กลับหน้าแรก

วันที่ 30 กันยายน

จงปกป้องสมาคม จงสร้างสมาคมให้เจริญรุ่งเรือง เพื่อการนี้ ขอให้ร่วมใจกันลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างกล้าหาญ

 

อธิบาย

ผู้ที่ปกป้องสมาคม ผู้ที่สร้างสมาคมให้เจริญรุ่งเรืองจะสามารถได้รับบุญกุศลมากมายอย่างแน่นอน  อาจารย์อิเคดะต้องการจะตักเตือนว่า อย่าให้ความศรัทธาเฉื่อยชา อย่าคิดว่า หมดห่วงแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์พร้อมแล้ว จึงกล่าวว่า “ขอให้ร่วมใจกันลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างกล้าหาญ” เพราะสันดานนิสัยของมนุษย์ก็คือ ถ้าไม่มีเรื่องต้องเป็นห่วง ก็ไม่อยากจะปฏิบัติ ไม่อยากจะต่อสู้อย่างเต็มที่อีกต่อไป  เช่น ในใจคิดว่า เราศรัทธามานานแล้ว เรื่องการปฏิบัติธรรม เรื่องธรรมะก็พอจะเข้าใจได้แล้ว  ดังนั้น ถ้าเราไม่ทำ ก็คงมีคนอื่นทำแทนอยู่แล้ว ซึ่งจิตใจที่อยากจะก้าวหน้า จิตใจแสวงหาธรรม ค่อยๆ หมดไป   หวังพึ่งให้คนอื่นทำแทน ไม่สนใจสมาคม ไม่สนใจครอบครัว ไม่สนใจตัวเอง ซึ่งเป็นสภาพที่น่ากลัวมาก  เพราะตั้งแต่ต้น มารก็คอยจ้องหาโอกาสที่จะบุกเข้ามาอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้น เมื่อความศรัทธาเฉื่อยชาแล้ว ก็จะคิดว่า เราไม่มีอะไรต้องห่วง เพราะมีบุญวาสนามากมายแล้ว ไม่จำเป็นต้องพยายามสวดมนต์ก็ได้ เพราะครอบครัว อาชีพการงาน ลูกๆ ทุกอย่างก็ดีหมดแล้ว ความศรัทธาอ่อนแอเช่นนี้จะถูกมารจู่โจมได้ง่าย  ถ้าสมาชิกของเราค่อยๆ ศรัทธาอ่อนแอลง และลืมการปฏิบัติต่อสู้อย่างเต็มที่ในสมัยยุวชนแล้ว ก็จะแตกความสามัคคีกันได้โดยง่าย  ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ลุกขึ้นยืนอีกครั้งอย่างกล้าหาญ” หมายความว่า เราจะต้องยึดถือจิตใจใฝ่หาธรรมตลอดชั่วชีวิต มีความเป็นยุวชนอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นแล้ว สมาคมก็ไม่สามารถเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้  ถ้าทุกคนยึดถือการปฏิบัติศรัทธาเหมือนสมัยยุวชน  ต่อสู้ท้าทายกับอุปสรรค 3 มาร 4 อย่างเต็มที่กล้าหาญแล้ว ก็จะมีชัยชนะที่แท้จริงได้อย่างแน่นอน  ดังนั้น อาจารย์จึงขอให้พวกเรา “ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง” คำว่า “อีกครั้ง” หมายถึง เป็นยุวชนกันอีกครั้ง พร้อมกับมีความกล้าหาญ P

 

 

 

วันที่ 29 กันยายน

ขอให้พวกเราร่วมกันสร้างโลกของความศรัทธาให้แข็งแกร่ง และทั้งหมดมุ่งสู่ความเป็นเลิศอันดับ 1

 

อธิบาย

โลกของเราเป็นโลกที่บริสุทธิ์ มีความเห็นอกเห็นใจต่อกัน มีความเมตตารักใคร่ต่อผู้อื่น มีการส่งเสริมกำลังใจกันและกัน  แม้ว่าแต่ละคนจะมีอาชีพ สถานะ วัยวุฒิและคุณวุฒิที่แตกต่างกันต่างๆ นานาก็ตาม แต่พวกเราก็อยู่ในโลกของประชาธิปไตยทางด้านธรรมะ ซึ่งทุกคนมีความเสมอภาคกัน  นี่คือลักษณะที่แท้จริงของสมาคม  สมาชิกทุกคนไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางด้านผลประโยชน์ กำไร ขาดทุน เจ้านาย ลูกน้อง  ทั้งยังไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ดูหมิ่น    ให้ร้าย  ติฉินนินทา อิจฉาริษยา  กล่าวคือ องค์กรของเราคือโลกในอุดมคติ ที่ผู้คนในสังคมจะมองดูด้วยความสนใจ  ทั้งนี้เพราะ สมาชิกทั้งหลายล้วนเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก ไม่ว่าจะเป็นใคร ยากดีมีจน ทุกคนล้วนมีสิทธิที่จะมีความสุขที่แท้จริง สามารถชำระอดีตกรรมชั่วให้หมดไป เปลี่ยนชะตากรรม และสร้างบุญวาสนาอันยิ่งใหญ่ได้ จนในที่สุด สามารถบรรลุพุทธภาวะได้

เป้าหมายของสมาคมคือ สร้างโลกของการเผยแผ่ธรรมไพศาล หมายถึงโลกที่มีสันติภาพที่แท้จริง   ดังนั้น สมาชิกทุกคน ไม่ว่าใครก็ตามที่เกิดมาในยุคปัจจุบันและได้รับโงะฮนซน พร้อมกับพยายามเผยแผ่ธรรม ล้วนมีภาระหน้าที่ที่สำคัญเฉพาะตัว ไม่มีใครสามารถทำแทนให้ได้ ทุกคนล้วนเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงและเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของพระนิชิเร็นไดโชนิน  ดังนั้น ในโลกของผู้ศรัทธาจึงไม่มีใครเหนือกว่าใคร จะมีก็เฉพาะผู้อาวุโสทางด้านธรรมะ และคนรุ่นหลังทางด้านธรรมะ  ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นคนต่ำต้อยอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเขาศรัทธาดีกว่าเรา รู้ธรรมะมากกว่าเรา ก็จะต้องขอรับฟังธรรมะจากเขา อย่ายึดถือตัวบุคคล จะต้องยึดถือธรรมะเป็นหลัก

ในหมู่สมาชิกอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1.                  ผู้ที่ศรัทธาเข้มแข็ง

2.                  ผู้ที่ศรัทธาธรรมดาๆ ไม่เข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ เป็นลักษณะเฉื่อยชา

3.                  ผู้ที่ศรัทธาอ่อนแอ ขี้สงสัย พร้อมจะถอยศรัทธาอยู่เสมอ

ผู้ซึ่งศรัทธาเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติอะไร อายุมากหรือน้อย ชายหรือหญิง ก็มีสิทธิที่จะชี้นำแก่ผู้ที่ศรัทธาเฉื่อยชาและผู้ที่ศรัทธาอ่อนแอได้ และต้องถือเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาเข้มแข็งที่จะต้องส่งเสริมให้ผู้ที่ศรัทธาเฉื่อยชาและอ่อนแอให้กลายเป็นผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งให้ได้

          พร้อมกันนั้น เป้าหมายของเราก็คือ แสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้เป็นประจักษ์แก่สังคม ดังนั้น จึงต้องทำให้คุณสมบัติที่ดีเด่นของเราแสดงปรากฏออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นบุคคลผู้เป็นแบบอย่างอันดับ 1 ในสังคม สิ่งนี้จึงจะเป็นการแสดงพลังอานุภาพของโงะฮนซนให้ปรากฏแก่สังคม นี่คือที่เรียกว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จ P

 

 

 

วันที่ 28 กันยายน

            ขอให้รับฟังคำพูดของคนนั้น คนนี้บ้าง และอย่าลืมว่า สุดท้ายแล้ว ต้องทำให้ความเป็นธรรมประทับอยู่ในใจของพวกเขาด้วย

 

อธิบาย

หมายความว่า สิ่งสำคัญก็คือ หัวหน้าจะต้องมีความยุติธรรมเป็นหลัก ต้องรับฟังคำพูดหรือความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากสมาชิกทั้งหมด ผู้ที่ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากรับฟังเสียงของสมาชิก และปฏิเสธข้อเสนอหรือความคิดเห็นของสมาชิกนั้นหมดสิทธิที่จะเป็นหัวหน้า เพราะมนุษย์เราล้วนมีความนึกคิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ยากดีมีจน ดื้อรั้น เกเร อายุมากหรือน้อย  ดังนั้น ผู้นำจึงจำเป็นต้องรับฟัง ไม่ว่าความคิดเห็นของเขาจะมีประโยชน์หรือไม่ ก็ตาม นี่คือหน้าที่ของหัวหน้า  เมื่อรับฟังแล้ว คิดว่าความนึกคิดของเขาไม่ดี เห็นแก่ตัว และไม่เหมาะสมกับธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว จึงสามารถอธิบาย ชี้แจง ใส่ใจดูแลให้เขาเปลี่ยนความนึกคิดให้เหมาะสมถูกต้องกับธรรมะเป็นหลัก

แต่ถ้าหัวหน้ารับฟังข่าวมาจากคนอื่น และรู้อยู่แล้วว่า เขาต้องการจะพูดอะไร จึงดักคอไม่ให้พูด หรือไม่อยากรับฟังซ้ำจากเขาอีก แล้วก็เริ่มอธิบายหรือชี้นำต่างๆ นานา แน่นอนว่า เขาย่อมจะไม่ยอมรับคำอธิบายหรือการชี้นำของหัวหน้า เพราะเขาต้องคิดว่า เขายังไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่น้อย หัวหน้ายังไม่เข้าใจความคิดของเขา แม้คำอธิบายหรือคำชี้นำจะฟังดูถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่กรณีที่เกี่ยวกับเขา จึงกลายเป็นเสียเวลาและเปล่าประโยชน์

          ตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้ารับฟังคำพูด รายงาน และความคิดเห็นที่เขาเปิดเผยออกมาจนหมดแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรค้างคาใจ จิตใจของเขาก็จะมีที่ว่าง เมื่อหัวหน้าอธิบายหรือชี้นำก็จะรับฟังและเข้าถึงจิตใจของเขาได้ เมื่อนั้น เขาก็จะรู้ตัวได้ว่า ตัวเองคิดผิดตรงไหน หรือการกระทำนั้นไม่ดีอย่างไร ซึ่งสามารถเข้าใจได้เร็ว และคำชี้นำที่หัวหน้ามอบให้แก่เขาก็จะประทับอยู่ในใจของเขาตลอดไป ด้วยเหตุนี้ การชี้นำจึงต้องมีความเป็นธรรมเป็นสำคัญ

          เช่น นาย ก. วิพากษ์วิจารณ์ นาย ข. และฟ้องหัวหน้า ว่า นาย ข.ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ หัวหน้าที่ใช้ไม่ได้ ก็จะเชื่อตามนั้น และชี้นำ นาย ข. ทันที  แต่หัวหน้าที่ดีจะต้องรับฟังจากทั้ง นาย ก. และนาย ข. แล้วค่อยวิเคราะห์ให้เข้าถึงธาตุแท้ของปัญหาเสียก่อน จึงอธิบายหรือชี้นำต่อทั้ง 2 คน มิฉะนั้นแล้ว นาย ข. ก็จะฟ้องหัวหน้าที่สูงขึ้นไปอีกว่า หัวหน้าของตนไม่มีความยุติธรรม เพราะรับฟังแต่คนที่เข้ามาตีสนิท

          แต่อย่าเข้าใจผิดไปว่า หัวหน้ามีหน้าที่เป็นศาลตัดสินว่าใครถูก ใครผิด เพราะการบอกว่าใครถูก ใครผิดนั้นเป็นวิธีการของสังคม  สำหรับทางด้านธรรมะแล้ว คนที่ทำไม่ดี ย่อมไม่ดีแน่นอน จึงต้องขอขมาต่อโงะฮนซน  ส่วนคนที่ถูกอีกฝ่ายต่อว่า ก็มีชะตากรรม เพราะตัวเองไม่ได้ทำอะไร อยู่ๆ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ผิดๆ  จึงควรจะสวดมนต์อธิษฐานขอขมาต่อโงะฮนซนว่า มีกรรมกลุ้มใจเรื่องที่ถูกคนอื่นเข้าใจผิด วิพากษ์วิจารณ์ และดูถูก ขอให้อดีตกรรมชั่วที่มีอยู่ในชีวิตหมดไปโดยเร็ว  นี่คือการมองด้วยสายตาของธรรมะ  แต่ถ้าไม่แก้ปัญหาด้วยวิธีการของธรรมะ แต่ใช้วิธีของสังคมแล้ว ระบบการก็จะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบสิ้น มีแต่การฟ้องกันไปฟ้องกันมา วิจารณ์กันไปวิจารณ์กันมา ในที่สุด ก็แตกสามัคคีกัน การเผยแผ่ธรรมก็จะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ  ดังนั้น ในการชี้นำนั้น  หลักก็คือ จะต้องรับฟังคำพูดของทุกฝ่าย ถ้ามีข้อมูลครบถ้วนแล้ว จึงจะแก้ไขปัญหาได้  จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่ชี้นำเก่งก็คือผู้ที่รับฟังเก่ง P

 

 

 

วันที่ 27 กันยายน

            อย่าลืมว่า การเคลื่อนไหวของพวกเราจะดำเนินด้วยความสุขุม ให้การชี้นำโดยสุขุม เพราะในการกระทำเช่นนี้เท่านั้นที่จะก่อเกิดเป็นความสว่างไสวที่ประทับอยู่ในส่วนลึกของจิตใจของสามัญชนได้

 

อธิบาย

การเคลื่อนไหวและการปฏิบัติของหัวหน้าที่ดำเนินการด้วยความสุขุม ไม่ใจร้อน ไม่ใช้อารมณ์ของตนเอง การให้คำชี้นำโดยสุขุม ไม่ชี้นำตามอำเภอใจ รับฟังรายงานของผู้อื่น ไม่คิดเองตัดสินใจเอาเองแล้ว การกระทำเหล่านี้ของหัวหน้าย่อมจะส่งผลดีต่อสมาชิกอย่างมากมาย  ตรงกันข้าม หัวหน้าที่เคลื่อนไหวหรือชี้นำอย่างวู่วาม ย่อมส่งผลกระทบทางด้านไม่ดีต่อสมาชิกอย่างแน่นอน จึงกล่าวได้ว่า สมาชิกจะมีความศรัทธาที่เข้มแข็งขึ้น ก้าวหน้าขึ้น และเจริญเติบโตขึ้นได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของหัวหน้า และการกระทำที่ดีเหล่านี้ก็จะก่อเกิดเป็นความสว่างไสวที่ประทับอยู่ในส่วนลึกของจิตใจของสมาชิกทั้งหลายและผู้คนในสังคมได้

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราควรจะดำเนินการปฏิบัติด้วยความสุขุมรอบคอบ มีการประพฤติปฏิบัติ และกิริยามารยาทที่เป็นแบบอย่างที่ดีในทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกโอกาส  พวกเราควรจะระลึกไว้เสมอว่า สันดานนิสัยของมนุษย์นั้น เมื่อเราดำเนินการเคลื่อนไหว ให้คำชี้นำ คบค้าสมาคม ด้วยกิริยามารยาทที่เราคิดว่าดีเลิศต่อผู้อื่นนั้น ส่วนใหญ่ผู้อื่นจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา  ดังนั้น ถ้าเราปฏิบัติแบบธรรมดาๆ ผู้อื่นก็จะรู้สึกไม่พอใจ หรือคิดว่าหัวหน้าคนนี้อวดดี ไม่มีมารยาท และเราก็ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจของผู้อื่นได้ เราก็คิดว่าเราทำดีมากแล้ว แต่เรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่ความคิดของเราเอง ในขณะที่อีกฝ่ายกลับไม่ได้คิดแบบเรา  ดังนั้น จึงต้องพยายามเข้าใจความรู้สึกและสถานภาพของอีกฝ่ายให้ดี และพูดคุยหรือส่งเสริมกำลังใจโดยเหมาะสมแก่เขา  ถ้าเราลืมหรือไม่สนใจความคิดของอีกฝ่าย ถือเอาตัวเองเป็นหลักและพูดคุยหรือชี้นำส่งเสริมกำลังใจมากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถสร้างความประทับใจที่ลึกซึ้งแก่เขา

การเคลื่อนไหวด้วยความสุขุมก็ดี การชี้นำโดยสุขุมก็ดี จะเกิดขึ้นได้จากความศรัทธาและความเมตตารักใคร่ต่อผู้อื่น  ถ้าความศรัทธาอ่อนแอ ไม่มีความเมตตารักใคร่ต่อผู้อื่นและไม่มีสามัญสำนึกแล้ว ย่อมไม่มีความสุขุมรอบคอบ จึงใช้แต่อารมณ์หรือความนึกคิดของตนเองเป็นหลัก  ดังนั้น ขอให้มีการปฏิบัติและการดำเนินการเคลื่อนไหวที่เป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งสร้างความประทับใจไว้ในส่วนลึกของหัวใจของสมาชิกให้ได้ด้วย P

 

 

 

วันที่ 26 กันยายน

            ขอให้สร้างอบรมสมาชิกผู้ยิ่งใหญ่อย่างรอบคอบเป็นรายบุคคล และทำให้ทุกคนกลายเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์โดยไม่มีตกหล่นแม้แต่คนเดียว

 

อธิบาย

สมาชิกของสมาคม ซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ แต่ละคนล้วนมีความแตกต่างกัน แม้แต่ละคนในครอบครัวเดียวกัน ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว  เมื่ออยู่ร่วมกัน จึงอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ง่าย  ดังนั้น การทำให้ผู้คนเหล่านี้ร่วมมือกันเพื่อการเผยแผ่ธรรมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย  ด้วยเหตุนี้ รากฐานของการชี้นำก็คือ ให้การเอาใจใส่ ให้ความกระจ่างเป็นรายบุคคล และนำไปสู่การเป็นผู้นำที่แท้จริง การคิดว่า สร้างอบรมโดยรวมๆ แล้วทั้งหมดก็จะสามารถเป็นผู้นำที่แท้จริงได้นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ในหมู่สมาชิก บางคนได้ฟังธรรม ได้รับการชักชวนแนะนำธรรมแล้ว ไม่สนใจ ปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับ จนผ่านไป 10 ปี 15 ปี แล้วค่อยเข้ามาปฏิบัติศรัทธาก็มี บางคนรับฟังแล้วสนใจปฏิบัติศรัทธาและรับโงะฮนซนทันทีก็มี บางคนไม่ได้ศรัทธา แต่คุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติศรัทธา เมื่อมียุวชนไปเยี่ยมเยียนที่บ้าน เชิญไปร่วมประชุม แล้วจึงเริ่มศรัทธาก็มี บางคนแม้จะรับโงะฮนซนแล้ว แต่ไม่สวดมนต์ ทิ้งไว้ 5 ปี 10 ปี จึงฟื้นความศรัทธาขึ้นมาใหม่ก็มี บางคนปฏิบัติศรัทธาแล้วได้รับประสบการณ์มากมายก็มี บางคนศรัทธามานาน แต่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็มี บางคนรับฟังธรรมะอย่างว่านอนสอนง่าย บางคนดื้อรั้น ยึดมั่นในความคิดของตนเองก็มี บางคนขยันขันแข็งทำงานพระ บางคนเกียจคร้าน ถ้าหัวหน้าไม่เชิญ ก็ไม่ไปประชุม ถ้าหัวหน้าไม่ตักเตือน ก็ไม่สวดมนต์เช้าเย็น บางคนมีจิตใจแสวงหาธรรม ขยันหมั่นเพียรศึกษาค้นคว้าธรรมนิพนธ์ก็มี  ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย  ด้วยเหตุนี้ ถ้าหัวหน้าจะสร้างอบรมผู้นำ ก็จะต้องมีความรอบคอบ มีความอดทน และใช้เวลาในการแนะนำ ให้ความเอาใจใส่ โดยเหมาะสมกับนิสัยของแต่ละคนๆ ซึ่งบางคนก็อาจจะเข้าใจได้เร็ว บางคนเข้าใจได้ช้า   ถ้าหัวหน้าใจร้อน สนใจเฉพาะคนที่เข้าใจเร็ว เรียนรู้เร็ว ทิ้งคนที่เข้าใจช้า เรียนรู้ช้า แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดมีสิทธิจะเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้ก็ตาม แต่ก็ไม่มีโอกาสปรากฏออกมา จึงกลายเป็นไม่มีผู้นำ

