กลับหน้าแรก

 วันที่ 31 ธันวาคม

ตลอดหนึ่งปีมานี้ ขอขอบคุณมากจากใจจริง ปีหน้าก็ขอให้ก้าวหน้าอย่างองอาจบนเส้นทางแห่งผู้บุกเบิกทางด้านธรรมะ บนเส้นทางแห่งผู้รู้ธรรมะ และบนเส้นทางแห่งผู้สอนธรรมะด้วย


อธิบาย

หมายความว่า ตลอดหนึ่งปีนี้ พวกเราได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมแม้ว่าจะไม่มีใครรับรู้ แต่โงะฮนซนก็ดี พระนิชิเร็นไดโชนินก็ดี และอาจารย์อิเคดะก็ดี ต้องรู้อยู่แล้วอย่างแน่นอน ดังนั้น ปีหน้าก็ขอให้พวกเราเจริญเติบโตมากขึ้นกว่าปีนี้ในทุกๆ ด้าน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นเคลื่อนไหวเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อญาติพี่น้องเท่านั้น แต่ที่สำคัญก็คือยังต้องเพียรพยายามต่อสู้เพื่อธรรมะ

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์อิเคดะจึงมีความคาดหวังต่อพวกเราว่า ขอให้พวกเราทุกคนสามารถเป็นผู้บุกเบิกทางด้านธรรมะ ซึ่งมีความศรัทธาที่เข้มแข็งมั่นคงและต่อสู้อย่างเต็มที่ กล่าวคือ เดิมที สถานที่ที่ไม่มีถนนหนทางนั้น เมื่อมีคนเดินไปเดินมานับร้อยนับพันนับหมื่นคนแล้ว ก็จะกลายเป็นถนนขึ้นมา

ในทำนองเดียวกัน การเผยผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็เช่นกัน ถ้าพวกเราไม่พากเพียรต่อสู้แล้ว เส้นทางนี้ย่อมไม่เปิดออกมา แต่เมื่อสมาคมของเราเกิดขึ้นมาตามพุทธเจตนาพุทธบัญชา และพากเพียรทุ่มเทอุทิศชีวิต เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลมาตลอด 80 ปี จึงสามารถสร้างเส้นทางอันเรืองรองขึ้นมาได้ ทั้งนี้ก็ด้วยความพากเพียรในการบุกเบิกเส้นทางนั่นเอง

ทว่า เส้นทางของการเผยแผ่ธรรมไพศาลก็ไม่ได้ราบเรียบและสุขสบาย ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราจะต้องบุกเบิกทางด้านธรรมะเพื่อพยายามสร้างเส้นทางต่อไป นี่คือภาระหน้าที่ของพวกเราในฐานะโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่เกิดมาในชาตินี้

สำหรับการเป็นผู้รู้ธรรมะนั้น ในการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั้น ถ้าโง่เขลาแล้ว ก็ไม่สามารถเผยแผ่ธรรมได้สำเร็จ ดังนั้น พวกเราจึงจะต้องพยายามเรียนธรรมะ ศึกษาปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินให้ลึกซึ้ง เมื่อมีความศรัทธาที่เข้มแข็งและพากเพียรในการศึกษาธรรมแล้ว ก็จะสามารถได้รับปัญญาที่ดีทั้งทางด้านธรรมะและทางด้านสังคม ซึ่งผู้ที่รู้ธรรมะจะต้องเป็นบุคคลที่เป็นตัวอย่างที่ดีในสังคมด้วย จึงจะสามารถอธิบายให้สังคมรู้จักกับสมาคมของเราได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลได้สำเร็จ ดังนั้น การศรัทธาที่สามารถสร้างปัญญาที่ดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ต่อไปการเป็นผู้สอนธรรมนั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก แต่ถ้าความศรัทธาของตัวเองไม่มีความก้าวหน้าแล้ว ย่อมไม่สามารถสอนธรรมะให้แก่ผู้อื่นได้ หรือแม้จะสอนได้ แต่ก็จะกลายเป็นเพียงการหมุนโดยว่างเปล่า แม้จะเป็นข้อความธรรมนิพนธ์ที่ดีแค่ไหน หรือคำชี้นำที่ดีแค่ไหน แต่กลับไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องตระหนักในภาระหน้าที่ที่เกิดมาในชาตินี้ ในฐานะของโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่รู้ตัวว่า เกิดมาในชาตินี้เพื่ออะไรให้ได้ เมื่อนั้น ก็จะสามารถต่อสู้ทางด้านธรรมะด้วยความพากเพียรเอาจริงเอาจังได้อย่างแน่นอน และสามารถเผยแผ่ธรรม ชักชวนแนะนำธรรม และอธิบายธรรมได้โดยธรรมชาติ ไม่ต้องให้ใครบังคับให้ทำ นี่คือการกระทำของโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่แท้จริง

สรุปว่า ลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลกที่แท้จริงนั้น จะต้องมีพร้อมทั้ง 3 ข้อ กล่าวคือ จะต้องใส่ใจต่อเส้นทางแห่งผุ้บุกเบิกทางด้านธรรมะ เส้นทางแห่งผู้รู้ธรรมะ และเส้นทางแห่งผู้สอนธรรมะ นี่คือสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น ขอให้ปีหน้าเป็นต้นไป ก็ไม่ลืมทั้ง 3 ข้อนี้ไปตลอดชั่วชีวิต และพยายามต่อสู้อย่างองอาจต่อไป







วันที่ 30 ธันวาคม

ทุกๆ วัน อย่าได้มีอุบัติเหตุ ขอให้การเคลื่อนไหวทั้งหมดเจริญก้าวหน้าโดยสร้างคุณค่ามากมาย พร้อมกับเต็มไปด้วยการมีสามัญสำนึกด้วย


อธิบาย

คำว่า “ทุกๆ วัน อย่าได้มีอุบัติเหตุ” นั้น เป็นหลักการพื้นฐานของการมีความสุข หมายความว่า มนุษย์เรานั้น ในเวลาปกติ เรื่องธรรมดาๆ ที่มีอยู่แล้วนั้น เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น จึงจะรู้สึกว่ามีคุณค่า เช่น อาการปวดฟัน เราจะรู้สึกปวดตลอดวันตลอดคืน กินไม่ได้ นอนไม่ได้ ปวดจนน้ำตาไหล ทำงานไม่ได้ ซึ่งพ่ายแพ้ต่อความเจ็บปวดของโลกนรก ทำให้ชีวิตอันกว้างขวางของ 10 โลกทั้งหมดลงไปรวมอยู่ในโลกนรก แต่เมื่อรักษาจนหายปวด สามารถกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ ความรู้สึกตอนที่ปวดกับตอนที่หายดีนั้น ต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว ซึ่งเวลาที่ไม่ปวดก็ไม่เห็นคุณค่าของการดูแลฟันให้ดี แต่เมื่อปวดแล้ว ก็เห็นความสำคัญของการดูแลฟัน ดังนั้น ชีวิตปกติที่เราคิดว่าธรรมดาๆ นั้น แท้จริงแล้วมีความหมายมากและมีคุณค่ามากมาย เพียงแต่เราไม่ตระหนักในเรื่องนี้เท่านั้นเอง

ดังนั้น การดำเนินชีวิตที่ไม่มีอุบัติเหตุ จึงเป็นการดำเนินชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริงนั่นเอง แต่บางคนก็บ่นว่า ศรัทธามาหลายปี ตั้งแต่รับโงะฮนซนมาก็สวดมนต์ทุกวัน ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว ก็ไม่เห็นได้รับผลบุญอะไรเลย จึงคิดว่าโงะฮนซนไม่มีพลัง ธรรมะไม่สูงส่ง แต่ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะพวกเราเป็นมนุษย์ปุถุชนคนโง่ เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หรือเจ็บป่วยและพยายามสวดมนต์แล้วสามารถหายได้ ก็จะดีใจว่า โงะฮนซนคุ้มครอง แต่เวลาที่ชีวิตดำเนินไปราบรื่นดี กลับไม่คิดว่าได้รับการคุ้มครองจากโงะฮนซนและเทพธรรมบาลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าจะพูดไปแล้ว การมีชีวิตปกติสุขดี เราก็ควรจะสวดมนต์ขอบคุณโงะฮนซน และต่อสู้ในการดำเนินชีวิตอย่างร่าเริงสดใส แต่คนที่ชีวิตปกติสุขดี กลับคิดว่าไม่ได้รับผลบุญและบ่นต่อว่าโงะฮนซน แสดงว่า จิตใจของเขาสงสัยและไม่ขอบคุณต่อโงะฮนซน เช่นนี้แล้ว ย่อมมีอะไรเกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ แล้วตอนนั้นจึงจะรู้สำนึกขึ้นมาได้

พูดถึงผลบุญของโงะฮนซนนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ว่า มี 4 ลักษณะด้วยกัน คือ

  1. การอธิษฐานให้ได้ผลเห็นชัดทันที แล้วได้รับผลบุญเห็นชัดทันที หมายถึง เมื่อพยายามอธิษฐานแล้ว ผลบุญก็ก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนอย่างรวดเร็ว

  2. การอธิษฐานให้ได้ผลเห็นชัดทันที แต่ได้รับผลบุญไม่เห็นชัดทันที หมายถึง พยายามอธิษฐานแล้วก็ตาม แต่ว่าได้รับผลบุญที่ปรากฏออกมาอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นเวลายาวนานจึงจะเห็นชัดขึ้นมา

  3. การอธิษฐานที่ขอผลบุญที่ไม่เห็นชัดทันที แต่ได้รบผลบุญเห็นชัดทันที หมายถึง แม้จะไม่ได้พยายามอธิษฐาน แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ก็สามารถได้รับผลบุญที่เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

  4. การอธิษฐานที่ขอผลบุญที่ไม่เห็นชัดทันที แล้วได้รับผลบุญที่ไม่เห็นชัดทันที หมายถึง ไม่ได้พยายามอธิษฐาน ผลบุญก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาโดยใช้เวลายาวนาน

ลักษณะของผลบุญที่แท้จริงสำหรับสมัยธรรมปลายคือลักษณะที่ 4 ซึ่งเหมือนความศรัทธาแบบน้ำ ดังนั้น การที่ในการดำเนินชีวิตประจำวันไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นจึงเป็นการได้รับผลบุญที่แท้จริง และในที่สุด ก็จะบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน

เรื่องอุบัติเหตุนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เช่น การขี่มอเตอร์ไซค์ การขับรถยนต์ ถ้าไม่ระมัดระวังเพียงแค่ 1 วินาทีก็จะพิการตลอดชีวิตหรือถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ถ้าความศรัทธาอ่อนแอ สงสัยโงะอนซน มีอคติจิตต่อผู้อาวุโส โกรธแค้นหัวหน้า ก็จะมีเรื่องเกิดขึ้นได้ง่าย จึงอย่าให้ร้าย ดูถูก วิจารณ์ผู้นับถือโงะฮนซนเป็นอันขาด จึงอาจกล่าวได้ว่า การเกิดอุบัติเหตุแสดงให้รู้ได้ว่า ความศรัทธาไม่ถูกต้อง ความศรัทธาอ่อนแอ หมายความว่า ถ้าศรัทธาเข้มแข็งแล้ว ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงต่ออุบัติเหตุได้

เรื่องนี้ พระพุทธองค์ได้กล่าวอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรว่า ผู้ปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรอาจจะมีกรรมที่ต้องประสบอุบัติเหตุ แต่เมื่อศรัทธาเข้มแข็งแล้ว ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเมื่อพบเจอคนที่จะทำร้ายหรือหลอกลวง ถ้าศรัทธาเข้มแข็งแล้ว ก็จะสามารถรอดปลอดภัย

สำหรับข้อความที่กล่าวว่า “ขอให้การเคลื่อนไหวทั้งหมดเจริญก้าวหน้าโดยสร้างคุณค่ามากมาย พร้อมกับเต็มไปด้วยการมีสามัญสำนึกด้วย” หมายความว่า ถ้าไม่มีสามัญสำนึกแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตและพัฒนาก้าวหน้าได้ เช่น ใส่เสื้อนอกก่อน แล้วค่อยใส่เสื้อชั้นใน นั้น ย่อมไม่ถูกต้อง ไม่สวยงาม หรือในการทานข้าว ถ้าทานข้าวจนหมดเสียก่อน แล้วค่อยทานกับข้าวตามไปทีหลัง แล้วค่อยทานน้ำซุปตามทีหลัง ก็คงจะไม่อร่อย ควรจะต้องทานข้าวควบคู่ไปกับการทานกับข้าวและน้ำซุป จึงจะอร่อย ซึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันนั้นก็มีระเบียบแบบแผนที่ถูกต้อง ถ้าปฏิบัติโดยไม่มีสามัญสำนึกแล้ว ก็ไม่เกิดประโยชน์หรือคุณค่าต่อตัวเรา มีแต่ผิดพลาด ขาดทุน เสียหาย

ในทำนองเดียวกัน การปฏิบัติศรัทธาก็มีวิธีที่ถูกต้อง ถ้าไม่ปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้อง โดยเลือกทำตามอารมณ์ หรือความคิดของตัวเองที่พอใจแล้ว แม้ว่าจะเพียรพยายามมากเพียงไร ก็ไม่ได้รับผลบุญแม้แต่น้อย จึงควรจะปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้องแท้จริง เพื่อให้ได้รับผลบุญดีกว่า สำหรับวิธีที่ถูกต้องของธรรมก็คือ

  1. มีความศรัทธาด้วยความเชื่อมั่นต่อโงะฮนซน

  2. มีการปฏิบัติด้วยการชักชวนแนะนำธรรมแก่ผู้อื่น

  3. พยายามศึกษาค้นคว้าปรัชญาธรรมในธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนิน

ใน 3 ข้อนี้ ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่ามีความศรัทธาที่แท้จริง ซึ่งไม่สามารถได้รับผลบุญจากโงะฮนซน และเมื่อสามารถทำครบถ้วนทั้ง 3 ข้อแล้ว การเคลื่อนไหวของบุคคลผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านธรรมะ ทางด้านการดำเนินชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างแน่นอน และสามารถเจริญเติบโตหรือพัฒนาก้าวหน้าในอนาคตได้อย่างแน่นอน





วันที่ 29 ธันวาคม

จงแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และรับฟังความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา


อธิบาย

คำว่า “จงแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา” ก็คือ ลักษณะที่แท้จริงของคนรุ่นหลัง กล่าวคือ ถ้าเพื่อการปกป้องธรรมะ เพื่อการเผยแผ่ธรรม เพื่อการเจริญพัฒนาของสมาคม เพื่อการดำเนินงาน หรือเพื่อการอธิบายธรรมะต่างๆ เหล่านี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจต่อผู้อาวุโส หมายความว่า จุดมุ่งหมายก็คือเพื่อให้ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดสำเร็จลงอย่างสวยงาม หรือให้งานเสร็จสมบูรณ์นั้น ทุกคนมีภาระหน้าที่เท่าเทียมกันหมด จึงมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นที่เป็นผลดีและสร้างคุณค่าได้อย่างตรงไปตรงมา แต่ก็อย่าเข้าใจผิดว่า ถ้าเราเสนอแล้ว หัวหน้าหรือผู้อาวุโสไม่เอามาใช้ เราก็จะบ่น วิจารณ์ หรือน้อยใจ เพราะบางครั้ง ความคิดเห็นของเราอาจจะไม่ลึกซึ้งหรือมองไม่ไกลเท่าหัวหน้าหรือผู้อาวุโส เช่น อาจจะไม่เหมาะกับโอกาส อาจจะยังไม่ค่อยมีประโยชน์ จึงยังไม่ได้นำความคิดเห็นของเรามาใช้ แต่สิ่งสำคัญก็คือ คนรุ่นหลังสามารถพูดออกมา ไม่ใช่เก็บเอาไว้ในใจ เพราะถ้าเก็บไว้ในใจ ไม่ได้พูดออกมา และเอาเป็นข้ออ้างในการวิพากษ์วิจารณ์ อคติ ไม่พอใจ หรือบ่นต่อการดำเนินงานของสมาคมหรือผู้อาวุโสหรือหัวหน้า หากเป็นเช่นนี้แล้ว คนรุ่นหลังก็รังแต่จะต้องได้รับบาป และไม่มีประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย ดังนั้น ถ้ามีความคิดเห็นแล้ว ก็ควรจะเปิดเผยออกมาดีกว่าเก็บเอาไว้ ให้พูดอย่างตรงไปตรงมา ส่วนจะดีหรือไม่ดีนั้น พวกเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจึงตัดสินว่าเป็นความคิดเห็นหรือข้อเสนอที่ดีหรือไม่ แต่ถึงแม้ว่าจะดีหรือไม่ดี ถ้าไม่พูดออกมาแล้ว ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าดีหรือไม่ดี ดังนั้น การพูดออกมาจึงย่อมดีกว่าการไม่พูด

ยุวชนชายคนหนึ่ง มีอาชีพขายปลา ได้ถามอาจารย์โทดะว่า “ผมสมองไม่ค่อยดี เรียนหนังสือก็ไม่สูง เวลาชักชวนแนะนำธรรมให้แก่ผู้อื่นจึงพูดไม่เก่ง ควรจะทำอย่างไรดีครับ” อาจารย์โทดะตอบว่า เรื่องสมองดีหรือไม่ดีนั้น แท้จริงแล้วก็ถูกกำหนดไว้แล้ว ดังนั้น เลิกคิดดีกว่า เรื่องนี้ทางด้านการศรัทธาก็เช่นกัน เรื่องฉลาดหรือไม่ฉลาด การศรัทธาดีหรือไม่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือ มีความเพียรพยายามหรือไม่ เข้มแข็งหรืออ่อนแอ หมายความว่า พวกเรามนุษย์ปุถุชนอาจจะไม่ใช่คนฉลาด ไม่ใช่นักปราชญ์ ไม่ใช่อริยบุคคล แต่เป็นปุถุชนคนโง่ ดังนั้น แม้จะพยายามศึกษาธรรมก็อาจจะไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง บางครั้งก็รู้สึกสิ้นหวังต่อความสามารถของตนเองที่ว่า ทำไมผมจึงไม่สามารถเข้าใจธรรมะได้มากกว่านี้ แต่สิ่งสำคัญนั้น ไม่ใช่อยู่ที่หัวดีหรือไม่ดี ฉลาดหรือไม่ฉลาด ศรัทธาดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ว่า จะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถของตัวเองหรือไม่ พยายามทำจนถึงที่สุดหรือไม่ สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่า หมายความว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับความศรัทธาก็คือ มีความพยายามหรือไม่ เข้มแข็งหรือไม่ เอาจริงเอาจังหรือไม่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความฉลาดหรือไม่ฉลาด สมองดีหรือไม่ดี เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ฉะนั้น เรื่องการเสนอความคิดเห็นจึงไม่ต้องเกรงใจว่า สมองไม่ดี ไม่กล้าเสนอความคิดเห็น เพราะถ้าพยายามเอาใจใส่ในการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่แล้ว การเสนอความคิดเห็นย่อมมีสิทธิ์พูดได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจึงสำคัญอย่างยิ่ง

ส่วน “รับฟังความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมา” นั้น หมายถึงลักษณะของผู้นำหรือหัวหน้า โดยทั่วไป ผู้อาวุโสที่ดี หัวหน้าที่ดี ผู้มีพลังในการชี้นำนั้น ทุกคนล้วนพยายามรับฟังการรายงาน ความคิดเห็นและการเล่าประสบการณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยความอดทนฟังจนหมด หมายความว่า ผู้ที่สามารถรับฟังผู้อื่นได้ดี จะเป็นผู้ที่มีพลังชี้นำที่ดีเช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่ไม่รับฟังความคิดเห็นหรือรายงาน หรือการพูดคุยของอีกฝ่ายหนึ่ง จึงไม่มีสิทธิ์เป็นผู้นำ เพราะว่าคำตอบของปัญหานั้น ครึ่งหนึ่งอยู่ในสิ่งที่เราอดทนฟัง อีกครึ่งที่เหลืออยู่ที่พลังศรัทธาและพลังชี้นำของผู้อาวุโส จึงกล่าวว่า ผู้ที่ฟังเก่งคือผู้ที่ชี้นำเก่ง

ดังนั้น ถ้าไม่รับฟังความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาแล้ว ย่อมไม่สามารถหาทางแก้ไขได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าผู้ที่เสนอความคิดเห็นหรือผู้รายงานจะเป็นคนแบบไหนก็ตาม ก็จะต้องตั้งอกตั้งใจฟังความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาของเขาโดยไม่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่คิดแบ่งแยกเขากับเรา ให้ความเสมอภาค แล้วจึงค่อยพิจารณาโดยใช้ธรรมะเป็นหลัก และคิดหาวิธีตัดสินที่ดีที่สุด นี่จึงจะเป็นลักษณะของผู้นำหรือผู้อาวุโสที่แท้จริง ไม่เช่นนั้นแล้ว คนรุ่นหลังก็จะไม่ติดตามหัวหน้าคนนี้ มีแต่บ่น วิจารณ์หัวหน้าว่า ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนเอื่น ไม่เข้าใจคนอื่น มีแต่ออกคำสั่ง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดการแตกความสามัคคี สิ่งที่เพียรพยายามต่อสู้มาอย่างมากมายก็ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย แล้วก็ค่อยๆ เสื่อมถอยไป ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า คำชี้นำของวันนี้เป็นคำชี้นำที่สำคัญสำหรับหัวหน้าและคนรุ่นหลัง



 

วันที่ 28 ธันวาคม

หัวหน้าจะต้องใฝ่หาเพื่อให้ตนเองได้ศึกษามากขึ้น และตั้งใจให้การศึกษาต่อคนรุ่นหลังอย่างใจดี ถ้าไม่สร้างสิ่งนี้ไว้เป็นพื้นฐานแล้ว คนทั้งหลายย่อมไม่สามารถเจริญเติบโตอย่างมีความหวัง การศึกษาเพื่อสร้างอบรมผู้มีความสามารถ สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสมาคมขึ้นมาใหม่


อธิบาย

คำชี้นำนี้เป็นเจตนารมณ์ขั้นพื้นฐานของสมาคม หมายความว่า หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจะต้องตั้งใจรับคำชี้นำ รับการฝึกฝน และศึกษาเพื่อให้ตัวเองมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น เพราะแม้ว่าจะเป็นหัวหน้าขั้นสูงแค่ไหนก็ตาม แต่สำหรับด้านความศรัทธานั้น ไม่มีสิ้นสุด จะต้องมีการฝึกฝนและเรียนรู้ไปตลอดชั่วชีวิต จิตใจที่ใฝ่หาธรรมเช่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหัวหน้าไม่มีจิตใจใฝ่หาธรรม กลายเป็นคนอวดดี ใหญ่โต เห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นลักษณะของความศรัทธาที่เฉื่อยชา ทำบ้างหยุดบ้าง หรือไปเรื่อยเฉื่อยแล้ว ตัวเองย่อมไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ตาม จะต้องอ่านธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินตลอด ซึ่งในการอ่านแต่ละครั้ง สำหรับผู้ที่มีความศรัทธาเข้มแข็งและมีจิตใจใฝ่หาธรรมแล้ว ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจได้มากยิ่งๆ ขึ้น เช่น ปีนี้อ่านเข้าใจแล้ว แต่พอปีหน้า ความศรัทธาก็เข้มแข็งและก้าวหน้าขึ้น เมื่อกลับมาอ่านข้อความเดิม ก็จะรู้สึกซาบซึ้งใจมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่า การศึกษาธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น ไม่มีวันจบสิ้น แต่ขึ้นอยู่กับสภาพชีวิตของผู้อ่าน หัวหน้าที่บอกว่า ตัวเองรู้ธรรมะและเข้าใจดีแล้ว แสดงว่า เป็นคนอวดดีมาก เพราะปรัชญาของพุทธธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก ยิ่งศึกษาก็ยิ่งพบสิ่งที่ต้องศึกษาให้เข้าใจมากขึ้น ดังนั้น หัวหน้าหรือผู้นำจึงต้องมีความถ่อมตน และแสวงหาธรรมและได้รับการอบรมทางด้านธรรมอย่างมากมาย มิฉะนั้น ก็หมดสิทธิ์ที่จะเป็นผู้นำ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่การบังคับหรือออกคำสั่งให้ยอมรับ เพราะการศรัทธาเป็นเรื่องสมัครใจ ที่ตัวเองตั้งใจอยากจะศึกษาค้นคว้า ซึ่งเป็นลักษณะของผู้กระทำเป็นหลัก ตอนนั้น จึงจะสามารถมีความศรัทธาที่เจริญก้าวหน้าได้

