กลับหน้าแรก

  วันที่ 31 ตุลาคม

ขอให้ต่อสู้อย่างร่าเริง และผ่านพ้นแต่ละวันไปด้วยความปีติยินดี


อธิบาย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอ้างอิงข้อความของสัทธรรมปุณฑริกสูตรไว้ในธรรมนิพนธ์ว่า “มนุษย์เกิดมาในชาตินี้เพื่อความสุขสำราญ” หมายความว่า การดำเนินชีวิตที่ยึดถือโงะฮนซนเป็นหลักนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น หรือต้องประสบเคราะห์กรรมอันเนื่องจากอดีตกรรมชั่วที่หนักหนาเพียงใด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความสุขสำราญของชีวิตมนุษย์ได้อย่างแน่นอน

กล่าวคือ ถ้าชีวิตมนุษย์มีแต่กิน นอน เที่ยว เล่น ฯลฯ เป็นการดำเนินชีวิตที่ผ่านไปอย่างไร้ค่าแล้ว ไม่นานก็จะเกิดความเบื่อหน่าย ไร้จุดหมาย ในที่สุด ก็พบว่า ชีวิตไม่มีความสุขอีกต่อไป ในทางกลับกัน แม้จะมีฐานะความเป็นอยู่ยากจน หรือมีปัญหามากมาย แต่เราก็มั่นใจว่า เรามีโงะฮนซน แม้ปัจจุบันจะลำบาก แต่อีกไม่นานก็จะแก้ไขผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ปัจจุบันจึงพยายามต่อสู้เพื่อชำระล้างชะตากรรมให้หมดไป พยายามทุ่มเทอดทนต่อสู้ด้วยน้ำพักน้ำแรงและหยาดเหงื่อของตนเอง โดยถือว่า นี่คือเวลาของการสร้างประวัติศาสตร์ทองคำของชีวิต และในอนาคตอีก 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปีภายหลัง การต่อสู้เหล่านี้จะกลายเป็นความทรงจำที่ดีของชีวิตที่ควรค่าแก่การภาคภูมิใจ เมื่อสามารถปฏิวัติความคิดและปฏิวัติชีวิตได้เช่นนี้แล้ว แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีเวลา หรือลำบากแค่ไหน มีอุปสรรคมากแค่ไหน ก็จะไม่ยอมแพ้ นอกจากนั้น ยังนำอุปสรรคความทุกข์ยากทั้งหลายมาเป็นปุ๋ยที่จะเสริมสร้างความศรัทธาของตนเองให้เจริญเติบโตขึ้น

ดังเช่น เมล็ดที่สะอาดไม่เปรอะดิน ย่อมไม่สามารถงอกได้ ถ้าเมล็ดรังเกียจดินที่สกปรกหรือปุ๋ยที่เหม็นแล้ว ก็จะยังคงเป็นเมล็ดอยู่เช่นนั้น แต่ถ้าเมล็ดนั้นได้พบกับปัจจัยของดินหรือปุ๋ยที่สกปรกแล้ว ก็จะสามารถงอกงามขึ้นมา กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่สวยงาม แข็งแรงได้ อุปสรรคหรือชะตากรรม หรือการต่อสู้เพื่อธรรมะก็เปรียบได้กับดินหรือปุ๋ยที่สกปรกและเหม็น ถ้าเราหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เมล็ดพุทธะภายในชีวิตของเราก็จะไม่มีโอกาสงอกงามขึ้นมา เราย่อมไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองได้สำเร็จ

ดังนั้น พวกเราซึ่งเป็นผู้ที่นับถือโงะฮนซนนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง แต่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นเรื่องดีสำหรับเรา มีประโยชน์ต่อเรา สร้างคุณค่าต่อเรา เป็นกัลยาณมิตรของเรา หากยึดมั่นในเจตนารมณ์เช่นนี้แล้ว การดำเนินชีวิตในแต่ละวันก็จะสามารถมีความร่าเริง และผ่านพ้นแต่ละวันด้วยความปีติยินดี


ปฎิทินเหตุการณ์

วันที่ 31 ตุลาคม ค..1954 ยุวชน 10,000 คนเดินทางไปนมัสการที่วัดใหญ่เป็นครั้งแรก





วันที่ 30 ตุลาคม

ขอให้สนทนากันอย่างลึกซึ้ง ขอให้แผ่ขยายการสนทนาให้กว้างขวาง เพื่อหยั่งรากในสังคม ในการดำเนินชีวิต จากนั้น ขอให้รักษาความศรัทธาที่ลึกซึ้งให้มั่นคง


อธิบาย

รากฐานของการเผยแผ่ธรรมคือการปฏิบัติต่อกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ดังนั้น การสนทนาจึงเป็นวิธีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าสมาคมจะมีสิ่งพิมพ์ต่างๆ มีสื่อวิดีทัศน์ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่ปัจจัยเท่านั้น การที่จะทำให้เขารู้จักกับธรรมที่แท้จริงนั้น ถ้าไม่มีการสนทนากันแล้ว ก็ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจ ไม่สามารถทำให้เขามีความศรัทธาเข้มแข็งได้ ดังนั้น การสนทนากับสมาชิกก็ดี บุคคลภายนอกก็ดีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

อาจารย์กล่าวว่า “ขอให้สนทนากันอย่างลึกซึ้ง” หมายถึง พูดคุยกันหลายแง่หลายมุม หลายหัวข้อ โดยอาจจะอาศัยสิ่งพิมพ์ของสมาคม หรือธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพื่อให้เขาสามารถมีความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง แต่จุดสำคัญคือ ผู้แนะนำหรือผู้ชี้นำมีน้ำใสใจจริง มีความจริงใจ มีความเมตตากรุณาหรือไม่ ถ้ามีจิตใจหวังผลส่วนตัว ซึ่งเป็นความคิดแบบสังคมแล้ว แม้จะพยายามสนทนากันมากแค่ไหน อีกฝ่ายก็ไม่สามารถมีความศรัทธาที่ถูกต้องได้ หรือแม้ว่าจะรับโงะฮนซนแล้วก็ตาม แต่ไม่นานก็จะถอยศรัทธาไปได้ง่ายๆ เพราะเขาอาจจะรู้สึกว่า ถูกบังคับ จึงรับด้วยความเกรงใจ หรือเมื่อสมาชิกมีปัญหา แม้หัวหน้าจะไปเยี่ยม แต่ก็คิดว่าไปเพราะเป็นหน้าที่ ซึ่งทำไปด้วยความเฉื่อยชา ไม่รับผิดชอบ ไม่พยายามเข้าใจสถานการณ์ของสมาชิก การสนทนาต่อสมาชิกย่อมไม่ลึกซึ้งแน่นอน เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถค้นพบผู้นำที่ดี ไม่สามารถสร้างอบรมผู้นำที่ดีได้

เรื่องการแผ่ขยายการสนทนาให้กว้างขวางก็เช่นกัน พวกเรามีการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม ดังนั้น ถ้าตั้งใจจะเผยแผ่ธรรมหรือชักชวนแนะนำธรรมก็มีโอกาสมากมายอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงต้องหาเวลา หาโอกาสอธิบายหรือแนะนำพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินให้แก่ผู้คนในสังคม นี่คือหน้าที่ของลูกศิษย์ที่แท้จริง แต่ถ้าไม่มีความตั้งใจ ไม่มีความกล้าหาญแล้ว ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เช่น คนที่มีลักษณะของผู้ถูกกระทำ อาจจะบอกกับตัวเองว่า หัวหน้าสั่งให้ชักชวนแนะนำธรรมเพื่อนร่วมงาน แต่เราพูดไม่เก่ง ไม่รู้ธรรมะลึกซึ้ง ถ้าเขาถามมาแล้ว เราคงจะตอบไม่ได้ จึงไม่ชักชวนแนะนำธรรม ตรงกันข้าม ผู้ที่มีลักษณะของผู้กระทำจะมีความตั้งใจแน่วแน่ มีจิตใจเข้มแข็ง มีความเมตตากรุณาจนอดไม่ได้ที่จะต้องบอกเล่าอานุภาพของโงะฮนซนแก่ผู้อื่น เพราะตัวเองรู้ดีว่าพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินสูงส่งเหลือเกิน แต่ผู้คนในสังคมทั่วไปไม่มีแก่นสารของชีวิต จิตใจของโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะแบบนี้ทำให้ไม่สามารถหยุดชักชวนแนะนำธรรมอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงพยายามเข้าไปในสังคม และแนะนำธรรมะให้แก่ผู้คนทั้งหลาย

กล่าวคือ ธาตุแท้ของธรรมะที่แท้จริงก็คือ ให้ความสำคัญต่อคนทุกๆ คน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร มีอาชีพอะไร ความเป็นอยู่อย่างไร นิสัยอย่างไร เราก็อยากจะช่วยให้เขามีความสุขโดยเคารพในตัวตนตามสภาพที่เป็นอยู่ของเขา ซึ่งการให้ความเคารพยกย่องต่อเขานี้เป็นจุดสำคัญของสัทธรรมปุณฑริกสูตรและพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ถ้าสามารถรักษาเจตนารมณ์นี้ไว้ได้อย่างแน่วแน่แล้ว ตัวเองก็จะมีความศรัทธาที่ลึกซึ้ง ถ้าความศรัทธาลึกซึ้งมั่นคงแน่วแน่แล้ว เมื่อศึกษาธรรมะ ก็สามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต ในสังคมให้เกิดคุณค่ามากมายได้ และแสดงข้อพิสูจน์ทางด้านความเป็นจริงด้วยประสบการณ์ของตนเอง

สรุปว่า การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงคือการสนทนากับแต่ละคนๆ เป็นพื้นฐาน ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อพระนิชิเร็นไดโชนินประกาศก่อตั้งคำสอนแล้ว ท่านก็เริ่มการเผยแผ่ธรรมให้แก่แต่ละคนๆ เช่น ชิโจคิงโงะ โทขิโจนิน พี่น้องอิเคงามิ พระนิกโค โซหยะนิวโด คุโด โยชิทากะ อะบุ๊ตจึโบะ ฟุนาโมริ ยาซาบุโร่ ฯลฯ นี่คือหลักเหตุผลทางด้านธรรมะ และไม่มีวิธีอื่นใดที่จะดีกว่านี้




วันที่ 29 ตุลาคม

ก่อนอื่น จงใคร่ครวญ จากนั้น จงกระทำอย่างกล้าหาญ


อธิบาย

อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า “ถ้าตัวเองกับลูกศิษย์ หรือระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน มีความรับผิดชอบเหมือนกันแล้ว ก็จะมีความนึกคิดแบบเดียวกันได้” หมายความว่า ถ้าพยายามเอาใจใส่การเผยแผ่ธรรม เอาใจใส่เกี่ยวกับโงะฮนซน เอาใจใส่สมาคม เอาใจใส่สมาชิก และเอาใจใส่ระบบการ ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่เมตตากรุณาของโพธิสัตว์จากพื้นโลกเป็นรากฐานแล้ว เมื่อพบกับอุปสรรคหรือเรื่องที่ไม่คาดคิด ก็จะสามารถตัดสินใจ กำหนดนโยบาย และดำเนินการต่อสู้ด้วยความนึกคิดที่สามารถอยู่ในเส้นทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความนึกคิดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากชีวิต หรือสภาพชีวิตของเรา ดังนั้น ถ้าสภาพชีวิตไม่ใช่โลกโพธิสัตว์หรือโลกพุทธะแล้ว ความนึกคิดหรือการคิดพิจารณาใคร่ครวญเรื่องต่างๆ ก็จะวนเวียนอยู่แต่ใน 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรก ซึ่งเป็นความนึกคิดที่ต่ำ เห็นแก่ตัว ไม่มีความเมตตากรุณา มีแต่เพื่อชื่อเสียงหน้าตาหรือผลประโยชน์ของตนเอง หากเป็นเช่นนี้แล้ว การกระทำต่างๆ ทางด้านธรรมะจะกลับเป็นการสร้างความเสื่อมเสียแก่ธรรมะ สร้างความแตกแยก และไม่สร้างคุณค่าแก่สมาชิกทั้งหลาย

แต่ถ้ายึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก และพยายามคิดพิจารณาใคร่ครวญ พร้อมกับสวดมนต์ด้วยความศรัทธาที่เข้มแข็งแล้ว ก็จะสามารถมีปัญญาที่ดีเลิศ ทำให้เกิดความคิดที่สร้างสรรค์ อีกทั้งสอดคล้องกับเวลา เหมาะสมกับกาละเทศะ ด้วยเหตุนี้ การคิดพิจารณาที่มีคุณค่าจึงต้องยึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก ยึดถือการเผยแผ่ธรรมไพศาลเป็นหลัก ยึดถือเจตนารมณ์แห่งความเมตตากรุณา ซึ่งจะสามารถมีความละเอียด ลึกซึ้งและดีเลิศได้

จากนั้น หลังจากที่มีการพิจารณาใคร่ครวญเป็นอย่างดีแล้ว ต่อไปก็จะต้องลงมือปฏิบัติอย่างกล้าหาญ มิฉะนั้นแล้ว ก็จะมีแต่ทฤษฎี ไม่สามารถสร้างคุณค่าหรือก่อเกิดประโยชน์ที่แท้จริง อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า “ปัญญาของคนโง่จะปรากฏออกมาในภายหลัง แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นการบ่น” หมายความว่า การปฏิบัติที่ไม่มีการพิจารณาใคร่ครวญอย่างรอบคอบ เมื่อนำไปปฏิบัติก็มักจะผิดพลาดได้ง่าย แต่กว่าจะพบว่าเป็นเช่นนั้น ก็จะบ่นว่า รู้อย่างนั้นน่าจะทำอย่างนี้ดีกว่า หรือ ทำไมจึงออกมาเป็นแบบนี้ หรือคนนั้นควรจะทำแบบนี้ แต่เขากลับไปทำอีกแบบ แสดงว่า ปัญญาที่นำมาลงมือปฏิบัติแล้วไม่ประสบความสำเร็จ กว่าจะรู้ว่าไม่ถูกต้องก็สายเกินไปเสียแล้ว จึงได้แต่เจ็บใจ เสียใจ หรือกลุ้มใจ ดังนั้น อาจารย์โทดะจึงบอกว่า “สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นการบ่น”

นอกจากนี้ อาจารย์โทดะยังชี้นำไว้อีกว่า “เวลาที่ลงมือปฏิบัติ จำเป็นจะต้องคิดเผื่อไว้ว่า ถ้าไม่สำเร็จ ตอนนั้นควรจะต้องทำอย่างไร ถ้าทำไม่สำเร็จ จะแก้ไขอย่างไร” หมายความว่า หัวหน้าควรจะต้องคิดใคร่ครวญไว้ทั้งทางด้านบวกและทางด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องคิดอย่างรอบคอบถี่ถ้วนว่า ถ้าสถานการณ์เลวร้ายถึงที่สุด ตอนนั้นจะทำอย่างไร แล้วจึงลงมือปฏิบัติอย่างกล้าหาญ บุคคลเช่นนี้จึงจะมีสิทธิเป็นผู้นำได้ กล่าวคือ ถ้าหัวหน้าเอาแต่หวังว่าอนาคตจะดีได้ หรือมองเห็นแต่ผลดีที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้าสถานการณ์ราบรื่นดีก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าสถานการณ์พลิกผัน ก็จะเกิดความเสียหายได้ เพราะหัวหน้าไม่ได้เตรียมเผื่อสถานการณ์ที่เลวร้าย

สรุปว่า ก่อนอื่น จะต้องคิดพิจารณาใคร่ครวญให้รอบคอบ สิ่งนี้คือภาระหน้าที่ของหัวหน้า เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้แล้ว ก็ไม่สามารถเกิดการลงมือปฏิบัติที่กล้าหาญได้



 

วันที่ 28 ตุลาคม

จงสร้างอบรมผู้นำอย่างกว้างขวาง และทำให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์เจริญรุ่งเรือง


อธิบาย

ตัวอักษรคำว่า “ผู้นำ” นั้นภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นประกอบด้วยตัวอักษรคำว่า “คน” กับ “ไม้” หมายความว่า ในการก่อสร้างบ้าน จำเป็นต้องใช้ไม้มาทำเสา พื้น เพดาน หลังคา บันได ประตู หน้าต่าง ฯลฯ ซึ่งวัสดุของไม้สามารถทำประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางมากมาย แต่ไม้แต่ละส่วนก็มีหน้าที่ไม่เหมือนกัน เช่น ไม้ที่ใช้ทำเสาก็จะต้องใหญ่และแข็งแรง จึงใช้ไม้สัก ทำให้สามารถรับน้ำหนักบ้านไว้ได้ ส่วนไม้ที่ใช้ทำหน้าต่างจะเบากว่า จึงใช้ไม้อัดหรือไม้ยาง เป็นต้น กล่าวคือ ไม้ที่มีอยู่หลากหลายชนิดนั้น ต้องนำมาใช้ให้เหมาะกับงาน ตามคุณสมบัติของไม้ชนิดนั้นๆ ถ้าใช้โดยผิดวัตถุประสงค์แล้ว ไม่นาน บ้านที่สร้างเอาไว้ก็อาจจะถล่มลงมาได้

มนุษย์ก็เช่นกัน ทุกคนแม้จะเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกัน เช่น ชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ คนสูงวัย คนผิวขาว ผิวเหลือง ผิวดำ คนมีฐานะดี คนฐานะยากจน คนสุขภาพแข็งแรง คนสุขภาพอ่อนแอ คนมีความรู้การศึกษา คนเรียนหนังสือน้อย ฯลฯ นอกจากนี้ แต่ละคนก็ยังแตกต่างกันทางด้านความสามารถ ภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้ ปมเด่นปมด้อยที่ต่างกัน บางคนใจร้อน บางคนใจเย็น บางคนมีความอดทนสูง บางคนขี้หลงขี้ลืม บางคนชอบพูด บางคนถนัดเขียน

ด้วยเหตุนี้ หน้าที่ของผู้นำก็คือ จะต้องรู้จักความสามารถของสมาชิกในความดูแลของตน และนำสิ่งที่ดีของพวกเขามาเสริมสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิก ต่อการเผยแผ่ธรรม สิ่งสำคัญก็คือ การค้นหาผู้นำที่มีความสามารถและให้การอบรม ชี้นำ ส่งเสริมกำลังใจ และสนับสนุนให้ดีกว่าตนเอง เหนือกว่าตนเอง แม้จะพบว่า บางคนมีความแตกต่างที่ตรงกันข้ามกับตนเอง ก็พยายามค้นหาให้พบว่า แก่นแท้ของบุคคลผู้นั้นสามารถเป็นผู้นำที่ดีเพื่อการเผยแผ่ธรรมได้หรือไม่ นี่จึงเป็นวิธีการพิจารณาค้นหาผู้นำที่ถูกต้อง เพราะแม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะแตกต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง แต่ในฐานะที่เราเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ของอาจารย์อิเคดะ ก็จะสร้างอบรมและฝึกฝนให้เขาเจริญก้าวหน้าเพื่อเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตให้ได้

ตรงกันข้าม หัวหน้าที่ความศรัทธาของตัวเองก็ไม่มีความก้าวหน้า ย่อมไม่สามารถค้นพบผู้นำที่ดีได้ ไม่สามารถสร้างอบรมผู้นำที่ดีได้สำเร็จ ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “ทำให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์เจริญรุ่งเรือง” ซึ่งหมายความว่า สร้างอบรมให้เขามีความศรัทธาที่ถูกต้อง และเจริญก้าวหน้า ในเวลาเดียวกันนั้น ตัวหัวหน้าผู้สร้างอบรมเองก็จะต้องเอาใจใส่ในการศึกษาค้นคว้า เรียนรู้ และร่วมปฏิบัติไปด้วยกับเขา ซึ่งต่างฝ่ายต่างฝึกฝนซึ่งกันและกัน ศึกษาธรรมด้วยกัน จนเกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อกัน และสามารถเจริญก้าวหน้าด้วยกันได้