เช่น ในห้องเรียนหนึ่ง มีนักเรียน 50 คน เมื่อครูสอนเสร็จ ก็ให้นักเรียนทดลองทำข้อสอบ ปรากฏว่า บางคนได้ 100 คะแนน บางคนได้ 80 คะแนน บางคนได้ 50 คะแนน บางคนได้ 30 คะแนน บางคะแนนไม่ได้คะเนน ทั้งๆ ที่คุณครูสอนเนื้อหาในหนังสือเล่มเดียวกัน ฟังพร้อมๆ กัน แต่นักเรียนก็มีความเข้าใจต่างกัน บางคนเข้าใจปรุโปร่ง บางคนไม่ค่อยเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ ถ้าในสังคมแล้ว คนที่ได้ 80 คะแนนขึ้นไปก็จะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนระดับสูงขึ้นไป ส่วนคนที่ได้ 50 คะแนน หรือต่ำกว่านี้ก็หมดหวัง

แต่สำหรับทางด้านความศรัทธาแล้ว ถือว่าทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขทุกคน มีสิทธิบรรลุพุทธภาวะได้ แม้จะไม่ฉลาด ไม่เข้าใจ ก็ไม่ทอดทิ้งไปเด็ดขาด หน้าที่ของหัวหน้าหรือผู้อาวุโสก็คือ ช่วยให้ผู้ศรัทธาทั้งหมดได้ 100 คะแนน คือบรรลุพุทธภาวะนั่นเอง เพราะอานุภาพของโงะฮนซนนั้นเหมือนกัน พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า การสวดมนต์ของพระพุทธะกับของลูกศิษย์ ไม่มีความแตกต่างกันแม้แต่น้อย เพราะเงิน 1 บาทในมือของพระพุทธะ กับเงิน 1 บาทของลูกศิษย์มีมูลค่าเท่ากัน ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่สวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวต่อโงะฮนซน จะสามารถได้รับผลบุญเช่นเดียวกัน  แต่ที่มีความแตกต่างกันก็อยู่ที่ท่าทีจิตใจหรือหนึ่งขณะจิตของความศรัทธา ที่ว่า มีความศรัทธาแบบไหน มีความศรัทธาถูกต้อง มีความศรัทธาแบบหลงผิด มีความศรัทธาแบบงมงาย มีความศรัทธาแบบเอาหน้าเอาตา อวดดี อยากได้ชื่อเสียง ศรัทธาแบบพึ่งพาโงะฮนซน แต่ตัวเองไม่ทำอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ หัวหน้าจะต้องอดทนเรียนรู้นิสัยของสมาชิกแต่ละคน ชี้นำให้เหมาะสมแก่เขา ทำให้เข้าสู่เส้นทางของการศรัทธาที่แท้จริง เพราะในสมัยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเข้ามาศรัทธาด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ย่อมจะต้องมีความสัมพันธ์กับพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน มีภาระหน้าที่เฉพาะตัว เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่รู้สำนึกในภาระหน้าที่ ดังนั้น จึงต้องสร้างอบรมด้วยความอดทนและเอาใจใส่อย่างละเอียดรอบคอบโดยใช้เวลายาวนาน  เพราะแท้จริงแล้ว พวกเราทั้งหมดก็คือเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาตั้งแต่สมัยอนาทิกาล ดังนั้น ถ้าเขาเจ็บ เราก็เจ็บด้วย ถ้าเขาดีใจ เราก็ดีใจด้วย ซึ่งเป็นเสมือนบุคคลในครอบครัวสมาคมสร้างคุณค่า และลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินทั้งนั้น

ในปรินิรวาณสูตรกล่าวว่า พระพุทธองค์ทรงห่วงใยต่อพระเทวทัต พระอานนท์จึงกราบทูลถามว่า พระพุทธองค์ควรจะยุติธรรม ถ้าห่วงพระเทวทัต ก็จะต้องห่วงพวกข้าพระองค์ทั้งหมดด้วย จึงจะถูกต้อง พระพุทธะทรงตอบว่า ถ้าในครอบครัวหนึ่งมีบุตร 10 คน มี 9 คนสุขภาพแข็งแรง และป่วยหนัก 1 คน แน่นอนว่า พ่อแม่ย่อมรักลูกมากเท่าๆ กันทั้งหมด 10 คน แต่ก็จะต้องเอาใจใส่ลูกคนที่ป่วย ไม่ทอดทิ้งลูกคนที่ป่วย ก็เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่ไม่สนใจลูกอีก 9 คน ถ้าเช่นนั้น การที่พระพุทธะทรงห่วงใยพระเทวทัตจะเรียกว่าไม่ยุติธรรมได้หรือไม่

พวกเราก็เช่นกัน ยิ่งคนที่ศรัทธาอ่อนแอ ดื้อรั้น เราก็จะต้องยิ่งสวดมนต์ให้มากเป็นพิเศษ และอธิษฐานต่อโงะฮนซน ให้เขามีความศรัทธาที่เข้มแข็งและถูกต้อง เพราะคนอื่นที่ไม่ดื้อนั้น ดีกว่าเขาอยู่แล้ว จึงชี้นำได้ง่ายกว่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ก็จะต้องเอาใจใส่ด้วยความอดทน และอธิษฐานอย่างถ้วนถี่ นี่คือความเมตตากรุณาของพระนิชิเร็นไดโชนิน พระพุทธะแห่งสมัยธรรมปลาย P

 

 

 

 

วันที่ 25 กันยายน

            เอาล่ะ ฤดูใบไม้ร่วงที่รอคอยก็มาถึงแล้ว ดังนั้น ขอให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นอีกหนึ่งก้าวในด้านการอ่านและการเขียนทั้งหมด

 

อธิบาย

ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงเวลาที่อากาศสดชื่นและเหมาะแก่การศึกษาหรือเล่าเรียน ดังนั้น ผู้ที่อยากจะศึกษาเล่าเรียนจึงรอคอยให้ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงโดยเร็ว  ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวว่า ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูของการศึกษา ซึ่งการศึกษาก็มีพร้อมการอ่านและการเขียน แต่ในสังคมทั่วไป จะพบว่า คนที่พูดเก่ง อาจจะเขียนไม่เก่ง คนที่อ่านเก่ง อาจจะพูดไม่เก่ง ซึ่งการมีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ทั้งด้านการอ่านและเขียนจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก 

แต่อาจารย์อิเคดะชี้นำว่า ผู้นำในอนาคตจำเป็นต้องพูดเก่ง อ่านเก่ง และเขียนเก่งด้วย  ดังนั้น ถ้าไม่เก่งด้านใดด้านหนึ่ง หรือไม่ชอบด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะต้องพยายามท้าทายส่วนที่ขาดนั้นให้เต็มที่ จึงจะเป็นผู้นำที่แท้จริง เพราะแม้ผู้นำจะรู้ธรรมะมากก็ตาม แต่ถ้าไม่สามารถชี้แจงหรือแนะนำให้สมาชิกทั้งหลายมีความศรัทธาเข้มแข็งขึ้น มีกำลังใจมากขึ้นแล้ว ธรรมะมากมายที่ตัวเองรู้ก็เป็นแค่รู้อยู่กับตัวเองเท่านั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ก็เท่ากับเป็นผู้นำที่เห็นแก่ตัว ไม่เอาใจใส่ต่อผู้อื่น

ส่วนคนที่พูดเก่ง แต่อ่านไม่เก่ง เขียนไม่เก่ง ก็แสดงว่า คำพูดของเขาไม่มีรากฐานที่ลึกซึ้งของธรรมะ มีแต่คำพูดลอยๆ ไร้สาระ ซึ่งไม่มีธรรมะเป็นรากฐาน ใช้แต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก  ดังนั้น แม้จะพูดเก่ง ชี้แจงได้ดี แต่ก็ไม่สามารถเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องของการชี้นำได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อวดดี เข้าใจผิดว่า ใครๆ ก็ชอบคำพูดของเรา ใครๆ ก็อยากจะฟังเราพูด แต่ทั้งหมดที่พูดมานั้น ไม่มีเนื้อหาสาระ เพราะไม่ชอบอ่านธรรมนิพนธ์ จึงไม่รู้ธรรมะที่ลึกซึ้ง จึงมีแต่คำพูดที่มาจากความคิดของตนเองเท่านั้น

ส่วนเรื่องเขียนก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เพราะอาจจะอ่านเก่ง พูดเก่ง  แต่คำพูดที่พูดออกไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรเหลือไว้เป็นหลักฐาน  ถ้าพูดผิดไปแล้ว ก็ไม่สามารถแก้ไขได้  หรือเลือกอ่านแต่หนังสือที่เข้าใจง่าย  เรื่องที่เข้าใจยากก็ไม่ชอบ จึงไม่อ่าน  หรือแม้จะพยายามอ่านธรรมนิพนธ์ แต่ก็เข้าใจแค่ผิวเผิน ไม่ลึกซึ้ง ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของข้อความที่อ่าน อย่างไรก็ตาม เรื่องการเขียนนั้น เมื่ออ่านหนังสือ ศึกษาค้นคว้าแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะเขียนออกมาได้อย่างง่ายๆ  เพราะการพูดนั้นง่ายกว่า แต่การเขียนนั้น จะต้องสะสางความนึกคิดของตนเอง และคิดให้เป็นระบบ จึงจะเขียนขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม ผู้นำที่แท้จริงจะต้องพูดเก่ง อ่านเก่ง เขียนเก่ง นี่คือข้อแม้ที่สำคัญ ดังนั้นจะต้องพยายามท้าทายต่อข้อจำกัดของตัวเอง และเพิ่มขีดความสามารถของตนเองให้มากขึ้นดังนั้น คนที่พูดไม่เก่ง อ่านไม่เก่ง เขียนไม่เก่ง ก็จะต้องพยายามต่อสู้กับข้อจำกัดของตนเอง จนสามารถพูดได้เก่ง อ่านเก่ง และเขียนเก่ง  ซึ่งไม่ว่าพวกเราจะทำอะไรก็ตาม ก็จะต้องต่อสู้ท้าทายกับข้อจำกัดของตนเอง และก้าวหน้ามากขึ้นอีกก้าวหนึ่งให้ได้  นี่แหละคือลักษณะของการศรัทธาของผู้นำที่แท้จริง P

 

 

 

วันที่ 24 กันยายน

            การชี้นำไม่ใช่เป็นเพียงแค่การส่งเสริมกำลังใจเท่านั้น การชี้นำก็คือการแสดงความเมตตากรุณาให้ปรากฏออกมา และทำให้ผู้อื่นมีความเชื่อมั่นได้อย่างเด็ดขาด

 

อธิบาย

การชี้นำเป็นสิ่งสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้า หมายความว่า จะต้องรับผิดชอบทำให้ผู้ที่มีปัญหา มีความทุกข์ยากลำบากเข้าใจถึงวิธีและเส้นทางของการศรัทธาที่ถูกต้อง  แม้ว่าการส่งเสริมกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีความทุกข์หรือมีปัญหานั้นเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่แค่การส่งเสริมกำลังใจเท่านั้นก็ยังไม่ใช่การชี้นำที่สมบูรณ์ รากฐานของการชี้นำทางด้านธรรมะของเราก็คือ ชี้นำให้ไปสู่โงะฮนซน แต่แม้จะหันหน้าต่อโงะฮนซนและสวดมนต์ต่อโงะฮนซนก็ตาม ถ้าหนึ่งขณะจิตหรือความนึกคิดหรือการอธิษฐานไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความศรัทธาที่ถูกต้องและสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว ก็ไม่อาจมีจังหวะชีวิตที่สอดคล้องกับชีวิตของโงะฮนซนได้  ถ้าได้รับคำชี้นำและสามารถรู้ถึงวิธีการศรัทธาที่ถูกต้องและสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว ชีวิตของเรากับชีวิตของโงะฮนซนก็จะสามารถมีกระแสจิตถึงกันได้ ทำให้สามารถปรากฏผลสำเร็จได้

เช่น ในอากาศมีคลื่นวิทยุอยู่ เมื่อพวกเราต้องการฟังรายการของสถานีอะไร ก็หมุนให้ตรงกับคลื่นของสถานีนั้น ก็จะสามารถได้รับฟังรายการที่ต้องการได้  ถ้าปรับไม่ตรงกับช่องที่ต้องการแล้ว แม้จะมีเครื่องเสียงดี ก็เปล่าประโยชน์ 

ดังนั้น กล่าวได้ว่า รากฐานของการชี้นำก็คือ สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาต่างๆ นั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นมาจากภายในชีวิตของเราเอง กล่าวคือ เมื่อมีเหตุของปัญหาซ่อนอยู่ในชีวิตของเราแล้ว ผลของเหตุนี้ก็มีพร้อมอยู่ในชีวิตของเราด้วย  ซึ่งการสร้างเหตุนั้นมีได้ทั้งจากอดีตชาติหรือชาตินี้ ขณะที่เราสร้างเหตุ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผลก็จะเกิดขึ้นพร้อมกันในชีวิตด้วย นี่คือหลักเหตุผลด้านธรรมะที่แท้จริง 

ในเมื่อชีวิตของเรามีทั้งเหตุที่ดีและเหตุที่ไม่ดี ก็ย่อมจะต้องมีพร้อมทั้งผลที่ดีและผลที่ไม่ดีเพียงแต่ว่า เมื่อยังไม่พบปัจจัยก็จะไม่แสดงผลตอบสนองออกมา แต่เมื่อพบปัจจัย เช่น ไฟไหม้บ้าน ถูกขโมยขึ้นบ้าน บริษัทเลิกกิจการ ลูกเจ็บป่วย สามีติดเหล้า ภรรยาติดการพนัน ฯลฯ เราจึงกลุ้มใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น หรือรู้สึกเสียใจ เป็นทุกข์ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะผลที่ซ่อนอยู่ในชีวิตได้แสดงปรากฏออกมา 

แนวคิดลักษณะนี้คนในสังคมทั่วไปจะไม่เข้าใจ สมาชิกธรรมดาส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจ โดยคิดและเข้าใจแต่เพียงว่า สามีติดเหล้า สามีไม่ดี เพื่อนฉ้อโกง เพื่อนไม่ดี ข้างบ้านเป็นต้นเพลิง เพื่อนบ้านไม่ดี หรือประสบอุบัติเหตุถูกรถชน คนขับรถไม่ดี ส่วนตัวเรานั้นทำถูกต้องทุกอย่าง มีแต่คนอื่นที่ทำไม่ดีต่อเรา ซึ่งสมาชิกที่มาขอรับคำชี้นำส่วนตัว ทั้งหมดจะเอาแต่บอกว่าคนอื่นไม่ดี ไม่มีใครบอกว่าตัวเองไม่ดี  ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีหัวหน้าที่มีความเมตตากรุณาให้การช่วยเหลือสมาชิก โดยให้คำชี้นำอย่างถูกต้องเต็มที่เพื่อให้เข้าใจถึงความศรัทธาที่แท้จริงโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้ว่าสมาชิกจะสวดมนต์เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาก็ตาม แต่สวดมนต์ด้วยจิตใจที่ต่อว่าสามีไม่ดี ภรรยาไม่ดี ลูกไม่ดี เพื่อนไม่ดีแล้ว ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัญหาจากขั้นรากฐานได้ 

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญในการชี้นำที่แท้จริงก็คือ ให้เขาเกิดความเข้าใจว่า ธรรมะที่แท้จริงคืออะไร และให้เขาสามารถเข้าใจได้ว่าความนึกคิดที่ผ่านมานั้นล้วนเป็นความเข้าใจผิดๆ นับจากวันนี้เป็นต้นไป เมื่อเข้าใจสาเหตุแล้ว ก็จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงความนึกคิดเสียใหม่ พร้อมกับบังเกิดความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซนอย่างลึกซึ้งได้ เมื่อเขาสามารถเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงเช่นนี้ได้แล้ว จึงค่อยส่งเสริมกำลังใจต่อความศรัทธา เช่นนี้แล้ว สมาชิกคนนี้ก็จะสามารถมีความศรัทธาเข้มแข็งมากขึ้น และปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ ในที่สุด ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ นานาได้อย่างแน่นอน

สรุปว่า รากฐานก็คือ พยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน โดยขอขมาต่อเหตุหรือกรรมชั่วที่ได้เคยสร้างมา พร้อมกับขอบคุณต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะทำให้เราสามารถรู้ตัวถึงสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งเราอาจจะต้องรับผลกรรมโดยหนัก แต่ก็ได้รับโดยเบาและจะสามารถหมดไปได้ จึงรู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซน รวมทั้งการที่ได้รับคำชี้นำจากหัวหน้าแล้ว สามารถตระหนักถึงภาระหน้าที่ในฐานะโพธิสัตว์จากพื้นโลก ที่เกิดมาในชาตินี้เพื่อการเผยแผ่ธรรม จึงตั้งใจแน่วแน่ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะดำเนินชีวิตโดยบรรลุภาระหน้าที่ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก และพยายามต่อสู้ต่อไปเพื่อการเผยแผ่ธรรม ถ้าเข้าใจประเด็นหลักๆ 3 ข้อนี้ได้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ไม่ว่าปัญหาหรือชะตากรรมจะหนักหนาเพียงใด ก็สามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน

แต่ถ้าหัวหน้าไม่มีความเมตตากรุณา ก็ย่อมไม่สามารถชี้นำได้อย่างถูกต้อง  ดังนั้น หัวหน้าเองจะต้องมีความศรัทธาที่เข้มแข็งขึ้นในทุกๆ วัน นี่คือเรื่องที่สำคัญมาก เพราะถ้าความศรัทธาของหัวหน้าเฉื่อยชาแล้ว ย่อมไม่สามารถทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่นต่อโงะฮนซน  หัวหน้าจึงต้องพยายามสวดมนต์ พยายามศึกษาค้นคว้าธรรมะ และสร้างพลังเป็นพลังในการชี้นำ  ถ้าเอาแต่ชี้นำเพียงแค่ว่า นี่คือกรรมของคุณ ดังนั้น คุณต้องสวดมนต์มากๆ ถือว่าหัวหน้าคนนี้ไม่มีสิทธิ์เป็นหัวหน้า  เป็นหัวหน้าที่ไม่มีเมตตากรุณา

อนึ่ง เวลาที่ชี้นำคนอื่น ก็เท่ากับกำลังชี้นำตัวเองอยู่ ทำให้เราสามารถซาบซึ้งถึงพลังและอานุภาพของโงะฮนซนได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น การปฏิบัติเพื่อผู้อื่นจึงมีพร้อมการปฏิบัติเพื่อตนเองอยู่ด้วย P

 

 

 

วันที่ 23 กันยายน

            จงลุกขึ้นยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว จงอย่าปล่อยไปตามความเฉื่อยชา จงสร้างแต่ละคนให้เป็นศูนย์กลาง

อธิบาย

การยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียวนั้นหมายความว่า ไม่มีจิตใจที่พึ่งพาอาศัยผู้อื่นนั่นเอง ซึ่งการต่อสู้หรือหน้าที่ของเรานั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเรารับผิดชอบเองทั้งหมด นี่คือลักษณะของโพธิสัตว์จากพื้นโลกและลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน แต่เรื่องนี้ ถ้าไม่มีจิตใจกล้าหาญแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะสันดานนิสัยของมนุษย์ทั่วไปนั้น ถ้าไม่มีใครดู ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครสนใจ และอยู่เองตามลำพังแล้ว ก็พาลจะเกียจคร้านได้โดยง่าย ไม่มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ไม่ทำตามหน้าที่  เพราะทำหรือไม่ทำ ก็ไม่มีใครยกย่องชมเชย ดังนั้น จะทำหรือไม่ทำก็คิดว่ามีค่าเท่ากัน  ซึ่งมีความคิดในลักษณะนี้  ดังนั้น ผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบจึงมักจะดำเนินชีวิตโดยปล่อยให้เป็นไปตามความเฉื่อยชา วันนี้ไม่ทำ ก็อ้างว่า เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำก็แล้วกัน แต่แล้ว พรุ่งนี้ก็ไม่ได้ทำอีก ก็อ้างว่า เอาไว้มะรืนนี้ค่อยทำก์แล้วกัน ซึ่งผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งพ่ายแพ้ต่อตัวเอง นี่คือลักษณะของชีวิตที่ยอมแพ้ต่อมาร

แต่ถ้าพวกเรารู้จักหลักเหตุผลทางด้านธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลที่เข้มงวดของปรัชญาชีวิตที่แท้จริงแล้ว ก็จะไม่ดำเนินชีวิตในลักษณะนี้อย่างเด็ดขาด เช่น พระนิชิเร็นไดโชนินสอนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า ตั้งแต่พวกเราเกิดมา ก็มีเทพสององค์ประทับอยู่ที่บ่าซ้ายขวาของเขา ชื่อเกิดพร้อมกัน (โดโช) และชื่อเดียวกัน (โดเมียว) โดยจะทำหน้าที่รายงานการกระทำ ความนึกคิดทั้งหมดของเราต่อโงะฮนซน  ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ แต่โงะฮนซนรู้  แม้เราจะหลอกลวงคนอื่นได้ แต่ไม่สามารถหลีกหนีจากกฎที่เข้มงวดของธรรมะไปได้ 

