กลับหน้าแรก

วันที่ 31 สิงหาคม

จงตั้งใจค้นหาผู้นำ จงตั้งใจปกป้องผู้นำ จงตั้งใจสร้างอบรมผู้นำ นี่คือบ่อเกิดแห่งความเจริญรุ่งเรืองนิรันดร์

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้ถือเป็นนโยบายนิรันดร์ของสมาคม ดังนั้น ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกโอกาส พวกเราจะต้องไม่ลืม 3 ข้อนี้โดยเด็ดขาด  เพราะถ้าลืม 3 ข้อนี้แล้ว สมาคมของเราก็ไม่มีอนาคต และพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินก็จะเสื่อมสูญไป

เมื่อถึงเวลาของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกแล้ว ย่อมจะต้องมีผู้นำเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  สิ่งสำคัญก็คือ ความนึกคิดของหัวหน้าที่ว่า ก่อนอื่นจะต้องมั่นใจเสียก่อนว่า ในองค์กรหรือในระบบการของเรามีผู้นำ ถ้าเรามีความเชื่อมั่นเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถทำ 3 ข้อดังกล่าวข้างต้นได้สำเร็จ คือ ค้นหา ปกป้อง และสร้างอบรม

ในอีกด้านหนึ่ง เราก็จะต้องคิดว่า ตัวเราเองก็จะต้องเป็นผู้นำ และทำให้ผู้อื่นเป็นผู้นำด้วย เจตนารมณ์นี้เป็นสิ่งสำคัญมาก

เมื่อกล่าวถึงข้อแม้ของผู้นำนั้นมีหลายประการด้วยกัน เช่น

1.จะต้องรู้ตัวว่า ตัวเราเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน

2.จุดมุ่งหมายที่เราเกิดมาในชาตินี้คือ เพื่อเผยแผ่พุทธธรรมของพระนิชิเร้นไดโชนินให้แก่ประชาชนและเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก

3.ในสมัยปัจจุบัน เราจะต้องพยายามเรียนรู้คำชี้นำของอาจารย์อิเคดะ และนำมาปฏิบัติอยู่เสมอ ไม่ว่ามีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นก็จะไม่ท้อถอย

 

กล่าวได้ว่า 3 ข้อนี้คือข้อแม้พื้นฐานของผู้นำ  ดังนั้น ถ้ามีสิ่งนี้มั่นคงแน่วแน่ในใจแล้ว บางครั้ง แม้ว่าจะมีงานมาก ไม่มีเวลาทำงานพระ ก็ไม่ต้องกังวลใจ แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สำหรับผู้นำที่แท้จริงแล้ว จะต้องคิด ปฏิบัติ และต่อสู้โดย (1) พยายามทำงานให้เต็มที่ และ (2) พยายามทำงานพระอย่างเต็มที่ ซึ่งทำไปพร้อมกันทั้งเรื่องอาชีพการงานและการปฏิบัติศรัทธา จึงจะเป็นผู้นำที่แท้จริง

ยกตัวอย่างเช่น เครื่องชั่งที่มี 2 ข้าง เมื่อมีของ 2 สิ่งวางไว้ที่ 2 ข้างแล้ว แกนชั่งก็จะอยู่ตรงกลาง ทั้งสองข้างจะมีระดับเท่ากัน  ถ้าข้างหนึ่งข้างใดหนักกว่า ก็จะถูกถ่วงลงไป ส่วนข้างที่เบากว่าก็จะลอยขึ้น  สมมติว่ามีการทำงานเท่ากับ 5 กิโลกรัม ความศรัทธาเท่ากับ 5 กิโลกรัม แกนกลางคือหนึ่งขณะจิตของเรา ถ้าจิตใจของเราอยู่ตรงกลางแล้ว แม้ว่างานหนักและยากลำบาก ก็จะยังพยายามทำงานพระได้  แต่ถ้าหนึ่งขณะจิตของเรายอมแพ้ต่อการงาน แกนก็จะไม่อยู่ตรงกลาง  ก็ย่อมทำงานพระไม่ได้

ตรงกันข้าม ถ้าทำงานพระมากจนไม่อยากทำงาน ไม่เอาใจใส่การงาน แกนก็จะไม่อยู่ตรงกลาง ผลก็คือ ถูกผู้จัดการด่า พ่อแม่ด่า ไม่ได้รับความไว้วางใจจากสังคม  ดังนั้น จิตใจของผู้นำที่แท้จริงนั้น  ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน  ก็จะต้องทำทั้ง 2 อย่าง ด้วยปัญญา จึงจะไม่ผิดพลาด เช่น ต้องทำงานจนดึก จึงไปร่วมประชุมไม่ได้ แต่ภายหลังก็จะโทรศัพท์ถามข่าวการประชุมจากหัวหน้า หรือแวะไปพบหัวหน้าหรือผู้ที่เข้าร่วมประชุม และถามข่าวการประชุม เป็นต้น

ดังนั้น ถ้ามีความตั้งใจว่าอยากจะกระทำภาระหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์แล้ว ย่อมหาวิธีการได้อย่างแน่นอน เช่น โทรศัพท์ เขียนจดหมาย แวะไปถามไถ่ ก็จะสามารถได้รับทราบข่าวการประชุม หลังจากนั้น ก็สามารถแจ้งข่าวต่อให้แก่สมาชิกได้  แต่ถ้าไม่พยายามติดต่อแล้ว ตัวเองก็ไม่ทราบข่าว สมาชิกในความดูแลก็จะตกข่าวไปด้วย  การที่สามารถติดต่อหรือรายงานโดยตรงต่อหัวหน้าคือลักษณะของผู้นำที่แท้จริง แต่ถ้าจิตใจไม่มีความมั่นคงแน่วแน่แล้ว ก็จะอ้างหรือแก้ตัวว่า วันนี้ทำงานดึก จึงไม่ได้ไปประชุม และขาดหายจากการเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคมไปเลย  ทั้งนี้ จึงกล่าวได้ว่า อยู่ที่หนึ่งขณะจิตที่มีความรับผิดชอบหรือไม่นั่นเอง

เมื่อมองดูผิวเผินแล้ว ก็คือ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเหมือนกัน แต่ภายหลังเมื่อมีการติดต่อกับหัวหน้าหรือสมาคม ก็ทำให้ไม่ตัดขาดสายเลือดของการศรัทธา  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือหนึ่งขณะจิตของผู้นำ ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองหรือไม่ มีความมั่นคงแน่วแน่หรือไม่นั่งเอง P

 

 

 

 

วันที่ 30 สิงหาคม

จะต้องมีชีวิตที่สดใสร่าเริงในทุกๆ วัน นี่คือการศรัทธา และสามารถกลายเป็นเส้นทางไปสู่การก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะชีวิตที่เหนื่อยหน่ายนั้น มีความหมายเท่ากับยอมแพ้ต่อตัวเอง

 

อธิบาย

ชีวิตในชาตินี้มีเวลาจำกัดอยู่แล้ว เปรียบเหมือนนาฬิกาทราย ซึ่งผ่านไปเงียบๆ อยู่ทุกวัน  เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว ก็จะไม่ย้อนกลับมาอีก เหมือนกับเอามือโกยทรายขึ้นมาแล้วค่อยๆ ไหลร่วงไปจนหมด  ดังนั้น การใช้ชีวิตโดยอยู่เฉยๆ ก็เป็นชีวิตมนุษย์แบบหนึ่ง การใช้ชีวิตโดยบ่นหรือวิจารณ์ อิจฉาผู้อื่น ก็เป็นชีวิตมนุษย์แบบหนึ่ง การใช้ชีวิตโดยสร้างคุณค่าเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น ซึ่งมีประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ของตนเอง ก็เป็นชีวิตมนุษย์แบบหนึ่ง  แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ชีวิตของเรานั้นมีเวลาจำกัดอยู่แล้ว  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราจะใช้ชีวิตแบบไหนและอย่างไร

ลองคิดดูว่า ถ้าพวกเราไม่ได้รับโงะฮนซน ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมฯ แล้ว การดำเนินชีวิตประจำวันของเราจะทำอะไรบ้าง เช่น ทำงาน เที่ยว อ่านหนังสือพิมพ์ คุยกับแฟน ทะเลาะกัน อิจฉากัน เสียใจ เจ็บใจ เศร้าใจ หมดกำลังใจ และพยายามหาเงินเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นสภาพชีวิตที่ต่ำและคับแคบ คิดว่าพอใจแล้ว ไม่ได้คำนึงถึงผู้อื่น ไม่ได้นึกถึงเรื่องการบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ ไม่ได้นึกถึงการเผยแผ่ธรรมไพศาล ไม่ได้นึกถึงการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง ไม่ได้ศึกษาปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ไม่ได้รู้ถึงความสำคัญและคุณค่ามากมายของการมีพลังชีวิต และความกระคือรือร้นในการดำเนินชีวิต 

ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนรับโงะฮนซนกับปัจจุบันแล้ว เราก็จะรู้ตัวได้ว่า ความนึกคิด เป้าหมาย จุดมุ่งหมายของชีวิตของเราเมื่อก่อนกับปัจจุบันนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน  เช่น เมื่อก่อนทำงานเพื่อให้ได้รับเงินเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัวแล้วก็จบ เมื่อเป็นเช่นนั้น การทำงานก็ไม่มีความดีอกดีใจ ได้แต่ทำไปเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าจุดมุ่งหมายที่เกิดมาในชาตินี้คืออะไร พอว่างก็ไปดูหนัง เที่ยวบาร์ ฯลฯ ซึ่งเวลาที่สนุกสนานเหล่านั้นก็ผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรแม้แต่น้อย  มีแต่ความดีใจและสนุกสนานเท่านั้น

แต่เมื่อปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซนแล้ว ก็สามารถรู้ตัวว่า ชาตินี้เกิดมาเพื่ออะไร ธาตุแท้ของตนเองเป็นใคร มีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบอะไร ความสุขที่แท้จริงคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะสร้างคุณค่าต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้  ทำอย่างไรจึงจะสามารถสะสมบุญวาสนา ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนชะตากรรมได้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ปมเด่นปมด้อยมีประโยชน์ต่อตนเองได้ ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับสภาพชีวิตที่คับแคบและต่ำให้กว้างขวางและสูงขึ้น ซึ่งสามารถเข้าใจเรื่องสำคัญของชีวิตมนุษย์ และสามารถปฏิบัติศรัทธาจนบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ได้  ดังนั้น แม้จะทำงานอย่างเดิม แต่จิตใจหรือความตั้งใจหรือหนึ่งขณะจิตต่อการงานจะมีลักษณะของผู้กระทำ การดำเนินชีวิตประจำวันจึงสร้างคุณค่าและมีพลังชีวิตชีวา มีกำลังใจมากขึ้น และพยายามเอาใจใส่อย่างเต็มที่ เมื่อมีเวลาว่าง ก็ทำงานพระเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตมนุษย์อย่างมีประโยชน์และสร้างคุณค่ามากมาย ดังนั้น การดำเนินชีวิตประจำวันก็จะมีความร่าเริง มีชีวีตชีวา มีความหวังต่ออนาคต  ทุกๆ วันจึงดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีการก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านของตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น การงานอาชีพ และระบบการ   อักษรจีนคำว่า “พรุ่งนี้” ในภาษาจีนมีความหมายว่าวันที่สว่างไสว ซึ่งหมายถึงมีความหวังในอนาคต แปลว่า พรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ลักษณะในการดำเนินชีวิตก็จะมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

แต่ถ้าความศรัทธาอ่อนแอ ไม่มีชีวิตชีวา และพ่ายแพ้ต่อตัวเองแล้ว ย่อมไม่สามารถเจริญก้าวหน้า ไม่สามารถสร้างคุณค่าในการดำเนินชีวิตและการงานอาชีพได้  ดังนั้น การมีชีวิตที่สดใสร่าเริงในทุกๆ วันจึงสำคัญมาก เพราะวันเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปเรื่อยๆ นั้น  ไม่หวนกลับมาแน่นอน จึงไม่สามารถย้อนเวลากลับไปทำใหม่ได้ ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม เรื่องความตายนั้นแน่นอนอยู่แล้ว”  ดังนั้น การใช้ชีวิตอย่างไรจึงเป็นสิ่งสำคัญ 

เพราะฉะนั้น พวกเราซึ่งนับถือโงะฮนซนก็คือโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่เกิดมาในชาตินี้ เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล  ดังนั้น จะต้องไม่พ่ายแพ้ตัวเอง จะต้องมีชีวิตที่สดใสร่าเริงอยู่ทุกวัน ซึ่งการที่จะสามารถมีชีวิตเช่นนี้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับการสวดมนต์เช้า-เย็น  ถ้าสวดมนต์ไม่เต็มที่ สวดมนต์ด้วยความเฉื่อยชา ชีวิตก็จะมีแต่ความเหนื่อยหน่ายและไม่มีชีวิตชีวา  แต่ถ้ามีเป้าหมาย มีการอธิษฐาน มีความปรารถนา และพยายามสวดมนต์แล้ว ก็จะมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่มีความเหนื่อยหน่ายอย่างแน่นอน P

 

 

 

 

วันที่ 29 สิงหาคม

การแผ่ขยายพุทธธรรมใหม่นั้น ไม่ใช่แค่การส่งเสียงเชียร์เท่านั้น ก่อนอื่น จะต้องเริ่มต้นจากการปฏิบัติของหัวหน้าเอง เมื่อตัวเองมีการเคลื่อนไหว และทำให้ผู้อื่นเคลื่อนไหวตามแล้ว จึงจะเรียกได้ว่า ขุนพลผู้เลื่องลือ

 

อธิบาย

การปฏิบัติพุทธธรรมนั้น แท้จริงเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น การสวดมนต์เช้า-เย็น บางวันก็สวดครบ บางวันก็ไม่สวด บางวันขี้เกียจก็ไม่อยากไปประชุม ไม่อยากศึกษาธรรม ไม่อยากไปเยี่ยมสมาชิก เพราะต้องเดินทางไกล ลำบาก เสียเวลา  ซึ่งเป็นลักษณะที่แท้จริงของพวกเรามนุษย์ปุถุชนที่มีจิตใจอ่อนแอ กล่าวคือ แม้จะรู้ว่าอะไรดีควรทำ อะไรไม่ดีไม่ควรทำ แต่ก็เป็นการรู้ทางทฤษฎี แต่ถ้านำความรู้ความเข้าใจนี้เชื่อมต่อกับการปฏิบัติพุทธธรรมแล้ว ก็จะสามารถมีความเข้าใจธรรมะได้อย่างแท้จริง รู้ธรรมะได้อย่างลึกซึ้ง และอ่านพระสูตรหรือธรรมนิพนธ์ด้วยกาย วาจา ใจ

แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่ความศรัทธาไม่บริสุทธิ์ ความศรัทธาไม่มั่นคงแน่วแน่ ไม่มีความศรัทธาอย่างว่านอนสอนง่าย มีนิสัยชอบพึ่งพาผู้อื่นนั้น ตัวเองจะไม่ปฏิบัติ แต่จะสั่งให้คนอื่นปฏิบัติ ถ้าคนอื่นปฏิบัติตามและทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีก็รู้สึกพอใจ แต่ถ้าไม่เรียบร้อยก็โมโห เกิดอคติจิต ซึ่งคนที่มีความคิดที่อาศัยหรือหวังให้คนอื่นทำนั้น ไม่มีสิทธิเป็นหัวหน้า เพราะการปฏิบัติที่ตัวเองไม่อยากทำ หรือเรื่องที่ยากลำบากก็ให้ผู้อื่นทำนั้น ผู้ถูกสั่งก็คิดแบบเดียวกัน แต่เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นหัวหน้า จึงเข้าใจผิดว่ามีสิทธิสั่งให้คนอื่นทำ  อันที่จริง ผู้ถูกสั่งก็คิดได้ว่า หัวหน้ายังไม่ทำ แล้วทำไมเราต้องทำ หรือเรื่องนี้หัวหน้าคิดว่ายากลำบาก หัวหน้าทำไม่ได้ แล้วพวกเราจะทำได้อย่างไร ซึ่งหัวหน้ากับสมาชิกก็จะมีหนึ่งขณะจิดหรือกระแสจิตที่ติดต่อกันได้  ดังนั้น ในการรณรงค์ต่อสู้ต่างๆ ย่อมไม่ได้รับผลสำเร็จแม้แต่น้อย แม้ว่าในการจัดประชุม หัวหน้าจะส่งเสียงเชียร์มากมายแค่ไหน แต่ก็จะไม่มีใครสักคนยืนหยัดขึ้นมาต่อสู้ด้วยความเอาใจใส่อย่างเต็มที่แน่นอน 

ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “จะต้องเริ่มต้นจากการปฏิบัติของหัวหน้าเอง” เพราะเมื่อหัวหน้าปฏิบัติแล้ว สมาชิกก็จะปฏิบัติตามมา ถ้าหัวหน้าไม่ปฏิบัติแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกจะต่อสู้  จึงกล่าวได้ว่า เมื่อหัวหน้าเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติศรัทธาแล้ว สมาชิกก็จะมีการปฏิบัติที่ดีอกดีใจและมุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมไพศาลได้ นี่คือหลักเหตุผลทางด้านธรรมะ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับหัวหน้าเป็นความเกี่ยวข้องในด้านความศรัทธา  ส่วนลูกน้องกับหัวหน้าในสังคมนั้น เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยเรื่องผลประโยชน์  ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องลำบากและไม่อยากทำ แต่เห็นแก่รายได้หรือผลประโยชน์ จึงจำต้องยอมรับคำสั่งและจำใจปฏิบัติเพื่อให้เกิดกำไร แต่สำหรับทางด้านธรรมะนั้นไม่เหมือนกับในสังคม  ด้วยเหตุนี้ ถ้าหัวหน้าเอาแต่ส่งเสียงเชียร์ ก็จะไม่มีใครตามอย่างแน่นอน  ดังนั้น หัวหน้าจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี ไม่เช่นนั้นแล้ว ระบบการก็จะเสื่อมถอยลง ในที่สุด หัวหน้าก็จะบ่นว่า ทำไมสมาชิกทั้งหลายไม่ปฏิบัติ ไม่ต่อสู้ P

 

 

 

วันที่ 28 สิงหาคม

            จงให้ความสำคัญแก่เรื่องต่างๆ ในสังคม จนสามารถมีชัยชนะ และได้รับความไว้วางใจจากสังคม  นี่คือลักษณะที่แท้จริงของโลกพุทธะเท่ากับ 9 โลก

 

อธิบาย

เรื่องการศรัทธากับสังคมนั้น อาจกล่าวได้ว่า การศรัทธาคือโลกพุทธะ สังคมคือ 9 โลก ก็ว่าได้ ดังนั้น พวกเราจึงต้องให้ความสำคัญแก่เรื่องต่างๆ ในสังคม เช่น คนเก็บขยะ อาจจะถูกผู้คนดูถูก ว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำ จึงรู้สึกว่าตัวเองประกอบอาชีพที่น่าอับอาย แต่เมื่อได้เป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักการเงิน ฯลฯ ก็รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ดีกว่า มีชื่อเสียง ใครๆ ก็ยกย่อง จึงรู้สึกดีใจและพอใจในอาชีพนี้มากกว่า  ความคิดเช่นนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว  แต่ถ้ามองดูให้ลึกซึ้งจากมุมมองทางด้านธรรมะแล้ว ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เป็นความคิดที่ผิวเผิน เพราะผู้ที่ทำอาชีพเหล่านั้น หากขาดอาชีพใดอาชีพหนึ่งไปแล้ว การดำเนินชีวิตของพวกเราก็คงจะไม่สะดวกสบาย เช่น คนเก็บขยะ คนสูบส้วม คนทำงานสะอาด คนซักเสื้อผ้า ถ้าคนเหล่านี้นัดหยุดงานกัน บ้านเมืองคงเหม็น สกปรก และเต็มไปด้วยเชื้อโรค   ดังนั้น จึงไม่ควรมีการแบ่งชั้นอาชีพว่าอาชีพไหนสูง อาชีพไหนต่ำต้อย  สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ที่ทำอาชีพนั้นๆ ตั้งใจทำด้วยความดีใจ ด้วยความสำนึกในหน้าที่ของตนหรือไม่ ถ้าไม่เห็นความสำคัญของหน้าที่ของตนเอง ทำไปเพื่อแลกกับเงินประทังชีวิตแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นบุคคลที่เป็นทาสของอาชีพ ซึ่งพ่ายแพ้ในเรื่องอาชีพ หรือเกลียดงานที่ทำอยู่ แต่ถ้าลาออกก็จะลำบาก จึงจำยอมทำงานนี้ นี่คือลักษณะของการถูกอาชีพควบคุม หากมีความคิดแบบนี้แล้ว ทุกๆ วันที่ไปทำงานแบบเดิมๆ ก็ไม่มีความรู้สึกดีอกดีใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ความอาย ดูถูกตัวเอง และอิจฉาผู้อื่น ซึ่งสภาพชีวิตวนเวียนอยู่แต่ในอบายภูมิ 3 หรือ อบายภูมิ 4 (โลกนรกถึงโลกอสูร)