ส่วนหัวหน้าที่ตัวเองไม่เจริญก้าวหน้าจะปฏิบัติต่อสมาชิกแบบเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชา ใช้สมาชิกเป็นลูกน้อง ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับสมาชิกเป็นลักษณะนี้แล้ว ระบบการนั้น ๆ ก็ไม่ใช่ระบบการของธรรมะ แต่เป็นระบบการแบบสังคม

ดังนั้น เป้าหมายหรือเจตนารมณ์ของสมาคมก็คือ ไปด้วยกัน ร่วมกันต่อสู้ด้วยกัน มีความก้าวหน้าด้วยกัน เจริญเติบโตด้วยกัน เผยแผ่ธรรมด้วยกัน และในที่สุด สามารถบรรลุพุทธภาวะด้วยกัน นี่คือจุดมุ่งหมายของสมาคม ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า“อาตมาและลูกศิษย์ทั้งหลายของอาตมา สามารถบรรลุพุทธภาวะได้” หมายความว่า พระนิชิเร็นไดโชนินเองก็บอกว่า อาตมากับลูกศิษย์จะสามารถบรรลุพุทธภาวะด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนแบบไหน ว่านอนสอนง่าย เกเร ดื้อรั้น นิสัยเหลวไหล ชะตากรรมหนัก เป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีแต่ความหลง แต่ถ้ามองดูจากพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว ก็เป็นลูกศิษย์ที่ท่านเอ็นดูและเมตตารักใคร่มาก และท่านต้องการนำพาไปสู่การบรรลุพุทธภาวะด้วยกัน ท่านไม่มีการแบ่งแยกแม้แต่น้อย นี่คือความยุติธรรมและความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพราะฉะนั้น พวกเราจะต้องไม่ลืมเจตนารมณ์นี้ของพระนิชิเร็นไดโชนิน และต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมด้วยกันไปตลอดชั่วชีวิต




วันที่ 27 ตุลาคม

จงอย่าลืมว่า การระมัดระวังที่เข้มงวดและรอบคอบ ทำให้ป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน ไฟไหม้ ฯลฯ นั้น คือรากฐานของการศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต


อธิบาย

การศรัทธาเป็นเรื่องที่จะต้องสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงอยู่ในสังคม กล่าวคือ ธรรมะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ห่างไกลจากประชาชนหรือสังคม แต่การศรัทธาที่แท้จริงก็เท่ากับกฎของสังคม กฎของการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ความประพฤติของผู้ศรัทธาที่แท้จริงจึงมีลักษณะที่มีสามัญสำนึก เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม เป็นมนุษย์ที่มีบุคลิกลักษณะดีงาม ผู้ศรัทธาที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ที่หลบอยู่ในป่าในภูเขา แต่จะต้องอาศัยอยู่ในสังคม นี่คือลักษณะที่แท้จริงของการศรัทธา

บางคนมีความเข้าใจผิดว่า พวกเรานับถือโงะฮนซน ขยันทำงานพระอยู่เสมอ สวดมนต์เช้าเย็นไม่เคยขาด ถ้าทำเรื่องผิดสามัญสำนึกหรือผิดกฎหมาย โงะฮนซนหรือเทพธรรมบาลก็จะต้องให้การปกป้องคุ้มครอง เช่น ออกนอกบ้านไปซื้อของโดยไม่ปิดประตูบ้าน ไม่ใส่กุญแจ คิดว่า โงะฮนซนเฝ้าบ้านให้อยู่แล้ว จะไม่มีขโมยขึ้นบ้าน หรือเมาแล้วขับ คิดว่าโงะฮนซนคุ้มครอง จะไม่เกิดอุบัติเหตุ ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่นอกจากจะขาดสามัญสำนึกแล้ว ยังผิดกฎหมายบ้านเมืองด้วย ดังนั้น จึงเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย แล้วก็กลับคิดสงสัยว่า ทำไมโงะฮนซนจึงไม่ช่วย ทั้งที่สาเหตุเกิดจากความศรัทธาที่อ่อนแอของตนเอง

การปฏิบัติศรัทธาอย่างถูกต้องคือ ถ้ารู้สำนึกตัวว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็จะต้องมีความระมัดระวัง เอาใจใส่อย่างรอบคอบ รักษาและปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง จึงจะเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม จึงจะเป็นการยกย่องธรรมะของพระนิชิเร็นไดโชนิน เช่น เรามีโงะฮนซนประดิษฐานอยู่ที่บ้าน ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังเรื่องฟืนไฟให้ดี ระมัดระวังเรื่องขโมย หรือเอาใจใส่ในการขับขี่รถให้ปลอดภัย ปราศจากอุบัติเหตุ การกระทำเหล่านี้จึงจะเป็นการปกป้องโงะฮนซน ปกป้องสมาคม ไม่ทำให้เสื่อมเสียต่อโงะฮนซนและสมาคม อีกทั้งไม่ทำให้เกิดการแตกความสามัคคีในหมู่สมาชิก ไม่เปิดโอกาสให้มารแทรกเข้ามาในระบบการ หรือสร้างความสงสัยในหมู่สมาชิก การปฏิบัติเช่นนี้จึงเรียกว่าการศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต




 

วันที่ 26 ตุลาคม

การที่สามารถพูดได้ทุกวันว่า ชอบปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็นที่สุด ชอบโงะฮนซนมากที่สุด ขอยืนยันว่า ผลของการรู้ตัวเช่นนี้ คือชีวิตมนุษย์ที่มีความสนุกสนานที่สุด


อธิบาย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า ความศรัทธาไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร เปรียบได้กับทารกดูดนมมารดา กล่าวคือ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ทุกเรื่องให้สวดมนต์ต่อโงะฮนซน

พระนิชิคันโชนิน ประมุขสงฆ์ลำดับที่ 26 กล่าวไว้ว่า “พลังศรัทธาที่เข้มแข็งเรียกว่าโลกพุทธะนั่นเอง”

กล่าวคือ พวกเราสมาชิกของสมาคม ไม่ว่าจะเป็นยุวชนชาย ยุวชนหญิง ผู้ใหญ่ชายหรือผู้ใหญ่หญิง คนที่มีความรู้การศึกษาหรือไม่มี คนที่มีชื่อเสียงหรือคนธรรมดา คนจนหรือเศรษฐี เชื้อชาติอะไรก็ตาม ทุกคนเมื่ออยู่ต่อหน้าโงะฮนซนแล้ว ก็เป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมกัน ไม่มีใครสูงกว่าใครหรือต่ำกว่าใคร ทุกคนมีสิทธิที่จะบรรลุพุทธภาวะได้โดยธรรมชาติเมื่อปฏิบัติศรัทธาอย่างเข้มแข็ง

จึงกล่าวได้ว่า เฉพาะจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์และยึดถือเจตนารมณ์ที่อุทิศชีวิตต่อโงะฮนซน พร้อมกันนั้น ขณะที่สวดมนต์เช้าเย็นก็รู้สึกปีติยินดีอยู่เสมอว่า ได้พบกับธรรมะที่สูงส่งเพื่อให้เราสามารถมีความสุขที่แท้จริง ซึ่งแก้วแหวนเงินทองของล้ำค่าก็ไม่อาจเทียบได้ บุคคลที่รู้สึกได้เช่นนี้จะมีสิทธิบรรลุพุทธภาวะ ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีอดีตกรรมชั่วปรากฏออกมาอย่างไร ก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นเรื่องที่ทำให้แต่ละวันสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสนุกสนาน น่าท้าทาย ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็จะไม่สงสัยโงะฮนซน ไม่ละทิ้งความศรัทธา

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า “การรับนั้นง่าย การยึดถือนั้นยาก แต่การบรรลุพุทธภาวะอยู่ที่การยึดถือตลอดไป” ดังนั้น ทุกวันที่เราเปิดตู้พระเพื่อสวดมนต์เช้าเย็นต่อโงะฮนซน เราเปิดด้วยความดีใจว่า ได้พบกับโงะฮนซนแล้ว จะได้สวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว เป็นเวลาที่รอมานาน หรือคิดถึงอยู่เสมออยากจะมาสวดมนต์จริงๆ แสดงว่าชีวิตของเราสะอาดบริสุทธิ์ แม้จะไม่มีตำแหน่งหน้าที่ ไม่ความรู้การศึกษา อายุยังน้อย หรือไม่รู้ธรรมะอย่างลึกซึ้ง แต่ก็สามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้ศรัทธาที่เข้มแข็ง บุคคลที่มีความรู้สึกเช่นนี้นั้น ไม่ว่าในการดำเนินชีวิตประจำวันจะประสบพบพานกับเรื่องอะไร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสามารถกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ และทำให้รู้สึกสนุกสนาน มีชีวิตชีวา และสบายใจได้ ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า ความศรัทธาไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร เพียงแค่คิดถึงโงะฮนซน ชอบโงะฮนซน อุทิศชีวิตต่อโงะฮนซน เปรียบได้กับทารกดูดนมมารดา ไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไร นอกจากเชื่อฟังคุณแม่ รักคุณแม่ พึ่งพาอาศัยคุณแม่

สรุปว่า ถ้าดำเนินชีวิตโดยยึดถือโงะฮนซนเป็นรากฐานแล้ว เมื่อมีเรื่องดีเกิดขึ้น ก็สวดมนต์ต่อโงะฮนซน เมื่อมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ก็สวดมนต์ต่อโงะฮนซน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ยึดถือโงะฮนซนเป็นหลัก เรียกว่าการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ และผลของสิ่งนี้ก็จะสามารถรู้ตัวได้เองโดยธรรมชาติ




วันที่ 25 ตุลาคม

เอาล่ะ จะเอาใจใส่ในการเผยแผ่ธรรม เอาใจใส่ในการชี้นำ และเอาใจใส่ในการจัดประชุม


อธิบาย

พุทธธรรมสอนว่า เป้าหมายที่พวกเราเกิดในชาตินี้ก็คือ มีชีวิตมนุษย์ที่มีความสุขตลอดไป ซึ่งการที่จะมีความสุขตลอดไปได้นั้น ก็จะต้องยึดถือธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง จึงจะสามารถมีความสุข แต่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า การดำเนินชีวิตไม่ต้องพึ่งพาธรรมะ เพราะตัวเองมีความรู้ความสามารถ จึงมีอาชีพการงานที่ดีได้ ครอบครัวก็มีฐานะร่ำรวย สุขภาพร่างกายก็แข็งแรง แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว แต่ความสุขดังกล่าวเหล่านี้นั้นไม่จีรัง ไม่ใช่ความสุขสัมบูรณ์ เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่มีใครรับรองว่าจะยั่งยืนไปได้นานแค่ไหน ทุกคนจึงคิดว่า ในเมื่อปัจจุบันนี้ดีอยู่แล้ว ก็เชื่อว่าอนาคตก็คงจะดีเช่นนี้ตลอดไป นอกจากนี้ บางคนคิดแต่ว่า ชีวิตนี้มีเพื่อหาเงิน จึงพยายามทำงานหนักและสะสมเงิน บางคนก็ตั้งความหวังไว้กับลูก ให้ลูกเป็นคนเก่งจะได้มีชื่อเสียง แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะดูมีความหมายหรือมีประโยชน์ แต่เมื่อมองจากธรรมะแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เป็นเพียงแค่ความสุขส่วนหนึ่งเท่านั้น

แต่ในความจริงของสังคม ก็พบเห็นเรื่องราวที่ว่า เวลาที่ทำงานหนักและหาเงินได้มากก็รู้สึกมีความสุข แต่พอกลับบ้าน ก็ต้องกลุ้มใจเพราะลูกเกเร ภรรยาชอบเที่ยวเตร่ กลับมาบ้านก็ไม่พบใคร จึงรู้สึกเหงา จึงออกไปหาความสุขนอกบ้าน หรือบางครอบครัว มักจะชอบนินทาเรื่องของคนอื่น หรือไม่พอใจญาติพี่น้อง เป็นต้น

ตรงกันข้าม พวกเราผู้นับถือโงะฮนซน ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมสร้างคุณค่านั้น มีเป้าหมายของชีวิตอยู่ที่การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต และช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการเผยแผ่ธรรม ดังนั้น ทุกวันจึงพยายามหาเวลาทำงานพระให้เต็มที่ การดำเนินชีวิตจึงมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถแก้ไขผ่านพ้นไปได้ มีความเจริญก้าวหน้า พร้อมกันนั้น ก็เอาใจใส่ในการชี้นำ เอาใจใส่ในการจัดประชุม ด้วยจิตใจที่เมตตากรุณาต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะเป็นพื้นฐาน ดังนั้น ชีวิตในทุกวินาที ทุกนาทีจึงมีความแน่นแฟ้น มีคุณค่าอย่างเต็มที่ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว การประกอบการงานอาชีพก็ต่อสู้อย่างเต็มที่ เวลาที่ว่างก็จะพยายามทุ่มเทเพื่อการทำงานพระ ซึ่งกล่าวได้ว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ใช่ทฤษฎี แต่จะต้องมีการปฏิบัติเป็นหลัก ชีวิตจึงจะสามารถมีความแน่นแฟ้นได้อย่างเต็มที่






วันที่ 24 ตุลาคม

มนุษย์เป็นสัตว์แห่งอารมณ์ ดังนั้น จะต้องระมัดระวังให้ดี การใช้คำพูดนั้นไม่ว่าจะพูดกับคนที่ตำแหน่งสูงหรือต่ำก็ต้องไม่มีความแตกต่างกัน ขอให้ส่งเสริมกำลังใจอย่างสุภาพต่อกัน เพราะในลักษณะนี้เท่านั้นจึงจะสามารถสร้างความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียวขึ้นมาได้


อธิบาย

คำว่า “มนุษย์เป็นสัตว์แห่งอารมณ์” ก็หมายถึงมีความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้น คำพูด ความประพฤติ การกระทำ จึงเป็นไปตามความรู้สึกหรือสภาพชีวิต ถ้าสภาพชีวิตอยู่ใน 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรก ซึ่งเป็นสภาพชีวิตที่คับแคบและต่ำแล้ว ก็มักจะมีความเห็นแก่ตัว อวดดี โมโห หรือเป็นทุกข์ได้ง่าย แม้ว่าคนอื่นจะช่วย ก็ไม่สามารถยอมรับได้อย่างแท้จริง กลับไม่พอใจ หรือมีอคติจิตต่อเขา ในทางกลับกัน ฝ่ายผู้ให้การส่งเสริมกำลังใจ หรือแนะนำธรรมก็เช่นกัน แม้จะมีความรู้ธรรมะมาก พูดเก่ง อธิบายเก่ง แนะนำธรรมเก่ง แต่ถ้าสภาพชีวิตไม่ได้อยู่ที่โลกโพธิสัตว์หรือโลกพุทธะเป็นพื้นฐานแล้ว เมื่อพูดออกไป ก็จะกลับกลายเป็นไม่เป็นผลดี ทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ ซึ่งระหว่างมนุษย์มักจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ง่าย และเกิดเรื่องราวใหญ่โต อาจารย์จึงบอกว่า “จะต้องระมัดระวังให้ดี การใช้คำพูดนั้นไม่ว่าจะพูดกับคนที่ตำแหน่งสูงหรือต่ำก็ต้องไม่มีความแตกต่างกัน ขอให้ส่งเสริมกำลังใจอย่างสุภาพต่อกัน เพราะในลักษณะนี้เท่านั้นจึงจะสามารถสร้างความสามัคคีแห่งต่างกายใจเดียวขึ้นมาได้” ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ต้องมีความประพฤติที่ถ่อมตน และยกย่องผู้อื่น

กล่าวคือ มนุษย์ทุกคนล้วนมีปมเด่นและปมด้อย บางที เขามีปมเด่นที่เราไม่มี เราก็ควรจะยกย่องในปมเด่นของเขา เมื่อต่างฝ่ายต่างมองเห็นข้อดีของอีกฝ่ายหนึ่ง และยกย่องปมเด่นของกันและกันแล้ว เวลาที่ปฏิบัติต่อกันก็จะมีความถ่อมตน จึงรู้สึกเป็นมิตรต่อกันได้ หากสมาชิกทั้งหลายปฏิบัติต่อกันเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ เกลียดชัง ดูถูก อคติจิต ต่อว่า บ่น ไม่พอใจ ฯลฯ

สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องพยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ทำให้มีชีวิตจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ระบบการก็จะมีความสามัคคีที่แน่นแฟ้น และก้าวหน้าไปสู่การเผยแผ่ธรรมร่วมกัน




 

วันที่ 23 ตุลาคม

การกระทำของผู้นำนั้น จะต้องไม่หมุนเปล่า ทุกๆ วันจะต้องตอกลิ่ม และมีการเคลื่อนไหวโดยระลึกไว้เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถเข้ากันให้ได้


อธิบาย

สิ่งสำคัญ ก็คือ ในการดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่างๆ จะต้องพยายามคิดให้ลึกซึ้งและรอบคอบ จึงกล่าวได้ว่า ทุกเวลานาทีที่ได้พบปะกับสมาชิก หรือไปร่วมประชุม หรือสวดมนต์ จะต้องเอาใจใส่อย่างจริงจัง ไม่ให้ต้องหวนเสียใจภายหลังเป็นอันขาด ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งขณะจิตของผู้นำยังจะสามารถส่งผลกระทบต่ออีกฝ่ายหนึ่งหรือระบบการด้วย เช่น หัวหน้ามีความข้อเสนอที่ดี แต่คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่คิดให้ลึกซึ้งรอบคอบเพื่อสมาชิก เมื่อประกาศเป็นนโยบายและอธิบายแก่สมาชิกแล้ว ปรากฏว่า ไม่สามารถสื่อถึงชีวิตจิตใจของสมาชิกได้ แม้จะพยายามชี้แจงอย่างไรก็ไม่ได้ผล จึงเรียกว่าเป็นการหมุนเปล่า เช่นนี้แล้ว ระบบการย่อมไม่เจริญก้าวหน้า และไม่มีผู้นำที่ดีเกิดขึ้นมา ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่หนึ่งขณะจิตของหัวหน้านั่นเอง