สำหรับการ “ตั้งใจให้การศึกษาต่อคนรุ่นหลังอย่างใจดี” นั้น การศึกษามี 2 ความหมาย คือ 1.ให้การสั่งสอน และ 2. สร้างอบรม ซึ่งความหมายของการศึกษา ก็คือ ให้การสั่งสอนเพื่อสร้างอบรมสำหรับอนาคต ดังนั้น ถ้าหัวหน้าไม่มีจิตใจที่ใจดี คิดว่า ทำไปเพราะเป็นหน้าที่ ก็จะมีแต่การสั่งสอน ไม่มีการสร้างอบรม เช่นนั้นแล้ว คนรุ่นหลังก็ไม่สามารถกลายเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้ แต่ถ้าหัวหน้ามีจิตใจดี เอาใจใส่ต่อคนรุ่นหลัง มีความตั้งใจเพื่อการเผยแผ่ธรรมในอนาคตด้วยจิตใจที่เร่าร้อนแล้ว ก็จะมีพร้อมทั้งการสั่งสอนและการสร้างอบรมโดยครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนรุ่นหลังก็จะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมากมาย แต่ถ้าหัวหน้าได้รับการอบรมสั่งสอนมา แล้วเก็บเอาไว้กับตัว ไม่กล้าสอน ก็จะต้องได้รับบาปอย่างแน่นอน เรียกว่า บาปแห่งความตระหนี่ เพราะตัวเองก็เคยได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยความเอาใจใส่จากรุ่นพี่มาแล้ว จึงสามารถมีตัวเองในปัจจุบันนี้ได้ ดังนั้น การสอนให้แก่รุ่นน้องจึงเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการตอบแทนบุญคุณต่อหัวหน้าหรือผู้อาวุโส แต่ถ้าไม่ทำ หรือไม่กล้าทำ ก็แสดงว่า จิตใจเห็นแก่ตัว จิตใจสกปรก จิตใจอวดดี และตระหนี่ ดังนั้น แม้ว่าตัวเองจะรู้ธรรมะมากมาย แต่ก็ไม่สามารถสร้างอบรมรุ่นน้องได้ หากเป็นเช่นนี้แล้ว ระบบการของเขาก็จะต้องเสื่อมเสียลง ไม่มีความเจริญก้าวหน้า ต่างคนต่างเห็นแก่ตัวเอง ไม่มีความร่วมมือร่วมใจกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญสำหรับการเจริญก้าวหน้าในอนาคตนั้น แน่นอนอยู่แล้วว่า ก็คือ หลักพื้นฐานทางด้านธรรมะ ดังนั้น การศึกษาธรรมะ จึงไม่ใช่การศึกษาเพื่อตัวเอง หรือการค้นคว้าเพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น แต่จะต้องเป็นการศึกษาเพื่อสร้างอบรมผู้มีความสามารถเป็นหลัก

สำหรับการสร้างอบรมผู้มีความสามารถนั้น ก่อนอื่น ตัวเองจะต้องเป็นผู้นำที่ดีเสียก่อน จึงจะสามารถทำให้คนรุ่นหลังเป็นผู้นำที่ดี นี่คือเจตารมณ์ของการสร้างอบรมผู้มีความสามารถ หมายความว่า ถ้าความศรัทธาของตนเองไม่เข้มแข็ง ไม่เจริญก้าวหน้าแม้แต่น้อยแล้ว แน่นอนว่า ย่อมไม่สามารถสร้างอบรมรุ่นน้องให้กลายเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องหาเวลา หาโอกาส เพื่อสร้างอบรมผู้มีความสามารถรุ่นน้อง ถ้าสมาชิกทั้งหลายรู้ตัวในเรื่องนี้ ทุกปี สมาคมก็จะมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าลืมคำชี้นำนี้แล้ว ระบบการก็ดี ความศรัทธาของสมาชิกก็ดี ทั้งหมดก็จะค่อยๆ เฉื่อยชาลง ไม่เจริญก้าวหน้า และในที่สุด ก็จะต้องเสื่อมเสียไปอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ถ้าไม่สร้างสิ่งนี้ไว้เป็นพื้นฐานแล้ว คนทั้งหลายย่อมไม่สามารถเจริญเติบโตอย่างมีความหวัง การศึกษาเพื่อสร้างอบรมผู้มีความสามารถ สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสมาคมขึ้นมาใหม่”



 

วันที่ 27 ธันวาคม

เรื่องสำคัญขอให้คิดอย่างรวดเร็ว และแม้จะมีอุบัติเหตุหรือเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ขอให้แก้ไขโดยสง่าผ่าเผย


อธิบาย

สิ่งสำคัญของการต่อสู้ทางด้านธรรมะและการดำเนินงาน ก็คือ ความสามัคคีที่แข็งแกร่งเป็นหลัก แต่ความสามัคคีจะมีขึ้นได้ ก็อยู่ที่การติดต่อกันอย่างแน่นแฟ้นหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าจะมีจิตใจกล้าหาญและต่อสู้อย่างเต็มที่อยู่แล้วก็ตาม แต่ถ้าเรื่องการติดต่อสื่อสารกันไม่เรียบร้อยแล้ว ระบบการนั้นย่อมไม่สามารถดำเนินงานกันอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าได้ เพราะผู้นำทั้งหลายต่างไม่ร่วมมือร่วมใจกัน และแตกสามัคคีกันได้ง่าย

ถึงแม้ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือผู้อาวุโส แต่ก็เป็นมนุษย์ปุถุชน ที่มีอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่แน่นอนอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าไม่ค่อยมีการติดต่อสื่อสารกัน บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็พร้อมที่จะไม่พอใจ น้อยใจ ขัดแย้ง โมโห ฯลฯ ได้ง่ายอยู่แล้ว ซึ่งจิตใจเหล่านี้เรียกว่าได้ว่าถูกมารแทรก แม้ภายนอกจะเป็นผู้อาวุโส แต่ถ้าจิตใจแพ้มารแล้ว ความศรัทธาก็ย่อมจะไม่บริสุทธิ์ จึงเกิดอคติจิต เกิดความไม่พอใจ โกรธหรือไม่พอใจผู้อื่นได้ง่าย ระบบการแตกความสามัคคี ด้วยเหตุนี้ การติดต่อสื่อสารกันจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีความสามัคคีได้ และการติดต่อสื่อสารกันนั้น บางครั้ง ถ้าช้าเกินไปแล้วก็อาจจะไม่ทันการณ์ จึงไม่มีประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย ดังนั้น ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี ยิ่งเร็วก็ยิ่งมีคุณค่า ถ้ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นและรีบจัดการโดยเร็วแล้ว ก็จะไม่กลายเป็นเรื่องร้ายแรงใหญ่โต แต่ถ้าไม่รู้หรือลืมไป ทำให้พลาดโอกาสไปแล้ว บางทีก็ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะแก้ไขได้ และส่งผลกระทบออกไปในวงกว้าง

สำหรับเรื่องที่มีความสำคัญต่อสมาคมนั้น ถ้าไม่มีการติดต่อสื่อสารหรือรายงานต่อหัวหน้าหรือผู้อาวุโสแล้ว ก็กล่าวได้ว่า บุคคลผู้นั้นกำลังทำลายสมาคม ทำให้สมาคมเสื่อมเสีย หรือทำให้ระบบการแตกความสามัคคี จนเรียกว่าเป็นศัตรูของสมาคมก็ว่าได้ ดังนั้น ผู้ที่เมินเฉย ไม่ให้ความสำคัญต่อการติดต่อสื่อสารและรายงานนั้น ไม่มีสิทธิ์เป็นผู้นำหรือหัวหน้า เช่น ถ้าเห็นไฟไหม้ในบ้าน ก็จะต้องรีบแจ้งสถานีดับเพลิง ก็จะดับไฟได้ทัน โดยยังไม่ทันได้ลามไปบ้านอื่น แต่ถ้าคิดว่า เรื่องนี้แค่นี้จัดการเองได้ ไม่ต้องแจ้ง และพยายามดับไฟเอง แต่พอคิดว่า ดับไม่ไหวแล้ว จึงแจ้งสถานีดับเพลิง เมื่อนั้น ก็อาจจะสายเกินไป เพราะไฟอาจจะลุกไหม้จนลามเป็นวงกว้าง เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยก็เช่นกัน หรือคนที่ทำธุรกิจที่ต้องคอยฟังข่าวของต่างประเทศก็เช่นกัน

จึงอาจกล่าวได้ว่า เรื่องดีนั้นช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเรื่องร้ายแล้ว จำเป็นจะต้องรีบรายงาน หรือติดต่ออย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสง่าผ่าเผย สำหรับการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอุบัติเหตุหรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาโดยปัจจุบันทันด่วนนั้น สิ่งสำคัญคือ การปรึกษาหารือกัน ถ้าไม่มีการปรึกษาหารือ มีแต่คิดเองทำเองแล้ว บางครั้ง ก็อาจจะเกิดเรื่องไม่ดี และกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้แตกสามัคคีได้ เพราะฉะนั้น ในการเผยแผ่ธรรมนั้น พวกเราต้องเข้าใจว่า ย่อมมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงอย่าตกใจ อย่าสงสัย แต่ขอให้มั่นใจว่า ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ถ้าพวกเราร่วมมือร่วมใจกันด้วยความสามัคคีและมีความศรัทธาที่เข้มแข็งแล้ว ทุกเรื่องก็จะสามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน ซึ่งความเชื่อมั่นและความศรัทธาเช่นนี้นั้นเป็นสิ่งสำคัญทีเดียว

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “เมื่ออุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้นมาแล้ว คนฉลาดจะดีใจ ส่วนโง่เขลาจะท้อถอยไป” หมายความว่า มองผิวเผินแล้ว อุปสรรค 3 มาร 4 เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรา เพื่อให้ความศรัทธาเข้มแข็งแน่วแน่ขึ้น จึงจะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเองได้ เหมือนไฟ ยิ่งถูกลมพัด ก็ยิ่งลุกไหม้สูงขึ้น จึงกล่าวได้ว่า เมื่อมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เราจึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ได้ สามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตัวเองได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะมีเรื่องลำบากอะไรเกิดขึ้นก็ตาม พวกเรามีโงะฮนซนอยู่แล้ว ถ้ายึดถือโงะฮนซนตลอดไป ไม่สงสัยโงะฮนซน ในที่สุด ก็จะสามารถแก้ไขได้ทุกอย่าง ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องกังวลใจ จะต้องเชื่อและอุทิศชีวิตต่อโงะฮนซน ต่อธรรมะ นี่คือสิ่งสำคัญ

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอีกว่า “การที่พวกเรามีชีวิตอยู่นั้น แท้จริงก็เพื่อจะพบกับอุปสรรคอันยิ่งใหญ่นั่นเอง” หมายความว่า พวกเราซึ่งเป็นผู้ยึดถือศรัทธาต่อโงะฮนซนนั้น เมื่อมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน จะต้องต่อสู้กับอุปสรรค 3 มาร 4 ต่อสู้กับมาร ให้สามารถข้ามพ้น และมีชัยชนะต่อสิ่งเหล่านี้ จึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะในชั่วชีวิตนี้ได้ จึงกล่าวได้ว่า การมีอุปสรรค 3 มาร 4 เกิดขึ้น การประสบอุบัติเหตุ หรือมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นนั้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรานั่นเอง




 

วันที่ 26 ธันวาคม

จงวินิจฉัยอย่างเอาจริงเอาจัง และจัดการอย่างว่องไว


อธิบาย

เรื่องการวินิจฉัยอย่างเอาจริงเอาจัง ก็คือ เมื่อได้รับรายงานแล้ว ก็จะต้องมีการวินิจฉัย สำหรับผู้รายงานนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ

  1. คนฉลาด

  2. คนฉลาดเล็กน้อยและโง่เล็กน้อย

  3. คนโง่

ประเภทที่ 1 คนฉลาด เวลาที่คนประเภทนี้รายงาน มักจะรายงานไม่ผิดพลาด จึงไว้วางใจได้

ประเภทที่ 2 คนฉลาดเล้กน้อยและโง่เล็กน้อย เนื่องจากมีทั้งฉลาดและโง่ เวลาที่รายงานจึงมักจะปนความคิดของตัวเองด้วย ซึ่งเป็นประเภทที่ไว้ใจไม่ได้ เพราะเติมเสริมแต่งความคิดของตัวเอง จึงเป็นประเภทที่ใช้ไม่ได้

ประเภทที่ 3 คนโง่ เนื่องจากเป็นคนโง่ เวลาที่รายงาน จึงไม่มีความคิดของตนเองปะปนมาด้วย จะพูดตามที่ได้รับฟังมา กล่าวคือ เจ้านายสั่งให้ทำอะไร ก็ปฏิบัติตามนั้น จึงเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ และดีกว่าประเภทที่ 2 และอาจจะดีกว่าประเภทที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ฉลาดด้วย

ดังนั้น เวลาที่ได้รับรายงาน ผู้นำจะต้องวินิจฉัยด้วยความใจเย็นว่า ผู้รายงานมีนิสัยอย่างไร ไว้ใจได้หรือไม่ ชอบใส่ความนึกคิดของตนลงไปด้วย หรือรายงานโดยปราศจากมูลความจริง หรือรายงานแบบเกินจริง เรื่องเล็กทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องสำคัญกลับเก็บไว้เป็นความลับและรายงานแต่เรื่องที่ไม่สำคัญ หรือไม่รู้ว่าเรื่องจริงคืออะไรแต่ได้ยินคนซุบซิบกันก็เอามารายงานแบบไม่รู้จริง หรือรายงานโดยมีเจตนาหลอกลวงก็มี ดังนั้น เมื่อได้รับรายงานจึงต้องพิจารณาถึงนิสัยของผู้รายงานด้วย มิฉะนั้นแล้ว ก็อาจจะวินิจฉัยผิด เข้าใจผิด และตัดสินผิดพลาดออกไป

ในอีกด้านหนึ่ง เวลาที่ได้รับรายงาน ผู้ฟังรับฟังด้วยอารมณ์อย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่รับฟังด้วยความใจเย็น ใจร้อนเกินไป เรื่องเล็กน้อยก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ หรือไม่ชอบคนที่มารายงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้รับฟังรายงานจึงทำเฉย ไม่สนใจ หรือมีอคติต่อผู้อื่น พอได้รับฟังรายงานเรื่องของเขาแล้ว ก็ไม่สามารถรับฟังด้วยใจเป็นธรรม แล้วคิดไม่ดีกับเขา หรือบางครั้งผู้นำเองเป็นคนอวดดี ใหญ่โต ไม่สนใจใยดีสมาชิก พอได้รับรายงาน ก็เมินเฉยไป คิดเองว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ซึ่งย่อมไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความศรัทธาบริสุทธิ์และเข้มแข็งแล้ว ก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างใจเย็นและถูกต้อง

สำหรับเรื่องการจัดการอย่างว่องไวนั้น เมื่อวินิจฉัยแล้ว สิ่งสำคัญก็คือจะต้องจัดการอย่างว่องไวด้วย เรื่องนี้มี 3 ลักษณะด้วยกัน ได้แก่

  1. จัดการประเด็นสำคัญหรือสาระสำคัญ

  2. จัดการแบบรวบรัด (ย่อๆ)

  3. จัดการแบบกว้างๆ

หมายความว่า ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่มีเวลา สิ่งสำคัญก็คือ รีบจัดการประเด็นสำคัญก็พอ แต่ถ้าพอมีเวลา สามารถมีเวลาพอให้อธิบายบ้าง ก็ควรจัดการแบบรวบรัด และถ้าเรื่องไม่ค่อยด่วน อีกทั้งยังมีเวลามากมาย ก็จัดการแบบกว้างๆ โดยมีการอธิบายรายละเอียดด้วยความรอบคอบ ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้และใช้ผิดวิธีแล้ว ก็จะไม่บังเกิดประโยชน์ ซึ่งทั้ง 3 ลักษณะนี้ สามารถใช้ในการรายงาน ดำเนินงาน บริหารงาน หรือจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว การจัดการอย่างว่องไวย่อมจะดีกว่าชักช้า ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี ส่วนใหญ่ถ้ามีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็จะสามารถจัดการอย่างว่องไว ซึ่งมีคุณค่าได้มากกว่า แต่ที่พูดเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตายตัวเป็นอย่างนี้ในทุกเรื่อง สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องพิจารณาแล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่กรณี แล้วแต่บุคคล และแล้วแต่ปัญหา







วันที่ 25 ธันวาคม

จงเป็นผู้ริเริ่ม อย่าเอาแต่เป็นผู้ตาม


อธิบาย

เรื่องนี้เป็นหลักสำคัญในการต่อสู้ ถ้าไม่สามารถลงมือริเริ่มทำงานแล้ว ย่อมจะต้องพบกับความพ่ายแพ้และขาดทุนอย่างแน่นอน

เรื่องนี้มีความหมายคล้ายกับการเป็นผู้ให้ยืมนั้น ดีกว่าการเป็นผู้ขอยืม หมายความว่า ถ้าเราเป็นผู้ขอยืมแล้ว เวลาที่จะต้องพูดกับเขา ก็ย่อมรู้สึกเกรงใจ ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำ แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายให้ยืมแล้ว เมื่อมีเรื่องสำคัญที่จะต้องขอร้องหรือขอความร่วมมือ ก็สามารถพูดได้ ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะมีเรื่องยากลำบากหรือมีความทุกข์อะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ จะต้องอดทนและพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นแล้ว เพียงแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็คิดแต่จะพึ่งพาคนอื่น พอถึงเวลาจำเป็นจริงๆ และต้องขอความร่วมมือจากเขาแล้ว เขาก็อาจจะไม่ช่วยเต็มที่อีกแล้ว เพราะรู้สึกได้ว่า จิตใจของคนนี้อ่อนแอ ไม่กล้าสู้ มีปัญหาก็ไม่รับผิดชอบในการแก้ไขด้วยตัวเอง คิดแต่คอยจะหวังพึ่งคนนั้นคนนี้ จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้คนทั้งหลาย

สำหรับพวกเราแล้ว การเป็นผู้ริเริ่มนั้น ก็คือจะต้องมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า จึงจะสามารถเป็นผู้กระทำ ไม่เป็นผู้ถูกกระทำ ถ้าไม่มีการเตรียมการมุ่งสู่อนาคตแล้ว ก็จะกลายเป็นคนทำตามเสียมากกว่า และเป็นผู้ถูกกระทำ

อาจารย์อิเคดะ ท่านจะเป็นผู้ริเริ่มลงมือทำเพื่ออนาคตอยู่เสมอ จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่พวกเราสามารถปฏิบัติศรัทธาได้อย่างสะดวกสบาย ก็เพราะอาจารย์พยายามต่อสู้ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากไม่ใช่เพียงแค่ปีสองปีเท่านั้น แต่ท่านต่อสู้เพื่ออนาคต 50 ปี 100 ปี 200 ปีข้างหน้าอยู่เสมอ สมาคมจึงสามารถมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยิ่งใหญ่ได้ ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญในการปฏิบัติของเราก็คือ เมื่อมีการประกาศนโยบายออกมา แม้ว่าตอนแรกเราอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็ขอให้รับไว้หมดเสียก่อน และพยายามปฏิบัติตามอย่างเอาจริงเอาจังเต็มที่ด้วยความศรัทธาที่ว่านอนสอนง่าย ภายหลังก็จะเข้าใจได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าต่อต้านตั้งแต่แรก วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ปฏิบัติตามนโยบายหรือคำชี้นำของอาจารย์ ซึ่งเป็นลักษณะดื้อรั้น อวดดีและเห็นแก่ตัวแล้ว ก็จะต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าว อยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ปัจจุบันอาตมาจะขอบอกกล่าวเอาไว้ แต่เมื่อไม่เชื่อและเสียใจภายหลังแล้ว อาตมาก็ช่วยอะไรไม่ได้” กล่าวคือ พระนิชิเร็นไดโชนินได้ตักเตือนต่อรัฐบาลคามาคูระว่า ถ้ายังคงนับถือคำสอนที่ผิด ไม่นับถือคำสอนที่ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องพบกับภัย 3 พิบัติ 7 จะต้องถูกประเทศอื่นโจมตีอย่างแน่นอน โดยท่านได้พยากรณ์ไว้เช่นนั้น แต่ผู้นำรัฐบาลคามาคูระก็ไม่มีใครเชื่อคำตักเตือนของท่าน ในที่สุด หลังจากนั้นประมาณ 20 ปี ก็มีเรื่องเกิดขึ้นจริงตามที่ท่านได้เตือนไว้

สำหรับปัจจุบัน สิ่งที่พวกเราควรจะต้องริเริ่มลงมือกระทำ ก็คือ การสร้างอบรมผู้นำ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเรื่องนี้สามารถทำได้สำเร็จแล้ว การเผยแผ่ธรรมไพศาลก็มีหวังที่จะประสบความสำเร็จ ไม่เช่นนั้นแล้ว การเผยแผ่ธรรมไพศาลก็ไม่มีความหวัง ไม่มีอนาคต ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับปัจจุบันก็คือการสร้างอบรมผู้นำ

พูดถึงเรื่องการสร้างอบรมผู้นำในอนาคต พระนิชิเร็นไดโชนินได้สอนไว้ว่า “สีครามเข้มกว่าคราม และน้ำแข็งเย็นกว่าน้ำ” หมายความว่า ผู้นำในอนาคตจะต้องดีกว่าและเก่งกว่าพวกเราในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ พวกเราจะต้องมีความหวังในอนาคตและพยายามเอาใจใส่ในการสร้างอบรมผู้นำเพื่ออนาคต นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องเพียรพยายามต่อสู้ในปัจจุบัน แม้ว่าขณะนี้ เขาอาจจะยังเด็ก อายุแค่ 5 ขวบเท่านั้น แต่ในเวลาอีก 15 ปี เขาก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่อายุ 20 ปีแล้ว จึงกล่าวได้ว่า เวลา 15 ปีนั้น เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้น อย่าเมินเฉยต่อคนรุ่นหลัง จะต้องคิดและปฏิบัติตามคำชี้นำของอาจารย์ที่ว่า “ให้เป็นผู้ริเริ่ม อย่าเป็นผู้ตาม” โดยสลักคำชี้นำที่สำคัญนี้ไว้ในชีวิตจิตใจของเรา และพยายามเอาใจใส่ในการสร้างอบรมผู้นำในอนาคตด้วย







วันที่ 24 ธันวาคม

ในการให้คำชี้นำ ขอให้กระทำด้วยความโอบอ้อมอารีและด้วยความอดทน อย่าใช้อารมณ์เป็นอันขาด สิ่งนี้เป็นหลักสำคัญของการชี้นำแก่ครอบครัว และประดับประดาให้สิ้นปีนี้สวยสดงดงาม