ตรงกันข้าม เมื่อนับถือโงะฮนซน ทุกเช้าสวดมนต์ต่อโงะฮนซน โลกพุทธะก็จะปรากฏออกมาในชีวิตของเรา ทำให้มีพลังชีวิตมากขึ้น และความนึกคิดมีการเปลี่ยนแปลง โดยสำนึกรู้ตัวต่อภาระหน้าที่ของตนเอง ซึ่งเป็นการปฏิวัติชีวิตมนุษย์แล้ว แม้จะมีอาชีพที่คนทั่วไปในสังคมรังเกียจว่าต่ำต้อย เช่น สูบส้วม เก็บขยะ แต่ก็รู้สึกถึงศักดิ์ศรีของตนเอง ก็จะทำงานอย่างมีกำลังใจ พึงพอใจ และพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จ  เพื่อความสุขของผู้คนทั้งหลาย ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่สูงส่งว่าเราทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยการยึดถือโงะฮนซนและการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองเป็นรากฐาน นี่คือโลกพุทธะเท่ากับ 9 โลก เพราะในจิตใจของเรามีความเมตตากรุณาต่อสังคม และสังคมก็ได้รับประโยชน์จากเรา  ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “จงให้ความสำคัญแก่เรื่องต่างๆ ในสังคม จนสามารถมีชัยชนะ และได้รับความไว้วางใจจากสังคม” หมายความว่า เมื่อเราให้ความสำคัญต่อสังคม มีชัยชนะในสังคม ได้รับความไว้วางใจจากสังคม ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นให้เป็นดินแดนพระพุทธะ  ด้วยเหตุนี้ เมื่อคนๆ หนึ่งสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองได้แล้ว ครอบครัวก็ดี การงานก็ดี ท้องถิ่นก็ดี ก็จะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงตามได้ ซึ่งทางด้านธรรมะเรียกว่า หลักเหตุผลของสิ่งแวดล้อมกับตัวตนไม่เป็นสองนั่นเอง  P

 

 

 

วันที่ 27 สิงหาคม

            จงอย่าคิดเบาๆ ต่อสังคมและทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอันขาด จะต้องดำเนินการโดยแกะสลักคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ว่า “การมีเรื่องดีเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ การมีเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องธรรมดา”  เพราะนอกเหนือจากสิ่งนี้แล้ว ก็ไม่ใช่การต่อสู้ของธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง

 

อธิบาย

ทำไมพระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “การมีเรื่องดีเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ การมีเรื่องไม่ดีเป็นเรื่องธรรมดา” ก็เพราะว่า ตั้งแต่พระนิชิเร็นไดโชนินเริ่มประกาศก่อตั้งคำสอนเมื่ออายุ 32 ปี จนกระทั่งท่านเข้าพำนักที่ภูเขามิโนบุเมื่ออายุ 57 ปี ในช่วงเวลาระหว่าง 25 ปีนี้ ตัวท่านเองต้องต่อสู้กับอุปสรรคมาโดยตลอด เช่น ถูกต่อว่า วิพากษณ์วิจารณ์ ถูกทำร้ายด้วยดาบและแขนหัก  ถูกฟันที่หน้าผาก ถูกตีด้วยไม้ กุฎิถูกทำลาย ถูกเนรเทศถึง 2 ครั้ง และถูกจับประหารชีวิต ซึ่งมีเรื่องเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่พระนิชิเร็นไดโชนินไม่เคยกระทำผิดอะไรแม้แต่น้อย แต่สาเหตุของการเกิดเรื่องเหล่านี้มาจากการที่ท่านต้องการที่จะเผยแผ่ธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง  ดังนั้น บางคนจึงอาจจะเข้าใจว่า ถ้าเผยแผ่พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้วจะต้องมีความยากลำบาก น่ากลัว  แต่ถึงแม้ว่าพระนิชิเร็นไดโชนินต้องอดทนและต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ จากผู้มีอำนาจและนิกายก็ตาม ในช่วงเวลาประมาณ 4 ปีก่อนที่ท่านจะดับขันธ์ ท่านก็มีความสุขสบายและดับขันธ์ไป   ดังนั้น เมื่อมองดูจากธรรมะที่ลึกซึ้งแล้ว ชีวิตมนุษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินจึงเป็นชีวิตมนุษย์ที่มีความพึงพอใจและมีความดีอกดีใจ เพราะท่านสามารถทำให้ความปรารถนาที่มีมานานของการเกิดมาในโลกนี้ของท่านบรรลุผลสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี  ผลก็คือ ในระหว่าง 4 ปีสุดท้ายก่อนที่จะดับขันธ์ ท่านสามารถดำเนินชีวิตโดยราบรื่น  นี่คือผลบุญของการต่อสู้เพื่อธรรมะนั่นเอง  จึงอาจกล่าวได้ว่า การมีเรื่องดีเกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังรณรงค์ต่อสู้อยู่นั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ การมีเรื่องชั่วเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดานั่นเอง 

เจตนารมณ์ของคำชี้นำก็เพื่อให้พวกเราเข้าใจว่า แม้ว่าพวกเราจะมีความลำบาก มีความทุกข์ และมีอุปสรรคมากมายก็ตาม แต่ถ้าสาเหตุของความยากลำบากต่างๆ เหล่านี้เกิดจากการต่อสู้เพื่อธรรมะแล้ว ทั้งหมดก็จะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้  ดังนั้น ในที่สุด ก็จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน 

เรื่องนี้ถ้าเปรียบเทียบกับพวกเราที่เป็นมนุษย์ปุถุชนที่ไม่มีปัญญา รู้ธรรมะน้อย นิสัยไม่เพียบพร้อม มีอดีตกรรมชั่วซึ่งสร้างไว้มากมายตั้งแต่อดีตชาติ พอในชาตินี้ได้รับโงะฮนซนแล้ว จะทำให้อดีตกรรมชั่วมากมายหายหมดในทันทีก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังเช่นห้องที่ไม่ได้ใช้งานทิ้งรกร้างไว้ 10 ปี 20 ปี ย่อมมีฝุ่น หยากไย่ ขี้หนู ขี้จิ้งจก มากมาย  เมื่อจะเข้าไปอยู่อาศัย ก็จำเป็นต้องทำความสะอาดเสียก่อน จึงจะสามารถเข้าไปใช้งานหรืออยู่อาศัยได้  แต่ในระหว่างที่ทำความสะอาด ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงฝุ่นฟุ้งขึ้นมาจนหายใจไม่สะดวก หรือเวลาเช็ดถูก็ต้องเปลี่ยนน้ำที่ทั้งสกปรกและเหม็นหลายต่อหลายครั้ง  ถ้าอดทนไม่ไหว ปล่อยทิ้งไว้ บ้านก็จะเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้าพยายามอดทนต่อฝุ่นมากมาย หรือหญ้าขึ้นสูงขนาดไหน และพยายามทำความสะอาดแล้ว ก็จะสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ 

ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ในระหว่างอดีตชาติหลายกัป หลายสิบกัป หลายร้อยกัป หลายพันกัป หลายหมื่นกัป หลายแสนกัป และหลายล้านกัป เราได้ดูหมิ่นธรรม พูดโกหก วิพากษ์วิจารณ์ อาฆาต หรือกระทำความผิดมากต่างๆ นานา สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะสะสมอยู่ในชีวิตของเราอย่างแน่นอน  ดังนั้น เมื่อเกิดมาในชาตินี้แล้ว หน้าตาจึงไม่สวย อยู่ในบ้านที่ยากจน ร่างกายไม่แข็งแรง สมองไม่ฉลาดก็มี หรือพยายามทำงานแต่เศรษฐกิจไม่ดี สามีภรรยาทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ ลูกเป็นอันธพาล ฯลฯ ซึ่งมีเรื่องไม่ดีต่างๆ นานา  ดังนั้น เมื่อรับโงะฮนซน แม้จะมีอานุภาพมหาศาล แต่กรรมชั่วที่เราสร้างไว้ก็มากมาย เมื่อพยายามสวดมนต์ ขยันทำงานพระ ก็รู้สึกว่า มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นมาก เรื่องดีเกิดขึ้นน้อย แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าโงะฮนซนไม่ดี เป็นเพราะชะตากรรมของเราที่มีมาก และโงะฮนซนช่วยให้หมดไปในชาตินี้ จึงดูเหมือนปรากฏออกมาเรื่อยๆ   แต่ถ้าไม่ชำระล้างชะตากรรมในชาตินี้แล้ว ชาติหน้าก็จะต้องลำบากเหมือนเดิม  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า นี่คือความเมตตากรุณาของโงะฮนซน ซึ่งเป็นหลักเหตุผลทางด้านธรรมะ  ส่วนผู้ที่ไม่เข้าใจ ก็อาจจะคิดว่า ตั้งแต่รับโงะฮนซนมา มีแต่เรื่องไม่ดี จึงไม่อยากจะสวดมนต์ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน

ในอีกด้านหนึ่ง พวกเราคิดว่า เรารับโงะฮนซนแล้ว พยายามทำงานพระแล้ว เทวดาย่อมจะต้องปกป้องคุ้มครองเรา ซึ่งเป็นความคิดที่พึ่งพาโงะฮนซนและเทพธรรมบาล  อันที่จริง สหาโลกธาตุแห่งนี้ไม่ใช่ดินแดนสะอาดบริสุทธิ์  แต่เป็นดินแดนสกปรกที่เต็มไปด้วยการนินทา อิจฉา โมโห เกลียด ทำร้าย อาฆาตแค้น ทะเลาะเบาะแว้ง ซึ่งเป็นโลกที่เลวร้ายมาก ด้วยเหตุนี้ โลกนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า โลกแห่งความอดทน  เมื่อเป็นเช่นนี้ สังคมก็มีสภาพเช่นเดียวกัน  เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดว่า เรามีโงะฮนซน มีการสวดมนต์ มีการทำงานพระ การงานก็ย่อมสำเร็จได้ เพราะโงะฮนซนและเทวดาต้องช่วยแน่นอน  การคิดง่ายๆ เบาๆ แบบนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะชีวิตมนุษย์และการงานก็เปรียบได้กับการต่อสู้  เมื่อมีการต่อสู้ก็จะต้องมีชนะหรือแพ้  ดังนั้น ถ้าไม่นำพลังที่มีอยู่ออกมาต่อสู้อย่างเต็มที่ เอาแต่หวังพึ่งเทวดาหรือพลังของโงะฮนซนเท่านั้น ก็เท่ากับยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มการต่อสู้ ย่อมจะต้องพ่ายแพ้ต่อมารในสังคมได้อย่างง่ายดาย

เพราะฉะนั้น พวกเราที่เป็นหัวหน้าซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลสมาชิกและดำเนินนโยบายต่างๆ จึงควรจะต้องมีความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี และพยายามให้กำลังใจสมาชิกทั้งหลาย อย่าให้สมาชิกในความดูแลถอยศรัทธาไปแม้แต่คนเดียว  นี่คือหน้าที่ของหัวหน้า  ไม่เช่นนั้น หัวหน้าคนนี้ก็อาจจะยอมแพ้ หรือคิดง่ายๆ ว่า สมาชิกคนนี้มีความศรัทธาเข้มแข็งแล้ว ขยันทำงานพระอยู่แล้ว ทำไมจึงต้องประสบอุบัติเหตุ ทำไมจึงเจ็บป่วย ทำไมบ้านจึงถูกไฟไหม้ ซึ่งมีความสงสัยต่อโงะฮนซนหรือความศรัทธา  ถ้าหัวหน้าคิดแบบนี้แล้ว แสดงว่า มารมีชัยชนะ และระบบการของหัวหน้าคนนี้ถูกมารโจมตีโดยง่าย  เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า ให้แกะสลักคำสอนนี้ไว้นั่นเอง เพราะนอกเหนือจากสิ่งนี้แล้ว การต่อสู้ในสมัยธรรมปลายให้มีชัยชนะต่อความชั่วร้ายในโลกที่สกปรกย่อมไม่สามารถเป็นไปได้ P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.1260 การบีฑาธรรมที่ตำบลมัตจึบางายะจึ

วันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ.1952 สมาคมโซคาได้รับการอนุมัติให้ก่อตั้งขึ้น

 

 

 

วันที่ 26 สิงหาคม

            เอาล่ะ ขอให้ผนึกกำลังเข้าด้วยกันใหม่ และมีความเจริญก้าวหน้าที่ร่าเริงและเข้มแข็งในการบุกเบิกใหม่ๆ

 

อธิบาย

การผนึกกำลังเข้าด้วยกันคือการมีความสามัคคีกัน ถ้าปราศจากความสามัคคี ย่อมไม่สามารถมีความเจริญก้าวหน้าที่ร่าเริง หากเป็นเช่นนี้แล้ว การบุกเบิกเพื่อการเผยแผ่ธรรมในสังคม ในประเทศ และในโลกย่อมไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ  ดังนั้น ความสามัคคีจึงเป็นรากฐานของการปฏิบัติของพวกเรา

การเผยแผ่และชักชวนแนะนำธรรมนั้น ต้องอาศัยมนุษย์อยู่แล้ว ในการดำเนินงานต่างๆ ในระบบการ ก็เป็นการดำเนินงานร่วมกันของมนุษย์ที่เป็นเพื่อนสมาชิกด้วยกัน บางครั้งก็อาจจะเกิดปัญหาเนื่องจากมนุษยสัมพันธ์ได้ง่าย เช่น เราไม่ชอบหัวหน้าคนนี้ ชอบหัวหน้าคนนั้นมากกว่า สมาชิกคนนี้นิสัยไม่ดี สมาชิกคนนั้นนิสัยดี เป็นต้น  ซึ่งระหว่างสมาชิกด้วยกันอาจจะมีความไม่เข้าใจกัน ไม่สนิทสนมกัน หรือไม่สามัคคีกัน โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่กระนั้น เนื่องจากมีองค์กร มีระบบการอยู่ ดังนั้น จะต้องเพียรพยายามไปด้วยกันภายในระบบการ จึงจะเป็นการปฏิบัติศรัทธาในยุคปัจจุบัน

พระศากยมุนีพุทธะกล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรบทที่ 3 บทการอุปมาและการเปรียบเทียบ เกี่ยวกับเรื่องการหมิ่นประมาทธรรม 14 ประการ ซึ่งตั้งแต่ข้อที่ 1-10 เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ดูหมิ่นต่อธรรมะ จะต้องได้รับบาปอย่างแน่นอน  ส่วนข้อที่ 11-14 เป็นการหมิ่นประมาทธรรมทางด้านบุคคล อันได้แก่ การดูถูก โกรธ อาฆาต อิจฉาต่อผู้ปฏิบัติศรัทธาต่อธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุคคลภายนอกหรือผู้ปฏิบัติศรัทธา หากกระทำผิดใน 4 ข้อนี้ ก็จะต้องได้รับบาปเช่นกัน  

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวถึงสาเหตุของการหมิ่นประมาท 14 ประการ ว่า เกิดจากความไม่เชื่อนั่นเอง หมายความว่า แม้จะนับถือศรัทธาต่อโงะฮนซน พยายามสวดมนต์ ขยันออกร่วมประชุม ไปเรียนธรรมะ และเยี่ยมเยียนสมาชิก แต่ถ้าดูถูก โกรธ อาฆาต และอิจฉาต่อสมาชิกหรือหัวหน้าแล้ว ก็เป็นการปฏิบัติศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่ ไม่มีความศรัทธาที่มั่นคงแน่วแน่ จึงเป็นการกระทำที่หมิ่นประมาทธรรม 4 ข้อหลัง เพราะถ้าเรามีความศรัทธาลึกซึ้ง มีชีวิตจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ว่านอนสอนง่าย เชื่อมั่นต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่แล้ว แม้สมาชิกหรือหัวหน้าจะมีนิสัยไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี แต่พวกเราก็ไม่ถูกกระทบกระเทือนจากพฤติกรรมของบุคคลเหล่านั้น  ก็จะหลีกเลี่ยงจากการดูหมิ่นธรรม 4 ประการหลัง และหลีกเลี่ยงบาปหนักได้ 

พูดง่ายๆ ก็คือ แม้ว่าคนเราจะมีนิสัยแตกต่างกัน อาจจะรู้สึกไม่ถูกชะตากันบ้าง  เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจากอารมณ์ แต่บางคนกลับเข้าใจผิดได้อย่างง่ายดายว่า ฉันไม่ชอบนิสัยของคนนี้ และใช้อารมณ์ของตนเองเป็นหลัก จึงไม่อยากได้ยินได้ฟังคำพูดของเขา ไม่อยากไปร่วมประชุมที่มีหัวหน้าคนนั้นเข้าร่วม  ซึ่งเป็นการนำเรื่องอารมณ์กับธรรมะมาปะปนกัน จึงทำให้เกิดการหมิ่นประมาทธรรมข้อใดข้อหนึ่งของ 4 ข้อ ในที่สุด ก็จะต้องได้รับบาป อันที่จริง การชอบหรือไม่ชอบนั้นเป็นอารมณ์ส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับธรรมะ ไม่เกี่ยวกับระบบการของสมาคม ดังนั้น แม้ว่าในใจจะไม่ชอบ แต่ถ้าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายของสมาคม การสอนธรรมะ กิจกรรมการต่อสู้ในหมู่ ในตำบล หรือในเขต ซึ่งเป็นเรื่องทางด้านธรรมะนั้น เราควรจะคิดแบ่งแยกให้ออก และทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้องและเรียบร้อย 

ดังที่พระศากยมุนีพุทธะทรงกล่าวไว้ในนิรวาณสูตรว่า ให้พึ่งธรรมะ ไม่พึ่งบุคคล  เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีทั้งนิสัยดีกับไม่ดีมีข้อดีกับข้อเสีย  ถ้ามองดูแต่ข้อเสียแล้ว เมื่อไหร่ๆ ก็ไม่สามารถมีความสามัคคีกัน  ดังนั้น จะต้องมองดูด้วยธรรมะเป็นหลัก ไม่ใช่มองดูบุคคลเป็นหลัก  ถ้าทำเช่นนี้ได้แล้ว ก็จะสามารถมีความสามัคคีกันได้

ในการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมนั้น จะต้องมีความสามัคคีและต่อสู้ร่วมกัน เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ที่ดูจะทำให้เกิดการแตกความสามัคคี ก็ขอให้ผนึกกำลังเข้าด้วยกันใหม่ เริ่มต่อสู้ร่วมกันใหม่ ขอให้เพียรพยายามทำเช่นนี้ตลอดไป เมื่อนั้น ระบบการก็จะค่อยๆ มีความเป็นปึกแผ่นได้   เปรียบได้กับการเอาก้อนหินบรรจุใส่ถุง ใส่ไปสักพักก็รู้สึกว่าเต็มแล้ว  แต่เมื่อเขย่าถุง ก็จะมีช่องว่างให้ใส่เข้าไปได้อีก นี่คือลักษณะของการผนึกกำลังเข้าด้วยกันใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นชั้นๆ ที่ทำให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ ได้ 

เพราะฉะนั้น อาจารย์บอกว่า “ผนึกกำลังเข้าด้วยกันใหม่” ที่บอกว่า ใหม่ ก็เพราะว่า เรื่องในอดีตไม่ต้องพูดถึง ตั้งแต่วันนี้ จะต้องผนึกกำลังเข้าด้วยกันใหม่ให้ดียิ่งกว่าเก่า  นี่คือลักษณะการปฏิบัติที่ถูกต้องของเรา ไม่ใช่ว่า แค่นี้พอแล้ว ความคิดแบบนี้เป็นลักษณะของความเฉื่อยชา แต่ความศรัทธาจะต้องไม่ใช่หยุดพอแค่นี้เท่านั้น จะต้องก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ เวลา ทุกๆ นาที P

 

 

 