ดังนั้น การกระทำของหัวหน้าจึงต้องรอบคอบและมีความละเอียดอ่อนต่อสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อม ไม่เช่นนั้นแล้ว หัวหน้าก็จะค่อยๆ อวดดี หลงตัวเอง เห็นแก่ตัว คิดว่าตัวเองมีอำนาจ จึงแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เมื่อนั้น องค์กรของการปฏิบัติศรัทธาก็จะกลายเป็นองค์กรของสังคม เช่น มีสมาชิกรายงานว่า หัวหน้าคนนี้เล่นแชร์ ไม่มีสิทธิเป็นหัวหน้า ถ้าหัวหน้าเป็นคนขี้โมโหและปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ จากนั้น ก็จะสืบหาว่า ใครเอาเรื่องนี้มารายงาน เมื่อเจอตัวก็ต่อว่าสมาชิก ไม่พอใจสมาชิก ลักษณะนี้เป็นวิธีการแบบสังคม แต่ถ้าหัวหน้าเป็นคนที่มีความศรัทธาถูกต้อง และข่าวนั้นไม่เป็นความจริงแล้ว ก็จะรับมือโดยคิดว่า ความจริงแล้วตัวเองไม่ได้เล่นแชร์ แต่มีกรรมที่ต้องกลุ้มใจเรื่องถูกผู้อื่นใส่ร้าย จึงเกิดข่าวลือผิดๆ แบบนี้ ดังนั้น จึงตั้งใจสวดมนต์ขอขมาต่อโงะฮนซน พร้อมกับขอบคุณต่อโงะฮนซนที่จะมีโอกาสได้ล้างกรรมเรื่องนี้ให้หมดไป จึงไม่ต้องไปสืบหาว่าใครเอาเรื่องเท็จนี้มารายงาน เพราะสาเหตุเกิดจากอดีตกรรมชั่วของตัวเอง และพยายามสวดมนต์ ลักษณะเช่นนี้จึงจะเป็นการศรัทธาที่ถูกต้อง เมื่อหัวหน้าปฏิบัติเช่นนี้แล้ว ในที่สุด สมาชิกก็จะเข้าใจได้เองโดยธรรมชาติว่า หัวหน้าไม่ได้เล่นแชร์ เพราะวิธีดำเนินชีวิตของหัวหน้าใช้ธรรมะเป็นหลัก ดังนั้น ชะตากรรมที่ถูกผู้อื่นใส่ร้ายก็จะหมดไปได้แน่นอน เมื่อหนึ่งขณะจิตของหัวหน้ากับสมาชิกสามารถเข้ากันได้แล้ว สมาชิกก็จะเข้าใจได้เองว่าเป็นเรื่องที่หัวหน้าถูกใส่ร้าย แต่หัวหน้าที่ศรัทธาไม่ถูกต้องก็จะใช้วิธีของสังคมพยายามสืบหาคนที่พูด แล้วก็จะยิ่งทำให้ 4 โลกชั่วรุนแรงขึ้น เมื่อนั้น 4 โลกชั่วของสมาชิกก็จะรุนแรงขึ้นเช่นกัน เมื่อประสานกันแล้ว ก็จะเกิดการแตกความสามัคคี วิพากษ์วิจารณ์ใส่กัน และทำให้ระบบการเสื่อมเสีย

สรุปได้ว่า ความนึกคิด การกระทำ ความประพฤติของหัวหน้าจะต้องใช้ธรรมะเป็นหลัก มีโงะฮนซนเป็นรากฐาน ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็จะพยายามสวดมนต์ พยายามดำเนินการโดยระลึกไว้เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสำคัญและมีผลต่อชีวิตของผู้อื่น ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะเป็นการหมุนเปล่า และไม่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิก




 

วันที่ 22 ตุลาคม

คนนั่งหลับกลางวันนั้น จงรู้ไว้ด้วยว่า เหมือนกับชีวิตที่เหลือของทหารพ่ายศึก


อธิบาย

โดยธรรมดา เวลากลางวันคือเวลาทำงาน ดังนั้น คนที่นั่งหลับในเวลาทำงานก็แสดงว่า เป็นคนที่ไม่เอาใจใส่การงานอาชีพ ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ถ้าพวกเราซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมมีพฤติกรรมเช่นนี้ในสถานที่ทำงานแล้ว ผู้คนในสังคมหรือเพื่อนร่วมงานก็จะรู้สึกได้ว่า คนนี้แม้จะเป็นคนปฏิบัติธรรม แต่คำพูดกับการกระทำของเขากลับขัดแย้งกัน จึงเกิดความสงสัยต่อธรรมะหรือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน

อาจารย์โทดะชี้นำไว้ว่า “พวกเราจะต้องทำงานให้มากกว่าผู้อื่น 3 เท่า และปฏิบัติธรรม 1 เท่า” หมายความว่า พวกเราซึ่งนับถือโงะฮนซนนั้น ถ้ามีการปฏิบัติศรัทธาอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะสามารถสร้างบุญวาสนาได้มากมายและมีความสุขได้อย่างแน่นอน โงะฮนซนไม่ได้บันดาลให้เงินหล่นลงมา แต่เราจะต้องพยายามขยันขันแข็งทำมาหากิน จึงจะสามารถมีเงิน แม้จะสวดมนต์เช้าเย็น แต่ถ้าเวลาทำงานก็นั่งหลับตอนกลางวัน แม้โงะฮนซนอยากจะมอบเงินหรือมอบความสุขให้ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะพฤติกรรมที่นั่งหลับกลางวันทำให้ไม่เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของที่ทำงาน ยิ่งกว่านั้น พฤติกรรมเช่นนี้ยังเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสมาคม และทำร้ายธรรมะอีกด้วย จึงเปรียบบุคคลประเภทนี้ว่าเหมือนกับชีวิตที่เหลือของทหารพ่ายศึก

กล่าวคือ ถ้าความประพฤติ การกระทำ ความนึกคิด หรือการดำเนินชีวิตไม่ดี ไม่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมหรือในที่ทำงานแล้ว แสดงว่าความศรัทธาของเขาไม่ถูกต้อง ไม่อยู่ในเส้นทางของธรรมะที่ถูกต้อง เป็นความศรัทธาแบบงมงาย

ดังนั้น แม้จะมีข้ออ้างว่าเมื่อย หรือง่วงนอนก็ตาม แต่ถ้าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงแล้ว จะต้องไม่ยอมพ่ายแพ้ตัวเอง จะต้องพยายามต่อสู้กับตัวเอง มีความรู้สึกว่า ที่ทำงานหรือสังคมคือสถานที่แสดงการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ดังนั้น ในระหว่างเวลาทำงาน จะต้องพยายามเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ รับผิดชอบอย่างเต็มที่ จนสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ แต่การนั่งหลับในเวลางานคือความเฉื่อยที่ยอมพ่ายแพ้มาร จึงย่อมไม่มีความสุขอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำดังนี้ เพื่อให้พวกเราสามารถเป็นผู้มีชัยชนะต่อชีวิตมนุษย์ของตนเองได้อย่างแท้จริง






วันที่ 21 ตุลาคม

กลางคืนให้รีบกลับบ้านและสวดไดโมขุ เพื่อเสริมสร้างกำลังใจที่กล้าหาญ และตอนเช้า ให้เริ่มต้นชีวิตหนุ่มสาวอย่างมีชีวิตชีวาที่เข้มแข็ง


อธิบาย

บางคนเข้าใจผิดว่า การปฏิบัติศรัทธาเป็นเวลานานจะมีความศรัทธาเข้มแข็งกว่าผู้อื่น แต่แท้จริงแล้ว เรื่องระยะเวลา กับ เรื่องความศรัทธานั้นเป็นคนละเรื่องกัน การศรัทธาที่แท้จริงคือสามารถใช้เวลาได้อย่างมีประโยชน์และสร้างคุณค่าได้มากมาย แม้ว่าจะศรัทธามานาน แต่ถ้าไม่มีการสร้างคุณค่าแล้ว การปฏิบัติศรัทธาเท่าที่ผ่านมาก็เหมือนกับการหมุนที่ว่างเปล่า ทำให้ตัวเองก็เหน็ดเหนื่อย ผู้อื่นก็เหน็ดเหนื่อย ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ การปฏิบัติศรัทธาที่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างเต็มที่แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ

หัวหน้าจึงควรจะเอาใจใส่เรื่องการใช้เวลา เช่น ในสมัยบุกเบิก การประชุมปรึกษาหารืออาจใช้เวลานาน 3 ชั่วโมง ปัจจุบัน ก็สามารถทำให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยภายในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าหัวหน้าไม่รู้ตัว และคิดแบบเดิมแล้ว ก็จะกลายเป็นความเฉื่อย ทำให้สมาชิกต้องเหนื่อยล้า และไม่เกิดการสร้างคุณค่า ดังนั้น การประชุมปรึกษาหารือหรือการประชุมต่างๆ จึงควรจะจบโดยเร็ว จากนั้น ให้รีบกลับบ้าน และสวดมนต์ด้วยความอิ่มใจแล้วรีบเข้านอน หากทำเช่นนี้แล้ว การต่อสู้ของแต่ละวันก็จะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่าเดิมได้

เพราะการปฏิบัติศรัทธาและการเผยแผ่ธรรมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนาน ไม่ใช่เพียงแค่ 10 ปี หรือ 20 ปีเท่านั้น แต่ต้องใช้เวลา 100 ปี 200 ปี และต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้น ความเป็นอยู่ในครอบครัวและสุขภาพจึงเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิบัติศรัทธา ถ้าตรากตรำจนเหนื่อยล้า นอนหลับพักผ่อนไม่พอ ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็ไม่สามารถเอาใจใส่การงานอาชีพได้อย่างเต็มที่ การปฏิบัติธรรมก็ยิ่งได้รับผลน้อย ยิ่งกว่านั้น เวลาทำงานพระก็อาจเกิดความฉุนเฉียว อารมณ์เสียได้ง่ายๆ เพราะง่วงนอนอยู่แล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็พร้อมจะโมโหได้ตลอดเวลา หรือง่วงนอนฟังธรรมะแล้วก็ลืมไปหมด ซึ่งแม้จะมีการปฏิบัติศรัทธาอยู่ แต่ก็ปฏิบัติไปอย่างเรื่อยเฉื่อย ไม่มีความก้าวหน้า แต่ถ้าเราใช้ปัญญาและพยายามใช้เวลาอย่างมีคุณค่าแล้ว ก็สามารถหาเวลาสวดมนต์ด้วยความปีติยินดี ได้เข้านอนโดยเร็ว เมื่อนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ พรุ่งนี้เช้าก็มีกำลังใจ มีชีวิตชีวามากขึ้น การสวดมนต์เช้าก็ปฏิบัติได้อย่างเรียบร้อยดี การงานอาชีพก็ดี การปฏิบัติธรรมในแต่ละวันก็ดี ก็จะสามารถสร้างคุณค่าได้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน และสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้คนทั่วไปเห็นว่า สมาชิกของสมาคมสร้างคุณค่าเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างที่ดี

ดังนั้น ขอให้รู้ตัวเรื่องการใช้เวลาในการปฏิบัติศรัทธา พร้อมกับเอาใจใส่ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เอาใจใส่อาชีพการงานเพื่อให้เศรษฐกิจดี จึงจะสามารถเผยแผ่ธรรม และสามารถยึดถือความศรัทธาไปได้ตลอดชั่วชีวิต


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 21 ตุลาคม ค..1952 วันก่อตั้งกลุ่มคะโยไคของฝ่ายยุวชนหญิง





 

วันที่ 20 ตุลาคม

ก่อนอื่น จงสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง จงฝึกฝนตนเอง ก่อนที่จะวิจารณ์ผู้อื่น


อธิบาย

หลักเหตุผลทางด้านธรรมะที่แท้จริงของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็คือสาเหตุของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีนั้น อยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ใช่อยู่ที่ผู้อื่น ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ต้องปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานของการปฏิบัติธรรมของพวกเรา ด้วยเหตุนี้ อาจารย์มาคิงุจิจึงเคยชี้นำไว้ว่า “การที่คนอื่นไม่ดี ไม่ได้แสดงว่าตัวเราดี” เช่น ภรรยาต่อว่าสามีที่ชอบดื่มเหล้า หรือเกียจคร้านไม่ทำมาหากิน หรือติดการพนัน จึงไม่มีรายได้เพียงพอ หรือเป็นสามีที่ไม่เอาใจใส่ต่อครอบครัว แสดงว่า เพราะสามีไม่ดี ทำให้ต้องทะเลาะกันเป็นประจำ เรื่องนี้เมื่อมองดูอย่างผิวเผินแบบสังคมแล้ว ก็คงจะเห็นจริงตามนั้นว่า สามีเป็นคนไม่ดี ภรรยาเป็นคนดี มีสิทธิต่อว่าสามี แต่เมื่อมองดูจากทางด้านธรรมะแล้ว จริงอยู่ว่าสามีเป็นคนไม่ดี แต่ในเมื่อสามีเป็นคนไม่ดี ภรรยาก็เลือกแต่งงานกับเขาเอง ถ้าไม่แต่งงานกับเขา ก็ไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องเหล่านี้ แสดงว่า การที่ภรรยาเลือกผู้ชายคนนี้มาแต่งงานด้วย ก็เพราะว่าภายในชีวิตของภรรยาเองมีเหตุที่จะต้องได้รับความทุกข์เรื่องสามี ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าสามีจะไม่ดี แต่ภรรยาก็ไม่มีสิทธิต่อว่าสามี เพราะภรรยามีชะตากรรมชั่วเรื่องนี้ ดังนั้น แม้ว่าสามีจะไม่ดี แต่ก็ไม่ได้เท่ากับว่าภรรยาดี ด้วยเหตุนี้ ถ้าต่างฝ่ายต่างต่อว่ากัน หรือมัวแต่ทะเลาะกันแล้ว เมื่อไหร่ๆ ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ นี่คือสภาพความเป็นจริงที่พบเห็นได้มากมายในสังคม

แต่เมื่อยึดถือโงะฮนซนและปฏิบัติศรัทธาแล้ว จะไม่คิดแบบนี้ จะยอมรับได้ว่า สาเหตุที่ลึกซึ้งนั้นมีอยู่ในตัวเราเอง ไม่ใช่อยู่ที่ผู้อื่น ไม่ใช่ผู้อื่นไม่ดี แต่เขาเป็นเพียงแค่ปัจจัยที่ทำให้ชะตากรรมของเราแสดงปรากฏออกมา ถ้าเข้าใจได้เช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ต่อว่า ดูถูกผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ก่อนอื่น จงสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง” หมายถึง ต้องรู้ตัวว่า สภาพชีวิตของตนเองอยู่ในโลกอะไร ถ้าอยู่ใน 4 โลกชั่วหรือ 6 โลกแรก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนชะตากรรมได้ แต่ถ้าสวดมนต์ต่อโงะฮนซน และขอขมาที่ชีวิตของตนเองสกปรก ปัจจุบันจึงมีความทุกข์หรือมีปัญหาเกิดขึ้น โดยไม่ต่อว่าผู้อื่น และพยายามสำรวจตนเองพร้อมกับสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว โลกพุทธะที่อยู่ภายในชีวิตของเราก็จะสามารถปรากฏออกมาได้ ถ้าโลกพุทธะซึ่งเป็นชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ปรากฏออกมาแล้ว ความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่าย คือสามีที่ชอบดื่มเหล้า ติดการพนัน เกียจคร้าน ฯลฯ ก็จะกลายเป็นว่า เขาคือกัลยาณมิตรของเรา ทำให้เรามองเห็นชะตากรรมของเรา เพื่อจะสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้หายไปได้ จึงรู้สึกขอบคุณต่อเขา ขอบคุณต่อโงะฮนซน

ส่วนการฝึกฝนตนเอง ก็คือ พยายามศึกษาธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งและสูงส่ง ถ้าไม่รู้ธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงแล้ว แม้จะสวดมนต์ได้ 1 ล้านคำ หรือ 5 ล้านคำ แต่หนึ่งขณะจิตยังมีการต่อว่าสามี บ่นว่าสามี เกลียดชังสามีแล้ว ก็ไม่ได้รับผลอย่างแน่นอน เมื่อมีการศึกษาธรรม ก็จะรู้ตัวได้ว่า ไม่ใช่คนอื่นไม่ดี แท้จริงแล้ว สิ่งที่ไม่ดีนั้นมีอยู่ในชีวิตจิตใจของเราเอง จึงสวดมนต์ขอขมาต่อโงะฮนซน พร้อมกับขอบคุณต่อโงะฮนซน และมีหนึ่งขณะจิตที่ตั้งใจว่า จะเปลี่ยนชะตากรรม และทำให้ชีวิตในชาตินี้ที่เกิดมาด้วยภาระหน้าที่ของการเผยแผ่ธรรมสามารถบรรลุผลสำเร็จให้ได้แล้ว เมื่อสวดมนต์ 1 ล้านคำ 2 ล้านคำ หรือ 5 ล้านคำ ก็จะได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน

สรุปได้ว่า ตัวเองจะต้องมีความเจริญเติบโตทางด้านธรรมะ โดยพยายามศึกษาธรรม และพยายามต่อสู้กับตัวเองเป็นรากฐานในการปฏิบัติธรรม แล้วปัญหาทุกอย่างก็จะแก้ไขได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ ปัญหาทั้งหมดก็จะกลับกลายเป็นสิ่งที่ส่งผลดีแก่ตัวเราด้วย






วันที่ 19 ตุลาคม

ไม่ว่าจะเป็นความคิดของหัวหน้าหรือสมาชิก ถ้าเป็นความคิดเห็นที่ดีๆ แล้ว ก็ควรจะต้องนำมาใช้เสมอ


อธิบาย

องค์กรของสมาคมมีระบบการแบ่งเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายผู้ใหญ่ชาย ฝ่ายผู้ใหญ่หญิง ฝ่ายยุวชนชาย และฝ่ายยุวชนหญิง ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกันไป ไม่มีใครสูงกว่าใคร ใครต่ำกว่าใคร และในระบบการ ก็จะมีทั้งหัวหน้า ผู้อาวุโสที่ปฏิบัติศรัทธามาก่อน กับสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้าศรัทธา แต่เมื่อมองในแง่ของเจตนารมณ์ของการปฏิบัติศรัทธาแล้ว ทั้งหมดทุกคนก็คือลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ดังนั้น ในการดำเนินงานของสมาคม จึงยึดถือวิธีการปรึกษาหารือกันเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่หัวหน้าตัดสินใจเองและออกคำสั่งให้คนอื่นทำตาม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า องค์กรของสมาคมมีความเป็นประชาธิปไตย เพราะเจตนารมณ์ของพระพุทธะนั้น ไม่ใช่พระพุทธะเป็นบุคคลผู้เดียวที่สูงส่ง ส่วนสามัญชนนั้นต่ำต้อย

ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า ไม่ว่าใครก็ตาม มีชะตากรรมมากมายเพียงใด ทุกคนที่ยึดถือโงะฮนซนและมีความศรัทธาเข้มแข็งแล้ว ก็จะสามารถเป็นพระพุทธะได้ แสดงว่า มนุษย์ปุถุชนกับพระพุทธะไม่มีความแตกต่างกัน จึงกล่าวได้ว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินคือประชาธิปไตยที่แท้จริง เรื่องนี้เงื่อนไขสำคัญก็อยู่ที่ความศรัทธาที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอ เช่น พระพุทธะเป็นมนุษย์ แต่ไม่ใช่มนุษย์ก็เป็นพระพุทธะ ผู้ที่ศรัทธาเข้มแข็งจึงจะสามารถเป็นพระพุทธะ ผู้ที่ศรัทธาอ่อนแอก็ไม่สามารถเป็นพระพุทธะ ขอยกเรื่องกระดาษมาเปรียบเทียบว่า หนังสือประกอบขึ้นจากกระดาษที่เย็บรวมกัน กระดาษไม่สามารถเรียกว่าหนังสือ เพราะกระดาษมีหลายอย่าง อาทิ ปฏิทิน เศษกระดาษ ธนบัตร รูปภาพ สมุด เป็นต้น เมื่อกระดาษนำมาเย็บรวมเข้าด้วยกัน ก็เรียกว่าหนังสือได้

ในการดำเนินงานของสมาคม ไม่ว่าสมาชิกจะเป็นใครก็ตาม ขอให้รับฟังความคิดทั้งหมดและรับไว้เพื่อการพิจารณาร่วมกัน เพราะเมื่อมีการวางแผนที่ดีเพื่อการเผยแผ่ธรรมแล้ว ทั้งหมดก็สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแน่นอน ถ้าหัวหน้าคิดเองคนเดียว ก็จะเป็นเพียงมุมมองแคบๆ ด้านเดียว ไม่มีความหลากหลาย ไม่ได้คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน ทำให้อาจเกิดการตัดสินใจผิดพลาด และไม่สร้างคุณค่าอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น จึงควรจะต้องปรึกษาหารือกับทุกคนและร่วมกันวางแผนงานให้ดี จึงจะเป็นการดำเนินงานตามเจตนารมณ์ของสมาคม

