ามทะเลและภูเขาไปเยี่ยมเยียนท่านถึง 3 ครั้ง  ซึ่งสมัยนั้น การเดินทางมีความยากลำบาก สถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบสุข อาจถูกปล้นจี้และฆ่าตายได้ง่ายๆ ยิ่งกว่านั้น การเดินทางข้ามทะเล ถ้าอากาศดี ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วัน  ถ้าอากาศไม่ดี ก็อาจจะต้องรอ 30 วัน 50 วัน 100 วัน และเรืออาจจะอับปางลงได้  การพักแรมระหว่างการเดินทางก็ยากลำบาก แต่ทั้งๆ ที่สูงอายุ ก็ยังอุตส่าห์นำสิ่งของไปทำบุญถวายต่อพระนิชิเร็นไดโชนิน  นี่คือเจตนารมณ์ของเขาที่มีจิตใจแสวงหาธรรม ซึ่งกล่าวได้ว่า ความศรัทธาของอะบุ๊ตจึโบะสามารถเชื่อมตรงต่อไดโงะฮนซน

การปฏิบัติศรัทธาของอะบุ๊ตจึโบะจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกศิษย์ที่แท้จริง  เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเรายึดถือเจตนารมณ์เดียวกับอะบุ๊ตจึโบะ คือมีลักษณะของผู้กระทำ และแสวงหาธรรมอย่างเข้มแข็งแล้ว จะสามารถได้รับบุญวาสนามากมาย สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรม และบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน   ซึ่งในการปฏิบัติศรัทธา ไม่ว่าจะมีความยากลำบากแค่ไหน มีความทุกข์แค่ไหน  แต่ถ้ามีจิตใจแสวงหาธรรมเป็นพื้นฐานแล้ว ความยากลำบากหรือความทุกข์ทั้งหมดจะสามารถเปลี่ยนเป็นความดีอกดีใจ  ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้ทุกคนยึนหยัดตามเจตนารมณ์ของอะบุ๊ตจึโบะ ขอให้มีความขยันขันแข็งที่เชื่อมตรงต่อไดโงะฮนซน ในที่นั้น จะมีความศรัทธาที่แท้จริงและความดีอกดีใจ” P

 

 

วันที่ 29 กรกฎาคม

            ในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม ขอให้มีการฝึกอบรมธรรมภาคฤดูร้อนอันเป็นประเพณีของสมาคมเป็นแก่นสาร และต่างคนต่างตัดสินใจว่า สิ่งนี้จะเป็นขั้นตอนของการก่อสร้างและการเจริญเติบโตอันยิ่งใหญ่

 

อธิบาย

ประเพณีของสมาคมก็คือ ในช่วงที่ภายในสังคมมีความยากลำบากมาก พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่ เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น เดือนกุมภาพันธ์จะหนาวมาก การค้าขายไม่ดี เดือนสิงหาคมมีอากาศร้อนมาก การค้าขายก็ไม่ดี  ดังนั้น เดือนกุมภาพันธ์ สมาคมของเราจึงได้สร้างประเพณีในการชักชวนแนะนำ และเดือนสิงหาคมสร้างประเพณีของการจัดประชุมฝึกอบรมธรรมภาคฤดูร้อน

กล่าวคือ ในเดือนกุมภาพันธ์ อากาศหนาวมาก คนในสังคมก็ไม่ค่อยอยากจะทำงาน หรือทำก็ไม่เต็มที่ อยากจะนอนอยู่กับบ้านมากกว่า เมื่ออากาศร้อนมาก็เช่นกัน อยากไปเที่ยวพักผ่อนตามชายทะเลหรือภูเขามากกว่า  แต่สำหรับสมาคมของเรา ในช่วงดังกล่าวนี้ จะพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่  นี่คือเจตนารมณ์ของสมาคม

พูดถึงประเพณีนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมา ดังนั้น ประเพณีที่ดีหรือไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับผู้สร้าง  สำหรับเจตนารมณ์ของสมาคมก็คือ ในเวลาที่สังคมอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี ฤดูที่ยากลำบาก ถ้าสมาคมต่อสู้อย่างเต็มที่ ก็จะสามารถสร้างเป็นประเพณีที่ดีขึ้นมาได้ กล่าวได้ว่า ในช่วงที่สังคมเกียจคร้าน เบื่อหน่าย อยากจะมีแต่ความสุขสบาย พวกเรากลับตั้งใจต่อสู้ปฏิบัติศรัทธาจนเหงื่อไหล ก็จะสามารถสะสมพลังชีวิตที่เข้มแข็ง สะสมบุญวาสนาอันยิ่งใหญ่ และสร้างความเจริญเติบโตได้มากมายกว่าในยามปกติ  กล่าวคือ การท้าทายกับความยากลำบากทุกอย่าง ยอมรับความทุกข์ยากทั้งหลาย นี่คือลักษณะของผู้นำที่แท้จริง

จึงอาจกล่าวได้ว่า การจัดประชุมฝึกอบรมภาคฤดูร้อนก็ดี การจัดประชุมสนทนาธรรมตำบลก็ดี การจัดงานวัฒนธรรม งานแข่งกีฬา การประชุมใหญ่ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้เราต้องต่อสู้ด้วยความยากลำบาก  แต่จะต้องตัดสินใจว่า ความพากเพียรทั้งหมดเหล่านี้จะเป็นขั้นตอนที่ทำให้เราสามารถเจริญเติบโต และทำให้ระบบการเข้มแข็งขึ้นมาได้  ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีและมีประโยชน์ต่อเรามาก  เมื่อมีความคิดเช่นนี้เป็นแกนหลักในการจัดประชุมหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ  และปฏิบัติต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว สภาพชีวิตของเราก็จะแผ่ขยายกว้างขวางขึ้น สูงส่ง และลึกซึ้งขึ้นได้อย่างแน่นอน  แต่ถ้ากระทำโดยไม่มีจิตใจอยากจะต่อสู้ แม้จะร่วมอยู่ในรายการเดียวกัน แต่ก็เป็นลักษณะของผู้ถูกกระทำเสียมากกว่าแล้ว การสร้างคุณค่าหรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นย่อมมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “ลูกศิษย์ทั้งหลายของอาตมา ขอให้เข้มแข็งขึ้นในทุกๆ เดือน ทุกๆ วัน ถ้ามีจิตใจท้อถอยแม้แต่น้อยแล้ว มารก็จะบุกเข้าใส่”  ดังนั้น สำหรับคนในสังคม ในทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ทุกเดือน ทุกวัน เมื่อมีเวลาว่าง ก็จะไปเที่ยว พักผ่อน ดูหนัง แต่สมาชิกของเราใช้เวลาที่คนอื่นเที่ยวเล่นสนุกสนาน พยายามทำงานพระอย่างสม่ำเสมอ นี่คือการปฏิบัติที่มีศักดิ์ศรีอย่างมากมาย  ในที่สุด ก่อนที่เราจะเสียชีวิต 4-5 ปี จะสามารถมีการดำเนินชีวิตที่สุขสบาย มีความพึงพอใจกับชีวิตในชาตินี้ได้  P

 

 

วันที่ 28 กรกฎาคม

            ด้วยการบอกกล่าวที่มีความมั่นใจ ด้วยการปฏิบัติที่มีความมั่นใจ ด้วยวิธีนี้เท่านั้น บุญกุศลอันยิ่งใหญ่จึงจะก่อเกิดขึ้นมาได้

 

อธิบาย

การบอกกล่าวที่มีความมั่นใจก็ดี การปฏิบัติที่มีความมั่นใจก็ดี ทั้งสองประการนี้เกิดขึ้นมาจากความศรัทธาที่มีความมั่นใจ   ถ้าไม่ปฏิบัติศรัทธาด้วยความมั่นใจแล้ว แม้จะมีการบอกกล่าวที่มั่นใจ หรือมีการปฏิบัติที่มั่นใจ ก็ไม่สามารถก่อเกิดบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ก็หมายความว่า การปฏิบัติ คือทางร่างกาย การบอกกล่าวคือทางด้านวาจา ความศรัทธาคือด้านจิตใจ  ดังนั้น การนับถือศรัทธาที่ถูกต้องจะต้องมีครบ 3 กรรมแห่งกาย วาจา ใจ จึงจะสามารถสร้างคุณค่า   อย่างไรก็ตาม กายและวาจานั้นขึ้นอยู่กับใจ  เพราะแม้ว่าจะบอกกล่าวมากเพียงใด ปฏิบัติมากเพียงใด แต่ถ้าความศรัทธาไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่สามารถมีกระแสเชื่อมต่อกับพระนิชิเร็นไดโชนินและธรรมได้ จึงย่อมจะบอกกล่าวหรือชี้แจงผิดพลาด ปฏิบัติผิดพลาด  ซึ่งจะกลายเป็นการหมุนโดยว่างเปล่า  

ดังนั้น ก่อนอื่น ความศรัทธาของเราจะต้องมีความมั่นคงแน่วแน่เสียก่อน หมายความว่า จะต้องมีความเชื่อที่มั่นคงแน่วแน่ กล่าวคือ เชื่อในคำพูดของพระพุทธะ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธะ เชื่ออย่างว่านอนสอนง่าย นี่คือความหมายแท้จริงของคำว่า “เชื่อ” ในการปฏิบัติศรัทธา สิ่งสำคัญก็คือความเชื่อเป็นพื้นฐาน ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว แม้จะปฏิบัติอย่างไร คิดอย่างไรก็ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะได้ 

พระศากยมุนีพุทธะจึงกล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า แม้สาวกปัจเจกจะมีปัญญามากเพียงใด แต่ไม่มีความเชื่อแล้ว ไม่สามารถเข้าถึงปัญญาของพระพุทธะได้ และพระนิชิเร็นไดโชนินก็กล่าวว่า “ถ้าไม่มีความเชื่อและปฏิบัติ ก็เปรียบเหมือนกับไม่มีมือ และเข้าไปในภูเขาแห่งเพชรพลอย” และท่านยังกล่าวอีกว่า “ความเชื่อคือดาบคมที่สามารถตัดอวิชชาขั้นพื้นฐาน” ก็หมายความว่า พวกเรามนุษย์ปุถุชน แม้จะพยายามสวดมนต์ พยายามชักชวนแนะนำธรรม แต่ภายในชีวิตของเราที่มีโลกพุทธะอยู่นี้ มารก็อาศัยอยู่ด้วย และคอยขัดขวางไม่ให้เราบรรลุพุทธภาวะได้  เช่น พลังของมารมี 10 ส่วน พลังของพระพุทธะมี 10 ส่วน และต้านกันอยู่ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพลังมากกว่า 1 ส่วน ก็จะชนะ จึงจะเห็นได้ว่า บางวันเราอาจรู้สึกขี้เกียจสวดมนต์ บางวันดีอกดีใจสวดมนต์ ดีอกดีใจไปร่วมประชุม บางวันก็เบื่อๆ ไม่อยากไปประชุม ซึ่งสภาพชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ก็แสดงว่า ในชีวิตของเรามีการต่อสู้ระหว่างพระพุทธะกับมารอยู่ตลอดเวลา ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที  ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในใจสักเล็กน้อย ก็จะพ่ายแพ้มารได้ง่าย เช่น น้อยใจหัวหน้า มีอคติจิตต่อหัวหน้า มารก็จะเอาชนะได้ แต่ถ้าได้รับการส่งเสริมกำลังใจจากหัวหน้า มีกำลังใจต่อสู้ โลกพุทธะก็จะสามารถเอาชนะได้ 

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมานี้ก็ยังเป็นเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น เพราะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ ทำให้เราทำตามหรือยอมแพ้ต่อสิ่งแวดล้อม  อันที่จริง แม้สิ่งแวดล้อมจะมีผลกระทบต่อเรา แต่เราก็สามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้  ดังนั้น ความเชื่อที่คล้อยตามสิ่งแวดล้อม จึงอาจกล่าวได้ว่า ยังเป็นความเชื่อที่ไม่มีความมั่นใจ ไม่มีความมั่นคงแน่วแน่  เพราะความเชื่อที่มั่นคงแน่วแน่นั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมแบบใด หัวหน้าจะดีหรือไม่ก็ตาม ก็เชื่อต่อโงะฮนซน เชื่อคำสอนในธรรมนิพนธ์ เชื่อคำชี้นำของอาจารย์ โดยไม่ถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก นี่คือการมีความเชื่อที่มีความมั่นใจอย่างแท้จริง และความเชื่อเช่นนี้จึงจะสามารถตัดอวิชชาขั้นพื้นฐานได้ 

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวในธรรมนิพนธ์ว่า “เรื่องการอธิษฐานจะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความศรัทธาของท่าน ไม่ใช่ความผิดของอาตมานิชิเร็นแม้แต่น้อย”  ดังนั้น หัวหน้าหรือผู้นำทั้งหลายที่ยึดถือความศรัทธาที่มั่นคงแน่วแน่ บอกกล่าวและชี้นำด้วยความมั่นใจ และมีการเคลื่อนไหวด้วยความมั่นใจแล้ว ก็จะสามารถได้รับบุญกุศลอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน   ในส่วนของสมาชิก เมื่อได้รับฟังจากหัวหน้าแบบนี้ ก็จะสามารถรู้ตัวและเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องทางด้านธรรมได้ เอาชนะมารได้ เอาชนะชะตากรรมได้ เอาชนะอุปสรรค 3 มาร 4 ได้ ในที่สุด สามารถบรรลุพุทธภาวะได้  ซึ่งเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นั่นเอง  แต่ถ้าหัวหน้าไม่มีความมั่นใจแล้ว แม้จะชี้นำหรือปฏิบัติอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้สมาชิกเกิดความกระตือรือร้น ไม่สามารถมีกำลังใจ  ด้วยเหตุนี้ หนึ่งขณะจิตของหัวหน้าจึงสำคัญมาก P

 

 

วันที่ 27 กรกฎาคม

            ก่อนอื่น พวกเราควรจะลงมือปฏิบัติให้มากกว่าการพูด เพราะการพูดก็เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ  ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติด้วยหนึ่งขณะจิตเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถทำให้เกิดการบุกเบิกใหม่ๆ  ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

 

อธิบาย

          พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจะต้องมีการปฏิบัติเป็นพื้นฐาน  ดังนั้น การพูดคุยสนทนาเกี่ยวกับธรรม ถ้ามีแต่การพูดคุยสนทนาเท่านั้น โดยไม่มีการลงมือปฏิบัติแล้ว ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย การพูดคุยสนทนาจะต้องทำให้ความศรัทธาของเราเข้มแข็งขึ้น การปฏิบัติของเราดียิ่งขึ้น จึงจะมีประโยชน์  ดังนั้น ถ้าปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยหนึ่งขณะจิตเช่นนี้ กล่าวคือ เป็นการปฏิบัติที่นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการเผยแผ่ธรรมแล้ว ครอบครัวของเรา ระบบการของเรา ก็จะสามารถเกิดความเจริญก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ได้ และมีการบุกเบิกใหม่ๆ ที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้

          ตัวอย่างเช่น คนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าไม่ลงสระหัดว่าย มีแต่อ่านตำราวิธีว่ายน้ำ หรือเรียนรู้วิธีว่ายน้ำโดยอยู่แต่บนบกแล้ว ย่อมไม่มีโอกาสว่ายน้ำเป็น  หรือการหัดขี่จักรยานก็เช่นกัน ถ้าคิดว่า จะต้องขี่ด้วยท่านั้น ท่านี้ เวลาที่จะล้ม จะต้องเอียงอย่างไร ประคองอย่างไร เรียกว่ารู้ทฤษฎีหมด แต่ไม่ลองขี่จักรยานแล้ว ก็ไม่มีทางขี่จักรยานเป็น  หรือการทำอาหารก็เช่นกัน ถ้ามีแต่ตำราวิธีทำอาหาร เช่น ต้องใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง ใช้เวลาต้มหรือเคี่ยวนานเท่าไหร่ ก็ไม่มีโอกาสได้รับประทานอาหารอร่อยได้จริง  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า          “ก่อนอื่น พวกเราควรจะลงมือปฏิบัติให้มากกว่าการพูด เพราะการพูดก็เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ”

พระนิชิเร็นไดโชนินก็กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงเหนือกว่าข้อพิสูจน์ทางเหตุผลและข้อพิสูจน์ทางคัมภีร์” หมายความว่า ข้อพิสูจน์ที่เป็นจริง ก็คือ การปฏิบัตินั่นเอง  ถ้าไม่มีการปฏิบัติ ย่อมไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาได้  เปรียบได้กับภาพวาดรูปขนมที่อยู่บนกระดาษ แม้จะดูน่าอร่อยเพียงใด ก็ไม่สามารถรับประทานได้ 

พลังอานุภาพของโงะฮนซนก็เช่นกัน แม้จะบอกกล่าวได้ว่า มีบุญวาสนามากมาย สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้มาก สามารถสะสมบุญวาสนาได้มากมาย สามารถช่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ สามารถทำให้ปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้ สามารถทำให้บรรลุพุทธภาวะได้ แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์  ย่อมไม่สามารถประจักษ์ในพลังอานุภาพของโงะฮนซนได้

ความทุกข์ยากลำบากของเราก็เช่นกัน สิ่งสำคัญก็คือ การลงมือปฏิบัติศรัทธาอย่างเอาจริงเอาจัง จึงจะสามารถแก้ไขได้ การมัวแต่นั่งพูด ย่อมไม่เกิดประโยชน์ และแก้ไขไม่ได้  ดังนั้น จึงต้องลงมือปฏิบัติเสียก่อน จึงจะสามารถได้รับบุญกุศลจากการปฏิบัติ สามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จเป็นจริง

