กลับหน้าแรก


 

วันที่ 30 พฤศจิกายน

ขอให้ทักทายและส่งเสริมกำลังใจต่อเพื่อนสมาชิกด้วยกัน แม้จะด้วยคำพูดเพียงคำเดียวก็ได้ เพราะกระแสจิตอันอบอุ่นเช่นนี้จะสามารถสื่อถึงกันและเพิ่มพูนมากขึ้นในการประชุมสนทนาธรรม สิ่งนี้จะเป็นก้าวแรกของการผนึกกำลังเข้าด้วยกันอย่างเข้มแข็งได้


อธิบาย

ที่จังหวัดหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น มีการจัดงานวัฒนธรรมที่อาจารย์จะเข้าชมด้วย ดังนั้น สมาคมในพื้นที่นั้นจึงได้เชิญบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเข้าร่วมชมงานด้วย เช่น อาจารย์ใหญ่ของสถาบันการศึกษา ผู้จัดการธนาคาร ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีเกียรติในสังคม

เมื่อเสร็จสิ้นงานวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จด้วยดีแล้ว ภายหลัง หัวหน้าตำบลได้ไปเชิญอาจารย์ใหญ่ให้เข้าร่วมประชุมสนทนาธรรม โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากสมาชิกอีกจำนวนมากไม่มีโอกาสไปร่วมงานวัฒนธรรม จึงอยากจะขอเชิญอาจารย์ใหญ่ให้กรุณาเล่าความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมงานวัฒนธรรมด้วย

แท้จริงแล้ว อาจารย์ใหญ่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม ไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสมาชิกหรือสมาคม และถ้ามาประชุมก็ไม่รู้จักใครสักคน แต่เนื่องจากอาจารย์ใหญ่ท่านนี้รู้สึกประทับใจต่องานวัฒนธรรมอย่างมากมาย จึงยินดีไปร่วมประชุมสนทนาธรรม

ในขณะเดียวกัน สมาชิกทั้งหลายในตำบลนั้นก็ไม่เคยรู้จักกับอาจารย์ใหญ่ท่านนั้นมาก่อน แต่ทุกคนก็แสดงการต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเบิกบาน ซึ่งกระแสจิตที่อบอุ่นนี้สามารถสื่อถึงกันได้ ทำให้อาจารย์ใหญ่รู้สึกประทับใจกับบรรยากาศของการประชุมสนทนาธรรมอย่างมาก และรู้สึกว่า สมาชิกทั้งหมดต้อนรับขับสู้เสมือนหนึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ไม่รู้สึกว่าเป็นคนนอกเลย จึงพยายามเล่าเรื่องราวที่ได้ดูจากงานวัฒนธรรมโดยละเอียด

หลังจากเข้าร่วมประชุมสนทนาธรรมแล้ว อาจารย์ใหญ่ท่านนั้นได้เขียนจดหมายส่งไปถึงหนังสือพิมพ์เซเคียว โดยบอกว่า แท้จริงแล้ว ผมไม่ใช่สมาชิกของสมาคม แต่รู้สึกประทับใจมากต่อจิตใจของสมาชิกที่มีความจริงใจ มีน้ำใสใจจริง ทำให้มาร่วมประชุมแล้วรู้สึกสดชื่น ร่าเริง และมีกำลังใจมากขึ้น ดังนั้น ขอขอบคุณสมาคมที่ให้โอกาสได้เข้าชมงานวัฒนธรรม และได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมสนทนาธรรมด้วย เรื่องนี้เป็นประสบการณ์อันดีเลิศและน่าประทับใจอย่างยิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน

ดังนั้น แม้แต่บุคคลภายนอกก็ยังรู้สึกประทับใจถึงเพียงนี้ แล้วนับประสาอะไรกับสมาชิกของเราเอง ถ้ามีจิตใจโอบอ้อมอารี มีความเมตตากรุณาอย่างลึกซึ้ง มีความเห็นอกเห็นใจกันในหมู่สมาชิกแล้ว แน่นอนทีเดียวว่า สิ่งเหล่านี้จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นได้ในการประชุมสนทนาธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถเสริมสร้างระบบการที่แข็งแกร่งได้สำเร็จอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้ทักทายและส่งเสริมกำลังใจต่อเพื่อนสมาชิกด้วยกัน แม้จะด้วยคำพูดเพียงคำเดียวก็ได้ เพราะกระแสจิตอันอบอุ่นเช่นนี้จะสามารถสื่อถึงกันและเพิ่มพูนมากขึ้นในการประชุมสนทนาธรรม สิ่งนี้จะเป็นก้าวแรกของการผนึกกำลังเข้าด้วยกันอย่างเข้มแข็งได้”



วันที่ 29 พฤศจิกายน

 ขอให้จับมือกับสมาชิกแต่ละคนๆ ขอให้ส่งเสริมกำลังใจโดยการพบปะกันใหม่ และขอให้ทำอย่างสุดความสามารถเต็มที่ ซึ่งมีความใส่ใจอยู่เสมอ เสมือนหนึ่งว่าได้สวมใส่เสื้อทำงานอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า พวกเราจะอยู่เคียงข้างประชาชนเสมอ นี่คือลักษณะที่แท้จริงของสมาคม


อธิบาย

เจตนารมณ์ที่แท้จริงของสมาคมก็คือ เข้าไปสู่ท่ามกลางประชาชน ช่วยเหลือประชาชน ทำให้ประชาชนเจริญพัฒนา ให้ความสำคัญต่อประชาชน และกระทำอย่างสุดความสามารถเต็มที่เพื่อประชาชนคนหนึ่งๆ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนต้องการที่จะเอาใจช่วยและปรารถนาให้ประชาชนมีความสุขที่แท้จริงเป็นหลัก เมื่อใดที่หัวหน้าหรือผู้อาวุโสลืมเจตนารมณ์อันเป็นต้นกำเนิดของสมาคมแล้ว ระบบการก็จะพังทลายลง แม้ว่าสมาคมจะมีระบบการ แต่จุดมุ่งหมายของการก่อตั้งระบบการก็เพื่อเอาใจใส่และช่วยสมาชิกและผู้ที่ยังไม่รู้จักธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงให้สามารถเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พร้อมกับส่งเสริมกำลังใจให้แต่ละคนๆ สามารถมีความสุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง และสามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ และระบบการก็มีเพื่อให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกสามารถสำเร็จเร็วขึ้น

ดังนั้น เมื่อมองจากโงะฮนซนแล้ว ทั้งหมดทุกคนจึงเป็นลูกศิษย์โดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน จะแตกต่างกันก็เพียงแค่ว่ารู้ธรรมะมากกว่าเพราะเข้าศรัทธาก่อน กับรู้ธรรมะน้อยกว่าเพราะเข้าศรัทธาทีหลัง แต่จะศรัทธาก่อนหรือหลังก็ล้วนเป็นลูกศิษย์เหมือนกัน ซึ่งต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ในชาตินี้ของตนเองที่จะต้องทำให้บรรลุผลสำเร็จ พร้อมกับสามัคคีกันเพื่อร่วมกันเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งหน้าที่ในระบบการจึงเป็นเพียงแค่กุศโลบาย หรือลักษณะชั่วคราวเท่านั้น เพราะฉะนั้น หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจึงไม่ควรจะวางท่าใหญ่โต หรืออวดดี และหลีกหนีห่างจากสมาชิกเด็ดขาด แต่จะต้องต่อสู้ร่วมกัน พยายามปฏิบัติไปด้วย เหมือนสวมเสื้อทำงานเหมือนกัน และพยายามทำงานพระอย่างสุดกำลังความสามารถ ไม่เช่นนั้นแล้ว สมาชิกก็ย่อมจะไม่ร่วมมือร่วมใจกับหัวหน้าทั้งหลาย ซึ่งจะกลายเป็นการปฏิบัติที่ขัดกับเป้าหมายของสมาคม

ซึ่งมีเรื่องราวที่จะขอยกมาเล่าเป็นตัวอย่างให้ฟังกัน ก็คือ มีหัวหน้าคนหนึ่งไปร่วมประชุมสนทนาธรรมกับสมาชิกต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง เมื่อเริ่มประชุม ก็มีสมาชิกประมาณ 40-50 คน ทุกคนต่างมีใบหน้าที่สดใสยิ้มแย้มเบิกบาน เมื่อได้พูดคุยกันแล้ว หัวหน้าจึงได้รู้ว่า ทุกคนต่างเดินทางกันมาไกล ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงบ้าง 2 ชั่วโมงบ้าง บางคนขี่จักรยานมา 1 ชั่วโมง บางคนเดินเท้ามากับสามีพร้อมกับแบกลูกอยู่ข้างหลัง ซึ่งเป็นตำบลที่สมาชิกอยู่ในที่ไกลๆ แต่ทุกคนก็ไม่บ่น ไม่เหนื่อยหน่าย มีหน้าตาที่เบิกบาน มีความสุขใจ มีพลังชีวิตเต็มที่ เมื่อเลิกประชุมแล้ว ทุกคนต่างก็ถือไฟฉายกลับบ้าน และที่ฟังแล้วยิ่งรู้สึกตะลึงก็คือ เมื่อเลิกประชุม หัวหน้าตำบลก็จะนั่งลงสวดมนต์ต่ออีก 2 ชั่วโมง เพื่อสวดอธิษฐานให้สมาชิกทุกคนเดินทางกลับถึงบ้านโดยปลอดภัย หัวหน้าคนนี้จึงรู้สึกว่า ความศรัทธาของตนเองยังสู้ความศรัทธาของหัวหน้าตำบลไม่ได้ ถ้าสมมติว่าตัวเองเป็นหัวหน้าตำบล ก็คงไม่ได้คิดทำถึงขนาดนี้ จึงรู้สึกว่า การไปร่วมประชุมสนทนาธรรมครั้งนั้น ได้เรียนรู้ท่าทีของหัวหน้าที่ดีจากหัวหน้าตำบล ที่แสดงให้เห็นว่า หัวหน้าตำบลไม่มีความอวดดีใหญ่โต หากแต่ปฏิบัติตนเท่าเทียมกับสมาชิกที่ต่างอุตส่าห์เดินทางไกลมานานชั่วโมง 2 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ สมาชิกจึงมาร่วมประชุมด้วยความยินดีนั่นเอง แต่ถ้าคิดว่า เป็นหัวหน้าตำบล จึงสั่งสมาชิกให้เข้าร่วมประชุมสนทนาธรรม ถ้าทำเช่นนี้แล้ว ก็อาจจะมีคนที่อยู่ใกล้ๆ มาเท่านั้น แต่เนื่องจากหัวหน้าตำบลมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสมาชิก และกระทำอย่างสุดกำลังความสามารถเพื่อความสุขของสมาชิก จึงทำให้การประชุมสนทนาธรรมประสบความสำเร็จด้วยดี เป็นการประชุมที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมอย่างดีเลิศ

เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า พวกเราจะอยู่เคียงข้างประชาชนเสมอ นี่คือลักษณะที่แท้จริงของสมาคม




วันที่ 28 พฤศจิกายน

  ความศรัทธาที่แข็งแกร่งเสมือนแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลไปเรื่อยๆ ไม่มีความอวดดี ไม่มีการโอ้อวด ไม่มีการวางท่า ไม่มีความจองหอง แล้ววันหนึ่งจะสามารถมีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง


อธิบาย

ลักษณะที่ไม่อวดดี ไม่โอ้อวด ไม่วางท่า ไม่จองหอง คือลักษณะของผู้ฉลาด พระนิชิเร็นไดโชนินเขียนอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ผู้ฉลาดจะไม่พ่ายแพ้ต่อลมทั้ง 8 อันได้แก่ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ ติฉิน ทุกข์ สุข”

ซึ่งสามารถอธิบายลมทั้ง 8 ในแง่ของการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังต่อไปนี้

  1. ลมแห่งลาภ เช่น ขณะนี้เรามีความศรัทธาต่อโงะฮนซน แต่แล้ววันหนึ่ง ถูกสลากรางวัลที่ 1 ซึ่งมีความดีอกดีใจมาก คิดอยากจะเที่ยวต่างประเทศ คิดแต่เรื่องหาความสุขใส่ตัว เช่นนี้ถือได้ว่า พ่ายแพ้ต่อลมแห่งลาภ

  2. ลมแห่งเสื่อมลาภ เช่น สอบตก ไปสมัครงานก็ไม่ได้งาน ก็ไม่ควรโทษว่า ทำไมเราสวดมนต์แล้วยังไม่ได้ผล ถ้าคิดเช่นนี้ก็ถือว่าพ่ายแพ้ต่อลมแห่งเสื่อมลาภ

  3. ลมแห่งยศ เช่น ได้รับรางวัลในสังคม ทำให้กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง และคิดว่า ไม่ต้องสนใจเรื่องศรัทธาอีกต่อไปแล้ว เพราะเป็นคนมีชื่อเสียงในสังคมแล้ว เช่นนี้ ก็คือพ่ายแพ้ต่อลมแห่งยศ

  4. ลมแห่งเสื่อมยศ เช่น การค้าขาดทุนย่อยยับ ทำให้ศรัทธาท้อถอย เช่นนี้คือการพ่ายแพ้ต่อลมแห่งเสื่อมยศ

  5. ลมแห่งสรรเสริญ เช่น บางคนจะทำอะไรก็ชอบให้มีคนมายกยอปอปั้นอยู่เสมอ เช่นนี้คือลักษณะของการพ่ายแพ้ต่อลมแห่งสรรเสริญ

  6. ลมแห่งติฉิน เช่น ปฏิบัติศรัทธาคนเดียวในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย จึงไล่ออกจากบ้าน หรือเจ้านายบอกว่าถ้าไม่เลิกศรัทธาจะไล่ออกจากงาน เหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้ความศรัทธาไขว้เขวได้

  7. ลมแห่งทุกข์ เช่น มนุษย์เราทุกคนย่อมมีความทุกข์ยากลำบาก มากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าไม่สามารถเอาชนะความทุกข์หรือปัญหา และยอมพ่ายแพ้ต่อความทุกข์แล้ว ก็คือพ่ายแพ้ต่อลมแห่งทุกข์

  8. ลมแห่งสุข เช่น เวลาที่เพื่อนฝูงแต่งงาน มีงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส เรารู้สึกดีใจกับเขา จึงพยายามหาเวลาไปร่วมงานให้ได้ แต่เวลาที่มีกิจกรรมงานพระ กลับเลี่ยงไม่อยากไป อ้างว่าไม่มีเวลา นี่คือพ่ายแพ้ต่อลมแห่งสุข

การไม่พ่ายแพ้ต่อลมทั้ง 8 นั้น จะต้องมีความศรัทธาที่เข้มแข็งที่แสดงออกมาที่ความประพฤติที่ถ่อมตัว มีความร่าเริงแจ่มใส ไม่ว่าพบกับใคร ก็ทำให้เขารู้สึกดีใจ มีกำลังใจมากขึ้น มีความหวังในอนาคต รู้สึกประทับใจในเสน่ห์ของบุคคลผู้นี้ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่นได้ นี่คือการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตัวเองได้สำเร็จ จึงเปรียบเทียบว่า ถ้ามีความศรัทธาที่เสมือนแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ทั้งกว้างและลึก มีความแช่มชื่น มีพลังโอบอุ้มผู้คนได้มากมายแล้ว การกระทำหรือความเคลื่อนไหวหรือความประพฤติของผู้นั้น จะไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัย หรือเปรียบได้กับเรือลำใหญ่ แม้จะพบกับคลื่นลมพายุที่รุนแรงเพียงไร ก็สามารถแล่นไปได้ในทุกเวลา ทุกวัน ไม่มีท้อถอยแม้แต่น้อย

ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงบอกให้พวกเรามีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ วัน พากเพียรในการต่อสู้ปฏิบัติศรัทธาในแต่ละวันอย่างเต็มที่ โดยไม่มีหวนเสียใจในภายหลัง เมื่อสะสมความพากเพียรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ 10 ปี 20 ปีแล้ว ก็จะสามารถกลายเป็นความสุข ซึ่งเป็นความสุขในลักษณะที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน อีกทั้งยังสามารถกลายเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ในทางกลับกัน คนที่ศรัทธามา 3 ปี 5 ปี 7 ปี หรือ 10 กว่าปี และคิดว่า รู้ธรรมะแล้ว รู้วิธีต่อสู้เผยแผ่ธรรม หัวหน้าชี้แจงเช่นนี้ก็รู้อยู่แล้ว ซึ่งคิดว่าทุกเรื่องตัวเองก็รู้อยู่แล้ว ลักษณะนี้คือลักษณะที่ถูกย้อมจากความอวดดี โอ้อวด วางท่าและจองหอง ซึ่งจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้พ่ายแพ้ต่อลมทั้ง 8 ที่เป็นการกระทำของมารภายในชีวิตของเราเอง




วันที่ 27 พฤศจิกายน

 จงให้ความสำคัญต่อคนรุ่นหลัง นี่คือพุทธธรรมของประชาชน ซึ่งยึดถือพลังแห่งการโอบอุ้มที่เปรียบได้กับทะเล


อธิบาย

ธรรมะที่แท้จริงนั้นไม่ได้มีเพื่อธรรมะหรือเพื่อศาสนาเท่านั้น แต่จะต้องเป็นธรรมะที่มีอยู่เพื่อประชาชน โดยให้การช่วยเหลือต่อมนุษยชาติทั้งมวล นี่จึงจะเป็นหน้าที่ที่แท้จริงของศาสนา

หมายความว่า ธรรมะที่หลีกหนีห่างจากประชาชน ไม่ช่วยเหลือประชาชนนั้น แม้จะมีความสูงส่งเพียงใด มีทฤษฎีธรรมที่ดีเลิศเพียงใด แสดงว่า ไม่ได้ทำหน้าที่ของศาสนา ถ้าจะพูดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นก็คือ ธรรมะที่แท้จริงนั้น จะให้ความสำคัญต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นคนแบบไหน เชื้อชาติอะไร เป็นคนดีหรือคนชั่ว ยากดีมีจน หรืออยู่ในวัยไหนก็ตาม จึงกล่าวได้ว่า ศาสนาที่แท้จริงหรือธรรมะที่แท้จริงนั้น จะต้องเป็นศาสนาหรือธรรมะเพื่อประชาชน เพื่อมนุษยชาติ

สำหรับความหมายของการให้ความสำคัญต่อคนรุ่นหลัง ก็คือ จะต้องทำให้คนรุ่นหลังที่ไม่รู้จักธรรมะที่แท้จริงสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ หรือแม้ว่าธรรมะจะดีแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าคนรุ่นหลังไม่สามารถเจริญเติบโต ไม่สามารถสืบทอดธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงให้ดำรงอยู่ตลอดไปแล้ว ธรรมะนั้นย่อมเสื่อมสูญไปอย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนั้นแล้ว การช่วยเหลือต่อมนุษชาติก็เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

แต่พูดถึงการเอาใจใส่หรือให้ความสำคัญต่อคนรุ่นหลังนั้น ก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีความเป็นอยู่ไม่เหมือนกัน ภาษาไม่เหมือนกัน นิสัยไม่เหมือนกัน ความนึกคิดไม่เหมือนกัน ขนบธรรมเนียมประเพณีไม่เหมือนกัน ความรู้ไม่เหมือนกัน และบางครั้งก็อาจจะมีเรื่องทะเลาะกัน วิพากษ์วิจารณ์กัน หรือไม่ชอบกัน ซึ่งมีเรื่องมีราวมีปัญหาเกิดขึ้นได้ง่าย ในกรณีเช่นนี้ หากหัวหน้าหรือผู้อาวุโสมีความศรัทธาเข้มแข็งและถูกต้องแล้ว ก็จะสามารถทำให้โลกโพธิสัตว์ซึ่งมีความเมตตากรุณาอย่างมากมายได้ จึงจะสามารถโอบอุ้มทุกคนไว้ได้ และสามารถอดทนเพื่อให้เข้าใจธรรมะได้ แต่ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสมีจิตใจอวดดี เอาหน้าเอาตา เห็นแก่ตัว ชอบบังคับบัญชาแล้ว ก็ไม่สามารถโอบอุ้มคนรุ่นหลังอย่างเต็มที่ เพราะขาดความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นนั่นเอง