ทีนี้ เนื่องจากมีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอจากหลายๆ คน บางคนก็คิดถึงแต่ชื่อเสียงของตนเอง หรืออาจจะยึดมั่นความคิดเห็นของตนเอง และบังคับให้ผู้อื่นทำตาม ในเวลานั้น ขอให้พิจารณาว่าความคิดเห็นนั้นตรงตามคำชี้นำของอาจารย์หรือธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน หรือไม่ เพราะแม้จะเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ถ้าไม่สอดคล้องหรือถูกต้องตรงตามคำชี้นำหรือธรรมนิพนธ์แล้ว แสดงว่า ความเห็นของเขานั้นไม่ใช่เป็นการวางแผนทางด้านธรรมะ แต่เป็นการวางแผนทางด้านสังคม หรือหวังผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก การวางแผนที่เหมาะสมสอดคล้องกับคำชี้นำและธรรมนิพนธ์ที่แท้จริงนั้น หมายถึง ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลซึ่งมีประโยชน์ต่อองค์กรนั่นเอง

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ให้ยึดถือธรรมนิพนธ์เป็นพื้นฐานแล้วจึงพิจารณาร่วมกันวางแผนที่ดี แต่บางที การวางแผนที่ดีก็อาจจะขัดกับนโยบายของสมาคม จึงทำให้เกิดการวิจารณ์นโยบายของสมาคม หรือโต้แย้งกันบ้างก็มี แต่การวิจารณ์นั้นไม่ใช่การตำหนิ เพราะวิจารณ์เพื่อจะให้เกิดผลดีต่อสมาคม จึงพยายามนำเสนอโดยชี้แจงเจตนารมณ์ออกมาอย่างเปิดเผย ไม่มีจิตใจทำลายธรรมะ ทำลายสมาคม ซึ่งเป็นการนำเสนอที่สร้างคุณค่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพชีวิตของบุคคลผู้นั้นว่า พยายามปกป้องและสร้างความเจริญพัฒนาแก่สมาคมหรือไม่นั่นเอง ถ้ามีสภาพชีวิตจิตใจเช่นนี้ ความคิดเห็นนั้นก็สามารถกลายเป็นข้อเสนอที่ดีได้ แต่ถ้าไม่มีจิตใจปกป้องและสร้างความเจริญพัฒนาแก่สมาคมหรือการเผยแผ่ธรรม ซึ่งไม่มีความศรัทธา และวิจารณ์ตามอำเภอใจ หรือเพื่อชื่อเสียงของตนเองแล้ว ก็เป็นความคิดเห็นที่ไม่ดี

เพราะฉะนั้น หน้าที่และความรับผิดชอบของหัวหน้าก็คือ ต้องรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด รวมทั้งข้อเสนอที่มีพร้อมการวิจารณ์ต่อสมาคม และร่วมกันพิจารณาว่า เรื่องที่มีเหตุผล สามารถสอดคล้องกับธรรมะแล้ว ก็ควรจะนำมาใช้ การที่บางคนชอบต่อว่า จุกจิก หรือวิจารณ์นั้น ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาเป็นคนไม่ดี จริงอยู่ บางคนอาจจะนิสัยไม่ดี สภาพชีวิตไม่ดี ความนึกคิดไม่ดีก็มี แต่คนที่มีความคิดเห็นแบบวิจารณ์ โดยเนื้อหาของความคิดเห็นนั้นมีประโยชน์ต่อสมาคมหรือการเผยแผ่ธรรมก็มี เพราะฉะนั้น เรื่องการเสนอความคิดเห็นจึงสามารถพูดได้อย่างเสรี ไม่เกี่ยวกับว่าจะต้องเป็นหัวหน้าเท่านั้น สมาชิกธรรมดาก็สามารถเสนอข้อคิดเห็นได้




วันที่ 18 ตุลาคม

อยากไปชักชวนให้เข้าร่วมประชุมสนทนาธรรม อยากสร้างสถานที่ของการต่อสู้เพื่อธรรมะให้สวยงามพร้อมกับสมาชิกทั้งหลาย


อธิบาย

คำว่า “อยาก” หมายถึง การปฏิบัติศรัทธาเพื่อตนเอง คำว่า “อยากไปชักชวน” หมายถึง การปฏิบัติเพื่อผู้อื่น กล่าวคือ การปฏิบัติศรัทธาที่แท้จริงที่ทำให้ได้รับบุญกุศลนั้น ไม่ใช่เฉพาะปฏิบัติเองตามลำพังเท่านั้น แต่จะต้องปฏิบัติเพื่อผู้อื่นด้วย เพราะการปฏิบัติเพื่อตนเองนั้น เป็นการปฏิบัติที่เห็นแก่ตัวของโลกสาวกโลกปัจเจก ด้วยเหตุนี้ การจัดประชุมสนทนาธรรมของสมาคม ซึ่งสมาชิกทั้งหลายมาชุมนุมกันนั้น จึงเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของสมาคม

ในการจัดประชุมสนทนาธรรม กล่าวได้ว่า ผู้เข้าร่วมทุกคนคือศูนย์กลาง และเป็นผู้ดำเนินการประชุม โดยมีเป้าหมายให้เกิดประโยชน์และการสร้างคุณค่าต่อการประชุมสนทนาธรรมตำบล นี่คือเจตนารมณ์ของสมาคม และการจัดประชุมแบบนี้ก็คือสถานที่ของการต่อสู้ทางด้านการปฏิบัติศรัทธา สถานที่การต่อสู้ทางด้านธรรมะ เพราะเป็นโอกาสที่ทุกคนสามารถได้รับการฝึกฝนขัดเกลา มีการศึกษาค้นคว้าหลักธรรม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีการถามตอบ พร้อมกับมีการชี้นำด้วยธรรมะ ซึ่งมีความครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่าง จึงไม่เหมือนกับการจัดประชุมสังสรรค์ของสังคมทั่วไป ยิ่งกว่านั้น ในบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมก็มีทั้งบุคคลที่ยังไม่ใช่สมาชิกของสมาคม ผู้ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติศรัทธา ผู้ที่หยุดพักการศรัทธา และเพิ่งเริ่มกลับเข้ามา จนกระทั่งผู้ที่ศรัทธามานาน 10 ปี 20 ปี เป็นผู้อาวุโสทางด้านความศรัทธา ซึ่งมีความหลากหลายทั้งทางด้านฐานะความเป็นอยู่ ปัญหาที่แตกต่างกัน ความศรัทธาเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ดังนั้น ผู้เข้าร่วมประชุมสนทนาธรรมที่มาด้วยจิตใจที่อยากจะมา อยากจะชักชวนคนอื่นให้มา ซึ่งเป็นลักษณะของผู้กระทำแล้ว สถานที่ประชุมสนทนาธรรมแห่งนั้นก็จะสามารถกลายเป็นสถานที่แห่งการต่อสู้ทางด้านธรรมะ แต่ถ้าผู้เข้าร่วมไม่ตั้งใจมา ไม่ชวนคนอื่นมา แต่มาร่วมในลักษณะของผู้ถูกกระทำแล้ว ก็ไม่อาจเรียกว่าได้เป็นสถานที่แห่งการต่อสู้ทางด้านธรรมะ

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ สมาชิกทั้งหลายในหมู่ ในตำบลมีจิตใจร่วมมือร่วมใจกันตั้งใจจัดประชุมสนทนาธรรมให้ดี ซึ่งเป็นลักษณะของผู้กระทำแล้ว สถานที่ประชุมสนทนาธรรมนั้นก็สามารถกลายเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมะที่สวยงามได้อย่างแน่นอน ทำให้ผู้เข้าร่วมเกิดความประทับใจ ดีอกดีใจ มีความกระตือรือร้น และมีความศรัทธาเข้มแข็ง จึงเกิดประโยชน์และคุณค่าอย่างมากมายมหาศาลได้ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ การจัดประชุมสนทนาธรรมนั้น ทุกคนเป็นผู้จัด ไม่ใช่หัวหน้าเท่านั้นที่จัดกันเอง



 

วันที่ 17 ตุลาคม

มีภาษิตว่า “เมื่อทำ ก็ต้องได้รับชัยชนะ” “เมื่อชนะ ก็ต้องระมัดระวังไม่ประมาท” จงอย่าลืมเจตนารมณ์ของภาษิตนี้ และเริ่มต้นก้าวหน้าอีกครั้งอย่างกล้าหาญ


อธิบาย

ภาษิตที่ว่า “เมื่อทำ ก็ต้องได้รับชัยชนะ เมื่อชนะ” ก็ต้องระมัดระวังไม่ประมาท หมายความว่า ในการต่อสู้เพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ก็ดี ในการต่อสู้กับงานที่หนักก็ดี ในความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ที่สำคัญก็ดี ทั้งหมดนี้ ถ้ามีแต่ความนึกคิดอยู่ในสมอง ซึ่งเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้นแล้ว ย่อมจะไม่สามารถทำได้สำเร็จ ไม่สามารถได้รับชัยชนะ ประเด็นหลักก็คือ การกระทำหรือการลงมือปฏิบัตินั้นสำคัญกว่าความคิดหรือทฤษฎี ส่วนการที่จะสามารถลงมือกระทำหรือปฏิบัติได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจที่เข้มแข็งและหนึ่งขณะจิตที่มั่นคงแน่วแน่หรือไม่ ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้ยกเรื่องแม่ทัพเสือหินมาสอนเกี่ยวกับหนึ่งขณะจิตที่เข้มแข็ง หรือจิตใจที่เข้มแข็งอยู่ในธรรมนิพนธ์

เรื่องมีอยู่ว่า มารดาของแม่ทัพคนนี้ถูกเสือกินไป นายพลคนนี้จึงออกตามล่าเสือตัวนั้น ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ เมื่อพบกับก้อนหินที่มีรูปร่างเหมือนเสือ เกิดเข้าใจผิดมองเห็นเป็นเสือ จึงเล็งธนูยิงเข้าใส่สุดแรง จนลูกธนูแทงทะลุก้อนหิน ถ้ามองเห็นเป็นก้อนหินตั้งแต่แรก ก็คงไม่สามารถยิงทะลุเข้าไปได้ เพราะจิตใจคิดว่า ไม่ใช่เสือ แต่ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องฆ่าเสือตัวที่กินมารดาเข้าไปให้ได้ จึงส่งผลออกมาเป็นเช่นนี้

ในการต่อสู้ของพวกเราก็เช่นกัน พวกเรามีโงะฮนซนที่มีพลานุภาพมากมายมหาศาลและครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้าเชื่อมั่นเช่นนี้ และลงมือปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว ก็จะสามารถมีชัยชนะได้ในทุกเรื่อง ดังนั้น แม้ข้อความข้างต้นจะเป็นภาษิตในสังคมก็ตาม แต่ก็มีเจตนารมณ์เดียวกับทางด้านธรรมะ จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อยู่แล้ว

ยังมีอีกภาษิตของญี่ปุ่นกล่าวไว้ว่า “เมื่อชนะ ก็ต้องระมัดระวังไม่ประมาท” หมายความว่า เมื่อเราได้รับชัยชนะหรือประสบความสำเร็จแล้ว ก็มักจะเกิดความประมาท ชะล่าใจ และสิ่งนี้จะกลายเป็นเหตุที่ทำให้ได้รับผลของความพ่ายแพ้ในอนาคต ภาษิตนี้ เมื่อพิจารณาในแง่ของธรรมะแล้วก็มีเหตุผลเช่นกัน เพราะธรรมะกล่าวไว้ว่า มารอาศัยอยู่ในโลกเทวะ ดังนั้น เมื่อเราได้รับชัยชนะ สภาพชีวิตของเราก็จะอาศัยอยู่ในโลกเทวะตลอด แต่เมื่อมองดูอย่างเข้มงวดแล้ว จิตใจที่อยู่ในโลกเทวะที่ดีใจมากเกินไป สบายใจ ปลอดโปร่งใจอย่างเต็มที่ ก็จะละเลยความระมัดระวัง ประมาทในเรื่องต่างๆ คิดว่า คราวนี้ก็ได้รับชัยชนะมาแล้ว คราวหน้าก็ต้องชนะอีกแน่นอนอยู่แล้ว จึงไม่ต้องต่อสู้อย่างเต็มที่ก็ได้ นี่คือลักษณะที่พ่ายแพ้แก่มารในชีวิตของตนเองที่อาศัยอยู่ในโลกเทวะ ดังนั้น ผลก็คือ จะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ในการปฏิบัติหรือการต่อสู้ต่างๆ เมื่อมีชัยชนะแล้ว ก็อย่าประมาท จึงจะไม่พ่ายแพ้แก่มาร และครั้งต่อไป ก็ตั้งใจต่อสู้ให้เต็มที่สุดกำลัง จึงจะสามารถได้รับชัยชนะอีกครั้ง

สรุปได้ว่า ในการปฏิบัติหรือต่อสู้ต่าง ๆ สิ่งสำคัญก็คือ เวลาที่เสร็จสิ้นการต่อสู้ เรารู้สึกอย่างไร กล่าวคือ ถ้าได้รับผลสำเร็จเรียบร้อยก็ไม่ประมาท พยายามเข้มงวดต่อตัวเองในการต่อสู้ครั้งต่อไปในอนาคต ถ้ายังไม่ได้รับผลสำเร็จ ก็ไม่หมดกำลังใจ และตั้งใจว่า คราวหน้าจะต้องเอาชนะให้ได้ เมื่อจิตใจสร้างเหตุแบบนี้แล้ว ก็จะมีความเจริญก้าวหน้าได้ในทุกๆ ครั้ง ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “จงอย่าลืมเจตนารมณ์ของภาษิตนี้ และเริ่มต้นก้าวหน้าอีกครั้งอย่างกล้าหาญ”



 

วันที่ 16 ตุลาคม

จงทำให้ความเชี่ยวชาญหรือคุณสมบัติที่ดีเด่นของตนเองอยู่ในระดับชั้นหนึ่ง นี่คือการแสดงตนที่เด่นชัดเพื่อมุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมไพศาล


อธิบาย

ความหมายที่แท้จริงของการเผยแผ่ธรรมก็คือ ทำให้คนในสังคมทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน เป็นพุทธธรรมที่มีพลังมากที่สุด แต่แม้พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจะดีเลิศสูงส่งและมีพลานุภาพมากเพียงใด ถ้าผู้ปฏิบัติศรัทธาไม่เปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตของตนเอง ไม่เปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยใจคอ ไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขชะตากรรมหรือความทุกข์ยากให้กลายเป็นมีความสุขแล้ว ผู้คนทั้งหลายย่อมไม่สามารถรู้สึกได้ว่าพุทธธรรมนี้ดีจริงอย่างไร

ดังนั้น การเผยแผ่ธรรมจึงเริ่มต้นขึ้นจากการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง หมายความว่า ผู้ที่นับถือโงะฮนซน คือพวกเราที่เป็นสมาชิกของสมาคมสร้างคุณค่าแต่ละคนๆ ต้องเปลี่ยนปมด้อยให้กลายเป็นปมเด่น เปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว บุคลิกลักษณะของตนเองให้ดีขึ้น พยายามต่อสู้เอาชนะชะตากรรมของตนให้สำเร็จ พยายามต่อสู้เอาชนะเรื่องท้าทายหรืออุปสรรคต่างๆ จนได้รับชัยชนะ อันเป็นข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงถึงอานุภาพของโงะฮนซน ให้ประจักษ์ในสังคมอยู่เสมอ นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่ธรรมไพศาล

ยิ่งกว่านั้น สมาชิกของสมาคมทุกคนก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม จึงต้องเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในที่ทำงาน ท้องถิ่นที่อยู่อาศัย เพราะถ้าปฏิบัติศรัทธามานาน แต่นิสัยไม่ดีเหมือนเดิม ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็เหมือนเดิม ผู้คนทั่วไปย่อมจะดูถูก หรือวิจารณ์แน่นอน

แท้จริงแล้ว เมื่อเราปฏิบัติสวดมนต์ทุกเช้าเย็น ก็จะได้รับปัญญาที่ดี ทำให้พัฒนาคุณสมบัติที่ดี หรือความเชี่ยวชาญของเราให้โดดเด่นปรากฏชัดออกมาในสังคมให้อยู่ในระดับชั้นหนึ่ง เมื่อนั้น ผู้คนทั่วไปในสังคมก็จะยอมรับหรือเข้าใจได้ว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินมีพลังมากมายเพียงไร ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “ทำให้หนึ่งคนเป็นตัวอย่าง และคนอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน” หมายความว่า ถ้าสมาชิกของสมาคม แม้จะเป็นเพียงแค่คนเดียวก็ตาม สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้แล้ว ก็จะส่งผลกระทบต่อบุคคลในครอบครัว และขยายวงกว้างออกไปในชุมชน ท้องถิ่น และสังคมได้

สรุปได้ว่า การเผยแผ่ธรรมไม่ใช่อยู่ที่การชักชวนด้วยวาจาเท่านั้น แต่จะต้องแสดงปรากฏออกมาที่พฤติกรรมที่เป็นรูปธรรม จึงจะเป็นการเผยแผ่ธรรมที่ดีที่สุด ดังนั้น แม้จะไม่ได้สอนธรรมะด้วยปาก แต่ก็สามารถเผยแผ่ธรรมได้เช่นกัน ถ้าผู้คนในสังคมพากันพูดว่า คนๆ นี้มีฝีมือยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมฯ กล่าวคือการสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่กล่าวขวัญของผู้คนในสังคมก็เป็นการเผยแผ่ธรรมด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จะต้องแสดงข้อพิสูจน์ถึงพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินออกมาที่การปฏิบัติของเรา จึงกล่าวได้ว่า การปฏิวัติชีวิตคือรากฐานของการเผยแผ่ธรรมไพศาล




 

วันที่ 15 ตุลาคม

อยากจะต่อสู้ อยากจะทำงาน และอยากจะก้าวหน้า พวกเราจึงปฏิบัติพุทธธรรมเมื่อใดที่สามารถสำนึกถึงจุดนี้ได้แล้ว ก็จะไม่มีการบ่น และบุคคลผู้นี้จะสามารถมองดูสิ่งต่างๆ เสมือนหนึ่งดวงดาวมากมายที่เจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้า


อธิบาย

ทุกวันพวกเราได้ต่อสู้ทำงานพระ เอาใจใส่สมาชิกทั้งหลาย และเผยแผ่ธรรม พร้อมกับต่อสู้กับมารที่มีอยู่ในชีวิตของเราและมารที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมของเราอยู่เสมอ ซึ่งการต่อสู้นั้นไม่มีการหยุดพัก จนเรียกว่าได้ว่า ชีวิตคือการต่อสู้

ส่วนในด้านการงานอาชีพ พวกเราก็จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม แสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้ประจักษ์แก่ที่ทำงาน ขยันขันแข็งเอาใจใส่อาชีพการงานด้วยปัญญาที่ดี ให้เป็นบุคคลที่จำเป็นต่อที่ทำงาน ผู้ที่มีคุณลักษณะเช่นนี้ก็คือผู้ที่มีความศรัทธาถูกต้อง

สำหรับเรื่องความก้าวหน้า ก็คือ สรรพสิ่งทั้งปวง วงการต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ สังคม ก็ดำเนินก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุดนิ่งแม้แต่วินาทีเดียว ดังนั้น คนที่ไม่ก้าวหน้าก็แสดงว่ากำลังถอยหลังนั่นเอง ในการปฏิบัติศรัทธาก็เช่นกัน ทุกๆ วันจะต้องก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เช่น วันนี้ก้าวหน้ากว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้ก้าวหน้ากว่าวันนี้ มะรืนนี้ก้าวหน้ากว่าพรุ่งนี้ ผู้ที่พากเพียรปฏิบัติศรัทธาโดยก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดำเนินชีวิตในสังคมให้มีความก้าวหน้าอยู่เสมอ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ปฏิบัติที่แท้จริง