อธิบาย

ลักษณะที่สำคัญในการชี้นำส่วนตัว คือ หัวหน้าหรือผู้อาวุโสจะต้องไม่คิดว่า ตัวเองคือผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาของสมาชิก ซึ่งมีความคิดที่ว่า ผู้ชี้นำอยู่สูงกว่า ผู้ขอคำชี้นำเป็นคนไม่รู้เรื่องอะไร จึงอยู่ต่ำกว่า จึงชี้นำในลักษณะที่ว่า ผมเป็นคนสอนคุณ เป็นคนชี้นำคุณ และเป็นคนแก้ไขปัญหาให้คุณ ดังนั้น คุณจะต้องเชื่อฟังคำชี้นำของผม ผมมีสิทธิ์สอนคุณ เป็นหน้าที่ของผม ความคิดที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการคิดว่าเราต่างจากเขา หรือเขาต่างจากเราแล้ว ย่อมไม่สามารถให้ธรรมนิพนธ์หรือคำชี้นำของอาจารย์อิเคดะเข้าสู่ชีวิตจิตใจของเขาได้อย่างลึกซึ้งและแน่นแฟ้น

ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะเป็นการชี้นำที่ดี เรื่องนี้พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ความทุกข์ต่างๆ นานาที่ประชาชนทั้งหลายได้รับนั้น เป็นความทุกข์ของอาตมาแต่เพียงผู้เดียว” ก็หมายความว่า เจตนารมณ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น มีความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ต่อประชาชนทั้งหลาย ไม่มีการแบ่งแยกสภาพชีวิตระหว่างพระพุทธะกับประชาชนว่าแตกต่างกัน เมื่อลูกศิษย์มีความทุกข์ยากลำบาก หรือความเศร้าโศกเสียใจ ก็เท่ากับเป็นความทุกข์ยากลำบากและเศร้าโศกเสียใจของพระนิชิเร็นไดโชนินเอง นี่คือหนึ่งขณะจิตพื้นฐานและสภาพชีวิตของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งท่านเขียนจดหมายส่งเสริมกำลังใจแก่ลูกศิษย์ทั้งหลายจากจุดยืนนี้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกศิษย์ด้วยความเอาใจใส่ที่ละเอียดถี่ถ้วนจากใจ อันเป็นความใส่ใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าบิดามารดาหรือญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทุกข์ยากลำเค็ญ พวกเขาก็สามารถอดทน ยึดมั่นต่อโงะฮนซน และพยายามอุทิศชีวิตต่อสู้เพื่อธรรมะอย่างกล้าหาญได้

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญของผู้นำก็คือ อย่าเข้าใจผิดว่าตนเองอยู่เหนือสมาชิกและมองลงมาที่สมาชิก ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว แม้จะพยายามชี้นำมากมาย ย่อมไม่สามารถเข้าถึงชีวิตจิตใจของสมาชิกได้อย่างแท้จริง ทำให้สมาชิกรู้สึกว่า หัวหน้าไม่เข้าใจเรื่องของเขา ไปหาหัวหน้าคนอื่นดีกว่า ซึ่งสภาพชีวิตของสมาชิกก็ทุกข์ใจอยู่แล้ว ประกอบกับคำชี้นำของหัวหน้าก็มีข้อบกพร่องด้วย ทำให้เขาอยากจะไปหาหัวหน้าคนใหม่ แต่เมื่อพบกับผู้อาวุโสหรือหัวหน้าที่มีความรู้สึกร่วมทุกข์กับเขา อดทนฟังเขาเล่าเรื่องราวจนหมด และพยายามคิดว่า ถ้าเป็นตัวเขาเองแล้ว จะรู้สึกอย่างไรบ้าง และส่งเสริมกำลังใจอย่างอบอุ่นแล้ว แม้จะชี้นำไม่ค่อยเก่ง หรือไม่เต็มที่ แต่จิตใจที่เมตตารักใคร่ โอบอ้อมอารี อยากช่วยกันแก้ไขปัญหาให้ได้ อยากร่วมกันต่อสู้ท้าทายกับปัญหาแล้ว ก็จะสามารถเข้าถึงชีวิตจิตใจของเขาได้อย่างแน่นอน นี่คือหลักสำคัญของการชี้นำ แต่ถ้าหัวหน้าคิดว่าตัวเองสูงกว่า สมาชิกต่ำกว่า ก็มีโอกาสที่จะแสดงอารมณ์ออกมาได้ง่าย เช่น ทำไมคุณจึงไม่ฟังผม ทำไมคุณจึงไม่ทำตามคำแนะนำของผม ทำไมคุณไม่ยอมรับคำชี้นำของผม โดยไม่มีความเมตตาเป็นหลัก แต่ใช้อารมณ์หรือความอวดดีของตัวเองเป็นหลักแล้ว ย่อมเกิดความไม่พอใจขึ้นมากันได้ทั้งสองฝ่าย ดังนั้น แทนที่จะเป็นประโยชน์ ก็กลับเป็นโทษแทน

สรุปได้ว่า ในการชี้นำส่วนตัวแก่สมาชิก หัวหน้าควรจะเข้าไปอยู่ในความรู้สึกของสมาชิก พยายามอดทนฟังความทุกข์ของสมาชิก แล้วจึงพิจารณาว่า ความคิดเห็นของเขามีอะไรผิดพลาด เมื่อเข้าใจได้แล้ว ก็พยายามหาวิธีที่เหมาะสมกับเขา เปิดดวงตาของเขาให้มีความศรัทธาถูกต้อง การชี้นำเช่นนี้จึงจะทำให้สมาชิกรู้สึกประทับใจและซาบซึ้งใจได้ และยิ่งแก้ไขปัญหาของเขาได้เร็วขึ้นด้วย แต่ถ้าใช้อารมณ์แล้ว ก็จะเกิดเรื่องผิดพลาดได้ง่าย ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ในการให้คำชี้นำ ขอให้กระทำด้วยความโอบอ้อมอารีและด้วยความอดทน อย่าใช้อารมณ์เป็นอันขาด สิ่งนี้เป็นหลักสำคัญของการชี้นำแก่ครอบครัว และประดับประดาให้สิ้นปีนี้สวยสดงดงาม”  





วันที่ 23 ธันวาคม

ขอให้ติดตามให้ทันยุคสมัย และขอให้ศึกษาทุกสิ่งทุกอย่าง


อธิบาย

การทันยุคสมัยนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เช่น สัก 100 ปีก่อน ถ้าใครบอกว่าไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว ทุกคนก็คงจะคิดว่า เขาบ้า เสียสติ แต่ถ้าสมัยนี้ มีคนบอกว่า มนุษย์ไม่มีทางเดินทางไปดวงจันทร์และกลับมาในโลกได้ ทุกคนก็คงจะบอกว่า เขาบ้า เสียสติ หรือการติดตามข้อมูลข่าวสารในยุคปัจจุบัน ที่มีความรวดเร็วทั้งเสียงและภาพ ถ้าย้อนกลับไปสมัยสัก 50-60 ปีก่อน ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงได้ ดังนั้น ถ้าความนึกคิดล้าสมัยแล้ว ก็ย่อมไม่สามารถมีชีวิตที่มีความสุขที่แท้จริงได้ หรือถ้าสมัยนี้ยังมัวแต่ใช้ลูกคิด การค้าก็คงจะขาดทุนย่อยยับ เพราะปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากมาย เราก็คงจะตามไม่ทันคนอื่นแน่ ๆ

ผู้นำในการเผยแผ่ธรรมก็เช่นกัน ข้อแม้สำคัญของผู้นำก็คือ จำเป็นจะต้องศึกษาค้นคว้าและเอาใจใส่ต่อทุกๆ แขนง ทุกๆ สาขา ทำให้ความคิดอ่านทันยุคทันสมัย ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่สามารถดำเนินกิจกรรม การเคลื่อนไหว การปฏิบัติ การต่อสู้ การชี้นำ การผูกมิตรกับผู้คนทั้งหลายให้เป็นไปอย่างมีสามัญสำนึกและทันต่อยุคสมัย แม้ว่าธรรมะของเราจะดีแค่ไหน โงะฮนซนจะมีอานุภาพมากเพียงใด ปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินจะลึกซึ้งเพียงใด ก็ไม่สามารถนำมาใช้หรือเผยแผ่เข้าสู่สังคมได้ เช่น เวลาชักชวนแนะนำธรรม ก็บอกว่า ถ้าสวดมนต์แล้วจะถูกหวย หรือไม่สบายก็ไม่ต้องไปหาหมอ ถ้าถูกรถชนก็บาดเจ็บแค่เล็กน้อย คุณจึงควรจะมาปฏิบัติด้วย ถ้าไม่เชื่อคำพูดและไม่ปฏิบัติตามแล้วก็จะต้องได้รับบาป ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันนี้ ย่อมจะรับไม่ได้อย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญในการเผยแผ่ธรรมก็คืออยู่ที่ผู้เผยแผ่ธรรม ถ้าผู้เผยแผ่ธรรมมีความประพฤติ กิริยามารยาท และวาจาที่มีสามัญสำนึก เหมาะสมกับยุคสมัย ก็จะสามารถเผยแผ่ธรรมเข้าสู่สังคมได้ แต่ถ้าขาดสามัญสำนึก ความคิดอ่านตามยุคสมัยไม่ทันแล้ว การเผยแผ่ธรรมก็ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้ติดตามให้ทันยุคสมัย และขอให้ศึกษาทุกสิ่งทุกอย่าง”





วันที่ 22 ธันวาคม

วันนี้ก็เป็นหนึ่งวันที่ได้รับชัยชนะในสังคมอย่างร่าเริง และวันนี้ก็เป็นหนึ่งวันที่เรียกได้ว่า การปฏิบัติทางด้านธรรมะของความศรัทธาลึกซึ้ง


อธิบาย

ใน 1 วัน มนุษย์ทุกคนมีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมงโดยยุติธรรม จึงอยู่ที่ว่า ใครจะใช้ 1 วันไปอย่างมีประโยชน์หรือสูญเปล่า สร้างคุณค่าหรือเสื่อมเสีย มีความหมายหรือไร้ค่า เต็มไปด้วยชีวิตชีวา หรือท้อแท้ สะสมบุญวาสนามากมาย หรือสะสมกรรมชั่วมากมาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสามารถบังคับได้ หมายความว่า ผลของทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ที่เหตุในปัจจุบัน ซึ่งต่างคนต่างเป็นผู้กำหนดเอง รับผิดชอบด้วยตัวเอง แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากการกระทำของคนอื่นที่กระทำต่อเรา เช่น ใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เรายากลำบาก หรือหลอกลวงเรา ทำให้เราล้มละลาย ได้รับความทุกข์ แต่เมื่อมองดูอย่างลึกซึ้งแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราได้สร้างไว้เอง เพราะกฎของสกลจักรวาลนั้นเข้มงวด การที่คนอื่นหลอกลวงเรานั้นถือว่าเขาอุตส่าห์ทำตัวไม่ดีเพื่อเป็นปัจจัยที่แสดงให้เรารู้ว่า สาเหตุที่ไม่ดีมีอยู่ในชีวิตของเรา ถ้าเข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งแล้ว ก็จะไม่โมโห ไม่เกลียดชัง และไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น เปรียบเทียบว่า เมื่อมองดูดวงจันทร์ บางวันก็เต็มดวง บางวันก็ครึ่งดวง บางวันก็เสี้ยวเดียว ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าดวงจันทร์แหว่งหรือบิดเบี้ยว แต่เกิดจากเงาของโลกที่บดบังให้ดวงจันทร์ปรากฏออกมาในรูปร่างต่างๆ จึงไม่ใช่ความผิดของดวงจันทร์แม้แต่น้อย

ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ชาตินี้ชาติเดียว อายุที่ล่วงผ่านมาของเรา เช่น 20 ปี 30 ปี 40 ปีหรือ 50 ปี เราได้ใช้ชีวิตนับพันวัน นับหมื่นวันอย่างไร สะสมบุญวาสนามากน้อยแค่ไหน ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า อดีตที่ผ่านมาเหล่านี้ เราไม่ได้มีชีวิตจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ตลอด ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “ใน 1 วัน มนุษย์เรามีกิเลส 84000 ชนิด” แสดงว่า กิเลสของเรามีมากมายนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว ยิ่งไม่กล้าคิดไปไกลถึงอดีตชาติไม่รู้กี่ชาติว่า เราได้สร้างกรรมอะไรไว้บ้าง แต่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ถ้าอยากจะรู้เหตุในอดีต ให้ดูจากผลในปัจจุบัน ถ้าอยากจะรู้ผลในอนาคต ให้ดูที่เหตุในปัจจุบัน” หมายความว่า เหตุกับผลนั้นไม่อาจแยกออกจากกัน สิ่งที่เราสร้าง เราก็ต้องรับเองอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ การปฏิบัติของเรานั้น จะต้องให้ความสำคัญต่อแต่ละวันๆ หมายถึง มีความศรัทธาที่สม่ำเสมอมั่นคงเป็นสำคัญ ถ้าเราคิดว่า แค่วันเดียว ไม่สำคัญ จึงเกียจคร้านในการสวดมนต์ ในการปฏิบัติธรรม การเมินเฉยต่อ 1 วันจะเป็นการเริ่มต้นสร้างเหตุชั่ว ซึ่งทำให้ความศรัทธาค่อยๆ เฉื่อยชาลงหรืออ่อนแอลงง่ายๆ เพราะตั้งแต่ตอนที่เราเมินเฉยต่อ 1 วัน ความนึกคิดเช่นนี้แสดงว่า เราพ่ายแพ้มาร พ่ายแพ้ตัวเอง ต่อมาภายหลัง แม้คิดอยากจะต่อสู้จริงจัง แต่ในใจก็จะอดคิดได้ว่า ต้องหาเวลาพักเสียหน่อย ไปเที่ยวดีกว่า เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะที่พ่ายแพ้ต่อมารอยู่เสมอ ดังนั้น พอมีเรื่องอะไรสักอย่างที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น หัวหน้าหรือผู้อาวุโสชี้นำเข้มงวด หรือพูดคุยกับสมาชิกแล้วถกเถียงกัน ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ชีวิตที่อ่อนแอ ชีวิตที่พ่ายแพ้มารปรากฏออกมาในทันที และคิดว่า ต่อสู้แค่นี้พอแล้ว ไม่อยากจะทำแล้ว ไม่อยากจะสวดมนต์แล้ว ไม่อยากจะไปประชุมแล้ว ซึ่งเกิดอคติจิต ไม่พอใจ หรือเกลียดชังหัวหน้า การที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นจากเวลานั้นทันที หากแต่ว่า สาเหตุดั้งเดิมที่มีอยู่ที่พ่ายแพ้มารมาเรื่อยๆ พอพบปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ก็โผล่ออกมาทันที ก็หมายความว่า ไม่มีความศรัทธาที่เข้มแข็งมั่นคง เป็นความศรัทธาแบบไฟ ไม่ใช่ความศรัทธาแบบน้ำนั่นเอง ดังนั้น ถ้าเมินเฉยต่อ 1 วัน ก็จะต้องได้รับผลของความพ่ายแพ้และไม่มีความเจริญก้าวหน้าในอนาคต

อาจารย์อิเคดะเคยชี้นำไว้ว่า “การดำเนินชีวิตมนุษย์ในแต่ละวันนั้น ทุกวินาทีเป็นการต่อสู้ระหว่างพระพุทธะกับมารอยู่เสมอ” เพราะสภาพชีวิตของเราเปลี่ยนได้ถึง 3000 ชนิด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ พื้นฐานชีวิตของเราอยู่ที่โลกอะไรอยู่เสมอ ถ้าอยู่ใน 6 โลกแรกเสมอ ก็จะถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยภายนอกแน่นอน แต่ถ้าอยู่ที่โลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะอยู่เสมอแล้ว แม้บางครั้งจะโมโห บางครั้งจะหิว บางครั้งจะดีใจ บางครั้งจะเกลียด แต่ชีวิตหรือจิตใจของเราก็จะไม่ถูกฉุดลงไปที่ 6 โลกแรก จะสามารถกลับเข้ามาอยู่โลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะได้ แต่ถ้าความศรัทธาไม่มั่นคงแน่วแน่ ก็จะพ่ายแพ้มารได้ง่าย ดังนั้น ความนึกคิดหรือการกระทำจึงไม่ถูกต้อง ปัญญาที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นผลดีต่อเรา ด้วยเหตุนี้ จึงบอกว่า ทุกวินาทีเป็นการต่อสู้ระหว่างพระพุทธะกับมาร ซึ่ง 1 วันที่มี 24 ชั่วโมงนั้น มี 86,400 วินาทีอยู่แล้ว จึงขอให้วันนี้ก็เป็นหนึ่งวันที่ได้รับชัยชนะในสังคมอย่างร่าเริง และวันนี้ก็เป็นหนึ่งวันที่เรียกได้ว่า การปฏิบัติทางด้านธรรมะของความศรัทธาลึกซึ้ง” ตามคำชี้นำของอาจารย์ด้วย





วันที่ 21 ธันวาคม

ขอให้สะสางสิ่งที่ค้างคาอยู่ให้เรียบร้อย ขอให้จัดการงานให้เรียบร้อย


อธิบาย

เวลาในการทำงานนั้นมีจำกัดอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างคุณค่าได้สูงสุด ในการทำงานชิ้นเดียวกัน วิธีการที่มีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับความสำเร็จของงานนั้นๆ แน่นอน ซึ่งคนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องสะสางและจัดให้เรียบร้อยทุกวัน ทุกเวลาและทุกโอกาส หมายถึง การกระทำที่สม่ำเสมอนี้จะสามารถเกิดประโยชน์ต่อผลงาน แต่ตรงกันข้าม ถ้าไม่สะสางการงานให้เรียบร้อย ปล่อยทิ้งไว้ ไม่สนใจ ไม่เอาจริงเอาจัง อ้างว่า เมื่อไหร่ค่อยทำก็ได้ ถ้าเราไม่ทำ ก็มีคนอื่นทำแทนอยู่ดี ซึ่งไม่มีการใช้ปัญญาแล้ว ย่อมทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ผลงานไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

การที่จะบอกว่า ใครเป็นคนที่สะสางและจัดการงานได้ดีหรือไม่นั้น มองดูแล้วก็จะเห็นได้ง่าย ก็คือ เมื่อทำงานเสร็จ และทุกคนกลับบ้านแล้ว ดูที่โต๊ะทำงานของเขาก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า คนไหนทำงานเก่ง สะสางงานได้เรียบร้อย ถ้าบนโต๊ะมีเอกสารหรือสิ่งของวางอยู่บนโต๊ะมากมาย ไม่เรียบร้อย แสดงว่า การงานของเขาก็จะเป็นเช่นเดียวกันนี้ คือไม่เอาใจใส่อย่างรอบคอบ เช่น ลืมงานนั้นบ้าง งานนี้บ้าง รายงาน หรือบัญชีก็ทำไม่เรียบร้อย ไม่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า เป็นต้น ตรงกันข้าม ถ้าบนโต๊ะจัดไว้เรียบร้อย สวยงาม สะอาด ไม่มีสิ่งที่ไม่ดี ก็คือ การทำงานของเขานั้นเป็นการทำโดยใช้ปัญญา

จึงกล่าวได้ว่า การทำงานโดยสะสางให้เรียบร้อยหรือไม่นั้น จะแสดงออกถึงนิสัยของผู้นั้น ถ้าทำงานโดยไม่ใช้ปัญญาไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นชัดถึงความเฉื่อยชาในการทำงาน และแสดงถึงบุคลิกลักษณะของบุคคลผู้นั้นว่ามีข้อบกพร่องอยู่ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เมื่อมีงานสำคัญ ก็ไม่มอบให้เขาทำ เพราะไม่ไว้ใจนั่นเอง

ถ้าเรื่องการงานไม่สามารถสะสางและจัดการให้เรียบร้อยแล้ว แสดงว่า ไม่มีสิทธิ์เป็นผู้นำในอนาคต เพราะผู้นำของความศรัทธานั้น เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่จะต้องกระทำเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านอาชีพการงาน ตรงกันข้าม แม้ว่าการต่อสู้ทางด้านธรรมะจะดีมากหรือเก่งมาก แต่เรื่องการงานไม่ดีแล้ว ก็แสดงว่า ยังมีข้อบกพร่อง ไม่สามารถเป็นผู้นำที่แท้จริงได้ ดังนั้นพระนิชิเร็นไดโชนินจึงสอนชิโจคิงโงะว่า “ให้ถือว่า การทำงานคือการปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร” หมายความว่า ผู้ที่เป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น จะต้องเป็นผู้ที่ทำงานดีเด่นในสังคมด้วย สำหรับการทำงานให้ดีนั้น ก็จะต้องพยายามสวดมนต์ ได้รับปัญญาจากโงะฮนซน และนำมาประยุกต์ใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับพยายามหาโอกาส หาเวลาสะสางและจัดการงานให้เรียบร้อยอยู่เสมอ







วันที่ 20 ธันวาคม

ไม่ว่าจะได้รับชัยชนะ หรือประสบกับความพ่ายแพ้ ก็ขอให้ก้าวหน้ามุ่งสู่เป้าหมายต่อไปอย่างร่าเริง


อธิบาย

ในการต่อสู้นั้นย่อมมีชนะกับมีแพ้อยู่แล้ว ดังนั้น ในระหว่างทางของการเผยแผ่ธรรมนั้น บางครั้งเราก็ชนะ บางครั้งเราก็แพ้ แต่เมื่อมองดูด้วยสายตาที่ยาวไกลแล้ว ในการต่อสู้ทุกเรื่องของเรานั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถเปลี่ยนพิษเป็นยาได้ กล่าวคือ ทั้งหมดจะสามารถกลายเป็นสิ่งที่ดีต่อเรา มีประโยชน์ต่อเรา และสร้างคุณค่าสำหรับเราอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญก็คือ เรื่องนี้ขอให้มีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่

เช่น ในสมัยพระนิชิเร็นไดโชนิน 3 วีรบุรุษแห่งอาจึฮาระ ต้องถูกประหารชีวิต เมื่อมองโดยผิวเผิน ก็อาจจะพูดว่า การที่เขาทั้ง 3 ถูกประหารชีวิต แสดงว่าพ่ายแพ้ แต่เมื่อมองจากสายตาของธรรมะแล้ว ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ เพราะวีรบุรุษทั้ง 3 คือปัจจัยสำคัญที่แสดงว่า ประชาชนทั้งหลายมีจิตใจยอมอุทิศเพื่อปกป้องและเผยแผ่ธรรมอย่างแท้จริง พระนิชิเร็นไดโชนิน จึงได้จารึกไดโงะฮนซนเพื่อเป็นสิ่งสักการบูชาที่เป็นอันดับหนึ่งในชมพูทวีปมอบให้แก่ประชาชนทั้งหลาย ดังนั้น การบีฑาธรรมที่ตำบลอาจึฮาระ สำหรับทางด้านธรรมะของเราแล้ว ถือว่าเป็นการมีชัยชนะต่อเฮอิโนะซาเอมน ซึ่งในที่สุดก็คือผู้พ่ายแพ้นั่นเอง เพราะภายหลังจากที่เฮอิโนะซาเอมนประหารชีวิตชาวนา 3 พี่น้องนี้ผ่านไป 14 ปี ตระกูลของเฮอิโนะซาเอมนก็ล่มสลายลง โดยบางคนถูกประหารชีวิต บางคนก็ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะซาโดะ

อาจารย์อิเคดะเคยถามอาจารย์โทดะว่า เมื่อมองดูลักษณะการเสียชีวิตของ 3 วีรบุรุษแห่ง อาจึฮาระที่ถูกตัดคอนั้น พวกเขาสามารถบรรลุพุทธภาวะได้หรือไม่ อาจารย์โทดะก็ตอบว่า เวลาที่เราเข้านอน บางทีมีเรื่องกลุ้มใจ ไม่สบายใจ ก็อาจจะนอนกระสับกระส่าย พลิกไปพลิกมา และหลับไม่สนิท แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง ก็สามารถหลับได้ ซึ่งก็ยังดีกว่านอนไม่หลับทั้งคืน ดังนั้น เรื่องนี้ขอให้คิดเช่นนี้ หมายความว่า สาเหตุของการตายของเขาทั้ง 3 นั้น ก็เพื่ออุทิศชีวิตต่อธรรมะ ดังนั้นสภาพชีวิตของพวกเขาจึงสามารถบรรลุพุทธภาวะได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น ถ้ามองอย่างผิวเผิน การต่อสู้ของชาวนา 3 พี่น้องที่ต้องจบชีวิตลงคือการพ่ายแพ้ต่อรัฐบาลคามาคูระ ต่อเฮอิโนะซาเอมน หรือต่อนิกายอื่น แต่เมื่อมองดูจากสายตาที่ยาวไกลแล้ว กลับกลายเป็นได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ดังเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง

อาจารย์มาคิงุจิก็เช่นกัน ท่านได้ยอมตายในคุก เพื่ออุทิศชีวิตให้แก่ธรรมะ ดังนั้น แม้ว่าตอนที่ท่านถูกจับเข้าคุก สมาคมจะมีสมาชิกอยู่ 3000 คน แต่เมื่ออาจารย์โทดะออกจากคุกแล้วสมาชิกเหล่านี้ก็หายไปหมด เหลือเพียงอาจารย์โทดะที่ยืนหยัดขึ้นมาแต่เพียงผู้เดียว และเริ่มต้นก่อสร้างสมาคมขึ้นมาใหม่ ถ้ามองดูด้วยสายตาที่สั้น ก็อาจจะบอกว่า การต่อสู้ของสมาคมพ่ายแพ้ แต่ถ้ามองดูด้วยสายตาที่ยาวไกลมาจนถึงปัจจุบันก็จะเห็นได้ว่า การต่อสู้ของอาจารย์มาคิงุจินั้น ได้รับชัยชนะ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั่วโลกถึง 192 ประเทศ

ดังนั้น ขอให้พวกเราตระหนักไว้ว่า การต่อสู้ทางด้านธรรมะนั้น บางครั้งก็ชนะ บางครั้งก็แพ้ ซึ่งเป็นการก้าว 3 ถอย 1 ที่เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นเหตุผลของการต่อสู้หรือการปฏิบัติของเรา แต่สิ่งสำคัญก็คือ จิตใจหรือหนึ่งขณะจิตของเรา ถ้าหนึ่งขณะจิตของเรา แม้ภายนอกจะดูเหมือนอ่อนแรง หรือพ่ายแพ้ แต่ถ้าในใจไม่ยอมแพ้ต่อตัวเอง มีความเร่าร้อนอย่างมากมาย มีชีวิตชีวาเข้มแข็งมากขึ้นแล้ว ต่อไปก็จะสามารถได้รับชัยชนะแน่นอน

หรือการต่อสู้ในการดำเนินชีวิตของเรา เมื่อปฏิบัติศรัทธาผ่านไป 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี ปรากฏว่า การค้าล้มละลาย ปิดกิจการ ประสบอุบัติเหตุ บ้านถูกไฟไหม้ ซึ่งเป็นเรื่องชะตากรรมปรากฏออกมา สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าตอนนั้นเราหมดหวังต่ออนาคต สงสัยต่อโงะฮนซน ไม่มีพลังชีวิต ไม่ต่อสู้ท้าทายเพื่อมุ่งสู่อนาคตแล้ว ความศรัทธาของเราก็จะพ่ายแพ้ แต่ถ้าเรื่องเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกได้ว่า นี่คือโอกาสดีหรือเป็นช่วงสำคัญของชีวิตเพื่อการสะสมบุญวาสนามากขึ้น เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น เพื่อการปฏิวัติชีวิตของเรา โงะฮนซนหรือเทพธรรมบาลกำลังทดสอบความศรัทธาของเรา เพื่อฝึกฝนเราให้ศรัทธาเข้มแข็ง ฯลฯ อุปสรรค หรือความยากลำบากต่างๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อเรา ถ้าเราตัดสินใจเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถก้าวหน้ามุ่งสู่เป้าหมายต่อไปในการปฏิบัติศรัทธาด้วยความร่าเริงมีชีวิตชีวา

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม สิ่งสำคัญคืออย่าพ่ายแพ้ต่อตัวเอง จะต้องยึดถือโงะฮนซน ไม่สงสัยโงะฮนซน อย่าคิดว่า ทำไมจึงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น อย่าหมดกำลังใจ อย่าขาดพลังชีวิต ขอให้คิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะต้องมีประโยชน์ต่อเรา ในที่สุด โงะฮนซนจะช่วยเหลือปกป้องคุ้มครองเราอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นความศรัทธาที่เชื่อมั่นต่ออานุภาพของโงะฮนซน และไม่พ่ายแพ้ต่อตัวเอง







วันที่ 19 ธันวาคม

อันดับหนึ่งก็ดี อันดับสองก็ดี ขอให้ใช้คำพูดที่สุภาพ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้น จะต้องมีคำพูดที่มีลักษณะโอบอุ้มเท่านั้น และอย่าลืมว่า ให้แสดงออกมาที่ความเมตตากรุณา


อธิบาย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “คำพูดเป็นการแสดงออกของจิตใจ” และคำพูดนั้นมี 2 ลักษณะด้วยกัน คือ 1.คำพูดที่สื่อถึงสิ่งที่อยู่ในใจออกมา กับ 2. ตัวเองรู้อยู่แก่ใจ แต่มีเจตนาหลอกลวงคนอื่นด้วยคำพูด หมายความว่า คำพูดเป็นสิ่งที่จะแสดงสภาพชีวิตที่แท้จริงของเราออกมา ถ้าพบเจอกับคนที่ไม่ชอบ ก็จะพูดจาแข็งกระด้าง ทำให้เสียดแทงหัวใจคนฟัง หรืออีกฝ่ายเป็นคนที่เราไม่ชอบอยู่แล้ว แม้จะพูดด้วยคำๆ เดียวกัน แต่ในนั้นกลับมีพร้อมความรู้สึกเกลียดชัง ดูถูก ฯลฯ ก็จะกลายเป็นคำพูดที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีได้เช่นกัน เช่น ผู้หญิงหน้าตาไม่สวย ถ้าเราบอกเขาว่า คุณสวยมากเลย เขาก็ไม่ดีใจ และจะรู้สึกเกลียดชังเราที่พูดจาโกหก แต่ถ้าชมส่วนใดส่วนหนึ่งแทน เช่น ตาสวย ผมสวย เขาก็จะดีใจ หรือสมาชิกที่คุณพ่อหรือคุณแม่เจ็บป่วย หรือเสียชีวิตไป ตอนนั้นเราก็อาจจะส่งเสริมกำลังใจแก่เขาว่า ไม่เป็นไร เรามีโงะฮนซน อย่าเสียใจเลย ถ้าพูดแบบนี้ เขาก็อาจจะน้อยใจหรือไม่พอใจเรา เพราะเขาอาจคิดว่า ก็คนพูดยังมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ จึงพูดออกมาแบบนี้ ทำไมไม่เข้าใจความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจและทุกข์ใจของเราเลย ดีแต่พูด ไม่มีความจริงใจ

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ คำพูดที่มีความเห็นอกเห็นใจ ร่วมทุกข์ร่วมสุข และเมตตารักใคร่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากสภาพชีวิตของเรา ถ้าสภาพชีวิตอยู่ในโลกโพธิสัตว์หรือโลกพุทธะแล้ว ก็จะมีคำพูดที่อบอุ่น และส่งเสริมกำลังใจต่อเขาได้อย่างมากมายแน่นอน แต่ถ้าไม่รู้ตัวว่ามีสภาพชีวิตอยู่ในโลกอะไร มีแต่พูดออกไปอย่างไม่จริงใจ ดูถูก อวดดี หรือไม่บริสุทธิ์ใจแล้ว จิตใจเช่นนี้ก็จะมีกระแสจิตติดต่อไปถึงจิตใจของเขาได้ เขาก็จะไม่พอใจหรือมีอคติ หรือโกรธ หรือเกลียดชังได้ในทันที

ด้วยเหตุนี้ ในการต่อสู้ปฏิบัติศรัทธาในแต่ละวัน จะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากมาย เพื่อที่ว่า เมื่อมีอุปสรรคหรือเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาโดยกระทันหัน ตอนนั้น ความโน้มเอียงของชีวิตเราก็จะแสดงออกมาที่คำพูดและการกระทำของเรา ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดทันที ดังนั้น แม้ว่าจะพูดดีแค่ไหน สุภาพแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีน้ำใสใจจริง ไม่มีความเมตตากรุณาอย่างจริงใจแล้ว ภายหลังก็มีเรื่องเกิดขึ้นอีกจนได้ ดังนั้น อาจารย์จึงชี้นำว่า “เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้น จะต้องมีคำพูดที่มีลักษณะโอบอุ้มเท่านั้น และอย่าลืมว่า ให้แสดงออกมาที่ความเมตตากรุณา”  





วันที่ 18 ธันวาคม

ขอให้ย้อนกลับไปในตอนที่นับถือศรัทธาใหม่ๆ และอยากจะรับฟังประสบการณ์และพูดคุยประสบการณ์กันอย่างมากมาย เพราะสิ่งนี้เท่านั้นที่จะกลายเป็นความเชื่อมั่นของความศรัทธาที่แน่วแน่นนั่นเอง


อธิบาย

ทำไมจึงต้องย้อนกลับไปในตอนที่นับถือศรัทธาใหม่ๆ ก็เพราะว่า ส่วนใหญ่ เวลาที่พวกเราเพิ่งเริ่มต้นศรัทธา เรามีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ว่านอนสอนง่าย พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้อาวุโส ด้วยเหตุนี้ ในตอนที่ศรัทธาใหม่ ๆ และขยันสวดมนต์ ขยันทำงานพระ จึงสามารถได้รับผลบุญ ที่เรียกว่า บุญกุศลของการเริ่มศรัทธา ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์ที่เห็นชัดของเรา อันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราแน่ใจว่า โงะฮนซนมีพลังอานุภาพ ธรรมะมีความศักดิ์สิทธิ์ มีพลังมากมาย กล่าวได้ว่า ผลบุญดังกล่าวนี้คือกุศโลบายของโงะฮนซนเพื่อช่วยให้พวกเรามนุษย์ปุถุชนทั้งหลายที่เป็นคนช่างสงสัย ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ สามารถปฏิบัติศรัทธาไปได้ตลอดชั่วชีวิต ด้วยเหตุนี้ เมื่อศรัทธาใหม่ๆ ทุกคนที่ได้รับผลบุญต่างพากันรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งในอานุภาพของโงะฮนซนที่มีอย่างมากมาย จึงสามารถเกิดความศรัทธาที่มั่นคง และเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า

แต่บุญกุศลของการเริ่มศรัทธา ก็ยังเป็นบุญกุศลชั่วคราวเท่านั้น อันเป็นกุศโลบายที่จะนำพาพวกเราไปสู่การบรรลุพุทธภาวะ ซึ่งเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริง แท้จริงแล้ว ในชีวิตของพวกเราแต่ละคนก็ยังมีอดีตกรรมชั่วมากมายที่สะสมมาตั้งแต่อดีตอันยาวไกลไม่รู้กี่ชาติ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่โงะฮนซนทำให้เกิดขึ้นกับเรา ตัวเราเองต่างหากที่เป็นผู้ที่สร้างเอาไว้ในอดีตชาติ ดังนั้น ถ้าพวกเราอยากจะมีความสุขที่แท้จริง คือสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง หรือสามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ ก็จำเป็นต้องทำให้กรรมชั่วในชีวิตของเราปรากฏออกมา และให้เราได้รับโดยเบา และชำระล้างให้หมดสิ้นไป ทำให้ชีวิตสะอาดบริสุทธิ์ จึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะ ซึ่งมีความสุขที่แท้จริงได้สำเร็จ

แต่ในระหว่างทางของแต่ละคนที่บางคนอาจจะ 20 ปี 30 ปี 40 ปี หรือ 50 ปี จะต้องต่อสู้กับชะตากรรมที่มีอยู่ในชีวิตของตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่มนุษย์ปุถุชนนั้น พอมีเรื่องชั่วเกิดขึ้น ก็จะท้อแท้ หมดหวัง และไม่มีกำลังใจต่อสู้อย่างเต็มที่ ดังนั้น โงะฮนซนจึงอุตส่าห์แสดงพลังอานุภาพออกมาให้ผู้ศรัทธาสามารถประจักษ์ตั้งแต่แรก เมื่อพวกเรามีความเชื่อมั่นแล้ว ก็จะมีความหวังในอนาคต และคิดว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีชะตากรรมชั่วอะไร ก็จะสามารถนึกขึ้นมาได้ในทันทีว่า เมื่อตอนที่เราเริ่มศรัทธาใหม่ๆ ก็มีประสบการณ์บุญกุศลของโงะฮนซนอยู่แล้ว ดังนั้น แม้ว่าขณะนี้จะมีความทุกข์ยากอะไร ก็จะสามารถแก้ไขและข้ามพ้นได้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “ขอให้ย้อนกลับไปในตอนที่นับถือศรัทธาใหม่ๆ” และหมั่นสำรวจตัวเองในทุกๆ วัน ทุกๆ สัปดาห์ ทุกๆ เดือน และทุกๆ ปี พร้อมกับตั้งใจว่า จะต้องย้อนกลับไปเมื่อเริ่มศรัทธาอยู่เสมอ และสิ่งสำคัญก็คือ ให้หมั่นสำรวจตัวเองว่า มีความศรัทธาบริสุทธิ์แค่ไหน มีความเชื่อมั่นมากมายแค่ไหน ว่านอนสอนง่ายมากมายแค่ไหน ขยันขันแข็งปฏิบัติมากแค่ไหน เมื่อสำรวจตัวเองแล้ว ก็จะสามารถมีกำลังใจที่จะต่อสู้ท้าทายกับอุปสรรคหรือชะตากรรมต่างๆ ได้เต็มที่แน่นอน แต่ถ้าไม่ทำเช่นนี้แล้ว ความศรัทธาของเราก็จะค่อยๆ กลายเป็นความเฉื่อยไปได้ง่าย และค่อยๆ กลายเป็นคนที่เอาแต่บ่น วิพากษ์วิจารณ์ ไม่พอใจ ไม่สำนึกในบุญคุณของโงะฮนซน

สำหรับการเล่าประสบการณ์ก็ถือว่าเป็นหลักพื้นฐานของการปฏิบัติศรัทธาของเรา เพราะแม้ว่าธรรมะจะดีแค่ไหน คำสอนจะสูงส่งเพียงใด ปรัชญาธรรมจะลึกซึ้งขนาดไหน แต่ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ได้รับผลอะไร ไม่มีประสบการณ์อะไรแล้ว ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ดังนั้น คนที่ไม่มีประสบการณ์จึงมักจะศรัทธาอ่อนแอได้ง่ายกว่าผู้ที่มีประสบการณ์มากมาย แต่อาจจะไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านธรรม ไม่ค่อยรู้ทฤษฎีธรรม ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “อยากจะรับฟังประสบการณ์และพูดคุยประสบการณ์กันอย่างมากมาย เพราะสิ่งนี้เท่านั้นที่จะกลายเป็นความเชื่อมั่นของความศรัทธาที่แน่วแน่นนั่นเอง





วันที่ 17 ธันวาคม

ในการติดต่อภายนอกก็ดี ในการแผ่ขยายรากเข้าไปในสังคมก็ดี ขอให้ทำอย่างเต็มที่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นนิสัย พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงพลังความสามารถที่แท้จริงอย่างสง่าผ่าเผย


อธิบาย

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า “พระสูตรของมหายานชั่วคราวสอนว่า สรรพสิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นจากจิตใจของเรา แต่สัทธรรมปุณฑริกสูตรสอนว่า จิตใจกับสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” หมายความว่า พระสูตรของมหายานชั่วคราวนั้นเป็นคำสอนเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น กล่าวคือ ถ้าจิตใจเป็นหลัก และสรรพสิ่งในสังคมคล้อยตามจิตใจ ก็คือลัทธิจิตนิยม ในทางตรงกันข้าม ถ้าสรรพสิ่งเป็นหลัก ก็คือลัทธิวัตถุนิยม

แต่สัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้นเป็นธรรมะที่แท้จริง สอนว่า จิตใจและสรรพสิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ หมายความว่า ธรรมะที่แท้จริงกับกฎของสังคมไม่อาจแยกออกจากกันได้ ถ้าแบ่งแยกว่า ศาสนาก็คือศาสนา วิทยาศาสตร์ก็คือวิทยาศาสตร์ การเมืองก็คือการเมือง เศรษฐกิจก็คือเศรษฐกิจ ถ้าแบ่งแยกออกจากกันเช่นนี้แล้ว ก็ไม่ใช่ธรรมะหรือศาสนาที่แท้จริง เพราะธรรมที่แท้จริงนั้นจะต้องมีพลังเข้าไปสู่ในสังคมและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสรรพสิ่งทั้งปวงได้ แต่ตรงกันข้าม ธรรมะที่ไม่มีพลังเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่งหรือการดำเนินชีวิตหรือสังคมนั้น จะแยกตัวห่างออกจากสังคม หรือหลีกหนีจากสังคม ทำให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างสังคมหรือประชาชน กับเฉพาะผู้นับถือคำสอน เช่น มีทฤษฎีธรรมที่เข้าใจยาก ฟังไปเรียนไปก็ไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์กับชีวิตประจำวันได้ ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นศาสนาทางด้านทฤษฎี ที่มีแต่การเรียนรู้ไปไม่จบสิ้น ไม่สนใจคนอื่น และไม่เหมาะสมกับยุคสมัย จึงได้แต่กลายเป็นศาสนาเพื่อการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น เช่น งานศพ งานแต่ง ฯลฯ

แต่ธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงย่อมจะไม่เป็นดังเช่นที่กล่าวมาอย่างแน่นอน เพราะธรรมะที่แท้จริงนั้นมีพลังอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อมีพลังศรัทธาพลังปฏิบัติที่แน่นแฟ้นและเข้มแข็งแล้ว ก็จะสามารถทำให้พลังอานุภาพของธรรมะปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดในการดำเนินชีวิตประจำวัน นี่คือที่อาจารย์กล่าวว่า “พลังความสามารถที่แท้จริงอย่างสง่าผ่าเผย” ถ้าพวกเราสามารถทำเช่นนี้ได้แล้ว การติดต่อภายนอกก็ดี การแผ่ขยายเข้าไปในสังคมก็ดี ก็จะเป็นเรื่องง่ายและเรื่องจำเป็น ซึ่งเป็นหน้าที่ของพวกเรานั่นเอง

สำหรับในการติดต่อกับบุคคลภายนอกนั้น จะต้องมีสามัญสำนึกเป็นหลัก ซึ่งมีกิริยามารยาทและความประพฤติที่ดีงาม มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับมีความกระตือรือร้นแข็งขันจนเป็นนิสัยที่มั่นคงของเรา ถ้าทำเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถเผยแผ่ธรรมไพศาลไปสู่สังคมได้สำเร็จอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “ในการติดต่อภายนอกก็ดี ในการแผ่ขยายรากเข้าไปในสังคมก็ดี ขอให้ทำอย่างเต็มที่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นนิสัย”





วันที่ 16 ธันวาคม

ในทุกการต่อสู้ ในทุกกิจกรรม หัวหน้าจะต้องต่อสู้อยู่ที่แนวหน้าเสมอ ขอให้เริ่มต้นโดยเร่งความเร็วในเรื่องนี้ด้วย


อธิบาย

หัวหน้าบางคนเข้าใจผิดว่า หัวหน้ามีหน้าที่คิด กำหนดนโยบาย และอบรมสั่งสอนหัวหน้าในระดับอื่นๆ มีมากขึ้นจากการฝึกฝนอบรมของตน จึงมีคิดวางแผน คิดหาวิธีดำเนินงาน แล้วสั่งการออกไป โดยที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลย การคิดเช่นนี้เป็นการคิดผิดถนัด เพราะถ้าหัวหน้าไม่ลงมือกระทำด้วยตัวเอง ก็ไม่มีทางเข้าใจถึงความยากลำบากของคนอื่น เพราะตัวเองมีแต่ทฤษฎี ในขณะที่คนอื่นต้องลงมือปฏิบัติ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมไม่มีการทำงานที่เข้าถึงกันได้อย่างใกล้ชิดสนิทสนม

สิ่งที่น่ากลัวก็คือ หัวหน้าจะค่อยๆ ห่างออกจากสมาชิก หมายความว่า หัวหน้ามีแต่ใช้อำนาจ ไม่รู้ว่า ขณะนี้ สมาชิกมีความต้องการอะไร มีความเป็นอยู่อย่างไร ขณะนี้ อะไรคือเรื่องสำคัญ มีแต่คิดว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง แต่ไม่รู้ความคิดของคนอื่น ก็จะค่อยๆ กลายเป็นคนอวดดี เห็นแก่ตัว เป็นผู้ใช้อำนาจบังคับบัญชาคนอื่น ถ้าหัวหน้ามีลักษณะหรือท่าทีของความศรัทธาเป็นเช่นนี้แล้ว ระบบการย่อมไม่ก้าวหน้า และไม่มีผู้นำที่ดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน มีแต่ความอิจฉา การบ่น การวิพากษ์วิจารณ์ หรือมีอคติต่อหัวหน้า แล้วระบบการก็จะค่อยๆ เสื่อมลง ผู้นำที่ดีในอนาคตก็ค่อยศรัทธาอ่อนแอลงและค่อยๆ ห่างหายไป หรือท้อถอยไปได้ง่าย