ดังนั้น ไม่ว่าธรรมะจะดีแค่ไหนก็ตาม การที่จะแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติศรัทธา หรือผู้นับถือศรัทธาที่เป็นสมาชิกทั้งหลายนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้อาวุโสทั้งหลายควรจะต้องมีความเมตตากรุณา มีจิตใจกว้างขวาง ยึดถือมั่นคงในพลังแห่งการโอบอุ้มที่กว้างใหญ่เหมือนท้องทะเล และคบค้ากับสมาชิกทั้งหลายเป็นหลัก ไม่เช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพุทธธรรมของประชาชน





วันที่ 26 พฤศจิกายน

แม้จะมีเรื่องที่รู้สึกไม่ชอบหรือรู้สึกเจ็บใจอะไรก็ตาม แต่พวกเราเป็นบุตรของสมาคมอยู่แล้ว ดังนั้น ผู้ที่มีความศรัทธาไม่ท้อถอยนั้น ในที่สุด ก็จะสามารถมีความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยความสดชื่น โดยไม่ต้องหวนเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน


อธิบาย

พูดถึงเรื่องที่รู้สึกไม่ชอบ เช่น เป็นคนพูดไม่เก่ง พอต้องจัดประชุม ก็จำเป็นต้องเล่าประสบการณ์ หรือกล่าวความตั้งใจของตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ตนเองไม่อยากทำเพราะไม่ชอบพูด แต่ก็ต้องทำด้วยความจำเป็น หรือเวลาไปเยี่ยมเยียนชักชวนแนะนำธรรม สำหรับคนพูดไม่เก่งแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่อยากจะทำ เพราะตัวเองไม่เก่ง แต่ก็พยายามต่อสู้กับความไม่ชอบของตัวเอง หรือบางทีมีหัวหน้าที่นิสัยไม่ถูกกับนิสัยของเรา แต่ก็จำเป็นต้องออกไปร่วมทำกิจกรรมด้วยทุกอาทิตย์ หรือเมื่อทำหน้าที่จัดการภายนอก ดูแลความเรียบร้อยบริเวณด้านนอก บางทีก็เจอฝนตกหนัก บางทีก็ร้อนจัด บางทีก็หนาวจัด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ไม่ค่อยอยากจะทำ เพราะถ้าอยู่บ้านก็สบาย ดูทีวี ฟังเพลง แต่เมื่อรับหน้าที่แล้ว ก็จะต้องทำหน้าที่ให้เรียบร้อยด้วยดี ไม่สามารถหนีได้

ส่วนเรื่องที่เจ็บใจ เช่น เราตั้งใจทำงานพระด้วยน้ำใสใจจริง แต่หัวหน้าหรือผู้อาวุโสกลับเข้าใจผิด มองว่าไม่ดีไม่ถูกต้อง และต่อว่า หรือตำหนิติเตียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเจ็บใจ หรือบางทีพบหัวหน้าหรือผู้อาวุโส หรือสมาชิกที่ดื้อรั้น จึงไม่รับฟังข้อเสนอของเรา ทั้งๆ ที่เราก็ตั้งใจและอุตส่าห์ทุ่มเทอย่างเต็มที่ กลับถูกปฏิเสธ จึงรู้สึกเจ็บใจมากก็มี หรือในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานดูถูกเรา วิจารณ์เราอย่างไร้เหตุผล และไม่ยอมรับฟังคำอธิบายของเรา ทำให้เรารู้สึกเจ็บใจ หรือตัวเราตั้งเป้าหมายในการต่อสู้ เช่น 1 เดือนจะทำอะไร ครึ่งปีจะทำอะไร หรือ 1 ปีจะทำอะไร แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถทำให้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ จึงรู้สึกเจ็บใจ หรือเพื่อนสมาชิกที่ร่วมต่อสู้ปฏิบัติศรัทธามาด้วยกัน เกิดมีปัญหา จึงพ่ายแพ้มาร และถอยศรัทธาไป แม้เราจะพยายามไปอธิบายเพื่อชักชวนให้กลับมาต่อสู้ใหม่ แต่ก็ไม่ยอมรับ และหยุดการเคลื่อนไหวและหยุดปฏิบัติศรัทธา ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารู้สึกเจ็บใจมากก็มี หรือสมาชิกในความดูแลของเรา บางคนเป็นคนดื้อรั้น บางคนเป็นคนจุกจิกจู้จี้ บางคนมีนิสัยเหลวไหล บางคนเป็นคนอวดดี บางคนขี้สงสัย บางคนขี้โมโห บางคนพูดมาก ชอบวิพากษ์วิจารณ์ และเราก็ไม่มีพลังที่จะสามารถอธิบายให้เขาเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องทางด้านธรรมะได้ จึงรู้สึกเจ็บใจ หรือบางครั้งบางคราวมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนในสังคมตำหนิหรือวิจารณ์พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทางสื่อสิ่งพิมพ์ ทางทีวี หรือทางวิทยุ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องอดทนต่อสู้ด้วยความเจ็บใจก็มี

แม้จะเป็นเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบ หรือเจ็บใจมากเพียงใดก็ตาม แต่พวกเราซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนินถนั้น จะต้องไม่ลืมและยึดมั่นคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินที่สอนไว้ว่า “ถ้ามีอุปสรรคอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว จะต้องตัดสินใจว่า จะกัดฟันอดทน” หรือท่านสอนไว้ว่า “เพราะมีอุปสรรค จึงเป็นความสุขสบาย” ดังนั้น พวกเราซึ่งเป็นบุตรที่แท้จริงของสมาคมนั้น จะต้องใช้ชีวิตมนุษย์อย่างเต็มที่ เพื่อจะได้ไม่ต้องหวนเสียใจภายหลัง และถือว่าทุกเวลา นาที ทุกวัน ล้วนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ สำหรับเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบหรือรู้สึกเจ็บใจนั้น คนอื่นไม่มีใครรู้ แต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ ดังนั้น จะต้องมั่นใจว่า อย่างน้อยโงะฮนซนก็รู้ อาจารย์อิเคดะรู้ และลงมือกระทำ ด้วยความนึกคิด และเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ใจ มีความศรัทธาที่ถูกต้องและร่าเริงแล้ว ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหลายได้ด้วยดี จนในที่สุด สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาได้อย่างชัดเจน



วันที่ 25 พฤศจิกายน

ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ขอให้คำนึงถึงแต่ละครอบครัวที่ให้ใช้บ้านเป็นสถานที่จัดประชุมเป็นประจำ และเลิกประชุมตามกำหนดเวลา พร้อมกับไม่สร้างความเดือดร้อนแก่พวกเขาด้วย


อธิบาย

พวกเราซึ่งเป็นผู้ศรัทธาที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั้น จะต้องเข้าใจรายละเอียดของแต่ละครอบครัวที่ให้ใช้บ้านเป็นสถานที่จัดประชุม ไม่ว่าจะเป็นการประชุมเขต ตำบล หรือหมู่ เพราะส่วนใหญ่พวกเรามักจะไม่ค่อยรู้เรื่องราวว่า ครอบครัวของเขามีความยากลำบากแค่ไหน มีความเดือดร้อนอย่างไร มีค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน หรือต้องถูกเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงต่อว่าขนาดไหน ซึ่งไม่สังเกตไม่เอาใจใส่ มีแต่นึกว่า เขาให้เราใช้บ้านมานานจนเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ไม่เคยคิดคำนึงถึงครอบครัวของเขาว่าจะต้องมีความยากลำบากอะไรบ้าง คิดเพียงง่ายๆ ว่า เดินทางสะดวก บ้านกว้างขวาง มีโทรศัพท์ มีทีวี มีแอร์ พร้อมทุกอย่าง จึงสามารถใช้จัดประชุมได้สบายๆ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าของบ้านจะต้องมีความอดทน และมีความเชื่อมั่นว่า การให้ยืมสถานที่นั้นเพื่อธรรมะ เพื่อให้การเผยแผ่ธรรมก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อให้ระบบการเจริญเติบโตมากขึ้น จึงยินดีให้ใช้บ้านเป็นสถานที่จัดประชุมเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ พวกเราซึ่งเป็นผู้ขอใช้สถานที่ จึงควรจะมีความขอบคุณต่อครอบครัวของเขา และจะต้องมีกิริยามารยาทที่ดีต่อเขา นี่คือข้อแม้สำคัญที่ผู้ขอใช้สถานที่จะต้องยึดถือปฏิบัติตลอดไป

นอกจากนี้ ก็ยังมีข้อควรเอาใจใส่ ซึ่งเป็นนโยบายของสมาคมที่ประกาศไว้แล้ว ก็คือ

1. สมาชิกทั้งหลายควรจะแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อผู้ให้ยืมสถานที่จัดประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นสถานที่ที่เป็นบ้านพักส่วนตัว เพราะการที่เจ้าของบ้านเสนอบ้านของตนให้ใช้เป็นสถานที่จัดประชุมนั้น แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจของความศรัทธาของเขา ดังนั้น ผู้ขอใช้สถานที่จึงต้องแสดงความขอบคุณจากใจจริง พร้อมกับดูแลรักษาสถานที่นั้นเสมือนหนึ่งดูแลเอาใจใส่ต่อบ้านของตนเอง

2. สมาชิกทั้งหลายจะต้องถือว่า สถานที่ที่เราขอยืมใช้เพื่อจัดประชุมนั้นเสมือนหนึ่งเป็นอาคารสมาคมหรือศูนย์กลางเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล จึงควรใช้สถานที่ประชุมนั้นด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง พวกเราจะต้องช่วยกันรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่นั้นด้วยตัวเองอยู่เสมอ เช่น ไม่ควรทิ้งเศษผง ก้นบุหรี่ กระดาษ ฯลฯ ดูแลความสะอาดของห้องน้ำ ไฟ ปิด เมื่อใช้เสร็จก็ปิดให้เรียบร้อย ส่วนสิ่งของเครื่องใช้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แก้วน้ำ ที่เขี่ยบุหรี่ เสร็จประชุมก็เก็บให้เข้าที่ ดินสอ ปากกา ไม้บรรทัด ยางลบ เมื่อใช้เสร็จแล้ว ก็เก็บคืนเจ้าของ หรือแม้แต่โทรศัพท์ ถ้ามีการขอยืมใช้ ก็ควรจะชำระเงิน

3. สมาชิกทั้งหลายควรเอาใจใส่ในการให้ความอบอุ่นใจแก่บุคคลในครอบครัว และร่วมกันส่งเสริมกำลังใจแก่เขาด้วย บางครั้ง ในครอบครัวอาจจะมีผู้ป่วย มีบุตรหลานที่เตรียมตัวอ่านหนังสือเพื่อการสอบ หรือมีแขกมาเยือน ในกรณีเช่นนี้ ก็ไม่ควรจะทำเสียงอึกทึก เมื่อเสร็จประชุมแล้ว ก็ควรจะรีบลากลับ อย่าสร้างความยุ่งยากลำบากใจแก่เจ้าของบ้าน

4. สมาชิกทั้งหลายพึงตระหนักว่า แม้ว่าบ้านนั้นจะเป็นเพื่อนสมาชิกที่คุ้นเคยรู้จักกันเป็นอย่างดีก็ตาม ก็ควรจะต้องมีกิริยามารยาทที่ดีต่อเขา เช่น ไปลามาไหว้ กล่าวทักทายกับบุคคลในครอบครัว อย่าหยิบจับหรือหยิบฉวยสิ่งของโดยพลการ อย่าปล่อยให้ลูกหลานเล่นและทำลายข้าวของเสียหาย

      1. สมาชิกทั้งหลายพึงระลึกไว้เสมอว่า จุดมุ่งหมายก็คือเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลเป็นหลัก ดังนั้น จึงควรจะสร้างความสนิทสนมกับผู้คนในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงของสถานที่ประชุม การพูดคุยกันเสียงดังหลังจากเลิกประชุม การทิ้งก้นบุหรี่ตามบริเวณบ้าน การส่งเสียงดัง (เช่น รถมอเตอร์ไซค์ ควรจะเข็นออกไปที่ถนนก่อนแล้วจึงติดเครื่อง เพื่อไม่เป็นการรบกวน) การจอดรถปิดทางเข้าบ้าน ต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะต้องหลีกเลี่ยงไม่ทำเด็ดขาด



วันที่ 24 พฤศจิกายน

พุทธธรรมเป็นการต่อสู้ระหว่างพระพุทธะกับมารทางด้านความเป็นจริง ดังนั้น รากฐานของความศรัทธาที่จะสามารถบรรลุพุทธภาวะนั้น อย่าลืมว่าอยู่ที่การเคลื่อนไหวที่มีความกล้าหาญ ซึ่งสามารถข้ามพ้นและเอาชนะมารต่างๆ เหล่านี้นั่นเอง


อธิบาย

การต่อสู้ระหว่างพระพุทธะกับมาร ถ้าเปรียบเทียบในแง่การดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว ก็สามารถพูดได้ด้วยตัวอย่างมากมาย เช่น เมื่อถึงเวลาตื่นนอน ก็อ้างว่า ขอนอนต่ออีกสัก 5 นาที ปรากฏว่า พอนอนต่อ ก็กลายเป็นครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงครึ่ง ทำให้เลยเวลาไปอีกมาก ซึ่งในเวลาที่ตัดสินใจว่า ขอต่ออีก 5 นาที ตอนนั้นเรียกได้ว่าจิตใจพ่ายแพ้มาร ดังนั้น แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจนอนต่อถึงครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงครึ่ง แต่พอแพ้มารแล้ว ก็กลายเป็นตื่นสายมาก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะสวดมนต์เช้าให้เรียบร้อย ก็ต้องรีบร้อนไปทำงาน ทำให้บ่อยครั้งที่การดำเนินชีวิตประจำวันมีเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่สามารถเอาชนะได้

หรือบางทีเราพยายามสวดมนต์ แต่น้องชายหรือน้องสาวเล่นกันเสียงดังหนวกหู หรือเพื่อนมาชวนไปเที่ยวไปดูหนัง ขัดจังหวะต่อการสวดมนต์ หรือบางทีมียุงหรือแมลงบินไปมา จึงเอาแต่หันซ้ายหันขวา ไม่ตั้งใจมองโงะฮนซนและสวดมนต์ ลักษณะเหล่านี้ก็เรียกได้ว่าพ่ายแพ้มารเช่นเดียวกัน

กล่าวคือ ธาตุแท้ของมารก็คือ ทำให้เราไม่ปฏิบัติศรัทธาอย่างเต็มที่ ไม่เอาจริงเอาจัง ซึ่งมารจะมาในหลายรูปแบบ หลายกรณี หรือในโอกาสต่างๆ เปรียบได้กับแมงมุมที่ชักใยไว้ล่อเหยื่อ และเฝ้ารออยู่ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อมียุงหรือแมลงวันมาติดกับแล้ว แมงมุมก็จะรีบเข้ามารัดเหยื่อไว้ไม่ให้หนีไปและดูดกินเลือดของเหยื่อจนตาย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า มารก็เปรียบเหมือนใยแมงมุม ที่อยู่รอบๆ ตัวเราอยู่เสมอ ดังนั้น เมื่อจิตใจของเราคิดสงสัย หรือมีความไม่พอใจ อิจฉา บ่น เกลียด หรือวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมีสภาพชีวิตที่ต่ำลง หรืออ่อนแอลง หรือบิดเบี้ยวไปแม้แต่น้อยแล้ว มารก็จะรีบเข้ามาแทรกในจิตใจ และทำให้ทำลายความศรัทธาจากภายในชีวิตของเราเอง เหมือนแมงมุมที่รีบเข้ามาตะครุบเหยื่อทันที ด้วยเหตุนี้ มารที่มองไม่เห็น ซึ่งเกิดจากการกระทำของภายในจิตใจจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัว น่าอันตราย และเราพ่ายแพ้ได้ง่าย เพราะมองไม่เห็น จึงคิดว่าตัวเองทำดีแล้ว ความนึกคิดของตนเองถูกต้องแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่สามารถสำรวจตัวเองได้ว่า คิดผิดหรือทำผิด

เพราะฉะนั้น การต่อสู้ทางด้านธรรมทางด้านความเป็นจริง หมายถึงการบรรลุพุทธภาวะของตนเองนั้น ก็คือการต่อสู้กับมารที่อยู่ภายในชิตของตัวเอง ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่ามารจากภายนอก เช่น คนรอบข้างขัดขวางความศรัทธา หรือต่อว่า วิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา สิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเราสามารถมองเห็น และเตรียมพร้อมที่จะรับมือได้อย่างเต็มที่ จึงสามารถต่อสู้จนเอาชนะได้สำเร็จ แต่มารที่อยู่ภายในชีวิตของตัวเองนั้น เรามักจะไม่รู้ตัว และความศรัทธาก็ค่อยๆ กลายเป็นความเห็นแก่ตัว สภาพชีวิตตกอยู่ใน 4 โลกชั่ว หรืออวดดี พ่ายแพ้ต่อการแสวงหาชื่อเสียง ซึ่งเป็นสิ่งประดับประดาภายนอกเท่านั้น และลืมความศรัทธาที่แท้จริง

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำไว้ว่า “รากฐานของความศรัทธาที่จะสามารถบรรลุพุทธภาวะนั้น อย่าลืมว่าอยู่ที่การเคลื่อนไหวที่มีความกล้าหาญ ซึ่งสามารถข้ามพ้นและเอาชนะมารต่างๆ เหล่านี้นั่นเอง”



วันที่ 23 พฤศจิกายน

ขอให้มีการคิดค้นที่ดี และขอให้มีการทำงานที่ดี


อธิบาย

เรื่องการทำงานธรรมดาๆ นั้น ใครๆ ก็ทำได้ แต่การทำงานที่ดีนั้นจำเป็นจะต้องมีการคิดค้นที่ดีด้วย จึงจะสามารถทำงานให้ดีได้

หมายความว่า ในการทำงานธรรมดา หรืองานปกตินั้น จะไม่มีการคิดค้นที่ดีๆ เกิดขึ้นมา แต่เมื่อพวกเราต้องรับผิดชอบต่องานที่มีความยากลำบาก ก็จะมีการปรึกษาหารือกันเพื่อให้งานนั้นๆ ประสบความสำเร็จ มีผลงานที่ดี เหนือกว่างานอื่นๆ ซึ่งเป็นลักษณะของการทำงานที่มีความตั้งใจ เอาจริงเอาจัง มีทัศนะในเชิงรุก และท้าทายกับความยากลำบากแล้ว ก็จะสามารถเกิดการคิดค้นดีๆ เกิดขึ้นได้

เพราะโดยปกติแล้ว สันดานนิสัยของพวกเรามนุษย์ปุถุชนทั่วๆ ไปนั้น การทำงานตามความเคยชินย่อมไม่มีความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่เมื่อเจอปัญหา หรือพบกับความยากลำบาก หากมีคนใดคนหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตชีวา มีจิตใจกล้าหาญแล้ว ก็จะสามารถต่อสู้หรือท้าทายกับงานหรือนโยบายที่ยากลำบากได้

ในขณะเดียวกัน เมื่อต้องทำงานที่ยากลำบาก ก็ย่อมเกิดความรู้สึกกังวลใจ กลุ้มใจ หนักใจ ซึ่งเป็นความทุกข์ใจอย่างแน่นอนอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม ถ้ามีพลังชีวิตเข้มแข็ง มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่ และพยายามต่อสู้ท้าทายอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะสามารถเกิดการคิดค้นที่ดีๆ ขึ้นมาได้ สามารถค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ดีๆ ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าไม่พบเจอความยากลำบากแล้ว ย่อมไม่สามารถจุดประกายความคิดใหม่ๆ อะไรออกมาได้

เช่น ตัวเรือดที่สามารถกระโดดได้สูงกว่าตัวของมันได้หลายร้อยเท่า เพราะตัวเรือดมีขาที่แข็งแรงมาก ถ้าถูกครอบอยู่ในแก้ว เวลาที่มันจะกระโดดสูงๆ ก็จะต้องกระแทกกับแก้ว มันจึงเข้าใจว่า จะต้องกระโดดต่ำๆ เอาไว้ จึงจะไม่ชนแก้ว ดังนั้น พอมันถูกปล่อยตัวออกจากแก้วแล้ว มันก็จะกระโดดอยู่ในระดับความสูงไม่เกินแก้วครอบ