ถ้ามองดูโดยผิวเผินแล้ว การปฏิบัติศรัทธาคือความศรัทธา การงานอาชีพคือสังคม ซึ่งแยกออกจากกัน แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว ทุกสิ่งทุกย่างก็เพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อความก้าวหน้าของเรา เพื่อเพิ่มพูนพลังของตนเอง แสดงว่าการศรัทธากับเรื่องในสังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้น ในการต่อสู้ในสังคมก็ดี ในการต่อสู้เพื่อปฏิบัติศรัทธาก็ดี ทั้งหมดจึงเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ถ้าสามารถรู้ตัวได้เช่นนี้แล้ว ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอน ตลอด 24 ชั่วโมงนี้ก็สามารถเข้าใจได้ว่า เป็นการฝึกฝนตัวเราเอง เพื่อการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ ดังนั้น แม้จะมีเรื่องยากลำบากมากเพียงใด ถูกเจ้านายดุว่าใจร้อน ก็สามารถเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคต ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ แม้จะต้องเผชิญกับเรื่องร้ายแรงแค่ไหน ก็สามารถอดทนได้ โดยไม่บ่น ไม่วิจารณ์ ไม่โมโหต่อผู้อื่น เพราะคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างคือกัลยาณมิตรหรือปัจจัยที่ดีเพื่ออนาคตของตัวเราเอง

สำหรับผู้ที่ศรัทธาอ่อนแอ ไม่มีความศรัทธามั่นคงแน่วแน่นั้น ถ้าพบเจอหัวหน้าที่เข้มงวด ก็จะรู้สึกว่า เวลาที่หัวหน้าไม่อยู่นั้นเป็นเรื่องดี จะได้ไม่ต้องถูกตำหนิ หรือบ่นว่าทำงานตั้งมากมายแต่ได้เงินเพียงน้อยนิดแค่นี้ ซึ่งมักจะรู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ของตนเอง

ผู้นำที่แท้จริงจะสามารถยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้หมดโดยยึดความศรัทธาเป็นพื้นฐาน และทำให้สิ่งต่างๆ รอบตัวเกิดประโยชน์แก่ตนเองได้ กลายเป็นปัจจัยที่ดีของตนเองได้ ถ้าสามารถรู้สึกเช่นนี้ได้แล้ว การต่อสู้ทางด้านการงานอาชีพก็ดี การปฏิบัติศรัทธาก็ดี แม้จะมีความยากลำบากมากมาย หรือมีความทุกข์ต่างๆ นานา ก็รู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดประหนึ่งดวงดาวมากมายที่เจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้า ช่างดูสวยงามระยิบระยับ ยามที่แหงนมองท้องฟ้าก็รู้สึกสดชื่น สบายใจ ยิ่งมีปัญหาหรือความทุกข์มาก ก็ยิ่งรู้สึกว่า ดวงดาวบนท้องฟ้าส่องแสงสุกสกาวเหลือเกิน แต่คนที่ศรัทธาอ่อนแอ พ่ายแพ้มาร เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ลักษณะเดียวกัน ก็จะเหมือนกับคนที่อยู่ในค่ำคืนเดือนมืด แหงนมองท้องฟ้าก็ไม่เห็นดวงดาว ไม่รู้สึกเบิกบานใจ มีแต่กลุ้มใจ บ่น ต่อว่า ดื่มเหล้าเมายา ซึ่งเป็นการสร้างเหตุที่ไม่ดี

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏออกมา เราสามารถรู้สึกว่ามีประโยชน์ต่อเราได้หรือไม่นั่นเอง ถ้าถือว่าทุกอย่างเพื่อให้เราสามารถเปลี่ยนชะตากรรม ให้เราสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ ก็จะสวดมนต์ด้วยความขอบคุณต่อโงะฮนซนได้อย่างแน่นอน และจะสามารถมีพลังชีวิตชีวามากยิ่งๆ ขึ้น จนสามารถต่อสู้ท้าทายและเอาชนะได้ทุกเรื่อง แต่ถ้าไม่รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ มีประโยชน์ต่อตัวเรา ซึ่งเป็นลักษณะของความศรัทธาที่อ่อนแอแล้ว ก็จะไม่มีชีวิตชีวา ไม่สามารถสร้างเหตุที่ดีสำหรับอนาคต เพราะมัวแต่สงสัยว่า ทำไมศรัทธาต่อโงะฮนซนมานานแล้ว ยังมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ ซึ่งมีแต่การบ่น อันเป็นการกระทำที่ทำให้ผลบุญที่อุตส่าห์สร้างสะสมมาสูญหายไปหมด ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว บุญวาสนาในอนาคตก็หมดลงไปด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างเหตุที่ไม่ดี

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ต้องคิดว่าทุกเรื่อง ล้วนเพื่อการฝึกฝนความศรัทธาในปัจจุบัน จึงจะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้สำเร็จ และนี่ก็คือลักษณะของผู้นำที่แท้จริงในอนาคตนั่นเอง


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 15 ตุลาคม ค.1279 ชาวนา 3 พี่น้อง 3 แห่งอาจึฮาระถูกประหารชีวิต.





วันที่ 14 ตุลาคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการดำเนินชีวิตของผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็งนั้น จะไม่มีเงินที่ได้มาด้วยวิธีการที่สกปรกเลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้น ขอให้เอาใจใส่และทำให้ความศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต


อธิบาย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า เงินเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้ที่ใช้เงินอย่างถูกต้องหมายความว่า เมื่อมีเงินแล้ว ก็อาจกลายเป็นคนอวดดี ใหญ่โต ใช้อำนาจเงินบงการผู้อื่น มีความเห็นแก่ตัว นี่คือลักษณะของผู้ที่พ่ายแพ้ต่ออำนาจเงิน หรือผู้ที่มีสภาพชีวิตของโลกเปรตแรงมาก ในที่สุด ก็จะทำร้ายตัวเองและบุคคลในครอบครัว ตรงกันข้าม ผู้มีสภาพชีวิตของโลกพุทธะหรือโลกโพธิสัตว์เป็นพื้นฐาน จะไม่ถูกกระทบกระเทือนจากเงิน แม้จะมีเงินมากมาย ก็จับจ่ายใช้สอยให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตประจำวัน และใช้จ่ายเพื่อการเผยแผ่ธรรม เช่นนี้แล้ว การดำเนินชีวิตก็จะไม่ตกอยู่ในโลกเปรต ไม่ถูกควบคุมจากมาร และสามารถใช้เงินนั้นสร้างประโยชน์ที่จะเป็นการสะสมบุญวาสนาแก่ชีวิตของตนเอง จึงสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการดำเนินชีวิตของผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็งนั้น จะไม่มีเงินที่ได้มาด้วยวิธีการที่สกปรกเลยแม้แต่คนเดียว”

สิ่งสำคัญคือ พื้นฐานชีวิตของผู้นั้นอยู่ที่ 4 โลกชั่วหรือไม่ เพราะถ้าสภาพชีวิตอยู่ที่ 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรกแล้ว ก็จะพ่ายแพ้ต่ออำนาจเงินได้ง่าย การดำเนินชีวิตก็มีแต่ปัญหา ครอบครัวก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย เนื่องจากความศรัทธาเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่จะมองดูได้จากการดำเนินชีวิต ที่แสดงให้เห็นถึงความนึกคิด อุปนิสัยได้ ดังนั้น ถ้าการดำเนินชีวิตไม่ดี ได้เงินมาโดยวิธีการที่สกปรก ก็แสดงว่า ความศรัทธาไม่บริสุทธิ์ ไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องของธรรมะ ดังนั้น แม้จะสวดมนต์มากมาย แต่ถ้าไม่ปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองแล้ว ก็ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะ ไม่สามารถมีความสุขที่แท้จริง ดังนั้น เมื่อมองดูที่การดำเนินชีวิตแล้ว ก็สามารถเข้าใจได้ ถ้าการดำเนินชีวิตไม่ดี แสดงว่า สิ่งนี้เป็นเงาของความศรัทธาที่ไม่ดีหรือสภาพชีวิตที่ไม่ดีนั่นเอง

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ต้องหมั่นสำรวจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ พยายามต่อสู้และแก้ไขสิ่งที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นสภาพชีวิต ความนึกคิด ให้มีความศรัทธาและการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มีประโยชน์ต่อตนเอง ต่อครอบครัว และแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงให้เป็นที่ประจักษ์ในสังคม ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้จะศรัทธามายาวนาน ปฏิบัติธรรมมากมายเพียงไร แต่ไม่รู้ตัว ไม่มีการแก้ไขการดำเนินชีวิตแล้ว ก็ไม่มีหวังที่จะบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้ และย่อมจะไม่มีความสุขที่แท้จริงอย่างแน่นอน






 

วันที่ 13 ตุลาคม

ขอให้ทุกๆ คนรักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยทุกวิถีทาง เพราะถ้าแต่ละคนไม่ประสบความสำเร็จแล้ว การเผยแผ่ธรรมไพศาลย่อมไม่อาจเป็นไปได้


อธิบาย

ธรรมะ 84,000 ธรรมขันธ์ของพระศากยมุนีพุทธะก็ดี ปรัชญาธรรมแห่งหนึ่งขณะจิตสามพันของพระมหาธรรมาจารย์เทียนไท้ก็ดี ปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งหัวใจสำคัญก็คือโงะฮนซนก็ดี ปรัชญาต่างๆ ของซีกโลกตะวันตกก็ดี ทั้งหมด ล้วนอธิบายถึงเรื่องชีวิตมนุษย์ของแต่ละคน ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ชีวิตมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด ไม่มีสิ่งใดสามารถเปรียบได้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า ร่างกายของเราคือภาชนะธรรมะที่เก็บรักษาโลกพุทธะที่สูงส่ง การทำร้ายร่างกายจึงเท่ากับเป็นการทำร้ายโลกพุทธะที่สูงส่งที่อยู่ภายในชีวิตของเรา จึงต้องได้รับบาปหนัก ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงในทุกวิถีทาง พูดถึงการทำร้ายร่างกายด้วยการฆ่าตัวตาย ในทัศนะของพุทธธรรมแล้ว ถือว่าเป็นการทำร้ายธรรมะ ซึ่งเป็นบาปหนักที่สุด ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องทุกข์ใจ กลุ้มใจ เสียใจ เจ็บใจ หรือเจ็บปวดทรมานมากมายเพียงไร ก็จะต้องพยายามมีชีวิตอยู่รอดให้ได้ แม้จะยืนยาวขึ้นอีกเพียงแค่หนึ่งวินาทีก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง

พูดถึงร่างกายของเรา พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า ดวงตาทั้งสองเทียบได้กับพระอาทิตย์ พระจันทร์ เส้นเลือดในร่างกายเทียบได้กับแม่น้ำ เนื้อหนังของร่างกายเทียบได้กับพื้นดิน ลมหายใจจากปากคือลม ลมหายใจจากจมูกคือลมที่พัดแรงในหุบ เส้นผมมากมายคือดวงดาวทั้งหลาย กระดูกใหญ่ 12 ชิ้นคือ 12 เดือน กระดูกเล็ก 360 ชิ้นคือ 365 วัน ร่างกายที่มีความร้อนคือโลกของเราที่มีความร้อน ขนตามร่างกายคือต้นหญ้าต้นไม้ เป็นต้น ซึ่งมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ร่างกายของมนุษย์เรามีระบบที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง เช่น การทำงานของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ไม่อาจเทียบกับสมองของมนุษย์ หรือ ร่างกายของเรามีโรงงานผลิดยาที่มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ เส้นเลือดทั้งหมดในร่างกายของเราเมื่อต่อกันแล้วจะมีความเท่ากับเส้นรอบโลก 2 รอบด้วยกัน จึงอาจเรียกร่างกายของมนุษย์ได้ว่าเป็นจักรวาลเล็ก เพราะร่างกายของเราถูกสร้างขึ้นมาจากสรรพสิ่งในธรรมชาติ เมื่อมองจากทางด้านวิทยาศาสตร์แล้ว ร่างกายของมนุษย์เรากับธรรมชาติจึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เพราะฉะนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า ถ้าเราพยายามดำเนินชีวิตชีวิตของเราโดยให้สภาพชีวิตของเราอยู่ที่โลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะเป็นหลักแล้ว ก็กล่าวได้ว่า เป็นชีวิตมนุษย์ที่มีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ เป็นชีวิตมนุษย์ที่มีร่างกายเพื่อการเผยแผ่ธรรม นี่คือการปฏิวัติชีวิตมนุษย์หรือการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต เมื่อนั้น ตัวเราก็คือแบบอย่างที่ดีของการเผยแผ่ธรรมนั่นเอง

ในที่สุดจึงสามารถสรุปได้ว่า แม้จะมีปรัชญา หลักวิทยาศาสตร์ หลักทฤษฎี หลักเศรษฐศาตร์ หลักการแพทย์ หลักการทางรัฐศาสตร์ และธรรมะต่างๆ นานามากมายก็ตาม ทั้งหมดก็เพื่อมนุษย์นั่นเอง กล่าวคือ ทำอย่างไรจึงจะให้โลกพุทธะที่สูงส่งที่อยู่ในชีวิตมนุษย์สามารถปรากฏออกมาได้ ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากคนๆ หนึ่ง แล้วย้อนกลับมาสู่คนๆ หนึ่ง เมื่อทุกคนสามารถมีความเข้าใจได้เช่นนี้แล้ว ก็เรียกว่า การเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จ ดังนั้น การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจึงมีความสำคัญยิ่ง มิฉะนั้นแล้ว การเผยแผ่ธรรมไพศาลย่อมไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จด้วยเช่นกัน


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 13 ตุลาคม ค..1282 พระนิชิเร็นไดโชนินดับขันธ์ที่บ้านอิเคงามิ





วันที่ 12 ตุลาคม

หากสามารถทำให้พญามารเป็นพวกเดียวกันได้แล้ว เมื่อนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการเผยแผ่ธรรม เพราะในการต่อสู้เช่นนี้เท่านั้น ที่สามารถเร่งไปสู่หนทางแห่งการเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จ


อธิบาย

มารก็คือการกระทำหรือพลังส่วนหนึ่งของเรา ของสรรพสิ่งทั้งปวง ของโลกธรรมชาติ และของจักรวาล ดังนั้น การกระทำที่ไม่ดีหรือส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อมนุษย์ก็คือมาร ตรงกันข้าม การกระทำที่ส่งผลดีต่อมนุษย์ก็คือเทพธรรมบาล เมื่อเรายึดถือโงะฮนซนแล้ว เราก็จะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ทำให้มารหรือพญามาร ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมของเรากลายเป็นเทพธรรมบาลที่คอยให้การปกป้องคุ้มครองเราได้ และเมื่อนั้นก็ถือได้ว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จ

ขอยกตัวอย่างการทำงานของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายของเรา เช่น เมื่อเราถูกมีดบาด หรือถูกลวกพอง ร่างกายก็จะสร้างเซลล์ผิวหนังขึ้นมาใหม่โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเซลล์ของร่างกายทำงานผิดปกติมาก ก็กลายเป็นมะเร็ง และคร่าชีวิตมนุษย์ หรือพื้นดินแข็งแรง เราจึงอยู่อาศัยได้อย่างมั่นคง แต่เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา ก็สร้างความเสียหายแก่ตึกรามบ้านช่อง หรือน้ำที่มีความสำคัญ หากน้ำแล้ง เรือกสวนไร่นาก็ไม่สามารถเกิดพืชผลที่ดีได้ แต่ถ้าหลากมากเกินไป กลายเป็นอุทกภัย มนุษย์ก็ลำบาก ลม ฝน พายุ หรือหิมะก็เช่นกัน

หมายความว่า การกระทำของสรรพสิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของชีวิตของจักรวาลนั้น เมื่อเอื้อประโยชน์แก่เรา ทำให้ประเทศต่างๆ และทั่วโลกเกิดสันติภาพในอุดมคติได้ ก็เรียกว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จ แต่ถ้าการปฏิบัติของเราอ่อนแอ การกระทำของพญามารก็จะเข้มแข็งแทน ทำให้ประเทศหรือทั่วโลกมีเรื่องวุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้น เช่น เกิดโรคระบาด เกิดภัยธรรมชาติ เกิดภัยสงคราม ดังนั้น ถ้าสมาชิกของเราทั้งหมดศรัทธาเข้มแข็ง สวดมนต์มากมาย ก็จะส่งผลกระทบต่อสรรพสิ่งทั้งปวง ทำให้พลังที่ชั่วร้ายกลายเป็นพลังที่ดีต่อเราได้แล้ว การต่อสู้ของเราในการดำเนินชีวิตประจำวันก็จะสามารถเร่งไปสู่หนทางของการเผยแผ่ธรรมไพศาลได้เร็วยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าการปฏิบัติของพวกเราเสื่อมถอยลงแล้ว อนาคตของโลกของเราก็จะสิ้นหวัง ไม่เกิดความเจริญรุ่งเรือง

จึงสรุปได้ว่า การที่จะสามารถช่วยเหลือมนุษยชาติได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของพวกเรานั่นเอง เช่น รอบๆ ตัวเรามีเชื้อโรคลอยอยู่ในอากาศมากมาย หรือติดตามโต๊ะ หนังสือ แก้วน้ำ ปากกา นิ้วมือ เป็นจำนวนหลายล้านตัวอยู่ตลอดเวลา และทุกๆ วินาทีเราก็หายใจเข้าไปบ้าง หรือจับต้องถูกบ้าง บางครั้งจึงเกิดอาการไม่สบายตามมา แต่บางครั้งเวลาที่ร่างกายแข็งแรงดี ก็ไม่มีผลต่อเรา ทั้งหมดนี้จึงขึ้นอยู่กับพลังชีวิตที่เข้มแข็ง หรือสภาพร่างกายแข็งแรงหรืออ่อนแอ

มีภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า หวัดเป็นต้นกำเนิดของความเจ็บไข้ได้ป่วยอื่นๆ เรื่องนี้ก็มีเหตุผล เพราะเมื่อเป็นหวัดแล้ว ภูมิต้านทานร่างกายก็อ่อนแอลง พลอยทำให้แพ้เชื้อโรคอื่นๆ ได้โดยง่าย ดังนั้น แม้ว่าเป็นหวัดแล้วไม่ตายทันทีก็จริง แต่เมื่อมีโรคอื่นแทรกซ้อนแล้ว ร่างกายที่อ่อนแอก็จะพ่ายแพ้ได้โดยง่าย จนทำให้เสียชีวิตลงก็เป็นได้ เหตุผลในลักษณะนี้ เมื่อประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ของท้องถิ่น ประเทศชาติ และทั่วโลกแล้ว ก็มีความหมายเดียวกันนั่นเอง

ในที่สุด จึงสามารถกล่าวได้ว่า ศัตรูหรือผู้ที่ดูถูก วิพากษ์วิจารณ์สมาคมของเรา เมื่อสามารถทำให้พวกเขากลายมาเป็นพวกเดียวกันกับเราแล้ว ก็เรียกว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จ เพราะแท้จริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่ศัตรูจริงๆ กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้ไม่ดี เพียงแต่ว่าเขาพ่ายแพ้ต่อมารที่อยู่ในชีวิตของเขา ปล่อยให้มารควบคุมชีวิตของเขา จึงทำให้พฤติกรรมของเขากลายเป็นศัตรูต่อเรา ดังนั้น ถ้าเราสามารถมองทะลุธาตุของเขา ซึ่งเท่ากับทำลายมารที่อาศัยอยู่ในชีวิตของเขาได้แล้ว การกระทำของมารก็จะหมดพลัง และหนีออกจากชีวิตของเขาได้ ตอนนั้น ผู้ที่เคยพูดวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ก็จะสามารถกลับกลายเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองเรา เมื่อศัตรูเหล่านี้สามารถให้การยอมรับและมุ่งสู่การเผยแผ่ธรรมร่วมกับเราได้แล้ว การปฏิบัติธรรมก็จะมีความหนักแน่นมากยิ่งขึ้นได้ เพราะฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ลำพังตัวเราเองไม่สามารถมีความหนักแน่นได้ แต่เมื่อสามารถทำให้ศัตรูกลับกลายมาเป็นมิตรแล้ว พลังชีวิตหรือพลังปฏิบัติของเราก็จะหนักแน่นมากขึ้นได้อย่างแน่นอน