ดังนั้น พระศากยมุนีพุทธะจึงกล่าวว่า มีชายผู้หนึ่งถูกยิงด้วยลูกดอกอาบยาพิษ  ตอนนั้น ถ้ามีคนพบเห็นเข้า แทนที่จะรีบช่วยเหลือ แต่กลับเอาแต่ถามนั่นถามนี่ เช่น ถูกใครยิงมา ชายหรือหญิง อายุเท่าไหร่ หน้าตาอย่างไร ร่างกายสูงหรือเตี้ย ผิวดำหรือขาว ตาสีอะไร สวมเสื้อผ้าสีอะไร ถูกยิงด้วยธนูอะไร  ใครเป็นคนทำธนู ฯลฯ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ชายผู้นั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน เพราะรักษาไม่ทัน  แสดงว่า ควรจะรีบพาไปรักษาก่อน แล้วค่อยถามรายละเอียดในภายหลัง  แต่ถ้าทำผิดวิธี หรือทำกลับกันแล้ว ก็ไม่สามารถช่วยได้  ในทำนองเดียวกัน ก่อนอื่นจะต้องลงมือปฏิบัติ จึงจะมีคุณค่า  จากนั้น ก็ค่อย ๆ ศึกษาหรือพูดคุยสนทนา P

 

 

วันที่ 26 กรกฎาคม

          ขอให้ดำเนินชีวิตของตนเองและอาชีพการงานโดยเพียบพร้อมบริบูรณ์ และทำให้ระบบการของตนดียิ่งขึ้นกว่าเดิม พลางสร้างกระแสน้ำใหม่ด้วย

 

อธิบาย

        การพากเพียรอย่างเต็มที่เพื่อทำให้การดำเนินชีวิตก็ดี อาชีพการงานก็ดี หรือการต่อสู้ปฏิบัติศรัทธาในระบบการของสมาคมก็ดี แม้เราคิดว่าได้กระทำอย่างเต็มที่จนเรียบร้อยครบถ้วนเพียบพร้อมบริบูรณ์แล้ว  แต่อันที่จริง ยังไม่อาจกล่าวได้เช่นนั้นอย่างแท้จริง เพราะเมื่อเวลาผ่านไป 2-3 เดือน ครึ่งปี หรือ 1 ปี สิ่งที่เราคิดว่าเรียบร้อยครบถ้วนเพียบพร้อมบริบูรณ์แล้วนั้น ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะในสังคมก็ดี การศรัทธาของเราก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา  ไม่ใช่หยุดแค่นี้ก็พอแล้ว เพียบพร้อมบริบูรณ์แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ฝีมือหรือเทคนิกจะต้องมีการปรับปรุงให้พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ  เช่น สมัยโบราณ ใช้นาฬิกาแดด ต่อมาก็เป็นนาฬิกาทราย นาฬิกาลูกตุ้ม นาฬิกาไขลาน จนมายุคปัจจุบัน มีนาฬิกาใส่แบตเตอรี่ นาฬิกาดิจิตอล หรือเครื่องคิดเลขสมัยก่อนใช้ลูกคิด ต่อมาใช้ถ่าน ต่อมาใช้แผ่นโซลาร์เซลพลังแสงอาทิตย์ รถยนต์ก็เช่นกัน มีการพัฒนารุ่นใหม่ๆ ตลอดเวลา เครื่องบินก็เช่นกัน ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้ จะสามารถทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานดีขึ้นเรื่อยๆ รุ่นใหม่จะดีกว่ารุ่นเก่าขึ้นเรื่อยๆ 

        ดังนั้น ในการศรัทธาหรือการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพการงานก็เช่นกัน ถ้าคิดว่าปัจจุบันดีแล้ว พอใจแล้ว ไม่คิดจะทำให้ดีกว่าหรือพัฒนามากกว่าปัจจุบันแล้ว ก็จะกลายเป็นความเฉื่อย ล้าหลัง และสร้างคุณค่าน้อยลง  ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ หัวหน้าก็ดี ผู้นำก็ดี จึงต้องพยายามเอาใจใส่ระบบการของตนเอง ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง และพยายามสร้างคุณค่าให้เกิดความเจริญก้าวหน้า พร้อมกับมีจิตใจที่อยากจะให้มีความสมบูรณ์เพียบพร้อมมากกว่าเดิม

        ในสมัยอาจารย์โทดะ มีหัวหน้าคนหนึ่งได้พบกับอาจารย์โทดะในวันขึ้นปีใหม่ และพูดกับอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ ขอให้อาจารย์ช่วยให้ชี้นำเหมือนปีที่แล้วด้วยครับ” อาจารย์ตอบว่า “ความศรัทธาของเราไม่มีการเหมือนเดิม ถ้าเหมือนเดิมแล้วก็เท่ากับถอยหลัง ปีนี้จะต้องดีกว่า เจริญกว่าปีที่แล้ว จึงจะเป็นการถูกต้อง” 

        เพราะฉะนั้น การศรัทธาของพวกเราจึงต้องมีความก้าวหน้ามากขึ้นๆ ในแต่ละวันๆ  พร้อมกับสร้างประวัติใหม่ๆ ของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกด้วย P

 

 

วันที่ 25 กรกฎาคม

          การนับถือศรัทธาที่มั่นคง การเคลื่อนไหวที่มั่นคง การดำเนินชีวิตที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้คือลักษณะที่ถูกต้องที่สุดสำหรับสมาชิกของเราในปัจจุบัน ดังนั้น นับตั้งแต่นี้ไป อย่าลืมว่า จะต้องทำให้ผู้คนที่จิตใจหวั่นไหวเกิดความไว้วางใจเป็นสำคัญ

 

อธิบาย

        นิกายของเราก่อตั้งมากระทั่งถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 700 กว่าปี  ส่วนสมาคมโซคาของเราก่อตั้งมานาน 47 ปีแล้ว (ณ ปี ค.ศ.1977) เมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว อายุ 47 ปี จัดว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ ทั้งนี้ ขณะนี้ สมาคมมีสมาชิกประมาณ 8 ล้านครอบครัว จึงกล่าวได้ว่า มีความมั่นคง  ซึ่งในยุคบุกเบิกที่ก่อตั้งสมาคม ทุกคนทำการเผยแผ่ธรรมอย่างกระตือรือร้น ยุวชนก็ต่อสู้อย่างเต็มที่ จึงสามารถสร้างเป็นองค์กรดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

        แต่เมื่อสมาคมมีเสถียรภาพเช่นนี้แล้ว ต่อไปก็จะต้องเน้นที่แต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ เช่น ฝ่ายผู้ใหญ่ชาย ฝ่ายผู้ใหญ่หญิง จะต้องแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้สังคมประจักษ์ในความถูกต้องของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน จึงอาจกล่าวได้ว่า สำหรับปัจจุบัน เรื่องคุณภาพมีความสำคัญกว่าปริมาณก็ว่าได้ ดังเช่นเครื่องบิน เมื่อเริ่มบิน จะต้องเร่งเครื่องและกำลังเต็มที่ไปตามรันเวย์ ซึ่งนักบินต้องระมัดระวังเต็มที่ ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ  เมื่อเครื่องบินสามารถอยู่บนท้องฟ้าในระดับความสูงที่เหมาะสมแล้ว ต่อไปก็จะต้องรักษาระดับความสูงของการบินให้ปลอดภัยและมั่นคง แต่การรักษาระดับให้มั่นคงนั้น ไม่ใช่ว่าอยู่นิ่ง ๆ ไม่บินต่อ เพราะถ้าเครื่องยนต์ดับแล้ว เครื่องบินก็จะต้องตก  จักรยานก็เช่นกัน ขณะที่แล่นอยู่ก็มีความมั่นคง ถ้าหยุดก็จะล้มลง  ลูกข่างที่หมุนเร็ว ๆ ก็มีความมั่นคง เมื่อหมุนช้า ก็ล้มลง

        ในทำนองเดียวกัน ความศรัทธาและการเผยแผ่ธรรม ถ้ามีความก้าวหน้า ก็จะมีความมั่นคง  ถ้าเฉื่อย ถอยหลัง หรือเสื่อมลง ก็จะไม่มีความมั่นคง  ด้วยเหตุนี้ ขอให้พากเพียรเต็มที่ให้วันนี้ดีกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้มีความศรัทธาเข้มแข็งกว่าวันนี้ แม้จะก้าวหน้ามากขึ้นเพียงเล็กน้อยก็เรียกได้ว่ามีความศรัทธาที่มั่นคงแน่วแน่ นี่คือความหมายของ   “การนับถือศรัทธาที่มั่นคง การเคลื่อนไหวที่มั่นคง การดำเนินชีวิตที่มั่นคง” นั่นเอง

        แต่บางคนเข้าใจผิดว่า ตัวเองนับถือศรัทธามานาน 10 ปี 15 ปี 20 ปี จึงคิดว่า ตัวเองมีความศรัทธามั่นคง แท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะสิ่งที่มีอายุนานและดีก็คือโบราณวัตถุ   ความศรัทธาไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับระยะเวลา  สิ่งสำคัญก็คือ พยายามปฏิบัติกิจกรรมการเผยแผ่ธรรมนานกี่ปี เอาใจใส่ดูแลสมาชิกนานกี่ปี พยายามชักชวนแนะนำธรรมได้กี่คน สวดไดโมขุกี่คำ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเป็นจริงหรือการกระทำจริงเป็นหลัก ไม่ใช่ระยะเวลานานเป็นหลัก  อาทิ เมื่อรับโงะฮนซนแล้ว ก็มีแต่ปฏิบัติสวดมนต์อยู่ที่บ้าน ไม่มีการปฏิบัติเพื่อผู้อื่น ไม่มีการศึกษาธรรม ไม่มีการชักชวนแนะนำธรรม ซึ่งไม่มีการเผยแผ่ธรรมแล้ว ย่อมไม่สามารถได้รับบุญกุศลที่แท้จริง มีแต่ได้รับบุญกุศลบางส่วนเท่านั้น  ทั้งนี้เพราะว่า พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “ไดโมขุของอาตมานิชิเร็นนั้น เป็นไดโมขุเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น”  ด้วยเหตุนี้ การสวดมนต์เพื่อตนเองไม่สนใจผู้อื่น ไม่เอาใจใส่ผู้อื่น จึงเท่ากับเป็นการปฏิบัติเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ถ้าเปรียบกับล้อ 2 ข้างของรถแล้ว การปฏิบัติเพื่อตนเองเท่านั้นก็เท่ากับล้อข้างเดียว 

        เพราะฉะนั้น การปฏิบัติเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน และเป็นวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างแท้จริง  ถ้าสมาชิกทั้งหลายปฏิบัติศรัทธาอย่างถูกต้องเช่นนี้แล้ว แน่นอนทีเดียวว่า ผู้คนในสังคมที่ยังไม่ได้นับถือศรัทธา บุคคลที่จิตใจหวั่นไหว มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็คิดแต่จะหาหมอดู เมื่อพบเห็นการดำเนินชีวิตที่มั่นคงของพวกเรา ก็จะเกิดความสนใจ และอยากจะมีลักษณะเดียวกับพวกเรา เช่นนี้แล้ว ก็จะเป็นการชักชวนแนะนำธรรมแก่พวกเขาอีกทางหนึ่ง  ด้วยเหตุนี้ ความศรัทธาที่มั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีการดำเนินชีวิตที่มั่นคง และสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนในสังคม พร้อมกับพิสูจน์ถึงความถูกต้องของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินอีกด้วย P

 

วันที่ 24 กรกฎาคม

            เอาล่ะ ถึงเวลาของการจัดประชุมฝึกอบรมภาคฤดูร้อนแล้ว ขอให้ผนึกเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย พลางมีความสนุกสนานกับปรัชญาชีวิตที่สูงส่งที่สุดในยุคปัจจุบันเพื่อการฝึกฝนตนเอง เพื่อมอบให้แก่สังคม  โดยผู้ที่สามารถเข้าร่วม กับผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมก็กระทำเช่นเดียวกัน

 

อธิบาย

          สมาคมของเรา ตั้งแต่สมัยอาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะ ก็ได้มีการจัดประชุมฝึกอบรมภาคฤดูร้อนมา เจตนารมณ์ของการประชุมฝึกอบรมนี้ ก็คือ เพื่อเสริมสร้างผู้นำในอนาคต เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลให้เร็วยิ่งขึ้น และเพื่อทำประโยชน์ต่อสังคม  ดังนั้น การจัดประชุมฝึกอบรมจึงเป็นประเพณีของสมาคมของเรา  ด้วยเหตุนี้ ทุกปี อาจารย์มาคิงุจิก็ดี อาจารย์โทดะก็ดี และอาจารย์อิเคดะก็ดี จึงพยายามเอาใจใส่อย่างเต็มที่ต่อการจัดประชุมฝึกอบรมภาคฤดูร้อน

          แรกเริ่มเดิมที มีผู้เข้าร่วม 10 กว่าคน 20 กว่าคน อย่างมากก็ 50 กว่าคน  แต่ปัจจุบัน มีจำนวนมากมาย โดยมีทั้งฝ่ายผู้ใหญ่ชาย ฝ่ายผู้ใหญ่หญิง ฝ่ายยุวชนชาย และฝ่ายยุวชนหญิง กลุ่มอุดมศึกษา กลุ่มเตรียมอุดมศึกษา กลุ่มมัธยมศึกษา และกลุ่มประถมศึกษา รวมทั้งตัวแทนของกลุ่มอื่น ๆ มากมาย และทั้งวัน จะมีการศึกษาธรรม สนทนาธรรม ออกกำลังกาย จัดประชุม เล่าประสบการณ์ กล่าวความตั้งใจ ฯลฯ  ซึ่งมีเนื้อหาที่มีความหมาย โดยใช้เวลา 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน จากนั้น ก็แยกย้ายกลับภูมิลำเนาของตน  และนำธรรมที่ได้เรียนรู้ พลังความเร่าร้อนจากการฝึกอบรม ไปใช้ในการเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่นของตน  ส่วนผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วม ก็ตั้งใจรับฟังธรรมอย่างเต็มที่จากผู้ที่ไปร่วม ดูดซับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ในชีวิต และนำไปใช้กับเพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่ยังไม่เข้าถึงพุทธธรรม

          แม้ว่าการฝึกอบรมและการศึกษาธรรมจะใช้เวลาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ ก็ตาม แต่ก็มีเนื้อหาสาระที่แน่นแฟ้นพอสมควร อีกทั้งมีความหมายพอประมาณ  ดังนั้น ผู้เข้าร่วมจึงเหมือนกับได้รับการอัดชาร์จธรรมไว้ในชีวิตเพื่อนำไปใช้ได้ตลอดหนึ่งปี และทุกคนมีความรู้สึกว่า ปีหน้าก็อยากจะมาร่วมอีกครั้งเพื่อรับการอัดชาร์ทธรรมเข้าไปใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในการต่อสู้ทางด้านการเผยแผ่ธรรมในหนึ่งชั่วชีวิตของตนเอง  

ปัจจุบัน เนื่องจากมีสมาชิกถึง 190 ประเทศและเขตการปกครอง การที่สมาชิกจำนวนมากทั้งหมดเดินทางไปร่วมฝึกอบรมที่ประเทศญี่ปุ่นก็คงจะเป็นไปได้ยาก แต่ละประเทศจึงได้ดำเนินการจัดประชุมฝึกอบรมของตนเอง พร้อมกันนี้ เนื่องด้วยสมาคมในแต่ละประเทศ และผู้นำในแต่ละประเทศก็มีคุณภาพ จึงสามารถจัดประชุมฝึกอบรมให้เหมาะสมกับประเทศของตนเองได้อย่างเต็มที่ P

 

 

วันที่ 22 กรกฎาคม

ขอให้ตั้งใจบุกเบิก ขอให้ตั้งใจสร้าง และขอให้ตั้งใจปกป้องตำบลของเราอย่างเต็มที่ เพราะสถานที่นั้นเท่านั้น จะมีการต่อสู้ทางด้านธรรมทั้งหมดของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก

 

อธิบาย

          ระบบการที่สำคัญของพวกเราก็คือตำบล ซึ่งเป็นส่วนที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญมาก หากตำบลไม่มีความเข้มแข็งแล้ว เขต เขตใหญ่ ภาค ก็ไม่มีหวังที่จะเจริญเติบโตได้ ทั้งนี้เพราะว่า หัวหน้าระดับตำบลเป็นผู้ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสมาชิกธรรมดาที่ยังศรัทธาอ่อนแอ และยังไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจทางด้านหลักธรรม กับหัวหน้าที่มีความศรัทธาเข้มแข็งและเข้าใจธรรมมาก  ดังนั้น การทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงของหัวหน้าระดับตำบลจึงมีความสำคัญมาก 

          อาจารย์บอกว่า “ขอให้ตั้งใจบุกเบิก” หมายความว่า ปกติในหนึ่งตำบลจะมีสมาชิกประมาณ 50 กว่าครอบครัว  แต่ภายในสมาชิกเหล่านี้ ต่อไปภายหน้า อาจจะมีผู้นำที่สามารถกลายเป็นหัวหน้าเขต หัวหน้าเขตใหญ่ และหัวหน้าภาคได้  จึงอาจกล่าวได้ว่า ตำบลคือคลังสมบัติของผู้นำนั่นเอง  ดังนั้น ถ้าหัวหน้าระดับตำบลเอาใจใส่และหมั่นเยี่ยมเยียนส่งเสริมกำลังใจสมาชิก และสร้างความสนิทสนมกลมเกลียวกันแล้ว ก็จะสามารถมีผู้นำที่ดีเกิดขึ้นได้มากมายอย่างแน่นอน  นี่คือความหมายของการบุกเบิกตำบล ซึ่งเป็นการทำให้สมาชิกทั้งหลายในตำบลกลายเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตนั่นเอง

          คำว่า “ขอให้ตั้งใจสร้าง” หมายความว่า หน้าที่ของหัวหน้าระดับตำบลก็คือ สร้างตำบลที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง แม้จะมีอุปสรรค 3 มาร 4 ก็ไม่ยอมแพ้และไม่มีสมาชิกท้อถอยไปแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นการสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาล

          คำว่า “ขอให้ตั้งใจปกป้องตำบลของเราอย่างเต็มที่” หมายความว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน สมาคมของพวกเรา ยึดถือคำสอนที่สูงที่สุด และธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง  ดังนั้น  แม้จะมีอุปสรรค 3 มาร 4 หรือศัตรูที่เข้มแข็ง 3 ชนิดเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถทำลายพวกเรา  แต่สิ่งที่จะต้องระมัดระวังและน่ากลัวกว่าก็คือ ภายในหมู่สมาชิกของพวกเรากันเอง  กล่าวคือ ถ้าหัวหน้าและสมาชิกนำวิธีการของสังคมมาใช้ในระบบการของเราแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยกันก็จะลืมเรื่องความศรัทธาได้ง่าย ศรัทธาไม่บริสุทธิ์ได้ง่าย ต่างคนต่างอิจฉา หรือมีอคติจิตต่อกันได้ง่าย มีความโมโห ทะเลาะเบาะแว้ง และเกลียดชังกันได้ง่าย บางคนก็ใช้ตำแหน่งแสดงอำนาจ บางคนอยากเอาหน้าเอาตา หรือแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ถ้าระบบการเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะทำลายความศรัทธา ทำลายธรรม ทำลายสมาคม และทำลายตัวเราเอง ในที่สุด ก็จะต้องพ่ายแพ้แก่มารได้อย่างง่ายดาย  เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ปกป้องอย่างเต็มที่” ซึ่งหมายถึง อย่าให้ถูกย้อมสีจากสังคม นี่คือหน้าที่ของหัวหน้าตำบลนั่นเอง

          หากสามารถทำให้ 3 ประการดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จได้แล้ว การต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็จะสามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน เพราะสิ่งนี้คือรากฐานของการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรม   ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าเขต หัวหน้าเขตใหญ่ หัวหน้าภาค หรือสมาชิกธรรมดา หัวหน้าหน่วย หัวหน้าหมู่ ขอให้พยายามร่วมมือร่วมใจกันก่อสร้างตำบลที่ดีที่สุด นี่คือสิ่งสำคัญในการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรม  เพราะหน้าที่ของหัวหน้าระดับตำบลก็คือต่อสู้อยู่ที่แนวหน้าซึ่งเข้าถึงสมาชิกและเพื่อนสมาชิก 

          ทั้งนี้ ผู้ที่ได้พยายามต่อสู้ในหน้าที่หัวหน้าหน่วย หัวหน้าหมู่ หัวหน้าตำบลอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะสามารถมีประสบการณ์ดีๆ ทางด้านธรรมอย่างมากมาย พร้อมกับสร้างความทรงจำที่แน่นแฟ้นทางด้านธรรมไว้ได้แน่นแฟ้น สามารถสะสมบุญวาสนาได้มากมาย สามารถเข้าใจในพลังของการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวว่ามีมากมายเพียงใด สามารถสร้างพลังแห่งผู้นำในอนาคต และเข้าใจจิตใจและความนึกคิดของผู้คนได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการสร้างประวัติทองคำแห่งชีวิตมนุษย์ของตนเองในระหว่างที่ต่อสู้ทำหน้าที่หัวหน้าระดับตำบล  P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

          วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.1956 ก่อตั้งวงปี่กลอง (โคเทคิไท) เริ่มจากสมาชิกแค่ 33 คน ปัจจุบันมีสมาชิกมากมายนับหมื่น

 

 

 

 

วันที่ 21 กรกฎาคม

เวลาที่สุกงอมได้มาถึงเวลาแล้ว  ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวทางด้านความศรัทธาที่หักโหมหรือเป็นที่รังเกียจนั้น ในที่สุด จำเป็นต้องกล่าวว่าเป็นความโง่เขลา อย่างไรก็ดี ขอให้ดำเนินกิจกรรมอย่างงามสง่าและด้วยลักษณะที่โอนอ่อน

 

อธิบาย

          เวลาที่สุกงอมได้มาถึงแล้ว ก็คือ พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ประกาศก่อตั้งไว้นั้นล่วงผ่านมา 700 กว่าปี ปัจจุบันเปรียบได้กับการฟื้นคืนชีพขึ้นมา และเริ่มเผยแผ่ออกไปสู่ทั่วโลก กล่าวคือ แม้ว่าในสมัยพระนิชิเร็นไดโชนินจะได้ประกาศก่อตั้งคำสอน สวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว และจารึกโงะฮนซนก็ตาม แต่สถานการณ์ของประเทศญี่ปุ่นและของโลกในเวลานั้น ยังไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมในการเผยแผ่ธรรม จึงต้องรอโอกาส  จนกระทั่งสมาคมโซคาได้ก่อตั้งขึ้นมา โดยอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน คืออาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะ และอาจารย์อิเคดะได้ต่อสู้อย่างอุทิศชีวิต จนกระทั่งปัจจุบันมีสมาชิกมากมายทั้งในประเทศญี่ปุ่นและทั่วโลก จึงเรียกได้ว่า เวลาที่สุกงอมได้มาถึงแล้ว

          เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่เหมาะสมกับเวลาในปัจจุบันก็คือ จึงไม่ใช่เฉพาะการเพิ่มจำนวนสมาชิกเท่านั้น แต่จะต้องทำให้เป็นสมาชิกที่มีคุณภาพ เช่น ในการชักชวนแนะนำธรรมแก่เพื่อนหรือบุคคลในครอบครัว ไม่จำเป็นต้องโหมอธิบายอย่างมากมายเสียจนทำให้เป็นที่รังเกียจหรือไม่พอใจ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับเรากำลังสร้างความเสื่อมเสียแก่ธรรม แต่ควรจะรอคอยให้ถึงเวลาเสียก่อน เหมือนรอจนมะม่วงสุก แล้วร่วงลงมาเอง หมายความว่า เราอาจจะแนะนำธรรมต่อเขา แต่ไม่บังคับ หรือเร่งเร้ามากเกินไป หากเขายังไม่เชื่อ ก็ไม่โต้แย้ง แต่พยายามอธิษฐานต่อโงะฮนซน ขอให้เขามีความเข้าใจ สามารถรู้ตัวได้โดยเร็ว พร้อมกับสร้างความสนิทสนมต่อเขา เป็นเพื่อนที่ดี ภรรยาที่ดี ลูกที่ดี สามีที่ดี ฯลฯ ต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ

          จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติธรรมให้เหมาะสมกับเวลาในขณะนี้ก็คือ การดำเนินชีวิตประจำวันในครอบครัว สถานที่ทำงาน ในหมู่เพื่อนฝูง พวกเราผู้เป็นสมาชิกควรจะต้องแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงในด้านการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนว่า ภายหลังจากที่เราปฏิบัติศรัทธาแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านบุคลิกลักษณะ ความนึกคิด พฤติกรรม อุปนิสัย ต่างๆ เป็นต้น  ข้อพิสูจน์เหล่านี้ก็เท่ากับเป็นการชักชวนแนะนำธรรมหรืออธิบายธรรมให้แก่ผู้อื่นโดยเหมาะสมกับยุคสมัย ดังนั้น ผู้ที่ประพฤติตนอย่างไร้สามัญสำนึก จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน หรือลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะ

อาจารย์ชี้นำว่า  “ขอให้ดำเนินกิจกรรมอย่างงามสง่าและด้วยลักษณะที่โอนอ่อน” จึงหมายถึง การมีความเฉลียวฉลาด สติปัญญา สามัญสำนึก ซึ่งเป็นการเผยแผ่ธรรมและปกป้องธรรมในเวลาเดียวกันนั่นเอง P

 

 

 

 

วันที่ 20 กรกฎาคม

            แม้จะคิดว่าได้พูดอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม แต่หากไม่มีวิถีทางที่เคลื่อนไหวโดยปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธะแล้ว ในที่สุด ก็จะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เป็นการดูหมิ่นธรรมอย่างเกียจคร้านนั่นเอง

 

อธิบาย

ในบรรดาอัครสาวกของพระพุทธเจ้า มีลูกศิษย์ที่เฉลียวฉลาด ปัญญาเป็นเลิศ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ พระมหากัสสป เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นบุคคลแห่งสาวก  แต่ในคำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นคำสอน 42 ปีแรกนั้น พระองค์ทรงกล่าวว่า บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะได้ เปรียบได้กับเมล็ดถั่วที่คั่วสุกแล้ว แม้จะนำไปปลูกในดิน และเพียรรดน้ำ ก็ไม่สามารถงอกงามขึ้นมาได้

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า พวกสาวกปัจเจกเป็นบุคคลที่ฉลาด เมื่อได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ ก็เข้าใจว่านี่คือคำสอนที่ถูกถ้วนแท้จริง ทั้งๆ ที่พระองค์ยังไม่ได้เริ่มเทศนาคำสอนที่แท้จริง  ซึ่งเข้าใจว่าตัวเองรู้ธรรมขั้นสูงสุดแล้ว  แต่เมื่อมองจากพระพุทธองค์แล้ว ธรรมที่พวกเขารู้แจ้งนั้นยังเป็นธรรมที่ต่ำ  เนื่องจากพวกเขาคิดว่าตนเองฉลาดและรู้มากกว่าผู้อื่น จึงกลายเป็นคนอวดดี และพอใจที่สามารถหลุดพ้นจาก 6 โลกแรกมาอยู่ในโลกสาวกปัจเจก

แต่เจตนารมณ์ของพระพุทธองค์ไม่ใช่ให้บรรลุถึงขั้นสาวกปัจเจกก็พอ แต่จะต้องทำให้เข้าสู่โลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะให้ได้ นี่คือจิตใจของพระองค์ หากทว่า พวกเขากลับไม่สนใจที่จะไปให้ถึงโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะ กลับยึดมั่นถือมั่นในความพึงพอใจแค่นั้น  จึงถูกตำหนิจากพระพุทธองค์  ตรงกันข้าม สุทธิปุณฑิก ศิษย์สองพี่น้อง ที่แม้แต่ชื่อของตัวเองก็ยังจำไม่ได้  ดังนั้น เมื่อเรียกคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็จะขานรับ  ซึ่งไม่มีความเฉลียวฉลาดเลย แต่มีนิสัยว่านอนสอนง่าย  พระพุทธองค์ทรงสอนว่า แม้จะไม่รู้หรือไม่เข้าใจ แต่เนื่องจากพยายามปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธอยู่เสมอ  ดังนั้น ในที่สุด สองพี่น้องก็สามารถบรรลุพุทะภาวะได้เร็วกว่าพระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ และพระมหากัสสปเสียอีก

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “การบรรลุพุทธภาวะนั้น สิ่งสำคัญก็คือความเชื่อ ถ้าไม่มีความเชื่อ แม้จะรู้ธรรมมากมาย ก็ไม่มีประโยชน์” หมายความ เป็นความเชื่อที่ไม่อวดดี ไม่สงสัย จะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธะ  ดังนั้น แม้จะไม่ใช่ผู้ฉลาด ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ ยากดีมีจน ถ้ามีความศรัทธาที่บริสุทธิ์ และมีความเชื่อที่มั่นคงแน่วแน่แล้ว จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน

กล่าวคือ แม้พวกเราจะเรียนธรรมมากมายและเข้าใจได้ดี แต่ก็เป็นเพียงทางด้านทฤษฎีเท่านั้น มีแต่ความรู้เท่านั้น ไม่ได้มีการปฏิบัติทำตามคำสอนของพระพุทธะ ก็ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้อง  ซึ่งอาจารย์กล่าวว่า “เป็นการดูหมิ่นธรรมอย่างเกียจคร้าน” ทำไมจึงกล่าวว่าเกียจคร้าน ก็เพราะว่า มีแต่รู้เอาไว้เพื่อตัวเอง มีแต่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ก็คิดว่าพอแล้ว หรือสำเร็จมรรคผลแล้ว หรือคำพูดคำอธิบายเกี่ยวกับคำสอนของตนไม่ผิดพลาด ซึ่งเป็นลักษณะที่อวดดี ไม่มีความเมตตากรุณาที่แท้จริง ไม่สนใจสามัญชน ไม่ช่วยเหลือสมาชิกจากใจจริง มีแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้น คือ พูดแล้ว สอนแล้ว ก็ถือว่าทำหน้าที่เสร็จแล้ว  จึงเรียกว่าความเกียจคร้านนั่นเอง  และกลายเป็นการดูหมิ่นธรรม เพราะไม่ได้สอนเพื่อสมาชิก แต่สอนเพื่อให้ตนเองพึงพอใจ เพื่อให้สมาชิกเห็นว่าตนเองมีความรู้ธรรมมากมายเพียงใด  ความนึกคิดเช่นนี้ไม่สามารถเชื่อมตรงต่อพระนิชิเร็นไดโชนิน กลับจะกลายเป็นการดูหมิ่นธรรม  P

 

 

วันที่ 19 กรกฎาคม

            การต่อสู้ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ห่างไกล ความสุขก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ห่างไกล ดังนั้น ขอให้ตระหนักถึงการอาศัยอยู่ในท้องถิ่นของเรา และพยายามทำหน้าที่ของตนเอง

 

อธิบาย

อาจารย์บอกว่า การต่อสู้ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ห่างไกล ก็แสดงว่าอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งจิตใจคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด จึงหมายถึงการต่อสู้กับตัวเอง 

ในการปฏิบัติศรัทธาหรือการเคลื่อนไหวเพื่อการเผยแผ่ธรรม ย่อมจะต้องพบอุปสรรค 3 มาร 4 อย่างแน่นอน  แต่ในการดำเนินชีวิตมนุษย์นั้น เรื่องที่ทำให้เราอ่อนแอหรือเสื่อมถอยลง ก็คือ การไม่เคยพบอุปสรรค การมีชีวิตที่ราบรื่นไร้ปัญหา เช่น ไม่ไปโรงเรียน ไม่ไปทำงาน ไปเที่ยวดูหนังฟังเพลง ดูจะสนุกสนานและมีความสุข และทำได้ง่ายกว่า หรือไม่ไปประชุม ไม่ไปเรียนธรรม ไปโยนโบว์ลิ่งดูจะน่าสนุกและสบายกว่า แต่การตั้งใจไปเยี่ยมสมาชิก ไปประชุม ไปเรียนธรรม พยายามสวดมนต์ให้ครบทุกเช้า-เย็น เป็นเรื่องที่ยากลำบาก  แม้จะมีไข้เพียงเล็กน้อย ก็นำมาเป็นข้ออ้างว่า วันนี้ไม่สบาย ไม่สามารถไปได้แล้ว หรือฝนตก ก็ถือโอกาสไม่ไป และอยู่บ้านดูทีวี  ถ้าเป็นเช่นนี้เสียทุกครั้งแล้ว ก็เท่ากับยอมพ่ายแพ้ต่อตัวเองทุกครั้ง ย่อมไม่มีโอกาสที่จะบรรลุพุทธภาวะได้ ไม่มีโอกาสสะสมบุญวาสนา   ดังนั้น การปฏิบัติต่อสู้ก็คือ เริ่มต้นจากการเอาชนะตัวเองให้ได้นั่นเอง

ในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเรานั้น เป็นการปฏิบัติที่ง่ายที่สุด คือ สวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวต่อโงะฮนซน  ไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินกำลัง แม้แต่เด็กๆ ก็ยังสามารถจำได้ เพราะเป็นเพียงแค่อักษร 5 ตัว 7 ตัวเท่านั้น เพียงแค่นั่งพนมมือและสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวต่อโงะฮนซนเท่านั้น  แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการปฏิบัติที่ยากที่สุดเช่นกัน  เพราะเมื่อเริ่มสวดมนต์ด้วยความตั้งใจว่าจะสวดมนต์ให้ได้วันละ 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง  แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความนึกคิดก็ลอยล่องไปในเรื่องต่างๆ ที่ไม่สำคัญ และคิดว่า วันนี้สวดมนต์แค่ 10-20 นาทีก็พอแล้ว ที่เหลือเอาไว้สวดในวันรุ่งขึ้นก็ได้  แต่พอถึงพรุ่งนี้ ก็เป็นเช่นนี้อีก ในที่สุด ก็ไม่สามารถสวดมนต์ตามเป้าหมายให้สำเร็จ  ทำให้เป้าหมายที่ตั้งใจจะสวดมนต์ให้สำเร็จกลายเป็นเรื่องที่ยากมาก  ด้วยเหตุนี้ รากฐานของการมีชัยชนะจึงอยู่ที่จิตใจของตนเอง ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็ง จิตใจไม่กล้าหาญ ก็จะต้องพ่ายแพ้ในการต่อสู้

คำว่า “ความสุขก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ห่างไกล”  เรื่องนี้ก็เช่นกัน หมายความว่า เป็นสิ่งที่อยู่ภายในชีวิตของเรา บางคนเข้าใจว่า เห็นคนอื่นมีบ้านหลังใหญ่ สวยงาม ถ้าเราได้อยู่ในนั้น ก็คงจะมีความสุข หรือเพื่อนขับรถเบนซ์ เราก็รู้สึกอิจฉา จึงคิดว่า ถ้าเรามีรถก็คงจะมีความสุข ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดจากการเปรียบเทียบกับผู้อื่น รู้สึกว่าของคนอื่นดีกว่า สวยกว่าเรา  แต่แท้จริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ความสุขมี 2 ประเภท คือ ความสุขสัมพัทธ์ (ความสุขเปรียบเทียบ) กับความสุขสัมบูรณ์  ซึ่งความสุขสัมพัทธ์เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการเปรียบเทียบ เช่น เรามีเงินมากกว่าเขา เรามีบ้านใหญ่กว่าเขา เรามีรถ เขาไม่มี เราแข็งแรง เขาเจ็บป่วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เราก็รู้สึกว่าเรามีความสุข  ส่วนความสุขสัมบูรณ์ เป็นความสุขที่ไม่ได้เกิดจากการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เป็นความสุขในชีวิตของตัวเอง แม้จะพบอุปสรรค หรือความทุกข์ ก็มีพลังชีวิตชีวามากมาย ไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งที่พบเจอแม้จะต้องต่อสู้กับชะตากรรมหรืออุปสรรค 3 มาร 4 ก็ไม่ถูกกระทบกระเทือน และสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำร้ายเรา  บุคคลที่มีลักษณะนี้นั้น แม้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ทุกเวลาก็มีชีวิตชีวา มีความแน่นแฟ้นอยู่เสมอ  ซึ่งกล่าวได้ว่า นี่คือบุคคลที่มีความสุขที่แท้จริง 