มนุษย์เราก็เช่นกัน แท้จริงแล้ว พวกเรามีความสามารถอย่างมากมาย แต่เวลาที่ไม่ได้พบกับปัจจัยของความยากลำบาก ก็จะใช้พลังแค่เท่าที่มีตามสภาพการณ์เท่านั้น ซึ่งเรียกว่าอยู่ในลักษณะของความเฉื่อยชา ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำให้พลังที่มีอยู่ในตัวของเราแสดงปรากฏออกมาอย่างเต็มที่ แต่เมื่อพบกับปัจจัยที่ทำให้เกิดความทุกข์ยากหรือกลัดกลุ้มใจแล้ว ก็จะพยายามคิดค้นหาวิธีต่างๆ เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นให้ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า พวกเราควรจะตั้งใจรับความยากลำบาก ทำงานที่ยากลำบาก หรือทำกิจกรรมที่ยากๆ เพื่อให้เป็นทรัพย์สมบัติของชีวิตของเรา ซึ่งจะสามารถมีประโยชน์และสร้างคุณค่าแก่เราในอนาคตได้ แต่ถ้าพยายามหลีกเลี่ยงหรือหนีจากความยากลำบาก หรืองานที่ยากๆ แล้ว ตัวเราเองก็ย่อมไม่มีความเจริญก้าวหน้า ทุกอย่างเหมือนเดิม เช่น ต้นหญ้า (วัชพืช) ธรรมดาๆ เนื่องจากถูกเหยียบถูกทับอยู่ทุกวัน จึงมีความแข็งแกร่งกว่าดอกไม้ที่สวยงามมีกลิ่นหอม แต่ถ้าฝนไม่ตก ไม่ได้รับการรดน้ำแล้ว ก็จะเหี่ยวเฉาได้ง่าย ตรงกันข้ามกับวัชพืชริมทางที่แข็งแรงทนทาน แม้จะจุดไฟเผา ก็จะงอกขึ้นมาใหม่ได้ แม้จะราดยางมะตอยเพื่อสร้างถนน แต่ถ้ารากของมันยังอยู่ ก็จะงอกโผล่ขึ้นมาจนได้ ในขณะที่ดอกไม้ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ก็แสดงว่า วัชพืชมีความแข็งแรงทนทานกว่าดอกไม้ที่สวยงาม

มนุษย์ก็เช่นกัน คนธรรมดานั้นมีความเข้มแข็งและแข็งแรงกว่าเศรษฐี ผู้มีอำนาจชื่อเสียง ต่างๆ หรือเมื่อพบกับอุปสรรคหรือชะตากรรม ก็ไม่ยอมแพ้ และสามารถเอาชนะได้ ดังนั้น เจตนารมณ์ของสมาคมก็คือ อยากจะให้เหมือนกับวัชพืชที่สามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ได้ ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก หรือการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ที่มีการขัดเกลาชีวิตของตนเองได้สำเร็จ การทำงานนั้น แม้ว่าจะทำงานอย่างเดียวกัน ถ้าเราตั้งใจหาความยากลำบากและตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ก็จะประสบความสำเร็จ มีความเจริญรุ่งเรืองได้ แต่ถ้าไม่หาความยากลำบาก ก็มีแต่การทำงานตามปกติ ทำงานสบายๆ ไม่อยากพบเจอเรื่องลำบากแล้ว ย่อมไม่สามารถท้าทายต่อสู้ให้เอาชนะเรื่องเหล่านี้ได้ และไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเองได้

ดังนั้น เมื่อเราอยากจะทำงานที่ยากลำบากให้ประสบความสำเร็จ ก็จะต้องสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอย่างเข้มแข็ง ทำให้มีพลังชีวิตที่เข้มแข็ง ได้รับปัญญาจากโงะฮนซนด้วยความศรัทธา และพยายามต่อสู้กับความยากลำบากของงานแล้ว ก็จะสามารถมีการคิดค้นที่ดีๆ เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้เรามีความก้าวหน้า และมีชัยชนะได้ นี่คือลักษณะของการศรัทธาที่แท้จริงของผู้นำในอนาคตนั่นเอง



วันที่ 22 พฤศจิกายน

ขอให้ระมัดระวังในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การรักษาเวลา การใช้คำพูด การแสดงกิริยามารยาท ฯลฯ การกระทำที่ดีหรือการกระทำที่ไม่ดีของหัวหน้าที่มีความห่วงใยเอาใจใส่หรือไม่นั้น จะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง


อธิบาย

หัวหน้าที่มีความห่วงใยเอาใจใส่หรือไม่” นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เช่น เวลาไปเยี่ยมสมาชิกด้วยกัน บางทีอาจไปโดยรถสามล้อ รถแท็กซี่ หัวหน้าทำเฉยๆ ไม่จ่ายเงิน ปล่อยให้คนอื่นจ่ายแทน หรือในระหว่างที่ไปทำงานพระด้วยกันจนถึงเวลาเที่ยงหรือเย็น เมื่อรับประทานอาหารแล้ว หัวหน้าไม่จ่ายเงิน ปล่อยให้คนอื่นจ่าย เพราะมีความคิดว่า เราอุตส่าห์ไปเยี่ยมไกลขนาดนั้น สมาชิกก็ควรจะเป็นคนออกเงินค่ารถหรือจ่ายค่าอาหารให้ แต่ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดแบบสังคม สำหรับสมาคมของเราแล้ว จะไม่คิดแบบนี้ ไม่ทำแบบนี้เด็ดขาด แต่จะต้องจ่ายค่ารถ ค่าอาหาร โดยแบ่งเฉลี่ยกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ

หรือบางครั้งไปเยี่ยมสมาชิกที่ต่างจังหวัด ปรากฏว่าในจังหวัดนั้นไม่มีโรงแรมให้พักค้างคืน จึงจำเป็นต้องขอพักบ้านสมาชิก รับประทานอาหารในบ้านสมาชิก ในเวลานั้น ก็จะต้องจ่ายค่าที่พักและค่าอาหารให้เหมาะสมกับสมาชิก เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าคิดว่า เราอุตส่าห์เดินทางจากกรุงเทพฯ มาไกลถึงขนาดนี้ ไม่มีโรงแรม ไม่มีร้านอาหาร ต้องกินต้องพักบ้านสมาชิก และพยายามสอนธรรมะให้แก่เขาแล้ว จึงไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าอาหารก็ได้นั้น เป็นความคิดที่ผิด

หรือในกรณีที่หัวหน้าฝ่ายหญิงกับหัวหน้าฝ่ายชายไปเยี่ยมสมาชิกกันสองต่อสอง ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าจะบริสุทธิ์ใจไปทำงานพระ แต่เมื่อบ่อยๆ เข้า คนในสังคมก็อาจจะคิดสงสัยกันได้ ดังนั้น จึงควรจะมีคนที่ 3 ไปด้วย หรือแยกกันไป ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือ จะต้องคิดอย่างรอบคอบ

หรือบางที หัวหน้าไปซื้อของที่ร้านของสมาชิก สมาชิกจึงไม่รับเงิน หรือคิดพิเศษเสียจนขาดทุน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องค้าขายนั้นเป็นเรื่องสังคม ไม่ใช่เรื่องธรรมะ ซึ่งในการค้าขายก็ย่อมจะต้องมีกำไร แต่ถ้าคิดว่า หัวหน้าอุตส่าห์มาซื้อกับเรา จึงยอมขาดทุนนั้น ไม่ใช่ความคิดที่ถูก ส่วนหัวหน้าที่เห็นแก่ของฟรีหรือราคาถูกก็ไม่ถูกต้อง แต่ควรจะซื้อในราคาที่เหมาะสม

หรือในวันเกิดของหัวหน้า หรือเปิดร้านใหม่ หรือขึ้นบ้านใหม่ สมาชิกก็คิดว่าจะต้องเอาของขวัญไปให้ เรื่องนี้ก็เป็นวิธีการทางสังคม ไม่ใช่วิธีทางด้านธรรมะ ถ้าเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้อง หรือลูกค้าที่ค้าขายด้วยกันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่สมาชิกนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันในด้านสังคม หัวหน้าจึงไม่ควรจะรับของขวัญ ไม่เช่นนั้นแล้ว สมาชิกก็จะต้องเสียเงินเสียทองมากมายให้แก่หัวหน้า เช่น วันแต่ง วันขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด ฯลฯ

หรือหัวหน้าไม่มีรถ สมาชิกมีรถ เมื่อไปเยี่ยมสมาชิกหรือไปประชุม ก็ใช้รถของสมาชิกทุกครั้งโดยถือว่าเป็นรถของตัวเอง และสมาชิกเป็นคนขับรถส่วนตัวของตัวเอง ไม่จ่ายค่าน้ำมัน คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นการทำงานพระ ก็เป็นการดีต่อตัวเขาเองอยู่แล้วนั้น เป็นความคิดที่ผิด เพราะแม้จะเป็นหัวหน้า ก็ไม่มีสิทธิ์ใช้รถของสมาชิก เพราะถ้าทำเช่นนี้แล้ว สมาชิกก็จะต้องกลุ้มใจและบ่นไม่พอใจ เพราะความเกรงใจต่อหัวหน้า ไม่สามารถปฏิเสธหัวหน้า

หรือหัวหน้าบางคนแนะนำสินค้าขายตรง ขายประกันให้แก่สมาชิก สมาชิกก็เกรงใจ จึงต้องจำใจยอมซื้อ เรื่องนี้ถือว่าเป็นการอาศัยใช้ระบบการ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดพลาด

หรือบางทีหัวหน้าเศรษฐกิจไม่ดี สมาชิกอยากจะช่วยเหลือ จึงเล่นแชร์กัน หรือสมาชิกลำบาก จึงขอให้หัวหน้าค้ำประกันการกู้ยืมเงิน เรื่องนี้ก็เรื่องสังคม ไม่เกี่ยวกับทางด้านธรรมะ จึงต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ถ้าเป็นคนแซ่เดียวกัน หรือหน่วยงานที่เป็นมูลนิธิ ที่ให้การช่วยเหลือกันก็เป็นเรื่องทางสังคม แต่สำหรับพวกเราแล้ว ให้การช่วยเหลือทางด้านความศรัทธาเป็นหลัก ไม่ใช่ช่วยเหลือด้วยเงินทอง ถ้ามีความยากลำบาก ก็จะต้องอธิษฐานต่อโงะฮนซน จึงจะเป็นลักษณะของการศรัทธาที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ไม่ใช่พึ่งพาสมาชิก พึ่งพาหัวหน้า

เรื่องการรักษาเวลา การใช้คำพูด และการแสดงกิริยามารยาทก็เช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับความนึกคิดและหนึ่งขณะจิตของหัวหน้า ถ้ามีความนึกคิดที่ไม่ดีแล้ว ทุกอย่างก็จะกระทำผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อสมาชิกอย่างแน่นอน ดังนั้น ขอให้หัวหน้าและผู้อาวุโสทั้งหลายมีสามัญสำนึกทางด้านธรรมะเป็นหลัก และระมัดระวังความประพฤติของตนเองเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นแล้ว การกระทำของเราจะสร้างความเสื่อมเสียต่อธรรมะ และกลายเป็นศัตรูของธรรมะได้



วันที่ 21 พฤศจิกายน

ความคิดที่ว่า เนื่องจากนับถือศรัทธาอยู่แล้ว ดังนั้น ยังไงก็ได้นั้น จะกลายเป็นทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อธรรมะอย่างมากมาย อันที่จริง เนื่องจากนับถือศรัทธา ดังนั้น จึงยิ่งจะต้องเอาใจใส่อย่างเอาจริงเอาจังและเข้มงวดให้ปราศจากข้อตำหนิ โดยการดำเนินชีวิตที่สมเหตุสมผล


อธิบาย

คำชี้นำนี้ เป็นการสอนถึงลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้องในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ถ้าไม่เข้าใจคำชี้นำนี้แล้ว แม้จะสวดมนต์มากเพียงใด พยายามปฏิบัติศรัทธามากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจหรือการดำเนินชีวิตดีขึ้นได้ เพราะเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคำสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น ไม่ใช่ให้เรามีแต่ขอต่อโงะฮนซนเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเราอยากจะมีความสุข อยากมีบุญวาสนาแล้ว เราก็จำเป็นจะต้องทำให้พลังศรัทธาและพลังปฏิบัติของเราเข้มแข็ง ทำให้เรามีความนึกคิดที่ถูกต้อง จึงจะบรรลุผลสำเร็จตามคำอธิษฐานและความปรารถนาได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ขึ้นอยู่กับการศรัทธาและการปฏิบัติของเราว่ามีความเข้มแข็งและถูกต้องหรือไม่อย่างไร ก็จะมีผลเกิดขึ้นตามนั้น แต่ถ้าตัวเองไม่มีความเชื่อต่อโงะฮนซน การปฏิบัติก็ไม่เข้มแข็ง และหวังพึ่งว่า โงะฮนซนนั้น ขออะไรก็ขอได้ จึงไม่ได้เอาใจใส่ในการปฏิบัติศรัทธาและการประกอบอาชีพการงานให้ดีนั้น เป็นลักษณะที่ใช้ไม่ได้

ยิ่งกว่านั้น ความคิดที่ว่า เรามีความศรัทธาอยู่แล้ว ดังนั้น ยังไงก็ได้ จึงไม่ทำงาน ไม่ขวนขวาย ไม่เอาใจใส่ในอาชีพการงาน ไม่สวดมนต์อย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ขอรับคำชี้นำจากผู้อาวุโส ไม่มีจิตใจแสวงหาธรรมจากธรรมนิพนธ์ มีแต่พึ่งพาอาศัยต่อโงะฮนซน การกระทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่สร้างความเสื่อมเสียต่อโงะฮนซน สร้างความเสื่อมเสียต่อธรรมะ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย

พวกเรานับถือศรัทธาต่อโงะฮนซน จึงยิ่งจะต้องมีความนึกคิดและปัญญาดีกว่าคนอื่น เหนือกว่าคนอื่นอยู่แล้ว เพราะพวกเราจะต้องได้รับปัญญาจากการสวดมนต์ต่อโงะฮนซนเป็นหลัก แล้วนำปัญญาที่ดีนี้มาใช้ในการดำเนินชีวิต แก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาให้อาชีพการงานเจริญก้าวหน้า มีคุณค่ามากขึ้น จนสามารถกลายเป็นตัวอย่างที่ดีในชุมชน ในสังคมให้ได้

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็งนั้น จะต้องไม่เมินเฉยต่อสังคม ไม่เมินเฉยต่อการดำเนินชีวิต จะต้องมีความเข้มงวด ปราศจากข้อตำหนิ โดยมีการดำเนินชีวิตที่สมเหตุสมผล มีความรอบคอบ เมื่อเข้มงวดต่อความศรัทธาของตนเองแล้ว ก็จะต้องแสดงข้อพิสูจน์ให้ประจักษ์แก่สังคม โดยต่อสู้ให้ทั้งทางด้านการงานอาชีพและการศรัทธาเรียบร้อยดีทั้งสองอย่าง นี่คือลักษณะที่แท้จริงของผู้ศรัทธาที่ถูกต้อง

แต่ก็มีสมาชิกบางคนที่หวังพึ่งแต่โงะฮนซน ลืมหน้าที่ในอาชีพการงาน เมินเฉยต่อธุรกิจ จนในที่สุด ต้องล้มเลิกกิจการ จึงถูกคนภายนอกที่ยังไม่ศรัทธาตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นการสร้างความเสื่อมเสียต่อธรรมะ ดังนั้น ความคิดที่ว่า เนื่องจากนับถือศรัทธาอยู่แล้ว ดังนั้น ยังไงก็ได้นั้น” จึงเป็นความคิดที่ตามใจตัวเองมากไป เป็นลักษณะของความศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง ความศรัทธาที่อ่อนแอ

เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับความนึกคิดของเราว่าเหมาะสมถูกต้องตรงตามธรรมะหรือไม่ เรามีหนึ่งขณะจิตที่ถูกต้องหรือไม่ เราได้พยายามทำหน้าที่ของเราให้เสร็จเรียบร้อยหรือไม่ หรือเราเอาแต่พึ่งพาขอต่อโงะฮนซนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น


 

วันที่ 20 พฤศจิกายน

หากไม่มีการนอนหลับให้สนิทแล้ว ย่อมไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ การมีความก้าวหน้าของพลังที่มีชีวิตชีวาเท่านั้น จึงจะสามารถเปิดเส้นทางที่เรียกว่าชัยชนะได้


อธิบาย

เมื่อมีการดำเนินชีวิตที่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่แน่นแฟ้น ไม่มีเรื่องที่จะต้องหวนเสียใจภายหลังแล้ว ก็จะสามารถหลับสนิทได้ แต่ถ้าเป็นการดำเนินชีวิตที่พบกับหนทางตัน ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่มีเรื่องกลัดกลุ้มใจ วิตกกังวล ชีวิตไม่มีความแน่นแฟ้นแล้ว ก็จะไม่สามารถหลับสนิทได้ ถ้าไม่สามารถหลับสนิทแล้ว ก็จะไม่สามารถดำเนินชีวิตมนุษย์ที่สามารถแก้ไขปัญหา จึงไม่สามารถได้รับชัยชนะในเรื่องใดๆ

ในทำนองเดียวกัน การแก้ไขปัญหาก็ดี การเปลี่ยนแปลงชะตากรรมหรือข้อบกพร่องต่างๆ ก็ดี ล้วนขึ้นอยู่กับพลังชีวิตของตัวเองว่ามีความเข้มแข็งหรือมั่นคงแน่วแน่หรือไม่ เพราะแม้จะพยายามคิดหาวิธีการที่ดีเลิศเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีพลังชีวิตแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้สำเร็จ แม้ว่าเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือผู้อาวุโสจะช่วยอธิบายหรือแนะนำแล้วก็ตาม เมื่อไม่มีพลังชีวิตแล้ว ถ้อยคำมากมายที่เป็นคำแนะนำที่ดีๆ ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้เพื่อพิจารณาให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองได้ เพราะในใจเกิดความลังเล เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถต่อสู้กับอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ ได้ เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “หากไม่มีการนอนหลับให้สนิทแล้ว ย่อมไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่”

เมื่อสวดมนต์ต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่เพื่อให้ตัวเองมีพลังชีวิตเข้มแข็งมากขึ้นแล้ว ชีวิตก็จะมีความร่าเริงและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาได้ เมื่อนั้น ก็จะมีจิตใจกล้าหาญขึ้นมา และสามารถมีจิตใจท้าทายต่อสู้กับปัญหา ความทุกข์ หรือชะตากรรมได้ ทำให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันดีขึ้น มีความแน่นแฟ้น และสร้างคุณค่ามากมายได้ ซึ่งหมายถึง จะสามารถเปิดหนทางตัน และแก้ไขให้กลายเป็นเส้นทางที่มีชัยชนะในการดำเนินชีวิต มีชัยชนะในชีวิตของตนเอง มีชัยชนะในเรื่องครอบครัว ในมีชัยชนะในเรื่องอาชีพการงาน มีชัยชนะทางด้านเศรษฐกิจ เผยแผ่ธรรมในท้องถิ่น ในชุมชน ในประเทศ และทั่วโลกได้ ทั้งหมดนี้ล้วนขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิตของบุคคล ถ้าหนึ่งขณะจิต ซึ่งเป็นลักษณะชีวิตของเราไม่มีพลังชีวิตแล้ว ย่อมไม่สามารถมีชัยชนะต่อเรื่องใดๆ ได้ แต่ถ้าหนึ่งขณะจิตเข้มแข็ง มั่นคง และแน่นแฟ้นแล้ว ก็จะสามารถเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างแน่นอน ว

อย่างไรก็ตาม การที่พวกเรามีชีวิตอยู่นั้น การนอนหลับพักผ่อนนับว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้น ถ้าไม่นอนหลับสนิท หนึ่งขณะจิตก็ไม่เข้มแข็ง เมื่อนั้น ก็ไม่สามารถทำให้พลังชีวิตที่มีอยู่ภายในปรากฏออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ก็คือต้องมีลำดับความสำคัญก่อนหลัง ไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็จะเกิดความเฉื่อยชาได้ง่าย ทำให้ลักษณะของการดำเนินชีวิตประจำวันที่ถูกต้องเสียหายไปได้



วันที่ 19 พฤศจิกายน

อย่างไรก็ตาม จะต้องให้ความสำคัญและยกย่องอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้ามีลักษณะเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชี้นำก็ดี การส่งเสริมกำลังใจก็ดี ก็จะสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้อย่างลึกซึ้งและสื่อถึงกันได้