ด้วยเหตุนี้ ถ้าทุกวันเราพยายามต่อสู้ด้วยตัวเองและไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเองแล้ว สภาพชีวิตของเราก็จะอยู่ในโลกโพธิสัตว์ โลกพุทธะ ทุกวันทุกเวลาก็จะมีชีวิตชีวา มีความสดชื่นร่าเริง และสามารถดำเนินชีวิตด้วยความก้าวหน้า  ถ้าไม่พ่ายแพ้มาร ไม่พ่ายแพ้สิ่งแวดล้อม ไม่พ่ายแพ้อุปสรรคหรือชะตากรรม ก็แสดงว่า เมื่อมีความทุกข์มากมายเพียงใด ก็เหมือนกับไม่มี เพราะถึงแม้จะพบกับอุปสรรคหรือความทุกข์ ก็ไม่ถูกกระทบกระเทือน ไม่ถูกทำให้กลุ้มใจ ไม่ถูกทำให้เจ็บใจ ไม่ถูกทำให้ทุกข์ทรมานใจ

ดังเช่น กระเป๋าที่มีน้ำหนัก 20 กิโลกรัม เด็กจะหิ้วไม่ไหว หรือแม้จะเป็นผู้ใหญ่ แต่ร่างกายเจ็บป่วย อ่อนแอ หรือเป็นคนสูงอายุ ก็หิ้วไม่ไหวเช่นกัน แต่ถ้าเป็นคนวัยฉกรรจ์ ร่างกายแข็งแรง ก็จะสามารถหิ้วได้สบายๆ ไม่รู้สึกหนัก  ดังนั้น การพบกับอุปสรรคก็ดี การพบกับชะตากรรมก็ดี การประสบกับอุบัติเหตุก็ดี เรื่องต่างๆ เหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่พบ ถ้าพลังชีวิตอ่อนแอ เรื่องเพียงแค่เล็กๆ น้อยๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่และกลุ้มใจ หนักใจ  แต่ถ้าศรัทธาเข้มแข็ง มีชีวิตชีวา พลังชีวิตเข้มแข็งแล้ว ก็จะมีจิตใจกล้าหาญที่จะท้าทายสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้น แม้จะมีก็เสมือนหนึ่งไม่มี จึงไม่กลุ้มใจ และยืนหยัดขึ้นต่อสู้ท้าทายโดยไม่ถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งต่างๆ ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นยังจะทำให้มีความศรัทธาเข้มแข็งมากขึ้น มีการดำเนินชีวิตที่ก้าวหน้ามากขึ้น ไม่ปล่อยตัวไปตามยถากรรม หรือดำเนินชีวิตอย่างเฉื่อยชา 

แต่เรื่องนี้ อย่าเข้าใจผิดว่า เฉพาะหัวหน้าทำก็พอแล้ว  สมาชิกทั้งหมดควรจะต้องรู้ตัวและมีความเชื่อมั่นเช่นนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ  เมื่อนั้น ระบบการของเราก็จะสามารถมีความสามัคคีที่เป็นปึกแผ่นได้ ดังนั้น ก่อนอื่น หัวหน้าก็ดี ตัวเราเองก็ดี จะต้องยืนหยัดขึ้นเสียก่อน และพยายามทำให้สมาชิกแต่ละคนๆ สามารถยืนหยัดขึ้นมา นี่คือการสร้างแต่ละคนให้เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั่นเอง

เรื่องนี้หมายความว่า ถ้าพวกเราคิดว่า เราเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสมาคม แสดงว่าเรากำลังคิดผิด  ที่ถูกก็คือ เราควรจะมีความเชื่อมั่นและตัดสินใจแน่วแน่ว่า สมาคมทั้งหมดอยู่ในตัวเรา เราเป็นตัวแทนของสมาคม ทุกสิ่งทุกอย่างจึงรับผิดชอบด้วยตัวเราเอง  เจตนารมณ์นี้ก็คือการยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว  ซึ่งจะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้สำเร็จ  แต่ถ้าพึ่งพาอาศัยผู้อื่น แม้จะศรัทธามานานหลายปี ก็ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองได้ เพราะไม่มีความรับผิดชอบ  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์อิเคดะจึงเคยกล่าวไว้ว่า การรับผิดชอบเท่ากับการรู้แจ้ง   ดังนั้น ผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบจึงไม่มีโอกาสที่จะบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต  ดังนั้น คำชี้นำนี้จึงนับว่าเป็นกระดูกสันหลังของเจตนารมณ์ของสมาคมของเรา

ฉะนั้น ตัวเราจะต้องลุกขึ้นยืนหยัดเสียก่อน และทำให้ผู้อื่นยืนหยัดด้วย นี่คือการปกป้องตนเอง พร้อมกับปกป้องโงะฮนซนและสมาคมของเรา ซึ่งเป็นการสร้างบุญวาสนาได้อย่างมากมายนั่นเอง  ถ้าไม่สนใจผู้อื่น มีแต่ความเห็นแก่ตัว ก็มีบุญวาสนาน้อย  ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “จงสร้างแต่ละคนให้เป็นศูนย์กลาง” P

 

 

 

วันที่ 22 กันยายน

            เรื่องการต่อสู้ร่วมกันนั้น ก่อนอื่น จะต้องมีความใกล้ชิดกันด้วยการติดต่อสื่อสารถึงกัน นี่คือการปฏิบัติแห่งต่างกายใจเดียว ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น และปกป้องสมาคม

 

อธิบาย

พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อความสุขของตัวเองเท่านั้น จะต้องเพื่อความสุขของผู้อื่นด้วย นี่คือเป้าหมายหรือเจตนารมณ์ของสมาคม 

ในการปฏิบัติศรัทธาด้วยการพยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซนให้ตัวเองมีความสุขนั้น โลกโพธิสัตว์ที่อยู่ในชีวิตของเราก็จะยังไม่ปรากฏออกมา  แต่เมื่อพวกเราพยายามทำงานพระเพื่อความสุขของผู้อื่น การกระทำเช่นนี้จะทำให้โลกโพธิสัตว์ภายในชีวิตของเราปรากฏออกมาได้

เมื่อโพธิสัตว์มีการลงมือปฏิบัติแล้ว ก็จะมีมารเกิดขึ้นมาเพื่อขัดขวางอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวของสมาคม หรือการปฏิบัติศรัทธาของเราทุกๆ วัน ทุกๆ เวลา จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพระพุทธะกับมาร  ซึ่งในระหว่างการต่อสู้นี้ สิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่สุดก็คือ การติดต่อหรือรายงานอย่างใกล้ชิดกันอยู่เสมอ

ยกตัวอย่างว่า ในโลกของการเงิน อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตอนเช้าอาจจะเป็นราคาหนึ่ง แต่ตอนเย็นอาจจะเป็นอีกราคาหนึ่งที่ต่างกันมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน ย่อมต้องการความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น เพราะหากช้าไป ก็อาจจะขาดทุนมหาศาลได้  ดังนั้น การติดต่อสื่อสารในวงการเช่นนี้จึงส่งผลต่อกำไรหรือขาดทุน จากยาจกให้กลายเป็นเศรษฐีได้ หรือจากเศรษฐีกลายเป็นยาจกก็ได้

ทางด้านธรรมะของพวกเราก็เช่นกัน  มีการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรม มีการต่อสู้เพื่อการบำเพ็ญเพียร ในระหว่างการต่อสู้นี้  หากระหว่างหัวหน้าด้วยกัน หรือระหว่างหัวหน้ากับสมาชิกไม่มีการติดต่อสื่อสารกันแล้ว ก็จะกลายเป็นต่างกายต่างใจ ไม่สามารถมีต่างกายใจเดียว การปฏิบัติในลักษณะนี้ แม้ว่าจะพยายามปฏิบัติกันอย่างเต็มที่ ก็จะพ่ายแพ้มารได้ง่าย เพราะต่างคนต่างคิดเอง ทำเอง ไม่มีการติดต่อประสานงานกัน จึงไม่สามารถรักษาปกป้องสมาคม ไม่สามารถปกป้องสมาชิก มีแต่ความวุ่นวายมากขึ้น ต่างคนต่างก็จะวิพากษ์วิจารณ์กัน โต้เถียงกัน ทะเลาะกัน เกลียดชังต่อกัน เช่นนั้นแล้ว ระบบการก็จะอ่อนแอไปในที่สุด  หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้แล้ว เป้าหมายอันยิ่งใหญ่เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลย่อมไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ ดังนั้น การต่อสู้ในทุกวันนี้จึงต้องพยายามใกล้ชิดต่อกันด้วยการติดต่อสื่อสารถึงกัน นี่คือวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องของสมาคมเรานั่นเอง ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้จะพยายามปฏิบัติอย่างเต็มที่ขนาดไหน ก็จะกลายเป็นการหมุนโดยว่างเปล่า P

 

 

 

 

วันที่ 21 กันยายน

            เรื่องการให้คำชี้นำแก่ครอบครัวนั้น หัวหน้าเองจะต้องพยายามปรึกษาหารืออย่างรอบคอบเป็นการตัวต่อตัว สิ่งนี้จะสามารถเริ่มต้นก่อสร้างความสุขส่วนตัวขึ้นมาได้สำเร็จ

 

อธิบาย

การชี้นำทางด้านธรรมะนั้น แม้ว่าหลักเหตุผลของธรรมะจะมีอยู่ก็จริง แต่หลักเหตุผลนั้นจะต้องมีการประยุกต์ให้เหมาะสมกับแต่ละกรณี แต่ละสถานการณ์ หรือความเข้าใจของผู้รับคำชี้นำ  ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้จะเป็นคำชี้นำที่ใช้ธรรมะที่ถูกต้องก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถมีคุณค่าหรือแก้ไขปัญหาให้แก่เขาได้  ดังนั้น หัวหน้าจึงต้องยึดถือหลักเหตุผลทางด้านธรรมะเป็นพื้นฐาน แล้วตั้งใจรับฟังเรื่องราวของสมาชิก และประยุกต์คำชี้นำให้เหมาะสมแก่รายบุคคล จึงจะเป็นการชี้นำที่ถูกต้อง

แต่บางที หัวหน้าที่ไม่รู้หลักเหตุผลของธรรมะ อีกทั้งไม่รู้หลักของการชี้นำ จึงได้แต่ชี้นำว่า เรื่องนี้เป็นกรรมของคุณ คุณจะต้องพยายามสวดมนต์ จึงจะแก้ไขได้  ปรากฏว่า ผู้ทึ่ได้รับคำชี้นำจากหัวหน้านำไปปฎิบัติตาม ก็ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ เมื่อกลับไปหาหัวหน้า ก็ถูกต่อว่า โดยบอกว่า ความศรัทธาของคุณอ่อนแอ คุณสวดมนต์น้อยไป จะต้องสวดมนต์ให้มากกว่านี้  เมื่อสมาชิกนำกลับไปปฏิบัติแล้วไม่ได้ผลอีก ก็จะเกิดความสงสัยว่า ทำไมทำตามคำชี้นำของหัวหน้าแล้วยังแก้ไขไม่ได้ ยังทุกข์ไม่หาย จึงพลอยสงสัยอานุภาพของโงะฮนซน ดังนั้น การชี้นำส่วนตัวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

จริงอยู่ การชี้นำว่าคุณมีกรรม จะต้องพยายามสวดมนต์ จึงจะชำระล้างอดีตกรรมชั่วได้นั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ตาม แต่ความนึกคิดเกี่ยวกับการอธิษฐานต่อโงะฮนซนอาจจะไม่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แม้จะพยายามปฏิบัติมากขนาดไหน ก็ดูเหมือนสูญเปล่า เช่น ถ้ากลัดกระดุมเสื้อผิดในเม็ดแรกแล้ว  แม้ว่าเม็ดที่ 2 เม็ดที่ 3 เม็ดที่ 4  จะกลัดได้ก็ตาม แต่เมื่อมาถึงเม็ดสุดท้าย ก็จะพบว่า ขาดไป 1 เม็ด และเสื้อใส่เบี้ยว

หมายความว่า ทางด้านสังคมก็ดี ทางด้านธรรมะก็ดี ย่อมจะต้องมีวิธีการดำเนินการ  ถ้าไม่รู้วิธีการ ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจวิธีการที่ถูกต้อง มีแต่ใช้ความคิดของตัวเอง ทำตามวิธีของตนเองแล้ว ย่อมไม่สามารถได้รับผลที่ดีได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงบอกว่า ในการชี้นำส่วนตัวนั้น จะต้องปรึกษากับอีกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องมีสาเหตุหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่นิสัยของมนุษย์ มักจะไม่ยอมพูดเปิดเผยออกมาทั้งหมด จะรายงานแต่เรื่องผิวเผิน แล้วก็ขอคำชี้นำจากหัวหน้า   แต่บางครั้ง ด้วยรายละเอียดที่ผิวเผินเท่านั้น หัวหน้าย่อมไม่สามารถอธิบายหรือให้คำชี้นำอย่างลึกซึ้งได้ เพราะไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง  ดังนั้น จึงบอกว่า สิ่งสำคัญก็คือจะต้องปรึกษาหารือกันอย่างละเอียดรอบคอบ  เมื่อสมาชิกได้เปิดเผยออกมาโดยละเอียดแล้ว ปัญหาก็สามารถคลี่คลายไปได้สักครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็คือพยายามปฏิบัติตามคำชี้นำของหัวหน้า และสวดมนต์ต่อโงะฮนซน เมื่อนั้น ก็จะสามารถแก้ไขให้หมดทุกข์ และมีความสุขที่แท้จริงได้อย่างแน่นอน  ถ้าหัวหน้าเกียจคร้าน ไม่ยอมรับฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน มีแต่ชี้นำไปตามข้อมูลที่ได้ยินมาจากหัวหน้าคนนั้นคนนี้แล้ว แม้จะใช้หลักธรรมในการชี้นำ ก็คงจะไม่สอดคล้องกับปัญหาของเขาได้ 

ดังนั้น การให้คำชี้นำส่วนตัวแก่สมาชิกจึงมีความสำคัญ และกล่าวได้ว่า เป็นรากฐานของการปฏิบัติเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลนั่นเอง และถ้าหัวหน้ารู้จักบ้านของสมาชิกในความรับผิดชอบ เช่น สมาชิกในหมู่ สมาชิกในตำบล สมาชิกในเขต สมาชิกในเขตใหญ่ และสมาชิกในภาคแล้ว ระบบการนั้นก็จะสามารถมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น และเป็นระบบการที่มีความร่าเริงเบิกบาน มีความสามัคคีที่แน่นแฟ้นได้  ซึ่งมีลักษณะเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เมื่อนั้น ก็จะไม่มีอคติจิตต่อกัน ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ไม่มีการทะเลาะกัน  ในทางตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้าไม่ไปเยี่ยมบ้านสมาชิก ไม่สนใจสมาชิก ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ สนใจแต่เรื่องตำแหน่งหน้าที่ และออกคำสั่งต่อสมาชิกแล้ว ระบบการนั้นก็จะแตกความสามัคคี ไม่มีความเจริญก้าวหน้า มีแต่เสื่อมลง ทั้งหมดนี้ก็เกิดจากการไม่ปรึกษาหารือกันอย่างรอบคอบกับสมาชิกทั้งหลายนั่นเอง P

 

 

 

วันที่ 20 กันยายน

            จงอย่าสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนบ้านเป็นอันขาด เมื่อเราสามารถเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านแล้ว จึงจะสร้างรากฐานที่ไร้ที่ติของการเผยแผ่ธรรมไพศาลได้

 

อธิบาย

ไม่ว่าพวกเราจะอาศัยอยู่ที่ไหนก็ตาม อย่างน้อยก็จะอยู่ที่นั่นสัก 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปี หรืออยู่มานานหลายชั่วคน ดังนั้น การดำเนินชีวิตของเรา ครอบครัวของเรา ประวัติความเป็นมาที่สั่งสมมาทั้งด้านดีและด้านชั่ว ผู้คนในละแวกนั้นล้วนรู้จักดี ไม่สามารถเก็บไว้เป็นความลับได้

หมายความว่า ผู้คนแวดล้อมจะเฝ้ามองดูด้วยความสนใจ เมื่อเรารับโงะฮนซนและพยายามปฏิบัติศรัทธา ทุกวันขยันขันแข็งทำงานพระ บางครั้งก็ชักชวนแนะนำธรรมแก่เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ส่วนใหญ่เพื่อนบ้านมักจะไม่ยอมเชื่อฟังโดยง่าย เพราะรู้ดีว่านิสัยของเราเป็นอย่างไร ฐานะในครอบครัวเป็นอย่างไร ลูกๆ เป็นคนอย่างไร น่าเชื่อถือมากแค่ไหน 

ดังนั้น แม้เราจะพยายามอธิบายทฤษฎีธรรมมากมายเพียงใด บอกว่าโงะฮนซนศักดิ์สิทธิ์อย่างไร มีอานุภาพมากมายมหาศาลเพียงใด  เขาก็ฟังเหมือนกับว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ  แต่สิ่งที่จะทำให้เขาสนใจหรือประทับใจนั้น กลับอยู่ที่ประสบการณ์จริงที่ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจ 

แม้จะมีคำพูดที่สวยหรู  แต่ถ้าการกระทำของเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ไม่มีสามัญสำนึก  เช่น เมื่อมีการจัดประชุมที่บ้าน ก็สวดมนต์กันเสียงดังเป็นเวลานาน สร้างความเดือดร้อนแก่คนข้างบ้าน พอเลิกประชุมตอน 3 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่มครึ่ง สมาชิกที่กลับบ้าน บ้างก็พูดคุยกันเสียงดัง บ้างก็ขี่มอเตอร์ไซค์เสียงดังออกไป แน่นอนทีเดียวว่า คนข้างบ้านย่อมรู้สึกโมโห ไม่พอใจ และวิจารณ์สมาชิกว่า ทำไมบ้านนี้ไม่คิดว่า การกระทำของเขาสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนบ้าน

ดังนั้น แม้เราจะคิดว่าเราทำดี พยายามทำงานพระ และเผยแผ่ธรรม แต่เมื่อมองจากสายตาของเพื่อนบ้าน หรือผู้คนในสังคมแล้ว พฤติกรรมของเรากลับกลายเป็นการสร้างศัตรูในท้องถิ่นหรือในชุมชน ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แม้เราจะมีเป้าหมายเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก มีเป้าหมายที่จะชักชวนแนะนำธรรมแก่เพื่อนบ้าน หรือผู้คนในท้องถิ่น  แต่ถ้าครอบครัวของเรา หรือตัวเราไม่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมหรือท้องถิ่นแล้ว การเผยแผ่ธรรมย่อมไม่สามารถทำได้ อีกทั้งไม่สามารถทำให้พวกเขาเข้าใจธรรมะที่แท้จริงของเราได้ ซึ่งก็จะยิ่งเป็นการทำให้พวกเขาหนีห่างจากธรรมะของเรา 

จึงสรุปได้ว่า การเผยแผ่ธรรมเริ่มต้นขึ้นจากการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ปฏิวัติครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน ผู้คนในชุมชน ในท้องถิ่น ในหมู่บ้านที่เราอาศัยอยู่  เมื่อสมาชิกทั้งหลายปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ก็แสดงว่า สามารถวางรากฐานของการเผยแผ่ธรรมให้เรียบร้อยไร้ที่ติ  แต่ถ้าไม่สนใจผู้คนรอบข้าง เช่น บุคคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชนที่เราอาศัยอยู่ และอ้างแต่ว่าจะเผยแผ่ธรรมเท่านั้นแล้ว ก็จะเป็นดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า การก่อสร้างบ้านบนน้ำแข็ง ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะสามารถอยู่ได้อย่างสุขสบาย แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนแล้ว บ้านก็จะจมน้ำไป  เพราะฉะนั้น การเอาใจใส่ต่อผู้คนแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ P

 

 

 

วันที่ 19 กันยายน

            ขอให้สั่งสมความเชื่อถือไว้วางใจ นี่คือชัยชนะของตนเอง ขอให้ตระหนักว่า นี่คือชัยชนะของการเผยแผ่ธรรมไพศาล

 

อธิบาย

ทำไมการสั่งสมความเชื่อถือไว้วางใจจึงสามารถกลายเป็นชัยชนะของตนเอง และชัยชนะของการเผยแผ่ธรรมไพศาล ก็เพราะว่า เรื่องความเชื่อถือไว้วางใจนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นทันทีในเวลาชั่วข้ามคืน หรือใน 5 วัน 7 วัน 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปีแค่นั้น แต่เป็นเรื่องที่จะสามารถเกิดขึ้นได้โดยเราจะต้องสั่งสมความเชื่อถือไว้วางใจด้วยความอดทน ขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ มีความบริสุทธิ์ใจ  ไม่หลอกลวง ผ่านวันเวลาที่ยาวนาน เมื่อปฏิบัติเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอมั่นคงแล้ว จึงจะสามารถได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากผู้อื่นและจากสังคมได้ เปรียบเหมือนการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ ที่จะต้องวางรากฐานที่แข็งแกร่งมั่นคง จึงสามารถก่อสร้างเป็นอาคารทั้งสูงและใหญ่ได้สำเร็จ