วันที่ 25 สิงหาคม

            ขอให้อ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคม และอ่านด้วยความสำนึกว่า สิ่งนี้เป็นพลังแห่งการเคลื่อนไหวของเรา

 

อธิบาย

การอ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคมเป็นการปฏิบัติเพื่อตัวเราเอง และเป็นการปฏิบัติเพื่อผู้อื่น กล่าวคือ การปฏิบัติพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินอย่างถูกต้อง คือ การปฏิบัติเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่นพร้อมกัน ในการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวก็เช่นกัน การปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็นของเรา เป็นการสวดมนต์เพื่อตัวเราเอง การชักชวนแนะนำธรรมให้แก่ผู้อื่น คือการปฏิบัติเพื่อผู้อื่น  ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า การศรัทธาที่ถูกต้องนั้นจะต้องมีพร้อมการปฏิบัติเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น เปรียบได้กับล้อสองข้างของรถ จะขาดข้างใดข้างหนึ่งไปไม่ได้

การอ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคมก็เช่นกัน เราจะสามารถได้รับกำลังใจในการปฏิบัติศรัทธา สามารถเรียนรู้หลักธรรมที่ชี้นำส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกให้ศรัทธาเข้มแข็งมากขึ้น สามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของสมาคม สามารถเข้าใจปรัชญาธรรมที่สูงส่งของพระนิชิเร็นไดโชนิน  สามารถเข้าใจเรื่องอดีตกรรมชั่ว หรือความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา และแก้ไขได้  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า สิ่งพิมพ์ของสมาคมนี้เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าต่อชีวิตของเราและมนุษยชาติ ถ้าผู้อ่านที่ไม่ใช่สมาชิกมีมากขึ้น การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็จะรวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะมีผู้ที่มีความเข้าใจและเห็นด้วยกับสมาคมและพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเพิ่มมากขึ้น

เช่นเดียวกับโลกสาวก อันที่จริง สาวกก็คือผู้ที่อยากรับฟังธรรมะของพระพุทธะ  เช่น  พระสารีบุตร พระอานนท์ พระมหากัสสป บุคคลเหล่านี้คือลูกศิษย์สาวกของพระศากยมุนีพุทธะ ในคำสอนชั่วคราว 42 ปีแรก ก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตร ลักษณะพื้นฐานชีวิตของลูกศิษย์สาวกเหล่านี้จะต้องการรับฟังธรรมะเพื่อตนเองเท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะที่เห็นแก่ตัว ตระหนี่ อวดดี และพึงพอใจแค่ว่าตัวเองรู้ธรรมะมากกว่าคนอื่น เก่งกว่าผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงตำหนิอย่างเข้มงวดว่า บุคคลเหล่านี้ แม้จะรู้ธรรมะมาก แต่ก็ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะอย่างแน่นอน โดยเปรียบเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ถูกคั่วสุกแล้ว นำไปปลูกในดินก็ไม่อาจงอกเป็นต้นขึ้นมาได้ เพราะความอวดดีและเห็นแก่ตัวของพวกเขาเอง

แต่เมื่อเข้าสู่สัทธรรมปุณฑริกสูตร พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้พวกเขาสามารถบรรลุพุทธภาวะในอนาคตได้ ทำให้พวกเขาดีใจเป็นอย่างมาก และให้คำมั่นสัญญาต่อพระพุทธองค์ว่า แต่ก่อน พวกเขามีความเข้าใจผิดพลาดมากมาย สนใจแต่ตัวเอง ไม่สนใจผู้อื่น และเห็นแก่ตัว แต่นับจากนี้เป็นต้นไป พวกเขาได้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่า การรับฟังธรรมะจากพระพุทธะนั้น ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่จะรับฟังธรรมะเพื่อประชาชนทั้งหลาย  เมื่อให้คำมั่นสัญญาเช่นนี้ พระพุทธองค์ก็รู้สึกดีใจ และชมเชยต่อพวกเขาอย่างมากมาย

ในทำนองเดียวกัน เมื่อพวกเราได้ฟังธรรมะ ได้รับฟังคำชี้นำจากผู้อาวุโส ได้อ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคม จึงไม่ควรจะเก็บไว้ในใจเพื่อตัวเอง ไม่บอกเล่าให้แก่ผู้อื่น เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ พวกเราก็จะเป็นเหมือนลูกศิษย์สาวกที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระพุทธะ   ดังนั้น ขอให้ตัวเราเองก็อ่าน และพยายามให้ผู้อื่นได้อ่านด้วย  นี่คือพลังที่จะสามารถสร้างบุญวาสนาต่อการเคลื่อนไหวของเรานั่นเอง P

 

 

 

วันที่ 24 สิงหาคม

            เรื่องราวทั้งหมดในสังคมนั้นมีอยู่ในพุทธธรรม ผู้ที่ไม่รู้เรื่องราวทางโลก จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริง  ดังนั้น จำเป็นต้องเอาใจใส่ต่อการดำเนินชีวิตในสังคม มีชัยชนะในสังคม เข้มงวดต่อสังคม และมีความเจริญรุ่งเรืองในสังคม นี่คือพุทธธรรมเท่ากับสังคมนั่นเอง

 

อธิบาย

พระสูตรก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรสอนว่าพุทธธรรมกับสังคมนั้นแบ่งแยกออกจากกัน ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร พระศากยมุนีพุทธะทรงเทศนาว่า พุทธธรรมเท่ากับสังคม เมื่อรู้ธรรมะอย่างมากมายแล้ว ก็จะรู้เรื่องราวทางสังคมได้เช่นกัน  ดังนั้น พุทธธรรมกับสังคมจึงไม่แยกจากกัน และพระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า เมื่อท้องฟ้าแจ่มใส พื้นดินก็แจ่มกระจ่าง ผู้ที่รู้สัทธรรมปุณฑริกสูตร (หมายถึงโงะฮนซน) ก็จะสามารถเข้าใจเรื่องราวทางโลกได้  และอาจารย์โทดะมักจะชี้นำว่า พวกเราไม่ใช่นักสอนศาสนาก็หมายความว่า พวกเราดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมแห่งความเป็นจริง และยึดถือพุทธธรรมเป็นพื้นฐานชีวิตของเรา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง และส่งผลกระทำต่อครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ท้องถิ่น และสังคมของเรา ด้วยเจตนารมณ์ที่ว่า ทำให้ความสุขที่แท้จริงของเรากับความเจริญรุ่งเรืองของสังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ด้วยเหตุนี้ แม้จะเป็นสมาชิกที่ศรัทธามายาวนาน มีความรู้ธรรมะมากมาย มีตำแหน่งหน้าที่สูงอยู่ในระบบการ แต่ถ้าไม่สามารถเข้ากับสังคม ไม่สนใจสังคม หลีกหนีจากสังคม  และอยู่ในขอบเขตของศาสนาเพียงอย่างเดียวแล้ว อาจารย์บอกว่า “ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริง”

คำว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตร ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโฮเคเคียว คำว่า โฮ แปลว่า ธรรมะ เป็นอักษรที่ประกอบด้วยคำว่าน้ำ ซึ่งมีการไหลไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด หมายความว่า ธรรมะนั้นคงอยู่ตลอดไป นับตั้งแต่สมัยอนาทิกาลไปจนถึงอนาคตที่ไม่มีสิ้นสุด เป็นธรรมะที่มีอยู่ในกฎของสกลจักรวาลที่เรามองไม่เห็น  คำว่า เค แปลว่า ดอกไม้บาน เปรียบได้กับดอกบัวที่สามารถมองเห็นได้  ดังนั้น ธรรมะที่มองไม่เห็นนั้น จะสามารถปรากฏออกมาให้เห็นได้ในสังคม  ด้วยเหตุนี้ ธรรมะกับสังคมจึงแยกจากกันไม่ได้ หมายความว่า เมื่อเรายึดถือสัทธรรมปุณฑริกสูตร หมายถึงโงะฮนซนแล้ว จะต้องแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้เป็นที่ประจักษ์ในสังคม  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ชี้นำว่า “จำเป็นต้องเอาใจใส่ต่อการดำเนินชีวิตในสังคม มีชัยชนะในสังคม เข้มงวดต่อสังคม และมีความเจริญรุ่งเรืองในสังคม นี่คือพุทธธรรมเท่ากับสังคมนั่นเอง” ดังนั้น ขอให้พวกเราเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคมเพราะการกระทำเช่นนี้คือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั่นเองP

 

ปฎิทินเหตุการณ์

            วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1947 อาจารย์อิเคดะเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม

 

 

 

วันที่ 23 สิงหาคม

            เรื่องอคติจิตต่อกันนั้น ขอให้หยุดเด็ดขาด เพราะเป็นศัตรูที่ปิดกั้นผลบุญของตนเอง ดังนั้น ขอให้มีความศรัทธาที่มีชีวิตชีวาและว่านอนสอนง่าย ซึ่งเชื่อมตรงต่อโงะฮนซน และทำให้สมาชิกทั้งหลายสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา

 

อธิบาย

คำว่าอคติจิต ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “อน ชิตจึ” พระนิชิเร็นไดโชนินได้อธิบายอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า คำว่า “อน” หมายถึง ยังมีสิ่งกีดขวางอยู่ และคำว่า “ชิตจึ” หมายถึง ไม่อยากฟัง

หมายความว่า สมมติว่าหัวหน้าหรือสมาชิกบางคนพูดผิดไป หรือทำพลาดไป ทำให้เราคิดและรู้สึกว่าทำไมเขาจึงไม่มีสามัญสำนึก ทำไมเขาจึงเสียมารยาท หรือทำไมเขาต้องชี้นำแรงขนาดนี้ จึงกลายเป็นสาเหตุให้เกิดความรู้สึกอคิจิตต่อเขา

แต่แท้จริงแล้ว ถ้าเรามีความศรัทธาบริสุทธิ์และว่านอนสอนง่าย ซึ่งเชื่อมตรงต่อโงะฮนซนอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะไม่เกิดเรื่องอคติจิต เพราะเราจะรู้สึกว่า ในเมื่อสิ่งที่หัวหน้าพูดออกมา แสดงออกมานั้น เราไม่เข้าใจ เราก็สามารถถามได้ว่า เรื่องนี้เราไม่ค่อยเข้าใจ ขอให้ช่วยชี้แจงให้ละเอียดขึ้นได้หรือไม่ และถ้ามีเรื่องที่เป็นข้อผิดพลาดของเรา เราก็จะได้สำรวจตัวเอง เมื่อหัวหน้าอธิบายให้ฟัง และสามารถเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว  ก็จะไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีก ซึ่งเป็นสภาพชีวิตที่บริสุทธิ์ใจและว่านอนสอนง่าย การกระทำเช่นนี้ยังสามารถสะท้อนให้หัวหน้าสามารถรู้ตัวว่า อาจจะพูดแรงเกินไป อธิบายน้อยไป ต่อไปก็จะระมัดระวังให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น แม้ว่าตอนเกิดเรื่องอาจจะรู้สึกโมโหหรือไม่พอใจ แต่เมื่อเข้าใจกันด้วยดีแล้ว ต่างคนต่างก็สามารถให้อภัยซึ่งกันและกันได้ ก็จะไม่เกิดความไม่พอใจ ไม่มีการผูกใจเจ็บหรืออาฆาตต่อกัน จึงสามารถเป็นสมาชิกที่ดี หัวหน้าที่ดี เพื่อนที่ดีต่อกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตรนั่นเอง

ถ้ามีความศรัทธาในลักษณะนี้แล้ว ย่อมสามารถสร้างบุญวาสนาได้อย่างมากมาย  เพราะเป็นการศรัทธาที่เชื่อมตรงต่อโงะฮนซนนั่นเอง  ซึ่งโงะฮนซนนั้นเปรียบได้กับทะเลอันกว้างใหญ่ ส่วนพวกเราแต่ละคนเปรียบได้กับคู คลอง หนอง บึง ก็จะสามารถได้รับน้ำทะเลไหลเข้ามาสร้างความชุ่มชื้น  ความศรัทธาของเราก็เช่นกัน บุญวาสนามากมายนั้นเปรียบได้กับจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเรามีความศรัทธาที่บริสุทธิ์และว่านอนสอนง่าย ไม่มีอคติจิตต่อกัน ก็แสดงว่า ไม่มีอะไรมาขวางกั้น บุญวาสนาก็จะหลั่งไหลมาหาเราได้  แต่ถ้ามีอคติจิตจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้วยจิตใจคับแคบแล้ว ตัวเราเองก็คือผู้ปิดกั้นไม่ให้ได้รับผลบุญของโงะฮนซน ถ้าเป็นเช่นนี้ ความปรารถนาต่างๆ นานา ย่อมไม่สมหวัง ในที่สุด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตกรรมชั่ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนเอง ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง  ทั้งหมดนี้ก็มีสาเหตุจากอคติจิตนั่นเอง  ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “เรื่องอคติจิตต่อกันนั้น ขอให้หยุดเด็ดขาด เพราะเป็นศัตรูที่ปิดกั้นผลบุญของตนเอง” P

 

 

 

วันที่ 22 สิงหาคม

            ขอให้ทุ่มเทในการให้คำชี้นำส่วนตัวอย่างเต็มที่ เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็นบ่อเกิดแห่งความเจริญก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ได้  ระบบการที่หลีกเลี่ยงการชี้นำส่วนตัวนั้น จะเป็นการปฏิบัติที่หมุนโดยว่างเปล่า

 

อธิบาย

ในสมัยอาจารย์โทดะ มีหัวหน้าบางคนเสนอว่า ในเมื่อเป้าหมายของพวกเราก็คือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ก็ควรจะหาวิธีการที่จะเผยแพร่ให้เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง เช่น เชิญชวนทางสื่อต่างๆ อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ก็น่าจะแผ่ขยายได้ผลเร็วกว่า ทำไมสมาคมจึงไม่ใช่วิธีนี้ อีกทั้งผู้ที่ไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจสมาคมและวิพากษ์วิจารณ์สมาคมก็จะสามารถเข้าใจให้ถูกต้องเสียเลย  อาจารย์โทดะตอบว่า วิธีการนี้ มองดูผิวเผินแล้ว ก็อาจจะได้สมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว วิธีนี้กลับเป็นวิธีที่ไม่ดี เพราะเจตนารมณ์ของพุทธธรรมคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็คือ ต้องการช่วยเหลือผู้ที่มีความทุกข์ยากลำบาก  ดังนั้น ถ้าใช้วิธีการโฆษณาแล้ว  แม้คนทั่วไปจะเข้าใจได้ในระดับหนึ่งก็ตาม ก็เป็นเพียงความเข้าใจแค่ผิวเผินเท่านั้น  ไม่สามารถเข้าใจเรื่องที่ลึกซึ้งได้ เช่น ชีวิตของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันนั้น มีความทุกข์เพราะอะไร สมัยปัจจุบันที่เรียกว่าสมัยธรรมปลายคืออะไร เป็นต้น   เพราะฉะนั้น วิธีการที่ดีที่สุด มีประโยชน์ที่สุด มีคุณค่าที่สุดก็คือ การชักชวนและอธิบายแก่สมาชิกแต่ละคนๆ แบบตัวต่อตัว และพามาร่วมประชุมสนทนาธรรม ให้ได้รับฟังประสบการณ์ของสมาชิก ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกันด้วยจิตใจกับจิตใจ ดังนั้น สมาคมจึงไม่ใช้วิธีโฆษณา

เรื่องนี้ในแง่ของภายในระบบการก็เช่นกัน หัวหน้าบางคนเข้าใจผิดว่า การชี้นำส่วนตัวเป็นเรื่องที่ไม่มีความจำเป็น เพราะต้องใช้เวลามากมาย ถ้ามัวแต่ชี้นำส่วนตัวแล้ว อย่างอื่นก็คงไม่ได้ทำ จึงถือว่า ในการจัดประชุม ให้มีสมาชิกมาร่วมมากมาย และชี้นำครั้งเดียวก็จบ ทุกคนก็ได้รับฟังไปพร้อมๆ กัน  ซึ่งได้รับทั้งสาระประโยชน์และประหยัดเวลากว่าการชี้นำส่วนตัว  แต่วิธีนี้เหมาะสำหรับการประกาศนโยบายหรือเป้าหมาย เพราะสมาชิกสามารถได้รับข่าวสารโดยทั่วถึงกันอย่างรวดเร็ว  แต่ในแง่ของการรับฟังปัญหาของสมาชิกเพื่อบรรเทาความทุกข์ และช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาและความทุกข์ของแต่ละคนๆ ที่ไม่เหมือนกันนั้น วิธีการเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสม เพราะปัญหาของแต่ละคนนั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากมาย แม้จะทุกข์เรื่องเดียวกัน ซึ่งในที่ประชุมครั้งเดียวไม่สามารถหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องให้แก่สมาชิกได้  และถ้าใช้วิธีการนี้แล้ว แม้สมาชิกจะรับรู้นโยบายหรือเป้าหมายของสมาคม แต่เนื่องจากปัญหาของเขาไม่สามารถแก้ไขได้ การปฏิบัติต่อสู้ย่อมดำเนินไปอย่างยากลำบากใจ กลัดกลุ้มใจ และไม่สามารถต่อสู้อย่างเต็มที่

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเอาใจใส่เรื่องการชี้นำส่วนตัวโดยทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพื่อให้ปัญหาของสมาชิกเบาบางลงและแก้ไขให้หมดไป สมาชิกก็จะต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ ด้วยความดีอกดีใจ เมื่อคน ๆ หนึ่งสามารถยืนหยัดขึ้นมาและแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงถึงอานุภาพของโงะฮนซนได้แล้ว ก็จะส่งผลไปยังผู้คนรอบข้าง เช่น บุคคลในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน และผู้คนในท้องถิ่นได้  นี่ก็คือระบบการในท้องถิ่นของเรามีความเจริญก้าวหน้านั่นเอง แต่ถ้าไม่ใส่ใจเรื่องชี้นำส่วนตัวแล้ว ในเมื่อปัญหาส่วนบุคคลไม่สามารถแก้ไขแล้ว การปฏิบัติศรัทธาจึงเป็นการหมุนโดยว่างเปล่า เพราะในส่วนบุคคลไม่สามารถประจักษ์ในอานุภาพของโงะฮนซน มีแต่รู้ทฤษฎี ไม่ปรากฏข้อพิสูจน์ที่เป็นจริง การปฏิบัติย่อมไม่มีความร่าเริง หมดกำลังใจ เมื่อนั้น ระบบการก็จะค่อย ๆ เสื่อมถอยลง P

 

 

 

วันที่ 21 สิงหาคม

            การดุและการว่ากล่าวนั้นไม่ใช่การชี้นำ แต่ควรจะต้องทำให้เกิดการยอมรับด้วยการชี้นำ อีกประการหนึ่งก็คือ การออกคำสั่ง และการชี้แนะ ก็ไม่ใช่การชี้นำเช่นกัน  ดังนั้น  ควรจะต้องชี้นำด้วยพลังของความเป็นจริง

 

อธิบาย

อาจารย์มาคิงุจิชี้นำไว้ว่า สมมติว่ามีสมาชิกยกมือถามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในเวลานั้น ถ้าหัวหน้าตอบว่า เรื่องธรรมดาๆ แค่นี้ก็ยังไม่รู้อีกหรือ แสดงว่าคุณคงจะไม่ขยันศึกษาธรรม ไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติศรัทธากระมัง  ซึ่งเป็นการดุและว่ากล่าวหรือต่อว่าสมาชิก ย่อมทำให้สมาชิกโมโห และเกิดอคติจิตต่อหัวหน้าได้ เพราะอันที่จริง เนื่องจากสมาชิกไม่เข้าใจเรื่องนี้ จึงถามหาคำตอบหรือคำชี้นำจากหัวหน้า เพื่อจะสามารถมีความเข้าใจได้มากขึ้น ไม่ได้คิดว่า ถามเพื่อให้หัวหน้าดุว่า  แต่กลับถูกหัวหน้าต่อว่า เช่นนี้ ย่อมรู้สึกเคืองหัวหน้า  แต่ถ้าหัวหน้าพยายามอธิบายเพื่อให้สมาชิกได้รับคำตอบที่สามารถเข้าใจได้แล้ว สมาชิกท่านนี้ก็จะไม่เกิดอคติจิต และสามารถยอมรับต่อธรรมะได้ 

ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า หัวหน้าต้องอย่าเข้าใจผิดว่าการดุว่าเท่ากับเป็นการชี้นำ เพราะบางครั้ง หัวหน้าอาจจะเข้าใจว่า ที่ดุไปก็เพื่อตักเตือนให้เขารู้ตัว หรือการเข้มงวดแบบนี้คือการชี้นำ  อันที่จริงแล้ว เป็นคนละเรื่องกัน  เพราะถ้าเป็นเรื่องที่กระทำไปด้วยความผิดพลาดและไม่รู้ตัว ก็อาจจะจำเป็นจะต้องบอกกล่าวและตักเตือนให้ได้ทราบ แต่ถ้าเขาถามเพราะไม่ทราบ โดยไม่ได้กระทำผิดเรื่องใด ก็จะต้องอธิบายตอบให้อย่างละเอียด เพื่อให้เขาเกิดความเข้าใจและยอมรับได้  หากสองเรื่องนี้เข้าใจสับสนแล้ว ย่อมไม่สามารถให้คำชี้นำที่ถูกต้องได้

พูดถึงการดุว่า ด่าว่านั้น แท้จริงแล้ว พวกเราไม่มีสิทธิที่จะดุด่าสมาชิก เพราะพวกเราทั้งหมดล้วนเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินด้วยกัน เป็นสมาชิกของสมาคมด้วยกัน ซึ่งมีหน้าที่ในการเผยแผ่ธรรมอย่างเท่าเทียมกัน  แต่ในกรณีที่สมาชิกกระทำผิดพลาดไป เมื่อหัวหน้าหรือผู้อาวุโสทราบ ก็อาจจะตักเตือนเพื่อให้เขาเข้าใจให้ถูกต้อง และสามารถรู้ตัวเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น โดยอาจจะบอกและชี้แจงสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้เขาได้เห็น ได้เข้าใจ  

อย่างไรก็ตาม วิธีการบอกกล่าวตักเตือนของพวกเรา ไม่เหมือนกับเจ้านายด่าว่าลูกน้อง ที่ในสังคมปฏิบัติกัน  แต่จะต้องเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เป็นกัลยาณมิตรของกัน ซึ่งบอกกล่าวสิ่งที่ผิดพลาดและวิธีการที่ถูกต้องให้ด้วยความปรารถนาดีต่อกัน  จึงจะเป็นวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสม เพราะการดุด่าว่ากล่าวเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ยาก และแท้จริงแล้ว จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอคติจิตได้ง่าย  เพราะฉะนั้น ถ้าเขารู้ตัวทำผิดพลาดแล้ว หัวหน้าก็ไม่ควรจะดุว่า เพราะเขาก็รู้ตัวอยู่แล้ว  แต่ในกรณีที่เขาไม่รู้ตัวว่าทำไม่ดี หรือทำผิดพลาดไป และอาจจะกระทำผิดครั้งต่อๆ ไปอีก หัวหน้าก็จำเป็นต้องตักเตือนให้ทราบในสิ่งที่ควรและไม่ควร   แต่หัวหน้าที่พอรู้เรื่องผิดพลาดก็ดุว่าทันที สมาชิกก็จะเกิดอคติจิตต่อหัวหน้าได้ง่าย และถอยศรัทธาไป  ดังนั้น การบอกกล่าวตักเตือนจึงเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำด้วยการใช้ปัญญาเป็นสำคัญ 

ในอีกด้านหนึ่ง หัวหน้าบางคนคิดว่าการกำหนดเป้าหมายหรือนโยบาย และแจ้งให้ทุกคนทราบ จึงถือว่า ทุกคนเข้าใจดีแล้ว  แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในฐานะที่เป็นหัวหน้า มักจะเข้าใจว่า ฉันพูดไปแล้ว สั่งไปแล้ว ชี้นำไปแล้ว ดังนั้น สมาชิกจะต้องทำตามนโยบาย แสดงว่า หัวหน้าเองไม่ต้องทำก็ได้ ปล่อยให้ผู้อื่นทำ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คอยแต่จะรับฟังว่าได้รับผลสำเร็จอย่างไรบ้าง การกระทำของหัวหน้าแบบนี้ ย่อมไม่ใช่ลักษณะของผู้นำที่แท้จริง เพราะเป็นผู้นำที่ขาดความรับผิดชอบ ผู้นำที่ดีที่มีความรับผิดชอบ จะต้องนำหน้าและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สมาชิกทั้งหลาย ด้วยพลังศรัทธาและปัญญาจากการสวดมนต์ หมายความว่า หัวหน้าหรือผู้นำ เปรียบได้กับหัวรถจักร ที่ลากขบวนรถไฟ ซึ่งเปรียบได้กับสมาชิกทั้งหลาย ให้ติดตามมาเป็นขบวนอยู่แล้ว  ดังนั้น ถ้าหัวหน้าหรือผู้นำไม่มีพลัง ไม่มีความรู้ทางด้านธรรมะลึกซึ้ง หรือไม่มีปัญญาจากการสวดมนต์แล้ว ย่อมไม่สามารถนำสมาชิกไปสู่อนาคตอันรุ่งโรจน์ได้

อาจารย์เคยชี้นำไว้ว่า ในสังคม หัวหน้าหรือผู้ใหญ่มักจะไม่ต้องทำอะไร มีแค่ออกคำสั่งเท่านั้น ก็เรียกว่าเป็นมหาบุรุษ  แต่สำหรับทางด้านธรรมะแล้ว ไม่ใช่เช่นนี้ หัวหน้าจะต้องพยายามเดิน พยายามเคลื่อนไหว พยายามปฏิบัติเพื่อสมาชิก เพื่อคนที่ยากลำบาก ถ้าไม่มีการปฏิบัติ มีแต่สั่ง ก็ไม่ใช่ความศรัทธาที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม บาดเจ็บ หรือสมาชิกเจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ  สิ่งสำคัญคือ หัวหน้าจะต้องไปถึงตัวสมาชิก และพยายามส่งเสริมกำลังใจ แล้วค่อยรับฟังคำรายงานในภายหลัง  ถ้าหัวหน้าเอาแต่รอรับรายงาน บางครั้งก็อาจจะผิดพลาดได้ เช่น ได้รับรายงานไม่ละเอียด จึงทำให้เสนอวิธีการแก้ไขที่ไม่เหมาะสมกับเหตุการณ์  ดังนั้น หัวหน้าจึงต้องเป็นผู้นำหน้าในการต่อสู้ นี่คือลักษณะที่แท้จริงของหัวหน้าของสมาคม ไม่เช่นนั้นแล้ว สมาชิกทั้งหลายก็จะรู้สึกไม่ไว้วางใจหรือหมดความเชื่อถือต่อหัวหน้า P

 

 

 

วันที่ 20 สิงหาคม

            ไม่ว่าใครจะพูดว่าอย่างไรก็ตาม ในการติดต่อประสานงานก็ดี ในการรายงานก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นความจริง   เพราะความจริงคือสิ่งยึดเหนี่ยวที่เข้มแข็ง เป็นการสำรวจตัวเอง และการศรัทธาก็คือธรรมะทั้งหมดที่เป็นความจริง

 

อธิบาย

โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์เราจะรักตัวเอง รักษาหน้าตาของตัวเอง ดังนั้น ในการติดต่อประสานงานก็ดี ในการรายงานก็ดี จึงมักจะมีข้ออ้าง ข้อแก้ตัว หรือปกปิดความไม่ดีของตนเอง ด้วยความคิดที่ปกป้องตนเอง จึงมีการตกแต่งด้วยคำพูดที่ฟังดูดีต่างๆ นานา เพราะไม่อยากให้หัวหน้ารับรู้ความผิดพลาดของตนเอง หรือสภาพที่แท้จริงของระบบการที่เราดูแลอยู่ หรือนโยบายที่เราไม่ชอบ ก็เก็บไว้กับตัวเอง ไม่ติดต่อให้สมาชิกได้รับทราบ เป็นต้น

แต่การติดต่อประสานงาน และการรายงานในลักษณะที่อธิบายมานี้ ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แม้จะพยายามต่อสู้เผยแผ่ธรรมอย่างไร ก็ไม่มีหวังที่จะเจริญก้าวหน้าได้ ในแง่ส่วนบุคคลแล้ว ก็ย่อมไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงความนึกคิดที่ผิดพลาดได้ ดังนั้น การเผยแผ่ธรรมไพศาลย่อมไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ

กล่าวได้ว่า แม้ว่าจะรับโงะฮนซนเพื่อให้ชีวิตมีความสุข เนื่องจากความศรัทธาไม่บริสุทธิ์  การปฏิบัติที่ปรากฏออกมามีแต่ความอิจฉา อคติ สงสัย เกียจคร้าน เฉื่อยชา วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมีแต่การสร้างเหตุชั่ว สร้างชะตากรรมชั่ว  ด้วยเหตุนี้ ผู้นำที่แท้จริงจึงต้องติดต่อประสานและรายงานด้วยความเป็นจริง นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก ไม่เช่นนั้นแล้ว การรายงานด้วยข้อผิดพลาด ก็จะนำไปสู่การวางแผนหรือกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด ทำให้เกิดความวุ่นวายในหมู่สมาชิก ไม่ก่อเกิดการสร้างคุณค่าในการปฏิบัติศรัทธา และทำลายการเผยแผ่ธรรม เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ ถ้าใส่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเข้าไป การประมวลผลย่อมต้องผิดพลาด

ดังนั้น แม้ว่าอาจจะมีสิ่งที่ทำผิดพลาดไป สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อรายงาน ก็ขอให้รายงานตามความจริงด้วยลักษณะที่มีความถ่อมตัว อย่าปกปิดเพราะต้องการรักษาหน้าตาของตนเอง หรือแก้ตัวด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา   ขอให้อย่ากลัวคำวิจารณ์ของหัวหน้าหรือผู้อื่น เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นแล้ว เราจะไม่มีโอกาสได้สำรวจตัวเองอย่างแท้จริง ไม่สามารถเปลี่ยนพิษเป็นยา ทำให้พลาดโอกาสที่จะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง 

กล่าวได้ว่า เมื่อติดต่อประสานงาน หรือรายงานตามความจริงพร้อมกับยินดีที่จะยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอยู่เสมอแล้ว  แม้ในช่วงหนึ่งอาจจะรู้สึกลำบากใจ รู้สึกเสียหน้า แต่ภายหลัง จะสามารถดีขึ้น เจริญก้าวหน้าขึ้น และมีความสามัคคีที่แน่นแฟ้นได้อย่างแน่นอน เปรียบได้กับเวลาที่มีฝนตก พื้นถนน พื้นสนามอาจจะเปียกเฉอะแฉะ แต่เมื่อฝนหยุดแล้ว พื้นถนน พื้นหญ้าก็ยังคงแข็งเหมือนเดิม และเราสามารถเหยียบก้าวเท้าต่อไปได้  ความศรัทธาของพวกเราก็เป็นเช่นเดียวกันนี้ P

 

 

 

วันที่ 19 สิงหาคม

            ขอให้ยึดถือความเชื่อมั่นในตนเอง ขอให้ยึดถือความหวัง และขอให้ยึดถือด้วยความมั่นใจ การที่จะสามารถมีสิ่งเหล่านี้ได้นั้นจะต้องสวดไดโมขุอย่างเต็มที่ เพราะภายในนี้เท่านั้นจึงจะสามารถมีพร้อมการเคลื่อนไหวทั้งหมดของชีวิต

 

อธิบาย

โดยธรรมดาแล้ว สาเหตุที่มนุษย์เราเข้ามาปฏิบัติศรัทธาและรับโงะฮนซน ก็เนื่องจากประสบพบกับเรื่องที่ไม่ดี เช่น เจ็บป่วยไม่สบาย ทำให้ชีวิตไม่มีความหวังในอนาคต บางคนมีปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือบางคนธุรกิจการค้าไม่ดี หรือบางคนอยากจะรู้ว่า สภาพที่แท้จริงของการดำเนินชีวิตมนุษย์ควรจะเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถแสวงหาหนทางที่ถูกต้องได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ จึงมีโอกาสได้รับการแนะนำธรรม ได้มีโอกาสสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ทำให้มีพลังชีวิตชีวามากขึ้น มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่พ่ายแพ้ต่อความทุกข์ อุปสรรค และชะตากรรมที่ปรากฏออกมาในปัจจุบัน จนสามารถตระหนักในภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้ ทำให้มีความหวังในอนาคต จึงบังเกิดความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิตมนุษย์  ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า จากผู้ที่ตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ต่ำและยากลำบาก ก็สามารถยกระดับสภาพชีวิต และฟื้นฟูชีวิตมนุษย์ให้มีความร่าเริง มีชีวิตชีวา  ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใด จะเป็นชายหรือหญิง และมีอายุมากหรือน้อย เมื่อสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ ทำให้ปมด้อยหรือข้อบกพร่องเปลี่ยนแปลงกลับกลายเป็นปมเด่นหรือข้อดีแทน  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็สามารถมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความหวัง และมีความมั่นใจต่อชีวิตมนุษย์ของตนเองได้

พูดถึงความเชื่อมั่นในตนเอง ความหวัง และความมั่นใจ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อแม้สำคัญต่อการมีชัยชนะของชีวิตมนุษย์ของตนเอง  ดังนั้น แม้จะมีความยากลำบาก มีความทุกข์มากมายเพียงใด แต่เมื่อยึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก และปฏิบัติสวดมนต์ด้วยความอดทนแล้ว ก็จะสามารถแก้ไขหรือข้ามพ้นสิ่งเหล่านี้ไปได้  และแน่นอนทีเดียวว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง ความหวัง และความมั่นใจนี้ย่อมจะแตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติศรัทธาต่อโงะฮนซน ที่เปรียบได้กับการก่อสร้างอาคารบนพื้นทราย ช่วงที่ชีวิตยังมีบุญวาสนาหลงเหลืออยู่ ก็อาจจะมีฐานะดี มีความสุข ที่ดูเหมือนว่าเป็นชีวิตมนุษย์ที่มีชัยชนะ  แต่ถ้าใช้บุญวาสนาจนหมดลงแล้ว สภาพชีวิตก็จะตกลงไปสู่หนทางแห่ง 4 โลกชั่ว อันได้แก่ โลกนรก โลกเปรต โลกเดรัจฉาน และโลกอสูรได้ทันที  เมื่อนั้น ชีวิตก็จะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีความหวัง ไม่มีความมั่นใจ จึงได้แต่ยอมพ่ายแพ้ต่อสภาพชีวิตมนุษย์เช่นนี้ ไม่สามารถคิดหาหนทางแก้ไขอะไรได้ 

          ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น พวกเราก็จะต้องสวดมนต์ไดโมขุอย่าเต็มที่ นี่คือสิ่งสำคัญ P

 

 

 

วันที่ 18 สิงหาคม

            จะต้องปฏิบัติสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็นด้วยความสง่าผ่าเผย เพราะภายในการปฏิบัติเช่นนี้ที่จะมีการพิสูจน์ของความจริงทั้งหมด

 

อธิบาย

หลักมูลฐานในการปฏิบัติศรัทธา ก็คือ การทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นเป็นประจำทุกวัน ทำไมจึงต้องมีการทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นทุกวัน ก็เพราะว่า ในการสวดมนต์เช้าเย็นนี้ โลกพุทธะที่เป็นชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์จะสามารถปรากฏออกมา  ทำให้ชีวิตสกปรกที่อยู่ใน 4 โลกชั่วและ 6 โลกแรกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้  เมื่อขยันขันแข็งในการปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็นอย่างสม่ำเสมอแล้ว แม้จะเป็นคนที่ไม่เคยสร้างบุญมาก่อน มีสภาพความเป็นอยู่ที่ตกต่ำ มีความทุกข์มากมาย มีชะตากรรมชั่วหนักหนา มีอุปนิสัยเหลวไหล หรือมีความนึกคิดผิดๆ ก็ตาม ทั้งหมดก็จะมีโอกาสปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ สามารถสะสมบุญวาสนาได้อย่างมากมาย และในที่สุด จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ การไม่ขาดปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็นตลอดไป ให้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของพวกเรา ซึ่งเป็นการทำให้สภาพชีวิตที่ดีของโลกพุทธะและโลกโพธิสัตว์ปรากฏออกมาอยู่เสมอ  เมื่อมีโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะเป็นพื้นฐานชีวิตแล้ว การเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ดำเนินชีวิตด้วย 6 โลกอยู่ในสังคมก็จะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย อาจารย์จึงบอกว่า “ภายในการปฏิบัติเช่นนี้ที่จะมีการพิสูจน์ของความจริงทั้งหมด”

          แม้ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่เป็นหัวหน้าขั้นสูง ศรัทธามานานหลายปี มีความรู้ในหลักธรรมอย่างมากมาย แต่กลับเมินเฉยต่อการปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็นแล้ว มองดูผิวเผินอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้น มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ฯลฯ แล้ว ก็จะถอยศรัทธาไปได้ง่ายๆ เกิดความสงสัยขึ้นมาได้ง่ายๆ และไม่สามารถปฏิวัติอุปนิสัยของตนเอง ในที่สุด ก็จะมีแต่ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ  เพราะปัญญาหรือความนึกคิดที่มีอยู่นั้นเกิดจาก 4 โลกชั่วหรือ 6 โลกแรกเป็นพื้นฐาน จึงดำเนินชีวิตในลักษณะดังกล่าวเป็นประจำด้วยความเคยชิน หากเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าจะปฏิบัติศรัทธามากเพียงไร ก็เป็นเพียงแค่การหมุนโดยว่างเปล่า ซึ่งไม่มีการสร้างคุณค่า และไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้ปรากฏออกมาได้

          ดังนั้น สรุปได้ว่า การปฏิบัติสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าเย็น ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของสมาชิกเท่านั้น แต่ควรจะต้องถือว่า เป็นสิทธิของพวกเราที่จะได้ปฏิบัติเพื่อให้มีความสุขที่แท้จริง และในที่สุดสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้  ดังนั้น การปฏิบัติสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าเย็นจึงเป็นสิ่งสำคัญ P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

          วันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ.1973 ก่อตั้งองค์กรเอสจีไอแห่งทวีปอเมริกา

 

 

 

วันที่ 17 สิงหาคม

            ขอให้จดบัญชีค่าใช้จ่ายในครอบครัว และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงร่ำรวยขึ้นจากการวางแผนในการดำเนินชีวิต

 

อธิบาย

เมื่ออาจารย์อิเคดะแต่งงาน อาจารย์โทดะมอบคำอวยพรว่า ให้เจ้าสาวรักษาคำแนะนำ 2 ข้อนี้ไว้ตลอดชั่วชีวิต ได้แก่

1.       แม้ว่าสามีภรรยาจะทะเลากันในวันนี้ แต่ในวันรุ่งขึ้น ภรรยาจะต้องยิ้มส่งสามีไปทำงาน

2.       จะต้องจดบัญชีค่าใช้จ่ายในครอบครัวทุกวัน

หมายความว่า ถ้าไม่มีการจดบัญชีค่าใช้จ่ายในครอบครัวแล้ว แม้ว่าสามีจะพยายามทำงานและหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว แต่ก็ไม่สามารถใช้เงินอย่างสร้างคุณค่า  เพราะพอถึงสิ้นเดือน เงินก็หมดแล้ว โดยไม่รู้ว่า ได้ใช้จ่ายไปกับสิ่งใด เรื่องจำเป็นหรือไม่จำเป็น   ไม่สามารถวางแผนการเงินสำหรับเดือนหน้า ซึ่งอาจจะไม่มีเงินเหลือไว้ใช้สำหรับเดือนหน้า  กล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีบัญชีค่าใช้จ่าย ก็ไม่สามารถสำรวจเรื่องราวการเงินได้ เพราะไม่มีหลักฐาน บางครั้งลืมไปก็มี บางครั้งจำผิดก็มี  จึงไม่มีความชัดเจนว่า เงินที่หามาได้ใช้จ่ายไปทางไหนแล้วบ้าง  และถ้ามีลูกแล้ว เมื่อโตขึ้น ก็จะต้องเข้าโรงเรียน จำเป็นจะต้องมีเงินค่าเล่าเรียน  ดังนั้น จึงต้องค่อยๆ เก็บสะสมเงินไว้ในธนาคาร ไม่ใช่ว่า เมื่อถึงเวลาแล้วค่อยหาเงิน  บางครั้งอาจหาไม่ทัน   ดังนั้น ถ้าไม่มีการจดบัญชีค่าใช้จ่ายในครอบครัวแล้ว ก็ไม่สามารถวางแผนการดำเนินชีวิตในอนาคตได้ เปรียบเสมือนตักน้ำด้วยตะแกรง กล่าวคือ หาเงินมาเท่าไหร่ก็ไม่มีเหลือพอ ไม่รู้ว่ารั่วไหลไปทางไหน และไม่พอใช้เรื่อยไป จึงกล่าวได้ว่า ไม่มีปัญญาในการปฏิวัติครอบครัว  สิ่งที่น่ากลัวก็คือ การไม่เอาใจใส่เรื่องการใช้จ่ายในครอบครัว หรือคิดวางแผนการเงินเพื่ออนาคตให้มีฐานะมั่นคงกลับคิดแต่ว่า เราพยายามสวดมนต์อยู่แล้ว ถึงเวลาโงะฮนซนก็จะช่วยเรา โดยไม่มีจิตใจที่จะพยายามวางแผนสำหรับครอบครัว ไม่มีการสำรวจตัวเองในด้านการใช้จ่าย มีแต่พึ่งพาโงะฮนซน และหวังให้เกิดปาฏิหาริย์ ลักษณะนี้ย่อมไม่ใช่การปฏิบัติศรัทธาที่แท้จริง และไม่ใช่การปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้องด้วย P