อธิบาย

ความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิกของสมาคมนั้นมีลักษณะที่ว่า ทั้งหมดเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินโดยเท่าเทียมเสมอภาคกัน และทุกคนมีภาระหน้าที่ที่เกิดมาชาตินี้คือ เพื่อการเผยแผ่ธรรม ดังนั้น แม้ภายนอกจะมีความแตกต่างกันต่างๆ นานา เช่น บางคนเป็นคนป่วย บางคนเป็นคนจน บางคนเป็นคนดื้อรั้น บางคนเป็นเศรษฐี บางคนมีความรู้มาก บางคนมีความรู้น้อย หรือต่างเชื้อชาติ ต่างสีผิว แต่ธาตุแท้ของทุกคนนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่ที่สำคัญจำเพาะของแต่ละคน ที่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่สามารถทำได้ ไม่มีใครทำแทนได้ ซึ่งกล่าวได้ว่า แต่ละคนต่างก็มีลักษณะเด่นของตนเอง ดังนั้น แม้จะเพิ่งเข้าศรัทธา หรืออายุยังน้อย เป็นชายหรือหญิง ยากดีมีจน เมื่อมีปัญหาหรือมีชะตากรรมปรากฏออกมา ก็ย่อมจะขอพบเพื่อปรึกษากับหัวหน้า และได้รับการส่งเสริมกำลังใจจากหัวหน้า เพื่อจะสามารถต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ ในเวลานั้น สิ่งสำคัญก็คือ หัวหน้าจะต้องยึดถือจิตใจที่มีความปรารถนาดีต่อเขาและคบค้ากับเขา

หมายความว่า พวกเราต่างก็เป็นลูกศิษย์เหมือนกัน มีเป้าหมายเดียวกันคือการบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ และเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ สมาชิกทั้งหมดจึงล้วนเป็นมิตรสหายกัน เป็นบุคคลที่มีความสำคัญ จึงมีความเชื่อถือไว้วางใจต่อกันและยกย่องซึ่งกันและกันถ้าคิดเช่นนี้แล้ว การให้คำชี้นำก็ดี การส่งเสริมกำลังใจก็ดี ทั้งหมดก็จะสามารถเข้าถึงชีวิตจิตใจของเขาได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจได้ แม้ว่าผู้อาวุโสอาจจะพูดไม่เก่ง อธิบายไม่ค่อยเก่ง แต่จิตใจของผู้อาวุโสหรือหัวหน้าที่มีความปรารถนาดีและยกย่องสมาชิกจะสามารถมีกระแสจิตสื่อถึงเขาได้ นี่คือสิ่งสำคัญสำหรับการชี้นำและส่งเสริมกำลังใจแก่สมาชิกนั่นเอง

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสมีความอวดดี เมินเฉยหรือดูถูกสมาชิก ถือว่าตัวเองรู้ธรรมะมากกว่า ศรัทธาเข้มแข็งกว่า ฯลฯ แล้ว ต่อให้คำชี้นำจะสวยหรูเพียงใด หรือให้คำชี้นำที่ฟังดูเลอเลิศขนาดไหน แต่ถ้าจิตใจไม่ยกย่อง ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความเอาใจใส่ต่อสมาชิกอย่างแท้จริงแล้ว ย่อมไม่สามารถเข้าถึงชีวิตจิตใจของเขาได้ ไม่ว่าจะพูดชี้นำนานแค่ไหน เสียงดังขนาดไหน และอธิบายมากมายขนาดไหน ทั้งหมดก็จะกลายเป็นการหมุนที่ว่างเปล่า ไม่มีประโยชน์ต่อสมาชิกเลยแม้แต่น้อย มีแต่ตัวหัวหน้าหรือผู้อาวุโสเองที่รู้สึกพอใจ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่า การที่ไม่ยกย่องสมาชิกและไม่ให้ความสำคัญต่อสมาชิกนั้น ไม่ใช่ลักษณะของผู้นำที่ดี ไม่มีสิทธิ์เป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลกซึ่งเป็นผู้ถือคำสั่งของพระพุทธะแห่งสมัยธรรมปลายในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น การที่จะสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้อย่างลึกซึ้งและสื่อถึงกันได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับหนึ่งขณะจิตของผู้อาวุโสหรือหัวหน้าที่ว่า มีความปรารถนาดีต่อเขาหรือไม่ มีการยกย่องต่อเขาหรือไม่ ให้ความสำคัญต่อเขาหรือไม่ หมายถึงมีความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่หรือไม่นั่นเอง นี่คือจุดสำคัญของลักษณะของผู้นำหรือหัวหน้าที่แท้จริงนั่นเอง

   

วันที่ 18 พฤศจิกายน

บุตรของสมาคมนั้น ขอให้ก้าวหน้าโดยยึดถือในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเต็มที่ ด้วยคำพูดหนึ่งคำที่ว่า “จะก้าวเดินไปบนหนทางของตนเอง” และสลักประวัติใหม่ด้วยธรรมะที่แท้จริงให้ส่องแสงวาววับอยู่ในร่างกายของตนเอง


อธิบาย

คำชี้นำนี้ถือเป็นเจตนารมณ์ของสมาคมของเรา เพราะถ้าพูดกันอย่างแท้จริงแล้ว เรื่องของตัวเองนั้น เป็นเรื่องที่ตัวเองจะต้องรับผิดชอบเอง นี่คือหลักเหตุผลที่เข้มงวดของกฎของสกลจักรวาล ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ก็ดี ญาติพี่น้องก็ดี สามีหรือภรรยาก็ดี หรือลูกๆ ก็ดี บุคคลเหล่านี้ แท้จริงแล้วไม่สามารถช่วยอะไรได้ เช่น ถ้ามีชะตากรรมหนัก เจ้าตัวเองก็จะต้องต่อสู้ท้าทายโดยยืนหยัดแต่เพียงผู้เดียว จนสามารถได้รับชัยชนะด้วยความรับผิดชอบของตนเอง สิ่งนี้เป็นหลักธรรมที่เข้มงวดของสกลจักรวาล

ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าองค์กรหรือสมาคมจะมีความเจริญก้าวหน้ามากมายเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ใช่เกิดจากการช่วยเหลือหรือได้รับการปกป้องจากองค์กรอื่นๆ กล่าวคือ บุตรของสมาคมเองคือผู้ที่จะต้องรับผิดชอบและปกป้องสมาคมอย่างเต็มที่ จึงจะสามารถต่อสู้เอาชนะอุปสรรค 3 มาร 4 ได้ แต่ถ้ามีจิตใจหวังพึ่งผู้อื่น ไม่รับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองแล้ว จิตใจเช่นนั้นจะทำให้ธรรมะของเราเสื่อมเสียลงตั้งแต่เวลานั้น ในทางกลับกัน แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติเตียน หรือกล่าวร้ายอย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังยึดถือเจตนารมณ์แห่งการไม่หวังพึ่งผู้อื่น และตัวเองจะรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยตั้งใจที่จะมอบความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเต็มที่ให้แก่สังคมแล้ว สมาคมของเราก็จะไม่พ่ายแพ้ต่ออุปสรรค 3 มาร 4

ซึ่งบุคคลที่ได้ต่อสู้ด้วยวิธีนี้โดยยึดถือธรรมะเป็นพื้นฐานนั้น จะสามารถสร้างประวัติอันสูงส่งและมีศักดิ์ศรีของธรรมะ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และจะดำรงคงอยู่ไปตลอดกาลนาน ดังเช่น ชาวนา 3 พี่น้องแห่งอาจึฮาระ ที่มีชีวิตในสมัยพระนิชิเร็นไดโชนิน เมื่อ 700 กว่าปีก่อน ที่ได้ชื่อว่า 3 วีรบุรุษแห่งอาจึฮาระ คือ ชินชิโร ยาโงโร และยาโรขุโร แม้ทั้ง 3 คนจะเป็นเพียงแค่ชาวนาธรรมดาๆ ไร้ชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นก็ตาม แต่ปัจจุบันนี้ ชื่อของทั้ง 3 ก็เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและได้รับการยกย่องสรรเสริญจากสมาชิก 10 ล้านคนในทั่วโลก 192 ประเทศเลยทีเดียว สิ่งนี้คือเกียรติประวัติที่พวกเขาได้สร้างไว้ และต่อไปก็จะยิ่งได้รับการยกย่องมากยิ่งๆ ขึ้น

ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้เชี่อมั่นว่า การต่อสู้ในทุกๆ วันของเรา จะเป็นการสร้างประวัติใหม่ที่มีค่าสำหรับตัวเราเอง และเพื่อที่จะสร้างประวัติใหม่ของตนเองนั้น แม้จะไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นก็ตาม ก็ขอให้รู้ตัวด้วยว่า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะสลักเป็นประวัติใหม่ด้วยธรรมะที่แท้จริงที่จะส่องแสงวาววับอยู่ในร่างกายและชีวิตของตนเองอย่างแน่นอน ซึ่งลูกหลานในอนาคตจะยกย่องสรรเสริญในคุณความดีของพวกเราที่ได้มีโอกาสต่อสู้ร่วมสมัยกับอาจารย์อิเคดะ โดยทำหน้าที่ต่างๆ ที่ได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชีวิตมนุษย์ของตนเอง ดังนั้น ขอให้ก้าวหน้าโดยยึดถือในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเต็มที่ ด้วยคำพูดหนึ่งคำที่ว่า “จะก้าวเดินไปบนหนทางของตนเอง” ตลอดไป



ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 18 พฤศจิกายน ค..1930 วันก่อตั้งสมาคมโซคา

วันที่ 18 พฤศจิกายน ค..1944 อาจารย์มาคิงุจิเสียชีวิต


 

วันที่ 17 พฤศจิกายน

เวลาดำเนินกิจกรรมความเคลื่อนไหวก็ขอให้ทำอย่างเต็มที่ เวลาพักผ่อน ก็ขอให้พักผ่อนให้สบาย เพราะการต่อสู้ที่ไม่มีพักผ่อนนั้น ตัวเองก็เหนื่อย ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดแม้แต่น้อย


อธิบาย

เรื่องการพักผ่อนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าไม่มีการพักผ่อน มีแต่การทำงานอย่างเดียว หรือดำเนินกิจกรรมการเคลื่อนไหวอย่างเดียว เราย่อมไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้น ทุกวันที่มีเวลาอยู่ 24 ชั่วโมงนั้น ในทางสังคมก็อาจจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ๆ ละ 8 ชั่วโมงดังนี้ คือ นอน 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง และเวลาส่วนตัวอีก 8 ชั่วโมง นี่เป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว แต่สำหรับพวกเรา ซึ่งเป็นสมาชิกเอสจีไอนั้น อยากจะบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ อยากจะเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ซึ่งมีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า เรากำลังปฏิบัติหน้าที่ของโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่ถือคำสั่งของพระพุทธะ ดังนั้น ในช่วงของเวลาส่วนตัว จึงใช้เพื่อการทำงานพระ เพื่อการเผยแผ่ธรรมอย่างเต็มที่ โดยเป็นการทำบุญถวายเวลาให้แก่โงะฮนซน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงมากอย่างแน่นอน

แต่การต่อสู้ทางด้านธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ เพื่อการบรรลุพุทธภาวะในชั่วชีวิตนี้ก็ดี การสะสมบุญวาสนาอันยิ่งใหญ่ของตัวเองก็ดี การเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเองก็ดี การชำระล้างอดีตกรรมชั่วให้หมดสิ้นไปก็ดี หรือการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ซึ่งเป็นการกระทำของโพธิสัตว์จากพื้นโลกก็ดี แน่นอนทีเดียวว่า ล้วนจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานอยู่แล้ว ดังนั้น การปฏิบัติของพวกเราจึงต้องมีจังหวะที่เหมาะสม บางครั้งก็ทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ บางครั้งก็พักผ่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ต่อไป

เปรียบเทียบได้กับคันธนู ถ้าสายธนูขึงไว้ตลอดเวลา นานเข้าก็หย่อนลง ดังนั้น เวลาที่ไม่ใช้ ก็จะเอาสายธนูออก เมื่อเวลาจะใช้ค่อยใส่เข้าไปใหม่ จึงจะสามารถมีแรงมากได้ ในทำนองเดียวกัน ถ้าจิตใจของเรามีความตึงเครียดอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็จะกลายเป็นความเหนื่อยล้ามากเกินไป พอถึงเวลาสำคัญจริงๆ กลับไม่สามารถแสดงพลังและศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การพักผ่อน ไม่ได้หมายถึงการเที่ยวเตร่สนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเองให้สามารถเจริญเติบโต และเพื่อการต่อสู้ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างที่พักผ่อน จึงต้องใช้เวลาให้มีคุณค่าที่สุด และมีประโยชน์สูงสุดมากกว่าที่จะเอาแต่สนุกอย่างเดียว เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องทุ่มเทเวลาทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ ก็อาจจะไม่มีเวลาสวดมนต์อย่างเพียงพอ หาเวลาอ่านธรรมนิพนธ์ได้ยาก หรือไม่มีเวลาคิดกำหนดเป้าหมายในอนาคตของตัวเอง ดังนั้น ในเวลาที่พักผ่อน เรื่องต่างๆ เหล่านี้ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ทำให้เวลาที่ล่วงผ่านไปของการพักผ่อนนั้น ไม่ต้องหวนเสียใจในภายหลัง นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก ไม่เช่นนั้นแล้ว ช่วงเวลาพักผ่อนที่ควรจะเป็นการเติมพลังให้มีชีวิตชีวา ทำให้มีความเข้าใจเรื่องราวทางด้านธรรมะ ไตร่ตรองเรื่องทางสังคม ก็จะพลาดโอกาสไป


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 17 พฤศจิกายน ค..1946 จัดประชุมใหญ่ของสมาคม ครั้งที่ 1

 

วันที่ 16 พฤศจิกายน

ก่อนอื่น จงเอาชนะเรื่องเล็กๆ ให้ได้ และจงรู้ไว้ว่า สิ่งนี้จะเป็นรากฐานของชัยชนะที่ยิ่งใหญ่


อธิบาย

เรื่องเล็กมองดูผิวเผินแล้วก็อาจจะคิดว่า ปัจจุบันนี้ไม่มีความสำคัญ เป็นเรื่องธรรมดาๆ อยากจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ เช่น อาจารย์ชี้นำว่า ผู้นำควรจะพยายามหาเวลาอ่านธรรมนิพนธ์หรือสิ่งพิมพ์ของสมาคมอย่างน้อยวันละ 20 นาที ซึ่งฟังแล้วคิดว่าจะทำก็ไม่ยาก เช่น อ่านบนรถเมล์ หลังทานอาหารเย็น หลังจากสวดมนต์เย็น หรือก่อนนอนก็ได้ ถ้าขยันอ่านสม่ำเสมอทุกวัน วันละ 20 นาที 1 ปีก็จะสามารถอ่านได้รวม 122 ชั่วโมง ซึ่งสะสมได้มากมายขนาดนี้

แต่ถ้าคิดว่า เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยอ่านก็ได้ พอพรุ่งนี้ ก็คิดว่าเอาไว้มะรืนนี้อ่านก็ได้ ในที่สุด ทั้งปีก็อ่านไม่ถึงชั่วโมง อ่านไม่ครบสักเล่ม ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้เล่านิทานธรรมะอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า นกคันคุโจ 2 ตัวที่อาศัยอยู่บนภูเขาหิมาลัย เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศจะหนาวจัด ออกหากินยากลำบาก ซึ่งมันก็รู้ดีว่า ขณะที่อากาศปลอดโปร่งเช่นนี้ ควรจะต้องออกไปหาใบไม้แห้งมาสร้างรัง จึงจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดพ้นฤดูหนาวไปได้ แต่แล้วก็ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยทุกวัน ตอนกลางคืนตัวผู้ก็บอกกับตัวเมียว่าพรุ่งนี้จะทำรัง แต่พรุ่งนี้ก็ตื่นสาย และเที่ยวเล่นไปอย่างสนุกสนาน พอตกกลางคืนก็พร่ำพูดแต่คำเดิม โดยไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่น้อย ในที่สุด ก็หนาวตายไปทั้งสองตัว

ความศรัทธาของเราก็เช่นกัน การปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นนั้น ถ้าตั้งใจทำก็สามารถทำได้ง่าย แต่ถ้าอ้างว่าวันนี้ไม่มีเวลา รอเย็นนี้ค่อยสวด แต่พอตกเย็น ก็บอกว่าเหนื่อย ง่วงนอน พรุ่งนี้เช้าค่อยสวด พอพรุ่งนี้เช้าก็ตื่นสายอีก และไม่มีเวลาสวดมนต์เช้า การไม่ขยันหมั่นเพียรในการสวดมนต์เช้าเย็น ไม่ขยันหมั่นเพียรในการอ่านธรรมะ แม้ว่าวันหนึ่งผ่านไปก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกเกิดขึ้น แต่เมื่อผ่านไป 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็อาจถอยศรัทธาไป และในที่สุด ก็พบกับความทุกข์ เพราะเมินเฉยต่อการปฏิบัติรากฐานของธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง ซึ่งเรื่องราวในสังคมก็มีให้เห็นตัวอย่างมากมาย เช่น การแปรงฟัน หลังจากรับประทานอาหารแล้วไม่แปรงฟัน หากปล่อยทิ้งไป 1 วัน ถ้าไม่แปรงฟันครึ่งปี หรือ 1 ปีแล้ว ก็จะมีอาการปวดฟันอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่มีชัยชนะในเรื่องเล็กๆ ก็เท่ากับไม่สามารถมีชัยชนะในเรื่องใหญ่ได้เลย

สรุปได้ว่า สิ่งสำคัญก็คือ อย่าเมินเฉยต่อเรื่องเล็ก จะต้องขยันขันแข็งทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สุดกำลังความสามารถ ไม่พ่ายแพ้จิตใจที่อ่อนแอของตัวเอง นี่คือรากฐานสำคัญที่จะสามารถได้รับชัยชนะทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมนุษย์

 

วันที่ 15 พฤศจิกายน

ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม จะต้องก้าวหน้าไปสู่ชัยชนะให้ได้ จะต้องผนึกกำลังเข้าด้วยกัน จะต้องสามัคคีกัน เพราะไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้ว นอกจากความสามัคคีกัน


อธิบาย

การเผยแผ่ธรรมไพศาลจะสำเร็จหรือไม่นั้น หลักสำคัญอยู่ที่สมาชิกทั้งหลายสามารถผนึกกำลังเข้าด้วยกันหรือไม่ มีความสามัคคีแน่นแฟ้นหรือไม่ แต่ในขณะเดียวกัน ความสามัคคีก็จะต้องสามารถสอดคล้องกลมกลืนและมีสามัญสำนึกด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถเป็นความสามัคคีที่สร้างคุณค่าอย่างมากมาย

ในองค์กรของสมาคมแบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายผู้ใหญ่ชาย ฝ่ายผู้ใหญ่หญิง ฝ่ายยุวชนชาย และฝ่ายยุวชนหญิง แต่เมื่อได้รับนโยบายแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็นำไปปฏิบัติให้เหมาะสมตามหน้าที่ของตน ถ้าเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าทุกอย่างต้องรอทำพร้อมกันแล้ว งานก็ล่าช้า ไม่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมากมาย เช่น ปีนี้มีนโยบายให้เยี่ยมสมาชิกให้ทั่วถึง จึงคิดว่า ต้องรอให้พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้ง 4 ฝ่ายจึงไปเยี่ยมบ้านหนึ่ง นี่คือความสามัคคี เรื่องนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ และขาดสามัญสำนึก

เปรียบเหมือนกับครอบครัวที่มีพ่อแม่ลูกรวมกัน 4 คน ตอนอาหารเช้า ก็จะอยู่พร้อมหน้าทานอาหารเช้าด้วยกัน จากนั้น คุณพ่อก็ไปทำงาน คุณแม่ก็อยู่ดูแลบ้าน ลูกชายก็ไปโรงเรียน ลูกสาวก็ไปธุระ ซึ่งต่างคนต่างมีธุระของตัวเอง แต่แม้จะไม่อยู่พร้อมหน้า ต่างก็รู้ว่า แต่ละคนอยู่ที่ไหนกันบ้าง จึงไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อถึงเวลากลับบ้านแล้ว หากมืดค่ำแล้ว คนไหนยังไม่กลับ ถ้าติดต่อกลับให้คนที่บ้านทราบก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าขาดการติดต่อ นึกจะแวะไปที่ไหนก็ไปโดยไม่บอกกล่าว ทุกคนในบ้านก็ย่อมจะต้องเป็นห่วงว่าเกิดอุบัติเหตุ หรือถูกจี้ปล้นหรือไม่