การได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากผู้อื่นไม่สามารถทำได้เพียงในระยะเวลาสั้นๆ  จะต้องใช้เวลา ต้องใช้ความอดทนด้วยการพยายามอย่างเต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เอาใจใส่ผู้อื่น บริษัท ครอบครัว หรือเพื่อนๆ จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจจากพวกเขา 

แต่เรื่องความเชื่อถือไว้วางใจสำหรับมนุษย์นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แม้เราจะขยันทำงาน แต่คนอื่นก็มักจะเข้าใจว่า การขยันของเรานั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้ชมเชยเรา แต่ถ้าทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อยแล้ว ก็จะรู้สึกไม่ดีต่อเรา เกิดความไม่ไว้วางใจในทันที ดังนั้น แม้เราจะพยายามทำเต็มที่ก็ตาม แต่อย่าถือว่า เราทำมากถึงขนาดนี้แล้ว คนอื่นน่าจะเข้าใจจิตใจของเราเสียที ความคิดเช่นนี้ใช้ไม่ได้  เพราะตัวเราอาจจะรู้สึกทำดีมานานถึงขนาดนี้ แต่คนอื่นไม่เคยสนใจว่าเราทำดีมากแค่ไหน คิดว่านั่นเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา จึงไม่ยินดีหรือชมเชย เช่น พยายามทำงานอย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลา 10 ปี แต่ครั้งหนึ่งเกิดทำผิดพลาด ความเชื่อถือไว้วางใจที่สู้อุตส่าห์สั่งสมมานานกลับหายไปในพริบตา และคิดง่ายๆ ทันทีว่า เราเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้  เชื่อถือไม่ได้  นี่คือลักษณะที่แท้จริงของสังคมในปัจจุบัน  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เรื่องการสั่งสมความเชื่อถือไว้วางใจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เพราะถ้าจิตใจของเราอ่อนแอ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีการปฏิบัติศรัทธาที่เข้มแข็งแล้ว ก็จะพ่ายแพ้ตัวเองได้ง่าย ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากสังคม และไม่มีหวังที่จะมีชัยชนะของตัวเอง 

นอกจากนี้ ถ้าผู้อื่นวิจารณ์หรือดูถูกว่า เราเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ ไว้ใจไม่ได้แล้ว ก็แสดงว่า เราทำให้ธรรมะเสื่อมเสียด้วย  ก็แสดงว่า ไม่สามารถเผยแผ่ธรรมในสังคมได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถได้รับชัยชนะในการเผยแผ่ธรรมในประเทศไทยหรือทั่วโลกด้วย   ดังนั้น เรื่องความเชื่อถือไว้วางใจจึงเกิดขึ้นมาจากความศรัทธาที่ไม่พ่ายแพ้ตัวเอง  ด้วยเหตุนี้ ความศรัทธาของเราในทุกๆ วัน จึงควรจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม เข้มแข็งกว่าเดิม  เจริญก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิม จึงจะสามารถสั่งสมความเชื่อถือไว้วางใจได้  และเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นชัยชนะของตัวเราเองและการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกได้  ดังนั้น ในการงานอาชีพก็ดี การทำงานพระก็ดี เรื่องในครอบครัวก็ดี ขอให้พยายามอดทนเอาใจใส่จนได้รับความเชื่อถือไว้วางใจ จากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของเราเป็นสำคัญ นี่ก็คือที่เรียกว่า พุทธธรรมเท่ากับสังคม และการศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิตนั่นเอง P

 

 

 

 

วันที่ 18 กันยายน

            อย่าปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุที่โง่เขลาเป็นอันขาด จะต้องดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างมีสามัญสำนึก

 

อธิบาย

สมาชิกบางคนเข้าใจผิดว่า ผู้อาวุโสชี้นำไว้ว่า ความปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างของเราสามารถขอต่อโงะฮนซนได้หมด ดังนั้น เล่นไพ่ ก็อธิษฐานขอให้ชนะ ซื้อล๊อตเตอรี่ก็อธิษฐานขอให้ถูกรางวัลที่ 1 ที่ 2 บางคนเข้าใจผิดว่า เมื่อสวดมนต์แล้ว ไม่มีขับขี่ก็ไม่ถูกตำรวจจับ ขับเร็วมากก็ไม่เกิดอุบัติเหตุ ไม่สบายก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ แค่สวดมนต์อย่างเดียวก็หายได้ ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่ความนึกคิดที่ถูกต้องตามหลักธรรม ไม่ใช่ความศรัทธาที่ถูกต้อง แต่เป็นความศรัทธาแบบงมงาย  ถ้ากระทำตามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นความนึกคิดและการกระทำที่ไม่มีสามัญสำนึกแล้ว ย่อมจะต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างแน่นอน 

ธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง เหตุผลหรือสามัญสำนึกของสังคมนั้นจะเหมือนกัน  ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่า ถ้าความนึกคิดหรือการเคลื่อนไหวขัดกับเหตุผลของสังคมแล้ว ก็แสดงว่า ความศรัทธานั้นไม่ถูกต้อง  ดังนั้น แม้จะมีโงะฮนซน พยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ปรากฏว่า สิ่งที่ปรารถนา ขอเท่าไหร่ก็ไม่ได้เสียที กลับได้ผลตรงกันข้ามกับที่อธิษฐานขอ เช่น เล่นไพ่เสีย ไม่ถูกล๊อตเตอรี่ ประสบอุบัติเหตุ อาการเจ็บป่วยหนักขึ้น ซึ่งหมายถึงต้องได้รับผลดังกล่าวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย ขาดสามัญสำนึกนั่นเอง เมื่อไม่เป็นไปตามที่อธิษฐานขอ เจ้าตัวจึงจะสามารถสำรวจความนึกคิดและการปฏิบัติของตนเอง และพบว่า เป็นความศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง เมื่อสามารถเข้าใจได้เร็ว จึงจะเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องของธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง จนในที่สุด ก็จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ นี่คือความเมตตากรุณาของโงะฮนซน

กล่าวคือ โงะฮนซนชี้ให้พวกเราเห็นถึงบุญกับบาปที่ชัดเจน ทำให้ปรากฏออกมาในชีวิตของเรา เพื่อให้เรารู้ตัว  จึงจะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของเราได้

ดังนั้น ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อม ครอบครัว หรือสถานที่ทำงานที่ไม่ค่อยดี แสดงว่า ตัวเราจะต้องมีเหตุ การศรัทธาของเราได้สะท้อนปรากฏออกมาที่การดำเนินชีวิตของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงต้องสำรวจความศรัทธาของเราเป็นหลัก ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้จะนับถือศรัทธายาวนานแค่ไหน ก็ไม่สามารถได้รับความสุขที่แท้จริงได้ P

 

 

 

วันที่ 17 กันยายน

            ตอนเช้า ให้ตื่นแต่เช้า และปฏิบัติสวดมนต์ทำวัตรให้ครบ ตอนกลางคืนให้ต่อสู้อย่างสร้างคุณค่าด้วยอารมณ์ที่เร่าร้อน และพักผ่อนให้เร็วกว่าปกติ

 

อธิบาย

คำชี้นำนี้มีความหมายว่า พวกเราจะต้องดำเนินชีวิตประจำวันโดยสร้างคุณค่าทางด้านเวลา กล่าวคือ ถ้าพวกเราใช้เวลา 24 ชั่วโมงของแต่ละวันอย่างมีปัญญากับอย่างไม่มีปัญญาแล้ว คุณค่าของเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ย่อมมีผลแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว และเมื่อสะสมต่อกันทุกวันเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี 10 ปี 20 ปี 30 ปี 50 ปี จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว ยิ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาลมิอาจประมาณค่าได้เลย  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า เมื่อยึดถือศรัทธาต่อโงะฮนซน ศึกษาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน และปฏิบัติตามคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะแล้ว ก็จะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเองได้

เงื่อนไขประการหนึ่งของการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ก็คือ การปฏิวัติการใช้เวลานั่นเอง  กล่าวคือ ใน 1 วันนั้นมีเวลาที่กำหนดตายตัวอยู่แล้ว 24 ชั่วโมง แต่การใช้เวลา 24 ชั่วโมงอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัญญา สำหรับผู้ที่ปฏิบัติศรัทธาอย่างถูกต้อง จะสามารถใช้เวลาโดยสร้างคุณค่าได้มากมายอย่างแน่นอน เพราะการปฏิบัติศรัทธาต่อธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงก็คือการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา เมื่อพยายามสวดมนต์ศรัทธาอย่างเข้มแข็งและสร้างบุญวาสนาแล้ว ก็จะสามารถได้รับปัญญาจากโงะฮนซน และนำมาแสดงออกที่การดำเนินชีวิตประจำวัน

พูดถึงการดำเนินชีวิต ก็หมายถึงการใช้ชีวิต ถ้าเช่นนั้น ก็ย่อมจะต้องมีวิธีการของการใช้ชีวิต สิ่งสำคัญคือ วิธีการใช้ชีวิตของเราเพื่ออะไรเป็นหลัก เช่น วิธีการใช้ชีวิตและเวลาให้หมดไปเพื่อแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง เพื่อการศึกษาเล่าเรียน เพื่อผู้หญิง เพื่อบ่นต่อว่าสังคมและครอบครัว ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ย่อมมีคุณค่าแตกต่างกันไป  ส่วนวิธีการใช้ชีวิตและเวลาโดยยึดถือธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงจึงจะสามารถสร้างคุณค่าที่สูงที่สุด แต่ถ้าขัดกับจังหวะที่ถูกต้องแล้ว แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวหรือการกระทำแบบเดียวกัน กลับได้รับคุณค่าไม่เหมือนกัน เช่น พวกเรารู้ว่า การสวดมนต์เช้านั้นมีความสำคัญ เพราะถ้าสวดมนต์เช้าเรียบร้อยดี วันนี้ก็จะสามารถปลอดภัยและสร้างบุญวาสนาได้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเพียงความรู้แค่ทฤษฎีเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริง ปรากฏว่า ตื่นสาย เร่งรีบสวดมนต์ให้เสร็จๆ เพื่อให้ทันเวลาทำงาน สวดไปดูนาฬิกาไป   หรือตื่นแต่เช้า สวดมนต์ด้วยความปลอดโปร่งใจ มองผิวเผินก็คือมีการสวดมนต์เช้าด้วยกันทั้งคู่ แต่ผลย่อมแตกต่างกัน 

ดังนั้น การสวดมนต์เช้า ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของวัน หากดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่น ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของวันนั้นอย่างแน่นอน  หลังจากนั้น เมื่อเลิกงาน เลิกเรียน คือมีเวลาว่าง ก็ต่อสู้ทำงานพระด้วยอารมณ์เร่าร้อน หรือด้วยความอึดอัดใจ ฝึนใจทำงานพระ ก็ย่อมได้รับผลที่แตกต่างกัน 

ด้วยเหตุนี้ ถ้าต้องการจะมีการดำเนินชีวิตที่สร้างคุณค่า อาจารย์จึงบอกว่า “ตอนเช้าให้ตื่นแต่เช้า และปฏิบัติสวดมนต์ทำวัตรให้ครบ ตอนกลางคืนให้ต่อสู้อย่างสร้างคุณค่าด้วยอารมณ์ที่เร่าร้อน และพักผ่อนให้เร็วกว่าปกติ” ซึ่งหมายถึงการได้พักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะในการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก จะต้องดำเนินไปอีกนาน ถ้านอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ช่วง 1 ปี 2 ปี 3 ปีก็อาจจะทนได้ แต่ 5 ปี 10 ปี 15 ปี 20 ปีแล้ว ก็ไม่สามารถฝืนการดำเนินชีวิตที่ผิดปกติได้

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญคือ การดำเนินชีวิตด้วยจังหวะที่ถูกต้องเป็นหลัก นี่คือความนึกคิดที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงปฏิวัติเวลาในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา เช่น ทุกวัน เราจะทำอะไรบ้าง จะต้องมีรายการของตนเอง และพยายามทำตามกำหนดเวลาเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถมีการเคลื่อนไหวที่สร้างคุณค่า เพราะไม่ได้คิดถึงการปฏิวัติเวลา แต่ดำเนินชีวิตเรื่อยไปตามเวลาที่ล่วงผ่านไปเท่านั้น P

 

 

 

 

วันที่ 16 กันยายน

            ก่อนอื่น จะต้องสวดมนต์ ก่อนอื่นจะต้องมีร่างกายแข็งแรง ก่อนอื่นจะต้องทำงานอย่างขันแข็ง ก่อนอื่นจะต้องรักษาเศรษฐกิจให้มั่นคง และก่อนอื่นจะต้องนำหน้าในการเคลื่อนไหว

 

อธิบาย

สิ่งสำคัญในชีวิตมนุษย์ก็คือ การมีความสุขได้หรือไม่ ดังนั้น แม้ว่าจะมีเงินทอง ชื่อเสียง แต่ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง ก็ไม่สามารถมีความสุขที่แท้จริงได้ ตรงกันข้าม แม้ว่าสุขภาพร่างกายจะแข็งแรง แต่ปัญญาไม่เฉลียวฉลาด มีความขัดสนเงินทองแล้ว ก็ไม่มีความสุขที่แท้จริง  ดังนั้น จึงอาจพูดได้ว่าการมีพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จึงจะมีความสุข มีการดำเนินชีวิตที่น่าพึงพอใจ จึงเรียกได้ว่าชีวิตมนุษย์ที่มีความสุขที่แท้จริง

แต่เรื่องนี้จะสามารถทำได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ธรรมะเป็นหลัก หรือใช้ความนึกคิดของตนเองเป็นหลัก  นอกจากนี้ ธรรมะหรือศาสนาก็มีหลากหลายต่างๆ นานา ดังนั้น จึงต้องค้นหาและเลือกยึดถือธรรมะที่ถูกต้องและสูงส่ง จึงสามารถมีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์ของเรา ซึ่งธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงและสูงส่งที่สุดก็คือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ซึ่งเป็นกฎของสกลจักรลาล และธาตุแท้ชีวิตของเรานั่นเอง  ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราจะต้องมีความศรัทธาเป็นพื้นฐาน

อาจารย์อิเคดะเคยชี้นำไว้ว่า แม้จะมีความยากลำบากแค่ไหน สภาพความเป็นอยู่ของชีวิตจะตกต่ำเพียงไหน มีความทุกข์มากแค่ไหน มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นแค่ไหน มีความรู้หรือการศึกษาน้อยแค่ไหน ซึ่งมีความยากลำบากไปหมดเสียทุกเรื่องและไม่มีความสุขก็ตาม แต่ก่อนอื่น จะต้องสามารถปฏิบัติสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวให้ได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะถ้ามีการสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว แม้ว่าขณะนี้จะมีความทุกข์หนักหรือยากลำบาก แต่เรื่องที่เผชิญทั้งหมดนี้จะสามารถกลายเป็นความสุขได้ ซึ่งเรียกว่าเปลี่ยนพิษเป็นยานั่นเอง หรือเรื่องชั่วที่ยิ่งใหญ่สามารถได้รับโดยเบาและหมดไปได้ หรือเรียกว่ากิเลสก็คือโพธิญาณ  ความทุกข์เท่ากับนิพพานได้

ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีความสงสัย หนักใจ หรือหมดหวัง สิ่งสำคัญก็คือ ก่อนอื่นจะต้องปฏิบัติสวดมนต์ต่อโงะฮนซน สิ่งนี้จะต้องไม่ลืมเป็นอันขาด  นี่คือรากฐานในการปฏิบัติศรัทธาของเรานั่นเอง 

พูดถึงการสวดไดโมขุ (คือการสวดคำว่า “นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว”) กับการสวดคัมภีร์มีความสัมพัน์กัน คือ การสวดไดโมขุเปรียบเสมือนน้ำ การสวดคัมภีร์ (บทโฮเบ็นและบทจูเรียว) เปรียบเสมือนสบู่ ส่วนชีวิตของเราก็เปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่สกปรก ถ้าชีวิตของเรามีชะตากรรมมากมาย ก็เปรียบเหมือนเสื้อผ้าที่สกปรกมาก ก็จำเป็นต้องชะล้างทำความสะอาด ซึ่งน้ำคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ชำระล้างให้สะอาดได้ ยิ่งถ้ามีสบู่ ก็จะสะอาดได้เร็วขึ้น  เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสวดคัมภีร์และสวดไดโมขุนั่นเอง  แต่เรื่องนี้ก็มีบางคนเข้าใจผิดว่า สวดคัมภีร์เท่านั้นก็พอ เพราะคัมภีร์ซึ่งเป็นสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น เป็นพระสูตรที่สูงที่สุด จึงไม่ต้องสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ถ้าเช่นนั้น ก็เปรียบเสมือนการซักผ้าโดยใช้แต่สบู่ ไม่มีน้ำ แม้จะขยี้หนักขนาดไหน สิ่งสกปรกก็ยังติดค้างอยู่  ดังนั้น น้ำจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น กล่าวคือ ก่อนอื่น สิ่งสำคัญก็คือจะต้องสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว  และถ้าสวดมนต์อย่างมั่นคง มีความศรัทธาที่เข้มแข็งแล้ว แน่นอนทีเดียวว่า จะสามารถมีร่างกายแข็งแรง เพราะนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวก็คือโลกพุทธะ เมื่อเราหันหน้าต่อโงะฮนซนและสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวแล้ว โลกพุทธะในชีวิตของเราก็จะถูกเรียกให้ปรากฏออกมา ทำให้เรามีพลังชีวิตชีวามากขึ้น เมื่อมีพลังชีวิตชีวาเข้มแข็งมากขึ้น ร่างกายก็จะแข็งแรงมีสุขภาพดี ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ  ถ้าร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีแล้ว ก็แน่นอนว่า จะสามารถทำงานอย่างขยันขันแข็ง ถ้าพยายามทำงานเต็มที่พร้อมกับสวดมนต์อย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็จะสร้างและสะสมบุญวาสนาไว้มากมาย อาชีพการงาน การค้า ก็สามารถเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจก็สามารถมั่นคงได้อย่างแน่นอน  ดังนั้น ถ้าขยันขันแข็งในการสวดมนต์ ทำงานพระ และศึกษาธรรมเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี 30 ปีแล้ว เราจะพบว่า ความเป็นอยู่ในครอบครัวก็ดี สุขภาพร่างกายก็ดี อาชีพการงาน การค้า ฯลฯ ทั้งหมดมีความก้าวหน้าดีขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้ศรัทธาได้อย่างเห็นเด่นชัด 

แต่การรู้และเข้าใจเรื่องนี้เพียงแค่ทฤษฎีนั้น ไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์แม้แต่น้อย จะต้องปฏิบัติด้วยร่างกายของเรา ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำในตอนท้ายว่า “จะต้องนำหน้าในการเคลื่อนไหว”  หมายความว่า ถ้าเรารู้ตัว และมีความตั้งใจที่จะกระทำแล้ว จะต้องแสดงออกมาที่การกระทำทางร่างกาย ทฤษฎีที่รู้จึงจะสามารถกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ แต่ถ้ารู้แค่ทฤษฎี ก็ไม่มีประโยชน์อะไรแม้แต่น้อยเลย  อาจจะมีสมาชิกบางคนนับถือศรัทธามาหลายปี แต่ความเป็นอยู่ก็ยังไม่ดีขึ้น ยังประสบอุบัติเหตุ หรือนิสัยที่ไม่ดีก็ยังไม่เปลี่ยนเสียที เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนอื่น สิ่งสำคัญก็คือ อย่ามองดูคนอื่น เพราะคนอื่นก็คือคนอื่น ตัวเราก็ตัวเรา   ไม่ว่าคนอื่นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ตัวเราต่างหากจะต้องยึดถือศรัทธาต่อโงะฮนซน โดยไม่มีจิตใจเสแสร้ง  แม้ว่าคนอื่นจะไม่ปฏิบัติ เราก็จะนำหน้าและปฏิบัติต่อไป แม้จะมีใครบ่นว่า เห็นเราสวดมนต์มากก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจคำพูดของเขา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องความศรัทธาและเรื่องชะตากรรมของเราเอง  เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เรื่องของเราเอง เราจะต้องพยายามทำหน้าที่ของเราให้สำเร็จเรียบร้อย  ไม่ใช่รู้แค่ทฤษฎี แต่จะต้องปฏิบัติด้วยร่างกายของเรา เมื่อนั้น ธรรมะที่เรียนรู้และนำมาปฏิบัติจึงจะสามารถปรากฏเป็นความจริงออกมาได้ ดังนั้น ก่อนอื่น เราจะต้องเคลื่อนไหวนำหน้าผู้อื่นนั่นเอง P

 

 

 

วันที่ 15 กันยายน

            ขอให้เฝ้าดูและให้การสนับสนุนสมาชิกอย่างเต็มที่ ทั้งทางด้านการศรัทธาและทางด้านสังคม