ดังนั้น อาจารย์จึงเคยกล่าวไว้ว่า “การดำเนินงานของสมาคมนั้น แท้จริงแล้วเป็นลักษณะของการลงมือปฏิบัติ” ก็หมายความว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น หัวหน้าจะต้องไปถึงก่อน และรู้หรือเข้าใจสถานการณ์จริง แล้วจึงค่อยๆ คิดหาวิธีที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด และมีประโยชน์ที่สุด แต่ถ้าหัวหน้าไม่เข้าไปอยู่ในแนวหน้า ก็ไม่สามารถรู้รายละเอียด จึงทำให้การดำเนินนโยบายผิดพลาดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หลายสิบปีก่อน ที่ประเทศญี่ปุ่น มีการจัดประชุมลูกเสือโลก จำนวน 3000 คน ที่เชิงเขาฟูจิ เป็นเวลา 3 วัน แต่ในวันที่ 2 ได้เกิดฝนตกหนัก จนน้ำท่วมค่ายพักแรม ทุกคนจะหนีไปไหนก็หนีไม่ทัน ละแวกนั้นก็ไม่มีโรงแรมด้วย ไม่มีของกิน ของใช้ ประธานกรรมการการประชุมลูกเสือโลกจึงได้ติดต่อเข้าไปที่วัดใหญ่ ตอนประมาณ 3 ทุ่ม ว่าขอพักแรม 1 คืนได้หรือไม่ เพราะละแวกนั้นมีแต่วัดของเราตั้งอยู่ ที่พอจะให้ที่พักพิงและช่วยเหลือพวกเขาได้ ตอนนั้น พอดีอาจารย์อิเคดะอยู่ที่วัดใหญ่ เมื่อได้รับโทรศัพท์จากประธานกรรมการลูกเสือโลก ก็ตอบรับโดยได้รับอนุญาตจากประมุขสงฆ์ และรายงานต่อประมุขสงฆ์ว่า จะไม่ขอรบกวนฝ่ายสงฆ์ อาจารย์จะรับผิดชอบเองทั้งหมด จากนั้น อาจารย์ก็รีบออกไปข้างนอกที่ยังมีฝนตกอยู่ โดยที่ท่านเองก็ไม่มีร่ม แล้ววิ่งตัวเปียกไปที่ร้านค้า เพื่อจัดหาอาหาร เสื้อฟ้า หมอน ผ้าห่ม ไฟฉาย ผ้าเช็คหน้า ผ้าเช็ดตัว และซื้อหาเข้ามาเองโดยเหมาหมดร้าน จากนั้น ก็รีบเรียกคณะนักดนตรีให้มาบรรเลงเพลงต้อนรับ หลังจากที่อาจารย์ได้รับการติดต่อมา 1 ชั่วโมงผ่านไป คณะลูกเสือทั้ง 3000 คนก็มาถึงวัดใหญ่ โดยทุกคนมีสภาพหนาว หิว และอ่อนระโหยโรยแรง ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินลงจากรถ นักดนตรีของสมาคมก็บรรเลงเพลง พร้อมกับสมาชิกยุวชนทั้งหลายยืนปรบมือต้อนรับอย่างเต็มที่ด้วยความปรารถนาที่จะส่งเสริมกำลังใจแก่พวกเขา พอพวกเขาเข้าไปในอาคารไดโคโด (หอประชุมใหญ่) ก็มีสิ่งของต่างๆ ที่อาจารย์จัดหาซื้อมาเตรียมไว้ต้อนรับ เช่น ซุบร้อนๆ ขนมปัง แฮม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว สำหรับทุกๆ คน จากนั้น ทุกคนก็นอนพักที่วัดใหญ่ 1 คืนด้วยความสุขสบาย เช้าวันรุ่งขึ้น ก็รับประทานอาหารเช้า แล้วอาจารย์ซึ่งเป็นหวัดและมีไข้ก็ได้ออกมาพร้อมกับคณะยุวชนและนักดนตรีเพื่อส่งพวกเขาทั้ง 3000 คนให้เดินทางกลับบ้านด้วยความดีอกดีใจ

ช่วงที่อาจารย์ได้รับโทรศัพท์จนถึงพวกเขามาถึงวัดใหญ่ คือ 3-4 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่ดึกมาก แต่ยุวชนทั้งหลายก็พร้อมใจกันออกมาถือไฟฉาย ถือเทียน ถือร่ม และต้อนรับคณะลูกเสืออย่างเต็มที่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ทุกคนก็รู้และเห็นเองว่า อาจารย์เองก็วิ่งวุ่นอยู่ที่วัดเพื่อเตรียมการต้อนรับอย่างเต็มที่ด้วย

เมื่อคณะลูกเสือเดินทางกลับไปถึงโดยสวัสดิภาพแล้ว ก็ได้เขียนจดหมายขอบคุณมาถึงอาจารย์อย่างมากมาย บอกว่า ถ้าตอนนั้นไม่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ก็อาจจะมีคนเจ็บไข้ได้ป่วย หรือบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ เพราะอยู่ในสถานการณ์คับขัน

แท้จริงแล้ว อาจารย์เองก็ไม่มีสิ่งของ แต่ท่านก็วิ่งเต้นจัดหาเพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้าอย่างดี จึงสามารถปกป้องหมู่คณะลูกเสือทั้งหมดได้ นี่คือเรื่องราวการปฏิบัติของอาจารย์ที่เป็นตัวอย่างของพวกเรา ดังนั้น พวกเราก็เช่นกัน อย่าคิดว่า พูดแล้ว รายงานแล้ว อธิบายแล้ว ก็ปล่อยให้ต่างคนต่างไปทำกันเอาเอง หัวหน้าไม่ต้องทำก็ได้ เพราะหลังจากสั่งการเรียบร้อยก็เป็นอันเสร็จหน้าทึ่ของเราแล้ว การคิดเช่นนี้เป็นการคิดผิดมหันต์ เพราะหัวหน้าเองคือคนที่จะต้องเข้าไปใกล้ชิดกับสมาชิก ไปเยี่ยมบ้าน ไปหาสมาชิกมากมาย เพื่อร่วมต่อสู้ด้วยกันอย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่สำคัญ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เดือนธันวาคมนั้น กล่าวได้ว่า เป็นเดือนที่จะต้องเร่งความเร็วเพื่อปีใหม่ หรือปีหน้าที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งปีหน้าไม่ใช่เริ่มจากวันขึ้นปีใหม่ แต่เริ่มที่เดือนธันวาคมในปัจจุบันที่จะต้องเร่งความเร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงกล่าวว่า “ขอให้เริ่มต้นโดยเร่งความเร็วในเรื่องนี้ด้วย” ถ้ารอถึงปีหน้าก็จะกลายเป็นสายเกินไปเสียแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบิน ถ้าเร่งความเร็วไปเรื่อยๆ แล้ว ก็จะไม่สามารถเหินบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้าได้ หรือนักกีฬากระโดดไกล จะต้องเร่งความเร็วตั้งแต่ 10 เมตร หรือ 20 เมตรก่อนหน้า จึงจะสามารถกระโดดไกล 2-3 เมตรได้ ดังนั้น อย่าเข้าใจผิดว่า ปีหน้ายังมีเวลาอีกเหลือเฟือ แต่จะต้องเตรียมเร่งความเร็วไว้ล่วงหน้าโดยเริ่มต้นตั้งแต่ขณะนี้เพื่อมุ่งสู่การต่อสู้ในปีหน้า


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 16 ธันวาคม ค.. 1952 ก่อตั้งกลุ่มซุยโคไก (กลุ่มต้นน้ำ) ของคณะยุวชนชาย







วันที่ 15 ธันวาคม

การเข้าร่วมประชุมนั้นถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม แต่ในเดือนธันวาคมที่มีธุระมากมาย ซึ่งแต่ละคนๆ จะต้องเอาใจใส่ต่อการงานอาชีพอย่างเต็มที่นั้น ขอให้เข้าใจว่า การทำการงานอาชีพเหล่านั้นก็คือการปฏิบัติธรรมด้วยเช่นกัน


อธิบาย

ธรรมะที่ถูกถ้วนแท้จริงนั้นจะต้องมีเหตุผล มีสามัญสำนึกที่ดีเป็นพื้นฐาน พวกเราซี่งเป็นสมาชิกของสมาคมนั้น เป็นผู้ศรัทธาฆราวาสที่จะต้องมีอาชีพการงาน ดังนั้น ในช่วงเวลาที่มีงานมากมาย หรือเป็นฤดูกาลของการทำมาค้าขายนั้น ก็จะต้องเอาใจใส่ต่ออาชีพการงานอย่างเต็มที่ จนบางครั้งไม่สามารถทำงานพระได้เต็มที่ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้เต็มที่ จึงไม่ใช่เป็นการถอยศรัทธา หรือศรัทธาอ่อนแอลง อันที่จริง ความเอาใจใส่ต่อหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ของเขานั้น ในที่สุด ก็เพื่อที่จะพิสูจน์อานุภาพของโงะฮนซนและธรรมะให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งหลายในสังคม ดังนั้น จึงได้กล่าวว่า “ในช่วงเวลาที่มีธุระมากมาย ซึ่งแต่ละคนๆ จะต้องเอาใจใส่ต่อการงานอาชีพอย่างเต็มที่นั้น ขอให้เข้าใจว่า การทำการงานอาชีพเหล่านั้นก็คือการปฏิบัติธรรมด้วยเช่นกัน”

แต่ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสเข้าใจผิดว่า จะต้องเอาใจใส่ต่อหน้าที่ในระบบการเป็นหลัก จนพลาดช่วงเวลาสำคัญของอาชีพการงาน ทำให้ไม่มีรายได้มากขึ้น แม้จะบอกว่าไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือเสียใจแม้แต่น้อย เพราะไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ในระบบการ แต่ในความจริงแล้ว ถ้านับถือมา 5 ปี 10 ปี 15 ปี ซึ่งเป็นเวลายาวนานและมีหน้าที่เป็นหัวหน้าขั้นสูง แต่ความเป็นอยู่ในครอบครัวก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ก็อาจจะทำให้สมาชิกที่เพิ่งเข้าศรัทธาใหม่ๆ เกิดความสงสัยว่า หัวหน้าคนนี้บอกว่าธรรมะของเราดีมาก การทำกิจกรรมของสมาคมมีคุณค่ามาก แต่ทำไมตัวหัวหน้าไม่ได้เป็นอย่างที่บอกหรือสอนกับใครๆ ไม่เห็นว่ามีอะไรดีจริง ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว พฤติกรรมของหัวหน้าผู้นั้นเท่ากับทำให้ธรรมะตกต่ำ

เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลาที่มีงานมากมาย ขอให้มีความเข้าใจต่อกันว่า ตอนนี้ งานของเขายุ่งมาก ทำให้ไม่มีเวลามาร่วมประชุม จึงจะเรียกว่ามีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อสมาชิกทั้งหลายเพื่อให้พวกเขาสามารถเอาใจใส่ต่ออาชีพการงานได้อย่างเต็มที่ และจะสามารถเติบโตเป็นผู้นำที่ดีต่อไปในอนาคตได้ แต่ถ้าไปดูถูกหรือต่อว่าที่เขาไม่ออกร่วมประชุม และบีบบังคับให้เขาต้องมาร่วมกิจกรรมให้ได้แล้ว แม้ว่าเขาจะฝืนมา แต่ก็จะรู้สึกไม่พอใจ น้อยใจ เกลียดชัง หรือมีอคติต่อสมาคม ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญก็คือ ผู้นำจะต้องคอยสังเกตสถานการณ์ให้ดี และเอาใจใส่สมาชิกด้วยความโอบอ้อมอารี ก็จะเกิดความสามัคคีที่แน่นแฟ้นขึ้นได้ บางที เขาอาจจะต้องใช้เวลาต่อสู้นานสัก 3 ปี 5 ปี แต่ตลอดเวลานี้ ก็มีสมาชิกคอยอยู่รายล้อมและมีจิตใจเมตตากรุณาต่อเขา เข้าใจเขาอย่างลึกซึ้งแล้ว ในที่สุด ก็จะสามารถมีผู้นำที่ดีเกิดขึ้นมาอย่างมากมายได้ อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมองดูเวลา 1 ปีแล้ว ช่วงที่น่าจะมีธุระมากก็คงจะเป็นช่วงปลายปี เพราะเป็นเดือนที่จะต้องสรุปกิจการของ 1 ปีให้เรียบร้อย จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องตั้งใจทำให้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ดังนั้น ขอให้พวกเราเข้าใจและรู้ใจสมาชิกทั้งหลายว่า พวกเขากำลังวุ่นอยู่กับการงาน ถ้าเขาไม่มีเวลามา เราก็หาเวลาไปเล่าให้เขาฟัง โดยมีการติดต่อสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนม เขาก็จะไม่ถอยศรัทธา แม้ว่าร่างกายไม่สามารถออกมาร่วมการประชุม แต่จิตใจของเขา ความศรัทธาของเขา ก็ตามทันพวกเราอยู่ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า อยู่ที่หัวหน้าหรือผู้อาวุโสว่า มีจิตใจเมตตากรุณาและรู้ธรรมะอย่างลึกซึ้ง หากไม่มีจิตใจเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่สามารถคิดและทำเช่นนี้ได้

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวว่า “ขอให้รู้และเข้าใจว่า กฎของสังคมนั้นเท่ากับกฎของธรรมะ” หมายความว่า ผู้ที่มีความศรัทธาถูกต้องและเข้มแข็งนั้น จะต้องเป็นผู้ที่ทำการงานอาชีพในสังคมอย่างถูกต้องและเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย” ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “ในเดือนธันวาคมที่มีธุระมากมาย ซึ่งแต่ละคนๆ จะต้องเอาใจใส่ต่อการงานอาชีพอย่างเต็มที่นั้น ขอให้เข้าใจว่า การทำการงานอาชีพเหล่านั้นก็คือการปฏิบัติธรรมด้วยเช่นกัน”





วันที่ 14 ธันวาคม

ขอให้ใช้คำพูดที่สุภาพและคบค้ากับสมาชิกด้วยความโอบอ้อมอารี เพราะการใช้อารมณ์หรือวาจาไม่ดีนั้น ไม่สามารถที่จะเป็นการชี้นำที่แท้จริง


อธิบาย

มีหัวหน้าคนหนึ่งมีประสบการณ์ว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้า จึงได้พยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ แล้ววันหนึ่ง ขณะที่เดินอยู่บนถนนที่มีคนพลุกพล่าน มีสมาชิกคนหนึ่งมองเห็นเขา จึงทักทายกับเขา แต่ปรากฏว่า หัวหน้าไม่รู้และเดินจากไปเฉยๆ เพราะไม่ได้ยินที่สมาชิกเรียก และเดินผ่านสมาชิกไปโดยมองไม่เห็น สมาชิกคนนี้จึงรู้สึกว่า หัวหน้าคนนี้เป็นคนอวดดี ตั้งแต่นั้น ก็รู้สึกไม่พอใจ มีอคติจิตต่อหัวหน้าอยู่เสมอ ต่อมา มีหัวหน้าอีกคนเยี่ยมที่บ้าน และถามว่า ทำไมเดี๋ยวนี้จึงไม่ออกมาร่วมกิจกรรม สมาชิกก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง หัวหน้าคนนั้นจึงเพิ่งได้รู้สาเหตุที่เขาไม่ออกมา เพราะสมาชิกคนนี้เข้าใจผิดไปเอง ดังนั้น เรื่องนี้ แท้จริงแล้วก็เหมือนเล็กน้อย แต่สำหรับสมาชิกแล้ว กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ จนกลายเป็นสาเหตุที่ถอยศรัทธาไป

ส่วนหัวหน้าอีกคนก็มีประสบการณ์ว่า มีสมาชิกคนหนึ่งมาขอคำชี้นำจากหัวหน้าเรื่องค้าขายไม่ดี เรื่องสุขภาพไม่ดี แม้จะสวดมนต์มานานแล้ว แต่ก็ยังแก้ไขไม่ได้ หัวหน้าจึงส่งเสริมกำลังใจแก่เขา และในคำชี้นำ มีคำหนึ่งที่บอกกับเขาว่า ให้สวดมนต์อย่างเอาจริงเอาจัง สวดมนต์ให้มากขึ้นเหมือนกับยอมตายได้เลย แล้วก็จะเปลี่ยนชะตากรรมได้ แต่สมาชิกฟังแล้วเข้าใจผิดว่า หัวหน้าชี้นำเขาว่า สวดให้ตายไปเลย จึงรู้สึกไม่พอใจคำพูดคำนี้ คิดว่า หัวหน้าพูดจาเหลวไหล ให้คำชี้นำส่งเดช ใครกันที่จะยอมตายง่ายๆ ตั้งแต่นั้นก็มีอคติจิตไม่พอใจหัวหน้าคนนี้นานถึง 5-6 ปี แล้ววันหนึ่ง เมื่อมีโอกาสก็เล่าความรู้สึกนั้นให้หัวหน้ารับรู้ หัวหน้าก็รู้สึกตกใจมาก และบอกว่า ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย เมื่อพูดคุยกันอย่างละเอียดแล้ว ในที่สุด สมาชิกก็เข้าใจและเลิกอคติต่อหัวหน้า

ประสบการณ์ทั้ง 2 เรื่องนี้ แม้จะเป็นเรื่องคำพูดเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ทำให้เกิดการเข้าใจผิดขึ้นมาได้ แสดงว่า คำพูดหรือพฤติกรรมของผู้นำหรือผู้อาวุโสจะมีผลกระทบต่อสมาชิกอย่างแน่นอน เพราะคำพูดหรือพฤติกรรมของผู้นำนั้นมีความสำคัญและมีน้ำหนักมาก อาจารย์จึงบอกว่า “ขอให้ใช้คำพูดที่สุภาพและคบค้ากับสมาชิกด้วยความโอบอ้อมอารี” นับประสบอะไรกับการใช้อารมณ์ เช่น วันนี้อารมณ์ไม่ดี มีความไม่พอใจ มีเรื่องกลุ้มใจ หรือมีเรื่องทำให้โมโห จึงพูดกับสมาชิกออกไปว่า “ผมเป็นหัวหน้า เป็นผู้อาวุโส ทำไมคุณจึงไม่เชื่อฟังคำพูดของผม คุณจะต้องได้รับบาป คุณจะต้องตกนรกแน่นอน” คำพูดเหล่านี้เป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่จากตำแหน่งหน้าที่ของหัวหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะลักษณะแบบนี้เป็นวิธีของคนอวดดี ชอบใช้อำนาจบังคับผู้อื่น หรือเห็นแก่ตัว ที่รังแต่จะส่งผลกระทบต่อสมาชิกให้เกิดความสงสัย ไม่พอใจ น้อยใจ และมีอคติจิตเกิดขึ้น ดังนั้น หัวหน้าจึงต้องรู้ตัวว่า การมีตำแหน่งหน้าที่ในระบบการนั้น ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองสูงกว่าสมาชิก แต่มีเพื่อช่วยเหลือสมาชิกทั้งหลาย เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ทุกคนก็เป็นสมาชิกเหมือนกัน จึงไม่มีใครมีสิทธิ์เป็นผู้ออกคำสั่ง หากแต่ว่า ระหว่างหัวหน้ากับสมาชิกนั้น มีความสัมพันธ์แบบเป็นกัลยาณมิตรของกันและกันแล้ว ก็จะไม่มีความไม่พอใจเกิดขึ้น จะให้ความเคารพซึ่งกันและกัน

พูดถึงกัลยาณมิตรแล้ว มี 3 แบบด้วยกัน คือ

  1. กัลยาณมิตรที่ปกป้องกัน หมายความว่า พวกเรายังไม่ค่อยรู้ธรรมะ ผู้นำจึงทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรที่คอยให้การปกป้องเรา เหมือนคุณแม่ที่คอยปกป้องลูก

  2. กัลยาณมิตรที่ปฏิบัติร่วมกัน หมายความว่า ในการปฏิบัติศรัทธา พวกเราเป็นหัวหน้าด้วยกัน อยู่ในหมู่คณะเดียวกัน เช่น ฝ่ายผู้ใหญ่ชาย ฝ่ายผู้ใหญ่หญิง หรือฝ่ายยุวชน ต่างก็พยายามฝึกฝนขัดเกลาด้วยการปฏิบัติศรัทธาร่วมกัน และช่วยกันอธิบายหรือแนะนำการปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างกันและกัน

  3. กัลยาณมิตรที่สอนให้แก่กัน หมายความว่า ถ้าเราไม่มีผู้อาวุโสแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะได้ศึกษาเรียนรู้ธรรมะของพระนิชิเร็นไดโชนินให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้อาวุโสหรือหัวหน้าก็จะทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรที่สอนธรรมะให้แก่เรา

ด้วยเหตุนี้ ขอให้มีความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ผู้นับถือศรัทธาต่อโงะฮนซนนั้น ทั้งหมดล้วนมีสิทธิ์ที่จะเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้ร่วมกันต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาล ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะแตกความสามัคคีกัน และในที่สุด ก็ต้องตกนรกด้วยกัน





วันที่ 13 ธันวาคม

ขอให้เสริมสร้างผู้นำในตำบลให้มากขึ้นๆ โดยไร้ที่ติ พร้อมกับแผ่ขยายรากอยู่ในสังคมโดยมีความสนุกสนานและสนิทสนมกัน รวมถึงค้นคว้าศึกษาธรรมอย่างดี


อธิบาย


นักเรียนชายคนหนึ่งในโรงเรียนประถมศึกษาเป็นเด็กเกเร ไม่เชื่อฟังคุณครู ทะเลาะและชกต่อยกับเพื่อนอยู่เสมอ คุณครูก็ปล่อยให้เป็นเช่นนี้เรื่อยมาเพราะไม่มีวิธีรับมือหรือทำให้เขาดีขึ้นได้ แต่มีคุณครูคนหนึ่งพยายามคิดหาวิธี โดยให้นักเรียนคนนี้รับผิดชอบดูแลสัตว์ทุกชนิดในโรงเรียนอย่างเต็มที่ เช่น กระต่าย นกพิราบ ไก่ฟ้า ฯลฯ ตั้งแต่เด็กคนนี้มีงานในความรับผิดชอบ ก็เอาใจใส่ดูแลสัตว์ทั้งหลายอย่างเต็มที่ นานวันเข้า ก็ค่อยๆ กลายเป็นเด็กที่ดีขึ้น ไม่ขี้โมโห ไม่มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อน เพราะสนใจในงานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเต็มที่ เพราะดีใจว่าได้รับความไว้วางใจจากคุณครูนั่นเอง

ส่วนนักเรียนหญิงอีกคนหนึ่ง เป็นโรคกลัวความสูง จึงไม่กล้าขึ้นไปเรียนบนชั้นสอง เพราะไม่กล้าขึ้นบันได ถ้าถูกบังคับให้ขึ้นไปก็จะร้องไห้และไม่ยอมเรียนหนังสือเพราะความกลัว คุณครูคนหนึ่งก็พยายามหาวิธีช่วยเด็กหญิงคนนี้ โดยมอบหมายให้ทำหน้าที่เช็ดบันได เมื่อเขาพยายามเช็ดบันไดไปทีละขึ้นๆ ในที่สุด ก็ขึ้นถึงชั้นสองได้ และสามารถเรียนหนังสือได้สำเร็จ หมายความว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์เรามีข้อดีและข้อเสีย ถ้าได้พบกับคนที่ดีแล้ว ก็จะสามารถทำให้สิ่งที่ไม่ดี ข้อบกพร่องข้อเสียของเขาแก้ไขได้ พร้อมกับพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้ามากขึ้นได้

ในการคบค้ากับเพื่อนสมาชิกก็เช่นกัน จะต้องมีความเชื่อมั่นว่า สมาชิกทุกคนมีสิทธิเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตได้ จึงพยายามหาวิธีที่ทำให้ปมเด่นของเขาสามารถปรากฏออกมา พร้อมกับอธิษฐานให้ทุกคนเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต แต่ถ้าหัวหน้าหรือผู้อาวุโสมีความคิดที่ผิดๆ ว่า ในตำบลของเราไม่มีผู้นำ ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น สมาชิกคนนั้นไม่ค่อยเข้าร่วมประชุม สมาชิกคนนี้ก็เป็นคนจู้จี้ หรือสมาชิกคนโน้นก็ไม่ค่อยมีเวลา จึงรู้สึกหมดหวังว่า ไม่เห็นแววว่าคนไหนจะเป็นผู้นำที่ดีได้เลย ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อไหร่ๆ ระบบการของเขาก็ไม่มีทางพัฒนาก้าวหน้าและไม่มีผู้นำที่ดีปรากฏออกมา เพราะตั้งแต่แรก หนึ่งขณะจิตของผู้รับผิดชอบหรือหัวหน้าก็กำหนดไว้เสียแล้วว่า ในตำบลนี้ไม่มีผู้นำ ซึ่งเป็นการสร้างเหตุที่ไม่ดี ผลไม่ดีจึงปรากฏออกมา แต่ถ้าผู้นำมีความมั่นใจว่า ในตำบลของเรามีผู้นำที่ดีอยู่มากมายอย่างแน่อน เพียงแต่ว่า เรายังไม่สามารถค้นพบเท่านั้น จึงพยายามสวดมนต์และอธิษฐานต่อโงะฮนซนด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าว่า ขอให้สามารถค้นพบผู้นำที่ดีและสร้างอบรมให้เป็นผู้นำที่ดีให้เกิดขึ้นมาจากตำบลของเราให้ได้แล้ว ก็จะสามารถมีผู้นำที่ดีเกิดขึ้นมามากมายอย่างแน่นอน และถ้ามีผู้นำเกิดขึ้นมากมายแล้ว ก็จะสามารถสร้างระบบการของเขาให้แข็งแกร่งได้อย่างไร้ที่ติ