 

 

 

วันที่ 16 สิงหาคม

            ขอให้โอบอุ้มผู้อยู่เบื้องหลัง  ส่วนคนรุ่นหลังนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม จะต้องใช้คำพูดที่สุภาพเสมอ

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้สอนพวกเราว่า สมาชิกทั้งหมดในสมาคม ไม่ว่าใครก็ตาม ทั้งหมดล้วนเป็นลูกศิษย์ในสมัยอนาทิกาลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติอะไร มีอาชีพการงานอะไร ฐานะความเป็นอยู่แบบไหน ทุกคนเป็นสมาชิกที่เป็นพี่น้องกันทางด้านธรรมะ  ดังนั้น จึงได้เกิดมาพร้อมกันในโลกนี้ และมีหน้าที่เพื่อการเผยแผ่ธรรมด้วยกัน

ดังนั้น แม้ปัจจุบันจะเป็นผู้อาวุโส หรือเป็นหัวหน้าขั้นสูง แต่แท้จริง ก็เป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินเหมือนกัน เป็นเหมือนพี่น้องกัน  ดังนั้น จึงไม่มีใครสูงกว่า หรือใครต่ำกว่า จะต้องเคารพยกย่องกันและกัน นี่คือลักษณะของการคบค้ากันอย่างแท้จริงในหมู่สมาชิก ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้า จึงแสดงท่าอวดดีใหญ่โตต่อสมาชิกทั้งหลายแล้ว กล่าวได้ว่า บุคคลผู้นี้ขาดคุณสมบัติของผู้นำ และไม่มีสิทธิเป็นผู้นำหรือหัวหน้า

ผู้อยู่เบื้องหลัง ก็หมายถึง เวลาที่มีการจัดประชุมใหญ่ ก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่แผนกทำความสะอาด แผนกดำเนินงาน แผนกติดต่อประสานงาน แผนกรักษาการณ์ แผนกเตรียมการ แผนกของใช้ใหญ่ แผนกของใช้เล็ก แผนกรถยนต์ แผนกอาหาร แผนกพยาบาล เป็นต้น  ซึ่งบุคคลที่ทำหน้าที่ในแผนกต่าง ๆ เหล่านี้ ก็คือผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง หากไม่มีคนเหล่านี้แล้ว งานทั้งหมดย่อมไม่สามารถสำเร็จหรือเรียบร้อยได้  

สมาชิกส่วนใหญ่จะมองดูและสนใจแต่หัวหน้าที่นั่งอยู่บนเวที นักแสดง นักร้อง พิธีกร ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่หน้าเวที และปรบมือให้กำลังใจ หรือรู้สึกประทับใจต่อพวกเขา  แต่อันที่จริง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมดค้ำจุนการจัดประชุมใหญ่ หรืองานวัฒนธรรม จึงสามารถประสบผลสำเร็จเรียบร้อยได้   ดังนั้น หัวหน้าจึงควรจะต้องโอบอุ้มและส่งเสริมกำลังใจต่อพวกเขา  การขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลังคือการปฏิบัติที่แท้จริงของสมาคม

ส่วนคนรุ่นหลังนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม ทั้งหมดล้วนมีหน้าที่สูงส่งและสำคัญ เปรียบได้กับผู้ถือคำสั่งของพระพุทธะก็ว่าได้  ดังนั้น การคบค้าต่อพวกเขาจึงควรจะต้องมีมารยาทที่ดี  จึงจะเป็นการปฏิบัติที่เหมาะสม  ดังที่พระพุทธองค์ได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อพบเห็นผู้ที่สอนหรือเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร จะต้องลุกขึ้นยืนต้อนรับแต่ไกล ดุจเดียวกับที่แสดงต่อพระพุทธะ”  ก็หมายความว่า ลักษณะพื้นฐานชีวิตของประชาชนของสมัยธรรมปลายนั้นดื้อรั้น หรือเลวร้าย  ดังนั้น การยึดถือโงะฮนซนและพยายามชักชวนแนะนำธรรมแก่ผู้คนในสมัยธรรมปลายจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก  แต่ผู้ที่มีความกล้าหาญ ก็คือ ผู้ที่ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อพระพุทธะว่า จะมาเกิดในสมัยธรรมปลาย และเผยแผ่ธรรมให้สำเร็จ  ดังนั้น จึงเป็นบุคคลที่สูงส่งและมีหน้าที่ที่สำคัญมาก  ด้วยเหตุนี้ การเคารพนับถือและยกย่องผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง P

 

 

 

วันที่ 15 สิงหาคม

          ผู้ที่หลงมัวเมาอยู่กับความดีความชอบเมื่อวันวานนั้น จงรู้ไว้ว่ากำลังถอยหลัง  ผู้นำจะต้องมีชีวิตเพื่ออนาคตอยู่เสมอ

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้สอนถึงหลักเหตุผลทางด้านธรรมะอย่างเข้มงวด

หมายความว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ศรัทธามานานหรือเข้มแข็งเพียงไรก็ตาม จะต้องพิจารณาจากความศรัทธาในสมัยปัจุบันที่เป็นจริง ดังนั้น แม้จะเป็นหัวหน้าขั้นสูง ศึกษาธรรมะมากมายเพียงไร ชักชวนแนะนำธรรมได้จำนวนมากมายเพียงไร  เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ มากมายเพียงไร เช่น งานวัฒนธรรม ร้องเพลง หรือกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ถ้าเป็นผู้ที่ทำเพื่ออยากมีชื่อเสียงหน้าตา ซึ่งเป็นความดีความชอบของตนเองนั้น กล่าวได้ว่า ไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริง  เพราะการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้องนั้น จะต้องอยู่ที่หนึ่งขณะจิตขณะปัจจุบัน หรือแต่ละขณะ ซึ่งเป็นการสร้างเหตุของอนาคต   การที่เอาแต่บอกว่า เคยทำอย่างนั้นมาแล้ว เคยทำอย่างนี้มาแล้ว เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเองศรัทธาเข้มแข็ง และมีความดีความชอบอย่างนั้นอย่างนี้นั้น กล่าวได้ว่า มีแต่ผลของอดีต ไม่มีเหตุสำหรับอนาคต  ดังนั้น อนาคตย่อมไม่มีความเจริญก้าวหน้า อาจารย์จึงบอกว่า บุคคลแบบนี้กำลังถอยหลัง  ทำไมจึงเรียกว่าถอยหลัง ก็เพราะ ผู้ที่ไม่ก้าวหน้าไปสู่อนาคตนั้น แม้จะศรัทธาดีแค่ไหน แต่สมาคมและสมาชิกทั้งหลายต่างกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า ส่วนคนนี้กลับยืนอยู่กับที่ เมื่อมองจากผู้ที่ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ก็จะเห็นว่า คนนี้กำลังถอยหลังห่างออกไปเรื่อยๆ  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ผู้ที่ไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง หรือความศรัทธาไม่เจริญก้าวหน้า คือคนที่ความศรัทธาถอยหลังนั่นเอง ตรงกันข้าม แม้จะเป็นคนไม่ดี ถ้าปัจจุบันพยายามสำรวจตัวเองและสามารถสำนึกได้ และสวดมนต์อธิษฐานต่อโงะฮนซน พร้อมกับมีความตั้งใจแน่วแน่เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล ซึ่งมีความศรัทธาที่ถูกต้องแล้ว อนาคตก็จะสามารถมีความสุขได้อย่างแน่นอน 

กล่าวได้ว่า การปฏิบัติศรัทธาที่แท้จริงก็คือการปฏิบัติต่อสู้อยู่ทุกๆ วินาที ทุกๆ นาที ดังนั้น ผู้นำที่แท้จริงจึงต้องหมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอ แม้จะมีการปฏิบัติที่น่าพอใจแล้ว ก็ไม่หลงมัวเมาอยู่กับความดีความชอบของตัวเอง จะต้องต่อสู้ต่อไปให้ดีกว่านี้ มีประโยชน์มากกว่านี้ สร้างคุณค่ามากกว่านี้ เจริญก้าวหน้ามากกว่านี้  ซึ่งเป็นการปฏิวัติชีวิตอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

สรุปว่า สิ่งสำคัญคือความศรัทธาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะกำหนดอนาคต  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ผู้นำจะต้องมีชีวิตเพื่ออนาคตอยู่เสมอ” หมายความว่า หัวหน้าจะต้องไม่หันหน้าสู่อดีต จะต้องหันหน้าสู่อนาคต และพยายามต่อสู้ในปัจจุบันอย่างเต็มที่  จึงจะเป็นผู้นำที่แท้จริง P

 

 

 

วันที่ 14 สิงหาคม

          จงให้ความสำคัญต่ออาคารสำนักงานของสมาคม ซึ่งเป็นปราสาทธรรมของการปกป้องธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงตราบนิรันดร์  นี่คือความก้าวหน้าของสมัยใหม่

 

อธิบาย

การปกป้องรักษาอาคารสำนักงานของสมาคม ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของเฉพาะกลุ่มกะโยไกเท่านั้น สมาชิกทั้งหลายจะต้องให้ความสำคัญและปกป้องรักษาอาคารสำนักงานของสมาคม จึงจะเป็นลักษณะของการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้อง เพราะอาคารสำนักงานของสมาคมคือปราสาทธรรมของการปกป้องธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงตราบนิรันดร์ ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นปราสาทธรรมแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็ว่าได้  ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมมุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมในประเทศหรือทั่วโลกนั้น เมื่อมีอาคารสำนักงานของสมาคมเป็นศูนย์กลางแล้ว ก็จะสามารถสำเร็จได้  ดังนั้น การรักษาปกป้องอาคารสำนักงานของสมาคมก็เท่ากับการรักษาปกป้องโงะฮนซนของอาคารสมาคม ซึ่งเป็นรากฐานของการเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่นและประเทศ และขับเคลื่อนให้ความศรัทธาเกิดความก้าวหน้าและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยเชื่อมต่อกับอาจารย์

ดังนั้น กล่าวได้ว่า การให้ความสำคัญต่ออาคารสำนักงานของสมาคมเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นบ่อเกิดของความศรัทธาที่แท้จริง 

ทำไมอาจารย์จึงบอกว่า “นี่คือความก้าวหน้าของสมัยใหม่” ก็เพราะสมัยก่อนที่ยังไม่มีอาคารสำนักงานของสมาคม การปฏิบัติศรัทธาของสมาชิกแต่ละคน ต่างคนต่างปฏิบัติกันเองเป็นหลัก และพยายามต่อสู้เผยแผ่ธรรมด้วยความสามัคคีและมีความก้าวหน้าได้ แต่การปฏิบัติในลักษณะนี้ ขณะที่สมาชิกมีไม่มากก็พอจะทำได้ แต่ปัจจุบันมีสมาชิกถึง 192 ประเทศ การปฏิบัติแบบสมัยก่อนย่อมจะไม่เหมาะสม  ดังนั้น การปฏิบัติศรัทธาโดยให้ความสำคัญต่ออาคารสำนักงานของสมาคมจึงเป็นการปฏิบัติที่เหมาะกับยุคสมัยใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถสร้างบุญวาสนาได้อย่างมากมาย และเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องทางด้านธรรมะ ในที่สุด การเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่นและประเทศก็สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ และสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต

แม้ว่าจะมีอาคารสำนักงานของสมาคมอยู่ แต่ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ ไม่รักษาปกป้องแล้ว แม้ว่าความศรัทธาของตนเองจะถูกต้องเพียงไร ก็ไม่เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบัน  เปรียบได้กับการใช้เทียนเพื่อให้แสงสว่าง และพอใจเพียงแค่นี้ ไม่ต้องการใช้แสงจากหลอดไฟ โดยอ้างว่า คนสมัยก่อนก็ใช้เทียน สมัยนี้ก็ใช้ได้อยู่  ซึ่งแม้จะอ้างได้เช่นนี้ก็ตาม แต่ก็ไม่ดีต่อสายตา เพราะแสงสว่างไม่พอ  ดังนั้น ในยุคปัจจุบันที่มีแสงไฟจากหลอดไฟฟ้านั้น น่าจะมีประโยชน์มากกว่าการใช้เทียน  ดังนั้น การปฏิบัติศรัทธาจึงควรจะปฏิบัติให้เหมาะสมกับกาลเวลาเป็นหลัก  ไม่เช่นนั้นแล้ว ความเพียรพยายามทั้งหลายก็จะกลายเป็นการหมุนโดยว่างเปล่า P

 

 

 

วันที่ 13 สิงหาคม

          ขอให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และมีการเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ

 

อธิบาย

การเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการยึดถือความศรัทธาในลักษณะที่ถูกต้องหรือไม่นั่นเอง 

ความศรัทธาในลักษณะที่ถูกต้องก็คือ ถ้ามีสามัญสำนึกของสังคมได้อย่างถูกต้อง ก็สามารถเข้าสู่เส้นทาง ทางด้านธรรมะได้อย่างถูกต้อง  ดังนั้น การขาดสามัญสำนึก ซึ่งขัดกับกฎของสังคม จึงเปรียบได้กับการปฏิบัติธรรมที่ไม่ถูกต้องก็ว่าได้  ดังนั้น เรื่องสุขภาพของตนเอง ตนเองจะต้องรับผิดชอบ 

ในการปฏิบัติศรัทา สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถต่อสู้อย่างเต็มที่  ไม่สามารถมีการเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวา  ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ขอให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และมีการเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ”

ในการเคลื่อนไหวของเรานั้น อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกธรรมดา หรือหัวหน้า ถ้ามีแต่เอาใจใส่ต่อตัวเอง สนใจการค้าอย่างเต็มที่ เอาใจใส่ในการเลี้ยงดูลูกอยู่เสมอ ห่วงใยสุขภาพของตนเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เอาใจใส่ครอบครัว ญาติพี่น้องอยู่เสมอ และบอกว่า ไม่มีเวลาสวดมนต์เช้า-เย็น ไม่มีเวลาออกร่วมประชุม ไม่มีเวลาไปเยี่ยมสมาชิก ไม่มีเวลาอ่านธรรมนิพนธ์ ไม่สนใจการทำงานพระหรือการปฏิบัติ มีแต่เรื่องส่วนตัวหรือครอบครัวของตนเองเท่านั้น  เปรียบได้กับคนสายตาสั้น  ตรงกันข้าม ผู้ที่เอาใจใส่ต่อทางด้านธรรมะ ตื่นแต่เช้า สวดมนต์เช้าและสวดไดโมขุมากมาย จากนั้น รีบไปบ้านหัวหน้า ไปเยี่ยมสมาชิก ไปประชุม ไปเรียนธรรมะ ไปชักชวนแนะนำธรรมทั้งวันทั้งคืน กลับบ้านดึกดื่นก็ยังสวดมนต์อีกมากมาย โดยไม่เอาใจใส่ครอบครัว สามี ภรรยา ลูก ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ไม่มีความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดเหล่านี้ มีแต่เอาใจใส่ธรรมะอย่างเดียว อยากจะสร้างบุญมากกว่า ความคิดเช่นนี้เปรียบได้กับคนสายตายาว

ความศรัทธาที่ถูกต้อง  ก็คือ ความรับผิดชอบต่อครอบครัว  การงานอาชีพ ความสัมพันธ์กับญาติพี่น้อง ก็ดำเนินไปด้วยดี และพยายามหาเวลาทำงานพระ เยี่ยมสมาชิก ร่วมประชุม เรียนธรรมะ สวดมนต์เช้า-เย็น ฯลฯ ซึ่งมีการปฏิบัติที่ถูกต้อง  โดยทำพร้อมกันทั้งสองด้านคือสังคมกับธรรมะอย่างเท่าเทียมกัน เรียกได้ว่ามีสายตาที่ถูกต้อง ไม่ยาวไปหรือไม่สั้นไป ดังนั้น จะมากกว่าหรือขาดก็ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก  ซึ่งการที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสามัญสำนึก  ดังนั้น ขอให้สมาชิกทั้งหลายนำปัญญาที่ดีมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และดำเนินชีวิตมนุษย์  ที่ทั้งด้านธรรมะและครอบครัวก็มีความเท่าเทียมกัน จึงจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สมาชิกได้ P

 

วันที่ 12 สิงหาคม

          ขอให้ต่างคนต่างรักษาเวลาในการจัดประชุมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รับผิดชอบจะต้องไม่มาสาย  นี่คือผู้นำที่แท้จริง

 

อธิบาย

การรักษาเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะผู้ที่มาร่วมประชุมนั้น บางคนอุตส่าห์มารอก่อนเวลา บางคนมีรายการหรือนัดหมายหลังจากการประชุม  ดังนั้น ถ้าเริ่มประชุมสายและเลิกสาย ก็จะทำให้ผู้ที่มารู้สึกเบื่อหน่าย และคิดว่า คราวหน้าก็จะคงเป็นแบบนี้ จึงไม่อยากมาอีกต่อไป  หรือทำให้คนที่มีธุระหรือนัดหมายหลังการประชุมเสียนัด จึงโมโหหัวหน้า มีอคติต่อหัวหน้า บ่น และคิดว่า คราวหน้าไม่อยากมาอีกแล้ว 

ยิ่งกว่านั้น เหตุผลที่ไม่สามารถเริ่มการประชุมได้เพราะหัวหน้าผู้รับผิดชอบยังไม่มา ทำให้ทุกคนต้องนั่งคอย ก็ยิ่งเป็นเรื่องไม่ดี  หากผู้รับผิดชอบติดธุระ ก็ควรจะแจ้งไว้ล่วงหน้าว่า จะมาสายประมาณ 10 นาที หรือครึ่งชั่วโมง ขอให้เริ่มดำเนินรายการไปก่อน จึงจะเหมาะสม  แต่ถ้าไม่มีการติดต่อแจ้งให้ทราบ และมาสาย ก็เรียกได้ว่าขาดสามัญสำนึก ไม่มีสิทธิเป็นหัวหน้า เพราะการกระทำของหัวหน้าควรจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของสมาชิก และได้รับความไว้วางใจหรือได้รับความเชื่อถือจากสมาชิก  นี่คือภาระหน้าที่ของหัวหน้า  แต่ถ้าหัวหน้ามาสาย ไม่ติดต่อให้ทราบ ปล่อยให้สมาชิกนั่งคอย และเริ่มการประชุมล่าช้าออกไป ก็อาจกล่าวได้ว่า การกระทำของหัวหน้าคนนี้สร้างความเสื่อมเสียแก่ธรรมะ ทั้งนี้เพราะ แม้คำพูดหรือคำชี้นำของหัวหน้าคนนี้จะไพเราะแค่ไหน แต่คำพูดกับการกระทำกลับขัดแย้ง ย่อมไม่มีใครเชื่อฟัง ถ้าเช่นนั้นแล้ว เท่ากับว่า การจัดประชุมก็เปล่าประโยชน์  เพราะฉะนั้น ผู้นำที่แท้จริงจึงต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าไม่มีความรับผิดชอบแล้ว แสดงว่าไม่มีสิทธิเป็นผู้นำ