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 12 ตุลาคม ค..1279 พระนิชิเร็นไดโชนินจารึกไดโงะฮนซน

วันที่ 12 ตุลาคม ค..1972 ก่อสร้างมหาวิหารโชฮนโดะแล้วเสร็จ







วันที่ 11 ตุลาคม

สำหรับความคิดเห็นที่ดีๆ นั้น จงรับฟังให้มาก และนำความคิดเห็นที่ดีๆ นี้มาใช้ด้วย เพราะนี่คือก้าวแรกของการสร้างอบรมให้เป็นผู้นำซึ่งกันและกัน


อธิบาย

อาจารย์โทดะเคยชี้นำไว้ว่า “ผู้ที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับเรา ขัดแย้งหรือโต้แย้งเราทุกครั้ง คือเพื่อนที่ดีของเรา ในทางกลับกัน ผู้ที่มีความเห็นคล้อยตามอย่างว่าง่าย กล่าวได้ว่าเป็นเพื่อนที่ไม่ดีของเรา” หมายความว่า สำหรับความคิดทั่วไปในสังคมแล้ว คนที่ดื้อ จู้จี้ ซึ่งไม่ค่อยยอมรับฟังความคิดเห็นหรือนโยบายนั้น ถือว่าเป็นศัตรูของเราหรือของบริษัท ส่วนคนที่ยอมรับความคิดเห็นโดยง่ายดายและปฏิบัติตามนโยบายอย่างว่าง่าย ไม่เคยขัดแย้งกับใคร ว่าไงว่าตามกันนั้น มองดูผิวเผินแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นคนที่ดี ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรให้มากมายนัก และสามัคคีกันง่ายดี ทำให้การสนทนาพูดคุยและดำเนินงานได้อย่างสะดวกสบาย แต่เรื่องนี้จะต้องระมัดระวังให้มาก เพราะถ้าประธานหรือผู้นำศูนย์กลางตกหล่นรายละเอียดที่สำคัญ หรือคิดไว้เพียงด้านเดียว หลงลืมบางประเด็นไปบ้าง ถ้าทีมงานไม่ช่วยกันคิดให้รอบคอบ มีแต่พึ่งพาผู้นำศูนย์กลางแล้ว ก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ แล้วภายหลังเมื่อสำรวจตัวเองดูแล้ว ก็อาจจะสำนึกได้ว่า ทำไมตอนที่ประชุมปรึกษาหารือกันนั้นเราจึงไม่ได้คิดหรือไม่ได้สังเกตถึงเรื่องนี้ และที่ยิ่งน่ากลัวก็คือ ถ้าทุกคนยอมรับทุกอย่างโดยว่านอนสอนง่ายแล้ว ผู้นำศูนย์กลางก็จะค่อย ๆ กลายเป็นคนอวดดี ใช้อำนาจของตัวเอง และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เวลาที่มีคนมีข้อเสนอที่ดี ก็ไม่สนใจที่จะรับฟังหรือพิจารณา ดังนั้น เมื่อมองอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็จะกลายเป็นเรื่องไม่ดีไปได้

ในการประชุมปรึกษาหารือ เมื่อผู้นำศูนย์กลางนำเสนอนโยบาย หรือความคิดเห็นของตนเองแล้ว แม้จะเป็นข้อเสนอหรือความคิดเห็นที่ดี แต่ถ้าไม่ได้เอาใจใส่อย่างรอบคอบในรายละเอียดที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ หรือประเพณีต่างๆ แล้ว ผู้ร่วมประชุมปรึกษาหารือก็ควรให้ข้อเสนอแนะที่ดีกว่า ถ้าเป็นผู้นำศูนย์กลางหรือประธานการประชุมที่ดี ก็จะยอมรับฟังความคิดเห็นที่ดีของผู้อื่น และนำมาใช้ ส่วนหัวหน้าที่มีจิตใจอยากได้ชื่อเสียง เอาหน้าเอาตา อยากแสดงว่าตนมีอำนาจ ก็จะไม่ยอมรับฟัง และถือว่า คนที่เสนอเป็นคนดื้อบ้าง เป็นคนจุกจิกจู้จี้บ้าง เป็นคนทำให้แตกความสามัคคีบ้าง ไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตบ้าง ถ้าในองค์กรมีเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่สามารถมีความเจริญก้าวหน้า ไม่สามารถสร้างอบรมผู้นำที่ดีได้ เพราะจะไม่เรียกใช้คนที่ความเห็นขัดแย้งกับหัวหน้า ต่อให้มีความเห็นดีๆ ก็ไม่เอา เพราะคอยขัดคออยู่เรื่อยไป และเลือกใช้แต่คนที่ยอมฟังและทำตามความเห็นของตนเองเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่สามารถทำให้ผู้นำที่ดี ซึ่งเป็นผู้ที่มีสามัญสำนึก มีสติปัญญาดี มีความสามารถหรือคุณสมบัติพิเศษในสาขาต่างๆ แสดงปรากฏพลังความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่

เพราะฉะนั้น เมื่อมองดูอย่างลึกซึ้งแล้ว ผู้ที่ยอมรับความคิดเห็นที่ดีและนำมาใช้ แม้คนนำเสนอจะเป็นคนจุกจิกจู้จี้บ้าง เป็นคนดื้อบ้าง แต่ก็สามารถทำให้ระบบการมีการเจริญเติบโตขึ้นได้ สามารถมีการสร้างอบรมผู้นำได้อย่างมากมาย โดยต่างฝ่ายต่างได้รับการขัดเกลาและฝึกฝนซึ่งกันและกัน

บางครั้ง ก็อาจจะมีกรณีที่ข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นนั้นดี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความคิดเห็นที่ลึกซึ้งมองการณ์ไกลถึงอนาคตแล้ว ก็อาจจะไม่นำความคิดเห็นหรือข้อเสนอนั้นมาใช้ก็ได้ เพราะถ้าคิดให้รอบคอบและลึกซึ้งแล้ว ข้อเสนอนี้ก็อาจจะกลายเป็นไม่ดีสำหรับอนาคต ดังนั้น จึงไม่นำมาใช้ก็มี ทั้งนี้ เรื่องเช่นนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพชีวิตหรือความนึกคิดของผู้นำศูนย์กลางว่ามีเจตนารมณ์อะไร มีเป้าหมายอะไร ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ไกลถึงขนาดนั้น ก็จะต้องยอมรับความคิดเห็นของหัวหน้าอย่างว่านอนสอนง่าย นี่คือลักษณะที่แท้จริงของความศรัทธานั่นเอง




วันที่ 10 ตุลาคม

จงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดในทุกการต่อสู้ รากฐานของสิ่งนี้ก็คือความเชื่อมั่นและความกล้าหาญ เพราะความขี้ขลาดเป็นศัตรูของการปฏิบัติธรรม และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเราไม่มีความสุข


อธิบาย

พวกเรามีการไปเยี่ยมเยียนสมาชิก มีการทำงานพระอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่การไปเยี่ยมสมาชิกก็ไม่ใช่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย สมาชิกบางคนก็สามารถเข้ากันได้ดี พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน รับฟังอย่างว่านอนสอนง่าย ไม่มีการโต้แย้ง หรือทะเลาะถกเถียงกัน แต่บางทีก็เยี่ยมเจอคนที่นิสัยไม่ตรงกัน ดื้อรั้น หรือชอบเถียง ทำให้รู้สึกไม่ค่อยอยากจะไป หรือไม่กล้าไปก็มี หากเปรียบเทียบกับ 2 กรณีนี้แล้ว แบบแรกน่าเยี่ยม ส่วนแบบที่ 2 ไม่ค่อยมีใครอยากจะไปเยี่ยม แต่คนที่คิดแบบนี้ ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนขี้ขลาด คือ เลือกทำแต่สิ่งที่ง่าย เรื่องที่ยากลำบาก ก็ไม่อยากจะทำ ซึ่งในการเผยแผ่ธรรมนั้นมีการต่อสู้หลายแบบหลายอย่าง ถ้าเช่นนั้น ก็จะไม่กล้าไปพบ ไม่กล้าชักชวนแนะนำธรรม ไม่สามารถเข้ากับคนทุกระดับชั้นได้ ซึ่งเท่ากับยอมแพ้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “ความขี้ขลาดเป็นศัตรูของการปฏิบัติธรรม และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเราไม่มีความสุข” หมายความว่า คนขี้ขลาดจะไม่สามารถสร้างบุญวาสนาที่แท้จริงได้ ไม่สามารถร่วมต่อสู้กับประชาชนทั้งหลาย ไม่สามารถท้าทายกับอุปสรรค 3 มาร 4 แต่จะทำตามอำเภอใจของตนเองเท่านั้น ถ้าคนที่เข้ากันได้ ก็จะไปเยี่ยมบ้านนั้น และติดต่อไปมาหาสู่กัน แต่ถ้าคนที่เข้ากันไม่ได้ ก็ตัดทิ้ง ไม่ติอต่อ ซึ่งเป็นลักษณะที่เห็นแก่ตัว ถ้ามีชีวิตจิตใจแบบนี้แล้ว ก็เท่ากับยอมพ่ายแพ้ต่อตัวเองและถูกมารควบคุมชีวิต เพราะแม้จะปฏิบัติศรัทธามานานหลายปี สวดมนต์มากมายแค่ไหน แต่ถ้าไม่เปลี่ยนความนึกคิดแล้ว ก็ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเองไม่สามารถมีความสุขได้นั่นเอง

ตรงกันข้าม คนที่กล้าต่อสู้ท้าทายนั้น ไม่ว่าจะคบค้ากับใครก็ตาม แม้จะพบกับบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น แพทย์ผู้มีชื่อเสียง อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่โด่งดัง นักกีฬา นักการเมือง ดาราภาพยนตร์ เศรษฐี ฯลฯ ก็เข้าใจดีว่า ไม่ว่าใครก็สามารถมีความทุกข์หรือเรื่องกลุ้มใจกันทั้งนั้น ถ้าเราสามารถพูดคุยกับเขา ก็มีสิทธิที่จะเผยแผ่ธรรมให้แก่เขาได้ ซึ่งมีจิตใจเชื่อมั่นต่อโงะฮนซน มีพลังชีวิตชีวาเข้มแข็ง มีจิตใจกล้าหาญที่ยึดถือเจตนารมณ์ของโพธิสัตว์จากพื้นโลกแล้ว ก็จะสามารถเข้าไปอยู่ในหมู่ของประชาชนทุกระดับได้ ในที่สุด ก็สามารถสร้างบุญวาสนาได้มากมาย เพราะจิตใจมีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน เมื่อพบปะหรือคบค้ากับใคร ก็มีความเมตตารักใคร่ต่อเขา และอธิบายพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินให้แก่เขาได้อย่างแน่นอน แม้ว่าคนที่เขาแนะนำธรรมจะพูดเก่ง มีความรู้ความสามารถมากกว่า แต่เนื่องจากเรามีความเชื่อมั่นว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินเป็นพุทธธรรมที่ดีเลิศเป็นอันดับ 1 ในโลก จึงมีจิตใจกล้าหาญในการสนทนาธรรม แม้ว่าคนที่เราชักชวนแนะนำธรรมจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง แต่เมื่อมองดูจากปรัชญาธรรมที่สูงส่งแล้ว ความรู้ของพวกเขาก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกฎของสรรพสิ่งทั้งปวง ส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตมนุษย์ ส่วนหนึ่งของศีลธรรม วัฒนธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ความรู้พื้นฐานหรือรากฐานของการดำเนินชีวิตที่แท้จริง จึงไม่สามารถมีความสุขที่แท้จริง ไม่สามารถเปลี่ยนชะตากรรม ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ ไม่รู้วิธีสร้างบุญวาสนาที่แท้จริง ไม่รู้วิธีที่จะบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต มีเฉพาะพวกเราเท่านั้นที่สามารถเข้าใจวิธีที่จะสร้างรากฐานที่สำคัญของชีวิตมนุษย์ได้ จึงสามารถชักชวนแนะนำธรรมพวกเขาด้วยความมั่นใจ นี่คือภาระหน้าที่ของโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่แท้จริง




วันที่ 9 ตุลาคม

การฝืนปฏิบัตินั้นต่างกับความศรัทธาที่เข้มแข็ง อันที่จริง การฝืนปฏิบัติ แรกๆ ก็อาจมองดูว่ามีความเอาจริงเอาจัง แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นเวลายาวนาน ส่วนความศรัทธาที่เข้มแข็งนั้น แม้จะมีแรงบ้างอ่อนบ้าง แต่ก็แสดงออกซึ่งความแข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา มีความก้าวหน้าและยึดถือความศรัทธาได้ตลอดไป


อธิบาย

ในการปฏิบัติศรัทธาจะต้องมีสามัญสำนึกเป็นพื้นฐาน หมายถึง สอดคล้องกับเหตุผลทางสังคมและเหตุผลทางด้านธรรมะ ดังนั้น ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งที่แท้จริงจึงต้องยึดถือกฏของสังคมหรือเหตุผลทางสังคม มีสามัญสำนึกเป็นหลัก ตรงกันข้าม ผู้ที่ศรัทธาแบบงมงายจะฝืนปฏิบัติและคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง จึงบังคับต่อสมาชิกให้ต้องฝืนปฏิบัติ ในที่สุด สมาชิกก็เหนื่อยล้า และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งเป็นลักษณะที่ขาดสามัญสำนึกนั่นเอง ดังนั้น การศรัทธาแบบฝืนปฏิบัติก็เปรียบได้กับการศรัทธาแบบไฟ ส่วนความศรัทธาที่เข้มแข็งเปรียบได้กับการศรัทธาแบบน้ำ

ดังนั้น ในการปฏิบัติศรัทธาที่เข้มแข็งและแท้จริงนั้น บางครั้งก็มีเรื่องที่ต้องอดทน บางครั้งก็มีเรื่องที่จะต้องต่อสู้อย่างเต็มที่ ซึ่งชีวิตชีวา บางครั้งก็แรงบ้าง บางครั้งก็อ่อนบ้าง ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี ไม่มีความท้อถอย ไม่มีความสงสัย แต่ยึดถือความศรัทธาต่อโงะฮนซนอย่างมั่นคงแน่วแน่ มีการต่อสู้อยู่ทุกวันและเพียรพยายามให้มีความก้าวหน้าแม้จะเพียงแค่ครึ่งนิ้วหรือหนึ่งนิ้ว ก็ไม่หยุดต่อสู้ นี่คือเรียกว่าความศรัทธาที่แท้จริงแบบน้ำนั่นเอง

นักไวโอลินที่มีชื่อเสียงได้ยินคนอื่นชมเชยเขาว่า เขาเป็นคนมีพรสวรรค์และมีความสามารถ จึงมีชื่อเสียงขึ้นมา ตอนนั้น เขาบอกว่า ฟังแล้วรู้สึกโกรธมาก เพราะอันที่จริง คนที่ชมเชยหารู้ไม่ว่า ทุกวัน นักไวโอลินต้องใช้เวลาฝึกซ้อมอย่างหนักจนนิ้วหงิกงอ คิดแต่เพียงว่า เขามีพรสวรรค์เท่านั้น ฟังแล้วเขารู้สึกเจ็บใจ เพราะอันที่จริง พรสวรรค์นั้นเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น การที่เขาสามารถสีไวโอลินได้อย่างไพเราะจับใจ ก็มาจากการหมั่นฝึกซ้อมในทุกๆ วัน หรือช่างภาพที่มีฝีมือเก่งอันดับหนึ่งของโลก ก็จะต้องกดชัดเตอร์อย่างน้อยวันละ 10,000 ครั้งขึ้นไป เพราะถ้าไม่ฝึกซ้อมให้กดชัตเตอร์ได้ไวขนาดนี้แล้ว นิ้วของเขากับชัตเตอร์ของเขาก็ไม่สามารถประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ เวลาที่จะถ่ายภาพก็ไม่เข้าจังหวะกัน หรือนักกรีฑาของโอลิมปิกเกมส์ จะมีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันในรอบ 4 ปีเท่านั้น ในการวิ่งแข่ง 100 เมตร โดยตลอด 4 ปีของการฝึกซ้อม จะต้องฝึกจนสามารถวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 10 วินาที ซึ่งกว่าจะสามารถสร้างสถิติที่วิ่งเร็วที่สุดได้ เขาจะต้องฝึกซ้อมวิ่งเป็นระยะทางหลายหมื่นหลายแสนเมตร เพียงเพื่อจะเอาชนะในตอนวิ่งแข่ง 100 เมตร ถ้าหยุดวิ่งไป 1 วันแล้ว ก็จะต้องซ้อมให้หนักเพิ่มอีก 3 วัน จึงจะสามารถวิ่งได้เร็วเท่าเดิม ถ้าหยุดวิ่งไป 2 วัน ก็จะต้องใช้เวลาอีก 10 วัน จึงจะสามารถวิ่งได้เร็วเท่าเดิม แต่ถ้าหยุดวิ่งไป 3 วัน ก็ต้องใช้เวลาถึง 15 วันหรือ 1 เดือน จึงจะสามารถเหมือนเดิมได้ เพราะร่างกายไม่ฟิตเหมือนเดิม จะเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทิ้งระยะไม่ฝึกซ้อมเนิ่นนานออกไป หรือนักเปียโนที่มีชื่อเสีง จะต้องฝึกซ้อมวันละ 5-6 ชั่วโมง บางครั้งก็ 8-10 ชั่วโมง จึงจะบรรเลงได้ไพเราะจับใจ แต่คนทั่วไปคิดแค่ว่า พวกเขามีพรสวรรค์ ไม่ต้องฝึกซ้อมหนักก็ทำได้ดี แต่แท้จริงแล้ว ยิ่งเก่งก็ยิ่งใช้เวลาฝึกซ้อมหนัก จึงจะสามารถเป็นที่ 1 ของโลกได้ ไม่ใช่ว่ามีแต่พรสวรรค์ หรือความสามารถเฉพาะตัวเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น กล่าวคือ อยู่ที่ความเพียรพยายามในการฝึกซ้อมเป็นหลักนั่นเอง

ทางด้านความศรัทธาของพวกเราก็เช่นกัน ถ้าเราพากเพียรในการปฏิบัติสวดมนต์ทุกเช้าเย็นอย่างสม่ำเสมอเต็มที่แล้ว เมื่อมีปัญหา ก็จะมีพลังชีวิตที่เข้มแข็ง และสามารถแก้ไขผ่านพ้นปัญหาไปได้ ถ้าในแต่ละวันเกียจคร้าน ไม่ปฏิบัติเต็มที่แล้ว เมื่อมีปัญหา จะเร่งสวดมนต์ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว ดังนั้น ผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็ง จึงต้องก้าวหน้าอยู่อย่างสม่ำเสมอ เปรียบดังน้ำที่ไหลไปเรื่อยๆ ไม่เคยหยุด ไม่เคยพัก ดังนั้น การพยายามต่อสู้กับตัวเองและมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ





วันที่ 8 ตุลาคม

ผู้ที่เป็นบุตรของสมาคมอย่างแท้จริง จะต้องต่อสู้ท้าทายอยู่ในวงการต่างๆ โดยยึดถือความเที่ยงธรรมและความกล้าหาญในการเคลื่อนไหว