อธิบาย

มนุษย์เรามีทั้งด้านที่เข้มแข็ง และด้านที่อ่อนแอ นี่คือสภาพที่แท้จริงของมนุษย์  ดังนั้น ตัวอักษรภาษาจีน คำว่า มนุษย์ ที่ประกอบด้วย 2 ขีดที่ค้ำยันกัน จึงมีความหมายว่า ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ค้ำจุนกัน จึงเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นมาได้ หมายความว่า ถ้าหลีกหนีจากมนุษย์ด้วยกันแล้ว ย่อมไม่สามารถมีการเจริญเติบโตได้  ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีผู้สอน ผู้ช่วย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เรา

ทางด้านธรรมะก็เช่นกัน แม้ว่าโงะฮนซนจะมีอานุภาพมากแค่ไหน ปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินดีเลิศแค่ไหน ถ้าไม่มีใครสอนให้แก่เราแล้ว เมื่อรับโงะฮนซน ก็เปรียบเสมือนเด็กที่ได้รับเพชรล้ำค่า แต่คิดเพียงว่าเป็นหินที่สวยงาม เป็นเครื่องประดับหรือของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าเป็นทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใหญ่  

ดังนั้น พวกเราซึ่งเป็นผู้ที่ปฏิบัติศรัทธาก่อน จึงต้องคอยสนับสนุนคนรุ่นหลัง ให้มีโอกาสเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต   ลองคิดเปรียบเทียบกับตัวเราเอง ก่อนที่จะศรัทธาเข้มแข็งได้ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติเองโดยลำพัง แล้วสามารถมีความตั้งใจและเอาใจใส่ในการปฏิบัติศรัทธาได้อย่างถูกต้องเต็มที่  แต่เรามีหัวหน้า มีผู้อาวุโสที่พยายามให้การส่งเสริมกำลังใจ มาเยี่ยมเยียนที่บ้าน พยายามอธิบายหลักธรรมต่างๆ เชิญชวนไปประชุม โดยต้องรบกวนหัวหน้าหรือผู้อาวุโสเหล่านี้หลายครั้งหลายหนเป็นเวลานาน ปัจจุบัน เราจึงสามารถมีความศรัทธาที่ต่อเนื่องมาได้

เช่น ในสมัยพระนิชิเร็นไดโชนิน  ชิโจคิงโงะผู้เป็นลูกศิษย์ซามูไรและเป็นแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญ มีความศรัทธาเข้มแข็ง ภายหลังจากที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้รับอภัยโทษจากเกาะซาโดะแล้ว ชิโจคิงโงะตัดสินใจว่าจะชักชวนแนะนำธรรมแก่ท่านเอมะผู้เป็นนาย ปรากฏว่า เจ้านายไม่ยอมรับธรรมะ ความโปรดปรานที่มีต่อชิโจคิงโงะจึงพลอยลดน้อยลง ในเวลานั้น เพื่อนร่วมงานที่เคยริษยาชิโจคิงโงะ จึงถือโอกาสนี้ใส่ร้ายเขา และฟ้องต่อเจ้านาย จนกระทั่งวางแผนลอบสังหารเขา เพราะคิดว่า ถ้าฆ่าเขาแล้ว ก็คงไม่มีโทษอะไร เนื่องจากชิโจคิงโงะไม่เป็นที่โปรดปรานของเจ้านายเสียแล้ว เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ชิโจคิงโงะได้รายงานโดยละเอียด และขอคำชี้นำสั่งสอนจากพระนิชิเร็นไดโชนิน ยิ่งกว่านั้น เพื่อนร่วมงานยิ่งริษยามากขึ้น จนทำให้เจ้านายเข้าใจผิด และสั่งริบที่ดินถือครอง แล้วแลกเอาที่ดินที่ไม่ดีให้แทน  ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกพอใจและยิ่งคิดหาทางฆ่าเขาให้ได้ ตอนนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินห่วงใยเขามาก จึงเขียนจดหมายถึงเขาหลายฉบับ และชี้นำโดยละเอียดว่า แท้จริงแล้วท่านเป็นคนนิสัยดี แต่ข้อเสียคือใจร้อนและชอบดื่มเหล้า  แต่ถ้าดื่มเหล้าแล้ว ศัตรูบุกเข้ามาก็ไม่สามารถรับมือและต่อสู้กับพวกเขาได้ ดังนั้น ถ้าอยากจะดื่มเหล้า ก็ให้ดื่มเหล้าอยู่ที่บ้าน ห้ามไปดื่มที่อื่น ในเวลากลางคืน ถ้ามีคนมาบอกว่าเจ้านายเรียกหา มีธุระสำคัญ ให้รีบไปหา ก็ห้ามไป ให้อ้างว่าไม่สบาย พรุ่งนี้จึงจะไป ถ้ามาแจ้งข่าวถึง 3 ครั้ง จึงจะไป แต่ก็จะต้องให้ลูกน้องไปสำรวจเส้นทางให้ดีว่ามีใครดักซุ่มอยู่หรือไม่ เมื่อถึงทางแยกก็เช่นกัน  ถ้าเวลากลางวัน เพื่อนร่วมงานชวนไปดื่มสังสรรค์ ก็อย่าไป นอกจากนี้ ท่านเป็นคนใจร้อน โมโหง่าย ดังนั้น ถ้าใครพูดไม่ดี ก็อย่าโมโห และห้ามมีเรื่องทะเลาะกัน  เวลาออกไปข้างนอก อย่าแต่งตัวดีจนเกินไป ต้องให้คนที่พบเห็นรู้สึกว่าท่านเป็นคนเรียบง่าย  อย่าได้โอ้อวดให้คนอื่นเห็นว่ามีเงินทองมากมาย ฯลฯ  ซึ่งพระนิชิเร็นไดโชนินชี้นำราวกับบิดาสอนบุตร ชิโจคิงโงะได้พยายามอดทนและยึดถือคำสั่งสอนของพระนิชิเร็นไดโชนิน  นอกจากนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินยังเขียนจดหมายถึงเจ้านายให้ด้วย  นี่คือการแสดงออกของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ให้เฝ้าดูและให้การสนับสนุนชิโจคิงโงะอย่างเต็มที่ ในที่สุด เมื่อเจ้านายล้มป่วย ชิโจคิงโงะได้รักษาจนอาการของเจ้านายหายดี พร้อมกับเข้าใจชิโจคิงโงะอย่างถูกต้อง จึงมอบที่ดินคืนให้เป็น 3 เท่า

สรุปว่า ชิโจคิงโงะสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงได้ ก็เพราะได้รับการสนับสนุนและเฝ้าดูด้วยความเมตตารักใคร่ทั้งทางด้านความศรัทธาและทางด้านสังคมจากพระนิชิเร็นไดโชนิน  แม้พวกเราจะไม่สามารถปฏิบัติได้เสมอพระนิชิเร็นไดโชนิน แต่ขอให้พยายามส่งเสริมกำลังใจแก่คนรุ่นหลังอย่างสุดกำลังความสามารถ ผู้นำที่ดีในอนาคตก็จะเกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน  แต่ถ้าปล่อยทิ้งไปแล้ว คนดีๆ ที่จะสามารถเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต ก็จะหายไป  ดังนั้น หัวหน้าทั้งหลายจึงต้องเอาใจใส่สมาชิกในความดูแลอย่างเต็มที่ P

 

 

 

วันที่ 14 กันยายน

            ขอให้จัดการประชุมสนทนาธรรมอย่างสุดกำลังของแต่ละคน การประชุมสนทนาธรรมที่ประสบความสำเร็จคือชัยชนะของการเผยแผ่ธรรมไพศาล และเป็นการชักชวนแนะนำธรรมที่ยิ่งใหญ่  นี่คือการปฏิบัติศรัทธาที่เหมาะกับยุคสมัย

 

อธิบาย

ประเด็นสำคัญในการจัดประชุมสนทนาธรรมให้ประสบความสำเร็จมีหลายข้อด้วยกันดัง ต่อไปนี้

(1)      จะต้องปรึกษาหารือเพื่อกำหนดเป้าหมาย และรายการของการประชุมไว้ก่อนล่วงหน้า หากจัดประชุมโดยไม่มีเป้าหมาย ไม่ได้ตระเตรียมรายการให้ดี แม้จะมีคนมามาก ก็เป็นแค่การพูดคุยที่สนุกสนานแล้วก็กลับไป ย่อมไม่สามารถทำให้เป็นการประชุมที่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น จะต้องตั้งเป้าหมายว่า การประชุมเดือนนี้มีเป้าหมายอะไร เดือนหน้ามีเป้าหมายอะไร ซึ่งตั้งเป้าหมายโดยปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่หรือผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้ง ฝ่าย ภายในตำบล หรือภายในเขต

 (2)     เมื่อปรึกษาหารือกันจนได้เป้าหมายชัดเจนแล้ว ให้แจ้งต่อสมาชิกทั้งหมดได้ทราบว่า จะมีการจัดประชุมในวันที่เท่าไหร่ เวลาอะไร สถานที่ไหน และเป้าหมายของการประชุมครั้งนี้คืออะไร และขอเชิญทุกคนให้ร่วมมือร่วมใจกันมาประชุม เพราะถ้าไม่มีการเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เรียบร้อยแล้ว ผู้เข้าร่วมที่มาโดยไม่มีจุดหมายย่อมไม่มีจิตใจสอดคล้องกับการประชุม  ด้วยเหตุนี้ การอธิบายให้สมาชิกทั้งหมดเข้าใจไว้ก่อนจึงมีความสำคัญ

(3)      ในการจัดประชุมสนทนาธรรมนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องเป็นการประชุมที่มีความร่าเริง หมายความว่า ไม่ใช่ให้หัวหน้าพูด อธิบาย ชี้นำอยู่เพียงคนเดียว  เช่น ควรจะให้ยุวชนชายหรือหญิงพูดคุยถึงกิจกรรมของฝ่ายยุวชน ผู้ใหญ่เล่าประสบการณ์ ผู้อาวุโสชี้นำทางด้านธรรมะ  ซึ่งมีความหลากหลาย จึงจะทำให้มีบรรยากาศที่ร่าเริงได้ ทั้งนี้ ผู้นำศูนย์กลางของการประชุมจะต้องเตรียมพร้อมพิธีกรที่ดี บางครั้ง อาจจะให้ยุวชนหญิงเป็นพิธีกร และคอยสังเกตสมาชิกในที่ประชุม เมื่อเห็นว่าพวกเขาอาจจะรู้สึกเบื่อ แม้จะมีกำหนดรายการต่อไปไว้แล้วก็ตาม บางครั้ง ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกลมกลืนกับสถานการณ์ เรื่องนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้นำศูนย์กลางในการจัดประชุม

(4)      พยายามให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น หรือบอกเล่าความรู้สึกที่เข้าร่วมการประชุม แม้จะเป็นคำพูดเพียงแค่คำเดียว ก็มีความสำคัญ ถ้ามีแต่คนมาประชุม นั่งฟังเฉย แล้วก็กลับบ้านไป แสดงว่า รายการประชุมไม่มีอะไรน่าประทับใจ  แต่ถ้ามีผู้เข้าร่วมที่อาจจะเป็นคนขี้อาย หรือพูดไม่เก่ง เมื่อพยายามบอกเล่าความรู้สึกที่เข้าร่วมประชุม ก็แสดงว่า มีเรื่องที่ทำให้เขาประทับใจกลับไป ดังนั้น การรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอ และความรู้สึกของผู้เข้าร่วมจึงมีผลต่อการประชุมให้มีความก้าวหน้ามากมายได้

(5)      ในการประชุมสนทนาธรรม สมาชิกอาจจะแนะนำเพื่อนใหม่และพามาร่วมประชุม ถ้าหัวหน้าสนใจต่อผู้มาครั้งแรกมากจนเกินไป ก็อาจจะทำให้การประชุมไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้ที่มาครั้งแรกมีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่เป็นสมาชิก ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือหัวหน้าจะต้องจัดรายการที่มีคุณค่า อีกทั้งทำให้เกิดความเข้าใจได้ด้วย  โดยก่อนการประชุม หัวหน้าควรจะได้รับทราบจากสมาชิกว่า ในวันดังกล่าวจะพาเพื่อนมาร่วมประชุม ซึ่งเพื่อนคนนี้มีปัญหาเรื่องอะไร เมื่อทราบแล้ว หัวหน้าก็อาจจะเลือกผู้เล่าประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมเป็นครั้งแรก ทำให้ผู้มีประสบการณ์ก็มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวออกมา ส่วนผู้ที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรกก็ได้รับฟังเรื่องราวที่เป็นปัญหาคล้ายคลึงกับของตนเอง จึงจะเกิดประโยชน์หรือสร้างคุณค่าได้  แต่ถ้าหัวหน้าเกียจคร้าน ไม่สนใจรับฟังรายงานจากสมาชิก ย่อมไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงของผู้เข้าร่วม จึงไม่สามารถชี้นำหรืออธิบายให้ถูกต้องเหมาะสม ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว คนที่อุตส่าห์แนะนำและพาเพื่อนมาก็อาจจะรู้สึกน้อยใจ ไม่พอใจ และคนมาใหม่ก็ไม่รู้สึกประทับใจ จึงกลายเป็นการพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย  ดังนั้น การเตรียมล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ

          สรุปได้ว่า การเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อยจะทำให้การจัดประชุมสนทนาธรรมประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน อีกทั้งทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีความศรัทธาก้าวหน้าขึ้น เข้มแข็งขึ้น และภายในระบบการก็จะมีการเจริญเติบโต และมีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมได้  ดังนั้น ขอให้เอาใจใส่ต่อการจัดประชุมสนทนาธรรมตำบล โดยถือว่าเป็นการต่อสู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับการเผยแผ่ธรรม นี่คือการปฏิบัติศรัทธาที่เหมาะกับยุคสมัยนั่นเอง P

 

วันที่ 13 กันยายน

            ขอให้การต่อสู้ทั้งหมดปฏิบัติแบบตัวต่อตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการชี้นำ จะต้องไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะการชี้นำแบบลวกง่ายจะทำให้ผู้อื่นเกิดความสับสน

 

อธิบาย

ข้อสำคัญในการชี้นำมีดังต่อไปนี้

(1)      การนำไปสู่ความศรัทธาด้วยการชี้ให้เห็นถึงโงะฮนซนนั้น เป็นรากฐานของการชี้นำของสมาคม หัวหน้าอย่าเข้าใจผิดไปว่า ตัวเองสามารถแก้ไขปัญหาให้สมาชิกได้ เพราะการแก้ไขปัญหาได้นั้นอยู่ที่อานุภาพของโงะฮนซน หัวหน้าเพียงแค่อธิบายให้เขามองเห็นความนึกคิดที่ผิดหรือสิ่งที่เข้าใจผิดเท่านั้น และทำให้เขาสำนึกได้ว่ามีโงะฮนซนอยู่

(2)      การชี้นำไม่ใช่ให้เขาเข้าใจคำชี้นำของเรา แต่จะต้องให้เขาปฏิบัติด้วยความตั้งใจเป็นหลัก หมายความว่า เรื่องความเข้าใจกับการปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกัน บางคนอาจจะเข้าใจคำชี้นำของหัวหน้าแต่ไม่ปฏิบัติ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดเลยแม้แต่น้อย เช่น เรารู้ว่าบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เลิกไม่ได้ เรารู้ว่าโงะฮนซนมีอานุภาพ แต่ถ้าไม่สวดมนต์ก็ไม่มีประโยชน์

(3)      ในการชี้นำ ถ้าความศรัทธาของหัวหน้าไม่เข้มแข็ง ไม่มีความก้าวหน้า ย่อมไม่สามารถให้คำชี้นำที่เข้าถึงชีวิตจิตใจ ไม่สามารถทำให้เกิดกำลังใจมากขึ้น ไม่สามารถมีความเชื่อมั่นในอานุภาพของโงะฮนซนและความหวังในอนาคต เพราะว่า ถ้าความศรัทธาของหัวหน้าอ่อนแอ ไม่มีชีวิตชีวา ย่อมไม่สามารถอธิบายและชี้นำให้สมาชิกเข้าใจปัญหาและไม่สามารถเปิดเผยถึงอานุภาพของโงะฮนซนด้วยความเชื่อมั่น

(4)      ในการชี้นำ จะต้องอดทนฟัง เพราะเมื่อเขาได้พูดเปิดเผยออกมาจนหมดแล้ว เราจึงจะสามารถรู้ว่าแก่นแท้ของปัญหาคืออะไร ประเด็นสำคัญของปัญหาคืออะไร ความนึกคิดผิดที่ไหน  ในทางกลับกัน เมื่อผู้มีปัญหาได้พูดออกมาจนหมด ก็จะสามารถรู้ตัวได้ว่า ตัวเองมีความนึกคิดอะไร และสามารถเข้าใจและรู้ตัวถึงธาตุแท้ของปัญหาได้ง่าย

(5)      การชี้นำทางด้านหลักธรรมะนั้น จะต้องมีเหตุผลอยู่แล้ว ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ เรื่องครอบครัว เรื่องเจ็บป่วย เรื่องมนุษยสัมพันธ์ การงานอาชีพ เศรษฐกิจ ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีหลักเหตุผล  ดังนั้น ผู้ชี้นำก็จะต้องรู้และเข้าใจหลักเหตุผลของการชี้นำทางด้านธรรมะเป็นสำคัญ กล่าวคือ หลักเหตุผลทางด้านธรรมะก็คือ ไม่ใช่ผู้อื่น สังคม หรือสิ่งแวดล้อมไม่ดี  สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาจากชีวิตของตัวเราเอง  ซึ่งเมื่อมองดูอย่างผิวเผินก็จะเห็นได้ว่า ตัวเราไม่ได้ทำอะไรผิด คนอื่นทำผิด แต่เมื่อมองจากสายตาของธรรมะแล้ว สาเหตุของทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่ในชีวิตของเราที่ได้เคยสร้างหรือทำผิดมาแต่อดีต  จึงส่งผลออกมาที่สิ่งแวดล้อมของเราในปัจจุบัน

(6)      เมื่อชี้นำไปแล้ว ควรจะต้องติดตามเอาใจใส่ในภายหลัง ถ้าชี้นำแล้วก็ลืมไป แสดงว่าเป็นการชี้นำที่ขาดตกบกพร่อง สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องพยายามส่งเสริมกำลังใจแก่เขาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับพยายามสวดไดโมขุให้เขาสามารถแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง เมื่อเขาศรัทธาอ่อนแอลง หรือเกียจคร้านอีก ก็ชี้นำใหม่ ซึ่งเอาใจใส่จนเขาสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเรียบร้อย

(7)      ปัญหาส่วนตัวของสมาชิก จะต้องไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ อย่านำไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง หัวหน้าจะต้องเก็บความลับของสมาชิก ไม่นำไปเปิดเผยแก่หัวหน้าด้วยกัน ไม่เช่นนั้นแล้ว หากสมาชิกได้ยินคนอื่นซุบซิบเรื่องของตัวเขาแล้ว ก็จะรู้สึกอาย และไม่ไว้วางใจหัวหน้า ดังนั้น การเก็บความลับของสมาชิกจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ในการให้คำชี้นำส่วนตัวนั้น เป็นการต่อสู้ระหว่างมารกับพระพุทธะในชีวิตของเขากับในชีวิตของเรา ซึ่งเป็นตัวต่อตัว  ดังนั้น หัวหน้าจะต้องมีความพยายาม มีความศรัทธา  และมีการชี้นำที่ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะพ่ายแพ้ต่อมารได้ง่าย และทำให้ผู้อื่นเกิดความสับสนได้ง่าย P

 

 

วันที่ 12 กันยายน

            ขอให้ตั้งใจเข้าสู่แนวหน้าของการเผยแผ่ธรรมอย่างกล้าหาญ เอาใจใส่แต่ละคนๆ ด้วยความตั้งใจ การปฏิบัติที่เข้มงวดในเรื่องนี้เท่านั้นที่ทำให้ได้รับชัยชนะทุกประการ

 

อธิบาย

          พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า กายกับใจไม่เป็นสอง ซึ่งเป็นปรัชญาชีวิตที่อธิบายถึงลักษณะที่แท้จริงของชีวิต  แต่สภาพสังคมในปัจจุบันมีการแบ่งแยกทางด้านวัตถุนิยมกับจิตนิยม โดยมุ่งสนใจเรื่องทางด้านวัตถุ สิ่งของ ที่สามารถจับต้องหรือมองเห็นได้ หรือมุ่งเน้นแต่เรื่องจิตใจ ซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ไม่ได้อธิบายธาตุแท้ทั้งหมดของชีวิต หากเป็นเช่นนี้แล้ว แม้จะพยายามศึกษาค้นคว้าอย่างไร ก็ไม่สามารถเข้าใจลักษณะที่แท้จริงของชีวิตและจักรวาลได้