ยกตัวอย่างว่า เมื่อจะจัดการประชุมหนึ่ง ก่อนการประชุมจะต้องมีการปรึกษาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เมื่อได้นโยบายแล้ว ก็ต้องมีการเตรียมงานให้เรียบร้อย เช่น จัดเก้าอี้ โต๊ะ ไมค์ พิธีกร คำขวัญ ทำความสะอาดสถานที่ ฯลฯ หากผู้รับผิดชอบคิดว่า ทุกแผนกมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบแล้ว จึงบอกกับทุกคนว่า ขอให้ทุกคนพยายามหน่อยนะ ผมกลับบ้านก่อน อันที่จริง แม้หัวหน้าผู้รับผิดชอบจะไม่มีงานที่ต้องทำก็จริง แต่การอยู่หรือไม่อยู่ของหัวหน้าคนนี้ในช่วงเตรียมงาน ย่อมส่งผลต่อความสำคัญและชัยชนะของการประชุมราวฟ้ากับดิน เพราะแม้หัวหน้าไม่มีงานทำ แต่ก็อุตส่าห์อยู่ด้วยกันจนการเตรียมงานเสร็จเรียบร้อย และกลับบ้านด้วยกัน ย่อมทำให้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแน่นแฟ้นกับสมาชิกทั้งหลาย  ถ้าหนีกลับบ้านก่อน เจ้าหน้าที่ที่เหลืออยู่ก็จะไม่มีกำลังใจในการทำงาน  ที่น่ากลัวกว่าก็คือ ถ้าสมาชิกทั้งหลายเข้าใจว่า การกระทำของหัวหน้าคนนี้ถูกต้องแล้ว ก็จะจดจำเอาไว้เป็นแบบอย่าง ต่อไป เมื่อเป็นผู้รับผิดชอบแล้ว ก็จะปฏิบัติแบบเดียวกับหัวหน้าคนนี้ คือ เตรียมงานไม่เสร็จ แต่กลับบ้านก่อน ซึ่งกลายเป็นการสร้างประเพณีที่ไม่ดีให้แก่คนรุ่นหลัง นี่คือสิ่งที่ไม่ดีมาก

ดังนั้น สรุปได้ว่า หัวหน้าหรือผู้นำที่แท้จริงนั้น จะต้องทำงานด้วยกัน รับผิดชอบด้วยกัน ทำให้มีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับสมาชิกทั้งหลาย นี่คือเจตนารมณ์ของผู้นำที่แท้จริง P

 

 

 

วันที่ 11 สิงหาคม

          จงอย่ามีความเฉื่อย จงริเริ่มในการต่อสู้ทั้งหมด

 

อธิบาย

สิ่งสำคัญในการปฏิบัติศรัทธาของเราก็คือ สามารถตีแตกต่อความเฉื่อยได้หรือไม่นั่นเอง แม้ว่าลักษณะภายนอกจะมีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นไม่ขาด ทำงานพระ เรียนธรรมะ ร่วมประชุมก็ตาม แต่ถ้าปฏิบัติด้วยความเฉื่อย ย่อมไม่มีความเจริญก้าวหน้า ไม่มีการสร้างคุณค่า และไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์   ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต

อันที่จริง การต่อสู้ของเราจะต้องมีทั้งภายนอกกับภายใน กล่าวคือ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค 3 มาร 4 จากภายนอก ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการต่อสู้กับภายในจิตใจของตนเอง ไม่ให้ตกอยู่ในสภาพที่เฉื่อยชา  เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อุปสรรค 3 มาร 4 นั้นเป็นการต่อสู้ภายนอกที่มองเห็นได้และเข้าใจได้ง่าย จึงมีความระมัดระวังได้  ตรงกันข้าม เมื่อมารจู่โจมภายในจิตใจ เรากลับไม่เห็น ไม่รู้ตัว หลงคิดว่า การปฏิบัติของเราไม่มีผิดพลาดแม้แต่น้อย เราทำหน้าที่เรียบร้อยดีอยู่ ความศรัทธาของเราไม่ท้อถอย มีการศึกษาธรรมมากมาย เข้าใจพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินและคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะได้ดี  โดยไม่มีการหมั่นสำรวจตัวเอง รู้สึกพอใจในการเคลื่อนไหวของตนเอง คิดว่า การกระทำและความนึกคิดของตนเองไม่มีผิดพลาด เช่นนี้แล้ว ก็อาจพูดได้ว่า พ่ายแพ้ต่อมารภายในจิตใจของตนเอง และความศรัทธาตกอยู่ในสภาพความเฉื่อย นี่คือสิ่งที่น่ากลัว เพราะไม่รู้ตัวว่าได้พ่ายแพ้มารแล้ว  ในที่สุด ความศรัทธาก็จะอ่อนแอลง การดำเนินชีวิตก็ไม่ดี มีแต่การบ่นว่า ทำไมนับถือศรัทธามาตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็นดี และมีอคติจิตต่อผู้อื่นได้ง่าย ชีวิตวนเวียนอยู่ใน 4 โลกชั่ว

แท้จริงแล้ว การปฏิบัติศรัทธานั้นไม่มีวันสิ้นสุด เช่น ความศรัทธาในสมัยที่เป็นสมาชิกธรรมดา อาจจะปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แต่เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหมู่ หัวหน้าตำบลแล้ว หากยังมีการปฏิบัติศรัทธาเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คิดว่า วิธีการที่ปฏิบัติในสมัยเป็นสมาชิกธรรมดาก็ได้ผลดีแล้ว เมื่อเป็นหัวหน้าก็ใช้วิธีการเดิมๆ ไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีการต่อสู้ใหม่ๆ ก็เรียกได้ว่าความศรัทธาเฉื่อยชา  เพราะเมื่อมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น ก็ควรจะต้องมีการปฏิบัติศรัทธาที่เข้มแข็งกว่า มีสำนึกในภาระหน้าที่ จึงจะถูกต้องเหมาะสมและมีความเจริญก้าวหน้า

ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อได้รับตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ เช่น หัวหน้าตำบล หัวหน้าเขต และพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ แต่การต่อสู้ของปีนี้กับปีที่แล้ว มีความรู้สึกเหมือนเดิม มีความศรัทธาเท่าเดิม ก็เรียกว่าเป็นความศรัทธาที่เฉื่อยชาเช่นกัน  ทั้งนี้เพราะ การปฏิบัติศรัทธาของเรานั้น แท้จริงแล้ว เดือนนี้จะต้องก้าวหน้าและดีกว่าเดือนที่แล้ว ปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว จึงจะเรียกว่าเป็นหัวหน้าที่ดีและมีความศรัทธาที่ถูกต้อง   ถ้าความนึกคิดก็ดี ความสำนึกในหน้าที่ดี นโยบายในการดำเนินงานก็ดี การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ก็ดี ถ้าเหมือนๆ เดิมแล้ว ก็คือความเฉื่อยนั่นเอง

ดังนั้น จึงกล่าวว่า การปฏิบัติศรัทธานั้น เป็นการต่อสู้ตลอดชั่วชีวิต ถ้าคิดว่าพอใจแล้ว มารที่คอยจ้องหาโอกาสก็จะแทรกเข้ามาได้ทันที และอาศัยอยู่ในชีวิตของเรา ทำให้ความศรัทธาของเรากลายเป็นความเฉื่อยไปได้ง่าย  แต่ถ้าทุกวันพยายามสวดมนต์และทำงานอย่างเอาจริงเอาจังเต็มที่ เวลาที่สวดมนต์เย็นทุกคืนก็หมั่นสำรวจตัวเองว่า วันนี้เป็นอย่างไร และพยายามใกล้ชิดกับหัวหน้า ได้รับคำชี้นำจากหัวหน้า พยายามศึกษาธรรมและนำมาปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงจากความเฉื่อยได้  ถ้าความศรัทธาไม่เฉื่อยชา ก็จะสามารถริเริ่มในการต่อสู้ทั้งหมดได้ เพราะหากมีความเฉื่อย ย่อมไม่มีปัญญาที่ดีเกิดขึ้น  จึงต่อสู้แบบเดิมๆ ใช้ปัญญาเดิมๆ ย่อมไม่มีความก้าวหน้า และไม่มีการริเริ่มใหม่ๆ  แต่ถ้าความศรัทธาเข้มแข็งและมีความก้าวหน้าอยู่เสมอแล้ว แน่นอนทีเดียวว่า ปัญญาที่ดีย่อมจะต้องปรากฏออกมา ทำให้สามารถคิดหาวิธีที่ดีในการริเริ่มต่อสู้ใหม่ๆ และสามารถได้รับชัยชนะ จึงสรุปได้ว่า การประสบความสำเร็จในทุกสิ่งก็ขึ้นอยู่ความศรัทธาที่ไม่เฉื่อยชานั่นเอง P

 

 

 

วันที่ 10 สิงหาคม

          เอาล่ะ ขอให้ฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจทั้งสองทาง ด้วยความเชื่อมั่นที่เข้มแข็ง โดยทำให้เดือนสิงหาคมของพวกเรามีชัยชนะ มีความเจริญรุ่งเรือง และปฏิบัติในเชิงรุก

 

อธิบาย

บางคนอาจบอกว่า ฉันคิดว่าไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนา เพราะถ้าคนเรามีความเชื่อมั่นในตัวเอง พยายามขยันหมั่นเพียรในการงานอาชีพแล้ว จะสามารถประสบความสำเร็จทางสังคมได้ อาชีพการงานเจริญรุ่งเรืองได้ เศรษฐกิจดีขึ้นได้ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนา 

เรื่องนี้เมื่อมองดูโดยผิวเผินแล้วก็อาจจะถูกต้อง แต่เมื่อมองดูจากทางด้านธรรมแล้ว ความคิดเช่นนี้ ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง เพราะว่า ในสมัยหนุ่มสาวก็อาจจะคิดเช่นนี้ได้ เพราะร่างกายยังแข็งแรง จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ มีความสามารถมากมาย มีความหวังต่างๆ นานา มีอุดมการณ์มากมาย  แต่เมื่อดำเนินชีวิตจริงในสังคมแล้ว ก็จะรู้สึกได้ว่า เพียงแค่ความเชื่อมั่นในตัวเองและความพยายามของตนเองก็อาจจะยังไม่พอ เพราะสภาพชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นี่คือลักษณะที่แท้จริงของเรา  ดังนั้น แม้จะมีความมั่นใจว่าตัวเองมีความแข็งแกร่ง แต่เมื่อพบอุปสรรค อดีตกรรมชั่ว หรืออุบัติเหตุต่างๆ แล้ว ก็มักจะอ่อนแอได้ง่าย หรือยอมแพ้ตัวเองได้ง่าย เพราะคนธรรมดานั้นไม่สามารถที่จะควบคุมชีวิตของตนเองได้ หมายความว่า ไม่สามารถเปลี่ยน 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรก ซึ่งเป็นความทุกข์ยากลำบากของชีวิตให้กลายเป็นโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะได้  ดังนั้น แม้จะขยันทำงานอย่างเต็มที่ บางครั้งก็อาจจะพ่ายแพ้ต่อคนชั่วที่ฉลาดแกมโกงไม่ได้ ในที่สุด ก็อาจจะทำให้รู้สึกหมดหวัง เกลียดชังสังคม จนกลายเป็นผู้ที่พ่ายแพ้ต่อชีวิตมนุษย์ของตัวเอง บางคนก็หาทางออกด้วยการดื่มเหล้าเมามาย หรือฆ่าตัวตาย ซึ่งมีให้พบเห็นมากมายในสังคม 

แต่สำหรับพวกเราผู้ที่ยึดถือโงะฮนซนจะไม่เป็นเช่นนี้ เพราะยึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อพบอุบัติเหตุ อุปสรรค หรืออดีตกรรมชั่วปรากฏออกมา หรือถูกหลอกลวงจากคนชั่ว ก็พยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ซึ่งมีความเชื่อมั่นต่อธรรมอย่างเข้มแข็ง ก็จะมีพลังชีวิตมากมาย จึงท้าทายต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้จนสามารถแก้ไขได้  หรือแม้จะมีความยากลำบากเพียงใด ก็ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อตัวเอง จะสามารถอดทนได้อย่างเต็มที่ ในที่สุดก็สามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอานุภาพของโงะฮนซน 

ดังนั้น ถ้าพวกเราศรัทธา โดยมีโงะฮนซนเป็นรากฐาน ก็จะมีความเชื่อมั่นที่มั่นคงแน่วแน่ ถ้าหนึ่งขณะจิตมีความมั่นคงแน่วแน่แล้ว ร่างกายก็ดี จิตใจก็ดี จะสามารถแข็งแกร่ง ดังนั้น แม้จะพบกับความยากลำบากมากมาย แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถเอาชนะได้สำเร็จ สามารถมีความเจริญรุ่งเรืองได้ ถ้ามีความศรัทธามั่นคงแน่วแน่แล้ว ปัญญาของพระพุทธะซึ่งเป็นปัญญาที่ดีก็จะสามารถปรากฏออกมาในชีวิตของเราได้ และปัญญานี้จะสามารถทำให้เกิดการปฏิบัติในเชิงรุกต่ออุปสรรค  อุบัติเหตุ หรืออดีตกรรมชั่วได้  ดังนั้น ในที่สุด ก็จะสามารถเป็นผู้มีชีวิตมนุษย์ที่มีชัยชนะ  นี่คือลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนินนั่นเอง P

 

 

 

วันที่ 9 สิงหาคม

          ขอให้ยุติอคติ เพราะสิ่งนี้จะตัดรากของผลบุญ ดังนั้น ลำดับแรกก็ดี ลำดับที่สองก็ดี ขอให้ก้าวหน้าด้วยความสามัคคี และก่อสร้างกำแพงของการประชุมสนทนาธรรมให้เรียบร้อย  นี่คือการศรัทธาที่เหมาะสมกับกาลเวลา

 

อธิบาย

พระศากยมุนีพุทธะกล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า “ผู้ที่ดูหมิ่นผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร เคียดแค้นผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร มีอคติต่อผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร อิจฉาผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร จะได้รับบาปมากมาย เรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะผู้ไม่ศรัทธาปฏิบัติต่อผู้ศรัทธาเท่านั้นที่จะต้องได้รับบาป  ผู้ศรัทธาเองที่มีพฤติกรรมดังกล่าวนี้จะต้องได้รับบาปอย่างแน่นอน เพราะการกระทำเหล่านี้จะเป็นการสร้างความแตกแยกหรือแตกความสามัคคีในหมู่ผู้ศรัทธา ซึ่งมีบาปเทียบเท่ากับฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ และทำให้พระพุทธตกพระโลหิต ผลบาปก็คือจะต้องตกนรกอเวจี  ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ขอให้ยุติอคติ”

พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า เรื่องอคติไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักธรรมเท่านั้น บางคนมีอคติต่อคำพูด กิริยามารยาท การกระทำของสมาชิกผู้อาวุโส โดยกล่าวว่า ไม่สามารถยอมรับได้ จึงมีอคติต่อเขา โดยมีเหตุผลว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องทางด้านสังคม  แต่การมีอคติต่อธรรมก็ดี ต่อผู้ปฏิบัติธรรมก็ดี ตัวเองจะต้องได้รับบาป ดังนั้น เรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังให้ดี

เหตุใดจึงเกิดอคติจิต กล่าวได้ว่า พวกเราส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตัวเองถูกต้อง คนอื่นไม่ถูกต้อง คนอื่นทำผิด คนอื่นไม่ดี ตัวเราดีแล้ว ตัวเราผิดเพราะคนอื่นไม่เปลี่ยน  ดังนั้น จึงเกิดความรู้สึกดูถูก เคียดแค้น อิจฉา หรือมีอคติจิตเกิดขึ้น หมายความว่า ตัวเราเองมีสภาพที่อวดดี ถือความคิดของตนเองเป็นหลัก ไม่มีลักษณะถ่อมตัว ไม่มีความเห็นอกเห็นผู้อื่น ไม่มีจิตใจเมตตารักใคร่ต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นสภาพชีวิตที่คับแคบและต่ำ จึงเกิดอคติจิตได้ง่าย 

เรื่องที่น่ากลัวและเป็นเรื่องที่แก้ไขยากลำบากก็เพราะมักจะไม่พูดออกมา มีแต่เก็บเอาไว้ในใจ ไม่เปิดเผยออกมา  ดังนั้น คนอื่นก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขามีความรู้สึกอคติ ดังนั้น จึงยิ่งคิดต่างกันออกไปได้ง่าย ทำให้มีผลกระทบมากมายเกิดขึ้นได้  แต่ถ้ามีความรู้สึกไม่พอใจแล้วก็บอกออกมาตรง ๆ ก็จะสามารถแก้ไขได้  แต่นิสัยมนุษย์มักจะไม่ยอมพูดออกมา แต่จะเก็บเอาไว้พูดลับหลัง ซึ่งจะทำให้เรื่องราวยิ่งร้ายแรงและขยายใหญ่มากขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ลำดับแรกก็ดี ลำดับที่สองก็ดี ขอให้ก้าวหน้าด้วยความสามัคคี”  เพราะถ้าพวกเราปฏิบัติศรัทธาด้วยความสามัคคี และก้าวหน้าไปด้วยกันแล้ว จะสามารถได้รับผลบุญมากมายแน่นอน  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะต้องมีความสามัคคีเป็นหลัก และก้าวหน้าไปด้วยกัน นี่คือสิ่งสำคัญ ถ้าพวกเรามีความสามัคคีกันแล้ว ระบบการก็ดี การจัดประชุมสนทนาธรรมที่มีความสำคัญก็ดี จะสามารถทำได้อย่างเรียบร้อย และมีความเข้มแข็งได้  ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่เสริมสร้างระบบการและการจัดประชุมสนทนาธรรมที่เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบันนั่นเอง

แม้ว่าตัวเองจะพยายามสวดมนต์มากมายเพียงใด เยี่ยมสมาชิกมากเพียงใด เรียนธรรมมากมายเพียงใด แต่ถ้าในใจมีอคติ อิจฉา เกลียด อาฆาตต่อสมาชิกหรือหัวหน้าแล้ว ก็เป็นการปฏิบัติศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน

ดังนั้น ควรจะต้องรู้ตัวว่า การศรัทธานั้นไม่สามารถปฏิบัติได้เองเพียงคนเดียว แต่การปฏิบัติอยู่ในระบบการและมีความสามัคคีในหมู่สมาชิกด้วยกันแล้ว ก็จะสามารถได้รับผลบุญมากมาย  ถ้าบอกว่า ไม่ชอบระบบการ ไม่ชอบสมาชิก จะปฏิบัติศรัทธาเองคนเดียวก็พอแล้ว ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ใช่การศรัทธาที่เหมาะสมกับกาลเวลา P

 

 

 

วันที่ 8 สิงหาคม

          เอาล่ะ เดือนแห่งการชี้นำในฤดูร้อนอันเป็นประเพณีมาถึงแล้ว สำหรับบุคคลอื่นจะใช้ชีวิตในการพักร้อน ส่วนพวกเราจะสะสมบุญวาสนาอย่างสนุกสนาน

 

อธิบาย

ประเพณีของสมาคมตั้งแต่สมัยอาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะ กระทั่งสมัยอาจารย์อิเคดะ ได้ยึดถือปฏิบัติต่อลัทธิการชี้นำเป็นหลัก ไม่ใช่ลัทธิการสอนเป็นหลัก เพราะหน้าที่ของหัวหน้าหรือผู้อาวุโส ก็คือ ทำให้สมาชิกซึ่งเป็นคนรุ่นหลังทั้งหลายมีความสุขที่แท้จริง ให้สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรม กลายเป็นบุญวาสนา  ให้ความทุกข์เปลี่ยนเป็นความสุข และในที่สุด สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตด้วยกัน  แต่อย่าเข้าใจผิดว่า หัวหน้าหรือผู้อาวุโสทั้งหลายมีพลังในการช่วยเหลือหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงชะตากรรมชั่วให้กลายเป็นบุญวาสนาได้ เพราะพลังนี้มีเฉพาะโงะฮนซนเท่านั้น  ดังนั้น หน้าที่ของหัวหน้าทั้งหลายก็คือ พยายามชี้ถึงพลังอานุภาพของโงะฮนซน และนำสมาชิกทั้งหลายไปสู่โงะฮนซน ถ้าไม่มีโงะฮนซนแล้ว พวกเราหัวหน้าทั้งหลาย  แม้จะพยายามชี้นำเต็มที่มากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนอดีตกรรมชั่วของพวกเขาได้ ไม่สามารถทำให้พวกเขามีความสุขที่แท้จริงได้ และไม่สามารถทำให้พวกเขาบรรลุพุทธภาวะได้