การที่จะสามารถกระทำได้เช่นนี้หรือไม่นั้น อาจารย์ชี้นำว่า “ขอให้ตระหนักถึงการอาศัยอยู่ในท้องถิ่นของเรา และพยายามทำหน้าที่ของตนเอง” หมายความว่า จะต้องทำภาระหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบในท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ให้บรรลุผลสำเร็จ ทั้งนี้เพราะความศรัทธาเท่ากับความรับผิดชอบ และเท่ากับการรู้แจ้ง  ดังนั้น ถ้ามีความรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่ที่ของตนเองแล้ว จะสามารถเอาชนะต่อตัวเอง และมีความสุขสัมบูรณ์ได้  ดังนั้น ปัญหาสำคัญก็อยู่ที่ว่า เราสามารถรู้ตัวได้หรือไม่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของตัวเอง ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องของผู้อื่นแล้ว แม้เวลาจะล่วงผ่านไปนานเพียงใด ก็ไม่สามารถแก้ไขได้  แต่ถ้ารู้ตัวว่า ปัญหานั้นอยู่ที่ตัวเราแล้ว ก็จะสามารถเอาชนะได้  P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

          วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1951 วันก่อตั้งคณะยุวชนหญิง

 

 

 

 

วันที่ 18 กรกฎาคม

            แม้ว่าวันนี้จะเป็นชีวิตที่ดูเหมือนตามใจตัวเองและมีความสุขก็ตาม แต่พรุ่งนี้ขอให้มีชีวิตปกติที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ  ดังนั้น ขอให้เหงื่อที่ไหลของวันนี้ทำให้มีชีวิตที่เคลื่อนไปในหนทางแห่งการปฏิบัติธรรม

 

อธิบาย

สมาชิกโดยมากมีปัญหามากมาย ไม่มีบุญวาสนา และมีชะตากรรมหนักอยู่แล้ว  เช่น พยายามทำการค้าขาย แต่เศรษฐกิจก็ยังยากลำบาก  หรือแม้จะมีเงินทองมากมาย แต่ในครอบครัวก็เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องใช้เงินรักษามากมาย หรือประสบอุบัติเหตุต่างๆ นานา จึงต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย หรือมีเงิน แต่สามีไม่ดีต่อครอบครัว หรือลูกเกเร  ด้วยสาเหตุเหล่านี้  จึงได้เริ่มปฏิบัติศรัทธาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน และรับโงะฮนซน  และพากเพียรในการปฏิบัติสวดมนต์และทำงานพระอย่างมากมาย  ซึ่งมองดูผิวเผิน ก็อาจจะคิดว่า คนที่ไม่นับถือศรัทธายังมีฐานะดีกว่าเรา  หรือดูเหมือนมีความสุขกว่าเรา

แต่เมื่อมองดูอย่างลึกซึ้งด้วยหลักธรรมแล้ว ด้วยเหตุที่เรายังฐานะไม่ดี เราจึงสามารถขยันขันแข็งปฏิบัติศรัทธา ซึ่งเป็นการสะสมบุญวาสนาให้เพิ่มพูนมากขึ้นๆ ตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติศรัทธาอาจดูมีความสุขมากกว่าเรา มีเงินมีทอง แต่พวกเขาก็กำลังใช้บุญวาสนา ซึ่งจะค่อยๆ หมดไป  เมื่อไม่มีบุญวาสนาแล้ว สภาพชีวิตของเขาก็จะตกลงสู่อบายภูมิ 4  ดังเปรียบเทียบได้ว่า การกระทำของเรา แรกเริ่มก็เหมือนกับคนที่สมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารเป็นศูนย์ ไม่มีเงินเลย ต่อมา เมื่อนำเงินฝากเข้าไปทุกวันต่อไปเรื่อยๆ  ส่วนคนในสังคม มีเงินมากมายในสมุดบัญชี แต่ก็ถอนออกมาใช้ทุกวันไปเรื่อยๆ  เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ศรัทธาก็คือผู้ที่มีความหวังมากมายในอนาคต ในขณะที่ผู้ที่ไม่ศรัทธาคือผู้ที่มีแต่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ  

เพราะฉะนั้น แม้ในระหว่างที่กำลังพากเพียรปฏิบัติศรัทธาในปัจจุบันจะถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะ หรือมีความทุกข์มากเพียงใด ก็จะต้องมีความมั่นใจในอนาคตว่า ขอให้รอดูว่าอนาคตของเราจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน จะต้องมีความสุขได้แน่นอน ซึ่งพยายามสร้างประวัติทองคำของการปฏิบัติธรรมเป็นสำคัญ  จึงจะเรียกได้ว่า ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธะ P

 

 

 

 

วันที่ 17 กรกฎาคม

            การชี้นำตัวต่อตัว การสนทนาตัวต่อตัว ในการเคลื่อนไหวเช่นนี้เท่านั้นที่จะเป็นบ่อเกิดของความเป็นจริง ไม่ใช่การหมุนโดยว่างเปล่า สิ่งนี้อย่าลืมเป็นอันขาด

 

อธิบาย

บ่อเกิดของธรรม บ่อเกิดของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน บ่อเกิดของสมาคม ล้วนมีเจตนารมณ์อยู่ที่การช่วยเหลือสามัญชนแต่ละคนๆ  ไม่ว่าจะมีสมาชิกมากมายเพียงใด กิจกรรมของสมาคมจะมีมากมายเพียงใด ก็จะต้องไม่ลืมบ่อเกิดของสมาคมที่ว่า ก้าวหน้าไปพร้อมกับสามัญชน  ถ้าหัวหน้าหรือผู้รับผิดชอบลืมสิ่งนี้แล้ว ก็เท่ากับทำร้ายสมาคม ทำร้ายธรรม และทำร้ายเจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว แม้จะปฏิบัติมากมายเพียงใด แต่เนื่องจากไม่มีบ่อเกิด ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลายเป็นการหมุนโดยว่างเปล่า

          หัวหน้าบางคนเข้าใจผิดว่า รายการของหัวหน้ามีเต็มหมดทุกวัน ทุกอาทิตย์ ทุกเดือน  ดังนั้น การที่ไปร่วมประชุมที่นั่นที่นี่ สอนธรรม ปรึกษารายการ เข้าร่วมครบถ้วนทุกรายการ แสดงว่า ทำหน้าที่ของตนเองสำเร็จเรียบร้อยดี  แต่ความนึกคิดเช่นนี้น่าอันตรายมาก เพราะรายการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ถือว่าเป็นการต่อสู้ตามรายการเท่านั้น ไม่ได้มีการต่อสู้เพื่อการชี้นำตัวต่อตัว สนทนาตัวต่อตัว  แต่เป็นการทำให้ครบตามรายการเท่านั้น แล้วก็จะค่อยๆ ลืม หรือห่างจากสามัญชนหรือสมาชิกธรรมดาได้ง่าย เหมือนกับนกที่อพยพไปตามฤดูกาล การไปประชุมตรงนั้นที ตรงนี้ที มีแต่การไปเท่านั้น ไม่ได้มีการสร้างรังที่มั่นคงถาวร

          กล่าวคือ ถ้าพวกเราไม่มีการชี้นำตัวต่อตัว ไม่มีการสนทนาตัวต่อตัวแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะสะสมบุญวาสนา สะสมพลังชี้นำทางด้านธรรม ไม่ได้อ่านพระสูตรหรือธรรมนิพนธ์ด้วยร่างกาย ไม่ได้สัมผัสชีวิตต่อชีวิตกับสมาชิก ไม่เข้าใจความทุกข์ของสมาชิก ไม่รู้ซึ้งถึงอานุภาพที่แท้จริงของโงะฮนซน ไม่มีพลังโอบอุ้มสมาชิก ไม่มีความเมตตารักใคร่ต่อสมาชิก ฯลฯ  ซึ่งมองดูผิวเผินก็เห็นว่าเป็นหัวหน้าของสมาคม แต่จิตใจขาดเจตนารมณ์ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก 

เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะมีรายการเต็มเหยียดตลอดเดือน ก็จะต้องพยายามหาเวลา สร้างเวลา เพื่อให้คำชี้นำตัวต่อตัว สนทนาตัวต่อตัว  นี่คือสิ่งสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นแล้ว การเคลื่อนไหวของเราก็จะไม่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับพระนิชิเร็นไดโชนิน และอาจารย์อิเคดะได้ P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

          วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1957 อาจารย์อิเคดะออกจากคุก

          วันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ.1966 ก่อตั้งกลุ่มอุชิโอะ ในแผนกอุดมศึกษา (คำว่าอุชิโอะ แปลว่า กระแสน้ำ  กลุ่มนี้เป็นผู้นำของแผนกอุดมศึกษา)

          วันที่ 17 กรกฏาคม ค.ศ.1973  ประชุมผู้ได้รับฟังการบรรยายบันทึกคำสอนปากเปล่าจากอาจารย์อิเคดะ ครั้งที่ 1

 

 

 

วันที่ 16 กรกฎาคม

            สมาคมของเรามีการปฏิบัติและมีความเที่ยงธรรม จึงไม่อะไรที่ต้องหวั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเราสามารถมั่นใจได้ว่า มีความศรัทธาที่เข้มแข็งที่เชื่อมตรงต่อพระนิชิเร็นไดโชนินอยู่แล้ว

 

อธิบาย

ความเที่ยงธรรมมีหลายแบบหลายอย่าง แล้วแต่กรณี แล้วแต่สถานการณ์ เช่น ในภาวะสงคราม ผู้ที่ฆ่าคนได้มาก ก็ยิ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นวีรบุรุษ นี่คือความเที่ยงธรรมในสมัยที่มีการสู้รบทำสงครามกัน  แต่เมื่อสงครามยุติ คนที่ฆ่าคนตายก็จะถูกเรียกว่าอาชญากร  ในหมู่นักเลง การจี้ปล้นทำร้ายร่างกายผู้อื่นถือว่าเป็นกระทำที่ถูกต้อง ฯลฯ  ดังนั้น จึงกล่าวว่า ความเที่ยงธรรมนั้นไม่แน่นอน แล้วแต่กรณี แล้วแต่บุคคล

แต่ความเที่ยงธรรมที่แท้จริงก็คือคำสอนของพระพุทธะ เพราะว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระพุทธะคือเอาใจใส่สามัญชน และใช้ปัญญาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในทั่วโลก  ดังนั้น เมื่อมองดูจากพระพุทธะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย คนป่วย คนแก่ คนหนุ่มสาว เชื้อชาติอะไร ก็ไม่มีความแตกต่างกันแม้แต่น้อย  พระพุทธะกระทำการทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ปุถุชนคนโง่  นี่คือความเมตตากรุณาของพระพุทธะ 

ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “ผู้ที่โง่ จะได้รับผลบุญจากการรับใช้ผู้ที่รู้ธรรมมาก” หมายความว่า พวกเราไม่รู้ว่าชีวิตของเราเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าชะตากรรมของเรามีอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าปัญญาของพระพุทธะนั้นลึกซึ้งมากเพียงใด ไม่รู้ว่าชาติก่อนเคยสร้างเหตุอะไรไว้ และไม่รู้ว่าชาตินี้ชาติหน้าจะมีชีวิตเป็นอย่างไร แม้แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักการเมือง นักดนตรี นักร้อง นักแสดงที่มีชื่อเสียง หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับชีวิตของตนเองได้ ทุกคนก็เหมือนกับพวกเราที่เป็นคนธรรมดาๆ  เพียงแต่มีฝีมือมีความเข้าใจตามที่ตนถนัดเท่านั้น แต่สิ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิตนั้นกลับไม่รู้ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นมนุษย์ปุถุชนคนโง่  แต่พระพุทธะรู้อดีต ปัจจุบันและอนาคต 3 ชาติ รู้กฎของสกลจักรวาล  ด้วยเหตุนี้ เมื่อพวกเราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธะแล้ว ก็สามารถได้รับปัญญาที่ดี ได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คือสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้อย่างแน่นอน 

ปัจจุบัน สมาคมทำหน้าที่เป็นองค์กรที่ปฏิบัติตามพุทธเจตนาพุทธบัญชา จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติศรัทธาของพวกเราเชื่อมตรงต่อพระนิชิเร็นไดโชนินอยู่แล้ว  ดังนั้น ไม่ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์ ก็ไม่มีความหวั่นกลัว เพราะพวกเราสามารถเข้าใจได้ว่า สิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์นั้นไม่มีเหตุผล ไม่รู้จักธรรมที่สูงส่งที่สุด ไม่รู้จักชีวิต รู้แต่เรื่องผิวเผิน เช่น สมาชิกคนนั้นเป็นแบบนั้น แบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น  พวกเรามีความมั่นใจว่า ความเที่ยงธรรมของสมาคมคือความเที่ยงธรรมที่สูงที่สุด  ดังนั้น เมื่อติดตามสมาคม ก็เปรียบได้กับการรับใช้ผู้รู้ธรรมมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้า แต่ก็อย่าอวดดีว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษ จึงได้รับหน้าที่นี้  ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ควรจะต้องคิดว่า พระพุทธะเรียกใช้เรา จึงน้อมรับตำแหน่งหน้าที่ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และทำให้ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายมาสำเร็จลุล่วง  นี่จึงจะเป็นความคิดอ่านของการศรัทธาที่ถูกต้อง  แต่ถ้าคิดว่า ตัวเองมีอภิสิทธิ์ ก็จะเกิดความอวดดีได้ง่าย ถ้ามีความศรัทธาแบบอวดดีแล้ว ก็จะไม่ใช่ความศรัทธาที่เชื่อมต่อโดยตรงกับพระนิชิเร็นไดโชนิน กลับจะเป็นการตัดขาดสายเลือดของธรรมที่ถูกต้อง  เช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ใช่ความเที่ยงธรรม  ฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องรับหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถ่อมตน P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

          วันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1260 พระนิชิเร็นไดโชนินยื่นบทนิพนธ์เรื่องการก่อตั้งคำสอนที่ถูกต้องเพื่อให้ประเทศเกิดสันติ ตักเตือนรัฐบาลคามาคูระ

 

 

 

วันที่ 15 กรกฎาคม

            หนทางในการเดินขบวนแถวเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั้นยาวไกล จึงต้องมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง  เพราะฉะนั้น ในฤดูร้อนนี้ ขอให้ร่วมกันฝึกฝนชีวิตอย่างเต็มที่

 

อธิบาย

การเผยแผ่ธรรมของพวกเราเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน และไม่เคยทำมาก่อน  ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า หนทางในการเดินขบวนแถวเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั้นยาวไกลไม่มีสิ้นสุด   ด้วยเหตุนี้ ถ้าร่างกายและจิตใจไม่แข็งแรงแล้ว ย่อมไม่สามารถอดทนหรือต่อสู้ได้ไหว  ดังนั้น จึงขอให้สมาชิกแต่ละคนสวดมนต์ ต่อสู้ทำงานพระ และศึกษาธรรมอย่างมากมาย เพื่อเป็นการฝึกฝนชีวิตของตนเองและผู้อื่นอย่างเต็มที่  จึงจะสามารถต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมในอนาคตที่ยาวไกลได้

กล่าวคือ ในสมาคมมีกิจกรรมต่าง ๆ หลายกลุ่มมากมาย เช่น กลุ่มกะโยไก มีหน้าที่ปกป้องโงะฮนซนและดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ ภายในอาคารสมาคม   กลุ่มโซคาฮัน มีหน้าที่เตรียมการณ์ล่วงหน้าให้แก่รายการประชุมต่าง ๆ ดูแลสวัสดิภาพของสมาชิก เมื่อมีการไปประชุมฝึกอบรมที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ดูแลผู้เดินทางทุกคนให้ปลอดภัย  กลุ่มบุงกะฮัน คือจัดเตรียมอุปกรณ์การฉายภาพยนตร์ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมกับดูแลรักษาอุปกรณ์เหล่านั้น  กลุ่มโยธวาฑิต ก็คือวงดุริยางค์ฝ่ายยุวชนชายที่ทำหน้าที่ส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกทั้งหลาย พร้อมกับเป็นการเผยแผ่ธรรมอยู่ในตัวด้วย  กลุ่มโคเทคิไท ก็คือวงปี่กลองหรือวงดุริยางค์ของฝ่ายยุวชนหญิง  กลุ่มนักร้องประสานเสียง กลุ่มบัวขาว กลุ่มทำความสะอาด กลุ่มประชาสัมพันธ์ ฯลฯ กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้เป็นโอกาสที่จะสามารถฝึกฝน และสามารถกระทำภาระหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จลุล่วง อาจารย์จึงเคยชี้นำไว้ว่า ผู้ที่เคยผ่านการฝึกฝนในกลุ่มเหล่านี้ จะสามารถเจริญก้าวหน้า และไว้วางใจได้ เพราะพวกเขาสามารถอดทนต่อสู้มาได้ด้วยความศรัทธา  ดังนั้น แม้จะมีอุปสรรค หรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถอดทนได้ ต่อสู้ได้ จึงไว้วางใจได้  อันที่จริง หัวหน้าทั้งหลายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็คือผู้ที่เคยผ่านการฝึกฝนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาก่อนทั้งนั้น  จึงอาจกล่าวได้ว่า ความศรัทธาเท่ากับความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบเท่ากับการรู้แจ้ง หมายความว่า เมื่อมีความศรัทธาบริสุทธิ์และเข้มแข็ง ก็จะสามารถรับผิดชอบหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เมื่อพยายามให้ลุล่วงในภาระหน้าที่ ก็จะสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต

ดังนั้น ความศรัทธาที่ไม่พ่ายแพ้ต่อตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าพ่ายแพ้ต่อตนเองแล้ว ก็แสดงว่า ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่รับผิดชอบต่อการเผยแผ่ธรรม เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ ไม่สามารถที่จะเผยแผ่ธรรมได้  ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีพลังชีวิตที่เข้มแข็ง มีพลังชีวิตชีวามากขึ้น เพื่อให้โลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะปรากฏออกมาเสมอๆ จึงจะไม่พ่ายแพ้ต่อตนเอง  วิธีนี้ก็คือการฝึกฝนชีวิตของตนเอง  ซึ่งถ้าชีวิตมีความเข้มแข็ง มั่นคงแน่วแน่ แน่นอนว่า ร่างกายและจิตใจก็จะแข็งแรง  ถ้าร่างกายและจิตใจแข็งแรง ก็สามารถต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมที่ยาวไกลได้อย่างแน่นอน P