ทำนองเดียวกัน สมาชิกใน 4 ฝ่ายก็ให้พยายามต่อสู้ในกิจกรรมของฝ่ายของตนเองอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็จำเป็นต้องรู้ว่า แต่ละฝ่ายมีนโยบายมีการเคลื่อนไหวอะไรอยู่ ซึ่งมีจิตใจที่สอดคล้องกลมเกลียวกันเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถมีความสามัคคีที่แน่นแฟ้นได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่มีการปรึกษาหารือกันของ 4 ฝ่าย ไม่มีการติดต่อประสานงานกัน อ้างแต่ว่า มีความสามัคคีในฝ่ายของตนเองอย่างเดียวก็พอแล้วนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าได้มากเท่าที่ควร ไม่สามารถทำให้เป้าหมายบรรลุผลสำเร็จได้

สรุปได้ว่า ความสามัคคีที่แท้จริงคือ ต้องสามัคคีโดยสอดคล้องกลมกลืนกันเป็นสำคัญ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว คุณสมบัติพิเศษและความสามารถของแต่ละคนใน 4 ฝ่ายก็จะสามารถปรากฏออกมาได้อย่างเต็มที่ และได้รับชัยชนะที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามแน่นอน



วันที่ 14 พฤศจิกายน

จงเคลื่อนไหวอย่างขะมักเขม้น จงพูดและป่าวประกาศอย่างกระตือรือร้น นี่คือหลักสำคัญที่ทำให้ตัวเองก้าวหน้าได้อีกก้าวหนึ่ง และการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลก็ก้าวหน้าอีกก้าวหนึ่งได้


อธิบาย

ในการปฏิบัติศรัทธา เราจะต้องปฏิบัติในลักษณะของผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ ไม่เช่นนั้น การเผยแผ่ธรรมไพศาลก็ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ การบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตก็ไม่สำเร็จ เช่น มนุษย์ชอบเลี้ยงแมว เพื่อคอยไล่จับหนู เลี้ยงสุนัขเพื่อให้คอยเฝ้าบ้าน แต่ถ้าแมวหรือสุนัขต้องคอยให้เจ้าของสั่ง จึงจะออกไปจับหนูหรือไล่จับโจรก็คงจะแย่ทีเดียว ตอนกลางวันก็อาจจะพอเป็นไปได้ แต่ตอนกลางคืนซึ่งมนุษย์หลับนอนไปแล้ว ถ้าแมวและสุนัขไม่ทำงานของตัวเอง ต้องรอให้เจ้านายสั่งแล้ว ก็เป็นแมวและสุนัขที่ไม่น่าเลี้ยงเอาไว้

หมายความว่า เมื่อเราปฏิบัติศรัทธาสัก 3 ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปี ก็พอจะรู้หน้าที่ของตัวเองได้ว่า ไม่ได้ปฏิบัติศรัทธาเพื่อประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ยังจะต้องเอาใจใส่ผู้อื่น และชักชวนแนะนำธรรมแก่ผู้อื่น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของโพธิสัตว์จากพื้นโลก อันเป็นจุดมุ่งหมายที่เราเกิดมาในชาตินี้ แต่ถ้าจะต้องให้หัวหน้าคอยบอกให้ไปดูแลสมาชิก ไปชักชวนแนะนำธรรม เมื่อหัวหน้าไม่บอกก็ไม่ทำ ลักษณะเช่นนี้เป็นความศรัทธาหรือการปฏิบัติแบบผู้ถูกกระทำ สมาชิกก็จะรู้สึกได้ว่า หัวหน้าคนนี้ไม่มีความเมตตากรุณา ไม่เห็นอกเห็นใจสมาชิก ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสมาชิก เช่นนั้นแล้ว ตัวเองก็ไม่มีการเจริญเติบโต สมาชิกก็ไม่เจริญก้าวหน้า

ในทางกลับกัน คนที่รู้สำนึกในภาระหน้าที่ของตน แม้จะไม่มีใครสั่งหรือชี้แนะ ก็พยายามทำให้ภาระหน้าที่ของตนเองบรรลุผลโดยเรียบร้อย นี่คือลักษณะของผู้ที่เคลื่อนไหวอย่างขะมักเขม้น เช่นนี้แล้ว ระบบการก็ดี สมาชิกก็ดี ก็จะสามารถเข้มแข็งมากขึ้น มีความก้าวหน้ามากขึ้นได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ พยายามใช้ร่างกายของเราออกไปเคลื่อนไหว พยายามใช้ปากของเราออกไปพูดและป่าวประกาศว่าธรรมะของเราสูงส่งเพียงไร โงะฮนซนมีอานุภาพมากมายเพียงไร ปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินดีเลิศเพียงไร ซึ่งมีจิตใจที่กระตือรือร้นจนเก็บเอาไว้ไม่อยู่ จะต้องออกไปประชุม ออกไปเยี่ยมสมาชิก ออกไปชักชวนแนะนำธรรม เป็นต้น

สรุปได้ว่า การเคลื่อนไหวในลักษณะของผู้กระทำนั้น ไม่ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่ก็ตาม ก็ยึดมั่นและเชื่อมั่นว่าโงะฮนซนรับรู้ และอาจารย์อิเคดะก็เข้าใจดี แค่นี้ก็พอใจแล้ว นอกนั้น แม้จะไม่มีใครรู้เห็นก็คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งเป็นการศรัทธาที่ซื่อสัตย์บริสุทธิ์และว่านอนสอนง่ายแล้ว ก็จะสามารถเข้มแข็งขึ้น และก้าวหน้าขึ้นได้อย่างแน่นอน และสิ่งนี้คือหลักสำคัญในการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตและการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกบรรลุผลสำเร็จ


 

วันที่ 13 พฤศจิกายน

จงสวดไดโมขุดีกว่าบ่น จงขัดเกลาตนเองดีกว่าวิพากษ์วิจารณ์ จงขอคำปรึกษาดีกว่ากลัดกลุ้มใจ จงปฏิบัติดีกว่าวิตกกังวล


อธิบาย

คำชี้นำ 4 ประการนี้เป็นรากฐานของการปฏิบัติธรรมของเรา

สำหรับการบ่นนั้น จะทำให้บุญวาสนาที่เราสู้อุตส่าห์สะสมมายาวนานหายไปหมด เพราะการบ่นจะเข้าถึงการสงสัยต่อโงะฮนซน เช่น บ่นว่า ศรัทธามาตั้งนาน การค้าดีขึ้น แต่เรื่องเจ็บป่วยยังไม่หาย ถ้าพูดหรือคิดแบบนี้ ก็หมายความว่า การค้าดีขึ้นก็ขอบคุณต่อโงะฮนซน แต่เจ็บป่วยยังไม่หายก็ไม่ขอบคุณต่อโงะฮนซน อันที่จริง เมื่อการค้าดีขึ้น ก็จะต้องรู้สึกขอบคุณต่อโงะฮนซนอย่างเต็มที่ จึงจะสามารถสะสมบุญวาสนามากขึ้น แต่บอกว่า เจ็บป่วยยังไม่หาย ก็คือ สงสัย บ่น และวิจารณ์ต่อโงะฮนซน หมายความว่า เรื่องการค้าดีขึ้นแม้จะรู้สึกขอบคุณโงะฮนซน แต่จากนั้นก็บอกว่า เจ็บป่วยยังไม่หาย เท่ากับปฏิเสธต่อโงะฮนซน ไม่ขอบคุณต่อโงะฮนซน ที่ยังไม่ช่วยให้หายป่วยเสียที ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แม้จะศรัทธามานาน เรื่องเจ็บป่วยก็ไม่สามารถหายได้แน่นอน

ท่าทีจิตใจที่ถูกต้องควรจะรู้สึกว่า ขอบคุณโงะฮนซนเพราะช่วยให้การค้าดีขึ้น แต่เรื่องไม่สบายนั้นเป็นเพราะตัวเองมีชะตากรรมหนัก หรือความศรัทธายังไม่เข้มแข็งพอ แต่ก็เชื่อมั่นว่า เมื่อการค้าก็ดีขึ้นได้ อีกไม่นานเรื่องเจ็บป่วยก็จะสามารถหายได้ และพยายามสวดมนต์ต่อโงะฮนซน เช่นนี้แล้ว ความเจ็บป่วยก็จะสามารถหายเร็วขึ้นได้ แม้ว่าจะสวด 1 คำก็มีค่ามากกว่าการบ่นเป็นร้อยคำ พันคำที่ไร้ค่า เพราะการบ่นไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกับเอาจำนวน 0 บวกกับ 0 แม้จะบวกไปอีกกี่ 0 ก็ยังมีค่าเป็น 0 เท่าเดิม แต่การสวดไดโมขุ ยิ่งสวดมากก็ยิ่งสะสมบุญวาสนามากขึ้น ทำให้โลกพุทธะปรากฏออกมาในชีวิตของเราได้ สำหรับคนที่ชอบบ่นนั้น กล่าวได้ว่า เป็นคนจิตใจขี้ขลาด ศรัทธาอ่อนแอก็ว่าได้ แต่คนที่กล้าหาญ จิตใจเข้มแข็ง และความศรัทธามั่นคงแน่วแน่นั้น ไม่ว่ามีเรื่องอะไร ก็จะสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวก่อน ดังนั้น จึงกล่าวว่า การสวดไดโมขุดีกว่าการบ่น

สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ หมายความว่า ตัวเองไม่มีความรับผิดชอบ เที่ยวโทษว่าคนอื่นไม่ดี ตัวเองดีหมด ซึ่งมีความคิดที่เห็นแก่ตัวและอวดดีได้ง่าย ไม่เคยมีการสำรวจตัวเอง ไม่มีความถ่อมตัว มีแต่กล่าวหาว่าคนอื่นไม่ดี ตัวเองไม่เคยผิดพลาด ไม่ยอมรับว่าสาเหตุที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเอง การวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นรังแต่จะทำให้ไม่สบายใจ เกิดความขัดแย้ง ทะเลาะกัน และไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะสภาพชีวิตตกอยู่ใน 4 โลกชั่วนั่นเอง

เช่น จบการศึกษาและหางานได้แล้ว แต่ไม่นาน บริษัทเลิกกิจการ ทำให้ต้องตกงาน ก็วิจารณ์ว่าบริษัทไม่ดี ผู้จัดการไม่ดี เจ้านายไม่ดี แต่ถ้ามองดูอย่างลึกซึ้งแล้วก็คือตัวเองไม่มีบุญวาสนา จึงเลือกเข้าทำงานในบริษัทที่ไม่ดี ดังนั้น ควรจะเข้าใจว่า เนื่องจากความศรัทธาของตนเองไม่เข้มแข็ง จึงเลือกได้งานนี้และในที่สุดต้องตกงาน ต่อไป ก็จะพยายามสวดมนต์ให้มากมายพร้อมกับหางานใหม่ที่ดีและเหมาะสมกับตนเอง หมายความว่า แม้ตอนนี้จะตกงาน ก็ไม่บ่น ไม่วิจารณ์ แต่จะสำรวจตัวเองและพยายามต่อสู้ต่อไป แล้วก็จะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างแน่นอน

กล่าวคือทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราเหมือนกับเงา การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นจึงเท่ากับวิพากษ์วิจารณ์ชีวิตตนเอง แต่ถ้าหมั่นสำรวจและขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ สภาพชีวิตก็จะอยู่ที่โลกโพธิสัตว์ ดังนั้น จึงกล่าวว่า จงขัดเกลาตนเองดีกว่าวิพากษ์วิจารณ์

สำหรับเรื่องความกลัดกลุ้มใจกับปัญหานั้น เนื่องจากชีวิตของเรามักจะอ่อนแอ สภาพชีวิตต่ำ จึงถูกกระทบกระเทือนจากปัญหาความกลุ้มใจได้ง่าย แม้ว่าอยากจะแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่มีพลังชีวิต ความนึกคิดก็คับแคบและตื้นเขิน จึงไม่สามารถคิดหาวิธีที่ดีที่สุดได้ ถ้าคิดได้ก็เกิดจากสภาพชีวิตใน 4 โลกชั่ว ซึ่งไม่ใช่วิธีที่จะแก้ไขได้อย่างดี ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ควรจะต้องขอคำปรึกษาจากผู้อาวุโส เพื่อจะได้เข้าใจว่า ความนึกคิดของตนเองผิดที่ไหน หนึ่งขณะจิตไม่ถูกต้องอย่างไร เมื่อได้รับการชี้นำและส่งเสริมจากผู้อาวุโสแล้ว ก็จะเกิดความตั้งใจใหม่ มีจิตใจกล้าหาญที่จะต่อสู้ท้าทายกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องกลุ้มใจเองคนเดียว

เช่น ต้องหาเงินให้ได้ภายใน 2 อาทิตย์ แต่หมุนเงินไม่ทัน เมื่อกลุ้มอยู่คนเดียวก็ลืมนึกถึงโงะฮนซน แต่กลับคิดขึ้นมาได้ว่าจะชวนสมาชิกเล่นแชร์ ก็จะได้เงินเร็ว แต่ไม่มีเพื่อน จึงชวนให้สมาชิกร่วมวงแชร์ วิธีนี้ตัวเองคิดว่าดีที่สุด เพราะการค้าก็ไม่ต้องล้ม สมาชิกก็ได้ดอกเบี้ย แต่เรื่องนี้ถ้ามองจากทางด้านธรรมแล้ว จะสร้างความเสียหายต่อระบบการ กล่าวคือระบบการหรือองค์กรของสมาคมไม่เหมือนกับองค์กรของสังคมทั่วไป เพราะเป็นองค์กรหรือระบบการเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลและเพื่อการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต ซึ่งเป็นองค์กรที่สะอาดบริสุทธิ์ แต่ถ้ามีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องกันในหมู่สมาชิกแล้ว ก็มักจะเกิดปัญหาขึ้นได้ง่าย เมื่อมีปัญหา สมาชิกก็จะมีอคติต่อกัน ทะเลาะกัน ฟ้องร้องกัน วิพากษ์วิจารณ์กัน จึงเป็นการทำร้ายธรรม ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไร จึงควรจะปรึกษาผู้อาวุโสเป็นหลัก

สำหรับเรื่องความวิตกกังวลนั้น ถ้าเอาแต่วิตกกังวลแล้วก็ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าหรือพัฒนาได้ เพราะเอาแต่เสียใจ เจ็บใจ กลุ้มใจ เศร้าใจ ซึ่งเป็นลักษณะที่หันหน้าหาอดีตเท่านั้น ไม่หันหน้าหาอนาคต จึงไม่ก้าวหน้าแม้แต่ก้าวเดียว ในที่สุดก็จะหมดกำลังใจ สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง และพลังหรือปัญญาที่มีอยู่ในตัวก็ไม่สามารถปรากฏออกมา ในที่สุด ก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามบุญตามกรรม เกียจคร้าน และปล่อยปละละเลยต่อการงานอาชีพ

ในทางกลับกัน เมื่อมีเป้าหมาย แต่ยังทำไม่สำเร็จ หรือมีปัญหาแต่ยังแก้ไขไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ พยายามสวดมนต์ให้มากขึ้น ไปเยี่ยมเยียนสมาชิกมากขึ้น ตั้งเป้าหมายสวดไดโมขุ 1 ล้านคำ พยายามอ่านธรรมนิพนธ์อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ซึ่งพยายามต่อสู้ท้าทายด้วยร่างกายของตนเอง สุดท้าย ก็จะสามารถแก้ไขเรื่องที่ไม่ดีหรือความกังวลใจได้ เมื่อปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังเต็มที่แล้ว ก็จะสามารถตีแตกจิตใจที่วิตกกังวลหรือมืดมนไปได้ มีจิตใจร่าเริงเบิกบาน และมีชีวิตชีวามากขึ้นได้

เช่น ในการสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ก่อนสอบมีความมั่นใจว่าจะสามารถสอบเข้าได้ แต่ปรากฏว่าสอบไม่ได้ ก็ไม่อยากจะเรียนอีกแล้ว เพราะคิดว่าติวมาไม่พอ เรียนมาไม่พอ หรือสวดมนต์ไม่พอ ซึ่งคิดวนกลับไปมาอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สร้างคุณค่าแม้แต่น้อย แต่ถ้าตัดสินใจว่า ยอมรับว่าปีนี้เรียนหนังสือไม่เต็มที่ ความศรัทธาไม่มั่นคง จึงสอบตก แต่คราวหน้าจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก และพยายามเรียนหนังสือต่อไปเพื่อปีหน้า พยายามสวดมนต์เพื่อปีหน้า ซึ่งมีการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ความวิตกกังวลก็จะหมดไปโดยธรรมชาติ กลับมีชีวิตชีวามากขึ้น หลังจากนั้นอีก 5 ปี 10 ปี เมื่อมองย้อนกลับมา ก็สามารถเข้าใจได้ว่า ตอนที่สอบตกครั้งนั้นเป็นโอกาสที่ดีของเรา เพราะถ้าไม่มีประสบการณ์เช่นนี้แล้ว ก็คงจะไม่มีตัวเราในทุกวันนี้ เพราะสอบตก จึงรู้ตัวต่อการศรัทธาของตนเอง จึงสามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นมากกว่าเดิมเข้มแข็งกว่าเดิมได้ การสอบตกจึงกลายเป็นปัจจัยที่ดี ซึ่งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีการสูญเปล่า เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า “จงปฏิบัติดีกว่าวิตกกังวล”

 

วันที่ 12 พฤศจิกายน

ความทุกข์ของตัวเองก็ดี ความปรารถนาของตัวเองก็ดี ขอให้อธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจัง ยิ่งกว่านั้น ขอให้ผู้คนทั้งหลายอธิษฐานเพื่อความก้าวหน้าของการเผยแผ่ธรรมไพศาลร่วมกัน โดยไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อมารเป็นอันขาด


อธิบาย

เป้าหมายที่เราปฏิบัติศรัทธาในพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็เพื่อให้ตัวเราเองมีความสุข ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อแรกเริ่มศรัทธาก็จะอธิษฐานเรื่องความปรารถนาส่วนตัว แต่เมื่อศรัทธาไปสัก 3 ปี 5 ปี 70 ปี หรือ 10 ปี ก็ค่อยๆ รู้ตัวว่า การอธิษฐานแต่เรื่องส่วนตัวนั้นเป็นการอธิษฐานที่เห็นแก่ตัว จิตใจคับแคบ เพราะตอนที่เรารับโงะฮนซนและปฏิบัติศรัทธาอย่างเต็มที่แล้ว ความทุกข์กลุ้มใจของเราก็แก้ไขได้สำเร็จ จนไม่สามารถเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจคนเดียว จึงอยากจะอธิบายและเผยแพร่ให้แก่ผู้อื่น เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้จักโงะฮนซน และจมปลักอยู่กับความทุกข์ให้สามารถมีความสุขด้วยเช่นกัน ซึ่งเข้าสู่เป้าหมายที่ 2 ที่เรียกว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาล

แต่บางครั้งบางคราว เมื่อศรัทธานานวันเข้า เข้าใจธรรมะลึกซึ้งขึ้น ก็อาจจะคิดกลับกันว่า เป้าหมายอันยิ่งใหญ่เพื่อการเผยแผ่ธรรมคือรากฐานในการปฏิบัติของเรา ส่วนเรื่องส่วนตัวของตัวเองหรือครอบครัว อาชีพการงานเป็นเรื่องเล็ก จึงค่อยๆ เมินเฉยต่อเรื่องนี้ไป เพราะมั่นใจว่า เรายึดถือเป้าหมายอันยิ่งใหญ่เพื่อการเผยแผ่ธรรมแล้ว เรื่องที่เหลือก็เป็นเรื่องเล็ก จึงเมินเฉย ไม่เอาใจใส่อย่างเต็มที่ ไม่สนใจอธิษฐานต่อโงะฮนซน แต่ความคิดเช่นนี้เป็นความเข้าใจผิด เพราะปัญหาส่วนตัว เป็นการแสดงปรากฏออกมาของชะตากรรมของตนเอง จึงจำเป็นต้องรับผิดชอบแก้ไขให้หมดสิ้นไป นี่คือหน้าที่ส่วนตัวของเรา แต่เรื่องการเผยแผ่ธรรมไพศาล เป็นหน้าที่ในส่วนที่เป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก

ดังนั้น การคิดว่าเรื่องการเผยแผ่ธรรมสำคัญกว่าเรื่องส่วนตัว ถ้ามองดูอย่างเข้มงวดจากทางด้านธรรมะแล้ว แสดงว่า บุคคลนี้ไม่ยอมรับและไม่อยากต่อสู้ท้าทายกับชะตากรรมของตัวเอง มีจิตใจขี้ขลาด หลีกหนีจากชะตากรรมของตัวเอง และอ้างว่า ตัวเราพยายามปฏิบัติศรัทธาอยู่ พยายามต่อสู้ตามนโยบายของสมาคม เรื่องครอบครัวก็ไม่ต้องสนใจ ปล่อยทิ้งเอาไว้ แล้วก็จะแก้ไขได้เองโดยธรรมชาติ เพราะโงะฮนซนจะจัดการให้เอง การคิดแบบนี้เท่ากับพึ่งพาอาศัยโงะฮนซน และทำตามอำเภอใจของตนเอง อันที่จริง ชะตากรรมเป็นเรื่องที่เจ้าตัวได้สร้างกรรมชั่วในอดีตชาติ และปรากฏผลออกมาเป็นความทุกข์ในปัจจุบัน เจ้าตัวจึงต้องรับผิดชอบเป็นผู้แก้ไขด้วยตัวเอง แต่กลับไม่สนใจ เมินเฉย ไม่เอาใจใส่ และหวังว่า ถ้าทำงานพระแล้ว กรรมของเราก็จะหมดไปได้เอง ลักษณะนี้เป็นความศรัทธาแบบงมงาย

เช่น วันนี้สามีดื่มเหล้า แต่พรุ่งนี้คนที่เมาคือภรรยา ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ ความจริงก็คือ ถ้าสามีดื่ม คนที่เมาก็คือสามีแน่นอน หรือวันนี้ขโมยของคนอื่น พรุ่งนี้หรือสักวันก็จะถูกตำรวจจับ เป็นไปไม่ได้ว่า เราเป็นคนขโมย แต่ตำรวจไปจับเพื่อนแทน ในทำนองเดียวกัน ใครเป็นผู้สร้างกรรม ก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขชะตากรรมด้วยตัวเอง พร้อมกันนั้น ก็อธิษฐานเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกด้วย เช่นนี้จึงจะเป็นลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้อง

จึงอาจกล่าวได้ว่า เรื่องส่วนตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรื่องส่วนตัวไม่แก้ไข อ้างแต่การเผยแผ่ธรรมไพศาลแล้ว แสดงว่า คำพูดกับการกระทำไม่ตรงกัน ดังนั้น จะต้องสวดมนต์อธิษฐานอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ของตนเองด้วย มิฉะนั้น ก็ไม่มีสิทธิชี้นำสมาชิกได้

แท้จริงแล้ว ความทุกข์หรือปัญหาของเรานั้นมีความสำคัญและเข้มงวด ดังนั้น จะต้องต่อสู้ท้าทายด้วยจิตใจที่กล้าหาญเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเองให้สำเร็จ จึงจะสามารถทำให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก้าวหน้ามากขึ้นได้

สิ่งสำคัญก็คือ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้ารอบตัวเรามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ควรจะต้องพยายามอธิษฐานต่อโงะฮนซนอย่างเอาจริงเอาจังให้สามารถแก้ไขทีละเรื่องๆ ให้สำเร็จลุล่วง ถ้าเอาแต่ว่า ทำงานพระ ต่อสู้ในการศึกษาธรรม เรื่องเล็กน้อยที่เป็นเรื่องส่วนตัวไม่ต้องสนใจแล้ว ภายหลังเรื่องเล็กก็สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้

เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ความทุกข์ของตัวเองก็ดี ความปรารถนาของตัวเองก็ดี ขอให้อธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจัง” แสดงว่า คนที่ไม่อธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจังต่อความทุกข์ของตนเอง คือคนที่พ่ายแพ้มารในชีวิตของตนเอง ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องระมัดระวังความศรัทธาของตัวเอง ซึ่งเป็นลักษณะของความศรัทธาก็คือการดำเนินชีวิตนั่นเอง



วันที่ 11 พฤศจิกายน

จัดการประชุมให้สนุกสนาน มีการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญ แสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงโดยสงบ บ่อเกิดของสิ่งเหล่านี้มาจากการสวดไดโมขุประจำวันและการนอนหลับสนิทที่พักผ่อนอย่างเพียงพอ


อธิบาย

ไดโมขุแห่งนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวคือหัวใจของธรรมะทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราหันหน้าต่อโงะฮนซน พนมมือและสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวแล้ว ก็จะสามารถทำให้ชีวิตของเรามีพลังมากขึ้นได้ เพราะว่า ธาตุแท้ของมนุษย์ก็คือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ตัวตนของโงะฮนซนก็คือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ธาตุแท้ของชีวิตของจักรวาลก็คือนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเช่นกัน กล่าวคือ ชีวิตของเรา ชีวิตของโงะฮนซน และชีวิตของจักรวาลจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น เมื่อเราสวดมนต์ต่อโงะฮนซน และสามารถมีสภาพชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับโงะฮนซนแล้ว ก็แสดงว่า โลกพุทธะที่ซ่อนอยู่ในชีวิตของเราที่เรียกว่านัมเมียวโฮเร็งเงเคียวก็จะปรากฏออกมา ทำให้นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวในชีวิตของเรา นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวของโงะฮนซน และนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวของสกลจักรวาลสามารถมีกระแสจิตติดต่อกันได้ เมื่อนั้น แม้ว่าชีวิตของมนุษย์เราจะเป็นตัวตนเล็ก มีพลังชีวิตอ่อนแอ และมีอุปนิสัยเหลวไหล เป็นคนยากจน หรือบุคคลประเภทใดก็ตาม ทั้งหมดก็จะสามารถเป็นชีวิตหนึ่งเดียวกับตัวตนของนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวได้ ด้วยเหตุนี้ การสวดมนต์นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวต่อโงะฮนซนจึงสำคัญมาก หมายความว่า ถ้าไม่มีโงะฮนซนแล้ว แม้ภายในชีวิตของเราจะมีนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวซึ่งเป็นโลกพุทธะที่สูงส่งซ่อนอยู่ ก็ไม่สามารถแสดงปรากฏออกมาได้ เช่นเดียวกับคนทั่วไปในสังคม เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสวดมนต์ทุกเช้าเย็นในทุกวันของเราจึงมีความสำคัญมากด้วยเหตุผลที่ได้อธิบายมาข้างต้น

ถ้าพวกเราขยันสวดมนต์ ขยันปฏิบัติศรัทธาแล้ว ชีวิตของเราก็จะกลายเป็นโลกโพธิสัตว์หรือโลกพุทธะที่มีเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานของชีวิต ส่วนคนที่ขี้เกียจ สวดมนต์บ้างไม่สวดมนต์บ้าง เวลาเบื่อก็หยุด มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็กลับมาสวดมนต์ต่อ เช่นนี้แล้ว สภาพชีวิตก็จะเป็น 4 โลกชั่วหรือ 6 โลกแรก (โลกนรก โลกเปรต โลกเดรัจฉาน โลกอสูร โลกมนุษย์ และโลกเทวะ) เป็นพื้นฐานชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะศรัทธามายาวนานแค่ไหน ก็ไม่สามารถรู้ตัว ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ และไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้

เมื่อมนุษย์เรามีความกลุ้มใจ กังวลใจ เสียใจหรือเจ็บใจ ก็จะไม่สามารถนอนหลับได้สนิท คิดวนเวียนไปมาจนปวดศีรษะแค่นั้น แต่ถ้าทุกวันมีการสวดมนต์อย่างเพียงพอ มีการต่อสู้อย่างเต็มที่ในลักษณะที่ไม่รู้สึกเสียใจภายหลังแล้ว สภาพชีวิตก็จะมีความหนักแน่น ร่าเริง สะอาดบริสุทธิ์ แน่นอนว่า เวลาเข้านอนก็สามารถนอนหลับสนิท รุ่งเช้าก็จะมีความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ดำเนินชีวิตก็ต่อสู้ได้เต็มที่ สนุกสนานกับการงานอาชีพ จัดประชุมก็มีชีวิตชีวา และต่อสู้อย่างกล้าหาญได้ ถ้าการเคลื่อนไหวเป็นไปในลักษณะนี้แล้ว แน่นอนว่า จะสามารถได้รับบุญกุศลจากโงะฮนซนอย่างแน่นอน และสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงออกมาได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก่อนอื่น จะต้องสวดมนต์เป็นพื้นฐาน จึงจะเป็นลักษณะของความศรัทธาที่ถูกต้องของสมาชิกของสมาคม

  

วันที่ 10 พฤศจิกายน

ขอให้มีชีวิตโดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน จากนั้น ให้ค้นพบการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมแก่ตนเอง อย่างไรก็ตาม บ่อเกิดของสิ่งเหล่านี้ก็มาจากการสวดมนต์เช้า-เย็นที่ครบถ้วนสมบูรณ์


อธิบาย

จุดมุ่งหมายของชีวิตมนุษย์แต่ละคนล้วนไม่เหมือนกัน บางคนอยากเป็นเศรษฐี บางคนอยากมีชื่อเสียง บางคนอยากมีอำนาจ บางคนอยากประสบความสำเร็จในงานค้นคว้าวิจัย บางคนอยากประสบความสำเร็จทางการศึกษา บางคนอยากจะช่วยเหลือผู้อื่น จึงเกิดเป็นอาชีพต่างๆ นานา เนื่องจากทุกคนมีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน วิธีการที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายก็ไม่เหมือนกัน

แต่ถ้ามองดูจากทางด้านธรรมะแล้ว จุดมุ่งหมายที่อยากได้ชื่อเสียง อำนาจ ฯลฯ นั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความสุขของมนุษย์เท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของผู้คนในสังคมนั้น ส่วนใหญ่จะเพื่อตนเองเป็นหลัก จึงกลายเป็นความเห็นแก่ตัวได้ง่าย นอกจากนั้น การบรรลุเป้าหมายให้ตัวเองมีความสุขของบางคน ก็สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น หรือมีฝ่ายที่ชนะกับฝ่ายที่แพ้หรือสูญเสีย

ในทางกลับกัน พุทธธรรมที่ถูกถ้วนแท้จริงสอนว่า ตัวเองก็มีความสุขพร้อมกับทำให้ผู้อื่นก็มีความสุขด้วย ไม่มีใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ แต่เป็นลักษณะที่ต่างคนต่างก็ได้รับประโยชน์ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป้าหมายทางด้านธรรมะเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ ส่วนเป้าหมายทางด้านสังคมเป็นเป้าหมายเล็ก ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า เราปฏิบัติศรัทธาแล้วสามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต ขณะเดียวกัน ก็ชักชวนแนะนำธรรมให้แก่ผู้อื่น ซึ่งจะสามารถทำให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลบรรลุผลสำเร็จ หมายถึงช่วยเหลือมวลมนุษยชาติได้ จึงกล่าวได้ว่าการดำเนินชีวิตของเรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น แม้จะมีความทุกข์ยากลำบาก ก็สามารถฟื้นพลังชีวิตชีวาขึ้นมา จะไม่พ่ายแพ้อุปสรรค หรือชะตากรรม เพราะมีความหวังในอนาคตว่า จะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ จะสามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกสำเร็จได้ แต่ถ้ายึดถือเป้าหมายเล็กแล้ว ก็จะพ่ายแพ้แก่ตัวเองได้โดยง่าย

แต่เรื่องนี้ลำพังตัวเองคนเดียวไม่สามารถทำได้สำเร็จโดยง่าย เพราะสันดานนิสัยของมนุษย์นั้นเป็นคนอ่อนแอ ยอมแพ้ตัวเองได้ง่ายๆ จึงจำเป็นต้องมีระบบการ มีเพื่อนสมาชิกคอยให้กำลังใจกัน ช่วยเหลือกัน จนสามารถมีชีวิตชีวา มีบุญวาสนามากมาย และแก้ไขปัญหาของตนเองได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะยึดถือเป้าหมายอันยิ่งใหญ่เหมือนกัน แต่เนื่องจากแต่ละคนต่างก็มีเอกลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างกันไป มีบุคลิกลักษณะ อุปนิสัยใจคอ ความรู้การศึกษา อาชีพต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน แม้แต่คนในครอบครัวเดียวกัน ก็มีความแตกต่างกัน มีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อยึดถือเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ก็จะสามารถค้นพบตัวตน และสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองได้ โดยยึดถือปรัชญาธรรมที่ยิ่งใหญ่ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งมีจิตใจที่เมตตากรุณาเป็นพื้นฐานแล้ว จึงสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมากมายมหาศาล ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า บ่อเกิดของสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสวดมนต์เช้า-เย็น

สำหรับการสวดมนต์เช้า-เย็นที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีวิธีการปฏิบัติ 5 ข้อดังต่อไปนี้

  1. ตาจะต้องมองดูตัวอักษรคำว่าเมียว ไม่ใช่หลับตาหรือมองดูสิ่งต่างๆ รอบตัว

  2. สวดมนต์ด้วยเสียงที่ชัดเจน ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป ให้มีจังหวะเหมือนเสียงฝีเท้าม้าที่วิ่งควบ

  3. นั่งหลังตรง ไม่นั่งตัวงอ

  4. พนมมือให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

  5. ขณะที่สวดมนต์จะต้องมีความตั้งใจจริงจัง ไม่ใช่คิดนั่นคิดนี่

ถ้าสามารถปฏิบัติได้ครบถ้วนตาม 5 ข้อนี้แล้วก็เรียกว่าได้ว่าเป็นการสวดมนต์ที่ครบถ้วนสมบุรณ์ จึงจะสามารถมีชีวิตสะอาดบริสุทธิ์ พลังชีวิตมากขึ้นได้ และอุทิศชีวิตเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้ แต่ถ้าลักษณะในการสวดมนต์เช้า-เย็นไม่ได้ครบถ้วนตาม 5 ข้อนี้แล้ว ก็ถือว่ายังปฏิบัติด้วยเป้าหมายเล็ก แล้วความศรัทธาก็จะค่อยๆ อ่อนแอลง ดังนั้น จะต้องรักษาวิธีการปฏิบัติสวดมนต์เช้า-เย็นที่ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างแน่วแน่ จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้


 

วันที่ 9 พฤศจิกายน

สมาชิกของสมาคมต้องไม่ทำให้มีเรื่องเกิดขึ้นเป็นอันขาด เพราะเรื่องของคนหนึ่งคนจะสามารถทำให้ความเพียรพยายามที่เต็มร้อยทั้งหมดพังทลายลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวที่มั่นคงแน่วแน่เท่านั้นจึงจะสามารถสร้างแบบแผนที่เข้มแข็งได้


อธิบาย

การดำเนินกิจกรรมของสมาคมจะปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด เช่น บางช่วงที่มีความจำเป็นของบ้านเมือง ไม่ให้ชุมนุมเกิน 5 คน สมาคมก็จะมีนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ถ้าหัวหน้าบางคนอ้างว่า การประชุมของพวกเราไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ไม่จำเป็นต้องยึดถือแนวทางนี้ก็ได้ ดังนั้น แม้จะประชุม 10 คน 20 คน 50 คน หรือ 100 คน ก็ไม่เป็นไร ถ้าจัดประชุมมีคนมายิ่งมากก็จะยิ่งเผยแผ่ธรรมได้เร็ว ถ้าคนมาประชุมน้อย การเผยแผ่ธรรมก็ช้าเกินไป การที่หัวหน้าคนหนึ่งคิดเองและตัดสินตามอำเภอใจแบบนี้ นับว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก

จริงอยู่ สมาคมของเราเผยแผ่ธรรมโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง แต่ถ้าบ้านของสมาชิกมีการชุมนุมกัน 20 คน 30 คน 50 คนอยู่เสมอแล้ว คนข้างบ้านหรือคนในท้องถิ่นก็อาจจะสงสัยบ้านของสมาชิกได้ง่าย เพราะประเพณีของเมืองไทยไม่มีการประชุมธรรมตามบ้านของฆราวาส มีแต่การไปวัด ไปศาลเจ้า ไม่มีการรวมตัวกันเป็นองค์กร ดังนั้น คนทั่วไปก็อาจจะเข้าใจผิดได้ว่ามีการเมืองแอบแฝง โดยเอาศาสนามาบังหน้า ถ้าเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดมากมายแล้ว ก็อาจจะทำให้ถูกตำรวจสอบสวน ซึ่งจะยิ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ หมายความว่า สมาชิกทั้งหมดมีความเข้าใจ จึงปฏิบัติศรัทธาและจัดประชุมเป็นกลุ่มย่อยด้วยความอดทนตามนโยบายของสมาคมที่สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง แต่หัวหน้าที่หลงผิดหรือเข้าใจผิดเพียงคนเดียว ก่อให้เกิดความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกทั้งหมดและสมาคมโดยรวม จนอาจทำให้องค์กรพังทะลายลงได้นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องไม่ยอมให้เกิดขึ้นเป็นอันขาดเพราะความเชื่อถือที่อุตส่าห์สั่งสมมาจนได้รับความไว้วางใจในสังคมต้องเสียหายไปหมด นี่คือความหมายว่า ความคิดของหัวหน้าที่ขัดแย้งกับนโยบายของสมาคม จึงเมินเฉยไม่ปฏิบัติตาม โดยคิดเอาง่ายๆ ว่า คงไม่มีเรื่องอะไรนั้น จะสามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า การกระทำของหัวหน้าคนนี้ที่มีเจตนาจะเผยแผ่ธรรมและดูแลสมาชิกให้มีความสุข กลับส่งผลชัดเจนว่าทำร้ายธรรมะ และทำร้ายสมาคม สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นแก่สมาชิก ทำให้การเผยแผ่ธรรมจะต้องช้าลงไปอีกและยากลำบากขึ้น หากเป็นเช่นนี้แล้ว แม้จะอ้างว่าตัวเองมีความคิดเห็นที่ดี แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามนโยบายของสมาคม ก็เท่ากับเป็นศัตรูของสมาคม ไม่มีสิทธิเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์

สิ่งที่สำคัญมากก็คือ บางครั้งอาจจะรู้สึกว่านโยบายของสมาคมดูว่าช้าเกินไป แต่เนื่องจากเป็นการต่อสู้ที่ค่อยเป็นค่อยไป และรอบคอบ เพื่อให้มีความเคลื่อนไหวที่มั่นคงแน่วแน่ ดังนั้น จะต้องพยายามปฏิบัติตามนโยบายของสมาคม และทำตามคำชี้แจงของหัวหน้าเป็นหลัก จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการปกป้องสมาชิก ปกป้องสมาคม และปกป้องอาจารย์ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนต่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก การปฏิบัติตามสมาคมจึงจะเรียกได้ว่าเป็นลักษณะของความศรัทธาที่แท้จริง แต่ถ้าต่างคนต่างทำแบบต่างกายต่างใจแล้ว จะไม่สามารถสร้างแบบแผนที่เข้มแข็งได้สำเร็จอย่างแน่นอน


 

วันที่ 8 พฤศจิกายน

ก่อนที่จะบ่น จะต้องท้าทายกำแพงข้างหน้าของตัวเองเสียก่อน นี่คือผู้กล้าหาญของการเผยแผ่ธรรม และเป็นลักษณะของการปฏิวัติมนุษย์


อธิบาย

ผู้ที่ชอบบ่นนั้นคือผู้ที่มีสภาพชีวิตอยู่ใน 4 โลกชั่วหรือ 6 โลกแรกอย่างรุนแรงจนเป็นพื้นฐานของชีวิต เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็จะถือว่าความคิดของตัวเองถูกต้องที่สุด ซึ่งเป็นลักษณะที่ยึดมั่นในความคิดของตัวเองเป็นหลัก และวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติเนียน ต่อว่าการกระทำของผู้อื่นทันที มักจะอ้างว่า ผมคิดเช่นนี้ แต่ทำไมคุณจึงทำเช่นนั้น เรื่องจึงไม่สามารถได้รับผลสำเร็จ หรือผมอยากให้ทำแบบนี้ แต่คุณไม่ยอมรับโดยว่านอนสอนง่าย ซึ่งมองว่า สาเหตุที่ไม่ดีทุกอย่างมาจากคนอื่น ตัวเองไม่มีส่วนรับผิดชอบด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวเองไม่ผิด ตัวเองถูกเสมอ คนอื่นใช้ไม่ได้ ทำให้เรื่องเสียหมด เป็นลักษณะที่ไม่มีการสำรวจตัวเอง ไม่รู้ตัว ไม่มีลักษณะถ่อมตัว มีแต่พึ่งพาอาศัยผู้อื่น เช่น เราไม่ทำ เขาก็จะทำได้เรียบร้อย เราไม่ไป เขาก็คงจะไป เราไม่พูด เขาก็น่าจะเข้าใจได้ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเอาแต่พึ่งคนอื่น หรือตามใจตัวเองมากไป ในที่สุด เมื่อไม่ได้รับผลสำเร็จ หรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็มักจะบ่น และวิจารณ์ทันที นี่คือลักษณะของคนที่จิตใจขี้ขลาด เกียจคร้าน ไม่รับผิดชอบ ไม่ต่อสู้ด้วยตัวเอง พอไม่สำเร็จก็จะบ่น เจ็บใจ และจะต้องเสียใจภายหลังเสมอ