ดังนั้น หน้าที่ของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสก็คือ พยายามดูแลสมาชิกทั้งหลาย ใกล้ชิดสนิทสนมกับสมาชิกทั้งหลาย ส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกทั้งหลาย แก้ไขความนึกคิดที่ผิดของเขา และให้เข้าสู่เส้นทางของธรรมที่ถูกต้อง และชี้นำให้อธิษฐานต่อโงะฮนซนอย่างถูกต้อง   ถ้าหัวหน้าคนใดบอกว่า ผมเป็นคนสอนและทำให้สมาชิกคนนี้แก้ไขปัญหาได้ แสดงว่า เป็นหัวหน้าที่ยึดถือลัทธิการสอนของตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะที่จริง พวกเราเป็นแค่ผู้ช่วยของโงะฮนซนเท่านั้น หลักก็คือธรรม ไม่ใช่มนุษย์เป็นหลัก

เช่น เมื่อเราเจ็บป่วยและเข้าโรงพยาบาล บางครั้งแพทย์ก็รักษาด้วยการให้ยา หรือผ่าตัด เราเข้าใจว่า แพทย์ทำให้เราหายจากเจ็บป่วย  แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะแม้แพทย์จะให้ยา แต่ถ้าร่างกายของเราไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีกำลังใจแล้ว ยาที่รับเข้าไปร่างกายก็จะไม่รับ หรือเมื่อแพทย์ผ่าตัดรักษาโรคให้ แม้ว่าจะมีฝีมือเก่งแค่ไหน เครื่องมือดีแค่ไหน ถ้าเนื้อ กระเพาะ หรือล้ำไส้ หรือผิวหนัง ไม่ประสานเข้าด้วยกันแล้ว ก็ต้องเสียชีวิต  ซึ่งแพทย์มีความหวังว่า เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วเย็บแผล หลังจากนั้น ก็หวังว่าเนื้อเยื่อของคนไข้จะสมานกันได้  ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว การผ่าตัดก็ไม่สามารถทำได้ กล่าวคือ รากฐานก็คือร่างกายของคนไข้ ส่วนแพทย์เป็นแค่ผู้ช่วยเท่านั้น  ดังนั้น คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคเดียวกัน อาการเท่ากัน ได้รับการรักษาด้วยวิธีการเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกกับผู้ป่วยที่ไม่ใช่สมาชิกแล้ว อาการของผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกจะสามารถหายเร็วดีกว่าผู้ป่วยคนอื่นๆ อย่างแน่นอน เพราะสภาพชีวิตที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะต้องยึดถือการชี้นำเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการชี้นำส่วนตัว หรือการเยี่ยมบ้านและให้คำชี้นำซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะฉะนั้น ในช่วงฤดูร้อนนี้ (ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอม) พวกเราจึงมีเวลาที่จะได้ไปเยี่ยมสมาชิก และมีโอกาสสะสมบุญวาสนาได้อย่างมากมาย นี่คือการใช้ชีวิตที่มีคุณค่ามากกว่าผู้อื่น P

 

 

 

วันที่ 7 สิงหาคม

            ขอให้บุกเบิกหนทางในหลายสาขาด้วยการต่อสู้อย่างสง่าผ่าเผย มีถ้อยคำที่ทราบกันดีก็คือ ผู้เข้มแข็งที่สามารถยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวในเวลาสำคัญคือผู้กล้าหาญที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ขอให้อ่านธรรมนิพนธ์วันละนิด และดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความกล้าหาญ

 

อธิบาย

ถ้อยคำที่ทราบกันดีในสมาคมของเรา และในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินก็คือ ยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง สิ่งนี้เป็นบ่อเกิดของการต่อสู้ของเรา การปฏิบัติของเรา การปฏิวัติครอบครัวของเรา และการเผยแผ่ธรรมของเรานั่นเอง   ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อพระนิชิเร็นไดโชนิน ประกาศก่อตั้งคำสอนที่วัดเซอิโชยิ ท่านจึงต่อสู้โดยยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว เมื่อพระสงฆ์อาวุโส 5 รูปถอยศรัทธาไป พระนิกโคโชนินก็ยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวเพื่อรักษาปกป้องธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินให้สามารถสืบทอดมาได้อย่างถูกต้อง  อาจารย์มาคิงุจิก็ยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวต่อสู้กับอำนาจรัฐ   เมื่ออาจารย์โทดะพ้นโทษออกจากคุก ก็ยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวเพื่อก่อสร้างสมาคมขึ้นมาใหม่ 

ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “ให้หนึ่งคนเป็นตัวอย่าง และทุกคนก็เป็นดังเช่นบุคคลผู้นั้น” หมายความว่า พระนิชิเร็นไดโชนินเกิดเป็นบุตรชาวประมง แต่สามารถบรรลุพุทธภาวะได้ ซึ่งท่านได้เป็นแบบอย่างให้ลูกศิษย์ทั้งหลายสามารถบรรลุพุทธภาวะได้เช่นเดียวกับท่านนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ คนหนึ่งคนที่เริ่มต้นจึงมีความสำคัญ    พระศากยมุนีพุทธะก็เริ่มเทศนาธรรมและเผยแผ่ธรรมในประเทศอินเดียโดยยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวท่ามกลางศาสนาพราหมณ์ บุคคลที่เป็นผู้ริเริ่มนี้จะต้องมีความกล้าหาญ จึงจะสามารถทำให้เป้าหมายบรรลุผลสำเร็จได้  ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ผู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ และต่อสู้ไปตลอดชั่วชีวิต จึงจะเรียกได้ว่าผู้กล้าหาญที่แท้จริง

อาจารย์อิเคดะกล่าวอยู่ในบทประพันธ์เรื่องปฏิวัติมนุษย์ว่า “การปฏิวัติชีวิตมนุษย์หนึ่งคนจะสามารถทำให้เกิดการปฏิวัติของครอบครัว ปฏิวัติสังคม ประเทศชาติ จนกระทั่งทั่วโลกได้” ซึ่งในโลกนี้มีวงการและสาขาต่างๆ หลากหลาย ดังนั้น ขอให้สมาชิกแต่ละคนต่างตั้งใจว่า ตัวเองมีหน้าที่จะต้องบุกเบิกในสาขาของตนเองให้ดีที่สุดโดยยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว ขอให้ตระหนักว่า นี่คือภาระหน้าที่ที่เราเกิดมาในชาตินี้ในฐานะโพธิสัตว์จากพื้นโลก  ดังนั้น แม้จะมีความทุกข์ยากลำบากก็จะต่อสู้อย่างเต็มที่ และแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้เห็นว่าเราสามารถทำสำเร็จได้ เราสามารถมีชัยชนะได้  การเป็นแบบอย่างที่ดีเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในการปฏิบัติศรัทธาตลอดชั่วชีวิตของเรา บางครั้งก็มีความศรัทธาเข้มแข็ง มีชีวิตชีวามากขึ้น มีอารมณ์เร่าร้อนมากขึ้น  แต่บางครั้งก็มีความเบื่อหน่าย ไม่อยากสวดมนต์ ไม่อยากออกร่วมประชุม มีความสงสัย พลังชีวิตอ่อนแอ หรือบางครั้งก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งหมดกำลังใจ หมดหวัง  เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น และรู้ตัวว่าเป็นเรื่องไม่ดี และจะต้องพยายามสวดมนต์ให้มากขึ้น  แต่แม้ว่ารู้ ก็ยังไม่อยากปฏิบัติก็มี เวลานั้น ควรจะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ ก็คือ

1.      พยายามอ่านธรรมนิพนธ์หรือคำชี้นำของอาจารย์

2.      ตั้งเป้าหมาย เช่น จะสวดมนต์ให้ได้อย่างน้อยวันละเท่าไหร่ หรือจะไปเยี่ยมสมาชิกอย่างน้อยกี่คน ซึ่งเป็นการกำหนดเป้าหมายในการต่อสู้ให้ตัวเอง

3.      พยายามไปพบปะและพูดคุยกับหัวหน้าหรือผู้อาวุโส

ถ้าสามารถปฏิบัติ 3 ข้อนี้ได้สำเร็จ ก็จะแก้ไขและฟื้นความศรัทธาขึ้นมาใหม่ได้อย่างแน่นอนP

 

 

 

วันที่ 6 สิงหาคม

            ผู้ที่มีความศรัทธาเหนียวแน่นและเข้มแข็งในช่วงเวลาที่สำคัญ จะเป็นมีผู้ชัยชนะในชีวิตมนุษย์อย่างแน่นอน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีคลื่นลมแบบใด จะต้องไม่หวั่นไหว จะต้องก้าวหน้าบุกเบิกเส้นทางใหม่อย่างสดชื่น พร้อมกับลมของฤดูใบไม้ร่วง

 

อธิบาย

ในชีวิตมนุษย์เราจะต้องมีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี แม้จะได้รับโงะฮนซนแล้ว เรื่องเหล่านี้ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การที่มีโงะฮนซนแล้ว มีการสวดมนต์เช้า-เย็น มีการทำงานพระ มีการศึกษาธรรม มีการออกเยี่ยมสมาชิก จึงไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย การค้าไม่ขาดทุน ไม่สอบตก ไม่บาดเจ็บ ไม่ถูกลักขโมย ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ  หมายความว่า ไม่มีเรื่องไม่ดีเลยนั้น ย่อมจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะการดำเนินชีวิตของเรานั้น อาจพูดได้ว่า เป็นการปรากฏออกมาของการเคลื่อนไหวของชีวิตเรา  ดังนั้น ย่อมมีอดีตกรรมชั่ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้สร้างไว้ในอดีตชาติปรากฏออกมา  ด้วยเหตุนี้  แม้จะได้รับโงะฮนซน ก็จะมีเรื่องเหล่านี้ปรากฏออกมาในชีวิตอย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่มีการปรากฏออกมาแล้ว แม้เราจะสร้างบุญมากเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่มีกรรมปรากฏออกมา ชะตากรรมก็จะยังติดอยู่ในชีวิตของเรา  เมื่อชีวิตไม่สะอาดบริสุทธิ์ ย่อมไม่อาจบรรลุพุทธภาวะ  ดังนั้น จึงย่อมจะต้องปรากฏออกมาอย่างแน่นอน

และเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เฉพาะที่สร้างไว้ในอดีตชาติเท่านั้น  เพราะในชาตินี้ เราก็มีการสร้างทั้งกรรมดีและกรรมชั่วอยู่เสมอ เช่น ฆ่าแมลง ฆ่ามด ฆ่ายุง พูดโกหก อิจฉา ต่อว่า เกลียด ด่า หลอกลวง นินทา ทำร้าย อกตัญญู ซึ่งมีมากมาย แม้ว่าบางเรื่องจะกระทำด้วยความจำเป็น ก็นับว่าเป็นการสร้างกรรมชั่ว เปรียบได้กับการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าไม่รับประทานอาหาร เราก็อดตาย  แต่เมื่อรับประทานอาหารแล้ว ก็จะต้องแปรงฟัน ถ้าไม่แปรงฟัน อีกไม่นานก็จะปวดฟัน เพราะเศษอาหารทำให้ฟันผุ   ถ้าเรากลัวฟันผุ จึงไม่รับประทานอาหารก็คงเป็นไปไม่ได้  ถ้ารับประทานอาหารแล้วแปรงฟัน ก็จะไม่ฟันผุ  ซึ่งเปรียบได้ว่า การรับประทานอาหารคือการดำเนินชีวิตของเราตามความจำเป็น เช่น ค้าขายก็อาจจะมีการพูดปดบ้าง เพื่อจะได้มีกำไร เราซื้อมา 8 บาท ขาย 12 บาท เมื่อลูกค้าขอต่อราคา เราก็บอกว่า ไม่ได้ เพราะทุนซื้อมา 10 บาทแล้ว เป็นต้น หรือต้องฆ่ายุง แมลงสาบ หรือหนู เพราะมีเชื้อโรค ที่เป็นอันตรายต่อเราได้ จึงทำด้วยความจำเป็น หรือมีอาชีพขายปลา ขายหมู ก็มีความจำเป็น ถ้าไม่ทำแล้ว ก็ไม่มีอาชีพ จะต้องอดตาย   ส่วนการแปรงฟันแล้วทำให้ฟันไม่ผุ ไม่ปวดฟัน ก็หมายถึง การสวดมนต์และขอขมาต่อโงะฮนซนในอดีตกรรม ก็สามารถลบล้างอดีตกรรมชั่วให้หมดไปได้  แต่ถ้าไม่ขอขมาแล้ว ก็จะต้องได้รับผลกรรมอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม จะต้องมั่นใจว่า เมื่อนับถือศรัทธาแล้ว ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดีเท่านั้น บางครั้งก็อาจมีเรื่องไม่ดี เช่น ความทุกข์ ความยากลำบากบ้าง  ซึ่งในโอกาสที่สำคัญเช่นนั้น ผู้ที่มีความศรัทธาเหนียวแน่นและเข้มแข็ง ไม่ถอยศรัทธา ไม่สงสัยต่อโงะฮนซน และมีความกล้าหาญในการท้าทายกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ก็จะสามารถเป็นผู้มีชัยชนะในชีวิตมนุษย์ได้

ตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่มีความศรัทธามั่นคง ก็จะคิดสงสัยทันทีว่า ทำไมมีโงะฮนซนแล้วยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา และหวั่นไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายแล้ว ก็จะถอยศรัทธาไป เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ชีวิตมนุษย์ย่อมไม่สามารถมีชัยชนะได้  พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “นิสัยของคนโง่นั้น แม้จะได้รับฟังคำสอนที่ถูกต้องและสำคัญก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาที่สำคัญจริง ๆ กลับลืมไปเสียสิ้น”  หมายความว่า พวกเรารู้อยู่ว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น จะสามารถแก้ไขได้ด้วยความศรัทธาและสวดมนต์ต่อโงะฮนซน  ดังนั้น จะต้องสวดมนต์และศรัทธาเป็นหลัก  ซึ่งทราบดีอยู่แล้ว  แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นกับเรา ก็จะลืมโงะฮนซน และคิดหาวิธีการด้านสังคมมาแก้ไข และไม่สวดมนต์  ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงตักเตือนเช่นนี้ 

นอกจากนี้ อาจารย์อิเคดะชี้นำว่า “ก้าวหน้าบุกเบิกเส้นทางใหม่อย่างสดชื่น” หมายความว่า เดิมทีเดียวยังไม่มีถนนหนทางเลย ต่อมา เมื่อมีคนสัญจนไปมาบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นถนนขึ้นมาได้ ไม่ใช่มีแต่หญ้ารกร้าง  การปฏิบัติศรัทธาของพวกเราก็เช่นกัน เป็นเส้นทางของการเผยแผ่ธรรม ซี่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ  การปฏิบัติของพวกเราจึงถือเป็นการบุกเบิกเส้นทางใหม่แห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก   แต่การบุกเบิกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ย่อมมีความยากลำบาก มีก้อนหิน มีรากต้นไม้ต่าง ๆ นานา เราจะต้องตัดทิ้งไป หรือขนหินออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบาก    แต่ถ้ากลัว ก็ไม่อาจสร้างถนนขึ้นมาได้ ดังนั้น จะต้องตัดสินใจว่า การต่อสู้ของเราที่ยากลำบากนั้น เราจะต่อสู้ต่อไป  จึงจะไม่ท้อถอย แต่ถ้าคิดว่า เป็นเรื่องง่ายๆ แล้ว ก็จะท้อถอยไปได้ง่ายดายเมื่อพบกับความยากลำบาก P

 

 

 

วันที่ 5 สิงหาคม

            อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยึดมั่นในการสวดมนต์ การศึกษาธรรม และการจัดประชุมสนทนาธรรมของท้องถิ่น คือผู้ที่สร้างมาตรฐานของสมาชิกที่มีเกียรติอย่างแท้จริง

 

อธิบาย

อาจารย์อยากจะบอกว่า มาตราฐานของการเคลื่อนไหวในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเราสมาชิกก็คือ การเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งจะต้องมีการปฏิบัติที่ยึดมั่นต่อโงะฮนซน เผยแผ่ธรรม และศึกษาธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริง  ผู้ที่ยึดมั่นปฏิบัติครบถ้วน 3 ประการนี้โดยไม่เคยหยุด ไม่เคยถอย มีการปฏิบัติที่สม่ำเสมอมั่นคง นี่แหละคือสมาชิกที่ดีผู้มีเกียรติอย่างแท้จริง ซึ่งได้รับการชมเชยจากพระนิชิเร็นไดโชนิน และจะสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  แม้จะไม่ได้รับคำชมเชยจากผู้อื่น หรืออาจจะถูกตำหนิติเตียนจากผู้อื่น หรือไม่มีใครมองเห็นความสูงส่งของการกระทำของเราก็ตาม แต่เฉพาะโงะฮนซนรับรู้ก็พอแล้ว เฉพาะได้รับการชมเชยจากพระนิชิเร็นไดโชนินก็พอใจแล้ว เฉพาะอาจารย์อิเคดะรับรู้ก็พอใจแล้ว  ถ้าจิตใจมีความมั่นคงแน่วแน่เช่นนี้แล้ว แม้จะได้รับความทุกข์ยากลำบาก หรือพบกับอุปสรรค 3 มาร 4 มากมายเพียงใดก็ตาม ความศรัทธาก็จะไม่อ่อนแอลง กลับจะยิ่งมีความศรัทธาเข้มแข็งมากขึ้น เปรียบเสมือนถ่านที่ติดไฟแล้ว เมื่อลมพัดมา ไฟก็จะลุกโชนแรงมากขึ้น  ลมก็เปรียบได้กับอุปสรรค ชะตากรรม ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา  ถ้ายิ่งแรง ก็จะยิ่งทำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น เข้มแข็งมากขึ้นได้  ยิ่งการกระทำของพวกเราเป็นการกระทำที่ดี เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อท้องถิ่น เพื่อสังคม เพื่อประเทศ เพื่อทั่วโลก ก็จะยิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกตำหนิติเตียนมากขึ้นอย่างแน่นอน ดุจต้นไม้ ถ้าเป็นต้นไม้พุ่มเตี้ยๆ ก็ไม่ค่อยจะถูกลมพัดกระโชกเข้าใส่ แต่สำหรับต้นไม้สูงแล้ว ย่อมไม่สามารถหลีกหนีจากลมแรงไปได้

อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า “การได้รับคำชมจากคนโง่นั้นเป็นเรื่องน่าอับอาย การได้รับคำชมจากอริยบุคคลจะเป็นเกียรติยศของตลอดชั่วชีวิต” และพระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “การรับนั้นง่าย การยึดถือนั้นยาก แต่การบรรลุพุทธภาวะนั้นอยู่ที่การยึดถือตลอดไป” ดังนั้น พวกเราตัดสินใจว่า การปฏิบัติของเราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เส้นทางของการปฏิวัติชีวิตมนุษย์และการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต และการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั้น ไม่ได้ราบรื่น จะต้องเป็นหนทางที่สูงชัน  เช่น ถ้าปั่นจักรยานขึ้นทางชันแล้ว หากเมื่อยและหยุด จักรยานก็จะถอยหลังไป  ความศรัทธาก็เช่นกัน ถ้าไม่ก้าวหน้าก็เท่ากับถอยหลัง ไม่มีการหยุดพัก ไม่มีการเหมือนเดิม  ดังนั้น แม้จะยากลำบาก กลุ้มใจ หนักใจ เจ็บใจ เศร้าใจ ก็ขอให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นแม้เพียงแค่ 1 มิลลิเมตรก็ยังดี  สิ่งสำคัญก็คืออย่าถอยหลัง  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงบอกว่า “ผู้ที่ยึดมั่นในการสวดมนต์ การศึกษาธรรม และการจัดประชุมสนทนาธรรมของท้องถิ่น คือผู้ที่สร้างมาตรฐานของสมาชิกที่มีเกียรติอย่างแท้จริง P

 

 

 

วันที่ 4 สิงหาคม

            ผู้นำที่ยึดถือความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างเข้มแข็งและเหนียวแน่น พร้อมกับมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างอบอุ่น ขอให้อย่าลืมว่า ภายในนี้นี่เอง ที่จะสามารถรวบรวมความไว้วางใจจากผู้คนทั้งหลายเอาไว้ได้

 

อธิบาย

ข้อแม้สำคัญของผู้นำก็คือ สามารถได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกทั้งหลาย กล่าวคือ เมื่อสมาชิกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง อายุน้อย สูงอายุ ฯลฯ ได้พบกับหัวหน้าแบบนี้  ได้รับฟังคำชี้นำจากหัวหน้าแบบนี้แล้ว จิตใจมีความสดชื่น มีความหวัง มีกำลังใจมากขึ้น  และมีความประทับใจอย่างลึกซึ้ง เวลาที่มีความยากลำบากหรือมีความทุกข์ ก็จะสามารถนึกถึงคำชี้นำที่ได้รับจากหัวหน้าท่านนั้น จึงมีกำลังใจขึ้นมา และต่อสู้กับอุปสรรคจนได้รับชัยชนะ