 

 

 

วันที่ 14 กรกฎาคม

            ผลึกแห่งความร่าเริง มารยาท และความซื่อสัตย์สุจริตนั้น เป็นการแสดงปรากฏออกมาของความศรัทธา  เพราะฉะนั้น ขอให้อย่าลืมว่า การกระทำของบุคคลจะเป็นการคลี่ออกของการเผยแผ่ธรรมนั่นเอง

 

อธิบาย

ส่วนมากสมาชิกธรรมดาจะเข้าใจว่า เรื่องการนับถือศรัทธาก็เป็นเรื่องการนับถือศรัทธา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการคิดแบ่งแยกออกจากกัน  แต่ธรรมที่แท้จริงย่อมไม่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า ถ้าพวกเรานับถือศรัทธาต่อธรรมที่ถูกต้อง และธรรมนั้นมีพลัง และเป็นคำสอนที่สูงที่สุดแล้ว ย่อมจะสามารถเป็นเข็มชี้หรือเข็มทิศให้แก่ชีวิตของเราได้  ดังนั้น เมื่อเรานับถือคำสอนที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว ก็ควรจะแสดงผลของการนับถือศรัทธาให้ปรากฏออกมาในความนึกคิด กิริยามารยาท และการดำเนินชีวิตประจำวัน  ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่เช่นนั้นแล้ว แสดงว่า การปฏิบัติศรัทธาไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิต ย่อมเท่ากับเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ต่อการแก้ไขหรือสร้างคุณค่าให้กับตนเอง ครอบครัว หรือการดำเนินชีวิต ก็เท่ากับเป็นศาสนาเพื่อศาสนา ไม่ใช่ศาสนาเพื่อการดำเนินชีวิต

ดังนั้น ถ้ามีความศรัทธาที่ถูกต้อง ย่อมจะต้องมีการดำเนินชีวิต ความนึกคิด กิริยามารยาท ที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้น อย่างเช่น เมื่อสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะสามารถมีพลังชีวิตชีวามากขึ้น มีอารมณ์เร่าร้อน มีลักษณะ หน้าตาร่าเริง  ถ้าศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้ง ก็จะสามารถรู้ได้ถึงเหตุกับผลที่แท้จริงภายในใจของเรา เมื่อมีปัญหาหรือความทุกข์ต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็สามารถเข้าใจได้ว่า สาเหตุดั้งเดิมนั้นมีอยู่ภายในชีวิตของเราเอง  ถ้ารู้ตัวเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ต่อว่า วิจารณ์ ตำหนิติเตียนผู้อื่น จึงสามารถมีมารยาทที่ดีได้ คบค้ากับผู้อื่นด้วยความระมัดระวังความโน้มเอียงของชีวิตตนเอง  ถ้าสวดมนต์ยิ่งมากและยิ่งลึกซึ้งแล้ว โลกโพธิสัตว์ โลกพุทธะก็จะปรากฏออกมาในชีวิตของเราได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และเมตตารักใคร่ผู้อื่น จึงมีพฤติกรรมที่ให้เกียรติ ยกย่องผู้อื่น  และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นก็มีความซื่อสัตย์สุจริต

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า จุดมุ่งหมายของการปรากฏออกมาในโลกนี้ของพระศากยมุนีพุทธะ ก็คือ เพื่อสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์  ผู้ฉลาดเรียกว่ามนุษย์ ส่วนผู้ที่ไม่มีสามัญสำนึกเรียกว่าสัตว์  หมายความว่า แม้ว่าธรรมจะสูงส่งมากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าผู้ปฏิบัติศรัทธาไม่ฉลาด ขาดสามัญสำนึก ไม่มีมารยาท ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความร่าเริงแล้ว ผู้อื่นย่อมจะรู้สึกว่า ธรรมนี้ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย  เพราะผู้ศรัทธาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง  ดังนั้น พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติศรัทธาจะเป็นเครื่องชี้วัดถึงความศรัทธาที่ถูกหรือผิด  หากเป็นเช่นนี้แล้ว การกระทำที่ไม่ดีของผู้ศรัทธาย่อมขัดขวางไม่ให้การเผยแผ่ธรรมสามารถคลี่ออกหรือแผ่ขยายสู่สังคม จึงเป็นเรื่องที่จะต้องระมัดระวังให้ดี P

 

 

 

วันที่ 13กรกฎาคม

            ความประมาทที่เกิดจากความคิดที่ว่า มีความศรัทธาแล้วก็หายห่วงได้นั้น ไม่ใช่การศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิตที่แท้จริง การดำเนินชีวิตและการกระทำที่มีความปลอดภัยและมีความระมัดระวังอย่างเข้มงวด เรียกได้ว่าเป็นความศรัทธาที่แท้จริง จงอย่าลืมว่า ที่นั่นจะมีการปกป้องคุ้มครองของเทวดาทั้งหลาย

 

อธิบาย

เมื่อสมาชิกธรรมดาได้รับโงะฮนซนแล้ว หัวหน้าอธิบายว่า โงะฮนซนมีอานุภาพมากมายและมีพลังที่มหัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ยากดีมีจน ชายหญิง คนผิวขาว ผิวดำ ผิวเหลือง คนฉลาดมาก ฉลาดน้อย คนพิการ เช่น ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ ปรารถนาสิ่งใด ก็สามารถอธิษฐานขอได้ ทั้งหมดจะสามารถได้รับผลบุญกุศล และในที่สุด จะสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  บางคนก็อาจจะเข้าใจผิดว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็สบายแล้ว วันทั้งวันไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งสวดมนต์ต่อโงะฮนซนก็จะสามารถมีความสุขได้ 

แต่ธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงย่อมไม่ได้สอนเช่นนี้อย่างแน่นอน จริงอยู่ว่า การที่พวกเราสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว จะสามารถสร้างบุญได้อย่างแน่นอน แต่ถึงแม้ว่าจะสร้างบุญได้มากมายเพียงก็ตาม ถ้าไม่มีการประกอบอาชีพการงาน ไม่มีการดูแลเอาใจใส่ครอบครัว ไม่มีการดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว บุญวาสนาก็ไม่สามารถแสดงปรากฏออกมาให้เห็นได้ เพราะว่า ความศรัทธาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่บุญวาสนาที่สะสมอยู่ภายในชีวิตของเรา จะปรากฏออกมาให้เห็นได้ที่การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

กล่าวได้ว่า ความศรัทธาคือตัวตนร่างกาย และการดำเนินชีวิตเป็นเงาของร่างกาย ทั้งสองสิ่งนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ ดังนั้น ถ้าบอกว่า เราสวดมนต์มากมายแล้ว ดื่มเหล้าเมาขับรถหรือขี่จักรยานยนต์ ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง  เพราะเมื่อดื่มเหล้าแล้ว ก็ต้องห้ามขับรถ นี่คือสามัญสำนึก การอ้างว่า ศรัทธาแล้วไม่ต้องห่วงอะไรจึงเรียกได้ว่าเอาแต่พึ่งพาโงะฮนซน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองประมาท ดังนั้น การมีความศรัทธาที่แท้จริงก็คือ การดำเนินชีวิตที่มีสามัญสำนึก หรือบางคนอ้างว่า เรามีความศรัทธาแล้ว การค้าขายจะทำอย่างไรก็ขายดีอยู่แล้ว  ก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะเรื่องการค้าขายจำเป็นต้องหาวิธีที่ดี ต้องใช้ปัญญา จึงจะขายดีและกำไรได้ ถ้าไม่คิดหาวิธีที่ดี เหมือนเด็กเล่นขายของ ก็คือมีแต่พึ่งพาต่อโงะฮนซน ซึ่งคนที่พึ่งพาผู้อื่น พึ่งพาโงะฮนซน จะไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทวดาทั้งหลาย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “เพราะจิตใจเข้มแข็ง จึงสามารถได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเทวดาทั้งหลาย” หมายความว่า เมื่อคิดทางด้านธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว เนื่องด้วยจิตใจที่ศรัทธาเข้มแข็งมั่นคงแน่วแน่ จึงได้รับการปกป้องคุ้มครองได้จากเทวดา  แต่ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็ง ชอบพึ่งพาอาศัยผู้อื่น หรือเกียจคร้านแล้ว เทวดาก็จะทอดทิ้ง ไม่ให้การรักษาคุ้มครอง  ดังนั้น ในการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเรา ทุก ๆ วันจึงต้องพยายามนำปัญญาที่ดีมาใช้ และสะสมความระมัดระวังเอาใจใส่อย่างเข้มงวด นี่คือเรื่องที่สำคัญมาก  P

 

 

 

วันที่ 12 กรกฎาคม

            ขอให้การประชุมสนทนาธรรมมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม การพาเพื่อนมา และจัดการประชุมที่มิตรสหายจะสามารถฟื้นชีวิตชีวาขึ้นมานั้น จะสามารถได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่  การปฏิบัติเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นการศรัทธาที่สมบูรณ์

 

อธิบาย

นโยบายถาวรของสมาคมคือ การประชุมสนทนาธรรม และ การศึกษาธรรม  2 ประการนี้เป็นหลัก  ดังนั้น การประชุมสนทนาธรรมจึงเป็นรากฐานในการปฏิบัติของพวกเรา 

ในการสนทนาธรรม อาจกล่าวได้ว่า เป็นสถานที่แห่งการแลกเปลี่ยนทางด้านจิตใจ เป็นสถานที่แห่งการสัมผัสระหว่างจิตใจต่อจิตใจ สถานที่แห่งการอัดพลังศรัทธา  ด้วยเหตุนี้ ในการจัดประชุมสนทนาธรรม จึงควรจะมีบรรยากาศที่ร่าเริง สนุกสนาน หัวเราะ และร้องไห้ ซึ่งผู้เข้าร่วมมีความรู้สึกว่า คราวหน้าก็อยากจะมาร่วมอีก นี่คือการประชุมสนทนาธรรมที่แท้จริง

อนึ่ง ในการประชุมสนทนาธรรม ไม่ใช่หัวหน้าคนเดียวผูกขาดการพูดคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งสำคัญก็คือ ถ้าผู้เข้าร่วมมีข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ความตั้งใจ ประสบการณ์แล้ว ต่างคนต่างก็สามารถพูดออกมา  พร้อมกันนั้น ในรายการก็ควรจะมีเรื่องสนุกสนาน อาจจะเป็นเรื่องขำขันก็ได้  ไม่เช่นนั้นแล้ว การประชุมสนทนาธรรมนั้นก็อาจเปรียบได้กับบ้านที่ไม่มีดอกไม้ หรือภาพประดับ หรือล้อที่ไม่มีน้ำมันหล่อลื่นก็ว่าได้  แต่อย่าเข้าใจผิดว่า การพูดขำขันหมายถึงการพูดหยอกล้อเล่นแบบในสังคม ควรจะเป็นเรื่องสนุกสนานที่เหมาะสมด้วย

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่พูดไม่เก่ง อยากจะชักชวนแนะนำธรรมก็ไม่สามารถอธิบายธรรมแก่เขาได้ ในกรณีนี้ ก็ให้พาเพื่อนที่เราอยากจะแนะนำมาร่วมประชุมสนทนาธรรม การกระทำเช่นนี้ก็สามารถได้รับผลบุญเทียบเท่ากับผู้ที่ชักชวนแนะนำธรรม เพราะแม้ว่าเราจะไม่ได้พูดอธิบาย แต่การพาเพื่อนมาก็คือการปฏิบัติที่เมตตากรุณาของโพธิสัตว์จากพื้นโลก ในทำนองเดียวกัน เมื่อเพื่อนคนนี้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมสนทนาธรรม ก็เท่ากับได้รับการเพาะเมล็ดแห่งพุทธธรรมไว้ในชีวิตของเขา จึงกล่าวว่าผู้ที่พาเพื่อนมาร่วมประชุมได้รับผลบุญเท่ากับชักชวนแนะนำธรรมด้วยตนเอง

บางครั้ง สมาชิกบางคนศรัทธาอ่อนแอลง เฉื่อยชาลง หรือท้อถอยไปก็มี ซึ่งเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่มีขึ้นและมีลง แต่อย่าด่วนตัดสินว่าเขาไม่ดี ใช้ไม่ได้ ปล่อยทิ้งไปเสีย เพราะในช่วงนี้อาจเป็นช่วงลง จึงไม่มาร่วมประชุม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความศรัทธาท้อถอยตลอดไป  ดังนั้น ถ้ามีเพื่อนร่วมใจไปเยี่ยมเขาบ่อย ๆ และมีความสนิทสนมกันแล้ว เมื่อเขามีปัญหาเกิดขึ้น ก็อาจจะเป็นโอกาสที่สามารถฟื้นความศรัทธาขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งได้  ตอนนั้น เมื่อพาเพื่อนคนนี้ไปร่วมประชุมสนทนาธรรม เขาก็จะสามารถรู้ตัวเรื่องความศรัทธาขึ้นมาได้  เพื่อนร่วมใจผู้นั้นย่อมได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน 

จึงสามารถกล่าวได้ว่า สถานที่ประชุมสนทนาธรรมคือสถานที่ที่เป็นบ่อเกิดของการสร้างบุญ  ดังนั้น ขอให้พวกเราอย่าเมินเฉยต่อการจัดประชุมสนทนาธรรมเป็นอันขาด  P

 

 

วันที่ 11 กรกฎาคม

มิตรสหายของพวกเรา ขอให้ก้าวหน้าและป่าวประกาศเกียรติอันสูงส่งด้วยการแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงในการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก  ซึ่งเท่าที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และสูงส่งของสมาคม

 

อธิบาย

ในวันที่ก่อตั้งคณะยุวชนชาย มีผู้เข้าร่วมประชุม 180 คน และก่อตั้งเป็น 4 เขต ซึ่งในวันนั้น มีฝนตกหนักมาก  คำปราศรัยของหัวหน้าท่านหนึ่งกล่าวว่า ฝนตกหนักขนาดนี้เปรียบเสมือนว่า อนาคตของคณะยุวชนจะต้องพบกับอุปสรรคอย่างแน่นอน ผู้ที่มาร่วมประชุมในวันนี้จึงเปียกฝนกันหมด อย่างไรก็ตาม ขอให้ยุวชนชายต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4 ให้ได้  และอาจารย์โทดะได้กล่าวชี้นำว่า ผู้ที่มาร่วมประชุมในนี้ มีนายกสมาคมคนที่ 3 อยู่ด้วย  ผมขอแสดงความยินดีและอวยพรให้ ต่อมา วันที่ 3 มกราคม ค.ศ.1953 อาจารย์อิเคดะก็ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเขต ตอนนั้นหัวหน้าของฝ่ายยุวชนชายมี 7 คน ได้แก่ 1.อาจารย์อิเคดะ 2.คุณโฮโจ  3.คุณจึจิ 4.คุณโมริตะ 5.คุณอิชิดะ 6.คุณริว 7.คุณอุชิดะ ทั้ง 7 คนได้พยายามปกป้องอาจารย์โทดะ และดำเนินงานทั้งหมดของสมาคม  ซึ่งปัจจุบัน อาจารย์อิเคดะกล่าวว่า ถ้าไม่มีหัวหน้าของคณะยุวชน 7 คนนี้แล้ว ก็ไม่มีสมาคมในปัจจุบันนี้  ซึ่งในสมัยนั้น หัวหน้าทั้ง 7 คนได้พยายามต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่สมาคม  จนปัจจุบันมีสมาชิกถึง 10 ล้านคน

อนึ่ง สมาคมของเราไม่ใช้วิธีการสืบทอดให้แก่ทายาท เพราะวิธีนี้ อาจได้คนที่ไม่เก่งมาเป็นนายกสมาคม เมื่อนั้น สมาคมก็มีโอกาสที่จะไม่มีความเจริญก้าวหน้าได้ ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงไม่ใช่วิธีนี้เป็นอันขาด  ในนิรวาณสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “พึ่งพาธรรม อย่าพึ่งพาบุคคล” หมายความว่า ธรรมหรือมีความรู้ทางด้านธรรมเป็นหลัก ไม่ใช่บุคคลเป็นหลัก ดังนั้น ผู้มีความรู้ธรรมอย่างลึกซึ้งจึงเป็นผู้สืบทอดธรรมในอนาคต ไม่ใช่ลูกหลานของหัวหน้าเป็นหลัก

อาจารย์โทดะกล่าวในโอวาทให้แก่ยุวชนว่า “ผู้ที่จะสร้างสมัยใหม่นั้น ขึ้นอยู่กับอารมณ์เร่าร้อนของพลังของยุวชน” และยังเคยกล่าวไว้ว่า “ตำแหน่งนายกสมาคมคนที่ 3 ต้องมอบให้แก่ยุวชน ไม่มอบให้เป็นผู้ใหญ่เด็ดขาด” หมายความว่า พลังขับเคลื่อนของสมาคมขึ้นอยู่กับคณะยุวชน และผู้ที่มีความศรัทธาบริสุทธิ์ส่วนใหญ่เป็นยุวชน  ดังนั้น ถ้าไม่มียุวชน อนาคตของสมาคมก็จะมีแต่เสื่อมถอยลง  ซึ่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็อยู่ที่ยุวชนในปัจจุบัน และอีก 22 ปีก็จะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แล้ว  สมัยนั้นจะเป็นสมัยของยุวชนในขณะนี้  ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้ ยุวชนจึงต้องพยายามศึกษาธรรมให้มากมาย ต่อสู้อย่างมากมาย ฝึกฝนอบรมทุกด้านไว้เป็นประสบการณ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศตวรรษที่ 21  P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ.1951 วันก่อตั้งคณะยุวชนชายที่ประเทศญี่ปุ่น

 

 