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ธรรมะที่ถูกต้องแท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องของความเข้าใจเท่านั้น แต่จะต้องมีการปฏิบัติ เพราะแม้จะศึกษาเรียนรู้ธรรมะมากแค่ไหน ก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่สมองและจิตใจเก็บไว้กับตัวเอง เป็นประโยชน์แก่ตัวเองเท่านั้น ลักษณะนี้จึงเป็นทางด้านจิตใจอย่างเดียวไม่ใช่กายกับใจไม่เป็นสอง  แต่ควรจะต้องเข้าใจธรรมะด้วยการนำมาปฏิบัติ กล่าวคือ นำธรรมะที่ศึกษาเรียนรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อประชาชนด้วยร่างกายนั่นเอง

แม้ว่าความเข้าใจธรรมะจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าขาดการปฏิบัติเป็นรากฐานแล้ว การศึกษาธรรมะก็จะผิดพลาดได้ เพราะธาตุแท้ของปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคือกายกับใจไม่เป็นสอง คือ ร่างกายกับจิตใจไม่สามารถแยกออกจากกัน  ดังนั้น การเชื่อศรัทธาต่อโงะฮนซนและเข้าใจธรรมะ จึงต้องเท่ากับมีการกระทำหรือนำมาปฏิบัติพร้อมกันด้วย  ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระนิชิเร็นไดโชนินรู้แจ้งต่อกฎของสกลจักรวาล กฎของชีวิต และธรรมะแล้ว ท่านจึงเริ่มต้นเผยแผ่ธรรมให้แก่ประชาชนโดยยืนหยัดขึ้นมาแต่เพียงผู้เดียว และปัจจุบันแผ่ขยายไปถึง 192 ประเทศเขตแคว้น ถ้าท่านเก็บรักษาไว้กับตัว ปัจจุบันพวกเราก็ไม่สามารถรู้จักโงะฮนซน

สมาคมฯ อาจารย์มาคิงุจิ อาจารย์โทดะ อาจารย์อิเคดะ และผู้อาวุโสต่างๆ จึงพยายามอุทิศชีวิตในการต่อสู้อย่างเต็มที่ และมีชีวิตที่มีความสุขในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจึงไม่ใช่พุทธธรรมเพื่อการค้นคว้าเรียนรู้ให้เข้าใจเท่านั้น แต่จะต้องปฏิบัติเพื่อประชาชนที่มีความทุกข์ และพยายามให้การช่วยเหลือให้ทุกคนมีความสุข ด้วยความเอาใจใส่คนหนึ่งๆ   การปฏิบัติที่เคร่งครัดเช่นนี้จึงจะสามารถทำให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกสำเร็จได้

หัวหน้าที่ไม่เข้าสู่แนวหน้าของการเผยแผ่ธรรม คอยแต่ออกคำสั่งอยู่แนวหลังนั้น ไม่ใช่ลักษณะที่ถูกต้อง เพราะพระนิชิเร็นไดโชนินก็ดี อาจารย์ทั้ง 3 ท่านก็ดี ล้วนอยู่แนวหน้าของการเผยแผ่ธรรม ซึ่งเป็นแบบอย่างแก่พวกเราในการต่อสู้อย่างเต็มที่ พวกเราผู้เป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงก็ควรจะปฏิบัติตามเช่นนี้ จึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้อย่างแน่นอน P

 

 

 

วันที่ 11 กันยายน

            ผู้รับผิดชอบจะต้องรักษาเวลาของการประชุมตามที่ได้กำหนดไว้อย่าเคร่งครัด ถ้าละเลยเรื่องนี้และทำให้สมาชิกเดือดร้อนแล้ว ก็คือหนอนในตัวราชสีห์นั่นเอง เพราะเรื่องนี้ได้กลายเป็นสาเหตุของความพ่ายแพ้นั่นเอง

 

อธิบาย

          นโยบายของสมาคมในขณะนี้ มาตรฐานในการจัดประชุมก็คือให้เสร็จเรียบร้อยโดยใช้เวลาระหว่างหนึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เรื่องนี้หัวหน้าและกรรมการทั้งหลายได้ปรึกษาหารือและกำหนดเป็นระเบียบเช่นนี้ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นกฎที่หัวหน้าและสมาชิกทั้งหลายควรจะต้องยึดถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

แต่ปรากฏว่า บางครั้ง หรือหัวหน้าบางคนไม่สนใจที่จะปฏิบัติตาม โดยเลือกที่จะทำตามใจของตัวเองมากกว่า การกระทำของหัวหน้าเช่นนี้แสดงว่า ไม่ยึดถือกฎเกณฑ์หรือธรรมะ แต่ถือเอาความนึกคิดและจิตใจของตนเป็นหลัก คิดว่า ไม่เห็นผิดตรงไหน ในเมื่อยังไม่สามารถจบการประชุมได้ ก็จำเป็นต้องเลยเวลาจนดึกดื่น เราทำเพื่อให้ระบบการก้าวหน้าได้ ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน 

แม้เหตุผลที่อ้างนี้จะถูกต้อง แต่ก็เป็นความนึกคิดของหัวหน้าคนนี้เองแล้วก็ยืดเวลาออกไป  ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะแม้จะมีความจำเป็น แต่ก็เป็นความจำเป็นตามความคิดของหัวหน้าคนนี้เท่านั้น  ถ้าหัวหน้าไม่เอาใจใส่เรื่องเวลา ไม่เอาใจใส่นโยบายและระเบียบการของสมาคม และเปลี่ยนแปลงเองตามใจชอบแล้ว แสดงว่าเป็นคนอวดดี ใหญ่โต เห็นแก่ตัว ไม่สนใจสมาชิก ทำให้สมาชิกเดือดร้อนเพราะการไม่รักษาเวลา 

อันที่จริง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ก็ควรจะต้องปรึกษาและขออนุญาตจากที่ประชุมว่า เนื่องจากเนื้อหายังไม่สามารถสรุป ขอเวลาอีกสัก...นาที และจบจะได้หรือไม่ ถ้าในที่ประชุมอนุญาต จึงคุยกันต่อ ส่วนคนที่ไม่สามารถอยู่ได้ก็ขอให้กลับไปก่อน  นี่คือความเอาใจใส่ต่อสมาชิกด้วยความละเอียดรอบคอบ ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้อง  สมาชิกก็มาร่วมประชุมด้วยความรู้สึกสบายใจ แต่ถ้าหัวหน้าไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น ตัดสินใจเลยเวลาและสร้างความเดือดร้อนแก่สมาชิก แสดงว่า แม้ว่าธรรมะ คำชี้นำจะถูกต้องและดีมากแค่ไหน แต่ผู้เข้าร่วมประชุมก็อาจจะรู้สึกลำบากใจ หรือบางครั้งถูกคนในครอบครัวต่อว่าที่กลับดึกทุกครั้ง และไม่อนุญาตให้ออกมาร่วมประชุม  ซึ่งกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบการเสื่อมเสีย ทำให้สมาชิกศรัทธาอ่อนแอลง ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ผู้รับผิดชอบจะต้องรักษาเวลาของการประชุมตามที่ได้กำหนดไว้อย่าเคร่งครัด ถ้าละเลยเรื่องนี้และทำให้สมาชิกเดือดร้อนแล้ว ก็คือหนอนในตัวราชสีห์นั่นเอง” เพราะการกระทำของหัวหน้าคนนี้เป็นการทำลายสมาคมและสมาชิก ทำให้ธรรมะเสื่อมเสีย

สรุปได้ว่า หนึ่งขณะจิตหรือชีวิตของหัวหน้าแบบนี้มีลักษณะที่ไม่ว่านอนสอนง่าย มีความอวดดีและเห็นแก่ตัว จึงไม่รักษาระเบียบของสมาคม ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเวลาเท่านั้น เพราะหากมีความโน้มเอียงของชีวิตเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อมีกิจกรรมหรือนโยบายอื่นๆ ของสมาคม ก็จะมีการกระทำที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยคิดว่า ผมคิดอย่างนี้ดีแล้ว ผมมีวิธีที่ดีกว่านโยบายของสมาคม ทำให้แตกสามัคคี ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่ากลัว อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า ไม่สนใจว่าสมาชิกจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร สนใจแต่ความคิดของตัวเองเป็นหลัก จึงสร้างความเดือดร้อนแก่สมาชิก และในที่สุด ก็เท่ากับทำลายสมาคมด้วย P

 

 

 

 

วันที่ 10 กันยายน

            หัวหน้าจะต้องขับเคลื่อนให้การประชุมสนทนาธรรม มีความแน่นแฟ้นอยู่เสมอ พร้อมกับพูดคุยสนทนาตัวต่อตัวเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และนำพาไปสู่ความสุขให้ได้ นี่คือเรื่องสำคัญ

 

อธิบาย

ในการจัดประชุมหรือการสนทนาธรรมที่มีสมาชิกมาเข้าร่วมนั้น  มีการให้คำชี้นำบ้าง เล่าประสบการณ์บ้าง หรือแจ้งรายการหรือนโยบายให้รับทราบ หรือถาม-ตอบ หรือปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาการดำเนินงานต่างๆ และการส่งเสริมกำลังใจต่างๆ เหล่านี้ทำให้มีการจัดประชุม และรากฐานสำคัญในการจัดประชุมก็คือผู้รับผิดชอบ ผู้ดำเนินงานและสมาชิกทั้งหลายมีความสามัคคีทางด้านธรรมะ ถ้าหัวหน้าหรือผู้รับผิดชอบกับสมาชิกใน 4 ฝ่ายไม่มีความสามัคคีกันแล้ว แม้จะจัดประชุมหลายครั้งหลายหน ก็ไม่สามารถเกิดคุณค่าอะไรขึ้นมาได้ มีแต่การโต้เถียง อิจฉา หรืออคติจิตต่อกัน กลับกลายเป็นการสะสมกรรมชั่วไปเรื่อยๆ ในที่สุด ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปจัดประชุมกันเอง สมาชิกก็ไม่อยากมาร่วมรายการ ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า ความสามัคคีเป็นรากฐานของการปฏิบัติของสมาคมและการศรัทธาของเรา

อย่างไรก็ตาม แม้ความสามัคคีกันจะมีความสำคัญมากก็จริง แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือความสอดคล้องกลมเกลียวกัน เช่น ในระบบการที่มีอยู่ด้วยกัน 4 ฝ่าย คือ ผู้ใหญ่ชาย ผู้ใหญ่หญิง ยุวชนชาย และยุวชนหญิง ย่อมมีความนึกคิด ประสบการณ์ ปัญญา ความรู้ทางด้านธรรมะ อุปนิสัยใจคอ ความเป็นอยู่ ความทุกข์ยากลำบากในปัจจุบัน ปมเด่น ปมด้อย ต่างๆ หลากหลาย ซึ่งสภาพในความเป็นจริงมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย  ดังนั้น การบอกให้สามัคคี จึงเป็นการพูดที่ฟังดูง่าย แต่ปฏิบัติจริงได้ยาก  เพราะเมื่อตัวเราพิจารณาดูแล้ว ก็จะรู้สึกว่า การที่จะต้องกระทำให้เหมือนกับคนอื่นนั้น บางครั้งก็ทำให้อึดอัดใจ หนักใจ หรือกลุ้มใจได้ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ หัวหน้าจะต้องพยายามพูดคุยกับสมาชิกตัวต่อตัว เพื่อจะสามารถรู้จักอุปนิสัย ครอบครัว การงาน ความทุกข์กลัดกลุ้มใจ ความศรัทธาเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ปมเด่น ปมด้อย ความเข้าใจธรรมะ ฯลฯ ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อสามารถเข้าใจความสามารถที่ดี คุณสมบัติที่ดีของพวกเขาแล้ว ก็จะสามารถทำให้เขาสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่  เมื่อหัวหน้าเอาใจใส่สมาชิกอย่างเต็มที่แล้ว การจัดประชุมก็จะสามารถมีความสอดคล้องกลมกลืนกันได้ ความสามัคคีของ 4 ฝ่ายก็จะมีความแน่นแฟ้นได้ อย่างแน่นอน เพราะสมาชิกรู้สึกไว้วางใจต่อหัวหน้าที่เข้าใจต่อเขา จึงร่วมมือร่วมใจกันทำงาน ทำให้สามารถเอาใจใส่ในรายละเอียดได้อย่างเต็มที่ เช่น ในการประชุมสนทนาธรรม มีสมาชิกใหม่ที่เข้าร่วม ทุกข์ใจเรื่องสามีชอบดื่มเหล้า หัวหน้าก็จะให้ผู้ที่มีประสบการณ์เดียวกันนี้และแก้ไขผ่านพ้นได้แล้วมาเล่าประสบการณ์ ผู้ที่กำลังกลุ้มใจเรื่องนี้ ก็จะได้รับกำลังใจจากประสบการณ์จริง จึงมีกำลังใจและความศรัทธาเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นได้  หรือบางคนชอบบ่นว่าคนอื่น หัวหน้าก็อาจจะเตรียมคำชี้นำที่เหมาะสมแก่เขา โดยบอกว่า คำชี้นำนี้ดีมาก ขอให้คุณช่วยอ่านให้สมาชิกฟังในที่ประชุมด้วย ในเวลานั้น เขาก็อาจจะรู้สึกว่า คำชี้นำนี้ตรงกับเรื่องราวของเขาเอง พอจบการประชุมก็รู้สึกได้ว่า หัวหน้าไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอับอาย แต่กลับหาวิธีที่ทำให้ผมเข้าใจและรู้ตัวได้

ดังนั้น ความสามัคคีก็คือในระหว่างสมาชิกด้วยกันกับหัวหน้าจะต้องสามารถสอดคล้องกลมกลืน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถขับเคลื่อนให้การจัดประชุม หรือกิจกรรมต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างร่าเริงยินดี มีกำลังใจ ไม่มีการบ่น วิพากษ์วิจารณ์ หรืออิจฉาริษยา  มีแต่การสร้างสะสมบุญวาสนา และความศรัทธาเจริญก้าวหน้า ระบบการก็สามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งมีการสร้างคุณค่าอย่างมากมายนั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “พร้อมกับพูดคุยสนทนาตัวต่อตัวเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง และนำพาไปสู่ความสุขให้ได้ นี่คือเรื่องสำคัญ” P

 

 

 

วันที่ 9 กันยายน

            ขอให้ตั้งใจปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นอย่างมั่นคงแน่วแน่จริงจัง และอ่านธรรมนิพนธ์ให้ได้แม้จะเพียงแค่สั้นๆ ก็ตาม พร้อมกับฝึกฝนขัดเกลาตนเองให้เจริญเติบโตในเดือนที่มีความหมายนี้

 

อธิบาย

การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นก็คือการขัดเกลาชีวิตของตนเอง ส่วนการศึกษาธรรมนิพนธ์นั้นเป็นการขัดเกลาทางด้านความนึกคิด เมื่อเปลี่ยนทัศนะความนึกคิด ก็จะสามารถบังเกิดปัญญาที่ดีขึ้นมาได้  เมื่อมีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นและการศึกษาธรรม ก็จะต้องมีพร้อมการเผยแผ่ธรรมด้วย

ทำไมจึงบอกว่า การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นก็คือการขัดเกลาชีวิตของตนเอง ก็เพราะว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่มีความรู้สึก (มนุษย์ สัตว์) หรือชีวิตที่ไม่มีความรู้สึก (ต้นหญ้าต้นไม้ หิน น้ำ ฯลฯ) ล้วนมีพร้อม 10 โลก และโลกที่สูงที่สุดก็คือโลกพุทธะ ซึ่งเป็นกฎของนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว อันเป็นกฎของสกลจักรวาล และชีวิตอันยิ่งใหญ่ของสกลจักรวาล แต่คำสอนก็เป็นเพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น  ถ้าพวกเราไม่มีโงะฮนซน ไม่มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นแล้ว โลกพุทธะนี้ก็ไม่มีทางปรากฏออกมาได้  แต่เมื่อมีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นและสวดไดโมขุแล้ว โลกพุทธะที่ซ่อนอยู่ในชีวิตของเราก็จะปรากฏออกมาได้ ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นและการสวดไดโมขุจึงเป็นพิธีการที่สำคัญ 

แม้เราจะได้รับโงะฮนซนและศรัทธามานาน แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติที่มั่นคงแน่วแน่จริงจังแล้ว โลกพุทธะในชีวิตของเราย่อมไม่สามารถปรากฏออกมา ชีวิตจึงวนเวียนอยู่แต่ใน 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรก เช่น รถที่เราใช้ขับขี่อยู่ทุกวัน ทุกเช้าเมื่อล้างและเช็ดแล้ว ก็จะขาวสะอาดเงาวับได้ แต่เมื่อเราขับออกไปทำงาน ก็จะมีฝุ่นหรือเลอะโคลนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงจำเป็นต้องล้างทำความสะอาดอีก จึงจะสวยเหมือนเดิมได้ แต่ถ้าเกียจคร้าน ไม่ล้าง ไม่ขัดด้วยยาขัดเงาแล้ว รถก็จะสกปรก ถ้าปล่อยไว้สัก 2-3 วัน หรือ 1 อาทิตย์ก็อาจจะพอทนดูได้ แต่ถ้าทิ้งไว้ไม่เอาใจใส่เป็นเดือน เป็นปีแล้ว ก็จะต้องสกปรกมากจนไม่น่าใช้ หรือการไม่เอาใจใส่ในการตรวจเช็คเครื่องอย่างสม่ำเสมอ ก็อาจจะทำให้เครื่องขัดข้อง  บางครั้งจึงตายกลางทาง หรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย  การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นและไดโมขุก็เช่นเดียวกัน  บางที อาจจะเกียจคร้านไม่สวดมนต์สักวันสองวัน หรือ 1 อาทิตย์ก็ไม่เห็นความแตกต่าง แต่ถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานแล้ว ก็อาจจะค่อยๆ ศรัทธาอ่อนแอลง เมื่อมีอดีตกรรมชั่วปรากฏออกมา ก็ไม่สามารถรับมือได้  เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะเหนื่อยและลำบาก แต่ถ้าขยันทำความสะอาดชีวิตอยู่ทุกวัน ย่อมไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ชีวิตจิตใจก็มีความสุขและร่าเริงได้ ผู้คนรอบข้าง เช่น เพื่อน เพื่อนร่วมงาน พี่น้อง ก็จะชมเชย  แต่ถ้าเกียจคร้านไม่ล้างรถ ไม่ขัดเงา ใช้รถที่สกปรกอยู่เสมอ ก็ย่อมจะต้องทำให้คนอื่นวิพากษ์วิจารณ์เอาได้ว่า เอาแต่ใช้ไม่เคยดูแลรถ เห็นทีคงจะเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เป็นต้น

ส่วนการศึกษาธรรมนิพนธ์ ทำไมจึงบอกว่าเป็นการขัดเกลาความนึกคิด ก็เพราะว่า  ขณะที่เราสวดมนต์เช้า-เย็นและไดโมขุ โลกพุทธะที่สะอาดบริสุทธิ์ก็จะสามารถปรากฏออกมาในชีวิตของเราได้ก็จริง  แต่ภายหลังจากที่สวดมนต์เสร็จแล้ว ชีวิตของเราก็จะเข้าสู่ 4 โลกชั่ว 6 โลกแรก หรือ 9 โลก ซึ่งเป็นโลกในสังคมที่สกปรกและแปดเปื้อน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ก็จะสามารถถูกสังคมย้อมสีที่สกปรก ทำให้ความนึกคิดสกปรกได้ง่าย  ยิ่งกว่านั้น ก่อนหน้าที่จะได้มาปฏิบัติศรัทธา ยังไม่รู้จักโงะฮนซน ชีวิตของเราก็วนเวียนอยู่แต่ในสังคมที่สกปรก ความนึกคิดต่างๆ ก็เป็นการคิดแบบสังคมทั่วไป จึงอาจจะทำเรื่องผิดพลาดต่างๆ มากมายสะสมไว้ในชีวิต แต่เมื่อเราได้รู้จักกับโงะฮนซนแล้ว ได้ศึกษาธรรมนิพนธ์อยู่เป็นประจำ ก็จะค่อยๆ ทำให้ความนึกคิดที่เคยถูกย้อมสีที่สกปรก เปลี่ยนเป็นความนึกคิดที่ดีได้ โดยจะต้องอดทนและใช้เวลาค่อยๆ เปลี่ยนแปลงโดยยึดถือธรรมนิพนธ์เป็นพื้นฐาน  ด้วยเหตุนี้ เมื่อพายายามอ่านและศึกษาค้นคว้า พร้อมกับได้รับคำชี้นำทางด้านหลักธรรมจากหัวหน้าแล้ว พวกเราก็จะค่อยๆ รู้ตัวได้ว่า ความนึกคิดอันไหนไม่ถูกต้องตรงตามธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง และพยายามเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้ว ก็จะสามารถเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง ทำให้สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้ในที่สุด