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า คุณสมบัติของผู้นำนั้นไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ แต่อยู่ที่ว่า เป็นบุคคลที่มีเสน่ห์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นหรือไม่ สามารถเข้าใจความทุกข์ และร่วมทุกข์กับผู้อื่นได้หรือไม่  หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่ได้นับถือศรัทธา แต่ก็มีความชื่นชมบุคลิกลักษณะ ความมีกิริยามารยาทที่ดี และมีความเชื่อถือไว้วางใจ จึงรู้สึกว่า เมื่อได้พบปะพูดคุยด้วยแล้วก็รู้สึกมีความหวัง มีความสดชื่นขึ้นมาได้

ในความเป็นจริงแล้ว คุณสมบัติดังกล่าวเหล่านี้ เมื่อแรกเข้ามาศรัทธาใหม่ๆ ไม่ว่าใครก็ตาม ก็อาจจะยังไม่มี แต่ถ้าพยายามติดตามหัวหน้าหรือผู้อาวุโส ได้รับการอบรม และเรียนรู้จากผู้อาวุโส พร้อมกับการปฏิบัติของตัวเองที่มีการสวดมนต์มากมาย ต่อสู้ท้าทายกับอุปสรรคหรือชะตากรรมด้วยการขอคำชี้นำจากผู้อาวุโส รวมทั้งพบปะกับสมาชิกและรับฟังประสบการณ์มากมายแล้ว ก็จะมีความศรัทธาที่เชื่อมั่นเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นได้ จิตใจก็จะมีความศรัทธามั่นคง ซึ่งเป็นสภาพชีวิตจิตใจที่เข้มแข็ง ส่วนบุคลิกลักษณะภายนอกก็จะมีความอ่อนน้อมและคล้อยตามจิตใจของผู้อื่น ยินดีรับฟังผู้อื่น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความเมตตากรุณาทั้งกาย วาจา ใจ เมื่อสมาชิกพบเห็นก็จะรู้สึกอบอุ่นใจได้  หมายความว่า จะมีแต่ความศรัทธาที่เข้มแข็งเพียงด้านเดียวก็ไม่ได้ หรือจะโอนอ่อนคล้อยตามเพียงด้านเดียวก็ไม่ได้  แต่จะต้องมีพร้อมทั้ง 2 ด้าน ซึ่งสามารถใช้โดยเหมาะสมกับเหตุการณ์และเหมาะสมกับกรณี เปรียบดังต้นไผ่ที่มีความแข็งแรง แต่ถ้าถูกดึง ก็จะเอนตาม ถ้าปล่อยมือ ก็จะยืนตรง เมื่อมีลมไต้ฝุ่นพัดมาก็ไม่หักโค่นลง และเอนไหวไปตามแรงลม

ดังนั้น แม้จะมีความเข้มงวดต่อตนเองในด้านความศรัทธา และไม่ยอมพ่ายแพ้ก็ตาม แต่ต่อผู้อื่นแล้ว ควรจะต้องส่งเสริมกำลังใจแก่เขาด้วยความอบอุ่น บางครั้งบางคราวที่จำเป็นต้องให้คำชี้นำที่เข้มแข็ง แต่จะต้องไม่ลืมเรื่องการส่งเสริมกำลังใจเพิ่มเติมในภายหลัง ไม่ใช่ว่าด่าอย่างเดียว แล้วก็ปล่อยทิ้งไป  แต่จะต้องพยายามคิดหาวิธีว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้เขาดีขึ้นโดยเร็ว รู้ตัวได้โดยเร็ว และเป็นผู้นำให้ได้  ดังนั้น ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างมีการคิดคำนึงถึงผู้อื่น และกระทำเพื่อเพื่อนสมาชิกอยู่เสมอแล้ว ก็จะสามารถได้รับความไว้วางใจจากผู้คนทั้งหลายได้ P

 

 

 

วันที่ 3 สิงหาคม

            หัวหน้าพึงระลึกไว้ว่า จะต้องให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือ การชักชวนเพื่อนๆ มาเข้าร่วมประชุมของสมาคม เพราะจะสามารถกลายเป็นกระแสคลื่นของการปฏิรูปใหม่

 

อธิบาย

พระศากยมุนีพุทธะได้กล่าวถึงความยากลำบากในการเผยแผ่หรือสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตรในสมัยธรรมปลาย โดยกล่าวถึงการปฏิบัติยาก 6 ประการ ง่าย 9 ประการไว้ว่า  

การปฏิบัติยาก 6 ประการ ได้แก่

1.                  การเทศนาสัทธรรมปุณฑริกสูตรอย่างกว้างขวางในสมัยชั่วหลังพระพุทธองค์เสด็จปรินิพานนั้นยาก

2.                  การที่ตัวเองจะคัดลอกสัทธรรมปุณฑริกสูตรและให้ผู้อื่นคัดลอกภายหลังการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์นั้นยาก

3.                  การอ่าน (สวด) สัทธรรมปุณฑริกสูตรแม้ในเวลาสั้นภายหลังการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์นั้นยาก

4.                  การเทศนาสัทธรรมปุณฑริกสูตรเพียงคนเดียวภายหลังการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์นั้นยาก

5.                  การรับฟังสัทธรรมปุณฑริกสูตรและตั้งคำถาม ถามความหมายภายหลังการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์นั้นยาก

6.                  การรับและยึดถือสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นอย่างดีภายหลังการเสด็จปรินิพพานของพระพุทธองค์นั้นยาก

การปฏิบัติง่าย 9 ประการ ได้แก่

1.                  การเทศนาพระสูตรที่นับไม่ถ้วนนอกจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้นง่าย

2.                  การหยิบเขาพระสุเมรุขว้างไปให้วางตั้งไว้ที่ดินแดนพระพุทธะที่อยู่อื่นที่มีอยู่นับไม่ถ้วนนั้นง่าย

3.                  การขยับตรีสหัสสะมหาสหัสสะโลกธาตุด้วยนิ้วเท้าและดีดไปยังประเทศอื่นที่ห่างไกลนั้นง่าย

4.                  การยืนที่พรหมโลกชั้นอกนิฏฐะและเทศนาพระสูตรอื่นที่มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนนั้นง่าย

5.                  การเอามือจับห้วงอวกาศและเดินทางอย่างสนุกสนานนั้นง่าย

6.                  การเอาพื้นดินวางไว้บนหลังเท้าและขึ้นไปที่สวรรค์ชั้นพรหมนั้นง่าย

7.                  การแบกหญ้าแห้งและเข้าไปในกองไฟใหญ่ แต่ไม่ถูกไหม้นั้นง่าย

8.                  การบรรยายธรรม 84,000 ธรรมขันธ์และผู้ฟังสามารถได้รับอภิญญา 6 นั้นง่าย

9.                  การที่ประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วนสามารถได้รับขั้นอรหันต์และมีพร้อมอภิญญา 6 นั้นง่าย

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ประชาชนในสมัยธรรมปลายเป็นผู้ที่มีลักษณะพื้นฐานชีวิตไม่ดี ดื้อรั้น ชอบทะเลาะวิวาท เนื่องจากไม่เคยได้รับการหว่านเมล็ดพุทธะมาก่อน จึงชักชวนและนำไปสู่การบรรลุพุทธภาวะได้ยาก 

ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์ในสมัยธรรมปลายนี้ยากหนักหนา ผู้ที่มีโอกาสได้รับฟังธรรมนี้จึงยากยิ่งนัก  ผู้ที่ได้มีโอกาสนับถือศรัทธาต่อโงะฮนซนจึงเปรียบเสมือนเม็ดทรายที่เหลืออยู่บนเล็บ ด้วยเหตุนี้  สำหรับผู้ศรัทธาต่อโงะฮนซนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีอาชีพอะไร มีฐานะความเป็นอยู่อย่างไร ทำงานอะไร เมื่อมองดูจากทางด้านธรรมแล้ว ก็เป็นผู้ที่มีความสูงส่งเหนือกว่าอริยบุคคลของทุกๆ ชาติ  ซึ่งเปรียบได้กับทารกที่ได้รับการห่อด้วยผ้าของจักรพรรดิ หรือเปรียบได้กับมังกรที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดมาใหม่นั่นเอง กล่าวคือ แม้จะมองดูสถานการณ์ในขณะนี้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับพวกเรา สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็จะสามารถเป็นไปได้  กล่าวคือ พวกเรามีศักดิ์ศรีมาก มีบุญกุศลมากมาย และมีโอกาสที่ดีมากนั่นเอง  ดังนั้น ปัจจุบันจึงสามารถนับถือศรัทธาต่อโงะฮนซน 

บางครั้งเราอยากจะชักชวนแนะนำธรรมให้แก่ผู้อื่น แต่ไม่สามารถอธิบายธรรมให้เขาเข้าใจ แม้เราจะทำไม่ได้ แต่สามารถพามายังสถานที่ประชุม และให้หัวหน้าแนะนำหรืออธิบายธรรมให้แก่เขา จนเมื่อเขามีความเข้าใจและอยากจะรับโงะฮนซนก็มี  ซึ่งการที่พาเพื่อนมาร่วมประชุมอาจคิดว่าทำได้ง่ายๆ แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เพราะเราจะต้องพยายามสวดมนต์อย่างเต็มที่ ทำให้มีจิตใจกล้าหาญที่จะชักชวนเขาหลายต่อหลายครั้ง บางคนก็ 5 ครั้ง บางคนก็ 10 ครั้ง หรือมากกว่านั้น จึงจะพามาได้สำเร็จ ทั้งนี้ ในการปฏิบัติที่อยู่เบื้องหลังเช่นนี้ ซึ่งไม่เป็นที่เด่นชัดนั้น จะต้องทำอย่างสุดกำลังความสามารถเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงบอกว่า “หัวหน้าพึงระลึกไว้ว่า จะต้องให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือ การชักชวนเพื่อนๆ มาเข้าร่วมประชุมของสมาคม” ซึ่งกล่าวได้ว่า บุคคลผู้นี้เปรียบได้กับผู้ถือคำสั่งของพระพุทธะ เป็นตัวแทนของพระพุทธะ ช่วยเหลืองานของพระพุทธะ  ดังนั้น ถ้าสมาชิกผู้นี้อุตส่าห์ชักชวนเพื่อนมาได้แล้ว เพื่อนของเขาก็จะสามารถเข้าใจธรรมของเราได้อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งเข้ามาร่วมปฏิบัติศรัทธาด้วยแล้ว สมาชิกที่เป็นผู้พามาก็จะเกิดความรู้สึกดีใจ มีความเชื่อมั่นมากขึ้นที่ว่า ตัวเองสามารถชักชวนแนะนำธรรมได้สำเร็จ เมื่อนั้น ก็จะยิ่งมีความกระตือรือร้นมากขึ้น และมีการชักชวนแนะนำธรรมให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นได้  ดังนั้น สมาชิกที่ไม่เคยชักชวนแนะนำธรรมได้ แต่เพียงแค่สามารถพาเพื่อนมาในที่ประชุมได้แล้ว ก็เท่ากับสามารถชักชวนแนะนำธรรมได้ และสร้างบุญได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ต่อไป สมาชิกต่างก็จะพยายามพาเพื่อนมาด้วยความดีอกดีใจ พร้อมกันนั้น สมาชิกผู้นั้นก็จะค่อยๆ มีความสามารถในการชักชวนแนะนำธรรม เพราะเวลาที่พาเพื่อนมาพบหัวหน้า สมาชิกก็นั่งฟังหัวหน้าชี้นำเพื่อนด้วย ภายหลัง ตัวเองก็จะสามารถพูด อธิบาย และชักชวนแนะนำธรรมได้  อาจารย์จึงบอกว่า “จะสามารถกลายเป็นกระแสคลื่นของการปฏิรูปใหม่” หมายความว่า ระบบการก็จะค่อยๆ มีผู้นำมากขึ้นๆ เจริญก้าวหน้ามากขึ้นๆ และสามารถมีความศรัทธามั่นคงแน่วแน่ได้ P

 

 

 

วันที่ 2 สิงหาคม

            ขอให้อย่าลืมว่า การได้รับความไว้วางใจจากสังคมที่มีต่อมนุษย์หนึ่งคน และลักษณะของครอบครัวที่เบิกบาน  ภายในนี้เท่านั้นที่จะเปิดโลกของการเผยแผ่ธรรมออกมาได้

 

อธิบาย

เรื่องการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั้น จุดเริ่มต้นหรือบ่อเกิดนั้นอยู่ใกล้ตัวเรา ดังเช่น น้ำหนึ่งหยด เมื่อรวมเข้าด้วยกันเป็นจำนวนมากก็จะกลายเป็นแม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทรได้ ผงธุลีหนึ่งเม็ด เมื่อรวมเข้าด้วยกันเป็นจำนวนมากก็จะกลายเป็นภูเขา จุดหนึ่งจุด เมื่อต่อกันไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นเส้นได้  ในทำนองเดียวกัน แม้ธรรมจะสูงส่งเพียงใด ดีเพียงใด ศักดิ์สิทธิ์เพียงใด มีคุณค่าเพียงใด แต่ถ้าไม่มีผู้ที่แสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาแล้ว ย่อมไม่สามารถเผยแผ่ออกไปได้ เพราะขึ้นอยู่กับมนุษย์

ยกตัวอย่างเช่น  ในที่ทำงาน เช่น บริษัท หรือโรงงาน หากมีสมาชิก 1 คนทำงานอยู่ในนั้นด้วยความตั้งใจ ขยันขันแข็ง มีความรับผิดชอบดี มีผลงานดี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นพนักงานตัวอย่างหรือพนักงานดีเด่น ได้รับความไว้วางใจจากสังคมแล้ว แม้จะไม่เคยชักชวนแนะนำธรรมให้แก่ใคร แต่ผู้คนรอบข้างก็สามารถรู้สึกได้ว่า ภายหลังจากที่ปฏิบัติศรัทธาแล้ว บุคคลคนนี้มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเผยแผ่ธรรมนั่นเอง  ในชุมชนที่เราอาศัยอยู่ก็เช่นกัน เมื่อครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง มีความร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอแล้ว คนข้างบ้านหรือในท้องถิ่นก็จะเกิดความสนใจว่า ทำไมบ้านของเราจึงมีเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สามีจะทะเลาะกันบ่อยๆ ได้ยินแต่เสียงจานแตก แก้วแตก แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนี้แล้ว เขาก็อยากจะให้บ้านของเขาเป็นแบบเรา  นี่ก็เป็นการเผยแผ่ธรรมวิธีหนึ่งเช่นกัน

ดังนั้น ธรรมไม่สามารถเผยแผ่ได้เอง จะต้องพึ่งพาอาศัยบุคคล จึงจะสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมา และเผยแผ่ได้   ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า          “ขอให้อย่าลืมว่า การได้รับความไว้วางใจจากสังคมที่มีต่อมนุษย์หนึ่งคน และลักษณะของครอบครัวที่เบิกบาน  ภาย ในนี้เท่านั้นที่จะเปิดโลกของการเผยแผ่ธรรมออกมาได้ P

 

 

 

วันที่ 1 สิงหาคม

            แปด มีความหมายว่า เปิด  ดังนั้น เดือนสิงหาคม จึงเป็นเดือนแห่งการทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ในหนึ่งปี  ดังนั้น ขอให้สวดไดโมขุอย่างถูกต้องและกังวานแจ่มใส

 

อธิบาย

ทำไมหมายเลข 8 จึงมีความหมายว่า เปิด ก็เพราะว่า ตัวอักษรจีนของเลข 8 ประกอบด้วย ขีดสองขีด   ซึ่งปลายทั้งสองข้างจะเปิดออกไปเรื่อย ๆ ยิ่งยาวก็ยิ่งขยายกว้างห่างออกไป ไม่มีที่สิ้นสุด

เรื่องนี้พระนิชิเร็นไดโชนินได้อ้างถึงเรื่องของนาคราชบุตรีที่กล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร ว่านาคราชบุตรีได้พบพระศากยมุนีพุทธะและถวายอัญมณีแก่พระองค์แล้ว สามารถบรรลุพุทธภาวะได้ ขณะนั้นอายุ 8 ปี และพระนิชิเร็นไดโชนินอธิบายว่า 8 ปีก็คือ สัทธรรมปุณฑริกสูตร 8 ม้วน ดังนั้น 8 ที่มีความหมายว่าเปิด ก็คือ เปิดต่อ 3000 ซึ่ง 3000 ก็คือสัทธรรมปุณฑริกสูตร 8 ม้วน  และความหมายของ 8 นั้น หมายถึง ร่างกายและจิตใจของเราเปิดต่อธรรมมหัศจรรย์  หมายความว่า คำสอนของสัทธรรมปุณฑริกสูตร 8 ม้วน เป็นการสอนถึงนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ซึ่งเป็นหนึ่งขณะจิตสามพัน  ดังนั้น ถ้าพวกเรานับถือและสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว ชีวิตของเราก็สามารถเปลี่ยนเป็นโลกพุทธะ  หมายความว่า ร่างกายและจิตใจของเราจะสามารถกลายเป็นตัวตนของเมียวโฮเร็งเงเคียว แต่ไม่ได้หมายความว่า โงะฮนซนเปลี่ยนตัวของพวกเรา กล่าวคือ เพราะในชีวิตของเรา ไม่ว่าใครก็ตาม ต่างก็มีนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ซึ่งเป็นโลกพุทธะซ่อนอยู่  เมื่อสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอันเป็นการสร้างปัจจัยสัมพันธ์แล้ว โลกพุทธะที่อยู่ภายในชีวิตก็จะเปิดออกมาได้  ถ้าในชีวิตของเราไม่มีโลกพุทธะอยู่ ย่อมไม่สามารถกล่าวว่าเปิด

เรื่องนี้ พระศากยมุนีพุทธะก็กล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า “(จุดมุ่งหมาย) 4 ประการของการปรากฏออกมาของปัญญาของพระพุทธะ ก็คือ หนึ่ง การปรากฏออกมาของปัญญาของพระพุทธะเพื่อการเปิด  สอง การปรากฏออกมาของปัญญาของพระพุทธะเพื่อการชี้ สาม การปรากฏออกมาของปัญญาของพระพุทธะเพื่อการรู้แจ้ง และสี่ การปรากฏออกมาของปัญญาของพระพุทธะเพื่อการเข้าสู่”  ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันนั่นเอง

ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่า เดือนสิงหาคมเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับการทำให้ตัวเองเจริญก้าวหน้า สร้างบุญวาสนาได้มากมาย เปิดสภาพชีวิตอันยิ่งใหญ่ออกมา และทำให้ความทุกข์ยากลำบากทั้งหมดที่มีอยู่เปิดออกมาและแก้ไขได้ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่สุดในช่วงหนึ่งปี

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของเราเอง เพราะแม้จะเข้าใจความสำคัญของโอกาสนี้ก็ตาม แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีการสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะเป็นเพียงแค่ความรู้ความเข้าใจทางทฤษฎีเท่านั้น   ดังนั้น จะต้องมั่นใจว่า ในเดือนสิงหาคมนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของเรา จึงตั้งเป้าหมายว่า ในแต่ละวันจะทำอะไรบ้าง หรือใน 1 เดือนนี้ จะสวดมนต์ให้ครบ 1 ล้านคำ หรืออ่านวารสาร เยี่ยมสมาชิกทุกวัน โดยไม่ขาดแม้แต่วันเดียว หรือในเดือนนี้ จะชักชวนแนะนำธรรมให้แก่สมาชิกใหม่กี่คน ซึ่งมีการตั้งเป้าหมายและต่อสู้เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะสามารถมีการเจริญก้าวหน้าและเติบโตทางด้านความศรัทธาได้อย่างแน่นอน ตรงกันข้าม ถ้าล่วงผ่านจากเดือนกรกฎาคมเข้าสู่เดือนสิงหาคม โดยปฏิบัติเหมือนเดิม ไม่มีความตั้งใจใหม่ๆ ไม่มีเป้าหมายต่อสู้มากกว่าเดิม ก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดายทีเดียว   เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “เดือนสิงหาคม เป็นเดือนแห่งการทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ในหนึ่งปี”  P

 

 

 

กลับหน้าแรก