วันที่ 10 กรกฎาคม

            ขอให้อ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคมอย่างถี่ถ้วน ถ้าเมินเฉยต่อสิ่งพิมพ์ของสมาคมแล้ว ก็ถือเสมือนกับเมินเฉยต่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกเช่นกัน การอ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคมนั้น เปรียบได้กับเป็นการขับเคลื่อนความศรัทธาให้ก้าวหน้า เท่ากับเป็นการปกป้องความสามัคคีของหมู่คณะในการเผยแผ่ธรรม ขณะเดียวกัน ก็เป็นการปกป้องไดโงะฮนซนด้วย

 

อธิบาย

          เรื่องที่สำคัญมากในชีวิตมนุษย์ก็คือ ความนึกคิดที่ว่าทำเพื่ออะไร ถ้าไม่มีความนึกคิด ไม่รู้ตัวว่าทำเพื่ออะไร ก็เท่ากับเป็นการกระทำที่ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีจุดมุ่งหมาย เป็นเพียงการกระทำที่หมุนโดยว่างเปล่าเท่านั้น เช่น พวกเราไปโรงเรียนเพื่ออะไร ไปทำงานทุกวันเพื่ออะไร มีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้เพื่ออะไร ได้รับโงะฮนซนและสวดมนต์เพื่ออะไร ไปประชุมทุกคืนเพื่ออะไร ไปเรียนธรรม ไปเยี่ยมสมาชิกเพื่ออะไร กล่าวได้ว่า การกระทำทุกอย่างของเราทั้งหมดจะต้องมีจุดมุ่งหมาย มีเหตุผล

แต่โดยมากคนทั่วไปไม่ได้คิดเรื่องนี้ มีแต่การกระทำอย่างเดียว  สำหรับพวกเรา ถ้ามีความนึกคิดที่ว่าทำเพื่ออะไรแล้ว ก็สามารถมีพร้อมวิธีการที่จะสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ได้ หมายความว่า ผู้ที่รู้ตัวว่าทำเพื่ออะไร คือผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนกระทำ พยายามเพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ประโยชน์และสร้างคุณค่าแก่ตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิม  แต่ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าทำเพื่ออะไร จะมีลักษณะเป็นผู้ถูกกระทำ หากเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะคอยแต่รับคำสั่ง ถ้าไม่มีใครสั่งก็ไม่ทำ แสดงว่า ไม่สามารถสร้างความเจริญก้าวหน้า หรือสร้างคุณค่าให้มากขึ้นกว่าเดิมได้ มีแต่เหมือนเดิม อย่างเช่น การถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอ เพื่อต้องการให้มีภาพเก็บไว้ดู เก็บไว้ระลึกถึงเมื่อวันเวลาผ่านไป ดังนั้น จึงต้องพยายามปรับเลนส์ให้ถ่ายได้ภาพคมชัด ถ้าไม่เอาใจใส่ ถ่ายส่งเดช ภาพที่ได้มาก็คงใช้อะไรไม่ได้ ก็เท่ากับว่า เวลาและฟิล์มที่เสียไปกับการถ่ายภาพหรือถ่ายวีดีโอเหล่านั้นสูญเปล่า

ความศรัทธาก็เช่นกัน แม้จะสวดมนต์มากมายกี่ชั่วโมง กี่พัน กี่หมื่นคำก็ตาม  แต่ถ้าความนึกคิดของผู้สวดไม่มีกระแสจิตติดต่อกับโงะฮนซน ก็เหมือนโฟกัสที่ไม่ชัด จึงไม่ได้รับบุญแม้แต่น้อย มีแต่บ่นว่า ทำไมสวดมนต์มากขนาดนี้แล้วยังไม่เห็นได้อะไร ซึ่งมีความสงสัยต่อโงะฮนซน และศรัทธาท้อถอยไปได้ง่าย โดยไม่มีการสำรวจตัวเอง ไม่รู้ตัวเองว่า ความศรัทธาของตนเองถูกต้องหรือไม่ มีแต่ขออย่างเดียว นี่คือลักษณะที่เรียกว่าถูกกระทำ ไม่ได้เป็นผู้กระทำ

เช่น สามีมีภรรยาน้อย เมื่อกลับมาถึงบ้าน ภรรยาก็บ่น ด่า ต่อว่าสามีว่าเป็นสามีที่ไม่ดีอยู่เป็นประจำ เวลาที่สวดมนต์อธิษฐานต่อโงะฮนซน ก็อธิษฐานว่า สามีเป็นคนไม่ดี ขอให้สามีเปลี่ยนแปลงด้วย แต่ไม่รู้ตัวว่า ทำไมสามีจึงมีภรรยาน้อย คิดแต่ว่าสามีไม่ดี ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าจะสวดมนต์มากขนาดไหน สามีก็ไม่สามารถกลับตัวกลับใจได้อย่างแน่นอน

แต่ถ้าสำรวจตัวเองแล้ว ก็อาจจะพบสาเหตุ เช่น สาเหตุผิวเผินก็คือ ภรรยาไม่มีเสน่ห์ ขาดการปรนนิบัติสามี ไม่เอาใจใส่สามีและครอบครัว สนใจแต่ทำงานพระเท่านั้น  ส่วนสาเหตุที่ลึกซึ้งทางด้านธรรมก็คือ ภรรยามีชะตากรรมที่ต้องทุกข์เรื่องสามี จึงอุตส่าห์หาและตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายคนนี้  ดังนั้น เมื่อรู้ตัวว่าการกระทำหรือความนึกคิดของตนเองผิดพลาดแล้ว ก็จะต้องขอขมาต่อโงะฮนซน ขอโทษต่อสามี การสวดมนต์ด้วยความนึกคิดเช่นนี้ก็จะมีกระแสจิตติดต่อกับชีวิตของโงะฮนซน สามีก็จะกลับกลายเป็นสามีที่ดี ถ้าเอาแต่บ่นว่าสามีไม่ดีแล้ว สามีย่อมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน

หมายความว่า เราสวดมนต์เพื่ออะไร ก็คือ เพื่อให้ครอบครัวมีความสุข ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะต้องยอมเปลี่ยนความนึกคิดของตนเองเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะในระหว่างที่บ่นว่าสามีไม่ดี ภรรยาน้อยไม่ดีไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ อีกทั้งลืมไปว่าเราสวดมนต์เพื่ออะไร มีแต่ด่าสามี ด่าภรรยาน้อย ที่ไม่มีการสร้างคุณค่าอะไรแม้แต่น้อย เหมือนการถ่ายภาพที่ไม่เอาใจใส่ต่อโฟกัส ภาพย่อมไม่ชัดเจน และใช้ไม่ได้  แล้วก็บ่นว่า ภาพไม่ดี ภาพไม่ชัด ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ควรจะต้องรู้ตัวว่า ปัญหาอยู่ที่การโฟกัสที่เครื่อง ภาพจึงไม่ชัด  ในทำนองเดียวกัน การที่สามีไม่ดี ทำให้ภรรยาสามารถรู้ตัวถึงสิ่งที่ไม่ดีในชีวิตของตนเอง ที่ปรากฏออกมาให้เห็น ถ้าสามารถรู้ตัวเช่นนี้ได้ และปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเองเสียใหม่แล้ว สามีและครอบครัวก็จะเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน

การอ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคมก็เช่นเดียวกัน ควรจะต้องรู้ตัวว่า อ่านเพื่ออะไร  ถ้าอ่านแบบไม่เอาใจใส่ ก็ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในใจแม้แต่น้อย มีแต่เสียเวลาเปล่า ๆ  อาจารย์จึงกล่าวว่า “การอ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคมนั้น เปรียบได้กับเป็นการขับเคลื่อนความศรัทธาให้ก้าวหน้า เท่ากับเป็นการปกป้องความสามัคคีของหมู่คณะในการเผยแผ่ธรรม ขณะเดียวกัน ก็เป็นการปกป้องไดโงะฮนซนด้วย” P

 

 

วันที่ 9 กรกฎาคม

            ผู้รับผิดชอบทั้งหลาย ควรจะต้องเต็มไปด้วยความมั่นใจของคนหนุ่มสาว และทำให้สมาชิกทั้งหมดมีความดีอกดีใจด้วยกัน   นี่คือการศึกษาของนายพลแห่งธรรมมหัศจรรย์นั่นเอง

 

อธิบาย

          หัวหน้าหรือผู้รับผิดชอบของสมาคมเรา เปรียบได้กับผู้นำในอนาคต  ดังนั้น ปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่เรียบร้อย ถือว่าเป็นโอกาสให้เราได้ศึกษาและฝึกฝน นี่คือเรียกว่า การศึกษาของนายพลแห่งพุทธธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง เพื่อการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง เพื่อนำผู้อื่นให้เข้าหาโงะฮนซน   และเพื่อการต่อสู้ร่วมกันในการเผยแผ่ธรรมไพศาล  ดังนั้น ในการจัดประชุมใหญ่ งานวัฒนธรรม ฯลฯ สิ่งสำคัญก็คือหนึ่งขณะจิตของผู้นำที่รับผิดชอบ   ถ้าผู้รับผิดชอบคิดว่า เรามีโงะฮนซนอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าพยายามสวดมนต์แล้ว วิธีอะไรก็ได้ ไม่ได้มีการคิดให้ละเอียดรอบคอบ พึ่งพาแต่พลังของโงะฮนซนเท่านั้นแล้ว ก็จะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้มากมาย  เพราะหนึ่งขณะจิตของผู้รับผิดชอบยอมแพ้ต่อตัวเอง จึงไม่มีการปฏิบัติหรือต่อสู้อย่างเต็มที่ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้งหลายก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้เต็มที่ 100% เช่นเดียวกับตัวผู้รับผิดชอบนั่นเอง  ผลจึงปรากฏว่า การจัดประชุมไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ

          มีนิทานของจีนเรื่องหนึ่งเล่าว่า สหาย 5 คนได้ปรึกษาและตกลงกันว่า พรุ่งนี้จะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์กัน ให้ทุกคนต่างคนต่างนำเหล้ามา เทรวมกันใส่ไว้ในไห แล้วมาดื่มฉลองกัน พอรุ่งเช้า เมื่อทุกคนนำเหล้าเทเสร็จเรียบร้อย และจะรินมาดื่ม ปรากฏว่า มีแต่น้ำ ไม่มีเหล้าแม้แต่หยดเดียว ทั้งนี้เพราะ ต่างก็คิดว่า ถ้าอีก 4 คนเอาเหล้ามา เราคนเดียวเอาน้ำเปล่าใส่เข้าไปก็คงไม่เป็นไร ซึ่งมีจิตใจพึ่งพาผู้อื่น จึงเกิดเรื่องเช่นนี้ หมายความว่า ต่างคนต่างไม่รับผิดชอบ มีแต่พึ่งพาผู้อื่นไปเสียทุกเรื่อง

          การต่อสู้ของพวกเราก็เช่นกัน เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วว่า ผู้รับผิดชอบจะต้องพยายามสวดมนต์และอธิษฐานอย่างเข้มแข็ง แต่ถ้าขาดการต่อสู้อย่างเต็มที่ล่วงหน้าแล้ว ก็เหมือนกับภาพวาดขนมบนกระดาษที่กินไม่ได้ หมายถึงไม่สามารถปรากฏเป็นจริงออกมาได้  ดังนั้น การพยายามคิดตระเตรียมวิธีไว้ล่วงหน้าสำหรับทุกสิ่งจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก  หมายความว่า เมื่อมีเรื่องที่ต้องต่อสู้ ผู้นำหรือผู้รับผิดชอบจะต้องต่อสู้แบบจะต้องได้รับชัยชนะให้ได้ สมาชิกก็จะมีความรู้สึกดีอกดีใจ ยอมรับนโยบายของผู้นำ และต่อสู้อย่างเต็มที่ด้วยพลังชีวิตชีวาแบบคนหนุ่มสาว สิ่งนี้จะเป็นเหตุที่ทำให้ผลของงานประสบความสำเร็จ 100%

ตรงกันข้าม ห้ามยอมแพ้ในการต่อสู้เป็นอันขาด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว สมาชิกทั้งหลายก็จะหมดกำลังใจ หมดหวัง เสียใจ เศร้าใจ กลุ้มใจ และความศรัทธาอ่อนแอลงไป  

สรุปได้ว่า การศึกษาของนายพลแห่งธรรมมหัศจรรย์ ก็คือ ทำให้สมาชิกทั้งหลายมีเจตนารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับหัวหน้า ทำให้สมาชิกศรัทธาและต่อสู้ด้วยความดีอกดีใจ นี่คือหลักเหตุผลของธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง  พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเป็นความปีติยินดีอันยิ่งใหญ่ในความปีติยินดีทั้งหลาย”

ดังนั้น การต่อสู้ที่เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน จึงไม่ใช่การต่อสู้ของวีรบุรุษคนหนึ่ง และมีสามัญชนคอยติดตาม  แต่เป็นการต่อสู้ร่วมกันทั้งหมดของสามัญชนที่มีความดีอกดีใจ  ซึ่งไม่ใช่คนหนึ่งคนก้าวหนึ่งร้อยก้าว  แต่การทำให้คนหนึ่งร้อยคนก้าวไปข้างหน้าคนละหนึ่งก้าวนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่า   นี่ก็คือการศึกษาของนายพลแห่งธรรมมหัศจรรย์นั่นเอง P

 

 

 

 

วันที่ 8 กรกฎาคม

            ขอให้รีบเข้านอน และตื่นแต่เช้า เพราะด้วยวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถมีการเติบโตอย่างแข็งแรง และมีการสร้างคุณค่าได้

 

อธิบาย

          โดยธรรมดา คนที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ แม้จะสามารถไปทำงานได้ปกติ แต่มักจะทำงานไม่ได้ดี ไม่สมบูรณ์ เพราะง่วงนอน และไม่มีสมาธิในการทำงาน จึงไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ เช่น เขียนผิดๆ คำนวณผิดๆ และรังแต่จะทำให้ยิ่งเสียเวลา  ในที่สุด ก็รู้สึกเบื่อ ไม่อยากทำ งานก็ยิ่งล่าช้า  บางคนถ้านอนไม่พอ ก็มีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิด มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ด่าว่าเสียยกใหญ่ จนเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้น

          ในการทำงานพระหรือการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ถ้านอนไม่พอ การสวดมนต์เช้า-เย็นก็ไม่สามารถมีกระแสจิตติดต่อกับโงะฮนซน สวดมนต์ไม่มีชีวิตชีวา เรียนธรรมก็ไม่เข้าใจ ไปเยี่ยมสมาชิก มีเรื่องเล็กน้อยก็ไม่พอใจ บางทีก็ชี้นำอย่างรุนแรง  ที่น่าอันตรายยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้านอนหลับพักผ่อนไม่พอ ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถยนต์ ด้วยความประมาท ไม่ระมัดระวัง ซึ่งเป็นอันตรายแก่ร่างกายของตนเองได้ง่าย หรืออาจทำร้ายร่างกายผู้อื่น เช่น ผู้ที่นั่งมาด้วย หรือคนที่เดินข้ามถนน เป็นต้น

ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว คนในสังคมที่ยังไม่ศรัทธาก็จะวิจารณ์และต่อว่าพวกเราได้ว่า ทำไมศรัทธาแล้วจึงเป็นเช่นนี้ เท่ากับเป็นการทำร้ายธรรมไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถมีความก้าวหน้าหรือสร้างคุณค่าได้เลยแม้แต่น้อย เปรียบได้กับการสร้างอาคารสูง 50 ชั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี แต่การระเบิดทิ้ง ใช้เวลาเพียงแค่ 5 วินาที  ในทำนองเดียวกัน ตั้งแต่พวกเราเกิดมาจนถึงปัจจุบัน พ่อแม่ได้พยายามฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างเต็มที่ เอาใจใส่สุขภาพร่างกายของพวกเราอย่างดี ยอมเสียเงินมากมายเพื่อหล่อเลี้ยงให้เราเติบใหญ่  แต่เมื่อนอนหลับพักผ่อนไม่พอ ทำให้ง่วงนอนและเกิดอุบัติเหตุ ก็เท่ากับทำลายสิ่งที่พ่อแม่สร้างมาด้วยความยากลำบากลงในพริบตา  จึงเห็นได้ว่า ความง่วงนอนไม่สร้างประโยชน์อะไรเลย มีแต่ทำลายเท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อง่วงนอน ร่างกายก็เหนื่อยล้า ไม่อยากจะทำงาน ไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน สวดมนต์ก็น้อยลง ทำงานพระก็รู้สึกเบื่อหน่าย ซึ่งไม่มีความก้าวหน้าเลย มีแต่ถอยหลังเท่านั้น 

เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้รีบเข้านอน และตื่นแต่เช้า” เพราะการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอมีความสำคัญมาก ถ้าสะสมการนอนหลับไม่เพียงพออยู่ทุกวันแล้ว เมื่อถึงเวลาสำคัญก็ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างเต็มที่ เช่น สมาคมจัดงานวัฒนธรรม หรือเตรียมงานต้อนรับอาจารย์อิเคดะ ฯลฯ ถ้าทุกวันนอนไม่พอ การเตรียมงาน หรือในวันงาน พลังก็ดี กำลังก็ดี ฝีมือก็ดี ความรู้ก็ดี ปัญญาก็ดี ย่อมไม่สามารถปรากฏออกมาได้เต็มที่ เมื่อนั้น เราจะได้แต่รู้สึกเจ็บใจและเสียใจภายหลังว่า เพราะง่วงนอน จึงทำให้เราไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเรียบร้อย

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อวันเวลาล่วงผ่านไปแล้ว เราก็ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ กล่าวคือ ทุกเวลา ทุกโอกาสเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะเวลาหรือโอกาสนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว  ถ้าง่วงนอนและปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไปแล้ว เราจะต้องรู้สึกเสียดายและเสียใจมาก  เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถมีชีวิตมนุษย์ที่แน่นแฟ้น พระนิชิเร็นไดโชนิน จึงกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ลูกศิษย์ของอาตมา ควรจะปฏิบัติโดยถือว่าขณะนี้คือวาระสุดท้ายของชีวิต”  ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว การไม่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำให้ร่างกายง่วงนอน จึงไม่มีประโยชน์ต่อตัวเองแม้แต่น้อย  ดังนั้น ขอให้รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ขอให้รับผิดชอบตัวเอง  นี่คือสิ่งสำคัญ  P