อธิบาย

จุดมุ่งหมายของสมาคมคือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ซึ่งเป็นการสร้างสังคมที่ดีและโลกที่ดีนั่นเอง ถ้ามองดูในวงแคบแล้ว ก็หมายถึงการทำให้ครอบครัวดี บริษัทดี ท้องถิ่นดี อย่างไรก็ตาม รากฐานของการเผยแผ่ธรรมก็คือการปฏิวัติชีวิตมนุษย์เป็นหลัก ดังนั้น สำหรับผู้ที่เป็นผู้สืบทอดธรรมที่แท้จริงหรือบุตรของสมาคมอย่างแท้จริงแล้ว จะต้องทำให้ความศรัทธาของตนเองเข้มแข็ง มั่นคง และบริสุทธิ์ ทั้งนี้ เมื่อมีการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตัวเองแล้ว ก็จะส่งผลกระทบต่อครอบครัว ท้องถิ่น สังคม และทั่วโลก ซึ่งหมายถึงขยายออกไปในทุกวงการอย่างกว้างขวาง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องยึดถือพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน และสวดมนต์ต่อโงะฮนซน เพื่อให้โลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะมีชีวิตชีวา เข้มแข็ง มีจิตใจกล้าหาญและปรากฏเป็นความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น พร้อมกับปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวด้วยความเอาใจใส่ ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างขยันขันแข็งเต็มที่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แท้จริงของผู้นำที่ดีในอนาคต ถ้าพฤติกรรมของสมาชิกทั้งหมดเป็นเช่นนี้แล้ว ในทุกวงการสาขาอาชีพที่สมาชิกทั้งหลายมีความเกี่ยวข้องอยู่ด้วยก็จะสามารถประสบความสำเร็จ มีชัยชนะได้ ทำให้ผู้คนทั้งหลายตระหนักได้ถึงความสูงส่งของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นโชนิน และพลังอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของโงะฮนซนได้ เมื่อสมาชิกมีความประพฤติที่ขยันขันแข็ง กระตือรือร้น ร่าเริงแจ่มใส และมีความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของมนุษย์แล้ว ผู้คนทั้งหลายก็จะรู้สึกเห็นด้วยกับการปฏิบัติของพวกเรา เมื่อนั้น ก็เรียกว่าสามารถเผยแผ่ธรรมได้ ดังนั้น การเผยแผ่ธรรม ถ้าจะพูดไปแล้ว ก็อยู่ที่ว่า สมาชิกสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้หรือไม่ และสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาในสังคม ในทุกวงการ สาขาอาชีพได้หรือไม่นั่นเอง






วันที่ 7 ตุลาคม

ผู้ที่มีความศรัทธาที่แท้จริง ก่อนที่จะกลุ้มใจหรือเกิดความสงสัย จะต้องปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็น อย่าลืมว่า นี่คือหนทางที่เป็นรากฐานของการแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างได้


อธิบาย

คำชี้นำนี้เป็นคำชี้นำสำคัญสำหรับการปฏิบัติศรัทธาของพวกเรา หมายความว่า ถ้าผู้ที่มีการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หนึ่งขณะจิตก็จะไม่เกิดความสงสัยต่อโงะฮนซน ไม่รู้สึกกลัดกลุ้มใจ เพราะมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ต่อโงะฮนซน

กล่าวคือ ถ้ามีเรื่องดีเกิดขึ้น ก็สวดมนต์และขอบคุณต่อโงะฮนซน ถ้ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ก็สวดมนต์ต่อโงะฮนซน และอ่านธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน พฤติกรรมเช่นนี้จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่อุทิศชีวิตต่อโงะฮนซนอย่างแท้จริง หมายความว่า ให้ยึดถือธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงเป็นมาตรฐานของชีวิตมนุษย์

ถ้าเข้าใจธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง และพยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ชีวิตจิตใจก็จะสามารถบริสุทธิ์ มีปัญญาที่ดีเกิดขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องทางสังคม เช่น การงานอาชีพ มนุษยสัมพันธ์ เมื่อยึดถือธรรมะเป็นมาตรฐานแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด และหาหนทางแก้ไขที่ถูกต้องได้ แต่ถ้าไม่รู้ธรรมะ ก็จะสามารถเกิดความสับสน บางคนก็เกิดความสงสัยต่อโงะฮนซน สงสัยคำชี้นำของสมาคม หรือสงสัยว่า ทำไมจึงต้องได้รับความทุกข์มากมายขนาดนี้ ทำไมจึงมีเรื่องกลุ้มใจแบบนี้ เมื่อไหร่จึงจะหมดทุกข์เสียที มีแต่ความวุ่นวายไปหมด

เช่น บางคนเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็ขอรับคำชี้นำจากผู้อาวุโส เมื่อนำคำชี้นำไปปฏิบัติ ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ตอนนั้น ก็อาจคิดว่า เราก็ปฏิบัติตามคำชี้นำแล้ว แต่ทำไมยังแก้ไขไม่ได้ หรือบางคน เมื่อได้รับคำชี้นำ แรกๆ ก็อาจจะไม่เข้าใจดี ทำให้การปฏิบัติศรัทธายังไม่ได้อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง จึงขอคำชี้นำอีกครั้งก็มี ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ก่อนอื่น จะต้องปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็น”

เรื่องนี้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เวลาที่อ่านหนังสือ ถ้ามองตัวหนังสือไม่ชัด ก็ไปพบจักษุแพทย์ ปรากฏว่า สายตาสั้น จำเป็นต้องใส่แว่น จึงจะสามารถมองเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน ดังนั้น จึงไปตัดแว่นใส่ ก็มองเห็นชัดได้ แต่ปรากฏว่า แว่นตามัวหรือสกปรก ก็มองเห็นไม่ชัดอีก ทีนี้ ก็โมโหและโทษว่า จักษุแพทย์ไม่ดี คำแนะนำไม่ดี ทั้งที่ว่า คนที่ไม่ดีก็คือตัวเราเองที่ไม่เช็ดแว่นให้สะอาด

ทางด้านธรรมะก็เช่นกัน สิ่งสำคัญคือผู้ขอรับคำชี้นำ หรือผู้ที่กำลังมีความทุกข์นั้น สภาพชีวิตเป็นเช่นไร เพราะแม้หัวหน้าจะให้คำชี้นำที่ดี แต่ถ้าจิตใจของผู้ขอคำชี้นำไม่เชื่อต่อโงะฮนซน ไม่ยอมรับคำชี้นำของหัวหน้า ยึดถือแต่ความคิดของตนเองเป็นหลักแล้ว ก็เหมือนกับตีกรอบตัวเองเอาไว้ จึงไม่สามารถรับคำชี้นำไปหมด 100 % และหันไปใช้วิธีการทางสังคม เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ ในทางกลับกัน ผู้ที่มีชีวิตจิตใจว่านอนสอนง่าย เมื่อได้รับคำชี้นำแล้ว ก็จะสามารถขยายกรอบของตัวเองออกมาไป และรับคำชี้นำของหัวหน้า 100 % ซึ่งสามารถขยายสภาพชีวิตของตนเองให้กว้างใหญ่เท่ากับสภาพชีวิตของหัวหน้า แม้ว่าตอนแรกจะไม่ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของคำชี้นำได้ดีนัก แต่ก็ยึดถือธรรมะเป็นหลัก พยายามปฏิบัติสวดมนต์เป็นหลัก ในที่สุด ก็จะสามารถเข้าใจหรือรู้ธาตุแท้ของปัญหาได้ และสามารถแก้ไขด้วยวิธีที่ถูกต้อง

สรุปได้ว่า ถ้ายึดถือธรรมะเป็นหลักแล้ว แม้จะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น หรือพบกับความยากลำบาก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถกลับกลายเป็นมีประโยชน์ต่อเราได้ และความศรัทธาของเราก็จะสามารถเข้มแข็งและเจริญเติบโตมากขึ้นได้





วันที่ 6 ตุลาคม

จงอย่าลืมว่า คำพูดที่สุภาพและซื่อสัตย์เป็นการแสดงปรากฏสันดานมนุษย์ของเรา และเป็นบุคลิกลักษณะที่แสดงถึงการให้ความเคารพต่ออีกฝ่ายอย่างเต็มที่


อธิบาย

คำพูดสื่อให้เห็นถึงสันดานนิสัยของเรา ถ้าเป็นคนเห็นแก่ตัว อวดดี เอาหน้าเอาตา อยากได้ชื่อเสียง ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่เคารพผู้อื่น ดังนั้น คำพูดจึงย่อมไม่มีความสุภาพ ไม่จริงใจ ไม่ซื่อสัตย์ หมายความว่า การกระทำ พฤติกรรมของเราที่แสดงออกมาทางร่างกาย ก็มาจากความนึกคิดของเรา ถ้าเป็นคนที่มีความนึกคิดไม่ดี จิตใจไม่ดี เมื่อแสดงออกมาทางคำพูดแล้ว คนอื่นก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นคนอย่างไร ในทางกลับกัน คนที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีจิตใจเคารพผู้อื่น มีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานแล้ว ก็จะมีอุปนิสัยที่ดี สันดานนิสัยที่ดี เมื่อพูดคุยกับผู้อื่น ก็จะมีความถ่อมตน และคนอื่นก็จะรู้สึกได้เช่นกัน

แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นแล้ว ก็หมายถึง แม้ว่าจะสามารถเข้าใจแยกแยะถูกผิดดีชั่ว มีสามัญสำนึกทั้งทางด้านกฎของสังคม กฎหมายบ้านเมือง รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด แต่เมื่อพบปะกับผู้อื่นแล้ว ก็ไม่ได้ใช้คำพูดที่สุภาพ ใช้คำพูดธรรมดาๆ ตามความเคยชิน เมื่อทำผิดแล้วถูกถาม ด้วยนิสัยขี้ขลาดหรือชอบโกหก ก็เฉไฉอ้างนั่นอ้างนี่ต่างๆ นานา โกหกเพื่อแก้ตัวให้รอดพ้น ซึ่งเปิดเผยออกมาเองโดยไม่สามารถปิดบังธาตุแท้ของตนเองได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ถ้าชีวิตถูกย้อมด้วย 4 โลกชั่ว ได้แก่ โลกนรก โลกเปรต โลกเดรัจฉาน และโลกอสูร จนติดแน่นเป็นสันดานนิสัยแล้ว แม้ว่าจะเข้าใจด้วยสามัญสำนึกว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่เนื่องจากพื้นฐานชีวิตมี 4 โลกชั่วเป็นพื้น ดังนั้น ความประพฤติ การกระทำ จึงถูกเปิดโปงออกมาให้คนอื่นมองเห็นได้

เรื่องนี้สรุปได้ว่า ชีวิตของเรามีความสัมพันธ์กับความนึกคิดหรือสันดานนิสัยของเรา และความนึกคิดและสันดานนิสัยของเราก็มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การกระทำของเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเราพยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ซึ่งเป็นชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ มีความสูงส่ง มีชีวิตชีวา และพลังมหาศาลแล้ว สิ่งเหล่านี้จะสามารถสื่อถึงชีวิตโลกพุทธะในชีวิตของเราได้ จึงทำให้ชีวิตที่ถูกย้อมจาก 4 โลกชั่วค่อยๆ สะอาดบริสุทธ์ขึ้น เมื่อนั้น ก็จะสามารถมีความนึกคิดที่ถูกต้อง ส่วนสันดานนิสัยที่ชั่วก็ถูกซ่อนเอาไว้ และแสดงบุคลิกลักษณะที่ดีงามออกมา ดังนั้น แน่นอนทีเดียวว่า จะสามารถมีพฤติกรรมที่ดีงาม ซึ่งเป็นมนุษย์ที่เป็นแบบอย่างที่ดีนั่นเอง

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง ซึ่งจะสามารถทำสำเร็จได้ก็ด้วยการปฏิบัติสวดมนต์ เพราะเป็นวิธีที่จะสามารถขัดเกลาชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ และทำให้โลกพุทธะที่สูงส่งในชีวิตของเราส่องประกายออกมาในชีวิตของเราเป็นประจำ นี่คือเรียกว่า การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามีโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะเป็นพื้นฐานชีวิตแล้ว การพูดจากับผู้อื่นก็จะมีความสุภาพ ซื่อสัตย์และจริงใจได้โดยธรรมชาติ จึงกลายเป็นบุคคลที่มีความถ่อมตน ให้ความเคารพต่อผู้อื่น เมื่อเป็นบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะเช่นนี้แล้ว ย่อมสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นหรือพูดคุยด้วยอย่างแน่นอน ในที่สุด ก็จะสามารถมีมิตรสหายเพิ่มพูนมากขึ้น เป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น

ถ้าสมาชิกแต่ละคนๆ สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ได้แล้ว การเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่น ในประเทศ และในทั่วโลก ก็จะสามารถบรรลุผลสำเร็จแน่นอน




วันที่ 5 ตุลาคม

ขอให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพื่อสิ่งนี้ จึงต้องพยายามให้การศรัทธาเท่ากับการดำเนินชีวิต ซึ่งนอนหลับให้เพียงพอเพื่อชีวิตประจำวันที่สดชื่นมีชีวิตชีวา


อธิบาย

ถ้าสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว แม้คิดอยากจะทำอะไรต่างๆ มากมาย ก็ไม่สามารถทำได้ อีกทั้งไม่สามารถมีอายุยืนยาวได้ ดังนั้น สำหรับสมาชิกของเรา การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจึงนับว่าเป็นเรื่องที่มีบุญมากมาย หากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง การดำเนินชีวิตประจำวันก็ไม่มีชีวิตชีวา ไม่สามารถสร้างคุณค่าในแต่ละวันได้ ในการปฏิบัติศรัทธาก็ไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า “แม้จะมีสติปัญญาล้ำเลิศเพียงใด แต่ถ้าเสียชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มสาวแล้ว ก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับสุนัขที่มีชีวิต” เพราะฉะนั้น จุดมุ่งหมายของพวกเราก็คือ พยายามสวดมนต์ พยายามศึกษาธรรม เพื่อให้มีสติปัญญาหลักแหลม เหมือนดวงอาทิตย์ที่สว่างไสว ขณะเดียวกัน ก็รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแกร่งเหมือนเหล็ก จึงจะสามารถต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมได้อย่างยาวนาน

ธาตุแท้ของมนุษย์นั้น ร่างกายกับจิตใจจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าร่างกายอ่อนแอ จิตใจก็จะอ่อนแอไปด้วย เช่น คนที่ไม่สบาย จิตใจจะรู้สึกหดหู่ ไม่มีชีวิตชีวา บางคนถึงขนาดหมดหวังในชีวิต และคิดฆ่าตัวตาย

เคยมีแพทย์ให้คำแนะนำสำหรับคนไข้อาการป่วยหนักที่จะสามารถหายได้ว่า

  1. คนป่วยเองจะต้องมีความเชื่อมั่นและตั้งใจว่า จะต้องเอาชนะความป่วยไข้นี้ให้ได้

  2. แพทย์ให้ยารักษาและส่งเสริมกำลังใจคนป่วยอย่างเต็มที่

  3. พ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตรให้การส่งเสริมกำลังใจอย่างเต็มที่

ถ้ามีครบ 3 ข้อนี้แล้ว ก็จะสามารถเอาชนะความเจ็บป่วยได้สำเร็จ แต่ถ้าเจ้าตัวหมดหวัง

พ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตรรู้สึกสิ้นหวัง แม้แพทย์จะเยียวยารักษาอย่างเต็มที่ ก็ไม่สามารถช่วยเขาได้ หมายความว่า ชีวิตจิตใจซึ่งเป็นพลังชีวิตนั้นมีอิทธิพลต่อร่างกายอย่างแน่นอน ถ้าพลังชีวิตเข้มแข็งขึ้น ร่างกายก็จะสามารถเยียวยารักษาตัวเองได้ โดยมียาของแพทย์เป็นตัวช่วย ในทางกลับกัน แม้ร่างกายจะแข็งแรง แต่ถ้าจิตใจหมดหวัง มีชีวิตอยู่แค่ให้ผ่านไปแต่ละวัน ไม่รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมีคุณค่า ก็จะเป็นดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า แม้จะมีอายุยืนยาวนาน 120 ปี แต่ถ้าไม่ทำสิ่งที่มีประโยชน์แล้ว ก็เทียบไม่ได้กับคนที่อายุสั้นกว่า แต่สร้างประโยชน์แก่สังคม

สรุปว่า พวกเราจะต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สวดมนต์ให้ร่างกายแข็งแรง และพิสูจน์อานุภาพของโงะฮนซนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม นี่คือหน้าที่ที่สำคัญของพวกเรา


 

 

 

วันที่ 4 ตุลาคม

จงติดต่อประสานงานและรายงานอย่างรวดเร็ว เพราะนี่คือทางแยกระหว่างชัยชนะกับความพ่ายแพ้

 

อธิบาย

จุดมุ่งหมายของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินและสมาคมของเราคือ การเผยแผ่ธรรมไพศาล เพื่อให้ทั่วโลกมีสันติภาพที่แท้จริง แต่ในการต่อสู้เพื่อให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จนั้น ถ้าไม่มีองค์กร  ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยเร็ว

สิ่งที่สำคัญที่สุดในองค์กรก็คือการติดต่อประสานงานและการรายงานที่รวดเร็ว เพราะแม้เราจะปฏิบัติอย่างเต็มที่ แต่ขาดการติดต่อประสานและการรายงานที่ดีแล้ว ก็จะเกิดความวุ่นวาย แตกสามัคคี และในที่สุดก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้

แต่องค์กรก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของมนุษย์ ถ้าประธานหรือผู้นำศูนย์กลางขององค์กรไม่ดี การดำเนินงานขององค์กรก็จะผิดพลาด ทำให้ได้รับผลชั่วหรือความสูญเปล่า  ดังนั้น อาจารย์โทดะจึงเคยชี้นำไว้ว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างองค์กร และมนุษย์ก็คือผู้ที่สร้างองค์กรให้เรียบร้อยสมบูรณ์หมายความว่า ถ้าบุคคลซึ่งเป็นประธานขององค์กรดีแล้ว พลังขององค์กรก็จะสามารถดำเนินงานให้บังเกิดประโยชน์ได้สูงสุด สมาชิกและสังคมก็สามารถมีความเจริญรุ่งเรืองได้  แต่ถ้าผู้นำศูนย์กลางขององค์กรไม่ดี ใช้วิธีการที่บังคับบัญชาต่อสมาชิก หรือออกห่างจากสังคมแล้ว ก็จะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ได้  ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า องค์กรจะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับบุคคลผู้เป็นศูนย์กลางนั่นเอง

ถ้าเช่นนั้น ผู้นำศูนย์กลางขององค์กรที่ดีควรจะเป็นเช่นไร กล่าวคือ ควรจะสามารถเชิญชวนให้สมาชิกติดตาม ชี้นำสมาชิกด้วยพลังชี้นำหรือเสน่ห์ของผู้นำ และนำพาสมาชิกทั้งหลายไปสู่การเผยผ่ธรรมไพศาลด้วยกัน ไม่ใช่เอาแต่ใช้อำนาจในองค์กรสั่งการเพียงอย่างเดียว 

ในการดำเนินงานขององค์กร สิ่งสำคัญก็คือจะต้องมีการติดต่อประสานงานกันอย่างรวดเร็ว มีการรายงานที่รวดเร็ว จึงจะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและองค์กรได้  นอกจากนี้ ยังจะต้องให้ความสำคัญกับสมาชิกแต่ละคนๆ มีความเคารพยกย่องซึ่งกันและกัน และร่วมต่อสู้ด้วยกัน จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องของผู้นำที่แท้จริง