จึงกล่าวได้ว่า การปฏิบัติเหล่านี้เป็นการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ถ้าไม่มีการสวดมนต์เช้า-เย็นและสวดไดโมขุ ไม่มีการศึกษาธรรมและทำงานพระเป็นประจำแล้ว ความศรัทธาก็ไม่สามารถเจริญก้าวหน้า เช่นนั้นแล้ว เราย่อมไม่มีหวังที่จะมีความสุขที่แท้จริงได้ ดังนั้น การปฏิบัติศรัทธาด้วยการสวดมนต์และศึกษาธรรมอย่างสม่ำเสมอมั่นคงจึงเป็นเรื่องสำคัญ P

 

 

 

 

วันที่ 8 กันยายน

            การศรัทธาก็คือการปฏิบัติ  การศรัทธาที่สามารถปรากฏออกมาที่การเคลื่อนไหวจึงสามารถบรรลุเจตนาได้  ดังนั้น ในการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า การปฏิบัติพุทธธรรมที่แท้จริง จึงจะสามารถมีดอกไม้แห่งผลบุญอันยิ่งใหญ่เบ่งบานออกมาได้

 

อธิบาย

แท้จริงแล้ว ความศรัทธาเป็นเรื่องภายในจิตใจ จะบอกว่า คนไหนมีความศรัทธาเข้มแข็ง หรืออ่อนแอ หรือว่านอนสอนง่าย หรืองมงายนั้น คนอื่นไม่สามารถรู้ได้ และไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น  หรือ ไม่สามารถเปรียบเทียบระหว่างหัวหน้าที่ปฏิบัติศรัทธามา 10 ปี 15 ปี 20 ปี กับสมาชิกใหม่เพิ่งรับโงะฮนซนแค่ 3 เดือน ครึ่งปี หรือ 1 ปี ว่าใครศรัทธาเข้มแข็งกว่าใคร เพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจนั่นเอง

สิ่งที่พอจะทำให้เข้าใจหรือเห็นได้ว่าศรัทธาเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็ง ก็อยู่ที่การปฏิบัติในปัจจุบัน เช่น สวดมนต์เช้า-เย็นไม่ขาด ขยันทำงานพระ ขยันเยี่ยมเยียนสมาชิก ขยันออกร่วมประชุม เรียนธรรมะ ฯลฯ อยู่เสมอ ซึ่งการมีความเคลื่อนไหวในระบบการ ก็พอจะบอกได้ว่ามีความศรัทธาเข้มแข็งหรือไม่  การพูดว่า ผมเชื่อโงะฮนซนเต็มที่ครับ แต่ผมไม่มีเวลาสวดมนต์เช้า-เย็น ไม่มีเวลาไปประชุม ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่อาจเรียกว่ามีการปฏิบัติศรัทธาที่แท้จริง

แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่า ถ้าเช่นนั้น หากคนที่ไม่ปฏิบัติศรัทธา ก็เท่ากับไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง  ดังนั้น จะต้องปฏิบัติให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้รับบุญกุศล ความคิดแบบนี้ก็เข้มงวดเกินไป เพราะอันที่จริงเขาอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีเวลาจริงๆ หรือมีปัญหาที่ทำงาน หรือในครอบครัว  ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ จิตใจที่มั่นคงแน่วแน่ต่อโงะฮนซน  ตรงกันข้าม แม้จะขยันสวดมนต์เช้า-เย็น ปฏิบัติศรัทธามาเป็น 10 ปี แต่จิตใจสงสัย บ่น วิพากษ์วิจารณ์ ต่อว่าผู้ปฏิบัติศรัทธาด้วยกัน หรือปฏิบัติศรัทธาอย่างเฉื่อยชาแล้ว ก็เป็นความศรัทธาที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่ปฏิบัติอย่างจริงจัง และถูกกระทบกระเทือนไปตามสิ่งแวดล้อม ซึ่งภายนอกก็ดูเหมือนขยันทำงานพระเสมอ แต่จิตใจของเขาไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้  ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็แสดงว่า การกำหนดว่าคนนี้ไม่มีความศรัทธา เพราะไม่เห็นออกมาเคลื่อนไหว ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เพราะแม้เราจะไม่เห็นเขาออกมาเคลื่อนไหว แต่เขาอาจจะกำลังพยายามอดทนต่อสู้อยู่ก็ได้

ดังนั้น เรื่องความศรัทธาจึงไม่ใช่เรื่องที่สุดโต่งทางใดทางหนึ่ง เช่น หัวหน้าชี้นำว่า ถ้าขยันปฏิบัติศรัทธาแล้ว ขออะไรก็ขอได้ จึงทิ้งการงาน และเอาแต่ทำงานพระอย่างเดียว หรือในทางกลับกัน พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า เรื่องการงานอาชีพในสังคมก็เท่ากับการปฏิบัติศรัทธา  จึงเอาใจใส่แต่อาชีพการงานเต็มที่โดยละทิ้งการปฏิบัติศรัทธา หรือหัวหน้าชี้นำว่า เมื่อสวดมนต์ก็จะหายเจ็บไข้ได้ป่วย จึงเอาแต่สวดมนต์ ไม่ยอมหาหมอ ไม่ยอมรับประทานยา เป็นต้น  เพราะฉะนั้น ความศรัทธาที่สุดโต่งเช่นนี้จึงไม่ถูกต้องนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม รากฐานของความศรัทธาก็อยู่ที่การปฏิบัติ นี่คือหลักเหตุผลทางด้านธรรมะ ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “สามารถบรรลุเจตนาได้” และสามารถได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้พวกเราปฏิบัติศรัทธาอย่างมีสามัญสำนึก และพิจารณาสมาชิกตามแต่ละกรณีไป ไม่เช่นนั้นแล้วก็อาจจะกลายเป็นการบังคับสมาชิก ทำให้สมาชิกรับฟังแล้วหนักใจหรือกลุ้มใจ เพราะในความเป็นจริง บางช่วงที่เศรษฐกิจยากลำบาก ก็จะต้องพยายามประกอบอาชีพอย่างเต็มที่ก็มี  ดังนั้น หัวหน้าต้องไม่ทำให้สมาชิกอึดอัดใจด้วยการนำคำชี้นำของอาจารย์มาใช้ชี้นำอย่างเข้มงวดมากเกินไปเป็นอันขาด P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

          วันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1957 อาจารย์โทดะประกาศแถลงการณ์ห้ามไม่ให้ใช้ระเบิดปรมาณู (วันต่อต้านระเบิดปรมาณู)

          วันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1968 อาจารย์อิเคดะเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของแผนกนักศึกษา ครั้งที่ 11 ว่า “จะต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีน”

 

 

 

 

วันที่ 7 กันยายน

            ในการจัดประชุมสนทนาธรรมควรจะต้องมีสายลมใหม่ๆ พัดเข้ามา และสิ่งใดที่สามารถสร้างความพึงพอใจแก่ผู้เข้าร่วม ก็ควรจะบรรจุไว้ในรายการ ซึ่งผู้นำศูนย์กลางของทั้ง 4 ฝ่ายควรจะต้องคิดค้นขึ้นมา

 

อธิบาย

หัวหน้าในระบบการหรือผู้นำศูนย์กลางของทั้ง 4 ฝ่ายควรจะต้องเอาใจใส่ระบบการในความรับผิดชอบ พยายามให้มีสายลมใหม่ๆ พัดเข้ามาอยู่เสมอ  นี่คือลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้อง เพราะเจตนารมณ์ของผู้นำคนนี้ไม่มีความคิดว่า ตัวเองเป็นเจ้านาย สมาชิกเป็นลูกน้องในการควบคุมดูแลของตน  ไม่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อสมาชิก ไม่เอาหน้าเอาตา ไม่แสวงหาชื่อเสียง หรือแสดงความอวดดีใส่สมาชิก  มีแต่การยึดถือธรรมะเป็นหลัก  โงะฮนซนเป็นหลัก และปกป้องสมาชิกและระบบการเพื่อการเผยแผ่ธรรม ดังนั้น หัวหน้าแบบนี้จะเข้าใจได้ว่า ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองจะต้องยึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก และรับผิดชอบปกป้องระบบการให้มีความเจริญก้าวหน้า

เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้า ไม่ได้แปลว่าตัวเองใหญ่โตหรือศรัทธาเข้มแข็ง  อันที่จริง ไม่ว่าหัวหน้าหรือสมาชิกต่างก็เป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินโดยเสมอภาคกัน  แต่หัวหน้าได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแล เอาใจใส่ และชี้นำสมาชิกให้ไปสู่ความศรัทธาที่ถูกต้อง พยายามทำให้ระบบการและสมาชิกในความดูแลได้รับประโยชน์ ได้รับการส่งเสริมกำลังใจ และมีความเจริญก้าวหน้า นี่คือสายลมใหม่ๆ ที่พัดพาเข้ามาในระบบการ ในการจัดประชุมสนทนาธรรม 4 ฝ่าย และกิจกรรมต่างๆ นานา

ตรงกันข้าม หัวหน้าที่มีนิสัยเอาหน้าเอาตา เห็นแก่ชื่อเสียงผลประโยชน์ คิดว่าเป็นเจ้านายของสมาชิก อวดอ้างความเก่งกาจของตนเอง แสดงอำนาจบาตรใหญ่ และคอยแต่จะควบคุมสมาชิก หัวหน้าแบบนี้จะไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาในระบบการของตนเอง ปฏิเสธหัวหน้าที่จะเข้าไปให้กำลังใจสมาชิก พร้อมกับห้ามไม่ให้สมาชิกในความดูแลพูดคุยปรึกษากับหัวหน้าคนอื่น ซึ่งถือว่าระบบการของตัวเองต้องเป็นความลับ  ถ้าระบบการเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่มีสายลมใหม่ๆ พัดพาเข้าไป  จึงมีแต่ความเฉื่อยชา  หากระบบการเป็นแบบนี้แล้ว  การจัดประชุมต่างๆ ก็ไม่สดชื่น ไม่มีอะไรใหม่ๆ หรือมีประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วม จึงย่อมจะค่อยๆ เงียบเหงาลง เสื่อมถอยลง

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ระบบการดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่ว่ามีสายลมใหม่ๆ พัดพาเข้ามาอยู่เสมอหรือไม่  ถ้าหัวหน้าปรับเปลี่ยนทัศนะของตนเสียใหม่ และอยากให้มีสายลมใหม่ๆ พัดพาเข้ามาในระบบการแล้ว แน่นอนทีเดียวว่า ก็จะมีความคิดใหม่ๆ ที่ดีๆ เกิดขึ้นเพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้เข้าร่วมได้ ถ้ารายการประชุมยังคงเหมือนเดิมทุกครั้ง สมาชิกทั้งหลายที่อุตส่าห์มาก็จะเกิดความเบื่อหน่าย และไม่อยากมาอีกต่อไป  ดังนั้น การที่หัวหน้าปรับเปลี่ยนทัศนะของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว P

 

 

 

 

วันที่ 6 กันยายน

            จงริเริ่มทุกสิ่งทุกอย่าง จงยืนหยัดอย่างเข้มแข็งในทุกเรื่อง จึงยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเชื่อมั่น

 

อธิบาย

สมาชิกยุวชนคนหนึ่งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นใบ้ การศึกษาไม่สูง และไม่ค่อยมีเพื่อน เวลาสวดมนต์เช้า-เย็นก็ไม่มีเสียง เวลามีการประชุมก็ไม่อยากไป เพราะไปแล้วไม่รู้สึกสนุก พร้อมกับรู้สึกอาย  ทุกวันจึงอยู่แต่บ้าน วันหนึ่ง ระดับหัวหน้ายุวชนชายคนหนึ่งไปเยี่ยมเขาที่บ้าน แต่ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง หัวหน้าจึงกลับบ้านไปด้วยความเสียใจที่ไม่สามารถทำอะไรให้แก่เขาได้ สอนธรรมะก็ไม่ได้ อธิบายอานุภาพของโงะฮนซนให้เขาก็ไม่ได้ ซึ่งไม่สามารถให้เขาเข้าใจถึงคุณค่าในการปฏิบัติธรรม ดังนั้น หัวหน้าคนนี้จึงพยายามสวดมนต์และอธิษฐานต่อโงะฮนซนว่า ทำอย่างไรสมาชิกคนนี้จึงจะเป็นยุวชนชายที่ดีที่สุด และรู้ตัวถึงภาระหน้าที่ที่เกิดมาในโลกนี้ว่าเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก นอกจากนี้ หัวหน้าคนนี้ยังรู้สึกว่า ที่ผ่านมาก็มียุวชนหลายสิบคนไปเยี่ยมเยียนและส่งเสริมกำลังใจเขา แต่เขาก็ไม่รู้สึกว่าได้รับผลบุญอะไร  แสดงว่า คงจะต้องมีอะไรที่ขาดหายไป จึงไม่สามารถช่วยให้ความศรัทธาของเขาเข้มแข็งขึ้นมา  แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า คงเป็นเพราะสมาชิกเป็นใบ้ แต่หัวหน้าที่ไปเยี่ยมเป็นคนปกติ จึงอาจจะไม่สามารถเข้าใจจิตใจหรือสภาพของเขา  ดังนั้น ถ้าสมาชิกเป็นใบ้ หัวหน้าก็จะต้องเป็นเสมือนคนใบ้ด้วยเหมือนกัน จึงจะไม่เกิดช่องว่างต่อกัน  ตั้งแต่ตอนนั้น หัวหน้าคนนี้จึงเริ่มไปเรียนภาษาใบ้ ภาษามือโดยพยายามจัดสรรเวลาเท่าที่จะทำได้  หลังจากนั้น ก็กลับไปเยี่ยมสมาชิกคนนี้อีกครั้ง และพูดคุยกันด้วยภาษามือ สมาชิกจึงเกิดความรู้สึกดีใจอย่างมากมายว่า เพื่อผมคนเดียว หัวหน้าสู้อุตส่าห์ไปเรียนภาษามือเพื่อมาสื่อสารกับเรา เพราะอยากจะช่วยให้ผมยืนหยัดในความศรัทธา  และบอกกับหัวหน้าว่า ถ้าคราวหน้ามีการประชุมก็อยากจะไปเข้าร่วมด้วย  เมื่อหัวหน้าคนนี้กลับไปในพื้นที่ ก็แจ้งให้สมาชิกทั้งหลายทราบว่า ยุวชนคนหนึ่งในเขตของเราจะออกมาร่วมประชุมกับพวกเรา ดังนั้น ขอให้พวกเราพยายามเรียนรู้ภาษามือ และให้การต้อนรับเขาด้วยกัน  แล้วหัวหน้าคนนี้ก็ช่วยสอนภาษามือให้แก่เพื่อนสมาชิกยุวชนทั้งหลาย   เมื่อถึงวันประชุม แม้ว่าสมาชิกทุกคนจะยังใช้ภาษามือไม่คล่องหรือไม่เก่ง แต่ยุวชนที่มาเข้าร่วมประชุมทั้งหมดต่างก็รู้สึกดีใจและประทับใจมากที่สามารถพูดคุยสื่อสารกันด้วยภาษามือ  หลังจากนั้น ยุวชนชายใบ้คนนี้ก็มีความศรัทธาเข้มแข็งขึ้น และพยายามปฏิบัติศรัทธาทำงานอยู่เสมอ

ดังนั้น สรุปได้ว่า การริเริ่มจะต้องคิดและกระทำเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่คิดริเริ่มเพื่อตนเอง  เมื่อเกิดความคิดริเริ่มแล้ว ก็จะต้องยืนหยัดในการปฏิบัติด้วยความมั่นใจว่า เราจะสามารถทำสำเร็จและมีชัยชนะได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถได้รับผลสำเร็จ และได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน P

 

 

 

วันที่ 5 กันยายน

            เนื่องจากการเดินทางของการเผยแผ่ธรรมนั้นยังอีกยาวไกล ดังนั้น ในการดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวในแต่ละวันของสมาคม จะต้องไม่ลืมเรื่องเวลา อย่างไรก็ตาม การจัดประชุมทั้งหมด ขอให้ยึดถือเวลาอย่างเคร่งครัด เลิกประชุมให้ตรงเวลา

 

อธิบาย

จุดมุ่งหมายในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสมาคม ก็คือ การสร้างคุณค่า   แต่การจัดประชุมที่ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง บางรายการก็มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์และมีคุณภาพ บางรายการก็ไม่มีเนื้อหาสาระอะไร เป็นการเสียเวลาเปล่าๆ ก็มี  ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ก่อนอื่น ในการจัดประชุมต่างๆ หัวหน้าต้องมีความชัดเจนและไม่ลืมว่า การจัดประชุมเหล่านี้มีเพื่ออะไร มีเป้าหมาย นโยบาย และรายการอะไร แต่ถ้าหัวหน้าไม่มีการเตรียมล่วงหน้าและมาร่วมประชุมแล้ว ก็จะมีแต่การคุยสังสรรค์ แม้จะบอกว่าสนุกดี แต่เมื่อมองดูจากทางด้านระบบการแล้ว ก็เป็นเพียงความสนุกสนานอย่างเดียว ไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย  ซึ่งในส่วนของผู้เข้าร่วม ก็คาดหวังว่า หัวหน้าคงจะสอนธรรมะที่ลึกซึ้ง หรือได้ศึกษาธรรมหรือได้รับคำชี้นำทางด้านธรรมะ แต่ปรากฏว่า มีแต่การคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ทางสังคม เศรษฐกิจ หรือซุบซิบนินทา ต่างๆ หากเป็นเช่นนี้แล้ว ย่อมทำให้พวกเขาผิดหวังกลับไปอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับทางด้านสังคมนั้น เป็นเรื่องที่คุยกันจนหมดเวลาก็ยังจบไม่ลง  ดังนั้น ถ้าในรายการประชุมของสมาคมเป็นแบบนี้แล้ว ผู้ศรัทธาที่แท้จริงก็จะค่อยๆ หมดกำลังใจ และไม่ร่วมการประชุมอีกต่อไป ทำให้ผู้นำในอนาคตหายไปได้

ในอีกด้านหนึ่ง หัวหน้ามีความกระตือรือร้น ตั้งใจต่อสู้อย่างเต็มที่โดยปรึกษาหารือกับสมาชิกทั้งหลาย แต่มีจิตใจที่เอาหน้าเอาตา อยากจะเอาชนะมากจนเกินไป เมื่อหมดเวลา แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จึงไม่สนใจเรื่องเวลา และอยู่พูดคุยปรึกษากันต่อนานๆ แม้ว่าจะเป็นการปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้า และคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ได้กระทำผิดอะไร สมาชิกก็ไม่มีใครบ่นว่าอะไร จึงอยู่คุยกันต่อจนถึงดึก เช่น 5 ทุ่ม เที่ยงคืน  ก็มี

แท้จริงแล้ว การกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะจุดมุ่งหมายของการจัดประชุมของสมาคมไม่ใช่เรื่องทางด้านสังคม ที่เอาหน้าเอาตา แต่เพื่อธรรมะเป็นหลัก  นอกจากนั้น วันนี้ก็ไม่ใช่เป็นการดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวของสมาคมเป็นวันสุดท้าย แต่ยังมีเวลาอีกยาวไกล  บางคนก็อาจอ้างว่า การเผยแผ่ธรรมอีกนานก็จริง แต่งานวัฒนธรรม หรือวันออกแสดงใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้น ใช้เวลานานอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร   เรื่องนี้ถ้าคิดอย่างผิวเผินแล้วก็อาจจะใช่ เพราะใกล้งานก็ยิ่งมีงานที่ต้องปรึกษาหารือกันมาก   แต่ทว่า สิ่งสำคัญก็คือ งานประชุมใหญ่ งานวัฒนธรรมต่างๆ เหล่านี้ ล้วนต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3-4 เดือน หรือครึ่งปีอยู่แล้ว  ดังนั้น ถ้ามีการเตรียมงานล่วงหน้าอย่างดีแล้ว ก่อนวันงานสัก 1 อาทิตย์หรือสัก 3 วัน ก็ควรจะแล้วเสร็จไปแล้ว 99 %  เหลือแค่ 1 % หรือ 3-5 % เท่านั้นที่จะต้องติดตามเก็บงานให้เรียบร้อย  นี่จึงจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการเตรียมการประชุมล่วงหน้า  แต่หัวหน้าที่ไม่ดีนั้น จะไม่เตรียมงานแต่เนิ่นๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่าๆ โดยคิดว่า ยังมีเวลาอีกตั้งหลายเดือน ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้  แต่พอใกล้งาน ก็เกิดร้อนใจและเร่งรีบไปเสียหมดทุกเรื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับความเดือดร้อนด้วยความวุ่นวายของหัวหน้า ทำให้พวกเขาต้องเหนื่อยล้า จนอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย 

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ หัวหน้าจะต้องรู้และเข้าใจเจตนารมณ์ของสมาคมที่ว่า จะต้องดำเนินกิจกรรมโดยสามารถสร้างคุณค่ามากมาย พร้อมกับสะสมการเตรียมการล่วงหน้า สมาชิกและเจ้าหน้าที่ก็จะไม่เหน็ดเหนื่อยเกินไป จึงสามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ อีกทั้งเนื้อหาสาระก็มีความแน่นแฟ้นเต็มที่