 

 

วันที่ 7 กรกฎาคม

            จงรู้ไว้ว่า ความก้าวหน้าของตนเองมาจากชีวิตประจำวันที่มีความหวังและการปฏิบัติที่มีความอดทน ซึ่งยึดถือความเชื่อมั่นในตัวเอง

 

อธิบาย

ผู้ที่สามารถเจริญก้าวหน้าได้ หรือสร้างบุญวาสนาได้ เป็นผู้ที่มีความนึกคิดไม่เหมือนคนอื่น รากฐานก็คือ ความศรัทธาบริสุทธิ์ ว่านอนสอนง่าย ความนึกคิดที่เกิดขึ้นจากความศรัทธาที่บริสุทธิ์ ว่านอนสอนง่ายนั้น ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏออกมาเป็นประโยชน์ต่อตนเองและความสุขของผู้อื่นได้ จึงสามารถเป็นที่ยอมรับว่าเป็นความคิดที่ดี หรือมีประโยชน์

เช่น ถ้ามีคนวิจารณ์ข้อเสียของเรา ก็สามารถยอมรับได้ เจ็บป่วยก็สามารถยอมรับได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีเพื่อให้ความศรัทธาของเราสามารถเข้มแข็งมากขึ้น บ้านถูกไฟไหม้จนหมดก็ยอมรับได้ว่า จะสามารถมีบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม ดีกว่าเก่า ประสบอุบัติเหตุรถชนขาหัก ก็รับได้ว่า เป็นการรับโดยเบา ที่จะตัดกรรมให้หมดไปได้ พยายามสวดมนต์ต่อไปด้วยความขอบคุณต่อโงะฮนซน ความนึกคิดที่มีพื้นฐานของความศรัทธาซึ่งมองดูทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ดีเช่นนี้  ย่อมจะสามารถสะสมบุญวาสนาได้อย่างแน่นอน ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า “บุญกุศลของสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น ยิ่งสรรเสริญก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น”

อนึ่ง พระนิชิเร็นไดโชนินยังกล่าวอีกด้วยว่า “ความหายนะออกจากปาก และทำร้ายต่อร่างกาย ความสุขเกิดจากใจ และเป็นอาภรณ์ประดับร่างกาย” หมายความว่า พวกเรายิ่งสรรเสริญโงะฮนซน ยิ่งชื่นชมประสบการณ์ของผู้อื่น และมีความรู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซนตลอดเวลาแล้ว เราจะสามารถมีความสุขได้อย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม ถ้าเอาแต่บ่นว่า สวดมนต์มากมายขนาดนี้ นับถือศรัทธามานานขนาดนี้ ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ทำไมจึงยังไม่สบาย หรือต้องประสบอุบัติเหตุ ก็จะยิ่งเป็นการทำร้ายตนเอง เพราะจิตใจที่บ่นก็คือความไม่พอใจหรือมีความสงสัย ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับความศรัทธาไม่บริสุทธิ์ ไม่มีความเชื่อมั่นที่แน่วแน่ ดังนั้น จึงไม่พอใจกับบุญที่มีอยู่แล้ว มีแต่ไม่พอใจ เอาแต่บ่นไปบ่นมา ในที่สุด ความศรัทธาก็ท้อถอยไป  สิ่งสำคัญก็คือ ความนึกคิดของเราในการรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความดีใจ พอใจ หรือไม่พอใจ และบ่น 

อาจารย์ชี้นำว่า “ชีวิตประจำวันที่มีความหวัง” ก็หมายถึง ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็ถือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องที่ดี มีความพึงพอใจกับชีวิต ซึ่งมีความหวังในอนาคต  ส่วนผู้ที่ชอบบ่น หรือสงสัยนั้น จะมีแต่ความห่วงใย รู้สึกไม่พอใจไปทุกเรื่อง ไม่มีความหวังในอนาคตนั่นเอง

สำหรับ “การปฏิบัติที่มีความอดทน ซึ่งยึดถือความเชื่อมั่นในตัวเอง” ก็คือ ในระหว่างที่พบอุปสรรคหรือปัญหา ย่อมจะมีความยากลำบาก แต่ถ้าสามารถเชื่อมั่นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีต่อเราในอนาคต และขอบคุณต่อโงะฮนซนแล้ว แม้จะต้องใช้เวลายาวนานเพียงไร ก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถปรากฏผลชัดเจนออกมาได้ ระหว่างนี้ อาจจะยังไม่เห็นผลอะไร แต่ก็ไม่สงสัยต่อโงะฮนซน และพยายามสวดมนต์โดยไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง  ความอดทนนี้จะสามารถได้รับผลบุญอย่างแน่นอน  แต่ส่วนใหญ่คนที่ชอบบ่น มักจะไม่สามารถปฏิบัติด้วยความอดทน

จึงอาจกล่าวได้ว่า ความศรัทธาที่แท้จริงก็คือการต่อสู้กับตัวของเราเอง  เพราะจิตใจของมนุษย์เรานั้นไหวเอนไปมาได้ง่าย  ถ้ายอมพ่ายแพ้ต่อตัวเอง ก็จะอดทนไม่ไหว แต่ถ้ามีความมั่นใจในความศรัทธาอย่างมั่นคงแน่วแน่แล้ว ก็จะสามารถต่อสู้เอาชนะตัวเองได้สำเร็จ นี่คือรากฐานของการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของเรา P

 

 

วันที่ 6 กรกฎาคม

            เข้มงวดต่อตนเอง โอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น ขอให้มีความคิดอ่านที่สามารถสอดคล้องกลมกลืนเข้ากันได้ทั้งหมด

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้อธิบายถึงวิธีที่เราจะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง พร้อมกับสอนเรื่องคุณสมบัติของหัวหน้า  ดังนั้น ถ้าปฏิบัติตามคำชี้นำนี้แล้ว ก็จะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง ปฏิวัติครอบครัว และปฏิวัติระบบการของตนเองให้มีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน

โดยทั่วไปในสังคม คนส่วนใหญ่มักจะใจกว้างต่อตนเองและเข้มงวดต่อผู้อื่น เช่น ภรรยาด่าสามีที่ติดเหล้าติดพนัน พ่อแม่ด่าลูกที่ชอบเที่ยวเตร่ ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่ จึงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันไม่มีสิ้นสุด แต่ลองย้อนคิดดู ก็จะเห็นว่า เมื่อแต่งงานกันใหม่ ๆ ผู้ชายอุตส่าห์คัดเลือกผู้หญิงคนนี้จากจำนวนคนมากมายในโลกมาแต่งงานเป็นภรรยา ผู้หญิงก็เช่นกัน ไม่มีเรื่องอะไรขัดแย้งกันเลย จึงคิดว่าจะสามารถสร้างครอบครัวที่มีความสุขได้  มีลูกก็รักมาก และพยายามเลี้ยงดูอย่างดี โดยหวังว่าจะเป็นลูกที่ดี  แต่ภายหลังต่อมา  เมื่อความคิดเห็นเริ่มไม่ตรงกัน จึงต่อว่ากันไปมา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เกิดจากการโอบอุ้มตนเอง และเข้มงวดต่อผู้อื่นนั่นเอง จึงมีเรื่องเกิดขึ้นได้ง่าย

แต่คิดให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า เพราะมีชะตากรรมควบคุมชีวิตของเรา ดังนั้น ในโลกนี้มีคนมากมาย ก็สู้อุตส่าห์เลือกคนนี้มาแต่งงานด้วย ถ้ารู้ตัวเช่นนี้ ก็จะไม่ต่อว่า บ่น หรือวิจารณ์สามี หรือภรรยา หรือลูก  เพราะเข้าใจได้ว่าเรามีเหตุอยู่ภายในชีวิตของเราเอง พวกเขาเป็นแค่ปัจจัยที่ทำให้อดีตกรรมชั่วของเราปรากฏออกมา ซึ่งเข้มงวดต่อตัวเอง และถือว่าการกระทำของสามีหรือลูกนั้น มาจากสาเหตุที่ไม่ดีของชีวิตเรา ไม่ใช่พวกเขาไม่ดี และพยายามสวดมนต์ โดยไม่บ่น หรือต่อว่าพวกเขา  ความคิดเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง และการปฏิวัติครอบครัว

ในกรณีที่หัวหน้าคบค้ากับสมาชิกก็เช่นกัน แม้จะมีสมาชิกที่ดื้อรั้น ถ้ารู้สึกและคิดว่าแย่มาก ลำบากมาก ซึ่งเป็นการบ่นแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ เพราะมนุษย์ทุกคนต่างก็มีปมเด่น ปมด้อย ทีนี้ ทำอย่างไรจึงจะส่งเสริมให้ปมเด่นของเขาปรากฏออกมา และทำงานสอดคล้องกลมกลืนเข้ากันให้ได้ เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิตของหัวหน้านั่นเอง 

อาจารย์เคยชี้นำไว้ว่า ถ้าความศรัทธาของเราเข้มแข็ง ก็จะมองเห็นปมเด่นของผู้อื่น  ถ้าความศรัทธาของเราอ่อนแอ ก็จะมองเห็นแต่ปมด้อยของผู้อื่น  ดังนั้น หัวหน้าจึงต้องมีความเข้มงวดต่อความศรัทธาของตนเอง ส่วนกิริยาที่ปฏิบัติต่อสมาชิกจะต้องมีความโอบอ้อมอารี ระบบการทั้งหมดจึงจะสามารถทำงานด้วยความสอดคล้องประสานกันได้ดี  P

 

 

 

วันที่ 5 กรกฎาคม

            คนยโสโอหัง ที่เยาะเย้ยงานเบื้องหลังอันยากลำบาก ซึ่งเป็นงานที่สูงส่งด้วยความเห็นแก่ตัว และมีแต่โฆษณาตนเองเท่านั้น สุดท้ายแล้ว คิดว่า จะมีชีวิตมนุษย์ที่เหลือเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

 

อธิบาย

สมาชิกของเราก่อนหน้าที่จะรับโงะฮนซน ส่วนมากจะมีปัญหา เช่น ยากจน เจ็บป่วย การค้าไม่ดี ลูกเป็นอันธพาล สามีขี้เหล้าเมายา ติดการพนัน ครอบครัวทะเลาะเบาะแว้งกันทั้งวัน ฯลฯ เรียกได้ว่า เป็นสภาพชีวิตที่ต่ำและมีความยากลำบาก จึงพยายามหาทางแก้ไขปัญหา ด้วยการสวดมนต์ ปฏิบัติศรัทธา ออกร่วมกิจกรรม ชักชวนแนะนำธรรม และศึกษาธรรม

การปฏิบัติเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีความเชื่อที่มั่นคงแน่วแน่แล้ว จะไม่สามารถทำได้ หรือถ้าไม่มีความศรัทธาบริสุทธิ์แล้ว จะไม่สามารถยึดมั่นตลอดไปได้ นอกจากนี้ การเยี่ยมเยียนสมาชิกแต่ละครั้ง ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ต้องจัดสรรเวลา ฯลฯ ถ้าไม่มีความเมตตากรุณาแล้ว ย่อมไม่สามารถปฏิบัติได้สำเร็จ  อาจารย์จึงบอกว่า งานเบื้องหลังอันยากลำบาก ซึ่งเป็นงานที่สูงส่ง  ดังนั้น ผู้ที่ทำงานที่ยากลำบากเท่านั้น จึงจะสามารถรู้ซึ้งถึงอานุภาพของโงะฮนซนได้อย่างมากมาย

กล่าวได้ว่าผู้ที่เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้อุปสรรคหรือชะตากรรม ซึ่งต่อสู้อย่างเต็มที่ในทุกวันนั้น ผู้ที่เผาไหม้ชีวิตอย่างเต็มที่ 100 % เป็นผู้ที่ชีวิตมีความแน่นแฟ้น  เป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่ต้องหวนเสียใจภายหลัง  มีแต่การสำรวจตัวเองเพื่อมุ่งสู่อนาคตอยู่ตลอดเวลาว่า จะทำให้พรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้ได้อย่างไร จะหาคำอธิบายและคำชี้นำที่ลึกซึ้งกว่าวันนี้ได้อย่างไร ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างทำเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเองและผู้อื่น  

การปฏิบัติด้วยความรู้สึกเช่นนี้ แม้บุคคลภายนอกจะไม่รู้ และไม่เข้าใจ จึงหัวเราะเยาะ วิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้มั่นใจว่า ผู้ที่กระทำเช่นนั้นก็เป็นเพียงแค่คนยโสโอหังที่เห็นแก่ตัว เอาหน้าเอาตาเท่านั้น ในที่สุด ชีวิตของเขาก็จะเหลือแต่ความว่างเปล่า ไร้แก่นสาร  พวกเราจึงไม่ควรจะถูกกระทบกระเทือนจากการเยาะเย้ยหรือคำวิจารณ์ของบุคคลภายนอกเป็นอันขาด  P

 

 

วันที่ 4 กรกฎาคม

            ขอให้ส่งเสริมกำลังใจและชี้นำส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง และสร้างความสมัครสมานกับบุคคลอย่างลึกซึ้ง เพราะสิ่งนี้จะเป็นสาเหตุของชัยชนะทั้งหมด

 

อธิบาย

          การดำเนินงานทุกสิ่งทุกอย่างของระบบการของเรามีเพื่อให้สมาชิกมีความสุข พร้อมกันนั้น ก็ทำให้บุคคลผู้นั้นมีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล ซึ่งเป็นการสร้างสันติภาพโลกที่แท้จริงนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าระบบการจะขยายใหญ่มากเพียงใด เจริญก้าวหน้ามากเพียงใด สมาชิกทั้งหลายก็คือผู้ที่ค้ำจุนต่อระบบการของสมาคม  ถ้าไม่มีสมาชิกแล้ว ระบบการก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป และไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้าก็ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นหัวหน้า จึงอย่าหลงคิดว่า ตนเองมีสิทธิ์พิเศษ จึงได้เป็นหัวหน้า  แต่จะต้องเข้าใจว่า สมาชิกทั้งหลายคือผู้ค้ำจุนเรา เราจึงจะสามารถเป็นดังเช่นทุกวันนี้ได้ ซึ่งมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตัว เช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถมีความสมัครสมานสามัคคีกับสมาชิกได้อย่างแน่นอน

ตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้าคิดว่า ตัวเองมีความรู้ธรรม พูดเก่ง มีความศรัทธาเข้มแข็งกว่าคนอื่น จึงสมควรได้รับมอบตำแหน่งหัวหน้าอยู่แล้ว ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดของคนที่อวดดี และค่อยๆ ห่างเหินหรือหลีกเลี่ยงจากสมาชิกธรรมดาได้ง่าย ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่สามารถมีความสามัคคีที่แน่นแฟ้นต่อกันได้ และบุคคลที่ลืมสมาชิก คิดและสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำ

ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า หัวหน้าของสมาคมเปรียบได้กับผู้รับใช้สมาชิก แม้จะมีสมาชิกในความดูแลเพียงคนเดียว ก็จะต้องเอาใจใส่อย่างดีในทุกเรื่อง หากมีเจตนารมณ์เช่นนี้อยู่ภายในจิตใจแล้ว  ธรรมที่แท้จริงก็จะสามารถเป็นธรรมที่มีชีวิตได้  จึงสามารถกล่าวได้ว่า หัวหน้าที่รู้จักสมาชิกกี่คน มีความสมัครสมานกับสมาชิกกี่คน คือเครื่องชี้วัดว่าเป็นหัวหน้าแท้จริงหรือหัวหน้าจอมปลอม

ฉะนั้น การพยายามหาโอกาส หาเวลา หาวิธีต่าง ๆ เพื่อพบปะพูดคุยให้มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับสมาชิกจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ถ้าพยายามเอาใจใส่สมาชิก ส่งเสริมกำลังใจ เยี่ยมบ้าน และให้คำชี้นำส่วนตัว ทำให้มีความสามัคคีกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ชีวิตของหัวหน้ากับชีวิตของสมาชิกก็จะมีความผูกพันกันด้วยสายสัมพันธ์แห่งชีวิตได้ ในที่สุด สมาชิกก็จะเข้าใจและรู้สึกได้ว่า ถ้าไม่มีหัวหน้าคนนี้แล้ว ก็คงไม่มีเราในวันนี้ รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของหัวหน้าคนนี้ และไม่ลืมตอบแทนบุญคุณด้วยการเผยแผ่ธรรมอย่างเต็มที่ตลอดไป แม้ว่าหัวหน้าคนนี้จะมีอายุ 70 ปี  80 ปี หรือ 90 ปี ซึ่งเป็นธรรมนิเทศก์แล้ว สมาชิกทั้งหลายก็จะไปเยี่ยมเยียนที่บ้านและขอบคุณอยู่เสมอ ตอนนั้น หัวหน้าคนนี้ก็จะรู้สึกดีใจ

ตรงกันข้าม ขณะที่ต่อสู้ดำเนินงานในระบบการ ใช้อำนาจหน้าที่ควบคุมหรือออกคำสั่งบังคับบัญชาต่อสมาชิก แม้สมาชิกจำต้องยอมรับ แต่เมื่ออายุมากแล้ว ก็ไม่มีใครไปมาหาสู่เยี่ยมเยียน  ถึงเวลานั้น จึงจะรู้ตัวว่า ที่ผ่านมาตนเองดำเนินงานมาโดยผิดพลาด แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว 

ดังนั้น ตำแหน่งหน้าที่ของหัวหน้า จึงไม่มีบุญแม้แต่น้อย แต่การที่พยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ลุล่วงต่างหากที่สามารถสร้างและสะสมบุญวาสนา ถ้าเราเป็นสมาชิกธรรมดา ก็จะรู้จักแต่สภาพชีวิตของตัวเราเองเท่านั้น แต่ถ้าเป็นหัวหน้าที่ดูแลสมาชิก 10 คน 50 คน 100 คน 1,000 คน ก็สามารถรู้สภาพชีวิตของสมาชิกในความดูแลทั้งหมด ถ้าเป็นสมาชิกธรรมดา ก็มีแต่การสวดมนต์เพื่อตัวเอง ถ้าเป็นหัวหน้าก็จะสวดมนต์เพื่อผู้อื่นด้วย  ถ้ายิ่งมีสมาชิกในความดูแลมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสวดมนต์ได้มาก สะสมบุญวาสนาของตนเองได้ยิ่งมาก 