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น เช่น ชะตากรรม ก็เปรียบได้กับกำแพงที่ขวางอยู่เบื้องหน้า ตอนนั้น มีจิตใจและพลังชีวิตเข้มแข็ง มีความศรัทธามั่นคงแน่วแน่หรือไม่ ถ้ามีก็จะสามารถต่อสู้เอาชนะอุปสรรค ปัญหา หรือชะตากรรมได้ แต่ถ้าไม่มีจิตใจกล้าหาญ ไม่มีความศรัทธาเข้มแข็ง ก็ฟันฝ่าไม่สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเร็นไดโชนินจึงชี้นำไว้ว่า “เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้นแล้ว คนโง่จะท้อถอย ส่วนคนฉลาดจะดีอกดีใจ” หมายความว่า คนโง่ก็คือคนที่ศรัทธาไม่แน่วแน่มั่นคง ไม่รับผิดชอบด้วยตัวเอง พอพบกับอุปสรรค 3 มาร 4 จิตใจก็จะขี้ขลาด และบ่นว่า ทำไมเรานับถือโงะฮนซนแล้วจึงมีเรื่องเกิดขึ้น ถ้าไม่เป็นสมาชิกของสมาคมแล้ว ก็คงจะไม่ต้องพบกับอุปสรรค หรือบางคนอ้างว่า ตั้งแต่รับโงะฮนซน มีแต่เรื่องเกิดขึ้นมาตลอด ไม่น่ารับโงะฮนซนเลย ซึ่งบ่นอยู่เสมอ

ตรงกันข้าม คนฉลาดก็คือคนที่ศรัทธาเข้มแข็ง มั่นคงแน่วแน่ เข้าใจธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินได้อย่างลึกซึ้ง เมื่อมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น ก็ดีอกดีใจว่า โอกาสนี้เป็นโอกาสที่ทำให้เราล้างชะตากรรมได้ เป็นโอกาสที่ดีมากที่ความศรัทธาของเราจะได้เข้มแข็งมากขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จึงถือว่าโชคดีจริงๆ หมายความว่า ผู้ที่พยายามต่อสู้ปฏิวัติชีวิตตัวเองอยู่ทุกวันนั้น แม้จะมีอุปสรรคหรือเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ก็จะพยายามต่อสู้กับตัวเอง พยายามท้าทายกับเรื่องต่างๆ ก็คือผู้กล้าหาญของการเผยแผ่ธรรม

มิฉะนั้นแล้ว แม้จะได้รับโงะฮนซนที่มีค่ามากมาย แต่จิตใจขี้ขลาด ไม่มีจิตใจต่อสู้ท้าทายชะตากรรมหรืออุปสรรค 3 มาร 4 แล้ว แม้ว่านับถือศรัทธาหลายปี ก็ไม่สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองได้ ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิตได้

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ก่อนอื่น จะต้องสวดมนต์ต่อโงะฮนซน ให้มีพลังชีวิตเข้มแข็งมากขึ้น มีชีวิตชีวามากขึ้น และสามารถนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มกำลังในการท้าทายกับเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญกว่าตอนที่ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ดังนั้น จะต้องพยายามปฏิบัติอย่างเต็มที่ ก็จะไม่มีการบ่นอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติ มีแต่บ่นแล้ว ก็จะต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน



 

วันที่ 7 พฤศจิกายน

 ในการจัดการประชุม ขอให้จัดโดยได้รับการสนับสนุนและเป็นที่ยอมรับของทุกคน ขอให้พยายามอย่างเต็มที่ในการชี้นำส่วนตัว และการชี้นำนั้นจะต้องมีกิริยามารยาทที่ดี และขอให้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นด้วย


อธิบาย

จุดมุ่งหมายของการจัดประชุมของสมาคมก็คือ ให้สมาชิกทั้งหลายที่มาร่วมประชุมมีกำลังใจ เข้าใจเจตนารมณ์และนโยบายของสมาคม จึงมีจิตใจที่เร่าร้อนเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกมากขึ้น ถ้าเช่นนั้นแล้ว การประชุมที่มีแต่หัวหน้าชี้นำอย่างเข้มงวดหรือหนักเกินไป ผู้เข้าร่วมคงรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ แม้จะเป็นคำชี้นำที่ดี นโยบายที่ดี แต่ถ้าผู้เข้าร่วมประชุมไม่รู้สึกดีใจ ไม่บังเกิดความตั้งใจ และไม่มีอารมณ์เร่าร้อน แต่ต้องจำใจทำตามคำสั่งของหัวหน้า มีคำถามก็ถามไม่ได้ การประชุมในลักษณะนี้นานวันเข้า ทุกคนก็จะยิ่งเบื่อหน่าย และศรัทธาอ่อนแอลง ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงบอกว่า “ในการจัดประชุม ขอให้จัดโดยได้รับการสนับสนุนและเป็นที่ยอมรับของทุกคน”

ที่ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบัน การประชุมหัวหน้าเขตที่อาจารย์อิเคดะเข้าร่วม อาจารย์จะทำให้เป็นรายการที่สนุกสนาน ร่าเริง ผู้เข้าร่วมรู้สึกดีอกดีใจ มีเสียงหัวเราะ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะกลับบ้านไปด้วยความประทับใจ บังเกิดความตั้งใจใหม่ๆ ดังนั้น การประชุมที่ร่าเริงจึงมีความสำคัญ

สำหรับการชี้นำส่วนตัวนั้นถือเป็นนโยบายตลอดกาลของสมาคม ดังนั้น ในการให้คำชี้นำส่วนตัวนั้น หัวหน้าหรือผู้ชี้นำจะต้องไม่มีความคิดว่า คนนี้เป็นสมาชิกใหม่ ไม่รู้เรื่องอะไร ดื้อรั้น นิสัยไม่ดี หัวหน้าจะต้องไม่เลือกที่รักมักที่ชังเป็นอันขาด จะต้องตระหนักว่า ทุกคนเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือโพธิสัตว์จากพื้นโลก จึงควรจะปฏิบัติต่อกันด้วยมารยาทที่ดี อย่าคิดว่า ตัวเองเป็นหัวหน้า ศรัทธามานานกว่า รู้ธรรมะมากกว่า มีจิตใจอวดดีว่า จะชี้นำสั่งสอนเขา โดยไม่มีความเมตตากรุณาเป็นหลักแล้ว สิ่งเหล่านี้จะแสดงออกมาให้เห็นได้ที่พฤติกรรม ลักษณะท่าทางและคำพูดอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าคำชี้นำนั้นจะดีมากแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถเข้าสู่ชีวิตจิตใจของสมาชิกได้ เพราะรากฐานของการชี้นำทางด้านธรรมะก็คือ มีจิตใจที่เชื่อมต่อถึงกันระหว่างหัวหน้ากับสมาชิก ถ้าหัวหน้าอวดดีใหญ่โต ซึ่งมีสภาพชีวิตบังคับและควบคุมสมาชิกแล้ว สมาชิกย่อมจะไม่พอใจ เกิดเป็นช่องว่างของชนชั้น ถ้าเช่นนั้นแล้ว แม้จะสู้อุตส่าห์เสียเวลาชี้นำอย่างมากมาย แต่สิ่งที่สมาชิกรับไปก็คือความรู้สึกไม่สบายใจ ไม่พอใจ ไม่อยากจะพบกับหัวหน้าคนนี้อีกต่อไป

ท่าทีจิตใจของหัวหน้าเมื่อพบกับสมาชิก ควรจะต้องรู้สึกว่า ได้พบกับลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน พบกับลูกศิษย์ของอาจารย์อิเคดะ ดังนั้น จึงเอาใจใส่อย่างเต็มที่เพื่อให้เขามีความศรัทธาที่ถูกต้องเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะพ่ายแพ้มารในชีวิตของตนเองได้อย่างง่ายดาย คือมารแห่งอำนาจที่คิดว่าตัวเองมีตำแหน่งที่สูงกว่าสมาชิก เป็นต้น ถ้าพฤติกรรมของหัวหน้าไม่ดี ก็จะมีผลกระทบต่อสมาชิกหลายร้อยหลายพันคนได้ง่าย และทำให้ทุกคนเกิดความสงสัยต่อโงะฮนซน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “การชี้นำนั้นจะต้องมีกิริยามารยาทที่ดี และขอให้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นด้วย”


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 7 พฤศจิกายน ค..1954 จัดงานแข่งกีฬาคณะยุวชนครั้งแรก (ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานวัฒนธรรมของสมาคม)




วันที่ 6 พฤศจิกายน

การปฏิรูปคือการกระทำ เพียงแค่โครงการหรือคำพูดเท่านั้น จะไม่สามารถมีความเจริญก้าวหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว เพราะเป็นลัทธิความนึกคิดและอนุรักษ์นิยม ดังนั้น ขอให้มีการเคลื่อนไหว โดยดูจากสภาพความเป็นจริงให้รู้แน่ชัด และพยายามส่งเสริมกำลังใจด้วย


อธิบาย

พระนิชิเร็นไดโชนินสอนว่า ธาตุแท้ของชีวิตนั้น ร่างกายกับจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ หมายความว่า ร่างกายก็คือทางด้านสิ่งของหรือการเคลื่อนไหวหรือการกระทำของร่างกาย ส่วนจิตใจคือทางด้านความนึกคิด อุปนิสัย ความตั้งใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แม้ร่างกายกับจิตใจจะเป็นสองสิ่ง แต่ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยไม่อาจแยกจากกันของชีวิต

สมมติว่าเรารับโงะฮนซน เรารู้ว่าโงะฮนซนมีอานุภาพ การสวดไดโมขุมีความสำคัญ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวมีพลังมากมาย เมื่อทำงานพระจะสามารถสะสมบุญวาสนาได้มากมาย การชักชวนแนะนำธรรม ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ของโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่เมตตากรุณาสามารถสร้างบุญวาสนาได้มากมาย เมื่อพนมมือสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว โลกพุทธะในชีวิตของเราจะเข้มแข็งและปรากฏขึ้นมาได้ ฯลฯ กล่าวได้ว่า การรู้ทฤษฎีธรรมมากมายนั้นเป็นเพียงทางด้านจิตใจเท่านั้น แม้จะรู้ทฤษฎีมากมายหรือปรัชญาธรรมมากมาย แต่ในความเป็นจริงกลับไม่สวดมนต์เช้าเย็น ไม่สวดไดโมขุ ไม่ชักชวนแนะนำธรรม ไม่ไปร่วมประชุมเพราะไม่มีเวลา เช่นนี้แล้ว ทฤษฎีทั้งหมดที่รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย เพราะมีแต่จิตใจ ไม่มีทางด้านร่างกาย ซึ่งขาดการปฏิบัติหรือการเคลื่อนไหวนั่นเอง ถ้าร่างกายกับจิตใจไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็แสดงว่า การเคลื่อนไหวหรือการกระทำซึ่งเป็นธาตุแท้ของชีวิตไม่สามารถปรากฏออกมาได้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “เพียงแค่โครงการหรือคำพูดเท่านั้น จะไม่สามารถมีความเจริญก้าวหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว เพราะเป็นลัทธิความนึกคิดและอนุรักษ์นิยม”

ดังนั้น ขอให้พวกเราพยายามเคลื่อนไหวและพยายามปฏิบัติด้วยการส่งเสริมกำลังใจสมาชิก อย่างน้อยก็ควรจะรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาให้แน่ชัด นี่คือการใช้ร่างกายเคลื่อนไหว ตอนนั้น ร่างกายกับจิตใจจึงจะสามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว การเคลื่อนไหวของชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์และมีพลังมากมายก็จะสามารถปรากฏออกมาในชีวิตของเราได้อย่างแน่นอน ถ้าโลกพุทธะในชีวิตของเราเข้มแข็งแล้ว เราก็จะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเองได้ ชำระล้างอดีตกรรมชั่วให้หมดไปได้ สะสมบุญวาสนามากมายได้

สรุปว่า ในการกระทำของพวกเราในแต่ละวันนั้น จะต้องมีการปฏิรูปตนเอง มีการเจริญก้าวหน้ามากกว่าเดิม โดยยึดถือการปฏิบัติศรัทธาเป็นรากฐาน เราจึงจะไม่ตกอยู่ในลัทธิทางด้านความนึกคิดหรืออนุรักษ์นิยม ดังนั้น พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจึงไม่ใช่ธรรมะแห่งทฤษฎี แต่เป็นธรรมแห่งการปฏิบัติ ซึ่งเป็นรากฐานของการปฏิบัติธรรมที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน




วันที่ 5 พฤศจิกายน

  จงใช้เวลาให้เหมาะสมแก่โอกาส จงทำให้ผู้คนหลากหลายสามารถสร้างประโยชน์ต่างๆ และเยี่ยมเยียนชี้นำแก่ครอบครัวอย่างเต็มที่ นี่คือการสร้างประโยชน์แก่ผู้คนทั้งหลาย คลื่นแต่ละลูกนับหมื่นลูกนี้จะสามารถแผ่ขยายเป็นทุ่งอันกว้างขวางในอนาคต


อธิบาย

บ่อเกิดของการเผยแผ่ธรรมไพศาลเริ่มต้นขึ้นจากแต่ละครอบครัว ถ้าภายในครอบครัวของสมาชิกเองไม่มีความสุขแล้ว ย่อมไม่สามารถแสดงแบบอย่างที่ดีในท้องถิ่น เช่นนั้นแล้ว การเผยแผ่ธรรมไพศาลย่อมไม่สามารถบรรลุผล ด้วยเหตุนี้ การเยี่ยมเยียนชี้นำแก่ครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหัวหน้ามีแต่พบปะกับสมาชิกในที่ประชุมเท่านั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถรู้จักสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิก ไม่รู้ว่าบ้านของเขาอยู่ไกลแค่ไหน เดินทางมายากลำบากเพียงใด บุคคลในครอบครัวมีคนต่อต้านการศรัทธาหรือไม่ เวลาที่สะดวกในการต่อสู้ทำงานพระมีมากน้อยเพียงใด ในครอบครัวมีคนป่วยหรือไม่ การรู้จักแต่เพียงสมาชิกคนเดียวเท่านั้นย่อมทำให้การชี้นำส่งเสริมกำลังใจแก่เขาอาจจะไม่เพียงพอ แต่ถ้าหัวหน้ารู้รายละเอียดและไปเยี่ยมบ้าน ได้รู้จักกับครอบครัวของเขาแล้ว จะสามารถมีทัศนะที่กว้างขวางและลึกซึ้งขึ้นได้ เมื่อมีเรื่องที่จะต้องให้คำชี้นำ ก็จะสามารถชี้นำได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น การรู้จักสภาพครอบครัวของสมาชิกจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์มากมาย

หัวหน้าทีมฟุตบอลคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า ถ้าผู้เล่นไม่ค่อยเอาใจใส่ในการแข่งขัน ให้พาไปดื่มสังสรรค์สักครั้ง ก็จะทำให้เขาสามารถต่อสู้ได้หนึ่งวัน ถ้าให้ของขวัญแก่เขา เขาจะแข่งขันอย่างเต็มที่ได้ 3 วัน ถ้าขึ้นเดือนให้ เขาจะต่อสู้ได้เต็มที่ 1 อาทิตย์ แต่ถ้าไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของเขา หรือจำวันเกิดของเขา หรือวันเกิดของลูก ภรรยา หรือคุณพ่อคุณแม่ของเขาได้ เขาจะต่อสู้อย่างเต็มที่ตลอดไป เพราะเขาจะรู้สึกขอบคุณและอยากจะตอบแทนหัวหน้าทีมของเขา ดังนั้น แม้จะเป็นแค่ดอกไม้ 1 ช่อ หรือผ้าเช็ดหน้า 1 ผืน แต่ก็มีค่ามากสำหรับเขา มากกว่าการเลี้ยงเหล้าหรือการขึ้นเงินเดือน

ในสังคมก็ยังเป็นเช่นนี้ แล้วนับประสาอะไรกับในโลกของความศรัทธาย่อมจะมีคุณค่ามากยิ่งกว่าอย่างแน่นอน ดังนั้น อาจารย์อิเคดะจึงเคยชี้นำไว้ว่า “ผู้นำทั้งหลายควรจะรู้จักและจดจำเรื่องราวในครอบครัวของสมาชิก เมื่อมีโอกาส ก็มอบสิ่งที่จะสามารถทำให้เกิดความดีใจ เช่น ส่งการ์ดอวยพร หรือส่งเสริมกำลังใจ ซึ่งเป็นการเอาใจใส่อย่างรอบคอบ สมาชิกทั้งหลายก็จะรู้สึกขอบคุณและมีกำลังใจมากขึ้น แต่ถ้าหัวหน้าไม่เอาใจใส่ สนใจแต่ว่ามีใครมาประชุมบ้าง ถ้าไม่มาประชุมก็จะต่อว่า โดยไม่รู้ถึงเหตุผลความจำเป็นของเขา สมาชิกก็จะหมดกำลังใจ และค่อยๆ ศรัทธาอ่อนแอไป

เช่น เวลาที่เราไม่สบาย เมื่อสมาชิกรู้เข้าก็รีบมาเยี่ยม เราจะรู้สึกดีใจและขอบคุณสมาชิกหรือผู้อาวุโส รู้สึกประทับใจในความเอาใจใส่อย่างดีของหัวหน้า ในทางกลับกัน เมื่อได้ข่าวของสมาชิกก็เมินเฉย สมาชิกย่อมจะรู้สึกน้อยใจว่า เวลาที่เขาสามารถต่อสู้ ก็มีคนสนใจ แต่พอเขาลำบากก็ไม่มีใครมาเยี่ยมสักคน หัวหน้าเป็นคนปากกับใจไม่ตรงกัน ดังนั้น เมื่อหายป่วยและกลับบ้านแล้ว ก็เลิกออกมาทำงานพระอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าจึงต้องสังเกต เอาใจใส่ และใช้โอกาสให้ได้อย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดคุณค่าอย่างเต็มที่แก่สมาชิก

ระบบการของสมาคมแบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย แม้ว่าหัวหน้าในฝ่ายยุวชนจะดูแลยุวชนอยู่ก็ตาม แต่บางที เมื่อมีปัญหาครอบครัวเกิดขึ้น หัวหน้าในฝ่ายยุวชนซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตน้อยกว่าฝ่ายผู้ใหญ่ ก็สามารถปรึกษาหารือกับฝ่ายผู้ใหญ่ชายหรือฝ่ายผู้ใหญ่หญิง และให้ฝ่ายผู้ใหญ่ช่วยเยี่ยมบ้าน และให้คำชี้นำที่ถูกต้องเหมาะสมจึงจะเป็นประโยชน์ต่อเขาได้ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นเสมอไปว่า เรื่องของยุวชนนั้น ยุวชนต้องแก้ไขได้ทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่อาจารย์บอกว่า “จงทำให้ผู้คนหลากหลายสามารถสร้างประโยชน์ต่างๆ”

ส่วนเรื่องการเยี่ยมเยียนชี้นำครอบครัว ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อผู้อื่นนั้น แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดูเหมือนว่าไปได้ช้า และไม่เห็นผลอะไรเด่นชัด แต่ถ้าสมาชิกทั้งหลายขยันขันแข็งปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็เปรียบได้กับคลื่นแต่ละลูกๆ รวมกันเป็นคลื่นนับพันนับหมื่นลูก จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน และจากเดือนเป็นปี ในที่สุด สมาชิกทั้งหลายก็จะสามารถมีความสุข องค์กรก็มีความเจริญพัฒนาอย่างมากมายและกว้างขวาง ดังนั้น การต่อสู้ของสมาคมจึงต้องดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอมั่นคงเป็นหลัก


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 5 พฤศจิกายน ค..1961 มีการประชุมรวมยุวชนชายครั้งที่ 10 ที่เมืองโยโกฮาม่า มียุวชนชายเข้าร่วมประชุม 100,000 คน