สรุปได้ว่า พวกเราที่ต่อสู้เคลื่อนไหวทางด้านธรรมะจะต้องไม่ลืมเรื่องเวลา จะต้องทำให้เวลามีประโยชน์และมีคุณค่าสูงสุด ไม่เช่นนั้นแล้ว จะกลายเป็นว่า เหนื่อยกันมากแต่ได้รับผลน้อย  ยิ่งกว่านั้น ถ้าทุกคนทำงานจนดึกดื่น เหนื่อยล้า และสวดมนต์ไม่มากแล้ว การปฏิบัติศรัทธาในชีวิตประจำวันก็จะค่อยๆ เฉื่อยชาลง จึงไม่สร้างคุณค่าอะไรเลย  ดังนั้น ขอให้ยึดถือเรื่องเวลา หลักการ และระเบียบของสมาคมอย่างเคร่งครัด พร้อมกับรักษาสุขภาพ รักษาความศรัทธาให้มีจังหวะที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต  ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการต่อสู้เพื่อการเดินทางอันยาวไกลของการเผยแผ่ธรรม P

 

 

 

           

วันที่ 4 กันยายน 

            ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ขอให้สอนด้วยความใจดี จนอีกฝ่ายยอมรับ อย่าลืมว่านี่คือจุดมุ่งหมาย ที่ทำให้พลังของอีกฝ่ายสามารถแสดงปรากฏออกมาได้

 

อธิบาย

ในการสอนนั้น ไม่ใช่ใช้ความนึกคิดของตนเอง ความรู้ของตัว หรือตามสภาพความเป็นอยู่ของชีวิตของตนเองเป็นมาตรฐานในการสอน เพราะเป็นวิธีการที่ไม่ดี เช่น การที่หัวหน้าสอนธรรมะ โดยไม่ใส่ใจต่อความรู้ ความเข้าใจ คุณภาพ หรือพลังของอีกฝ่าย ได้แต่สอนไปเรื่อยๆ  แม้คำสอนนั้นจะถูกต้อง แต่อีกฝ่ายก็ไม่เข้าใจว่า คนนี้สอนอะไร ถ้าเช่นนั้นแล้ว จุดมุ่งหมายที่สอนให้แก่คนรุ่นหลังเพื่อให้เขาเป็นผู้นำในอนาคตก็คงจะสูญเปล่า เพราะมีแต่ตัวหัวหน้าเองที่ดีใจและพอใจว่าวันนี้ตัวเองได้สอนอย่างเต็มที่ กล่าวคือ ถ้าบุคลิกลักษณะของหัวหน้าไม่สอนด้วยความใจดี แสดงว่า สิ่งที่สอนนั้น เพื่อให้คนอื่นรู้ว่า ตนเองรู้ธรรมะมาก เอาหน้าเอาตา อวดดี อยากได้ชื่อเสียง  แน่นอนว่า คนรุ่นหลังย่อมจะบ่นว่า เรียนแล้วไม่มีอะไร ง่วงนอน เสียเวลาเปล่าๆ ต่อไปไม่อยากมา ซึ่งกลายเป็นอคติหรือวิจารณ์ หรือไม่พอใจหัวหน้า หากเป็นเช่นนี้แล้ว เป้าหมายของการสอนธรรมะหรือให้คำชี้นำย่อมไม่อาจบรรลุผลสำเร็จ กลับกลายเป็นว่า ไม่สอนหรือไม่ชี้นำน่าจะดีกว่า  เพราะผู้ฟังซึ่งเป็นอีกฝ่ายไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้ ไม่สามารถทำให้พลังหรือคุณสมบัติในตัวเองปรากฏออกมาได้ 

ดังนั้น ในการสอนหรือชี้นำ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับหัวหน้าคือ หากอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นคนรุ่นหลัง หรือเป็นสมาชิก มีปัญหา มีข้อสงสัย มีเรื่องกลัดกลุ้มใจต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัว การงาน หรือเรื่องส่วนตัวแล้ว ก่อนอื่น หัวหน้าควรจะพยายามอดทนรับฟังทั้งหมด ซึ่งให้เขาสามารถแสดงความคิด บอกเล่าความยากลำบาก ความรู้สึกต่างๆ ออกมาจนหมด เมื่อนั้น ก็เท่ากับว่า การสอนหรือการชี้นำสามารถแก้ไขสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็คือส่วนที่หัวหน้าจะสอนหรือชี้นำ โดยอธิบายด้วยความใจดีให้เขาเข้าใจ และยอมรับได้ เท่านี้ก็เพียงพอใจแล้ว  แต่หัวหน้าบางคนจะไม่รับฟังปัญหาหรือสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งอยากจะบอกเล่า แล้วก็ด่วนสรุปคิดเอาเองว่า คนนี้เป็นแบบนี้ คิดแบบนี้ และคิดเอาเองว่า รู้เรื่องราวทั้งหมดดีแล้ว จากนั้น ก็ชี้นำหรือสอนเขาต่างๆ นานา แต่เนื่องจากในจิตใจของเขายังมีข้อสงสัย หรือไม่สบายใจ 100 % จึงไม่สามารถเกิดประโยชน์แก่เขาได้

สรุปว่า การสอนหรือการชี้นำที่ดีที่สุด ก็คือ จะต้องรับฟังจากอีกฝ่ายหนึ่งจนหมด นี่คือจุดมุ่งหมายสำคัญในการแก้ไขปัญหา และเมื่อสอน อธิบาย หรือให้คำแนะนำด้วยความใจดีแล้ว อีกฝ่ายก็จะยอมรับได้หมด บังเกิดความพึงพอใจ และมีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไปได้ P

 

 

 

 

วันที่ 3 กันยายน

            เอาล่ะ ฤดูใบไม้ร่วงที่สดชื่นมาถึงแล้ว จึงอยากจะแสดงความดีใจให้เต็มที่บนเวทีที่มีความเจริญรุ่งเรือง พร้อมกับความปีติยินดีที่สูงที่สุดในชีวิตมนุษย์ต่อไป

 

อธิบาย

ในนิทานธรรมของพระศากยมุนีพุทธะ หิมาลัยกุมารมีจิตใจแสวงหาธรรม จึงยอมสละชีวิตเพื่อให้ได้รับฟังธรรมะจากยักษ์ที่เป็นพระอินทร์แปลงกายมา  นิทานธรรมะก็เปรียบได้กับการแสดงบนเวทีในสมัยโบราณ ซึ่งนิทานเรื่องหิมาลัยกุมารนี้ให้แง่คิดต่างๆ แก่เรา ว่า

1. พวกเราจะต้องใฝ่หาธรรม จึงจะสามารถได้ฟังหรือรู้ได้ กล่าวคือ ธรรมะไม่สามารถเผยแผ่ได้เอง มนุษย์จะต้องมีจิตใจแสวงหาธรรม เช่นเดียวกับหนังสือที่ดีที่สุด ถ้าไม่มีใครหยิบมาอ่าน ก็มีค่าเพียงแค่กระดาษที่วางไว้บนโต๊ะ  ในทำนองเดียวกัน ถ้าไม่อยากได้ธรรมะ ไม่อยากฟังธรรมะ ไม่ศึกษาธรรมะแล้ว แม้ธรรมะจะมีอยู่ แต่ก็เหมือนกับไม่มี   ด้วยเหตุนี้ เจตนารมณ์ที่แสวงหาธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

2. เมื่อพวกเราอยากฟังธรรมะ อยากรู้ธรรมะ ก็จะต้องมีจิตใจเอาจริงเอาจัง มีการอุทิศชีวิตเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถได้รับฟังธรรมะที่แท้จริงได้ กล่าวคือ ถ้าไม่มีจิตใจเอาจริงเอาจัง เมื่อนึกอยากจะฟังธรรมะ ก็จะพยายามทำ แต่พอไม่มีความต้องการก็หยุดพักเสีย วิธีเช่นนั้นย่อมไม่ถูกต้อง  สิ่งสำคัญก็คือจะต้องเอาจริงเอาจังจนถึงที่สุด เช่น ถ้าหุงข้าวแล้ว ประเดี๋ยวก็เปิดไฟ ประเดี๋ยวก็ปิดไฟ ข้าวย่อมไม่สุก หรือสุกช้า หรือไม่อร่อย

3. เมื่อพบผู้ที่รู้ธรรมะ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ก็จะต้องรับฟังด้วยความถ่อมตนและให้การยกย่องเสมือนหนึ่งได้เรียนรู้จากพระพุทธะ ไม่ว่าผู้สอนจะอยู่ในวัยใด เพศใด อาชีพใด แต่ถ้ามีความรู้ธรรมะมากกว่าเรา ก็จะต้องรับฟังจากเขา นี่คือลักษณะที่แท้จริงของการเรียนรู้ธรรมะ

4.  แม้ว่าผู้บอกกล่าวธรรมะจะเป็นใครก็ตาม เช่น เป็นคนที่วิจารณ์เรา ก็ขอให้คิดว่า เขาจะต้องสอนอะไรแก่เราอย่างแน่นอน เหมือนกรณีของพระอินทร์ที่แปลงกายเป็นยักษ์เพื่อทดสอบความศรัทธาของหิมาลัยกุมาร  ดังนั้น แม้จะเป็นคนไม่ดี ก็สามารถกลายเป็นคนที่ดีต่อเราได้ กล่าวคือ มองดูผิวเผินแล้ว จริงอยู่ อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อเรา แต่ถ้ามองดูจากทางด้านธรรมะแล้ว ใครก็ตามที่สามารถทำให้เรามีความศรัทธา ก็ถือว่าเป็นกัลยาณมิตรของเรา ซึ่งเปรียบได้กับเทวดาที่ทดสอบความศรัทธาของเรา จึงไม่โมโห ไม่อคติจิตต่อเขา นี่คือสิ่งสำคัญ

5.  หิมาลัยกุมารได้รับฟังธรรมะจากยักษ์แล้ว ก็ไม่ได้เก็บเอาไว้ในใจ เพราะถ้าพอใจแค่นั้นแล้ว ก็เป็นความเห็นแก่ตัว และจะต้องได้รับบาปแห่งความตระหนี่อย่างแน่นอน แต่หิมาลัยกุมารได้สลักธรรมะที่ได้รับฟังมาไว้ตามก้อนหิน ต้นไม้ เพื่อให้ผู้อื่นได้อ่านพบ ได้เรียนรู้ และเข้าใจ  กล่าวคือ ไม่ได้พอใจเพียงแค่ว่าตนเองได้รู้เท่านั้น  แต่มีความศรัทธาที่ไม่เห็นแก่ตัว เป็นความศรัทธาที่มีความเมตตากรุณา  เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ 

การดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเรา ก็คือการแสดงบนเวทีชีวิตของเราเช่นกัน บางครั้งก็ยากจน บางครั้งก็เจ็บป่วย บางครั้งก็ร่ำรวย ซึ่งมีหลากหลายรสชาติ  แต่ธาตุแท้ของพวกเราก็คือโพธิสัตว์จากพื้นโลก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพียงแต่มาแสดงบทบาทอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์อานุภาพของโงะฮนซน นี่คือสิ่งสำคัญ  แต่ถ้าบอกว่า เราไม่อยากจะแสดงเป็นคนชั้นต่ำ ก็ย่อมแสดงไม่สมบทบาท  ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะรับบทอะไร ก็ขอให้มีความปีติยินดี และแสดงบทบาทในการดำเนินชีวิตของเราอย่างเต็มที่  และเมื่อการแสดงจบลงแล้ว แน่นอนว่า เราย่อมจะสามารถบรรลุพุทธภาวะตามที่ได้กำหนดไว้อยู่แล้ว  P

 

 

 

วันที่ 2 กันยายน

            จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการงานอาชีพของตนเอง นี่คือข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของความศรัทธา บุคคลที่พยายามศึกษาการงานอาชีพของตนเองอย่างเต็มที่เท่านั้นคือผู้ที่จะมีชัยชนะได้ในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน

 

อธิบาย

เป้าหมายของสมาคมเราคือ การสร้างความสุขที่แท้จริงของตนเอง และการสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่สังคม และทำให้สองสิ่งนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ดังนั้น แม้พวกเราจะพยายามปฏิบัติศรัทธาอยู่ในระบบการ และได้รับการยกย่องชมเชยว่าเป็นสมาชิกที่ดีของสมาคมก็ตาม แต่ถ้าการปฏิบัติตนในครอบครัวไม่ดี เช่น เป็นลูกอกตัญญู ไม่เป็นสามีที่ดี ไม่เป็นภรรยาที่ดี  หรือในสถานที่ทำงาน ไม่เป็นพนักงานที่ดี ไม่สนใจการงาน ทำงานไม่ดี ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อการศรัทธา และเสื่อมเสียชื่อเสียงของสมาคมแล้ว แสดงว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความศรัทธาที่ถูกต้อง  เพราะถ้ามีการศรัทธาอย่างถูกต้องแล้ว ย่อมจะต้องปฏิบัติตนอย่างถูกต้องในสังคมด้วยเช่นกัน พร้อมกับมีครอบครัวที่เป็นตัวอย่างที่ดีในท้องถิ่น จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แต่บางครั้งบางคราว สมาชิกบางคนก็เกิดความเข้าใจผิดไปว่า ตนเองนับถือโงะฮนซน ขยันทำงานพระ มีการสร้างบุญวาสนาอยู่ทุกวัน ดังนั้น ครอบครัวก็ดี การงานก็ดี ไม่ใช่เรื่องสำคัญ จึงไม่สนใจการงานอาชีพหรือเรื่องราวทางสังคม สนใจแต่ทางด้านธรรมะเท่านั้น บุคคลแบบนี้แสดงว่าเป็นผู้ที่มีความศรัทธาเพื่อความศรัทธา ไม่ใช่ความศรัทธาเพื่อครอบครัว ความศรัทธาเพื่อสังคม จึงกลายเป็นความศรัทธาแบบอวดดี เห็นแก่ตัว และหลงผิด

ผู้นำที่แท้จริงจะต้องนำพลัง ปัญญา และชีวิตชีวาที่ได้มาจากการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นต่อโงะฮนซนมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาในสังคม ให้ผู้คนสามารถประจักษ์ในอานุภาพของโงะฮนซนว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เพียงใด และกิจกรรมของเรามีการสร้างคุณค่าเพียงใด  แต่เงื่อนไขสำคัญของการที่จะแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาได้นั้น ก็คือ จะต้องหมั่นศึกษา ฝึกฝนอบรม และอดทน  บางคนเข้าใจผิดว่า เรานับถือโงะฮนซนแล้ว ไม่ต้องทำงานเต็มที่ ไม่ต้องศึกษาเต็มที่ก็ได้ เพราะอย่างไรเสียเทวดาและโงะฮนซนก็จะต้องช่วยเราอยู่แล้ว ดังนั้น ตัวเองไม่ต้องพยายามก็ไม่เป็นไร พึ่งพาแต่อานุภาพของโงะฮนซน บุคคลเช่นนี้ แม้จะเพียรพยายามปฏิบัติศรัทธามากเพียงใด ก็ไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงที่มีขัยชนะในครอบครัว ในอาชีพการงาน และในสังคมได้เลย

อาจารย์โทดะชี้นำว่า พนักงานในบริษัทหรือในสังคมนั้นมี 3 ประเภท คือ

1.ผู้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อบริษัท

2.ผู้ที่อยู่หรือไม่อยู่ก็ได้

3.ผู้ที่ไม่ให้มีอยู่ในบริษัท

สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกที่แท้จริงของสมาคม ควรจะเป็นพนักงานประเภทที่ 1 ให้ได้ มิฉะนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมเสียต่อพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพราะทำให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์ว่า อุตส่าห์เป็นสมาชิกของสมาคม แต่กลับไม่เอาใจใส่ฝึกฝนอาชีพการงานให้ดี หรือเป็นคนเกียจคร้าน  เวลาพูดอธิบายหลักธรรม ก็ดูว่าน่าสนใจ และเป็นคำสอนที่ดี แต่พฤติกรรมกับคำพูดไม่ตรงกัน จึงทำให้หัวหน้างานมองว่า เป็นบุคคลที่จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ได้ หรือเป็นบุคคลที่ไม่ให้อยู่ในบริษัท

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์อิเคดะจึงชี้นำว่า “ จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการงานอาชีพของตนเองนี่คือข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของความศรัทธา” เพราะว่า เมื่อสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว แม้ว่าอาจจะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่บริษัทก็ยอมรับได้ และให้ทำงานอยู่ในบริษัทต่อไป  พร้อมกันนี้ ขณะที่ทำงาน ก็พยายามทำให้ปมด้อยหรือข้อเสียเปลี่ยนเป็นปมเด่นหรือข้อดี โดยยึดถือความศรัทธาเป็นพื้นฐาน นี่คือการต่อสู้ของผู้นำที่แท้จริง  นี่คือการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง  ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการนับถือศรัทธาของเรา ในที่สุด ก็สามารถมีชัยชนะในชีวิตมนุษย์ได้  P

 

 

 

วันที่ 1 กันยายน

            เอาล่ะ เดือนกันยายน เดือนแห่งการอ่านหนังสือมาถึงแล้ว (เพราะที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งอากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การอ่านหนังสือ)  ขอให้ตั้งใจอ่านธรรมนิพนธ์ พยายามอ่านสิ่งพิมพ์ของสมาคม และอ่านคำชี้นำอย่างเต็มที่จนซึมซับเข้าอยู่ในเลือดเนื้อของเรา

 

อธิบาย

โดยธรรมดา การอ่านหนังสือจะเป็นการศึกษาและเพิ่มพูนความรู้ของตนเองให้ลึกซึ้ง แต่สำหรับการอ่านหนังสือของพวกเรานั้น จะเป็นการอ่านเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น กล่าวคือ เป็นการอ่านเพื่อให้เป็นพลังขับดันต่อความศรัทธาของเรา

สำหรับการอ่านหนังสือมี 3 วิธีด้วยกัน คือ

1.อ่านด้วยความสนใจโครงเรื่องและความเป็นไปว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปจนจบ เป็นการอ่านอย่างผิวเผิน

2.อ่านพลางคิดว่าผู้เขียนต้องการนำเสนออะไร

3.อ่านโดยสามารถเข้าใจและมองทะลุถึงเบื้องหลังความนึกคิดของผู้เขียน

 

อาจารย์โทดะจึงเคยชี้นำไว้ว่า “จงอ่านหนังสือ อย่าถูกหนังสืออ่าน” หมายความว่า ถ้าพวกเราเป็นผู้อ่านประเภทที่หนึ่ง แสดงว่า เราพ่ายแพ้ต่อหนังสือ คือถูกหนังสืออ่าน กล่าวคือ เมื่ออ่านจบ ก็ไม่มีอะไรที่เหลือเป็นประโยชน์แก่เรา มีแต่ความสนุกสนาน และใช้เวลาให้หมดไปกับการอ่าน  พวกเราควรจะอ่านหนังสือพร้อมกับพิจารณาและคัดเลือกว่า สิ่งใดมีประโยชน์ สิ่งใดเป็นความคิดชั้นต่ำ ซึ่งมีความเข้าใจอย่างชัดเจน แล้วนำสิ่งที่ดีมาเป็นเลือดเนื้อของเรา

แต่เรื่องนี้ ถ้าไม่มีความศรัทธาเป็นพื้นฐานแล้วก็ค่อนข้างจะทำได้ยาก เพราะสภาพชีวิตของเรานั้นมักจะถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งแวดล้อมได้ง่าย  ดังนั้น ถ้าไม่ตั้งใจอ่าน ก็จะถูกอ่านจากหนังสือ ยิ่งการศรัทธาอ่อนแอด้วยแล้ว ยิ่งไม่อยากอ่านหนังสือเลย ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจได้ว่า การอ่านธรรมนิพนธ์และสิ่งพิมพ์ของสมาคมมีความสำคัญ แต่เนื่องจากพลังชีวิตชีวาอ่อนแอ จึงขี้เกียจอ่าน  เบื่อไม่อยากอ่าน ไม่อยากเห็นหนังสือ  ซึ่งถ้ามีความศรัทธาในลักษณะนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถเอาชนะชะตากรรม ไม่สามารถสร้างคุณค่า มีแต่ดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ เป็นความศรัทธาที่เฉื่อยชา  ยิ่งกว่านั้น ถ้าเบื่อไม่อยากอ่านธรรมนิพนธ์ คำชี้นำ และสิ่งพิมพ์ของสมาคมแล้ว ระบการก็จะค่อยๆ เฉื่อยและอ่อนแอลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

เพราะฉะนั้น การตั้งใจอ่าน การอ่านอย่างมากมายจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อความศรัทธาของพวกเรา   P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1951 เปลี่ยนชื่อและก่อตั้งกลุ่มการศึกษา (เคียวงะขุ)

วันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1963 ก่อสร้างอาคารสมาคมโซคา (สำนักงานใหญ่) แล้วเสร็จ

วันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1967 ก่อสร้างอาคารวัฒนธรรมโตเกียว (โตเกียวบุงกะไคคัน) แล้วเสร็จ

 

 

กลับหน้าแรก