ตำแหน่งหน้าที่ในสมาคม ไม่ใช่ตำแหน่งที่มีหน้าตาเกียรติยศ แต่เป็นตำแหน่งหน้าที่ของความรับผิดชอบ  ถ้าสามารถทำให้ภาระหน้าที่ที่เป็นหัวหน้าบรรลุผลสำเร็จ ก็จะสามารถสร้างบุญวาสนาได้เองโดยธรรมชาติ  แต่ถ้าไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองให้สำเร็จ มีแต่ขอให้มีบุญวาสนาแล้ว ก็เปรียบเหมือนกับคนที่ไม่ทำงาน รอแต่จะขอรับเงินเดือนเท่านั้น ซึ่งย่อมจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว P

 

 

 

วันที่ 3 กรกฎาคม

            ขอให้ตระหนักไว้ว่า ผู้ที่ยึดมั่นศรัทธาและปฏิบัติตรงตามคำสอนของพระพุทธะเท่านั้น  คือผู้ที่ได้รับการชมเชยจากพระนิชิเร็นไดโชนิน

 

อธิบาย

          เมื่อพระศากยมุนีพุทธะทรงเทศนาธรรม พระองค์ทรงพบกับอุปสรรคต่าง ๆ นานา เช่น นิกายพราหมณ์ พระเทวทัต ผู้เป็นพระญาติของพระองค์เอง ดังนั้น พระองค์ทรงตรัสว่า เมื่อเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร ควรต้องรู้ว่า จะต้องพบกับอุปสรรค 3 มาร 4 ถูกตำหนิติเตียน ถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน ถูกฟันด้วยดาบ หรือถูกเนรเทศบ่อย ๆ เพราะสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นพระสูตรที่สูงที่สุด เป็นราชาของพระสูตรทั้งหลายทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ มารย่อมไม่ต้องการให้สามารถเผยแผ่ได้สำเร็จ จึงพยายามขัดขวาง ทำร้าย บุกโจมตีเข้าใส่ผู้เผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร ทำให้เกิดความท้อแท้จนไม่อยากจะเผยแผ่ธรรมต่อไป  ดังนั้น การที่พระนิชิเร็นไดโชนินเผยแผ่ธรรมและพบกับอุปสรรค การบีฑามากมาย ย่อมแสดงว่า การปฏิบัติของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นการพิสูจน์คำพยากรณ์ของพระศากยมุนีพุทธะ

          ในยุคปัจจุบันก็เช่นกัน อาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะ และอาจารย์อิเคดะ ได้พบกับการบีฑา ถูกจับเข้าคุก ซึ่งพระนิชิเร็นไดโชนินก็ดี  อาจารย์ทั้ง 3 ท่านก็ดี ไม่ได้ทำความผิดทางสังคมเลยแม้แต่น้อย แต่ต้องถูกเนรเทศ ถูกจำคุกด้วยสาเหตุของการเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร กล่าวได้ว่า ทุกท่านเป็นผู้ที่อ่านพระสูตรด้วยร่างกาย  ซึ่งการอ่านพระสูตรด้วยปากนั้นง่ายกว่าอ่านด้วยร่างกาย

          อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่ต้องจำคุกด้วยสาเหตุทางด้านธรรม เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอาจารย์รับไว้แต่เพียงผู้เดียวเพื่อปกป้องพวกเราให้ปลอดภัย ซึ่งอาจารย์ทำหน้าที่เปรียบดังร่มคันใหญ่ ที่พวกเราสามารถอาศัยร่มเงา เมื่อมีลมฝน พวกเราที่อยู่ใต้ร่มก็จะไม่เปียกฝน   ดังนั้น พวกเราซึ่งเป็นลูกศิษย์ ก็ควรจะต้องทำหน้าที่ลูกศิษย์ให้สำเร็จ จึงจะสามารถตอบแทนบุญคุณต่ออาจารย์ได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นคนอกตัญญู ซึ่งพระศากยมุนีพุทธะกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่มีการตอบแทนบุญคุณ จะต้องพบกับการตายโหง

          ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงต้องนำคำชี้นำของอาจารย์ที่ว่า “ยึดมั่นศรัทธาและปฏิบัติตรงตามคำสอนของพระพุทธะ” มาเป็นเจตนารมณ์ของเรา ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้สำเร็จ ไม่สามารถต่อสู้กับมารได้ ไม่สามารถทำให้ครอบครัวมีความสุข และไม่สามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้

          พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า “การรับนั้นง่าย การยึดถือนั้นยาก แต่การบรรลุพุทธภาวะนั้นอยู่ที่การยึดถือตลอดไป” ก็หมายความว่า เมื่อแรกเริ่มศรัทธา จะมีอารมณ์เร่าร้อนเหมือนไฟที่ลุกโชน แต่นานเข้า ความศรัทธาก็ค่อย ๆ เฉื่อยชาลง ไม่รู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซน และในที่สุดก็ถอยศรัทธาไป เหมือนกับไฟที่ดับมอดลง แต่ทว่า การบรรลุพุทธภาวะนั้นขึ้นอยู่กับการยึดถือตลอดไป

          ดังนั้น สำหรับผู้นำที่แท้จริง จะยอมรับอุปสรรคด้วยความดีใจว่า เป็นโอกาสที่ดีเพื่อให้ความศรัทธาของตนสามารถเข้มแข็งขึ้น เจริญก้าวหน้าขึ้น  ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า ถ้าสามารถเอาชนะผู้ที่มีพลังมากกว่าได้ แสดงว่า เราคือผู้ที่เข้มแข็งกว่า มีพลังมากกว่า ด้วยเหตุนี้ เมื่อต้องพบและต่อสู้กับมารที่ยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าเราคือผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็งนั่นเอง จึงรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี 

ส่วนผู้ที่ไม่ยึดมั่นในความศรัทธา เมื่อพบอุปสรรคหรือชะตากรรม ก็จะตกใจและถอยศรัทธาไปทันที ด้วยข้ออ้างว่า ทำไมสวดมนต์แล้วยังพบกับอุปสรรคหรืออุบัติเหตุเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเกิดความสงสัยได้ง่าย ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้ว อดีตกรรมชั่วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในชีวิตของตนเอง ไม่ใช่โงะฮนซนนำมาให้ หรืออุปสรรค 3 มาร 4 ถ้าเรามีความเข้าใจดีว่า เนื่องจากยึดถือธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง มารย่อมจะต้องปรากฏออกมาอย่างแน่นอน ซึ่งมีการเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็จะไม่มีความกลัว หรือสงสัย และถอยศรัทธาไปได้ง่าย ๆ

ดังนั้น สำหรับผู้ที่ไม่พ่ายแพ้ต่อชะตากรรม ไม่พ่ายแพ้ต่ออุปสรรค 3 มาร 4 เมื่อตายลง ก็สามารถไปพบกับพระนิชิเร็นไดโชนิน และได้รับคำชมเชยจากพระนิชิเร็นไดโชนิน กล่าวคือ สามารถแสดงสภาพชีวิตพุทธะออกมาภายในชีวิตของตนเองได้ จึงกล่าวว่า สามารถอยู่ร่วมกับพระนิชิเร็นไดโชนิน  นี่ก็คือการบรรลุพุทธภาวะที่แท้จริงนั่นเอง  เพราะฉะนั้น แม้จะยากลำบากเพียงใด ก็ขอให้พยายามอดทนต่อสู้ ยึดมั่นต่อโงะฮนซน ยึดมั่นต่อธรรม ก็จะสามารถเป็นผู้นำที่แท้จริงได้ P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

          วันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1945 อาจารย์โทดะได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก

          วันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1957 อาจารย์อิเคดะถูกจับเข้าคุก

 

 

วันที่ 2 กรกฎาคม

            ระบบการไม่ใช่เครื่องจักร แต่เป็นการสัมผัสกันระหว่างชีวิตกับชีวิต  ถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้ว ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นระบบการแห่งความสามัคคีร่วมใจกัน ขอให้จดจำไว้ว่า หัวหน้าจะต้องเป็นบ่อเกิดของความศรัทธาที่บริสุทธิ์

 

อธิบาย

          ระบบการมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียก็คือ จะกลายเป็นที่มาของการใช้อำนาจของตนเองได้ง่าย เพราะเมื่อมีระบบการ เช่น ขยายระบบการเพิ่มขึ้น ก็จะต้องมีหัวหน้าแต่ละระดับ มีสมาชิกในความดูแล ถ้าหัวหน้าเป็นคนนิสัยไม่ดี  ก็จะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อสมาชิก ควบคุมสมาชิก ออกคำสั่งต่อสมาชิก ราวกับสมาชิกเป็นลูกน้อง ไม่ได้คิดว่า ทุกคนเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินโดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน  ถ้าระบบการมีลักษณะเช่นนี้แล้ว ก็จะเหมือนกับระบบต่างๆ ในสังคม การกระทำต่าง ๆ ก็จะแสดงออกในลักษณะที่เป็นผลร้าย ทำให้สมาชิกไม่มีเสรีภาพ ถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับสมาชิก หรือความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับสมาชิกก็ไม่มีน้ำใสใจจริงต่อกัน  เปรียบเหมือนเป็นเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ สมาชิกจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น ไม่สามารถปฏิเสธได้ เช่น เรื่องค้าขาย หัวหน้าอาศัยใช้อำนาจโฆษณาเชิญชวนให้สมาชิกต้องซื้อ หรือมีงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ออกบัตรเชิญให้มาร่วม เพื่อจะได้รับของกำนัลจากสมาชิก คนไหนที่ชอบพอกันก็เสนอแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า คนไหนที่ไม่ชอบ ก็ปล่อยทิ้งไว้ไม่สนใจ ซึ่งไม่มีความศรัทธาเป็นหลัก มีแต่อารมณ์ของตนเองเป็นหลัก ไม่มีมาตรฐาน สนใจและเอาใจใส่ต่อเฉพาะคนที่ปากหวาน ประจบสอพลอ  ไม่ชอบคนที่มีข้อเสนอ และแสดงความคิดเห็นบ่อย ๆ

          ข้อดีของระบบการก็คือ สมาชิกสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ เช่น บางคนมีอดีตกรรมชั่วปรากฏออกมา หัวหน้าก็ดี สมาชิกทั้งหลายก็ดี ก็จะร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ส่งเสริมกำลังใจกัน สวดมนต์ให้สามารถผ่านพ้น และดูแลอย่างเต็มที่ หรือบางคนความศรัทธาเฉื่อยชาลง หัวหน้าก็จะพยายามอธิบายให้เกิดความเข้าใจ และกลับเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องต่อไป หรือหัวหน้าทั้งหลายมีความคิดว่า คนรุ่นหลังก็คือผู้นำในอนาคต ซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดธรรมในอนาคต ดังนั้น จึงพยายามฝึกฝนอบรมคนรุ่นหลังให้เหนือกว่าตนเอง เจริญก้าวหน้ากว่าตนเอง  ระบบการที่มีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ จึงจะเป็นระบบการที่ดี เป็นระบบการทางด้านธรรม 

ในระบบการแบบนี้ เมื่อสมาชิกมีเรื่องดีใจ หัวหน้าก็ดีใจด้วย เมื่อสมาชิกมีเรื่องกลุ้มใจ ทุกข์ใจ เสียใจ หัวหน้าก็รู้สึกกลุ้มใจ ทุกข์ใจ และเสียใจด้วย ซึ่งเป็นการสัมผัสกันระหว่างชีวิตกับชีวิตที่มีความสามัคคีกันอย่างแน่นแฟ้น

จึงสรุปได้ว่า ระบบการจะเป็นผลดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่มนุษย์ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้จดจำไว้ว่า หัวหน้าจะต้องเป็นบ่อเกิดของความศรัทธาที่บริสุทธิ์” P

 

 

วันที่ 1 กรกฎาคม

            เอาล่ะ ขอให้ต่อสู้อย่างเต็มที่ในเดือนกรกฎาคม ขอให้ชีวิตที่ดำเนินไปอย่างปกติมีความหมายสำคัญที่สุด

 

อธิบาย

          เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นครึ่งปีหลัง จึงต้องสำรวจตัวเราเองว่า เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้เมื่อวันขึ้นปีใหม่สามารถทำสำเร็จไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ยังเหลือเรื่องไหนบ้าง ซึ่งจะต้องมีความชัดเจน จากนั้น ก็เพียรพยายามต่อสู้เพื่อให้สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ภายในหนึ่งปี

          อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า ความเป็นหนุ่มสาวนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องอายุ แต่อยู่ที่ชีวิตชีวา จิตใจที่ใฝ่หาค้นคว้า สภาพชีวิตเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าบุคคลผู้นั้นยังเป็นหนุ่มสาวหรือสูงอายุแล้ว  ดังนั้น แม้จะมีอายุอยู่ในวัยรุ่น หรืออายุ 20 ปี 30 ปี แต่ถ้าเบื่อหน่ายสังคม ท้อแท้ต่อการงาน และชีวิตมนุษย์ จึงเอาแต่กินกับนอน สูบเฮโรอีน หลีกหนีสังคม โดยไปเป็นฮิปปี้ ไม่มีการสร้างคุณค่า หาความสุขใส่ตัวเองเท่านั้น ลักษณะเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นคนแก่  ตรงกันข้าม แม้จะมีอายุ 60 ปี 70 ปี หรือ80 ปี แต่ใจคิดว่า อายุ 60 ปีเปรียบได้กับดอกตูม  อายุ 70 ปี 80 ปีเปรียบได้กับดอกบาน และอายุ 90 ปี 100 ปีจึงจะร่วงโรย ซึ่งมีพลังชีวิตเข้มแข็ง มีความต้องการศึกษาค้นคว้าอย่างมากมาย ไม่ลืมการต่อสู้ ไม่มีความอ่อนแอ และมีเจตนารมณ์ที่จะท้าทายกับทุกสิ่งทุกอย่าง ลักษณะนี้ก็เท่ากับยังเป็นยุวชนนั่นเอง

          อาจารย์มาคิงุจิ นายกสมาคมคนแรก แม้จะมีอายุ 70-80 ปี ก็มักจะพูดบ่อย ๆว่า “พวกเรายุวชน จะต้องคิดเช่นนั้น คิดเช่นนี้อยู่เสมอ” ซึ่งภายในจิตใจของอาจารย์มาคิงุจิมีอารมณ์ที่เร่าร้อนเพื่อการเผยแผ่ธรรมอย่างแรงกล้า ท่านจึงกล่าวว่า “พวกเรายุวชน” นั่นเอง

          เมื่ออาจารย์อิเคดะพบกับ ดร.ทอยน์บี ครั้งสุดท้าย ท่านได้ถาม ดร.ทอย์นบีว่า “ท่านชอบพูดคำว่าอะไรมากที่สุด”  ดร.ทอยน์บีก็ตอบว่า “ในใจของผม ทุกวันมีแต่ความคิดที่ว่า เอาล่ะ มาทำงานต่อไป” เท่านี้เอง ก็แสดงว่า แม้ว่า ดร.ทอยน์บีจะมีอายุ 80 กว่าปีก็ตาม แต่ทุกวัน ท่านก็ยังศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของโลกอยู่ตลอดเวลา

          การทดลองทางวิทยาศาสตร์ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับสมองของมนุษย์ และกล่าวว่า ถ้าไม่มีการอ่าน ไม่มีการคิด ไม่มีการใช้สมองแล้ว สมองก็จะใช้งานไม่ได้ดี ดังนั้น บุคคลที่ไม่อยากจะแก่ชรา จึงควรจะศึกษาค้นคว้าอยู่ทุกวัน เพื่อจะได้มีชีวิตชีวา และไม่แก่เร็ว  ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีอะไรทำ ไม่มีอะไรต้องคิด เพราะกินดีอยู่ดี สมองก็จะแก่ลงอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ทุกชั่วโมง ทุกวัน จะต้องมีสิ่งที่ต้องทำเป็นปกติอย่างสม่ำเสมอ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก 

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ชี้นำว่า “ขอให้ต่อสู้อย่างเต็มที่ ขอให้ชีวิตที่ดำเนินไปอย่างปกติมีความหมายสำคัญที่สุด” ซึ่งสามารถสร้างคุณค่า สะสมบุญวาสนา ศึกษาการเป็นผู้นำในอนาคต มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง พร้อมกับมีจิตใจแบบหนุ่มสาวที่มีความเร่าร้อน ถ้าสามารถมีความนึกคิดเช่นนี้ได้ในทุกวันแล้ว ก็จะเป็นชีวิตมนุษย์ที่สร้างคุณค่าได้มากที่สุด เป็นชีวิตมนุษย์ที่มีความหมายสำคัญอย่างแน่นอน

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “แท้จริงแล้ว ไม่มีฝนที่ตกลงมาเฉียง ๆ โดยปกติ ฝนจะตกลงมาตรง ๆ  แต่สาเหตุที่ฝนตกลงมาเฉียง ๆ ก็เพราะถูกลมพัดพาไปนั่นเอง” หมายความว่า ชีวิตมนุษย์เรามีพร้อมโลกพุทธะมาแต่ดั้งเดิม แต่เมื่อพบกับอุปสรรค หรือเมื่อชะตากรรมที่ตนเองสร้างไว้ปรากฏออกมา ทำให้โลกพุทธะที่แม้จะมีอยู่ แต่ก็ไม่สามารถปรากฏออกมาได้  เปรียบเหมือนสายฝนที่ไม่สามารถตกลงมาตรงๆ เพราะถูกลมคอยพัดพาไปมานั่นเอง  เพราะฉะนั้น การที่จะสามารถมีชีวิตมนุษย์ที่มีความหมายได้นั้น สิ่งสำคัญก็คือ การดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่ที่สามารถสร้างคุณค่าโดยปรากฏโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะออกมาให้ได้นั่นเอง P

 

กลับหน้าแรก