ตรงกันข้าม ถ้าผู้นำศูนย์กลางหรือหัวหน้าไม่มีพลัง ไม่มีเสน่ห์ จึงใช้ตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรสั่งการ ส่วนตัวเองไม่ทำอะไร แรกๆ ก็อาจจะเห็นว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ผล แต่เนื่องจากการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันระยะยาว  ดังนั้น ถ้ามีแต่ใช้องค์กรสั่งการ ควบคุมสมาชิกเท่านั้นแล้ว ในที่สุด องค์กรนั้นก็จะเกิดความเฉื่อยชา มีความไม่พอใจ บ่น ฟ้อง เกลียดชัง วิพากษ์วิจารณ์กันเกิดขึ้น กลายเป็นองค์กรที่แตกความสามัคคีและพังทะลายได้ง่าย เพราะสมาชิกทั้งหมดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักร เครื่องจักรไม่มีอารมณ์ ไม่โมโห  แต่สำหรับมนุษย์นั้น จะไม่อดทนต่อการไม่มีน้ำใสใจจริงต่อกัน ไม่มีความเมตตารักใคร่ต่อกัน ไม่มีความเห็นอกเห็นใจกัน ดังนั้น จึงท้อถอยหรือเสื่อมถอยไปในที่สุด

เพราะฉะนั้น การที่จะได้รับชัยชนะหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับการมีผู้นำที่ดีมากมายหรือไม่ ถ้ามีผู้นำที่ดี การดำเนินงานขององค์กรก็จะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย ในที่สุด การเผยแผ่ธรรมไพศาลก็จะสามารถสำเร็จได้อย่างแน่นอน P

 

ปฏิทินเหตุการณ์

            วันที่ 4 ตุลาคม ค..1952 วันก่อตั้งคณะโซคาฮัน

 

 

 

วันที่ 3 ตุลาคม

หัวหน้าจะต้องไม่ตามใจตัวเอง จะต้องเจริญเติบโตทางด้านความศรัทธาโดยเข้มงวดต่อสันดานนิสัยของตนเอง ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากโงะฮนซนอย่างแน่นอน

 

อธิบาย

การตามใจตัวเองหรือการออเซาะตนเองนั้น กล่าวได้ว่า เป็นการกระทำของมารที่มีอยู่ในชีวิตของเรา เพราะสันดานนิสัยของมนุษย์ทุกคนมักอยากจะหลีกหนีเรื่องยากลำบาก ไม่อยากจะต้องรับผิดชอบในเรื่องที่ยากๆ ซึ่งถ้าอยู่ในสังคมแล้ว ก็จะมองหาวิธีที่สุขสบาย แต่สำหรับทางด้านธรรมะแล้ว ความยากลำบากก็ดี ความทุกข์ก็ดี เรื่องที่เข้มงวดก็ดี ทั้งหมดล้วนมีประโยชน์ต่อเรา เพราะจะสามารถฝึกฝนเราได้ ดังนั้น ถ้าหลีกหนีจากความยากลำบากแล้ว ก็ไม่มีโอกาสที่จะปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวว่า การตามใจตัวเองให้เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการกระทำของมาร โดยดำเนินชีวิตแบบเรื่อยเฉื่อย อยู่ดีกินดี มีความราบรื่น มีความสุขก็พอใจแล้ว ไม่มีการสำรวจตัวเอง ไม่อยากจะก้าวหน้าหรือเจริญเติบโตให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความคิดที่ยอมแพ้ตัวเอง หรือตามใจตัวเองจึงจัดว่าเป็นศัตรูของความศรัทธา

พวกเรารับโงะฮนซน และปฏิบัติศรัทธาอยู่ภายในระบบการของสมาคม ที่มีหัวหน้าหรือ ผู้อาวุโสมากมาย เมื่อศรัทธานานวันเข้า ก็ค่อยๆ พึ่งพาบุคคลเหล่านี้มากเกินไป จนลืมที่จะต่อสู้ด้วยตัวเอง เช่น เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็คิดว่า โงะฮนซนจะช่วยเรา หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจะช่วยเรา สมาคมจะช่วยเหลือเรา ซึ่งมีแต่พึ่งพาอาศัยผู้อื่น ไม่มีความตั้งใจว่า เรื่องนี้เราจะต้องต่อสู้ด้วยความรับผิดชอบของเราเอง และแก้ไขผ่านพ้นไปให้ได้ด้วยความศรัทธาของตัวเราเอง ถ้ามีแต่จิตใจที่คิดพึ่งพาผู้อื่นแล้ว ในสถานการณ์ปกติธรรมดาก็อาจจะไม่เห็นมีเรื่องน่ากังวล แต่เมื่อพบเรื่องกระทันหันแล้ว ความศรัทธาที่อ่อนแอก็จะปรากฏออกมา และสงสัยต่อโงะฮนซน ยอมแพ้อุปสรรคหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แล้วถอยศรัทธาไปได้ง่าย เพราะคิดว่า เราศรัทธามานานหลายปี ขยันทำงานพระอย่างดี ทำไมจึงมีเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรา ทำไมโงะฮนซนไม่ช่วย ทำไมเรื่องนี้จึงแก้ไขไม่ได้เสียที  ซึ่งเป็นจิตใจที่บ่นต่อว่าโงะฮนซน วิจารณ์โงะฮนซน ไม่มีความศรัทธาที่มั่นคงแน่วแน่ เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ก็ไม่มีการต่อสู้อย่างเต็มที่ นี่คือการพ่ายแพ้ต่อมารภายในชีวิตของตนเอง

เพราะฉะนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวว่า แม้จะได้รับโงะฮนซนและสวดมนต์ต่อโงะฮนซน แต่ถ้าความศรัทธาไม่มั่นคงแน่วแน่และไม่เข้มแข็ง เรื่องคำอธิษฐานหรือความปรารถนาที่ไม่สามารถประสบผลสำเร็จแล้ว อย่าอาฆาตต่ออาตมานิชิเร็น

กล่าวคือ การเปลี่ยนชะตากรรมก็ดี การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความรับผิดชอบของเราเองที่จะต้องต่อสู้ด้วยตัวเราเอง โงะฮนซนเป็นปัจจัยที่ทำให้โลกพุทธะที่อยู่ภายในชีวิตของเราปรากฏออกมา และทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้  ดังนั้น ถ้าความศรัทธาไม่เข้มแข็ง ความศรัทธาไม่มั่นคงแล้ว แม้จะมีโงะฮนซน แต่ก็ไม่สามารถทำให้โลกพุทธะภายในชีวิตของเราปรากฏออกมาได้ จึงไม่สามารถมีชัยชนะต่ออุปสรรค 3 มาร 4 ไม่สามารถเปลี่ยนชะตากรรม ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้ ซึ่งกล่าวได้ว่า พลังพุทธะและพลังธรรมจะปรากฏออกมาตามพลังศรัทธาและพลังปฏิบัติของเรา  ถ้าความศรัทธาของเราเป็นแบบพึ่งพาผู้อื่น หรือทำตามใจตัวเอง หรือออเซาะตัวเอง ไม่มีความรับผิดชอบที่จะแก้ไขปัญหาโดยอาศัยความศรัทธาของตนเองแล้ว แม้โงะฮนซนจะมีอานุภาพมากเพียงใด ก็ไม่สามารถมีพลังชีวิตที่เข้มแข็งขึ้น ไม่สามารถมีปัญญาที่ดีปรากฏออกมา มีแต่บ่นว่าโงะฮนซนไม่ช่วย สงสัยต่อโงะฮนซน ในที่สุด จึงถอยศรัทธาและพบกับความทุกข์ 

แม้จะมีโงะฮนซน แต่เรื่องของเรา หนึ่งขณะจิตของเรา ความศรัทธาของเรา ถ้าไม่มีความเข้มแข็งแล้ว ย่อมไม่สามารถได้รับการปกป้องคุ้มครองจากโงะฮนซน ไม่ได้รับการปกปักรักษาจากเทพธรรมบาล  ดังนั้น จึงต้องตั้งใจว่า เรื่องของเรา เราจะต่อสู้ด้วยตัวเอง เราจะแก้ไขเรื่องนี้ด้วยความศรัทธาของเราเอง จะพยายามสวดมนต์ด้วยความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่ เช่นนี้แล้ว จึงจะเป็นลักษณะของความศรัทธาที่แท้จริง และความศรัทธาที่มีความเจริญเติบโต แต่ถ้าคิดแต่ว่า กลุ้มใจกับเรื่องนี้มากเลย โงะฮนซนช่วยผมด้วย โงะฮนซนปกป้องคุ้มครองผมด้วย  ซึ่งเป็นลักษณะของความศรัทธาแบบขอทานนั้น ไม่ใช่ลักษณะของความศรัทธาที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น เราจะต้องมีความมั่นใจว่าพลังศรัทธาของเราจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน แล้วก็สวดมนต์ต่อโงะฮนซนว่า เราจะไม่ยอมพ่ายแพ้ในเรื่องนี้ เราจะเอาชนะให้ได้ แม้จะเป็นกรรมหนัก ก็จะไม่ยอมแพ้ แม้คนอื่นจะดูถูก เราก็จะไม่ยอมแพ้ ขอให้โงะฮนซนช่วยให้เราสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงได้สำเร็จ การอธิษฐานที่เข้มแข็งและเชื่อมั่นต่อโงะฮนซนเช่นนี้ จะทำให้ความศรัทธาของเราเจริญเติบโตมากขึ้น และสามารถแก้ไขผ่านพ้นปัญหาไปได้อย่างแน่นอน

อาจารย์จึงกล่าวว่า จะต้องเจริญเติบโตทางด้านความศรัทธาโดยเข้มงวดต่อสันดานนิสัยของตนเองเพราะฉะนั้น เราจะต้องไม่ยอมแพ้ตัวเอง จะต้องเข้มงวดต่อตนเอง และท้าทายกับทุกสิ่งทุกอย่าง มีจิตใจที่กล้าหาญ ผู้ที่มีลักษณะเช่นนี้จึงมีสิทธิเป็นผู้นำที่แท้จริง ดังนั้น การเข้มงวดต่อตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ และการไม่ยอมแพ้ต่อตัวเองก็คือรากฐานที่ถูกต้อง P

 

 

 

วันที่ 2 ตุลาคม

คำพูดที่น่าเลื่อมใส การเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง การได้รับความไว้วางใจ และท่าทางที่อบอุ่น บุคลิกลักษณะที่แท้จริงเช่นนี้จะสามารถทำให้ผู้คนทั้งหลายเข้ามาเป็นพวกพ้องเดียวกัน และมีผู้นำเกิดขึ้นอย่างมากมาย

 

อธิบาย

คำพูดที่น่าเลื่อมใส คือคำพูดที่สุภาพ ยกย่อง เห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นคำพูดที่เอาใจใส่ต่อผู้อื่น ไม่ด่าว่าผู้อื่น หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือไม่ก็ตาม เมื่อพูดคุยกันแล้ว ทำให้เขารู้สึกสนุก สดชื่น รู้สึกสบายอกสบายใจ และอยากจะได้พบปะและพูดคุยกันใหม่  การที่จะสามารถมีคำพูดในลักษณะนี้ได้นั้น จะต้องมีชีวิตจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ มีความเมตตารักใคร่ มีความถ่อมตัวและไม่มีความเห็นแก่ตัว เมื่อนั้น สภาพชีวิตเช่นนี้ก็จะปรากฏออกมาที่คำพูด

ความเคลื่อนไหวที่ถูกต้องและได้รับความไว้วางใจก็เช่นกัน หมายความว่า เมื่อคำพูดที่พูดออกไปกับการกระทำสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะสามารถได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นได้ ตรงกันข้าม คำพูดที่ดูดี สวยหรู ต่างๆ นานา ซึ่งพูดตามสัญชาตญาณ  แต่ไม่ปฏิบัติตามที่พูดนั้น ย่อมจะไม่ได้รับความไว้วางใจ หรือแม้จะมีการเคลื่อนไหว แต่เมื่อไม่มีใครดู ก็เกิดความเกียจคร้าน เหลวไหล ไม่มีความสุจริตใจ อยากมีหน้าตาชื่อเสียง บุคคลเช่นนี้จะไม่เป็นที่ไว้วางใจ  ดังนั้น การกระทำหรือความเคลื่อนไหวจึงอยู่ที่หนึ่งขณะจิต ถ้าสภาพชีวิตไม่ได้อยู่ที่โลกโพธิสัตว์หรือโลกพุทธะ ก็ไม่สามารถมีการเคลื่อนไหวที่ได้รับความไว้วางที่แท้จริง

สำหรับท่าทางที่อบอุ่นก็เช่นกัน ถ้ามีสภาพชีวิตอยู่ใน 4 โลกชั่ว หรือ 6 โลกแรก ซึ่งเป็นโลกที่ต่ำและคับแคบแล้ว จะมีแต่ความเห็นแก่ตัวและยึดถือความนึกคิดของตนเองเป็นหลัก เมื่อใครแสดงความคิดเห็นหรือมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ตรงกับเรา ก็ไม่ยอมรับ จะต่อว่าวิพากษ์วิจารณ์เขา ไม่ประสานงานกับเขา จึงไม่สามารถสามัคคีกันได้  มีแต่บ่นว่าคนนั้นใช้ไม่ได้ คนนี้ไม่ดี  แต่ถ้าสภาพชีวิตอยู่ในโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะแล้ว แม้อีกฝ่ายจะกระทำผิด พูดไม่ดี หรืออาจจะเป็นศัตรูกับเรา แต่ทั้งหมดก็จะสามารถรับได้ว่าเป็นกัลยาณมิตรต่อเรา และทำให้คนดี คนชั่ว คนดื้อ ทั้งหมดรู้สึกถึงความอบอุ่นได้ เพราะสภาพชีวิตจิตใจที่กว้างขวาง ลึกซึ้ง และมีความเมตตารักใคร่เป็นพื้นฐาน  จึงทำให้ผู้คนทั้งหลายเป็นพวกพ้องเดียวกับเราได้ และกลายเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้ นี่คือลักษณะที่แท้จริงของโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะ  ถ้าเราไม่สามารถแสดงปรากฏโลกโพธิสัตว์ โลกพุทธะออกมาได้ ก็ย่อมไม่สามารถมีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ได้

ดังนั้น ทุกวันในเวลาเช้าและเย็นที่สวดมนต์ต่อโงะฮนซน ซึ่งเป็นการสะสมบุญวาสนาไว้ในชีวิตนั้น จะทำให้คำพูด ท่าทาง และการกระทำของเราสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมได้ นี่คือเรียกว่าการปฏิวัติชีวิตตัวเอง เมื่อตัวเราสามารถแสดงข้อพิสูจน์ของการปฏิวัติชีวิตตัวเองได้แล้ว ลักษณะที่แท้จริงเช่นนี้ของเราก็จะสร้างให้ผู้คนทั้งหลายมีลักษณะเดียวกันนี้ได้ และเป็นผู้นำที่ดีได้ หมายความว่า ถ้าเราไม่ปฏิวัติชีวิต คำพูดของเราก็ไม่น่าเลื่อมใส การกระทำของเราก็ไม่เป็นที่ไว้วางใจ บุคลิกท่าทางก็คอยแต่จะปฏิเสธผู้อื่น  ซึ่งลักษณะที่เป็นจริงของเรามีความเห็นแก่ตัวแล้ว ย่อมจะไม่สามารถทำให้ผู้คนทั้งหลายร่วมมือร่วมใจด้วยกัน และไม่สามารถสร้างผู้นำที่ดีขึ้นมาได้อย่างแน่นอน 

สรุปได้ว่า คำพูด ความเคลื่อนไหว ลักษณะท่าทาง ทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากชีวิตที่แท้จริงของเรา  ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีคำพูดสวยหรู ความเคลื่อนไหวที่ดูดี ท่าทางที่ดูดี แต่ไม่มีการปฏิวัติชีวิตตัวเองแล้ว ก็ไม่สามารถทำให้ผู้คนทั้งหลายมาเป็นพวกพ้องเดียวกัน ไม่สามารถทำให้มีผู้นำที่ดีเกิดขึ้น P

 

 

ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 2 ตุลาคม ค..1960 อาจารย์อิเคดะออกเดินทางไปเผยแผ่ธรรมยังต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยเริ่มออกเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศบราซิล

 

 

 

วันที่ 1 ตุลาคม

เอาล่ะ เดือนตุลาคมที่ใบไม้ร่วงมาถึงแล้ว ขอให้คุณกับผมเริ่มต้นก้าวหน้าอย่างสดชื่นด้วยทีมงานที่ร่วมมือกันเป็นอย่างดี

 

อธิบาย

การร่วมมือกันเป็นอย่างดี ก็หมายถึงการประสานงานที่เรียบร้อย พร้อมกับทำให้คุณสมบัติที่ดีเด่นของแต่ละคนปรากฏออกมาได้อย่างเต็มที่  ไม่ว่าในการต่อสู้อะไรก็ตาม หมู่คณะที่ร่วมมือกันเป็นอย่างดีจะมีความเจริญก้าวหน้า แต่ถ้าไม่มีความร่วมมือร่วมใจกันแล้ว แม้จะพยายามปฏิบัติเต็มที่แค่ไหน ผลก็คือการหมุนที่ว่างเปล่า 

สิ่งสำคัญของการร่วมมือร่วมใจกันก็คือ ทุกคนต่างคนต่างจะต้องมีความเชื่อมั่นที่เข้มแข็ง  ก่อนที่จะต่อสู้ ก็พยายามสวดมนต์ อธิษฐาน และกำหนดวิธีการต่อสู้ ด้วยความเชื่อมั่นที่เข้มแข็งแล้ว ก็จะต่อสู้ได้อย่างเต็มที่

ในการต่อสู้ บางครั้งก็มีแพ้บ้าง ชนะบ้าง  ซึ่งเวลาที่แพ้ เราก็จะสำรวจตัวเองว่า ทำไมจึงแพ้ สาเหตุที่ผิดพลาดคืออะไร  คราวหน้าจะต่อสู้อย่างไรจึงจะชนะ  ซึ่งมีการเตรียมการล่วงหน้า ก็จะสามารถมีชัยชนะในครั้งต่อไปได้  แต่ถ้าต่อสู้โดยไม่มีความเชื่อมั่นแล้ว ก็มีแต่จะพ่ายแพ้เรื่อยไป เพราะไม่มีการคิดทบทวนตัวเอง จึงไม่รู้สาเหตุของความพ่ายแพ้

สรุปว่า การร่วมมือกันอย่างดีก็คือ ต่างคนต่างมีความเชื่อมั่นและร่วมมือร่วมใจกันอย่างแนบแน่น ไม่ใช่หัวหน้าทำอยู่คนเดียว จะต้องร่วมใจกัน สามัคคีกัน จึงจะต่อสู้ให้สำเร็จได้ เช่น กระดาษ 1 ใบ ฉีกขาดได้ง่าย ถ้ามี 10 ใบ ก็ฉีกยากขึ้น ถ้ามี 100 ใบ ก็ไม่สามารถฉีกด้วยมือ ในทำนองเดียวกัน เมื่อคุณสมบัติดีเด่นของแต่ละคนปรากฏออกมาอย่างเต็มที่แล้ว ก็สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าและเร็วกว่าผู้นำทำอยู่คนเดียว อาจารย์จึงบอกว่า คุณกับผม

ดังนั้น ในฤดูที่มีวันสำคัญของการจารึกไดโงะฮนซน ขอให้พวกเราเริ่มต้นต่อสู่ใหม่ด้วยความศรัทธาที่บริสุทธิ์ สดใส ทำให้การปฏิบัติศรัทธาของเราเจริญก้าวหน้าอย่างสดชื่น P

 

 

กลับหน้าแรก