ในขณะเดียวกัน ผู้ศรัทธาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือผู้นำ ต่างก็มีอาชีพการงานอยู่ในสังคม เมื่อเป็นผู้นำที่ดีของสมาคมแล้ว แน่นอนว่า ก็จะเป็นบุคคลที่ดีในสังคม ซึ่งเป็นบุคคลตัวอย่างของชุมชน ท้องถิ่น บริษัท หรือสถานที่ทำงานในสังคมได้ เช่นนี้แล้ว ผู้คนในสังคมก็จะสามารถเข้าใจธรรมะของเราได้ผ่านพฤติกรรมของผู้ศรัทธาที่เป็นบุคคลที่น่าไว้วางใจ จึงเป็นคนที่ผู้คนในสังคมรู้สึกสนิทสนม

หมายความว่า ไม่ใช่วางท่าว่าเป็นคนศรัทธาเคร่งครัด ไม่สนิทสนมกับผู้คนในสังคม เอาแต่พูดถึงเรื่องธรรมะ หนังสือก็อ่านแต่หนังสือศาสนา ใครชวนไปเที่ยวก็บอกว่าติดประชุมตลอด ทำให้เพื่อนๆ ค่อยๆ ห่างเหินออกไป เพราะไม่ชอบพฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อทุกคนหลีกหนีจากไปแล้ว ย่อมไม่สามารถชักชวนแนะนำธรรมได้สำเร็จ แทนที่จะเป็นเช่นนี้ ควรจะรอโอกาสที่เหมาะสม โดยดำเนินชีวิตในฐานะของบุคคลธรรรมดาในสังคม เช่น คนงาน เพื่อนสนิทมิตรสหาย ในที่สุด ย่อมจะส่งผลดีได้มากกว่า ไม่เช่นนั้น การเผยแผ่ธรรมของเราก็จะไม่สามารถเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะผู้คนในสังคมจะอ้างได้ว่า การเผยแผ่ธรรมไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย

อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามเข้าสู่สังคม หากเกียจคร้านและลืมการศึกษาค้นคว้าธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว แม้จะสามารถสร้างความสนิทสนมกับผู้คนในสังคมได้ก็ตาม แต่ความศรัทธาก็จะค่อยๆ เฉื่อยชาไป กลายเป็นความศรัทธาที่ลืมเจตนารมณ์ของการเผยแผ่ธรรมไพศาล ในที่สุด ก็จะถอยศรัทธาไป เพราะฉะนั้น แม้จะสร้างความสนิทสนมกับผู้คนในสังคม และยึดถือสามัญสำนึกที่ดีเลิศก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ในใจจะต้องไม่ลืมการค้นคว้าศึกษาธรรม มีความศรัทธาเข้มแข็ง เข้มงวดต่อตัวเองไม่ให้ตกอยู่ในความเฉื่อย จึงจะเรียกว่าความศรัทธาแบบน้ำ ด้วยเหตุนี้จึงขอย้ำว่า เมื่อใดที่ลืมและไม่ชอบค้นคว้าศึกษาธรรมแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้น จิตใจก็จะเกิดความเฉื่อยชา และชีวิตก็จะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน


ปฏิทินเหตุการณ์

วันที่ 13 ธันวาคม ค.. 1973 ประชุมก่อตั้งคณะวัฒนธรรมผู้ศรัทธาแห่งเอเชียอาคเนย์





วันที่ 12 ธันวาคม

ไดโมขุเท่านั้นที่เป็นบ่อเกิดของพลังขับเคลื่อนชีวิต ชีวิตในลักษณะนี้ก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนของการเคลื่อนไหวในสังคมและการดำเนินชีวิต และสิ่งที่ทำให้พลังขับเคลื่อนนี้สามารถเพิ่มอัตราเร่งขึ้นมาได้ก็คือการศึกษาธรรม


อธิบาย

ไดโมขุซึ่งเป็นเสียงสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวนั้นมีพลังมากมาย ในคำสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวนี้มีพร้อมสรรพสิ่งในโลกและธาตุแท้ของจักรวาลทั้งหมดอยู่แล้ว เช่น คำว่า ประเทศไทย ในคำนี้ก็ได้รวมเอาทุกจังหวัด ประชากร 60 กว่าเกือบ 70 ล้านคนอยู่ในนี้ รวมทั้งภูเขา แม่น้ำ ต้นหญ้าต้นไม้ สัตว์ บ้านเรือน ฯลฯ หรือถ้าเรากระทำความผิด ชื่อของเราก็จะแสดงให้รู้แน่ชัดว่าหมายถึงตัวเราทั้งหมด ไม่ใช่คนอื่น ดังนั้น ทุกคนก็จะรู้ความผิดของเรา ในทางกลับกัน ถ้าเป็นคนที่ได้รับรางวัลโนเบล คนทั้งโลกก็จะรู้จักเขาจากชื่อของเขา ชื่นชมเขา และยกย่องชมเชยผลงานของเขา

ด้วยเหตุนี้ แม้คำสวดนัมเมียวโฮเร็งเงคียวจะเป็นเพียงแค่คำสั้นๆ ย่อๆ และง่ายๆ ก็ตาม แต่ก็อย่าเมินเฉย หรือไม่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้งอย่างยิ่ง ดังที่พระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า พระพุทธะทั้งหลายสามารถรู้แจ้งได้ด้วยนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ซึ่งเป็นกฎของสกลจักรวาล และชีวิตของสกลจักรวาล ดังนั้น เมื่อพวกเราหันหน้าต่อโงะฮนซน และสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวแล้ว โลกพุทธะภายในชีวิตของเราก็จะถูกเรียกออกมา เมื่อนั้น เราก็จะมีพลังชีวิตชีวา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใด ก็จะสามารถต่อสู้ท้าทายและเอาชนะไปได้

ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “เป็นพลังขับเคลื่อนของการเคลื่อนไหวในสังคมและการดำเนินชีวิตกล่าวคือ ผู้ที่รู้ถึงพลังไดโมขุนั้น ก็เปรียบได้กับผู้ที่หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์พระจันทร์อยู่ทุกโอกาส หมายความว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเนื่องจากชะตากรรมหรืออุปสรรคมารก็ตาม หน้าตาหรือสภาพชีวิตหรือพลังชีวิตของเขาก็จะไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งเหล่านี้ ยังมีความร่าเริงสดชื่นและจิตใจบริสุทธิ์ได้ ตรงกันข้าม แม้ว่าจะรับโงะฮนซน แต่ไม่มีความเชื่อมั่นในพลังของไดโมขุ ไม่รู้ถึงพลังของไดโมขุแล้ว เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หรือพบกับอุปสรรคแล้ว หน้าตาก็เศร้าหมอง ไม่มีพลังชีวิต ไม่ต่อสู้ท้าทายกับอุปสรรคต่างๆ สุดท้าย ก็จะกลายเป็นบุคคลที่พ่ายแพ้ในชีวิต แต่ถ้ารู้ถึงพลังของไดโมขุ ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ไม่ว่าจะยากลำบากขนาดไหน ก็สามารถยึดมั่นต่อโงะฮนซนและเชื่อมั่นต่อพลังของไดโมขุ ในที่สุด ก็จะสามารถได้รับความสุขที่แท้จริง กล่าวได้ว่า พวกเราซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนนั้น ถ้ารอบตัวเราไม่มีผู้ที่ศรัทธาเข้มแข็ง หรือรู้ถึงพลังไดโมขุอย่างลึกซึ้ง และเราได้รับผลกระทบจากเขาแล้ว ก็จะกลายเป็นความเฉื่อย เช่นนั้นแล้ว ก็กล่าวได้ว่า เขาเป็นเพื่อนชั่วหรือปัจจัยนั่นเอง แต่ถ้าเราพยายามใกล้ชิดกับผู้ที่ศรัทธาเข้มแข็งและรู้ถึงพลังไดโมขุแล้ว ก็สามารถมีชีวิตชีวามากขึ้นและกลายเป็นบุคคลเข้มแข็งขึ้น สามารถยึดมั่นความศรัทธาอย่างมั่นคง และไม่พ่ายแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ เช่นนั้นแล้ว บุคคลผู้นั้นก็คือกัลยาณมิตรของเรา

ส่วนที่อาจารย์กล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้พลังขับเคลื่อนนี้สามารถเพิ่มอัตราเร่งขึ้นมาได้ก็คือการศึกษาธรรม” ก็หมายความว่า จุดมุ่งหมายของการศึกษาธรรมก็เพื่อทำให้ความศรัทธาของเรามีลักษณะความศรัทธาแบบน้ำ เพราะผู้ที่ยิ่งรู้ธรรมะของพระนิชิเร็นไดโชนิน ก็จะยิ่งไม่มีลักษณะความศรัทธาแบบไฟ เพราะการศึกษาธรรมจะเสริมสร้างกระดูกสันหลังของความศรัทธา สำหรับมนุษย์เรา เมื่อมีกระดูกสันหลังแข็งแรง ร่างกายก็จะแข็งแกร่ง สามารถอดทนต่องานหนักหรือความยากลำบากได้ หากกระดูกสันหลังอ่อนแอแล้ว ย่อมไม่สามารถมีชัยชนะในการต่อสู้ได้

ดังนั้น ผู้ที่ขยันขันแข็งศึกษาค้นคว้าธรรมนิพนธ์และปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินแล้ว เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่ถูกกระทบกระเทือน นี่คือความศรัทธาแบบน้ำ ซึ่งเป็นความศรัทธาที่ลึกซึ้ง แต่ถ้าไม่ศึกษาธรรม มีแต่การปฏิบัติ ก็ไม่เป็นการศรัทธาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในยามปกติ หรือได้รับผลบุญก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีอุปสรรคความยากลำบากหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว จะรู้สึกสงสัยแน่นอน หรือบางครั้งอาจจะถึงกับถอยศรัทธา ก็เพราะไม่มีกระดูกสันหลังของความศรัทธานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของการปฏิบัติศรัทธาก็คือไดโมขุ สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือไดโมขุ อันดับสองก็คือไดโมขุ และอันดับสามก็คือไดโมขุ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องดีใจ เรื่องกลุ้มใจ เรื่องเจ็บใจ หรือเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ก็ให้หันหน้าต่อโงะฮนซนและสวดไดโมขุ จึงจะเป็นการปฏิบัติศรัทธาที่ถูกต้องของสมาชิกสมาคมนั่นเอง






วันที่ 11 ธันวาคม

ในการคบค้ากับผู้คนนั้น จะต้องมีความโอบอ้อมอารีทั้งภายในและภายนอก


อธิบาย

สิ่งสำคัญในการคบค้ากับผู้คนทั้งหลายนั้น ความรู้สึกที่พบกันในครั้งแรกนับว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าความรู้สึกแรกพบไม่ดีเสียแล้ว ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร ก็ไม่สามารถเข้าถึงชีวิตจิตใจของเขาหรือสร้างความประทับใจต่อเขาได้ จึงย่อมไม่เกิดการสร้างคุณค่าและมีความสนิทสนมต่อกัน ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกเมื่อแรกพบจึงเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว

ในการพบปะกันครั้งแรกนั้น หากเราเตรียมพร้อมด้วยกิริยามารยาทที่ดี ทักทายเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งเป็นลักษณะที่มีความสนิทใจและยินดีที่ได้รู้จักกับเขาด้วยน้ำใสใจจริงแล้ว ก็จะสามารถก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีๆ เกิดขึ้นกับเขาได้ แต่ถ้าเป็นการแสดงออกแบบผิวเผิน ไม่มีความจริงใจแล้ว แม้จะมีคำพูดที่สวยหรู หรือแสดงลักษณะที่เอาอกเอาใจเต็มที่ แต่เนื่องจากมนุษย์ต่อมนุษย์ หรือมนุษย์ต่อสัตว์ ต่างก็สามารถมีกระแสจิตที่สื่อถึงกันได้ ดังนั้น อีกฝ่ายจึงสามารถรับรู้ได้อย่างที่ไม่อาจหลอกกันได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ความรู้สึกแรกพบที่มีต่อกันจะเป็นไปในลักษณะใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจหรือหนึ่งขณะจิตของเรานั่นเอง

ทีนี้ ทำอย่างไรจึงจะสามารถให้สภาพชีวิตของเราคงอยู่ในโลกโพธิสัตว์หรือโลกพุทธะเสมอ ซึ่งเป็นสภาพชีวิตที่ดีต่อผู้อื่นได้ นั่นก็คือ การปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง ทำอย่างไรจึงจะสามารถปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง นั่นก็คือ ด้วยการสวดมนต์เช้าเย็นและสวดไดโมขุอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการขัดเกลาชีวิตของเราให้มีความเมตตารักใคร่ เอาใจใส่ และโอบอ้อมอารีอย่างแท้จริง ถ้าเรามีสภาพชีวิตเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อพบปะกับผู้คนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกด้วยกันหรือบุคคลภายนอก ก็จะเป็นที่ยอมรับของอีกฝ่ายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การพูดคุยสนทนากัน การปรึกษาหารือกัน ก็จะมีความสนิทสนมกลมเกลียวกันได้ การติดต่อ รายงาน และการประสานงานก็จะสามารถสร้รงคุณค่าและก่อเกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

แต่ถ้าตัวเราเองมีสภาพชีวิตโลกอสูรหรือโลกนรกเป็นพื้นฐานแล้ว โลกอสูรหรือโลกนรกของเราก็จะมีกระแสจิตถึงโลกอสูรหรือโลกนรกของเขา ทำให้ความรู้สึกแรกพบไม่ดีอย่างแน่นอน ซึ่งเขาก็จะคิดว่า ทำไมสมาชิกของสมาคมจึงเป็นคนนิสัยไม่ดีแบบนี้ มารยาทไม่ดีแบบนี้ ไม่น่าดูจริงๆ เป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่นนี้แล้ว สมาคมของเขาหรือธรรมะก็คงจะไม่ดีเหมือนเขา ซึ่งเป็นภาพที่ติดอยู่ในความทรงจำของเขา ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว เท่ากับความประพฤติหรือกิริยามารยาทของเราสร้างความเสื่อมเสียต่อสมาคมและธรรมะก็ว่าได้

หรือบางครั้ง เมื่อหัวหน้าหรือผู้อาวุโสติดต่อกับสมาชิกด้วยลักษณะที่อวดดีใหญ่โต เอาหน้าเอาตาเกินไป มีลักษณะแบบผู้บังคับบัญชา ก็จะทำให้สมาชิกรู้สึกน้อยอกน้อยใจหรือไม่พอใจและไม่ยอมรับหัวหน้าคนนั้น จึงเอาแต่บ่น เกิดอคติจิต เกลียดชัง และรู้สึกกังวลใจที่จะต้องพบปะกับหัวหน้าคนนั้น จนในที่สุด สมาชิกก็ถอยศรัทธาไป ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็จะกลับกลายเป็นว่า หัวหน้าคนนั้นที่อุตส่าห์หาเวลาไปพบปะเยี่ยมสมาชิกและพยายามชี้นำอย่างมากมายนั้น สู้อย่าทำจะดีเสียกว่า เพราะเมื่อไปพบปะแล้ว กลับทำให้เขาเกิดความสงสัยจนถอยศรัทธาไป โดยไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรเลยแม้แต่น้อย มีแต่เสียเวลาเปล่าๆ ลักษณะนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นการสร้างความเสื่อมเสียต่อสมาคมและธรรมะ ดังนั้น ผู้คนที่อยู่รอบตัวเราจะเป็นพันธมิตรของเรา หรือจะเป็นศัตรูของเรานั้น ก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติหรือหนึ่งขณะจิตของฝ่ายเรานั่นเอง

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือสภาพชีวิตของเรา ถ้าศรัทธาเข้มแข็ง ก็จะมีสภาพชีวิตของโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะเป็นหลัก จึงมีความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐาน และกลายเป็นบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะที่มีเสน่ห์และดีเลิศ ทำให้ผู้คนที่พบเห็นเกิดความประทับใจ จึงยกย่องและให้เกียรติต่อธรรมะที่เราปฏิบัติ และสมาคมที่เราสังกัดเป็นสมาชิกอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงควรจะต้องเอาใจใส่และระมัดระวังต่อลักษณะของพฤติกรรมของเรา และมีความโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่นเป็นอย่างดี ซึ่งไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างแน่นอน

  





วันที่ 10 ธันวาคม

เรื่องการทำงาน ขอให้รวดเร็วอย่างสมเหตุสมผล นี่คือต้นกำเนิดของชัยชนะ


อธิบาย

เรื่องวิธีการทำงาน แต่ละประเทศนั้นไม่เหมือนกัน เช่น มีคนไปที่ประเทศอินเดีย เมื่อเข้าไปในสนามบินแล้ว จะต้องผ่านด่านเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 10-20 ด่าน ครั้งแรกผ่านด่านตรวจหนังสือเดินทาง ต่อไปด่านตรวจใบฉีดยา ด่านตรวจสัญชาติ ด่านตรวจว่าเคยกระทำความผิดในประเทศหรือไม่ ด่านตรวจกระเป๋าใหญ่ ด่านตรวจกระเป๋าเล็ก ด่านตรวจค้นร่างกาย ด่านตรวจสิ่งของที่หิ้ว เมื่อผ่านด่านต่างๆ ทั้งหมดมาแล้ว จึงจะขึ้นเครื่องได้ ปรากฏว่า มีคนเคยถามเจ้าหน้าที่ของอินเดียว่า ทำไมต้องมีด่านมากมาย ให้รวบรวมอยู่ใน 2-3 ด่านก็พอไม่ได้หรือ เจ้าหน้าที่ก็ตอบว่า ถ้าทำเช่นนั้นแล้ว พวกเราก็ไม่มีงานทำ และตกงาน จึงต้องมีด่านมากมายนั่นเอง หรือที่ประเทศสเปน จะทำงานตอนเช้า พอช่วงเที่ยงถึงบ่าย 3 ให้พักผ่อน โดยทุกคนกลับบ้านทานข้าว พักผ่อนนอนหลับ แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ ถ้าเป็นงานราชการก็จะจบตอน 5 โมงเย็น แต่ร้านค้าธรรมดาจะเปิดถึง 2-3 ทุ่ม และรับประทานอาหารเย็นประมาณ 3-4 ทุ่ม นี่คือประเทศสเปน ดังนั้น เรื่องวิธีการทำงานนั้นแล้วแต่ประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศต่างๆ

แต่สำหรับการต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมนั้น ถ้าชักช้าแล้ว ก็ยิ่งจะต้องลำบากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะความหมายของชื่อสมาคมโซคางักไก ก็คือ สมาคมสร้างคุณค่าอยู่แล้ว หมายความว่า เมื่อเรานับถือศรัทธาและปฏิบัติศรัทธาแล้วไม่มีประโยชน์ ไม่ได้รับบุญกุศล ไม่มีการสร้างคุณค่าแล้ว ก็ถือว่าเปล่าประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงก็คือ การปฏิบัติศรัทธาของเราทำให้เกิดประโยชน์มากมายมหาศาล นี่คือหลักความจริงทางด้านธรรมะของเรา

ดังนั้น ถ้าหลักความจริงเป็นเช่นนี้แล้ว ในการดำเนินงานของเรา ก็ควรจะคิดหาวิธีว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างคุณค่าให้เกิดคุณค่าสูงสุดในเวลาของชีวิตมนุษย์ที่มีอยู่จำกัด เช่น ในการเรียนธรรมะคืนนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 80 คน ก็จะต้องจัดเก้าอี้ 80 ตัว กะโยไกก็อาจจะต่างคนต่างยกเก้าอี้ไปวางเรียงกัน แต่ถ้าหาวิธี เช่น ให้กะโยไกยืนเรียงกัน แล้วแต่ละคนก็ส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ก็จะเสร็จเรียบร้อย และทำได้เร็วกว่าให้แต่ละคนเดินไปวางและกลับมาเอาใหม่บางทีก็อาจจะจัดเก้าอี้ไม่พอด้วย บางทีก็อาจจะเดินชนกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่สมเหตุสมผล หรือขอยกอีกตัวอย่าง เรื่องการประกอบแว่น อันดับแรก จะต้องมีกรอบแว่น มีการฝนเลนส์ และเข้ากรอบ ตกแต่งให้สวยงาม จึงนำออกมาจำหน่ายได้ ถ้าทำคนเดียว แว่นตา 1 อันอาจจะต้องใช้เวลานานถึง 1 อาทิตย์หรือ 1 เดือนก็ได้ สำหรับคำว่าสมเหตุสมผล ก็หมายถึง ทำให้สร้างคุณค่ามากกว่าเดิม มีประโยชน์มากกว่าเดิม ซึ่งเป็นผลดีกว่าวิธีการเดิมๆ ถ้าสามารถดำเนินการต่างๆ อย่างรวดเร็วและสมเหตุสมผลแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสามารถสร้างคุณค่าได้มากมาย นำไปสู่ความสำเร็จของการงาน หรือได้รับชัยชนะนั่นเอง

เรื่องนี้ในด้านการปฏิบัติศรัทธาของพวกเราก็เช่นกัน เช่น ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมต้องใช้อุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกรวดเร็ว อาทิ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องโรเนียว ทำให้ข่าวสารหรือนโยบายไปถึงสมาชิกมากมายได้ หรือก่อนประชุม มีการปรึกษากันล่วงหน้าว่า ใครจะพูดอะไร ใครจะทำอะไร เมื่อถึงเวลาประชุม ก็จะได้สาระ มีเนื้อหาแน่นแฟ้นได้ แต่ทางตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้าเหมาทำคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกคนจะต้องรอทำตามอย่างเดียว ก็จะเสียเวลา หรือขาดตกบกพร่องได้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่สมาชิกได้ หรือปัจจุบัน การสื่อสารมีหลายรูปแบบ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร ฯลฯ ถ้ามัวแต่เขียนจดหมายส่งถึงกัน กว่าจะถึงก็ต้องใช้เวลา 1-2 วัน ถ้าส่งจดหมายไปต่างประเทศ ก็ต้องใช้เวลา 5 วันเป็นอย่างต่ำ

พูดถึงความเจริญพัฒนาของเทคโนโลยีนั้น ถ้าเปรียบเทียบว่า ตั้งแต่มนุษย์เกิดมาในโลกนี้จนถึงปี ค.. 1945 มีค่าสูงเท่ากับ 10 เซนติเมตร และหลังจาก ค.. 1946 จนถึงปัจจุบัน มีค่าสูงเท่ากับตึก 13 ชั้น ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างมากมาย ถ้าเช่นนั้น การดำเนินงานต่างๆ ก็จำเป็นจะต้องสมเหตุสมผลด้วย

ในเข็มชี้ประจำวันของอาจารย์อิเคดะ ตอนแรก อาจารย์ชี้นำว่า “เรื่องงานของวันนี้ ให้เสร็จภายในวันนี้” หมายถึง อย่าคิดว่าพรุ่งนี้ก็ยังมีเวลา เพราะแต่ละวันก็มีงานของแต่ละวันให้ทำอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้างานของวันนี้เสร็จไปเพียงแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งไว้ทำต่อวันพรุ่งนี้ แต่อันที่จริง งานของวันพรุ่งนี้ก็มีมาใหม่ ก็เท่ากับว่า พรุ่งนี้มีงานที่ต้องทำเต็มๆ บวกกับที่เหลือจากเมื่อวานมาอีกครึ่งหนึ่ง ถ้าแต่ละวันมีงานค้างสะสมเพิ่มเรื่อยๆ แล้ว เมื่อไหร่ๆ ก็ไม่เสร็จอย่างแน่นอน ดังนั้น อาจารย์จึงบอกว่า “งานของวันนี้ ให้เสร็จภายในวันนี้” นี่คือความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ อย่าคิดว่า ยังมีวันพรุ่งนี้ ยังมีเวลาอีกหลายวัน เพราะการคิดเช่นนี้ เท่ากับพ่ายแพ้ต่อตัวเอง เพราะไม่เอาใจใส่ ไม่เอาจริงเอาจังต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบ ในที่สุด ก็นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในชีวิตมนุษย์ พอถึงเวลาที่จะเสียชีวิต ก็รู้สึกหวนเสียใจภายหลัง