วันที่ 4 พฤศจิกายน

  ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในสังคมก็ตาม ขอให้พวกเราก้าวหน้าอยู่บนหนทางของเรา ผู้ที่หัวเราะเยาะก็ปล่อยให้เขาหัวเราะเยาะไป หนทางของพวกเรานั้นเป็นมรรคอันสูงส่งมุ่งสู่อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง


อธิบาย

เรื่องการเผยแผ่ธรรมไพศาลเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เมื่อเราปฏิบัติศรัทธาอยู่ในสมาคม และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมากมายแล้ว อุปสรรค 3 มาร 4 ก็จะปรากฏออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ญาติพี่น้องหรือบุคคลในครอบครัวต่อว่า วิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ แต่อุปสรรคเหล่านี้ก็ถือว่ายังเบา การบีฑาที่หนักหนาก็คือการบีฑาจากศัตรูที่เข้มแข็ง 3 ชนิด ซึ่งพระศากยมุนีพุทธะได้พยากรณ์ไว้ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรอยู่แล้ว ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในสังคมก็ตาม ขอให้พวกเราก้าวหน้าอยู่บนหนทางของเรา” หมายความว่า อย่าถูกกระทบกระเทือนจากสังคม แต่ขอให้ยึดมั่นในเป้าหมายอันยิ่งใหญ่เพื่อการบรรลุพุทธภาวะและเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลเป็นหลัก ดังนั้น แม้จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็อย่าหยุด อย่าถอย หรือยอมแพ้อุปสรรคมาร จะต้องพยายามก้าวหน้ามุ่งสู้เป้าหมายของเราให้ได้

การที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ธรรมะหรือสมาคมของเรา ก็เพราะพวกเขาไม่รู้จักพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ไม่รู้เจตนารมณ์ของสมาคม ไม่รู้อานุภาพของโงะฮนซน ไม่เคยศึกษาธรรมนิพนธ์หรือปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน แต่วิจารณ์ไปตามอารมณ์เท่านั้น ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ผู้ที่หัวเราะเยาะก็ปล่อยให้เขาหัวเราะเยาะไป” เพราะไม่ใช่พวกเขาเป็นคนไม่ดี เพียงแต่พวกเขาพ่ายแพ้มารโดยไม่รู้ตัว จึงแสดงออกมาที่การกระทำลักษณะเดียวกับมาร เพราะฉะนั้น ถ้าเราถูกกระทบกระเทือนจากคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ของเขาแล้ว แสดงว่า เราก็ตกเป็นพวกเดียวกับมาร ซึ่งอาจารย์อิเคดะเคยชี้นำไว้ว่า “อุปสรรคก็ดี อุบัติเหตุก็ดี ซึ่งเป็นการกระทำของมารนั้น มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ จึงไม่ต้องตกใจ อย่ามีจิตใจสงสัย รวนเร แต่ขอให้ก้าวหน้าต่อไปบนหนทางของเรา

เส้นทางที่พวกเรากำลังเดินอยู่นี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เป็นการเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่ มีค่าสูงส่ง และมีศักดิ์ศรี ดังนั้น ปัจจุบันพยายามอดทนต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ หัวเราะเยาะ แล้ว ก็จะสามารถสะสมบุญวาสนามากมายไว้ในชีวิต อีกไม่นานในอนาคต ผู้คนทั้งหลายก็จะสามารถเห็นชัดว่า พุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินและเจตนารมณ์ของสมาคมนั้นถูกต้องและสูงส่งเพียงใดได้อย่างแน่นอน

ในสมัยที่พระนิชิเร็นไดโชนินมีชีวิตอยู่ อุปสรรคมารและศัตรูทั้งหลายได้มุ่งโจมตีพระนิชิเร็นไดโชนินและลูกศิษย์ของท่าน ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงส่งเสริมกำลังใจแก่ลูกศิษย์ทั้งหลายว่า “การมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นให้ถือเป็นเรื่องธรรมดา” และ “ถ้ามีอุปสรรคเกิดขึ้น จะต้องอดทน” และ “สิ่งที่น่าสังเวชก็คือ ศัตรูที่ทำร้ายอาตมาในขณะนี้ จะต้องนรก สิ่งที่น่าดีใจคือ ลูกศิษย์ที่ยึดถือพุทธธรรมของอาตมาจะสามารถตัดชะตากรรมทั้งหมดของตนเองได้ และบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต”

ดังนั้น ขอให้พวกเราตั้งใจว่า เมื่อยึดถือธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงย่อมจะมีอุปสรรคมารเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเพียรพยายามในการปฏิบัติอย่างเต็มที่ นี่คือเรื่องที่สำคัญ ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า “อุปสรรคคือความสุขสบาย” พร้อมกับเชื่อมั่นว่า การเผยแผ่ธรรมไพศาลเปรียบเสมือนการยิงธนูโดยมีพื้นดินเป็นเป้า ย่อมจะต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น พวกเราซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริง ขอให้เชื่อมั่นในคำสั่งสอนของพระนิชิเร็นไดโชนินและคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะ ไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง ไม่ยอมแพ้ต่อมาร และก้าวหน้าโดยทำหน้าที่ในชาตินี้ของตนให้บรรลุผลสำเร็จ หากปล่อยตัวให้พ่ายแพ้ต่อมารและถอยศรัทธาแล้ว ในอนาคตจะต้องหวนเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน




วันที่ 3 พฤศจิกายน

ขอให้ทำงานอย่างสุดกำลังความสามารถในสถานที่ทำงาน และสร้างเวลาในการพากเพียรเพื่อความสุขของผู้อื่น นี่คือ 9 โลกเท่ากับโลกพุทธะ


อธิบาย

9 โลกหมายถึงการดำเนินชีวิตประจำวันในสังคม โลกพุทธะก็คือความศรัทธาที่มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็นต่อโงะฮนซน การทำงานพระ เช่น เรียนธรรมะ ไปเยี่ยมสมาชิก เข้าร่วมประชุม ขอรับคำชี้นำจากหัวหน้า เป็นต้น

กล่าวคือ เมื่อพวกเรามีโงะฮนซนเป็นหลัก และไม่เคยลืมเรื่องการเผยแผ่ธรรมไพศาลแล้ว ทุกเวลาจะถือเป็นโอกาสของการขัดเกลาชีวิต ปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของเรา ให้สภาพชีวิตที่เมตตากรุณาของโลกโพธิสัตว์ปรากฏออกมาอยู่เสมอ แม้แต่ในสถานที่ทำงานก็ไม่ละเลยในเรื่องนี้ จะพยายามทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ มากกว่าผู้อื่น 2 เท่า 3 เท่า ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมของคนทำงาน ก็จะสามารถแสดงข้อพิสูจน์ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ว่า ธรรมะที่เรายึดถือปฏิบัตินั้นล้ำเลิศเพียงใดได้

นอกจากนี้ ก็ยังพยายามหาเวลาทำงานพระอย่างเต็มที่ ทำให้สภาพชีวิตในแต่ละวันมีความแน่นแฟ้น ถ้าแสดงตนว่ามีความศรัทธาในธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริง แต่กลับไม่สนใจหรือข้องเกี่ยวกับเรื่องในสังคมหรือการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว ย่อมไม่สามารถทำให้ความสูงส่งหรืออานุภาพของธรรมะเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งหลายได้ ซึ่งกล่าวได้ว่า ธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงนั้นไม่ได้ออกห่างจากสังคม แต่กลับทำให้ออกดอกผลเบ่งบานอยู่ในสังคม ทั้งนี้เพราะชีวิต 9 โลกก็คือลักษณะที่เป็นจริงของธรรมะที่แท้จริง

ดังนั้น เวลาที่พวกเราสวดมนต์ตอนเช้า 5 วาระ และสวดไดโมขุ และได้รับพลังชีวิตชีวาที่เข้มแข็งจากโงะฮนซน ก็เปรียบได้กับการบรรจุไฟชีวิตของเรา เมื่อไปดำเนินชีวิตทำมาหากินในสังคม ก็แสดงออกเป็นไฟในการทำงานอย่างมีความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา จึงสามารถทำงานได้เป็น 2 เท่า 3 เท่า แต่ถ้าวันไหนบรรจุไฟไปน้อย การทำงานก็ไม่มีเรี่ยวแรง ผ่านพ้นแต่ละวันไปโดยยอมพ่ายแพ้ต่อตัวเอง หลังจากเลิกงานแล้ว ไปร่วมประชุม ก็เหมือนกับการบรรจุไฟเข้าไปใหม่ ทำให้สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ เมื่อต้องไปเยี่ยมบ้านสมาชิกไกลแค่ไหนก็อดทนได้ และไปด้วยความดีอกดีใจ กลับบ้านมาก็สวดมนต์เย็นขอบคุณต่อโงะฮนซน และอธิษฐานขอให้วันพรุ่งนี้มีการปฏิบัติสวดมนต์เช้าได้อย่างแน่นแฟ้น แล้วจึงเข้านอน แสดงว่า 9 โลกที่ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมของเราเท่ากับโลกพุทธะ เพราะมีธรรมะเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต จึงมีสภาพชีวิตที่สูงส่งดำเนินอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลา นอกจากนี้ การบรรจุไฟไว้ทุกวัน แต่ไม่นำออกมาใช้แล้ว แม้จะมีไฟ ก็ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย ต่อเมื่อมีการนำมาใช้เท่านั้น จึงจะสามารถสร้างคุณค่าได้ ดังนั้น การศรัทธาก็เช่นกัน บางคนนั่งสวดมนต์ต่อโงะฮนซน 5 ชั่วโมง 10 ชั่วโมงทุกวัน โดยไม่ทำงาน ไม่เอาใจใส่ครอบครัว ไม่สนใจสังคม ก็เหมือนการบรรจุไฟอย่างเดียว แต่ไม่นำไปใช้ ทำให้กลายเป็นความศรัทธาแบบงมงาย หรือหลงผิดไป

ความศรัทธาที่แท้จริงหรือการรู้ธรรมะ จะต้องนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตของ 9 โลก ถ้าเก็บไว้กับตัวเท่านั้นก็เป็นความเห็นแก่ตัว ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพราะไม่ทำประโยชน์หรือสร้างคุณค่าแก่ตัวเอง แม้จะมีอยู่แต่ก็เหมือนสูญเปล่า เงินทองก็เช่นกัน แม้จะพยายามทำงานสะสมเงินมากมาย แต่ก็ไม่สามารถนำติดตัวไปในชาติหน้า เงินเหล่านั้นจึงเปรียบได้กับเศษกระดาษไป แต่เมื่อนำเงินออกมาใช้ เงินนั้นจึงจะมีค่า

จึงอาจกล่าวได้ว่า 9 โลกมีความสำคัญกว่าโลกพุทธะ เพราะถ้าไม่มี 9 โลก โลกพุทธะก็ไม่ประโยชน์ เป็นเพียงโลกที่สูงส่งและดีเลิศทางด้านความนึกคิดเท่านั้น เช่น เพชรมีน้อย หินมีมาก เพชรจึงมีค่า ถ้าเพชรมีมาก หินมีน้อย หินก็จะกลับมีค่าสูงกว่าเพชร ถ้าไม่มีคนจน ก็ไม่มีเศรษฐี ถ้าไม่มีสิ่งสกปรก ก็ไม่รู้ว่าสิ่งไหนสะอาด ดังนั้น ธรรมะจะดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ 9 โลกในสังคม ดังนั้น 9 โลกกับโลกพุทธะจึงไม่อาจแยกออกจากกัน นี่คือหลักเหตุผลทางด้านธรรมะที่แท้จริง



 

วันที่ 2 พฤศจิกายน

สำหรับความเห็นนั้น ขอให้รับฟังให้ดี ส่วนการหมิ่นประมาทธรรมนั้น จงตีแตก


อธิบาย

ขอให้พวกเราเข้าใจอย่างชัดเจนว่า การแสดงความเห็นกับการหมิ่นประมาทธรรมนั้น ต้องแยกให้ออก เพราะการเสนอความคิดเห็น การรายงาน การเจรจาหรือพิจารณาเรื่องต่างๆ นั้น เป็นการกระทำเพื่อสร้างประโยชน์และความเจริญรุ่งเรืองแก่องค์กร ดังนั้น จึงต้องรับฟังให้ดี นี่คือสิ่งสำคัญ แต่ถ้ามีเจตนารมณ์หมิ่นประมาทหรือทำลายสมาคม ก็จะต้องตีแตกต่อความคิดเหลวไหลเช่นนี้ มิฉะนั้น ก็จะไม่สามารถปกป้องสมาคมเอาไว้ได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องแยกให้ออกอย่างชัดเจน จึงจะไม่ถูกหลอกลวง แต่ก็อาจจะมีกรณีที่ได้รายงาน หรือเสนอความคิดเห็นต่อผู้อาวุโสหรือเพื่อนร่วมศรัทธา แล้วเกิดความเห็นไม่ตรงกัน ไม่รับฟัง ไม่เห็นด้วย และไม่นำมาใช้ เวลานั้น ก็อาจคิดว่า ผู้อาวุโสหรือเพื่อนคนนั้นใช้ไม่ได้ เพราะไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเรา ต่อไปจะเงียบ ไม่พูดดีกว่า

แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้น ถ้ามองดูจากทางด้านธรรมะแล้วก็สามารถคิดได้หลายอย่าง เช่น

  1. หัวหน้า ผู้อาวุโส หรือเพื่อนผู้ศรัทธาคนนี้มีความศรัทธาไม่เข้มแข็ง เป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ จึงไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่ดีๆ ของคนอื่น

  2. ในฐานะที่เราเป็นฝ่ายเสนอ เรามักจะรู้สึกว่า ความเห็นของเราเป็นความเห็นที่ดีแล้ว แต่เมื่อมองจากผู้อาวุโสหรือหัวหน้าที่มีความศรัทธาเข้มแข็งและลึกซึ้ง ก็อาจจะรู้สึกว่า ความเห็นเรื่องนี้ยังแคบและตื้น ไม่มองการณ์ไกล สร้างคุณค่าได้น้อย จึงไม่นำมาใช้ก็มี

  3. ในชีวิตของเรามีชะตากรรม เช่น อุปนิสัยไม่ดีที่เป็นปมด้อย ช่วงนั้น เราไม่สามารถรู้ตัวว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดีของตัวเอง คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งธรรมะสอนไว้ว่า แม้เราจะจำเรื่องที่เราเคยทำในอดีตไม่ได้ แต่เมื่อมองดูชีวิตของเราตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ก็จะมองเห็นแนวโน้มของชีวิตที่ปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนเมื่อมีเรื่องอะไรสักอย่างเกิดขึ้น

ดังนั้น เมื่อพิจารณาสำรวจตัวเองอย่างเข้มงวดแล้ว ก็จะรู้ตัวว่า ตัวเองมีชะตากรรม หรือความโน้มเอียงของชีวิต มีอุปนิสัย หรือบุคลิกลัษณะที่ไม่ดีอย่างไร ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่เสนอความคิดเห็น ส่วนใหญ่จะไม่เป็นที่ยอมรับหรือถูกปฏิเสธ เมื่อรู้ตัวว่า ไม่ใช่ความผิดของคนอื่น ก็จะไม่รู้สึกไม่พอใจ อคติ หรือเกลียดชังผู้อาวุโสหรือเพื่อนร่วมศรัทธา และเริ่มต้นปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตนเอง ด้วยการพยายามขอขมาต่อโงะฮนซน และทำให้ความอวดดีของตัวเองเปลี่ยนเป็นความถ่อมตัว ถ้าชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ครั้งต่อไปเมื่อเสนอความเห็นที่ดีเพื่อการเผยผ่ธรรม ผู้อาวุโสหรือเพื่อนร่วมศรัทธาก็จะยอมรับได้โดยง่าย เพราะชะตากรรมชั่วในชีวิตของเราหมดไปแล้ว สิ่งแวดล้อมจึงย่อมเปลี่ยนแปลงดีไปด้วย นี่คือหลักความจริงของทางด้านธรรมะอย่างแท้จริง




วันที่ 1 พฤศจิกายน

ขอให้จัดเตรียมทุกอย่างในองค์กรให้เรียบร้อย โดยไม่มีใครรู้สึกไม่พอใจ และได้รับผลที่ดีที่สุดเสมอ สำหรับหัวหน้านั้น ขอให้เข้ากับแต่ละเรื่องแต่ละอย่างโดยละเอียดถี่ถ้วน


อธิบาย

เมื่อมนุษย์อยู่รวมกันก็จะสร้างขึ้นมาเป็นองค์กรโดยธรรมชาติ เช่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด จึงกล่าวได้ว่า องค์กรคือที่รวมของกลุ่มคนที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน มีความถนัดแตกต่างกัน เมื่อรวมกันเป็นองค์กรที่มีการจัดการที่ดี และเจริญพัฒนาแล้ว ก็จะสามารถสร้างประโยชน์แก่ผู้คนในองค์กรได้

ซึ่งในสังคม หรือในวงการศาสนาก็มีองค์กรเช่นกัน แต่เนื่องจากการอยู่ในองค์กรก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบหรือแนวทางการดำเนินงานขององค์กร บางคนจึงรู้สึกไม่มีอิสระเสรี และคิดว่าอยากจะมีอิสระเสรี ไม่มีองค์กรดีกว่า แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถมีการเจริญพัฒนาเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม องค์กรเองไม่สามารถเจริญพัฒนาได้ แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลหรือมนุษย์ที่ดำเนินงานขององค์กร ดังนั้น องค์กรจะสร้างผลงานที่ดีได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์นั่นเอง จึงกล่าวได้ว่า มนุษย์คือผู้ที่ทำให้องค์กรมีชีวิต หมายความว่า แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นองค์กรที่ครบสมบูรณ์ แต่ในอนาคตอาจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับยุคสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์ เหมาะสมกับประเทศ เหมาะสมกับประเพณีของท้องถิ่น ฯลฯ ดังนั้น ถ้าไม่เอาใจใส่อย่างดีอยู่เสมอแล้ว การดำเนินงานต่อไปก็ไม่สามารถได้รับผลที่ดี ทำให้บุคคลที่อยู่ในองค์กรไม่พอใจ บ่น วิจารณ์ต่อหัวหน้าหรือผู้ดำเนินงานขององค์กรอย่างแน่นอน ฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ผู้นำศูนย์กลาง ประธาน หรือผู้รับผิดชอบขององค์กรจะต้องเอาใจใส่ต่อองค์กรอยู่เสมอ รับฟังเสียงของสมาชิกที่นำเสนอข้อคิดเห็น และยอมรับ แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ด้วยเหตุนี้ หน้าที่ของหัวหน้าทั้งหลายก็คือ จะต้องค้นหาผู้ที่มีความสามารถต่างๆ แล้วทำให้พวกเขาสามารถแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ เช่น บางคนถนัดพูด บางคนถนัดเขียน บางคนถนัดวาดภาพ บาคนถนัดอ่าน ฯลฯ ซึ่งต่างคนต่างก็มีความสามารถไม่เหมือนกัน มีปมเด่นปมด้อยไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องสังเกตให้รอบคอบ ถ้าพบเห็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ก็ปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง เมื่อนั้น การดำเนินงานขององค์กรก็จะได้รับผลที่ดีเยี่ยมได้

สรุปว่า การค้นหาผู้นำคือภาระหน้าที่ของหัวหน้า ดังนั้น จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแลสมาชิกในระบบการอยู่เสมอ เอาใจใส่ในรายละเอียดต่างๆ และสร้างองค์กรที่ใครๆ ก็รู้สึกพอใจ ไม่มีการบ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดมุ่งหมายขององค์กรหรือระบบการของสมาคมก็เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล และเพื่อการบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชั่วชีวิต ดังนั้น ถ้าหัวหน้าลืมเป้าหมายและนำระบบการมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ลืมสมาชิก หลงในอำนาจ และควบคุมหรือบังคับสมาชิกแล้ว ก็จะกลายเป็นระบบการของมาร ซึ่งเกิดจากความศรัทธาที่อ่อนแอ ไม่บริสุทธิ์ ไม่มั่นคงแน่วแน่หรือท้อถอย ระบบการที่เคยดีก็จะเสื่อมเสียหรือพังพินาศได้ เพราะฉะนั้น หัวหน้าจึงต้องมีความศรัทธาเป็นหลักและจัดเตรียมทุกอย่างในองค์กรให้เรียบร้อยอยู่เสมอ


กลับหน้าแรก