แต่ผู้นำที่แท้จริงนั้น เรื่องงานพระก็ดี เรื่องการงานก็ดี จะต้องพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็จะทำหน้าที่ของตนเองให้เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ภายในวันนี้ โดยไม่ยอมแพ้ตัวเอง และยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองเป็นหลัก เช่นนี้แล้ว บุคคลผู้นี้ก็จะสามารถเป็นผู้มีชัยชนะได้ทั้งในด้านสังคมที่ทำงาน และในด้านการปฏิบัติศรัทธา

 





วันที่ 9 ธันวาคม

ไม่ว่าในสถานที่ดี หรือการพบปะกับใครก็ตาม ขอให้เตรียมการล่วงหน้าให้ดี โดยไม่มีการลังเลใจเพื่อการเผยแผ่ธรรม


อธิบาย

คำชี้นำนี้แสดงถึงเจตนารมณ์ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระนิชิเร็นไดโชนินที่เกิดมาในชาตินี้พร้อมกับภาระหน้าที่ที่สำคัญ

กล่าวคือ ผู้ที่ยึดถือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของสมาคม หรือตระหนักในภาระหน้าที่ของตนเองที่รู้ตัวได้ว่า เรามานับถือศรัทธาเพื่ออะไรนั้น จะสามารถมีจิตใจที่เร่าร้อน มีความกล้าหาญเพื่อการเผยแผ่ธรรมไพศาลอย่างเต็มที่ พยายามส่งเสริมกำลังใจและชักชวนแนะนำธรรมต่อคนธรรมดาสามัญที่มีความทุกข์ยากลำบาก

หมายความว่า ถ้าสมาชิกพยายามปฏิบัติสวดมนต์ต่อโงะฮนซนด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขของตัวเอง เพื่อการสะสมบุญวาสนาของตัวเอง เพื่อการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเองเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสมาชิกที่แท้จริงของสมาคม เพราะมีจิตใจเห็นแก่ตัว ไม่สนใจผู้อื่น ซึ่งเป็นความนึกคิดที่ผิด ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ก่อนหน้าที่ตัวเขาจะมาปฏิบัติศรัทธาด้วยสาเหตุอะไรก็ตามนั้น จะต้องมีคนแนะนำธรรมะให้แก่เขา มีคนที่พยายามอธิบายและให้กำลังใจแก่เขา ทำให้เขาสามารถได้รับโงะฮนซน ได้รับผลบุญ ดังนั้น เมื่อคิดอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็ควรจะต้องตอบแทนบุญคุณของผู้แนะนำ ที่อุตส่าห์ชักชวนเราเข้าศรัทธา เราจึงจะสามารถมีความสุขได้ เราก็ควรจะทำเช่นเดียวกันนี้ต่อผู้อื่นที่มีความทุกข์ นี่คือเหตุผลตามธรรมชาติ แต่ถ้าคิดแต่ความสุขสบายของตนเองที่มีความสุขดีแล้ว ไม่อยากจะลำบากออกไปช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว ก็เป็นคนเห็นแก่ตัว ซึ่งไม่ใช่ลูกศิษย์ที่แท้จริงของพระนิชิเร็นไดโชนิน

ดังนั้น เมื่อศรัทธายาวนานขึ้นและรู้ตัวว่า พวกเราซึ่งได้รับโงะฮนซนและพยายามปฏิบัติศรัทธา เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ด้วยการชักชวนแนะนำธรรม และช่วยเหลือประชาชนทั้งหลายนั้น มีภาระหน้าที่ที่สำคัญ ถ้าจิตใจเข้าใจได้ถูกต้องเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะพบกับใคร เราก็สามารถชักชวนแนะนำธรรมต่อเขาโดยไม่ลังเลใจแม้แต่นิดเดียว และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างกล้าหาญ นี่คือลักษณะที่แท้จริงในการปฏิบัติของพวกเราในยุคปัจจุบัน

เช่น หัวหน้าภาค ทากากิ ฮนบุโจ ของประเทศไทย ขณะที่ต่อสู้เพื่อการเผยแผ่ธรรมที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ดูแลสมาชิกในบริเวณที่เป็นสถานบำบัดโรคเรื้อน ดังนั้น คนอื่นก็ไม่มีใครอยากจะไปเยี่ยมสมาชิกในบริเวณนั้น เพราะกลัวโรคติดต่อ แต่ท่านก็ไม่กลัวและไม่สนใจเรื่องนี้ โดยได้พยายามเข้าไปเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ ไปพูดคุย จับมือ และตบไหล่เพื่อส่งเสริมกำลังใจต่อเขา ด้วยข้อความธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเร็นไดโชนินมากมาย ทำให้คนที่รู้สึกสิ้นหวัง ก็รู้สึกมีกำลังใจและมีความหวังในอนาคต บางคนดีใจจนน้ำตาไหล และกล่าวขอบคุณฮนบุโจที่อุตส่าห์มาเยี่ยมพวกเขา และชี้นำส่งเสริมกำลังใจต่อพวกเขา จนมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของลักษณะของสมาคมของเรานั่นเอง

ถ้าพวกเราให้ความสำคัญกับแต่ละคนๆ แล้ว ก็จะเตรียมการล่วงหน้าด้วยดี ทำให้การเผยแผ่ธรรมแข็งแกร่งมั่นคงได้อย่างแน่นอน ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราจะต้องต่อสู้อย่างเต็มที่โดยไม่ลังเลใจ ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกก็ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ การบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ก็ไม่สำเร็จด้วย มีแต่พึงพอใจกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง และก็จบลงเพียงแค่นั้น ดังนั้น พระนิชิเร็นไดโชนินจึงกล่าวอยู่ในธรรมนิพนธ์ว่า เรื่องความตายนั้นเป็นเรื่องแน่นอน ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว ดังนั้น ในเมื่อจะต้องตายแล้ว ก็ขอให้ตายโดยอุทิศชีวิตเพื่อธรรมะ การยอมตายเพื่อลาภยศเงินทอง หรือเพื่อครอบครัวของตนเองเท่านั้นเป็นเรื่องน่าเสียดายมากทีเดียว หรือพระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่ขี้ขลาดนั้นไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาตมานิชิเร็นได้ ดังนั้น พวกเราซึ่งนับถือโงะฮนซนนั้น จะต้องตัดสินใจว่า จะใช้ชีวิตเพื่อธรรมะ และธรรมะเป็นสิ่งที่มีค่าสูงที่สุดอันน่าภาคภูมิใจในชีวิตมนุษย์ของเรา

 





วันที่ 8 ธันวาคม

แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีตำแหน่งหน้าที่ในระบบการแล้วก็ตาม แต่สำหรับผู้อาวุโสทางด้านการศรัทธานั้น ขอให้พวกเราแสดงความเคารพต่อพวกเขาจากใจจริง และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยกิริยามารยาทที่ดีงามเพื่อเป็นการให้เกียรติ นี่คือวิถึที่ถูกต้องของคนรุ่นหลังนั่นเอง


อธิบาย

สำหรับผู้อาวุโสทางด้านการศรัทธาในสมาคมของเรานั้น เปรียบได้กับทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของสมาคม ผู้ทรงเกียรติของสมาคม และเป็นแบบอย่างที่ดีของสมาชิกทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ การที่สมาคมมีผู้อาวุโสมากมาย ก็แสดงว่า สมาคมมีทรัพย์สมบัติมากมายนั่นเอง ดังนั้น พูดถึงเรื่องการศรัทธานั้น ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ เพราะตำแหน่งหน้าที่ของสมาคมมีเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นไปอย่างเรียบร้อยและสร้างคุณค่าได้มากมาย อีกทั้งเป็นตำแหน่งหน้าที่เพื่อการดูแลเอาใจใส่สมาชิกให้ทั่วโลก และทำให้การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกบรรลุผลสำเร็จนั่นเอง

เรื่องของความศรัทธาเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจหรือหนึ่งขณะจิตของผู้ศรัทธา แต่บางที แม้จะเป็นผู้ศรัทธาที่เข้มแข็ง ก็อาจจะมีชะตากรรม เช่น เจ็บป่วย การค้าไม่ดี หรือมีความจำเป็นทางด้านอาชีพการงาน ทำให้ต้องเดินทางไปที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง หรืออายุมาก จึงให้คนรุ่นหลังทำหน้าที่แทน ซึ่งมีสาเหตุต่างๆ นานา อันเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยเหตุนี้ ขอให้พวกเราจดจำไว้ให้ดีว่า อย่าคิดหรือดูจากตำแหน่งหน้าที่ และตัดสินว่าเขามีความศรัทธาหรือไม่มีความศรัทธา เพราะเป็นการคิดผิด เพราะการหยุดพักทำหน้าที่ชั่วคราวด้วยเหตุผลจำเป็นต่างๆ ดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องทางด้านระบบการเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับจิตใจแห่งความศรัทธา

ดังนั้น ถ้ามองที่ตำแหน่งหน้าที่ เช่น ศรัทธามาตั้งนาน แต่ก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง คงจะศรัทธาไม่เข้มแข็ง เช่นนี้แล้ว ก็เป็นการมองที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น มีหัวหน้าหมู่ชายและหัวหน้าหมู่หญิงซึ่งเป็นสามีภรรยากันคู่หนึ่ง รับหน้าที่หัวหน้าหมู่นานเกือบ 20ปี แต่ในหมู่ของเขาสามารถสร้างอบรมผู้นำเกิดขึ้นมากมาย บางคนก็เป็นหัวหน้าภาค บางคนเป็นกรรมการของสมาคม บางคนเป็นหัวหน้ายุวชน บางคนเป็นหัวหน้าฝ่ายผู้ใหญ่ชาย บางคนเป็นหัวหน้าฝ่ายผู้ใหญ่หญิง บางคนเป็น ส.. ก็มี ซึ่งในบรรดาผู้นำประมาณ 200 กว่าคนนั้น เกิดขึ้นมาจากการโอบอุ้มของสองสามีภรรยา และปัจจุบัน ผู้นำเหล่านั้นต่างก็รู้สึกซาบซึ้งในความเอาใจใส่อย่างดีของหัวหน้าหมู่ชายหญิงคู่นี้ และพากันพูดว่า ถ้าไม่มีหัวหน้าหมู่ชายหญิงคู่นี้แล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถได้รับการฝึกฝนอบรมจนเป็นผู้นำดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้

เรื่องนี้แสดงให้เราเห็นได้ว่า แม้จะมีหน้าที่เป็นหัวหน้าหมู่ หรือหัวหน้าตำบล แต่ถ้ามีความศรัทธาเข้มแข็ง มีความศรัทธาบริสุทธิ์ และมีความศรัทธาที่มั่นคงแน่วแน่แล้ว ก็สามารถเป็นผู้อาวุโสทางด้านศรัทธาที่แท้จริงได้ นี่คือลักษณะที่แท้จริงของการศรัทธาในสมาคมของเรา ดังนั้น พวกเราจะต้องไม่ลืมลักษณะหรือความประพฤติที่แท้จริงของการศรัทธา และให้ความเคารพนับถือต่อผู้อาวุโสทางด้านการศรัทธา นี่คือสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเราที่เป็นคนรุ่นหลัง ไม่เช่นนั้นแล้ว ระบบการของเราก็จะเสื่อมสลายลง เกิดการแตกความสามัคคี มีแต่ความอิจฉาและอคติต่อกัน แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับแต่ละคน ๆ และให้ความเคารพนับถือต่อผู้อาวุโสแล้ว ระบบการก็จะสามารถเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน

 





วันที่ 7 ธันวาคม

ผู้ปฏิบัติศรัทธาในยุคสมัยใหม่นั้น ขอให้มีพฤติกรรมที่ยอดยี่ยมน่าภาคภูมิใจ และด้วยความอดทนและความจริงใจของเรา ทำให้เพื่อนบ้านหรือผู้คนในสังคมกลายเป็นพันธมิตรของเราให้ได้


อธิบาย

ทำไมจึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติศรัทธาในยุคสมัยใหม่ที่มีพฤติกรรมอันยอดเยี่ยมน่าภาคภูมิใจ ก็เพราะว่า ศตวรรษที่ 21 เป็นเวลาที่ทั่วโลกจะให้ความสนใจต่อพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน เพราะลัทธิวัตถุนิยมและจิตนิยมต่างก็เดินทางมาถึงทางตันแล้ว ดังนั้น ผู้มีปัญญาในทั่วโลกจึงมองหาปรัชญาใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัยใหม่ เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้กล่าวไว้ว่า “วิทยาศาสนาที่ไม่มีศาสนารองรับนั้นเปรียบได้กับคนพิการ” แต่ไม่ใช่ศาสนาของซีกโลกตะวันตก หากแต่เป็นศาสนาของเอเชีย ดังนั้น เมื่อพุทธศาสนามหายานได้ค่อย ๆ แพร่หลายเข้าไปในอเมริกา ทำให้คนอเมริกันค่อย ๆ ไม่สนใจศาสนาคริสต์แล้ว และเนื่องจากผิดหวังต่อสังคม จึงดำเนินชีวิตไปเรื่อยเปื่อย ไร้จุดหมาย ซึ่งเป็นลักษณะชีวิตที่รกร้าง แสดงว่า พวกเขาขาดหลักปรัชญาที่จะนำพาชีวิตของพวกเขาไปสู่อนาคตที่มีความหวัง ดังนั้น เมื่อได้รับฟังปรัชญาของเอเชียแล้ว ก็รู้สึกว่า เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่าคำสอนของศาสนาคริสด์

ต่อมา เมื่อพวกเขามีโอกาสได้รับฟังปรัชญาของพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนิน ซึ่งเป็นปรัชญาธรรมที่สูงที่สุดแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกประทับใจและซาบซึ้งใจมาก นี่คือสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็สามารถกล่าวได้ว่า การที่พวกเราเป็นผู้ปฏิบัติศรัทธาในปรัชญาธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และพวกเราทุกคนก็จะสามารถเป็นผู้นำในอนาคตอยู่แล้ว ดังนั้น แม้ปัจจุบันจะมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก หรือมีปัญหามากมายก็ตาม แต่เราก็มีภาระหน้าที่ที่สำคัญ นั่นก็คือ การเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก ซึ่งเป็นผู้ถือคำสั่งของพระพุทธะ จึงขออย่าได้ดูถูกตัวเอง ขอให้เชื่อมั่นในอนาคต และประพฤติปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจและอดทน จนกระทั่ง มีเสียงกล่าวขานกันว่า ที่จริงเขาไม่ได้ร่ำรวย หรือเขาสุขภาพไม่แข็งแรง หรือเขามีปัญหามากมาย แต่ทำไมเขาจึงสามารถมีความร่าเริง มีชีวิตชีวา และมีพลังชีวิตที่กระฉับกระเฉงได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะสามารถทำให้เพื่อนบ้านหรือมิตรสหายของเรากลายเป็นพันธมิตรของเราได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงในการปฏิบัติศรัทธาของเราที่แสดงออกมา ทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่า พวกเราไม่ได้มีดีแต่ทฤษฎีเท่านั้น ปรัชญาพุทธธรรมของพระนิชิเร็นไดโชนินสามารถแก้ไขปัญหาและทำให้ชีวิตดีขึ้นได้จริง เพราะฉะนั้น พฤติกรรมของเราจึงเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นหน้าที่ของพวกเรา

แต่ถ้าเรารู้สึกอับอายเกี่ยวกับตัวเอง ดูถูกตัวเองแล้ว ก็จะแสดงออกมาที่ลักษณะที่ไม่มีความร่าเริง ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ทำให้ไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของพลังอานุภาพของโงะฮนซนออกมานั่นเอง







วันที่ 6 ธันวาคม

ประชาชนกำลังอยากจะรู้จักสมาคมของเรา ดังนั้น ขอให้พวกเราเชิดชูสมาคมอย่างมากมาย สิ่งนี้เป็นการชักชวนแนะนำธรรมในสมัยธรรมปลายด้วยการผูกปัจจัยสัมพันธ์แบบคล้อยตามนั่นเอง


อธิบาย

นับตั้งแต่สมาคมของเราก่อตั้งมาในสมัยอาจารย์มาคิงุจิ ต่อมาในสมัยอาจารย์โทดะ และสมัยอาจารย์อิเคดะนี้ สมาคมมีความก้าวหน้าและเจริญเติบโตเป็นองค์กรระดับโลก ทำให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายในทั่วโลกต่างให้ความสนใจต่อสมาคมเป็นอย่างมาก ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “ขอให้พวกเราเชิดชูสมาคมอย่างมากมาย” ซึ่งหมายความว่า ขณะนี้ เป็นเวลาของการเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรจะชักชวนแนะนำธรรมอย่างเข้มงวด เมื่อเราพูดคุยกับเขาแล้ว เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เปรียบเหมือนผลไม้ เช่น มะม่วง เมื่อถึงเวลาสุกแล้วก็จะตกลงมาเอง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปสอยหรือไปเก็บ ให้เป็นไปโดยธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาที่เมล็ดของเขาสุกแล้ว เขาก็จะยอมรับสมาคมของเรา นี่คือการเผยแผ่ธรรมด้วยการผูกปัจจัยสัมพันธ์แบบคล้อยตามนั่นเอง ซึ่งอาจารย์อิเคดะบอกว่า ต่อไป เมื่อเราพูดคุยหรืออธิบายและชักชวนต่อผู้คนในสังคมโดยไม่ต้องอ้างอิงธรรมนิพนธ์แม้แต่คำเดียว แต่ขอให้พฤติกรรมของเราเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้เขารู้สึกประทับใจและยอมรับในปรัชญาของพุทธธรรมของเราได้ นี่คือการชักชวนที่เหมาะสมกับยุคสมัยใหม่นั่นเอง







วันที่ 5 ธันวาคม

หนทางที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวที่เรียกว่า ธรรมะเท่ากับการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านส่วนบุคคล ทางด้านครอบครัว และซึมซาบเข้าไปในสังคมนั้น อย่าลืมเป็นอันขาดว่า จุดเริ่มต้นก็คือการประชุมสนทนาธรรม


อธิบาย

จุดมุ่งหมายที่เรานับถือศรัทธา แรกเริ่มอาจจะมาจากความปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหาส่วนตัวและมีความสุข จึงได้เข้ามาปฏิบัติศรัทธา แต่เมื่อศรัทธาไปสัก 3 ปี 5 ปี โดยขยันขันแข็งทำงานพระและศึกษาธรรมอย่างมากมายแล้ว ก็จะค่อยๆ รู้ตัวได้ว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่จุดมุ่งหมายเดิมของเราเท่านั้น แต่สามารถเข้าใจได้ว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการปฏิบัติศรัทธาก็เพื่อให้เราสามารถบรรลุพุทธภาวะในชาตินี้ ซึ่งเรียกว่าการปฏิวัติชีวิตมนุษย์นั่นเอง พร้อมกันนั้น เมื่อตัวเองเรียนรู้และเข้าใจจากประสบการณ์ของตัวเองแล้ว ก็จะมีความเชื่อมั่นที่แน่วแน่ จึงอยากจะอธิบายและบอกกล่าวต่อผู้อื่นที่ยังไม่รู้จักธรรมะของเรา ซึ่งเป็นการกระทำของโพธิสัตว์จากพื้นโลก ที่มีชีวิตโลกโพธิสัตว์และโลกพุทธะปรากฏออกมาในชีวิต จึงเกิดความเมตตากรุณาที่แสดงออกมาทางด้านความนึกคิด และพฤติกรรม ที่อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น มีความรู้สึกเอาใจใส่ต่อผู้อื่น จนพวกเขาค่อยๆ เข้าใจได้ นี่คือเรียกว่าการเผยแผ่ธรรมไพศาล

อาจารย์ชี้นำไว้ว่า การเคลื่อนไหวทางด้านพุทธธรรม หมายถึงการเผยแผ่ธรรมในชุมชน ในท้องถิ่น ในสังคม และในทั่วโลก ในที่สุด จึงเท่ากับการปฏิวัติชีวิตมนุษย์ตัวเอง หมายถึง ตัวเราเองจะปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม ด้วยการเป็นบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะเพียบพร้อมสมบูรณ์ ทีนี้ การที่ตัวเราเอง ครอบครัวของเราจะเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคมจนซึมซาบเข้าไปสู่สังคมได้นั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องมีการสร้างปัจจัยสัมพันธ์ ซึ่งก็คือการประชุมสนทนาธรรมนั่นเอง เพราะในที่ประชุมสนทนาธรรม มีทั้งสมาชิกและยังไม่เป็นสมาชิก แม้แต่ผู้ที่ยังศรัทธาไม่มั่นคง ยังมีความสงสัย หรือคนที่ศรัทธามานาน คนจน คนรวย ฯลฯ ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมประชุมนั้นมีความหลากหลาย และมาแลกเปลี่ยนทัศนะกัน จึงเป็นสถานที่ที่มีความเสมอภาคและพูดคุยกันได้อย่างอิสระในสังคมปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเอาใจใส่ในการจัดประชุมสนทนาธรรมให้มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับคำอธิบายหนทางแก้ไขปัญหาด้วยธรรมะแล้ว แสดงว่า ธรรมะของเราได้ซึมซาบเข้าไปในสังคม ในท้องถิ่นได้

พร้อมกันนี้ สถานที่ประชุมสนทนาธรรมก็ยังเปรียบได้กับสถานที่ฝึกซ้อม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชีวิตของแต่ละคนจะสามารถได้รับขัดเกลาซึ่งกันและกัน เหมือนกับเพชรที่ต้องตัดด้วยเพชรที่มีความแข็งเหมือนกัน มนุษย์เราก็เช่นกัน การที่มนุษย์เรามีอุปนิสัยเกเร ดื้อรั้น จู้จี้ อวดดี เห็นแก่ตัว ฯลฯ แต่ละคนต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป เมื่อมาอยู่รวมกัน ก็จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ขัดเกลาซึ่งกันและกัน ทำให้แต่ละคนสามารถเจริญเติบโตมากขึ้นได้ เมื่อทุกคนมีความก้าวหน้าแล้ว การเผยแผ่ธรรมในท้องถิ่นก็ดี การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลก ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวทางด้านพุทธธรรม ก็จะสามารถเจริญพัฒนาได้โดยธรรมชาติ ดังนั้น แม้ว่าจะปฏิบัติศรัทธามานานแค่ไหนก็ตาม แต่การศรัทธาอยู่คนเดียวนั้น จะไม่สามารถยึดถือความศรัทธาที่ถูกต้องไปจนถึงที่สุด จึงจำเป็นจะต้องมีผู้อาวุโส เพื่อนสมาชิก ซึ่งต่อสู้ด้วยกัน ทำงานพระด้วยกัน และได้รับคำชี้นำนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงจะสามารถเป็นศาสนาที่มีชีวิต และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนตลอดไปได้ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “อย่าลืมเป็นอันขาดว่า จุดเริ่มต้นก็คือการประชุมสนทนาธรรม”







วันที่ 4 ธันวาคม

ขอให้ต่างคนต่างต่อสู้อย่างเต็มที่สุดกำลัง อย่าให้หลงเหลือสิ่งที่ต้องหวนเสียใจภายหลังไว้ในชีวิต ขอให้เชื่อมั่นว่า ผู้ที่ต่อสู้จะได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่ และชี้ให้เห็นถึงพลังซ่อนเร้นของสมาคมที่ยึดถือความสามัคคีที่แข็งแกร่งดุจเหล็ก


อธิบาย

นักกีฬาคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ของเขาให้ฟังว่า เวลาที่ฝึกซ้อม ถ้าฝึกซ้อมเสียจนเสมือนหนึ่งมีเหงื่อไหลออกจากกระเพาะแล้ว การฝึกซ้อมนั้นก็เป็นเรื่องที่สบายมาก และมีจิตใจสดชื่น แต่การฝึกซ้อมเพียงเล็กน้อยที่มีเหงื่อออกมาทางผิวหนังนั้น ไม่ทำให้รู้สึกสดชื่น เพราะไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างเต็มที่นั่นเอง ก็หมายความว่า ถ้าเขาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่สุดกำลังแล้ว ก็จะรู้สึกสบายทั้งกายและใจ รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ถ้าวันไหนเกียจคร้าน คิดว่า ซ้อมแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ได้ซ้อมอย่างเต็มที่ นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแล้ว ยังรู้สึกว่าไม่อิ่มอกอิ่มใจด้วย

ในการปฏิบัติศรัทธาของพวกเราก็เช่นกัน แม้จะมีการต่อสู้ในเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าไม่ได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว แม้จะมีค่าใช้จ่ายเท่ากัน มีคำพูดหรือการชักชวนแนะนำธรรมเหมือนกันก็ตาม แต่สิ่งที่สะสมอยู่ในชีวิตนั้นย่อมจะต่างกันราวฟ้ากับดินทีเดียว เหมือนกับว่า วันนี้ได้ต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว รู้สึกสดชื่นร่าเริง มีชีวิตชีวา แต่ถ้ารู้สึกว่า เรื่องนั้นก็ยังไม่เสร็จ เรื่องนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย ยังมีเรื่องที่รู้สึกกังวลใจ การต่อสู้เช่นนี้ แน่นอนว่า ไม่มีความแน่นแฟ้น ดังนั้น เมื่อมีโอกาสแล้ว พวกเราจะต้องตัดสินใจว่า เอาล่ะ เวลานี้เป็นเวลาที่เราจะต่อสู้เพื่อธรรมะอย่างเต็มที่ เมื่อตั้งใจเช่นนี้และยึดถือโงะฮนซนเป็นหลักแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่จิตใจของเขาย่อมมีความรู้สึกแน่นแฟ้นได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถสะสมบุญวาสนาได้อย่างเต็มที่

หมายความว่า ไม่ได้อยู่ที่ลักษณะของการต่อสู้ แต่อยู่ที่จิตใจที่ตั้งใจจะต่อสู้ กล้าทำ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การต่อสู้ในแต่ละๆ วันก็จะสามารถสะสมบุญวาสนาอันยิ่งใหญ่ไว้ได้ ถ้าในทุกโอกาส ทุกกรณี มีท่าทีจิตใจเช่นนี้แล้ว กล่าวได้ว่า ชีวิตของเขาจะไม่มีสิ่งใดให้หวนเสียใจภายหลัง และในวาระสุดท้าย ก็รู้สึกดีใจและขอบคุณต่อโงะฮนซนที่ได้ทำภาระหน้าที่ในชาตินี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ตรงกันข้าม ผู้ที่มีความเห็นแก่ตัว เกียจคร้าน ไม่ต่อสู้อย่างสุดกำลังในแต่ละวัน แสดงว่า เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็จะรู้สึกเสียใจ กลัดกลุ้มใจ และเจ็บใจอยู่บ่อยๆ ดังนั้น เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง ก็จะจบชีวิตลงด้วยความรู้สึกหวนเสียใจในภายหลัง

สำหรับผู้มีความสามารถที่ต่อสู้อย่างเต็มที่สุดกำลัง จะสามารถแสดงข้อพิสูจน์ที่เป็นจริงของพลังซ่อนเร้น ซึ่งหมายถึงอานุภาพของโงะฮนซนออกมาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมได้ พร้อมกันนั้น ผู้มีความสามารถที่ต่อสู้อย่างเต็มที่สุดกำลัง ซึ่งเป็นผู้นำที่แท้จริงนั้น จะสามารถแสดงพลังความสามัคคีที่แข็งแกร่งดุจเหล็ก และปกป้องสมาคมได้ บุคคลเช่นนี้ย่อมจะได้รับผลบุญกุศลอันยิ่งใหญ่โดยธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ขอให้เชื่อมั่นว่า ผู้ที่ต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังเต็มที่นั้น ไม่ว่าจะมีความรู้ธรรมะหรือไม่ จะมีอายุมากหรือน้อย แต่ทุกคนทั้งหมดจะสามารถได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่โดยเสมอภาคและอย่างอิสระเสรีอย่างแน่นอน



ผู้ร่วมเรียนฯ คุณเจียงคิ้ม โซบูโจ คุณชาลี คูมิโจ คุณเจี่ยชิว บูโจ

ผู้จดบันทึก นายสุรชัย งามสกุลรุ่งโรจน์ ฟุขุโซบูโจ





วันที่ 3 ธันวาคม

สัญญาณของเศรษฐกิจที่ตกต่ำนั้นมีปรากฏให้เห็นอยู่ในทั่วโลก สำหรับสมาชิกทั้งหลายนั้น ขอให้สวดไดโมขุและยึดถือแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจให้มั่นคง และสร้างชีวิตมนุษย์ที่มีความรุ่งโรจน์ให้ได้


อธิบาย

เมื่อ 700 ปีก่อนในสมัยของพระนิชิเร็นไดโชนิน ทั่วโลกมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เช่น สงคราม หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย หรือเกิดโรคระบาด เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นสมัยที่มีความสับสนวุ่นวาย และปัจจุบัน ภายหลังจากพระนิชิเร็นไดโชนินดับขันธ์ผ่านมา 700 กว่าปี ก็มีเรื่องวุ่นวายต่างๆ มากมายเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะพระศากยมุนีพุทธะทรงพยากรณ์ไว้ว่า สมัยธรรมปลายเป็นสมัยที่สับสนวุ่นวาย จึงมีเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ มากมายเกิดขึ้น ทั้งทางด้านสงคราม เศรษฐกิจ ผู้คนเจ็บป่วยทางจิต ฯลฯ แต่พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวไว้ในธรรมนิพนธ์ว่า “เมื่อมีเรื่องชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ก็แสดงว่า เรื่องดีงามที่ยิ่งใหญ่ก็จะเกิดขึ้นตามมา” เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเราปฏิบัติศรัทธาให้เข้มแข็งกว่าเดิมแล้ว ก็จะสามารถข้ามพ้นอุปสรรค หรือเศรษฐกิจที่ตกต่ำได้อย่างแน่นอน

แต่อย่าเข้าใจผิดระหว่างเป้าหมายกับวิธีการ เช่น นาย ก. เป็นคนจน และหาเงินไม่ได้ แม้จะมีเงินเดือน แต่ก็มีรายจ่ายมากกว่า ดังนั้น จึงไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ จึงเอาแต่บ่น แต่เมื่อเข้ามาปฏิบัติศรัทธาแล้ว ก็รู้ตัวว่า การที่ตัวเองเป็นคนจน ไม่มีเงินนั้น ไม่ใช่เพราะสังคมไม่ดี ไม่ใช่ตัวเองฝีมือไม่ดี แต่สาเหตุที่แท้จริงก็คือตัวเองมีกรรมเรื่องขัดสนเงินทอง จึงอธิษฐานต่อโงะอนซนว่า ขอให้ได้เงินเดือนมากกว่าเดิม เมื่อมองดูผิวเผินแล้ว ก็เรียกว่าเป็นไปได้และถูกต้อง แต่เมื่อมองดูจากทางด้านธรรมะที่ลึกซึ้งแล้ว ความคิดเช่นนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะเขาคิดผิดที่ว่า ผมไม่มีเงิน ดังนั้น พยายามหารายได้พิเศษ พยายามประหยัดค่าใช้จ่าย พยายามสะสมเงินมากขึ้น จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงจากความยากจน แต่เรื่องนี้มีแต่ความคิดทางด้านหาวิธีการเท่านั้น

อันที่จริง จุดมุ่งหมายของการเข้ามาปฏิบัติศรัทธาก็คือ เพื่อให้กรรมชั่วที่ตัวเองเป็นคนจนหมดไป และสร้างบุญวาสนาให้ตนเองสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรม และสามารถมีฐานะร่ำรวยให้ได้ แต่เขากลับเข้าใจว่า การหารายได้พิเศษ การประหยัด เป็นวิธีที่ดีเพื่อให้มีเงิน หมายความว่า เขาลืมจุดมุ่งหมายของตนเอง มีแต่เอาใจใส่หาวิธีเท่านั้น แต่เมื่อมองดูจากธรรมะแล้ว ก่อนอื่น เขาจะต้องรู้ตัวว่า จุดมุ่งหมายที่มาปฏิบัติศรัทธาและอธิษฐานต่อโงะฮนซนก็คือ ขอให้กรรมชั่วหมดไป และขอให้สะสมบุญวาสนาเป็นหลัก แล้วคิดเรื่องวิธีการ จึงจะเป็นการถูกตัอง และสามารถสร้างชีวิตมนุษย์ที่รุ่งเรืองขึ้นมาได้ แม้ว่าจะหาวิธีการที่ดีเลิศแค่ไหน แต่ถ้าลืมโงะฮนซน ลืมการศรัทธา ลืมการสวดไดโมขุแล้ว ก็จะกลายเป็นการหมุนที่ว่างเปล่า ซึ่งไม่สามารถสะสมบุญวาสนาได้ แม้ว่าจะสามารถหาเงินได้ แต่ก็ไม่มีเหลือ เช่น มีเรื่องราวเกิดขึ้น ทำให้ต้องเสียเงิน

ด้วยเหตุนี้ ขอให้พวกเรามั่นใจว่า เมื่อเศรษฐกิจในทั่วโลกค่อยๆ แย่ลง พวกเราก็จะต้องตั้งเป้าหมายว่า ขอให้สามารถสะสมบุญวาสนาของครอบครัว สะสมบุญวาสนาของตนเอง พร้อมกันนั้น ก็คิดหาวิธีการต่างๆ เช่น ประหยัดเงิน หารายได้พิเศษ ซึ่งเมื่อมีพร้อมด้วยท่าทีจิตใจของความศรัทธาที่ถูกต้อง ประกอบกับนำเอาวิธีการที่ดีมาใช้แล้ว จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ฉลาด แต่บางครั้ง คนโง่มักจะคิดว่า เรามีโงะฮนซน เราก็ปฏิบัติศรัทธาอยู่แล้ว แต่สังคมยังไม่ดี เราก็ไม่ต้องหาวิธีการอะไร เพราะโงะฮนซนจะช่วยเราอยู่แล้ว จึงไม่เอาใจใส่ต่ออาชีพการงาน นี่คือความนึกคิดที่ผิด ดังนั้น ขอให้สวดมนต์ให้มากกว่าเดิม เพื่อให้ได้รับปัญญาที่ดี และนำมาใช้ในอาชีพการงาน เพื่อสร้างครอบครัว และชีวิตมนุษย์ของตนเองให้มีความเจริญรุ่งโรจน์ให้ได้



ผู้ร่วมเรียนฯ คุณธารา พัฒนาลี้สกุล ฟุขุโซบูโจ คุณพงษ์ศักดิ์ กรุ๊ปโจ คุณพงษ์ศักดิ์ คูมิโจ

ผู้จดบันทึก นายสุรชัย งามสกุลรุ่งโรจน์ ฟุขุโซบูโจ





วันที่ 2 ธันวาคม

 ผู้ที่ไม่สามารถดูแลครอบครัวของตนเองให้เรียบร้อยสมบูรณ์นั้น จะสามารถชี้นำต่อผู้อื่นได้อย่างไร ดังนั้น จะต้องสร้างครอบครัวที่สามารถไว้วางใจได้


อธิบาย

คำชี้นำนี้เป็นคำชี้นำที่เข้มงวดที่อาจารย์มอบให้แก่พวกเรา หมายความว่า ครอบครัวของเรานั้นเปรียบได้กับระบบการที่มี 4 ฝ่ายโดยครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้น ผู้ที่สามารถสร้างความสามัคคีในครอบครัว พ่อแม่ลูกสามารถมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความสนิทสนมกันอย่างดี สามารถพูดคุยทุกเรื่องได้อย่างอิสระเสรี ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ ไม่มีการดื้อรั้นหรือเกเร ไม่มีการทะเลาะแบะแว้งกัน ซึ่งมีความรักใคร่กันดี เป็นครอบครัวที่ร่าเริงเบิกบาน ลักษณะเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวในอุดมคติ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคมได้ เมื่อครอบครัวของตนเองเรียบร้อยดีเช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถนำมาใช้ในระบบการ ทำให้ระบบการตำบล หรือหมู่ก็มีความสามัคคีปรองดองกันได้ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ครอบครัวคือภาพย่อของสังคม และภาพย่อของระบบการก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้ การสร้างครอบครัวที่ดีเลิศจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งถ้ามีครอบครัวที่ดีแล้ว สังคม หรือสถานที่ทำงาน หรือระบบการก็จะสามารถดีด้วยเช่นกัน

แต่ในทางกลับกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือผู้อาวุโสก็ตาม เวลาที่ออกไปประชุม แม้ว่าจะชี้นำหรือพูดธรรมะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่พอกลับถึงบ้าน ก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือลูกๆ ไม่รักพ่อแม่ ถ้าเช่นนี้ ก็แสดงว่า คำพูดและการกระทำไม่ตรงกัน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำอย่างเข้มงวดว่า “ผู้ที่ไม่สามารถดูแลครอบครัวของตนเองให้เรียบร้อยสมบูรณ์นั้น จะสามารถชี้นำต่อผู้อื่นได้อย่างไร”

พระนิชิเร็นไดโชนินกล่าวในธรรมนิพนธ์ว่า “ผู้ที่ไม่สามารถข้ามคลองที่กว้าง 1 เมตรได้นั้น จะข้ามคลองที่กว้าง 10 เมตร 20 เมตรได้อย่างไร” หมายความว่า เรื่องส่วนตัวซึ่งเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นั้น ถ้าไม่สามารถจัดการให้เรียบร้อยแล้ว จะจัดการเรื่องของผู้อื่นได้อย่างไร หรือหมายความว่า ถ้าตัวเองไม่มีความศรัทธาที่ถูกต้องและไม่สามารถได้รับผลบุญแล้ว จะทำให้ผู้อื่นได้รับผลบุญได้อย่างไร

หรืออาจารย์โทดะชี้นำไว้ว่า ผู้ที่ไม่รักพ่อแม่ จะรักผู้อื่นได้อย่างไร หรือจะสามารถชี้นำและเอาใจใส่ผู้อื่นได้อย่างไร หมายความว่า การที่พวกเรามีชีวิตอยู่ได้ในทุกวันนี้ก็เพราะพ่อแม่ชุบเลี้ยงให้เติบใหญ่ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีพระคุณต่อเราอย่างใหญ่หลวง ดังนั้น การไม่รู้จักบุญคุณ มีแต่บ่น หรือต่อว่าพ่อแม่ และอ้างว่า ตัวเองเป็นยุวชน เป็นลูกศิษย์ที่แท้จริงของอาจารย์นั้น ย่อมไม่มีสิทธิ์พูดเช่นนี้ได้ เพราะแม้แต่พ่อแม่ที่เป็นผู้มีพระคุณ ก็ยังไม่เอาใจใส่ ไม่ตอบแทนบุญคุณ นับประสาอะไรกับการที่จะเอาใจใส่ผู้อื่นได้อย่างไร ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวจึงต้องพยายามคิดและพิจารณาสำรวจตัวเอง เพื่อหาว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร และพยายามหาวิธีแก้ไข เมื่อทุกคนในครอบครัวทำเช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ดูถูก ไม่บ่น ไม่วิจารณ์ และไม่กล่าวโทษซึ่งกันและกัน พร้อมกันนั้น ต่างคนต่างก็ยึดถือธรรมะเป็นพื้นฐาน และอธิษฐานต่อโงะฮนซนอย่างเข้มแข็งแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวก็จะสามารถแก้ไขไปได้ แต่ถ้ามัวแต่โทษกันไปโทษกันมาแล้ว แม้จะนับถือศรัทธามานานแค่ไหน สวดมนต์มากแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถรู้ตัวถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาในครอบครัวได้ ซึ่งเป็นการศรัทธาที่สูญเปล่า และกลับกลายเป็นครอบครัวที่ถูกเพื่อนบ้านหัวเราะเยาะ

จึงสรุปได้ว่า การเผยแผ่ธรรมในประเทศหรือทั่วโลกนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างครอบครัวของตนเองให้สมบูรณ์ หมายความว่า การเผยแผ่ธรรมไพศาลทั่วโลกนั้น ไม่ได้อยู่ในสถานที่ห่างไกล แต่เริ่มขึ้นจากครอบครัวของเราเอง ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ตัว จากนั้นก็แผ่ขยายต่อไปยังเพื่อนบ้าน ท้องถิ่น สังคม ประเทศ และไปสู่ทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงชี้นำว่า “จะต้องสร้างครอบครัวที่สามารถไว้วางใจได้” หมายความว่า สิ่งสำคัญก็คือ พวกเราจะต้องปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง และร่วมมือร่วมใจกันสร้างครอบครัวที่สามารถไว้วางใจได้ ถ้ามีแต่ตัวเราปฏิวัติชีวิตมนุษย์ของตนเอง แต่ไม่สามารถปฏิวัติครอบครัว ก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว และไม่สามารถมีความสุขที่แท้จริงได้ ดังนั้น การปฏิวัติครอบครัวโดยยึดถือธรรมะเป็นพื้นฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ของเรา



ผู้ร่วมเรียนฯ คุณอนุชา กรุ๊ปโจ คุณทวีชัย กรุ๊ปโจ คุณชาญศักดิ์ บูโจ

ผู้จดบันทึก นายสุรชัย งามสกุลรุ่งโรจน์ ฟุขุโซบูโจ





วันที่ 1 ธันวาคม

ขอให้การปิดบัญชีของหนึ่งปีนี้ที่มีพร้อมทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวมสามารถบรรลุผลสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม เพราะนี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงชัยชนะของปีหน้าได้

อธิบาย

เดือนธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายของปี ดังนั้น ถ้าตอนต้นปีหรือตอนกลางปีเรามีการต่อสู้ดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าในตอนสิ้นปีมีเรื่องผิดพลาดหรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว การต่อสู้ในปีหน้าแสดงว่าจะต้องพบกับความพ่ายแพ้ ดังนั้น อาจารย์จึงกล่าวว่า “ขอให้การปิดบัญชีของหนึ่งปีนี้ที่มีพร้อมทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวมสามารถบรรลุผลสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม”

เรื่องนี้ถ้านำมาอธิบายเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ของเรา โดยเปรียบเทียบ 1 ปีเท่ากับชั่วชีวิตของเราแล้ว แม้ว่าในสมัยวัยรุ่นหรือวัยเบญจเพศจะมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อตอนใกล้ตาย กลับมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น มีปัญหาทุกวัน กลุ้มใจอยู่ทุกวัน ทุกข์ทรมานใจอยู่ทุกวันแล้ว ก็แสดงว่า ชีวิตมนุษย์ของเขาไม่มีความสุขที่แท้จริง ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ตอนจบนั้นจบดีแค่ไหน ได้ประสบความสำเร็จแค่ไหน ถ้าเสียชีวิตลงโดยสามารถบรรลุพุทธภาวะได้แล้ว ชาติหน้าก็จะสามารถเกิดมาอย่างมีความสุขได้

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การที่พวกเราเข้ามาปฏิบัติศรัทธา ก็เพื่อที่จะให้ตอนเสียชีวิตสามารถบรรลุพุทธภาวะให้ได้ นี่คือจุดมุ่งหมายของการศรัทธาของเรา แม้ว่าในระหว่างการดำเนินชีวิตจะมีเรื่องดีบ้างร้ายบ้าง แต่เมื่อปิดบัญชีชีวิตมนุษย์ โดยหักกลบลบหนี้แล้ว ถ้ามีความดีมากกว่าความชั่ว ก็แสดงว่า เป็นชีวิตมนุษย์ที่สะสมบุญวาสนาได้ แต่ถ้ามีความชั่วมากกว่าความดี ก็แสดงว่า ไม่มีสิทธิ์บรรลุพุทธภาวะ

เพราะในธรรมนิพนธ์มีกล่าวไว้ว่า “ในหนึ่งวัน มนุษย์เรามีกิเลส 84000 ชนิด ดังนั้น ตั้งแต่เกิดจนตาย จึงมีกิเลสมากมายจนไม่อาจนับได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือ กิเลสที่เกิดขึ้น 84000 ชนิดในแต่ละวันนั้น เราสามารถเปลี่ยนให้เป็นโพธิญาณได้หรือไม่ ถ้าหากว่าเป็นเพียงกิเลสเท่านั้นแล้ว ย่อมไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ของเราได้ แต่เมื่อเราปฏิบัติศรัทธาและสวดมนต์ต่อโงะฮนซนแล้ว กิเลส 84000 ชนิดก็จะสามารถเปลี่ยนเป็นโพธิญาณได้ ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพลังศรัทธาและพลังปฏิบัติของเราเอง และพระนิชิเร็นไดโชนินได้กล่าวอีกว่า เมื่อคนชนบทอยากจะเดินทางเข้าเมือง จะต้องเดินทางถึง 1000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ยาวไกลมาก แต่เมื่ออุตส่าห์เดินทางมาจนถึงกิโลเมตรที่ 999 แล้ว ก็รู้สึกว่าหมดแรงแล้ว เดินต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ทั้งๆ ที่เหลืออีกแค่ 1 กิโลเมตรเท่านั้น กลับล้มเลิกกลางคัน ถ้าเช่นนั้น การเดินทางมา 999 กิโลเมตรก็เป็นการเดินทางที่สูญเปล่า เพราะไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ จึงไม่สามารถชมพระจันทร์ในเมืองหลวงได้

การปฏิบัติศรัทธาของพวกเราก็เช่นกัน แม้จะนับถือศรัทธามายาวนานแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อถึงเวลาที่สำคัญจริงๆ แล้วกลับลืมโงะฮนซน และถอยศรัทธาแล้ว บุญวาสนาเท่าที่สะสมไว้มากมายก็ย่อมสูญเปล่า เพราะฉะนั้น ตอนจบจึงเป็นเวลาที่สำคัญ ดังเช่น ด้ายกับเข็ม เข็มพยายามที่จะเย็บเสื้อให้สำเร็จ เส้นด้ายก็จะต้องพยายามอยู่ติดกับเข็มและเดินทางไปด้วยกัน ก็จะสามารถเย็บเสื้อได้สำเร็จ แต่ถ้าปลายด้ายไม่ผูกปม แม้จะพยายามเย็บแค่ไหน ก็เสียแรงเปล่าๆ

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าเรื่องส่วนตัว เช่น อาชีพการงาน การศึกษาเล่าเรียน การดูแลบุตรหลานในครอบครัว หรือเรื่องส่วนรวม เช่น การต่อสู้ทำงานพระ ขอให้ประสบผลสำเร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ ไม่เช่นนั้นแล้ว จะต้องหวนเสียใจในภายหลังอย่างแน่นอน และไม่สามารถที่จะมีชัยชนะในปีหน้าได้ด้วย



ผู้ร่วมเรียนฯ คุณสมบูรณ์ บูโจ คุณสมชาย กรุ๊ปโจ คุณวิชัย ฮันโจ

ผู้จดบันทึก นายสุรชัย งามสกุลรุ่งโรจน์ ฟุขุโซบูโจ

 

กลับหน้าแรก